ห้างทอง เอ เอ เยาวราช
ร้านทองแท้ที่ให้บริการซื้อขายทองรูปพรรณและทองคำแท่งคุณภาพจากเยาวราช

ราคาทองคำวันนี้


Mon 13 Jul 2563 14:36

ทองคำ 96.5% (บาทละ)
ราคารับซื้อราคาขายออก
00
ทองรูปพรรณ 96.5% (บาทละ)
ราคารับซื้อราคาขายออก
00
ราคาขายฝาก
อัตราดอกเบี้ยราคาขายฝาก
ร้อยละ 222,500.00

สินค้าและบริการซื้อขายทอง

ทองรูปพรรณ
ทองคำแท่ง
รับซื้อทอง
ขายฝากทอง

ห้างทอง เอ เอ เยาวราช เป็นร้านทองแท้ที่จำหน่ายทองรูปพรรณและทองคำแท่งจากเยาวราชในราคายุติธรรม ลูกค้ามั่นใจได้ว่าทองคำที่ได้รับเป็นทองคำที่มีคุณภาพ ทางร้านมีใบรับประกันสินค้า และไม่ว่าลูกค้าจะมาซื้อทอง หรือสั่งทำทองรูปพรรณ ก็จะได้สินค้าที่ประณีต สวยงาม ซึ่งเรามีให้เลือกหลายรูปแบบ ได้แก่ กำไล แหวน ต่างหู สร้อยคอ และสร้อยข้อมือ

สำหรับลูกค้าที่ต้องการขายทองที่ผ่านการใช้งานแล้ว ทางร้านให้ราคารับซื้อคืนสูง หรือหากต้องการขายฝากทอง จำนำทอง เราคิดอัตราเรทขายฝากในราคาสูง โดยมีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 บาทต่อเดือน หรือคิดดอกเบี้ยตามจำนวนวันที่มาขายฝากจริงหากจำนำไม่ถึงเดือน สำหรับผู้ที่อยากเป็นเจ้าของทอง ทางร้านก็ยังมีบริการออมทอง ซึ่งลูกค้าสามารถเปิดบัญชีกับทางร้านเพื่อฝากสะสมยอดเงินแล้วแลกเปลี่ยนเป็นทองรูปพรรณได้ เรารับรองว่าลูกค้าของห้างทอง เอ เอ เยาวราชจะได้รับบริการที่ดี เอาใจใส่ เราดูแลลูกค้าดั่งคนในครอบครัว

นอกจากบริการด้านการซื้อขายแล้ว ลูกค้ายังสามารถเช็คราคาทองวันนี้และราคาย้อนหลังได้ผ่านทางเว็บไซต์ของเรา ทำให้สามารถวางแผนซื้อทอง หรือขายทองได้อย่างสะดวกและง่ายดาย สามารถมาเลือกชมสินค้าและใช้บริการที่ร้านทุกสาขา ทั่วประเทศ ซึ่งทางร้านรับชำระเงินทั้งเงินสดและบัตรเครดิต และบริการพิเศษคือมีบัตรสะสมแต้มสำหรับแลกของรางวัลและสิทธิพิเศษต่างๆ อีกด้วย


25/06/2561

วายแอลจี บูลเลี่ยนฯ รายงานราคาทองคำ วันที่ 25 มิ.ย. 2561


บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด รายงานราคาทองคำ วันที่ 25 มิ.ย. 2561 และแนวโน้มการซื้อขายทองคำ สรุป ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์หลังการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต และภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐในเดือน มิ.ย. อ่อนตัวลงสู่ระดับ 56.0 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน ประกอบกับสกุลเงินยูโรฟื้นตัวขึ้นหลังดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการขั้นต้นของยูโรโซนซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนกิจกรรมในภาคธุรกิจของยูโรโซนฟื้นตัวขึ้นในเดือน มิ.ย. หลังจากชะลอตัวมาหลายเดือน แต่กระนั้นการฟื้นตัวของราคาทองคำยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ซึ่งสะท้อนแรงซื้อในตลาดทองคำที่ยังไม่มากนัก อีกทั้งราคาทองคำยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากดัชนีดาวโจนส์ที่ปิดดีดขึ้น 119.19 จุด นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานที่พุ่งขึ้นตามราคาน้ำมัน ภายหลังจากที่โอเปกมีมติเพิ่มกำลังการผลิตในการประชุมครั้งล่าสุดแต่ไม่ระบุปริมาณชัดเจนทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยงสกัดช่วงบวกของราคาทองคำที่อยู่ในสินทรัพย์ปลอดภัยเอาไว้ สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดขายบ้านใหม่เดือน พ.ค. และติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้าCr.https://goo.gl/ab4Hhp

Read More

22/06/2561

แนวโน้มราคา และกลยุทธ์การลงทุนทองคำ วันที่ 22 มิ.ย. 2561


บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ประเมิน แนวโน้มวันที่ 22 มิถุนายน 2561 ว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ทวีความร้อนแรงขึ้น หลังจากสหรัฐได้ขู่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่ม 2 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่นายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐระบุว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ต้องการให้จีนลดกำแพงการค้าและปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ แต่เชื่อว่าจีนจะไม่ทำเช่นนั้นหากปราศจากการเพิ่มการกดดันจากสหรัฐ ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐ และจีนไม่มีสัญญาณบรรเทาลง เมื่อหนังสือพิมพ์โกลบอล ไทม์สของจีน รายงานว่า จีนอาจตอบโต้บริษัทสหรัฐที่จดทะเบียนในดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ นอกจากนี้ จีนซื้อถั่วเหลืองราว 1 ใน 3 จากสหรัฐ ดังนั้น การที่จีนกำหนดภาษี 25% ต่อการนำเข้าถั่วเหลืองสหรัฐจึงทำให้ถั่วเหลืองเปรียบเสมือนเป็นสนามรบที่สำคัญ ซัพพลายเออร์สหรัฐอาจจะสูญเสียตลาดจีนไปให้กับละติน อเมริกา ซึ่งเป็นคู่แข่งนอกจากนี้คณะกรรมาธิการยุโรปเปิดเผยว่า สหภาพยุโรป(EU) จะเริ่มเก็บภาษีนำเข้า 25% ต่อผลิตภัณฑ์ต่างๆของสหรัฐในวันศุกร์นี้ เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐเก็บภาษีเหล็กกล้าและอะลูมิเนียมจาก EU เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทั้งนี้ บรรดาผู้นำธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด), ธนาคารกลางยุโรป (ECB), ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และธนาคารกลางออสเตรเลีย แสดงความวิตกกังวลถึงสงครามการค้าที่กำลังก่อตัวขึ้นจะบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ อาจทำให้ทางการต้องปรับลดแนวโน้มการขยายตัวเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงปัจจัยพยุงราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย เพราะดัชนีดอลลาร์ยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนก.ค. 2560จากคำกล่าวของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารเฟด ยืนยันว่า เฟดจะยังคงขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ประเด็นดังกล่าวยังคงสร้างแรงขายกลับเข้าสู่ตลาดทองคำ อย่างไรก็ตามการจับตาความเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลกนั้นยังไม่เพียงพอสำหรับนักลงทุนในประเทศ เพราะการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่อ่อนค่าในช่วงนี้ ทำให้นักลงทุนทำกำไรในตลาดทองคำไทยได้ค่อนข้างยากกลยุทธ์การลงทุน ทางวายแอลจีมีมุมมองว่า ราคาทองคำยังมีแนวโน้มปรับตัวลดลง แม้ว่าระยะสั้นโอกาสขยับขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,283 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไร เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำเมื่อมีการปรับตัวขึ้นแรง ก็จะมีแรงขายทำกำไรออกมาแรงเช่นกัน โดยนักลงทุนที่สะสมทองคำไว้อาจมีการขายทำกำไรบางส่วนออกมาบ้าง โดยให้ดูว่าราคาจะผ่านแนวต้านได้หรือไม่ ถ้าสามารถผ่านไปได้ ให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงสูงได้แนะนำให้ถือต่อไป เพื่อไปขายทำกำไรที่แนวต้านถัดไป และหากราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงมาไม่หลุดแนวรับ แนะนำนักลงทุนสามารถเก็งกำไร โดยให้เน้นไปที่การเข้าซื้อ ทั้งนี้ ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,263 ดอลลาร์ต่อออนซ์ทองคำแท่ง (96.50%)แนวรับ 1,263 (19,650บาท) 1,251 (19,450บาท) 1,238 (19,250บาท)แนวต้าน 1,283 (20,000บาท) 1,291 (20,100บาท) 1,300 (20,250บาท) GOLD FUTURES (GFM18)แนวรับ 1,263 (19,820บาท) 1,251 (19,630บาท) 1,238 (19,430บาท)แนวต้าน 1,283 (20,140บาท) 1,291 (20,260บาท) 1,300 (20,400บาท) Cr.https://goo.gl/xuvBNp

Read More

21/06/2561

แนวโน้มราคา และกลยุทธ์การลงทุนทองคำ วันที่ 21 มิ.ย. 2561


วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ประเมิน แนวโน้มวันที่ 21 มิถุนายน 2561 ความวิตกเกี่ยวกับความขัดแย้งการค้าที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐและจีน จนรัฐบาลของประเทศต่างๆได้หยุดหรือชะลอการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เมื่อปัญหาความขัดแย้งทางการค้าทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทั่วโลก แนวโน้มดังกล่าว กระตุ้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับขึ้น จนส่งผลให้ ดัชนีดอลลาร์เคลื่อนไหวใกล้ระดับสู่จุดสูงสุดรอบ 11 เดือน ที่ 95.296 จนกดดันราคาทองคำให้อ่อนตัวลงทั้งนี้ ประเทศที่ลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐที่เห็นได้ชัดที่สุดคือรัสเซีย ซึ่งได้ลดปริมาณที่ถืออยู่ในมือลงเกือบครึ่งหนึ่งในช่วงจากเดือน มี.ค. ไปถึงเดือน เม.ย.จาก 96,100 ล้านดอลลาร์ มาเหลือ 48,700 ล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนได้ลดพันธบัตรสหรัฐที่ถืออยู่ในมือลง 5,800 ล้านดอลลาร์ในเดือน เม.ย. มาอยู่ที่ 1.18 ล้านล้านดอลลาร์ และญี่ปุ่นลดการถือครองลง 12,300 ล้านดอลลาร์ในเดือน เม.ย. มาอยู่ที่ 1.03 ล้านล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสวิตเซอร์แลนด์ ต่างก็ได้ปรับลดตัวเลขการถือครองพันธบัตรสหรัฐลงด้วยเช่นกัน ขณะที่ปริมาณพันธบัตรใหม่ที่รัฐบาลสหรัฐพิมพ์ขายออกมาจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นมหาศาลในอีก 2-3 ปีข้างหน้านอกจากนี้ ทองคำได้รับแรงกดดันเพิ่มเติม หลังจากสกุลเงินยูโรอ่อนค่าลง ตอบรับ นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เรียกร้องให้อดทนต่อการใช้นโยบายการเงินยุโรป ในการประชุมที่โปรตุเกส อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์ ซึ่งผลการประชุมกนง.มีมติ 5:1 ให้คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% พร้อมปรับเพิ่มจีดีพีปีนี้โต 4.4% จากเดิม 4.1% และคงคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานปี 2561 ที่ 0.7% คณะกรรมการฯ จึงเห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนปรนต่อไป พร้อมแนะนำจับตาเงินบาทที่ผันผวนอ่อนค่า รวมทั้งติดตามความเข้มแข็งของอุปสงค์ในประเทศและพัฒนาการของเงินเฟ้อในระยะต่อไปอย่างไรก็ตาม หากการอ่อนตัวของราคาทองคำยังคงสามารถยืนเหนือโซนบริเวณ 1,263 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ราคาทองคำยังมีโอกาสทดสอบแนวต้าน ซึ่งการแกว่งตัวของราคาทองคำยังถือเป็นโอกาสให้นักลงทุนระยะสั้นเข้าซื้อเก็งกำไร โดยตัดขาดทุนหากหลุดบริเวณแนวรับดังกล่าวกลยุทธ์การลงทุน วายแอลจีแนะนำลงทุนระยะสั้น โดยเสี่ยงซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงไปบริเวณแนวรับที่ 1,263 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และให้ขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้น โดยราคาทองคำมีลักษณะการแกว่งตัวในทิศทางขาลง โดยหากราคาอ่อนตัวลงและสามารถทรงตัวรักษาระดับไว้ น่าจะพอทำให้ในระยะสั้นนี้ราคาน่าจะดีดตัวขึ้นได้อีก แต่หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านได้อย่างแข็งแกร่ง นักลงทุนยังต้องระมัดระวังแรงขายทางเทคนิค และนักลงทุนควรตั้งจุดตัดขาดทุนหากราคาหลุดบริเวณแนวรับ ในขณะที่นักลงทุนที่มีทองคำในมือให้แบ่งขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวหรือไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน 1,283-1,291 ดอลลาร์ต่อออนซ์ทองคำแท่ง (96.50%)แนวรับ 1,263 (19,550บาท) 1,251 (19,350บาท) 1,238 (19,150บาท)แนวต้าน 1,283 (19,900บาท) 1,291 (20,000บาท) 1,300 (20,150บาท) GOLD FUTURES (GFM18)แนวรับ 1,263 (19,720บาท) 1,251 (19,530บาท) 1,238 (19,330บาท)แนวต้าน 1,283 (20,030บาท) 1,291 (20,160บาท) 1,300 (20,300บาท) Cr.https://goo.gl/9a2QTU

Read More

25/06/2561

วายแอลจี บูลเลี่ยนฯ รายงานราคาทองคำ วันที่ 25 มิ.ย. 2561


บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด รายงานราคาทองคำ วันที่ 25 มิ.ย. 2561 และแนวโน้มการซื้อขายทองคำ สรุป ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์หลังการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต และภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐในเดือน มิ.ย. อ่อนตัวลงสู่ระดับ 56.0 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน ประกอบกับสกุลเงินยูโรฟื้นตัวขึ้นหลังดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการขั้นต้นของยูโรโซนซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนกิจกรรมในภาคธุรกิจของยูโรโซนฟื้นตัวขึ้นในเดือน มิ.ย. หลังจากชะลอตัวมาหลายเดือน แต่กระนั้นการฟื้นตัวของราคาทองคำยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ซึ่งสะท้อนแรงซื้อในตลาดทองคำที่ยังไม่มากนัก อีกทั้งราคาทองคำยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากดัชนีดาวโจนส์ที่ปิดดีดขึ้น 119.19 จุด นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานที่พุ่งขึ้นตามราคาน้ำมัน ภายหลังจากที่โอเปกมีมติเพิ่มกำลังการผลิตในการประชุมครั้งล่าสุดแต่ไม่ระบุปริมาณชัดเจนทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยงสกัดช่วงบวกของราคาทองคำที่อยู่ในสินทรัพย์ปลอดภัยเอาไว้ สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดขายบ้านใหม่เดือน พ.ค. และติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้าCr.https://goo.gl/ab4Hhp

Read More


30/06/2563

พระแสงดาบทองคำ สื่อสัมพันธไมตรีไทย-สหรัฐ


ไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์มายาวนาน โดยเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อปีพ.ศ. 2376 จากการทำสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ (Treaty of Amity and Commerce) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ โดยในปีนั้น ประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ๊กสัน (Andrew Jackson)ของสหรัฐฯได้ส่งเอกอัครราชทูตเดินทางมายังกรุงเทพฯ พร้อมทั้งนำพระแสงดาบทองคำมาทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วยพระแสงดาบนี้ทั้งฝักและด้ามทองคำทำจากทองคำสลักรูปช้างและนกอินทรี แญเป็นสัญลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาและไทย โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานของพื้นเมืองหลายอย่างเป็นของตอบแทน เช่น งาช้าง ดีบุก เนื้อไม้ และกำยาน เป็นต้น โดยนายรอเบิตส์ (Edmund Roberts) ผู้นำนำดาบทองคำมาถวายนี้ถือเป็นเอกอัครราชทูตคนแรกของสหรัฐอเมริกาที่เดินทางมาประเทศไทย โดยมีภารกิจสำคัญคือการเจรจาจัดทำสนธิสัญญาทางการค้ากับไทย เช่นเดียวกับที่ไทยได้ทำสนธิสัญญาและข้อตกลงทางการค้ากับสหราชอาณาจักรเมื่อ ปี 2369การจัดส่งคณะทูตสหรัฐฯ มายังไทยแสดงให้เห็นถึงความสนใจของสหรัฐฯ ที่จะติดต่อค้าขายกับไทยตั้งแต่ในช่วงต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ หลังจากที่ได้มีชาติตะวันตกอื่นๆ เช่น โปรตุเกส และสหราชอาณาจักร ได้เข้ามาค้าขายกับไทยอยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้ ไทยและสหรัฐฯ ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 2376อย่างไรก็ดี ในช่วงก่อนหน้านั้นปรากฏหลักฐานการติดต่อระหว่างทั้งสองประเทศตั้งแต่ต้น สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีเรือกำปั่นของชาวสหรัฐฯ ลำแรก โดยมีกัปตันแฮน (Captain Han) เป็นนายเรือได้แล่นเรือบรรทุกสินค้าผ่านลำน้ำเจ้าพระยาเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เมื่อปี 2364 หรือในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่ไม่มีความต่อเนื่องเพราะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ห่างไกลกัน และสหรัฐฯ ไม่ค่อยความสนใจหรือมีผลประโยชน์ในภูมิภาคนี้ โดยสหรัฐฯ มีสถานกงสุลเพียงแห่งเดียวในภูมิภาคนี้ที่ปัตตาเวีย (กรุงจาการ์ตาในปัจจุบัน)แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ความสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการ รวมทั้งเรือสินค้าสหรัฐฯ ได้เริ่มต้นเดินทางมาถึงไทยแล้วก็ตาม แต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศก็ยังไม่ขยายตัว เนื่องจากไม่มีการติดต่อที่ใกล้ชิด รวมทั้งการค้ากับต่างประเทศของไทยโดยเฉพาะกับประเทศตะวันตกก็ยังไม่ขยายตัว เนื่องจากฝ่ายไทยยังคงบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้ากับ ต่างประเทศนัก

Read More

30/06/2563

กองทุน ETF ทั่วโลกถือครองทองคำเพิ่มมากสุดเป็นประวัติการณ์


สภาทองคำโลก (World Gold Council) รายงานตัวเลขการถือครองทองคำของกองทุน ETF ทั่วโลกเมื่อเดือนพฤษภาคมว่าในไตรมาสที่ 1 ของปี 2563 มีสัดส่วนการถือครองเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยตัวเลขการถือครองทองคำของ ETF ทั่วโลกเพิ่มขึ้นทุกเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนมีนาคม สภาทองคำโลกระบุว่าในเดือนมกราคม 2563 กองทุน ETF ทั่วโลกถือครองทองคำรวมกัน 61.7 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 3.1 พันล้านดอลลาร์ เดือนกุมภาพันธ์การถือครองทองคำเพิ่มขึ้น 22.8 ตันมาอยู่ที่ 84.5 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.9 พันล้านดอลลาร์ เดือนมีนาคม ตัวเลขขยับเพิ่มไปอยู่ที่ 151 ตัน เพิ่มขึ้น 66.5 ตัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 2.9 เท่าเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8.1 พันล้าน และเมื่อแยกสัดส่วนการถือครองของกองทุนออกไปตามภูมิภาคต่าง ๆทั้วโลกก็จะพบว่า เป็นดังนี้กองทุน ETF ในยุโรป ถือครองเพิ่มขึ้นมากที่สุด 84 ตัน คิดเป็นมูลค่า 4.4 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5.8% เทียบกับสัดส่วนของทองคำทั้งหมดที่ถือครองก่อนหน้านี้ รองลงมาคือกองทุนอเมริกาเหนือ ถือครองเพิ่มขึ้น 57 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3.2 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3.9% กองทุนเอเชียถือครองเพิ่มขึ้น 4.9 ตัน คิดเป็นมูลค่า 309 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 6.4% (มีอัตราการถือครองเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับสัดส่วนการถือครองเดิม) และกองทุนจากภูมิภาคอื่น ๆ ถือครองรวมกันเพิ่มขึ้น 4.7 ตัน คิดเป็นมูลค่า 249 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้เมื่อดูตัวเลขเฉพาะกองทุนพบว่าสัดส่วนการถือครองของกองทุนยักษ์ใหญ่เป็นอย่างไรบ้าง ?ก็มีสัดส่วนทองคำเพิ่มขึ้นทั่วหน้านำมาโดย SPDR Gold Shares กองทุนทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถือครองเพิ่มขึ้น 32.7 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ กองทุน iShares Gold Trust ถือครองเพิ่มขึ้น 13.2 ตัน คิดเป็นมูลค่า 729 ล้านดอลาร์ ,กองทุน Invesco Physical Gold ถือครองเพิ่มขึ้น 33ตัน คิดเป็นมูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์, กองทุน iShares Physical ถือครองเพิ่มขึ้น 29 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1.5 พันล้านเมื่อดูตัวเลขย้อนหลังไปก็จะพบว่าตลอด 12 เดือนที่ผ่านมาสัดส่วนของถือครองทองคำในกองทุน ETF เพิ่มขึ้นถึง 56% โดยในเดือนมีนาคม 2563 จำนวนการถือครองทองคำของกองทุน ETF ทั่วโลกทำสถิติสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา และแนวโน้มของราคาทองคำก็น่าจะขึ้นไปแตะที่ระดับ 1850 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ในช่วงสิ้นปี 2563 นี้ อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำจะยังคงปั่นป่วนต่อไปอีกสักพัก จนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นฟูและกลับเข้าสู่สภาวะที่มีเสถียรภาพ ซึ่งคาดว่าน่าจะกินเวลานับปีหมายเหตุ : ETFs หรือ Exchange Traded Fund คือ กองทุนรวมดัชนี (Index Fund) ที่มีนโยบายการลงทุนตามดัชนีต่างๆ เช่น ตลาดหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ ตราสารหนี้ เป็นต้น โดยต้องการสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของดัชนีมากที่สุด โดยสามารถลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลายประเภท เช่น หุ้นในประเทศ, หุ้นต่างประเทศหรือทองคำ ข้อมูล : World Maker

Read More

30/06/2563

หอกลองกินุส หอกแห่งโชคชะตา


หอกแห่งลองกินุส (Lance of Longinus, Spear of Longinus) เป็นหอกหุ้มด้วยทองคำ มีหลายชื่อบ้างเรียกหอกแห่งโชคชะตา(Spear of Destiny)หอกศักดิ์สิทธิ์(Holy Lance, Holy Spear)และหอกแห่งพระคริสต์(Spear of Christ) นั่นเพราะหอกเล่มนี้ใช้แทงพระเยซูคริสต์ เพื่อตรวจสอบว่า พระองค์สิ้นพระชนม์แล้วหรือยัง หลังจากที่โดนตรึงบนไม้กางเขน จากไบเบิ้ลฉบับพันธสัญญาใหม่ เขียนไว้ว่าเมื่อพระโลหิตของพระเยซูกระเด็นมาโดนทหารคนหนึ่ง ทำให้ตาของเขาที่บอดกลับมามองเห็นได้ดีอีกครั้ง นายทหารผู้นี้จึงเกิดความศรัทธา และบวชเป็นนักบวชในศาสนาคริสต์ ชิ้นส่วนของหอกเล่มนี้ถูกเปลี่ยนมือไปหลายยุคหลายสมัย และมีวัตถุโบราณอีกหลายเล่มถูกอ้างว่าเป็นหอกลองกินุสอ แต่เล่มที่น่าสนใจ และมีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ก็คือ หอกลองกินุสแห่งกรุงเวียนนา (Vienna Lance) ซึ่งอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adoft Hitler) ผู้นำเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยได้ครอบครองไว้ช่วงหนึ่ง ในช่วงที่ฮิตเลอร์ต้องการสร้างอาณาจักรไรซ์ที่ 3 ขึ้น เขาจึงต้องการของศักดิ์สิทธิที่จะใช้เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ เขาจึงนำหอกลองกินุสแห่งกรุงเวียนนามาครอบครองไว้ เพราะผู้ถือครองหอกเล่มนี้ล้วนแต่มีอำนาจทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าคอนสแตนตินมหาราช กษัตริย์ผู้ประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติโรมัน, พระเจ้าชาร์เลอมาญ (Emperor Charlemagne) ผู้ก่อตั้งอาณาจักรโรมันศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) ก็ยังหวังในพลังของหอก จนเหล่าสภาชิกสภาเมืองนูเรมเบิร์กที่เก็บหอกลองกินุสในยุคนั้นต้องถูกนำไปซ่อนไว้ในกรุงเวียนนาแทน ปัจจุบันหอกศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้ถูกนำกลับไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ในกรุงเวียนนาเช่นเดิมหลังกองทัพนาซีพ่ายแพ้งคราม ตามประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า ในปีช่วง ค.ศ.1046 พระเจ้าเฮนรี่ที่3มหาราช ผู้สืบเชื้อสายมาจาก ชาร์ลมาญ พระเจ้าเฮนรี่ได้ทำการหุ้มหอกด้วยแผ่นเงิน เนื่องจาก หอกลองกินุสเกิดหัก ซึ่งคาดว่าเป็นผลจากความพยายามจะ ฝัง ตะปูศักดิ์สิทธิ์ดอกที่ 2 ลงไปในหอกในช่วง ค.ศ.ที่ 1350 ในยุคสมัยของพระเจ้าชาร์ลที่4 พระองค์ได้สร้างปราสาท Karlstejn ในกรุง ปราก(Prague) เพื่อเป็นที่เก็บรักษา หอกลองกินุส และทรงหุ้มหอกลองกินุสใหม่ด้วยทองคำในช่วง ค.ศ.1400 ผู้สืบเชื้อสายจากพระเจ้าเฮนรี่ที่4 ได้ขายหอกศักดิ์สิทธิ์ ให้แก่สภาเมืองนูเรมเบิร์ก(Nuremberg town council) หอกศักดิ์สิทธิ์ถูกเก็บรักษาไว้ในหีบเงิน และถูกลืมเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์เกือบ 400 ปีก่อนที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จะเข้ายึดประเทศออสเตรียและพบหอกลองกินุสอีกครั้งในปี ค.ศ.1938 ที่กรุงเวียนนา

Read More

30/06/2563

สกัดโลหะมีค่าจากเครื่องประดับค้างสต็อก ทางรอดจองธุรกิตยุกโควิด-19


ในช่วงวิกฤติการระบาดของCOVID-19 ทำให้ราคาโลหะมีค่ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะทองคำแท่งที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย รวมไปถึงโลหะมค่าในอุตสาหกรรมเครื่องประดับอื่นๆไม่ว่าจะเป็นเงิน แพลทินัม และแพลเลเดียม ในขณะที่ความต้องการเครื่องประดับลดลง ทำให้การสกัดโลหะให้บริสุทธิ์เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ขายเครื่องประดับในปัจจุบันสภาทองคำโลก (World Gold Council) รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำในไตรมาสที่ 1 ปี 2020 ว่า ความต้องการเครื่องประดับทองทั่วโลกลดลงต่ำสุดในรอบ 10 ปี คือลดลงถึงร้อยละ 39 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2019 ขณะเดียวกันความต้องการเครื่องประดับแพลทินัมก็ลดลงถึงร้อยละ 26 เฉพาะในจีนลดลงร้อยละ 45 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2019 และเครื่องประดับเงินจะลดลงร้อยละ 7แม้ความต้องการเครื่องประดับลดลงแต่โลหะมีค่ายังมีราคาสูงผู้ขายเครื่องประดับจึงมีโอกาสชดเชยรายได้ที่หายไปด้วยการสกัดโลหะมีค่าจากเครื่องประดับและเศษโลหะที่เหลือจากการผลิต โดยโรงสกัดสกัดโลหะมีค่าเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมดในออสเตรเลียยังคงทำงานทั้งวันทั้งคืนเพื่อสนองความต้องการของตลาด โดยพบว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมางานสกัดโลหะมีค่าเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์บริษัท Peter W Beck ในออสเตรเลียที่ได้รับการรับรองจาก London Bullion Market Association (LBMA) และ Shanghai Gold Exchange (SGE) ซึ่งรับสกัดทอง เงิน แพลทินัม และแพลเลเดียม แนะนำให้ผู้ขายเครื่องประดับเริ่มต้นจากการนำสินค้าคงคลังเก่าที่เก็บไว้นานกว่าสี่ถึงห้าปีมาสกัดก่อน ซึ่งจากราคาโลหะมีค่าที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน จึงเป็นไปได้ว่ามูลค่าของโลหะมีค่าอย่างเดียวอาจสร้างรายได้กลับมามากกว่าราคา เดิมของสินค้านั้นๆ ในภาวะวิกฤติปัจจุบัน เมื่อผู้ขายเครื่องประดับเริ่มกลับมาเปิดร้านและผู้บริโภคใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2020 กลยุทธ์การสกัดโลหะที่มีประสิทธิภาพจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กิจการเครื่องประดับ ตลอดจนช่วยให้กิจการมีโอกาสรอดและโอกาสที่จะประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นกว่าเดิมข้อมูล : ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

Read More

30/06/2563

พระแสงดาบทองคำ สื่อสัมพันธไมตรีไทย-สหรัฐ


ไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์มายาวนาน โดยเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อปีพ.ศ. 2376 จากการทำสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ (Treaty of Amity and Commerce) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ โดยในปีนั้น ประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ๊กสัน (Andrew Jackson)ของสหรัฐฯได้ส่งเอกอัครราชทูตเดินทางมายังกรุงเทพฯ พร้อมทั้งนำพระแสงดาบทองคำมาทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วยพระแสงดาบนี้ทั้งฝักและด้ามทองคำทำจากทองคำสลักรูปช้างและนกอินทรี แญเป็นสัญลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาและไทย โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานของพื้นเมืองหลายอย่างเป็นของตอบแทน เช่น งาช้าง ดีบุก เนื้อไม้ และกำยาน เป็นต้น โดยนายรอเบิตส์ (Edmund Roberts) ผู้นำนำดาบทองคำมาถวายนี้ถือเป็นเอกอัครราชทูตคนแรกของสหรัฐอเมริกาที่เดินทางมาประเทศไทย โดยมีภารกิจสำคัญคือการเจรจาจัดทำสนธิสัญญาทางการค้ากับไทย เช่นเดียวกับที่ไทยได้ทำสนธิสัญญาและข้อตกลงทางการค้ากับสหราชอาณาจักรเมื่อ ปี 2369การจัดส่งคณะทูตสหรัฐฯ มายังไทยแสดงให้เห็นถึงความสนใจของสหรัฐฯ ที่จะติดต่อค้าขายกับไทยตั้งแต่ในช่วงต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ หลังจากที่ได้มีชาติตะวันตกอื่นๆ เช่น โปรตุเกส และสหราชอาณาจักร ได้เข้ามาค้าขายกับไทยอยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้ ไทยและสหรัฐฯ ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 2376อย่างไรก็ดี ในช่วงก่อนหน้านั้นปรากฏหลักฐานการติดต่อระหว่างทั้งสองประเทศตั้งแต่ต้น สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีเรือกำปั่นของชาวสหรัฐฯ ลำแรก โดยมีกัปตันแฮน (Captain Han) เป็นนายเรือได้แล่นเรือบรรทุกสินค้าผ่านลำน้ำเจ้าพระยาเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เมื่อปี 2364 หรือในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่ไม่มีความต่อเนื่องเพราะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ห่างไกลกัน และสหรัฐฯ ไม่ค่อยความสนใจหรือมีผลประโยชน์ในภูมิภาคนี้ โดยสหรัฐฯ มีสถานกงสุลเพียงแห่งเดียวในภูมิภาคนี้ที่ปัตตาเวีย (กรุงจาการ์ตาในปัจจุบัน)แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ความสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการ รวมทั้งเรือสินค้าสหรัฐฯ ได้เริ่มต้นเดินทางมาถึงไทยแล้วก็ตาม แต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศก็ยังไม่ขยายตัว เนื่องจากไม่มีการติดต่อที่ใกล้ชิด รวมทั้งการค้ากับต่างประเทศของไทยโดยเฉพาะกับประเทศตะวันตกก็ยังไม่ขยายตัว เนื่องจากฝ่ายไทยยังคงบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้ากับ ต่างประเทศนัก

Read More

30/06/2563

กองทุน ETF ทั่วโลกถือครองทองคำเพิ่มมากสุดเป็นประวัติการณ์


สภาทองคำโลก (World Gold Council) รายงานตัวเลขการถือครองทองคำของกองทุน ETF ทั่วโลกเมื่อเดือนพฤษภาคมว่าในไตรมาสที่ 1 ของปี 2563 มีสัดส่วนการถือครองเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยตัวเลขการถือครองทองคำของ ETF ทั่วโลกเพิ่มขึ้นทุกเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนมีนาคม สภาทองคำโลกระบุว่าในเดือนมกราคม 2563 กองทุน ETF ทั่วโลกถือครองทองคำรวมกัน 61.7 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 3.1 พันล้านดอลลาร์ เดือนกุมภาพันธ์การถือครองทองคำเพิ่มขึ้น 22.8 ตันมาอยู่ที่ 84.5 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.9 พันล้านดอลลาร์ เดือนมีนาคม ตัวเลขขยับเพิ่มไปอยู่ที่ 151 ตัน เพิ่มขึ้น 66.5 ตัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 2.9 เท่าเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8.1 พันล้าน และเมื่อแยกสัดส่วนการถือครองของกองทุนออกไปตามภูมิภาคต่าง ๆทั้วโลกก็จะพบว่า เป็นดังนี้กองทุน ETF ในยุโรป ถือครองเพิ่มขึ้นมากที่สุด 84 ตัน คิดเป็นมูลค่า 4.4 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5.8% เทียบกับสัดส่วนของทองคำทั้งหมดที่ถือครองก่อนหน้านี้ รองลงมาคือกองทุนอเมริกาเหนือ ถือครองเพิ่มขึ้น 57 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3.2 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3.9% กองทุนเอเชียถือครองเพิ่มขึ้น 4.9 ตัน คิดเป็นมูลค่า 309 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 6.4% (มีอัตราการถือครองเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับสัดส่วนการถือครองเดิม) และกองทุนจากภูมิภาคอื่น ๆ ถือครองรวมกันเพิ่มขึ้น 4.7 ตัน คิดเป็นมูลค่า 249 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้เมื่อดูตัวเลขเฉพาะกองทุนพบว่าสัดส่วนการถือครองของกองทุนยักษ์ใหญ่เป็นอย่างไรบ้าง ?ก็มีสัดส่วนทองคำเพิ่มขึ้นทั่วหน้านำมาโดย SPDR Gold Shares กองทุนทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถือครองเพิ่มขึ้น 32.7 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ กองทุน iShares Gold Trust ถือครองเพิ่มขึ้น 13.2 ตัน คิดเป็นมูลค่า 729 ล้านดอลาร์ ,กองทุน Invesco Physical Gold ถือครองเพิ่มขึ้น 33ตัน คิดเป็นมูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์, กองทุน iShares Physical ถือครองเพิ่มขึ้น 29 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1.5 พันล้านเมื่อดูตัวเลขย้อนหลังไปก็จะพบว่าตลอด 12 เดือนที่ผ่านมาสัดส่วนของถือครองทองคำในกองทุน ETF เพิ่มขึ้นถึง 56% โดยในเดือนมีนาคม 2563 จำนวนการถือครองทองคำของกองทุน ETF ทั่วโลกทำสถิติสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา และแนวโน้มของราคาทองคำก็น่าจะขึ้นไปแตะที่ระดับ 1850 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ในช่วงสิ้นปี 2563 นี้ อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำจะยังคงปั่นป่วนต่อไปอีกสักพัก จนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นฟูและกลับเข้าสู่สภาวะที่มีเสถียรภาพ ซึ่งคาดว่าน่าจะกินเวลานับปีหมายเหตุ : ETFs หรือ Exchange Traded Fund คือ กองทุนรวมดัชนี (Index Fund) ที่มีนโยบายการลงทุนตามดัชนีต่างๆ เช่น ตลาดหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ ตราสารหนี้ เป็นต้น โดยต้องการสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของดัชนีมากที่สุด โดยสามารถลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลายประเภท เช่น หุ้นในประเทศ, หุ้นต่างประเทศหรือทองคำ ข้อมูล : World Maker

Read More