อ. 18 มิ.ย. 2562 16:20

ทองคำ 96.5% (บาทละ)
ราคารับซื้อราคาขายออก
00
ทองรูปพรรณ 96.5% (บาทละ)
ราคารับซื้อราคาขายออก
00
ราคาขายฝาก
อัตราดอกเบี้ยราคาขายฝาก
ร้อยละ 218,000

06/25/2561

วายแอลจี บูลเลี่ยนฯ รายงานราคาทองคำ วันที่ 25 มิ.ย. 2561


บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด รายงานราคาทองคำ วันที่ 25 มิ.ย. 2561 และแนวโน้มการซื้อขายทองคำ สรุป ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์หลังการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต และภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐในเดือน มิ.ย. อ่อนตัวลงสู่ระดับ 56.0 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน ประกอบกับสกุลเงินยูโรฟื้นตัวขึ้นหลังดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการขั้นต้นของยูโรโซนซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนกิจกรรมในภาคธุรกิจของยูโรโซนฟื้นตัวขึ้นในเดือน มิ.ย. หลังจากชะลอตัวมาหลายเดือน แต่กระนั้นการฟื้นตัวของราคาทองคำยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ซึ่งสะท้อนแรงซื้อในตลาดทองคำที่ยังไม่มากนัก อีกทั้งราคาทองคำยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากดัชนีดาวโจนส์ที่ปิดดีดขึ้น 119.19 จุด นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานที่พุ่งขึ้นตามราคาน้ำมัน ภายหลังจากที่โอเปกมีมติเพิ่มกำลังการผลิตในการประชุมครั้งล่าสุดแต่ไม่ระบุปริมาณชัดเจนทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยงสกัดช่วงบวกของราคาทองคำที่อยู่ในสินทรัพย์ปลอดภัยเอาไว้ สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดขายบ้านใหม่เดือน พ.ค. และติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้าCr.https://goo.gl/ab4Hhp

Read More

06/22/2561

แนวโน้มราคา และกลยุทธ์การลงทุนทองคำ วันที่ 22 มิ.ย. 2561


บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ประเมิน แนวโน้มวันที่ 22 มิถุนายน 2561 ว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ทวีความร้อนแรงขึ้น หลังจากสหรัฐได้ขู่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่ม 2 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่นายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐระบุว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ต้องการให้จีนลดกำแพงการค้าและปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ แต่เชื่อว่าจีนจะไม่ทำเช่นนั้นหากปราศจากการเพิ่มการกดดันจากสหรัฐ ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐ และจีนไม่มีสัญญาณบรรเทาลง เมื่อหนังสือพิมพ์โกลบอล ไทม์สของจีน รายงานว่า จีนอาจตอบโต้บริษัทสหรัฐที่จดทะเบียนในดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ นอกจากนี้ จีนซื้อถั่วเหลืองราว 1 ใน 3 จากสหรัฐ ดังนั้น การที่จีนกำหนดภาษี 25% ต่อการนำเข้าถั่วเหลืองสหรัฐจึงทำให้ถั่วเหลืองเปรียบเสมือนเป็นสนามรบที่สำคัญ ซัพพลายเออร์สหรัฐอาจจะสูญเสียตลาดจีนไปให้กับละติน อเมริกา ซึ่งเป็นคู่แข่งนอกจากนี้คณะกรรมาธิการยุโรปเปิดเผยว่า สหภาพยุโรป(EU) จะเริ่มเก็บภาษีนำเข้า 25% ต่อผลิตภัณฑ์ต่างๆของสหรัฐในวันศุกร์นี้ เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐเก็บภาษีเหล็กกล้าและอะลูมิเนียมจาก EU เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทั้งนี้ บรรดาผู้นำธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด), ธนาคารกลางยุโรป (ECB), ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และธนาคารกลางออสเตรเลีย แสดงความวิตกกังวลถึงสงครามการค้าที่กำลังก่อตัวขึ้นจะบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ อาจทำให้ทางการต้องปรับลดแนวโน้มการขยายตัวเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงปัจจัยพยุงราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย เพราะดัชนีดอลลาร์ยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนก.ค. 2560จากคำกล่าวของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารเฟด ยืนยันว่า เฟดจะยังคงขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ประเด็นดังกล่าวยังคงสร้างแรงขายกลับเข้าสู่ตลาดทองคำ อย่างไรก็ตามการจับตาความเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลกนั้นยังไม่เพียงพอสำหรับนักลงทุนในประเทศ เพราะการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่อ่อนค่าในช่วงนี้ ทำให้นักลงทุนทำกำไรในตลาดทองคำไทยได้ค่อนข้างยากกลยุทธ์การลงทุน ทางวายแอลจีมีมุมมองว่า ราคาทองคำยังมีแนวโน้มปรับตัวลดลง แม้ว่าระยะสั้นโอกาสขยับขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,283 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไร เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำเมื่อมีการปรับตัวขึ้นแรง ก็จะมีแรงขายทำกำไรออกมาแรงเช่นกัน โดยนักลงทุนที่สะสมทองคำไว้อาจมีการขายทำกำไรบางส่วนออกมาบ้าง โดยให้ดูว่าราคาจะผ่านแนวต้านได้หรือไม่ ถ้าสามารถผ่านไปได้ ให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงสูงได้แนะนำให้ถือต่อไป เพื่อไปขายทำกำไรที่แนวต้านถัดไป และหากราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงมาไม่หลุดแนวรับ แนะนำนักลงทุนสามารถเก็งกำไร โดยให้เน้นไปที่การเข้าซื้อ ทั้งนี้ ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,263 ดอลลาร์ต่อออนซ์ทองคำแท่ง (96.50%)แนวรับ 1,263 (19,650บาท) 1,251 (19,450บาท) 1,238 (19,250บาท)แนวต้าน 1,283 (20,000บาท) 1,291 (20,100บาท) 1,300 (20,250บาท) GOLD FUTURES (GFM18)แนวรับ 1,263 (19,820บาท) 1,251 (19,630บาท) 1,238 (19,430บาท)แนวต้าน 1,283 (20,140บาท) 1,291 (20,260บาท) 1,300 (20,400บาท) Cr.https://goo.gl/xuvBNp

Read More

06/21/2561

แนวโน้มราคา และกลยุทธ์การลงทุนทองคำ วันที่ 21 มิ.ย. 2561


วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ประเมิน แนวโน้มวันที่ 21 มิถุนายน 2561 ความวิตกเกี่ยวกับความขัดแย้งการค้าที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐและจีน จนรัฐบาลของประเทศต่างๆได้หยุดหรือชะลอการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เมื่อปัญหาความขัดแย้งทางการค้าทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทั่วโลก แนวโน้มดังกล่าว กระตุ้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับขึ้น จนส่งผลให้ ดัชนีดอลลาร์เคลื่อนไหวใกล้ระดับสู่จุดสูงสุดรอบ 11 เดือน ที่ 95.296 จนกดดันราคาทองคำให้อ่อนตัวลงทั้งนี้ ประเทศที่ลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐที่เห็นได้ชัดที่สุดคือรัสเซีย ซึ่งได้ลดปริมาณที่ถืออยู่ในมือลงเกือบครึ่งหนึ่งในช่วงจากเดือน มี.ค. ไปถึงเดือน เม.ย.จาก 96,100 ล้านดอลลาร์ มาเหลือ 48,700 ล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนได้ลดพันธบัตรสหรัฐที่ถืออยู่ในมือลง 5,800 ล้านดอลลาร์ในเดือน เม.ย. มาอยู่ที่ 1.18 ล้านล้านดอลลาร์ และญี่ปุ่นลดการถือครองลง 12,300 ล้านดอลลาร์ในเดือน เม.ย. มาอยู่ที่ 1.03 ล้านล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสวิตเซอร์แลนด์ ต่างก็ได้ปรับลดตัวเลขการถือครองพันธบัตรสหรัฐลงด้วยเช่นกัน ขณะที่ปริมาณพันธบัตรใหม่ที่รัฐบาลสหรัฐพิมพ์ขายออกมาจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นมหาศาลในอีก 2-3 ปีข้างหน้านอกจากนี้ ทองคำได้รับแรงกดดันเพิ่มเติม หลังจากสกุลเงินยูโรอ่อนค่าลง ตอบรับ นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เรียกร้องให้อดทนต่อการใช้นโยบายการเงินยุโรป ในการประชุมที่โปรตุเกส อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์ ซึ่งผลการประชุมกนง.มีมติ 5:1 ให้คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% พร้อมปรับเพิ่มจีดีพีปีนี้โต 4.4% จากเดิม 4.1% และคงคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานปี 2561 ที่ 0.7% คณะกรรมการฯ จึงเห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนปรนต่อไป พร้อมแนะนำจับตาเงินบาทที่ผันผวนอ่อนค่า รวมทั้งติดตามความเข้มแข็งของอุปสงค์ในประเทศและพัฒนาการของเงินเฟ้อในระยะต่อไปอย่างไรก็ตาม หากการอ่อนตัวของราคาทองคำยังคงสามารถยืนเหนือโซนบริเวณ 1,263 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ราคาทองคำยังมีโอกาสทดสอบแนวต้าน ซึ่งการแกว่งตัวของราคาทองคำยังถือเป็นโอกาสให้นักลงทุนระยะสั้นเข้าซื้อเก็งกำไร โดยตัดขาดทุนหากหลุดบริเวณแนวรับดังกล่าวกลยุทธ์การลงทุน วายแอลจีแนะนำลงทุนระยะสั้น โดยเสี่ยงซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงไปบริเวณแนวรับที่ 1,263 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และให้ขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้น โดยราคาทองคำมีลักษณะการแกว่งตัวในทิศทางขาลง โดยหากราคาอ่อนตัวลงและสามารถทรงตัวรักษาระดับไว้ น่าจะพอทำให้ในระยะสั้นนี้ราคาน่าจะดีดตัวขึ้นได้อีก แต่หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านได้อย่างแข็งแกร่ง นักลงทุนยังต้องระมัดระวังแรงขายทางเทคนิค และนักลงทุนควรตั้งจุดตัดขาดทุนหากราคาหลุดบริเวณแนวรับ ในขณะที่นักลงทุนที่มีทองคำในมือให้แบ่งขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวหรือไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน 1,283-1,291 ดอลลาร์ต่อออนซ์ทองคำแท่ง (96.50%)แนวรับ 1,263 (19,550บาท) 1,251 (19,350บาท) 1,238 (19,150บาท)แนวต้าน 1,283 (19,900บาท) 1,291 (20,000บาท) 1,300 (20,150บาท) GOLD FUTURES (GFM18)แนวรับ 1,263 (19,720บาท) 1,251 (19,530บาท) 1,238 (19,330บาท)แนวต้าน 1,283 (20,030บาท) 1,291 (20,160บาท) 1,300 (20,300บาท) Cr.https://goo.gl/9a2QTU

Read More

06/25/2561

วายแอลจี บูลเลี่ยนฯ รายงานราคาทองคำ วันที่ 25 มิ.ย. 2561


บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด รายงานราคาทองคำ วันที่ 25 มิ.ย. 2561 และแนวโน้มการซื้อขายทองคำ สรุป ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์หลังการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต และภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐในเดือน มิ.ย. อ่อนตัวลงสู่ระดับ 56.0 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน ประกอบกับสกุลเงินยูโรฟื้นตัวขึ้นหลังดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการขั้นต้นของยูโรโซนซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนกิจกรรมในภาคธุรกิจของยูโรโซนฟื้นตัวขึ้นในเดือน มิ.ย. หลังจากชะลอตัวมาหลายเดือน แต่กระนั้นการฟื้นตัวของราคาทองคำยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ซึ่งสะท้อนแรงซื้อในตลาดทองคำที่ยังไม่มากนัก อีกทั้งราคาทองคำยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากดัชนีดาวโจนส์ที่ปิดดีดขึ้น 119.19 จุด นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานที่พุ่งขึ้นตามราคาน้ำมัน ภายหลังจากที่โอเปกมีมติเพิ่มกำลังการผลิตในการประชุมครั้งล่าสุดแต่ไม่ระบุปริมาณชัดเจนทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยงสกัดช่วงบวกของราคาทองคำที่อยู่ในสินทรัพย์ปลอดภัยเอาไว้ สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดขายบ้านใหม่เดือน พ.ค. และติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้าCr.https://goo.gl/ab4Hhp

Read More


06/11/2562

แหวนทองคำใหญ่ที่สุดในโลก ที่ดูไบ


แหวนทองคำใหญ่ที่สุดในโลก ที่ดูไบ"นาจมา ไตบา (Najmat Taiba)" หรือ "Star of Taiba" เป็นชื่อของแหวนทองคำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่จัดแสดงอยู่ที่ "คานซ์ จิวเวลส์" ร้านจิวเวลรี่ที่ตั้งอยู่ในตลาดทองย่านเดียร์ร่า (เดียร์ร่า โกลด์ ซุก) เพื่อโปรโมทสินค้า และหวังเรียกลูกค้าเข้าร้าน พร้อมใบรับรองจากกินเนสส์ บุ๊ค ว่าเป็นแหวนทองคำที่มีขนาดแต่ข้อควรระวังคือ ทองคำและอัญมณีไม่มีการแสดงราคาให้เห็น ดังนั้นผู้ซื้อควรจะต้องมีความรู้และมีทักษะในการเลือกสินค้าและต่อรองราคาด้วยใหญ่ที่สุดในโลกน่าแปลกที่แหวนทองคำวงนี้ซึ่จัดแสดงอยู่ในตลาดทองคำดูไบ แต่กลับผลิตโดยร้านจิวเวลรี่ในประเทศซาอุดิอาระเบียที่มีชื่อว่า "ไตบา (Taiba)" เมื่อปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) ซึ่งต้องใช้ช่างฝีมือถึง 55 คน ทำงานต่อเนื่องวันละ 10 ช.ม. เป็นเวลานานถึง 45 วันจึงแล้วเสร็จ โดย"แหวนทองคำใหญ่ที่สุดในโลก" วงนี้ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ที่วัดจากขอบด้านใน 490 มิลลิเมตร เส้นรอบวง 2,200 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักมากถึง 63.85 กิโลกรัม ผลิตจากทองคำ 21 กะรัต น้ำหนัก 58.7 กิโลกรัม ประดับด้วยคริสตัลชวารอฟสกี้ 615 เม็ดน้ำหนักรวมมากถึง 5.17 กิโลกรัม ในช่วงปี ค.ศ. 2000 ที่ทำการผลิตแหวนวงนี้มีมูลค่า 547,000 ดอลลาร์หรือเกือบ 17 ล้านบาท แต่ปัจจุบันมีมูลค่าสูงกว่า 3 ล้านดอลล่าร์หรือกว่า 90 ล้านบาทเลยทีเดียว Gold Souk เป็น ตลาดทองรูปพรรณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง บนถนนสายแคบๆและตามตรอกซอกซอย ตระการตาไปด้วยเครื่องประดับที่ทำจากทอง ทองคำขาว และเพชร จากร้านจิวเวอรี่นับร้อยร้าน ซึ่งทองคำที่นี่มีค่าความบริสุทธิอยูที่ 21-24 กะรัต และไม่ตำกว่า 18 กระรัต และทองคำที่นี่มีราคาถูกที่สุดในโลก เพราะเป็นสินค้าปลอดภาษี นอกจากนี้ยังสามารถซื้อทองคำแท่งเพื่อการลงทุนได้ด้วย แต่ข้อควรระวังคือ ทองคำและอัญมณีไม่มีการแสดงราคาให้เห็น ดังนั้นผู้ซื้อควรจะต้องมีความรู้และมีทักษะในการเลือกสินค้าและต่อรองราคาด้วยGold Souk เปิดทุกวัน เวลา 10.00 - 22.00 น. แต่จะปิดช่วง 13.00 - 16.00 น. และในวันศุกร์จะเปิดเวลา 16.00 น.

Read More

06/11/2562

ทองคำ vs ดอลลาร์


ทองคำ vs ดอลลาร์รายงานประจำปีของ Metals Focus องค์กรที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องอัญมณีและโลหะมีค่า ระบุถึงปริมาณความต้องการของทองคำในปีนี้ ว่าจะสูงขึ้นไปถึง 4,370 ตันเป็นอย่างน้อยหรือสูงสุดในรอบ4 ปีนับจากปี ค.ศ. 2015 เป็นต้นมา สิ่งที่ทำให้มูลค่าทองคำโดยเฉพาะ"ทองคำแท่ง" สูงขึ้นมาโดยตลอดไม่น้อยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ก็คือการเทขายพันธบัตรเงินดอลลาร์และหันมากวาดซื้อทองคำหรือทองแท่งชองอเมริกาและรัสเซียนั่นเองรัสเซีย กลายเป็นประเทศที่มีทองคำสำรองสูงเป็นอันดับ 5 แซงหน้าจีนไปเมื่อตั้งแต่ปีที่แล้วคือมีทองคำสำรองอยู่ที่ประมาณ 2,150 ตัน ไม่ห่างจากอันดับ 4 คือฝรั่งเศสที่มีสำรองทองคำอยู่ที่ 2,436 ตัน และอิตาลีอันดับที่ 3 ซึ่งมีทองคำสำรองอยู่ที่ 2,451.8 ตัน โดยในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาธนาคารกลางของรัสเซียเพิ่มปริมาณทองคำสำรองโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่าปีละ 200 ตันเฉพาะแค่ช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้รัสเซียกว้านซื้อทองคำแท่งเข้าไปเก็บเป็นทุนสำรองแล้วถึง 37 ตัน ขณะเดียวกันรัสเซียก็เทขายพันธบัตรดอลลาร์ ไปจำนวนมากเหลือไว้เพียงแค่ 22 เปอร์เซ็นต์ของทุนสำรองทั้งหมดเท่านั้น ทั้งนี้เพราะประธานาธิบดีรัสเซียเชื่อว่า การนำเอาเงินดอลลาร์ไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ หรือนำไปใช้เป็น "เครื่องมือทางการเมือง" ของรัฐบาลสหรัฐฯ นั้น สุดท้ายจะนำไปสู่การล่มสลายของเงินดอลลาร์ เมื่อถึงเวลานั้นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดอย่าง "ทองคำ" นั่นเอง นายเดวิด เคลลี นักยุทธศาสตร์การเงินระดับโลก เชื่อว่าการเสื่อมค่าของเงินดอลลาร์นั้น อาจมีโอกาสเกิดขึ้นถ้าหากอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2019 ชะลอตัวอยู่ที่ระดับ 2 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กาเบรียลา ซานโตส นักยุทธศาสตร์การเงินอีกรายหนึ่งได้ตั้งสมมติฐานเอาไว้ว่า ถ้าหาก 1. ธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2. เศรษฐกิจอเมริกาชะลอตัว และ 3. เสถียรภาพความมั่นคงของโลกยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นบ้าง สิ่งที่เราจะได้เห็นก็คือการเสื่อมของเงินดอลลาร์ครั้งร้ายแรง และเมื่อนั้นทองคำก็จะกลายเป็นที่ต้องการทั่วโลก ถึงขณะนี้สถานการณ์นั้นยังไม่เกิดขึ้นแต่ก็มีสัญญาณไม่ดีเมื่อตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐฯเมื่อปี2018 พุ่งขึ้นไปถึง 621,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 12.5 เปอร์เซ็นต์ หรือสูงสุดในรอบ 10 ปี ตัวเลขการว่างงานที่เพิ่มขึ้นจาก 3.5 เป็น 3.7 ในปีนี้ และอาจถึง 3.8-3.9 ในปีถัดๆ ไป อันเป็นตัวบ่งชี้ถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เสถียรภาพความมั่นคงของโลกก็ยิ่งไม่แน่นอนจากนโยบายที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของประธานาธิบดีทรัมป์ ด้วยเหตุนี้ทองคำจึงน่าจะมั่นคงปลอดภัยกว่าดอลลาร์เป็นไหนๆขอขอบคุณข้อมูลจาก : ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

Read More

06/11/2562

รัสเซีย ขึ้นอันดับหนึ่ง ตุนทองคำมากที่สุดในโลก


รัสเซีย ขึ้นอันดับหนึ่ง ตุนทองคำมากที่สุดในโลก รัสเซียยังคงเคลื่อนไหวต่อเนื่องในตลาดทองคำ ล่าสุดสภาทองคำโลก (World Gold Council) ได้เปิดเผยในรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำ (Gold Demand Trends) ฉบับล่าสุดว่ารัสเซียเป็นผู้ซื้อทองคำมากที่สุดในโลก แซงหน้าจีนไปแล้ว การซื้อทองคำมากที่สุดของรัสเซียนี้ ทำให้จีนตกลงมาอยู่อันดับสอง ตามด้วยอินเดีย ตุรกี และเม็กซิโกตามลำดับ นอกจากนี้ในรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำ (Gold Demand Trends) ฉบับล่าสุดของสภาทองคำโลกยังระบุว่า ความต้องการทองคำทั่วโลกว่าขยายตัวสู่ระดับ 1,053.3 ตันในไตรมาสแรกของปี 2562 เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว สำหรับปัจจัยที่ทำให้ความต้องการทองคำเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่มาจากการที่ธนาคารกลางยังคงเพิ่มการซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนได้แรงหนุนจากกองทุนรวม ETFs ที่อ้างอิงดัชนีราคาทองคำ (ETF : Exchange Traded Fundคือ กองทุนเปิดที่จดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์) ธนาคารกลางซื้อทองคำ 145.5 ตันในไตรมาส 1 เพิ่มขึ้น 68% จากช่วงเดียวกันของปี 2561และถือเป็นการเริ่มต้นปีที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2556 การกระจายการลงทุนและความต้องการสินทรัพย์สภาพคล่องที่ปลอดภัยยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้แบงก์ชาติเข้าซื้อทองคำ ขณะที่ความต้องการทองรูปพรรณในไตรมาส 1 แตะที่ 530.3 ตัน ขยายตัว 1% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยได้แรงหนุนจากอินเดีย นอกจากนี้ราคาทองคำในสกุลเงินรูปีที่ถูกลงในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม ซื้อตรงกับเทศกาลแต่งงานที่ชาวอินเดียนิยมซื้อทองรูปพรรณเป็นสินสอดหรือของขวัญ ได้หนุนให้ความต้องการทองรูปพรรณในประเทศปรับตัวขึ้นเป็น 125.4 ตัน เพิ่มขึ้น 5%ในไตรมาส 1 นับตั้งแต่ปี 2558 สภาทองคำโลก ระบุว่า ความต้องการทองคำยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการเพิ่มการถือครองทองคำของธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ เช่นเดียวกับกองทุน ETFs ที่เพิ่มการลงทุนในทองคำเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2561 โดยการลงทุนในกองทุน ETFs ยุโรปทำสถิติสูงสุด สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจัยการลงทุน ซึ่งได้แก่ อัตราผลตอบแทนติดลบของพันธบัตรรัฐบาลยูโรโซน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดการเงิน จะยังคงสนับสนุนความต้องการลงทุนในทองคำต่อไป

Read More

06/11/2562

“ขุมทองแอฟริกา” กับปัญหาการค้าทองในตลาดมืด


“ขุมทองแอฟริกา” กับปัญหาการค้าทองในตลาดมืดมีการวิเคราะห์กันว่าในแต่ละปี ทองคำมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถูกลักลอบขนออกจากทวีปแอฟริกาผ่านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี ที่เป็นประตูทางผ่านทองคำไปสู่ตลาดในยุโรป อเมริกาเหนือ และประเทศอื่นๆทั่วโลก ข้อมูลด้านศุลกากรระบุว่า ในปี พ.ศ.2559 ยูเออีนำเข้าทองคำจากแอฟริกามีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 446 ตัน มูลค่ากว่า 15,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว473,735 ล้านบาท ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าในช่วง 10 ปี คือเพิ่มขึ้นจาก 67 ตัน มูลค่ารวม 1,300 ล้านดอลลาร์ หรือ40,785 ล้านบาท ในปี 2549 และที่สำคัญ ทองคำจำนวนมากเหล่านี้ไม่ได้ถูกบันทึกในการส่งออกของหลายประเทศในแอฟริกาแสดงให้เห็นว่าทองคำจำนวนมากออกจากทวีปแอฟริกาโดยไม่เสียภาษีให้ประเทศที่ผลิตแต่อย่างใด มีผลการศึกษาระบุออกมาอย่างชัดเจนว่ามีการค้าทองคำในตลาดมืดและการทำเหมืองแร่ทองคำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่ทั่วไปในแอฟริกา ประชาชนจำนวนมากหลายล้านคนทั่วทวีปทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการขุดหรือร่อนทองกันเองโดยไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขนาดใหญ่ และแทบไม่ได้รับการควบคุมดูแลจากเจ้าหน้ารัฐแต่อย่างใด เรียกว่าการทำเหมืองแบบดั้งเดิม (Artisanal mining) ซึ่งมีรายได้ดีกว่าเป็นลูกจ้างในเหมืองที่ถูกกฎหมาย แต่การทำเหมืองแบบดั้งเดิมนี้ก่อให้เกิดปัญหาหนักทางด้านสิ่งแวดล้อม สารเคมีจากแร่หรือโลหะรั่วไหลเข้าสู่หิน ดินและแม่น้ำลำคลอง หลายประเทศในกาฬทวีป เช่น กานา แทนซาเนีย และแซมเบีย กำลังเผชิญกับการทำเหมืองแร่ทองคำแบบผิดกฎหมาย และการลักลอบขนทองคำออกนอกประเทศในปริมาณมหาศาลโดยแก๊งผู้มีอิทธิพลทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ที่รับซื้อทองคำจากชาวบ้านแล้วส่งออกผ่านคนกลาง ซึ่งแน่นอนว่าขบวนการนี้คร่าชีวิตผู้คนจำนวนไม่น้อยจากการขัดผลประโยชน์นอกกฎหมาย และรัฐสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาล นอกเหนือจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) หนึ่งในประเทศผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ ตัวเลขส่งออกทองคำอย่างเป็นทางการน้อยมาก เมื่อเทียบกับปริมาณผลิตตามประเมิน ทองคำจากดีอาร์คองโกส่วนใหญ่ถูกลักลอบขนผ่าน 2 ประเทศเพื่อนบ้านคือ ยูกันดาและรวันดา โดยแก๊งมาเฟียทรงอิทธิพลข้ามชาติหลายแก๊งบงการอยู่เบื้องหลังประธานาธิบดีนานา อากูโฟ-อัดโด ผู้นำกานา ประเทศผู้ผลิตทองคำรายใหญ่อันดับ 2 ของทวีปแอฟริกา (รองจากแอฟริกาใต้ โดยมีแทนซาเนียเป็นผู้ผลิตอันดับ 3) เปิดเผยต่อที่ประชุมเหมืองทองคำ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 62 ที่ผ่านมาว่า “การทำเหมืองแบบดั้งเดิม เริ่มต้นจากการลงทุนขนาดย่อย ก่อนจะเติบโตเป็น "ปฏิบัติการขนาดใหญ่และอันตราย" ควบคุมโดยแก๊งมาเฟียต่างชาติ “ เป็นการสะท้อนภาพการทำธุรกิจเหมืองทองคำของทวีปแอฟริกาได้อย่างชัดเจน

Read More

06/11/2562

แหวนทองคำใหญ่ที่สุดในโลก ที่ดูไบ


แหวนทองคำใหญ่ที่สุดในโลก ที่ดูไบ"นาจมา ไตบา (Najmat Taiba)" หรือ "Star of Taiba" เป็นชื่อของแหวนทองคำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่จัดแสดงอยู่ที่ "คานซ์ จิวเวลส์" ร้านจิวเวลรี่ที่ตั้งอยู่ในตลาดทองย่านเดียร์ร่า (เดียร์ร่า โกลด์ ซุก) เพื่อโปรโมทสินค้า และหวังเรียกลูกค้าเข้าร้าน พร้อมใบรับรองจากกินเนสส์ บุ๊ค ว่าเป็นแหวนทองคำที่มีขนาดแต่ข้อควรระวังคือ ทองคำและอัญมณีไม่มีการแสดงราคาให้เห็น ดังนั้นผู้ซื้อควรจะต้องมีความรู้และมีทักษะในการเลือกสินค้าและต่อรองราคาด้วยใหญ่ที่สุดในโลกน่าแปลกที่แหวนทองคำวงนี้ซึ่จัดแสดงอยู่ในตลาดทองคำดูไบ แต่กลับผลิตโดยร้านจิวเวลรี่ในประเทศซาอุดิอาระเบียที่มีชื่อว่า "ไตบา (Taiba)" เมื่อปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) ซึ่งต้องใช้ช่างฝีมือถึง 55 คน ทำงานต่อเนื่องวันละ 10 ช.ม. เป็นเวลานานถึง 45 วันจึงแล้วเสร็จ โดย"แหวนทองคำใหญ่ที่สุดในโลก" วงนี้ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ที่วัดจากขอบด้านใน 490 มิลลิเมตร เส้นรอบวง 2,200 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักมากถึง 63.85 กิโลกรัม ผลิตจากทองคำ 21 กะรัต น้ำหนัก 58.7 กิโลกรัม ประดับด้วยคริสตัลชวารอฟสกี้ 615 เม็ดน้ำหนักรวมมากถึง 5.17 กิโลกรัม ในช่วงปี ค.ศ. 2000 ที่ทำการผลิตแหวนวงนี้มีมูลค่า 547,000 ดอลลาร์หรือเกือบ 17 ล้านบาท แต่ปัจจุบันมีมูลค่าสูงกว่า 3 ล้านดอลล่าร์หรือกว่า 90 ล้านบาทเลยทีเดียว Gold Souk เป็น ตลาดทองรูปพรรณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง บนถนนสายแคบๆและตามตรอกซอกซอย ตระการตาไปด้วยเครื่องประดับที่ทำจากทอง ทองคำขาว และเพชร จากร้านจิวเวอรี่นับร้อยร้าน ซึ่งทองคำที่นี่มีค่าความบริสุทธิอยูที่ 21-24 กะรัต และไม่ตำกว่า 18 กระรัต และทองคำที่นี่มีราคาถูกที่สุดในโลก เพราะเป็นสินค้าปลอดภาษี นอกจากนี้ยังสามารถซื้อทองคำแท่งเพื่อการลงทุนได้ด้วย แต่ข้อควรระวังคือ ทองคำและอัญมณีไม่มีการแสดงราคาให้เห็น ดังนั้นผู้ซื้อควรจะต้องมีความรู้และมีทักษะในการเลือกสินค้าและต่อรองราคาด้วยGold Souk เปิดทุกวัน เวลา 10.00 - 22.00 น. แต่จะปิดช่วง 13.00 - 16.00 น. และในวันศุกร์จะเปิดเวลา 16.00 น.

Read More

06/11/2562

ทองคำ vs ดอลลาร์


ทองคำ vs ดอลลาร์รายงานประจำปีของ Metals Focus องค์กรที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องอัญมณีและโลหะมีค่า ระบุถึงปริมาณความต้องการของทองคำในปีนี้ ว่าจะสูงขึ้นไปถึง 4,370 ตันเป็นอย่างน้อยหรือสูงสุดในรอบ4 ปีนับจากปี ค.ศ. 2015 เป็นต้นมา สิ่งที่ทำให้มูลค่าทองคำโดยเฉพาะ"ทองคำแท่ง" สูงขึ้นมาโดยตลอดไม่น้อยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ก็คือการเทขายพันธบัตรเงินดอลลาร์และหันมากวาดซื้อทองคำหรือทองแท่งชองอเมริกาและรัสเซียนั่นเองรัสเซีย กลายเป็นประเทศที่มีทองคำสำรองสูงเป็นอันดับ 5 แซงหน้าจีนไปเมื่อตั้งแต่ปีที่แล้วคือมีทองคำสำรองอยู่ที่ประมาณ 2,150 ตัน ไม่ห่างจากอันดับ 4 คือฝรั่งเศสที่มีสำรองทองคำอยู่ที่ 2,436 ตัน และอิตาลีอันดับที่ 3 ซึ่งมีทองคำสำรองอยู่ที่ 2,451.8 ตัน โดยในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาธนาคารกลางของรัสเซียเพิ่มปริมาณทองคำสำรองโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่าปีละ 200 ตันเฉพาะแค่ช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้รัสเซียกว้านซื้อทองคำแท่งเข้าไปเก็บเป็นทุนสำรองแล้วถึง 37 ตัน ขณะเดียวกันรัสเซียก็เทขายพันธบัตรดอลลาร์ ไปจำนวนมากเหลือไว้เพียงแค่ 22 เปอร์เซ็นต์ของทุนสำรองทั้งหมดเท่านั้น ทั้งนี้เพราะประธานาธิบดีรัสเซียเชื่อว่า การนำเอาเงินดอลลาร์ไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ หรือนำไปใช้เป็น "เครื่องมือทางการเมือง" ของรัฐบาลสหรัฐฯ นั้น สุดท้ายจะนำไปสู่การล่มสลายของเงินดอลลาร์ เมื่อถึงเวลานั้นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดอย่าง "ทองคำ" นั่นเอง นายเดวิด เคลลี นักยุทธศาสตร์การเงินระดับโลก เชื่อว่าการเสื่อมค่าของเงินดอลลาร์นั้น อาจมีโอกาสเกิดขึ้นถ้าหากอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2019 ชะลอตัวอยู่ที่ระดับ 2 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กาเบรียลา ซานโตส นักยุทธศาสตร์การเงินอีกรายหนึ่งได้ตั้งสมมติฐานเอาไว้ว่า ถ้าหาก 1. ธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2. เศรษฐกิจอเมริกาชะลอตัว และ 3. เสถียรภาพความมั่นคงของโลกยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นบ้าง สิ่งที่เราจะได้เห็นก็คือการเสื่อมของเงินดอลลาร์ครั้งร้ายแรง และเมื่อนั้นทองคำก็จะกลายเป็นที่ต้องการทั่วโลก ถึงขณะนี้สถานการณ์นั้นยังไม่เกิดขึ้นแต่ก็มีสัญญาณไม่ดีเมื่อตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐฯเมื่อปี2018 พุ่งขึ้นไปถึง 621,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 12.5 เปอร์เซ็นต์ หรือสูงสุดในรอบ 10 ปี ตัวเลขการว่างงานที่เพิ่มขึ้นจาก 3.5 เป็น 3.7 ในปีนี้ และอาจถึง 3.8-3.9 ในปีถัดๆ ไป อันเป็นตัวบ่งชี้ถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เสถียรภาพความมั่นคงของโลกก็ยิ่งไม่แน่นอนจากนโยบายที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของประธานาธิบดีทรัมป์ ด้วยเหตุนี้ทองคำจึงน่าจะมั่นคงปลอดภัยกว่าดอลลาร์เป็นไหนๆขอขอบคุณข้อมูลจาก : ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

Read More