บทความทั้งหมด

05/03/2564

สีเหลืองมาแรง เทรนด์อัญมณีปี 2021


The Pantone Color Institute สถาบันที่คาดการณ์เทรนด์สีในแต่ละปี ประกาศเทรนด์สีที่จะได้รับความนิยมและกลายเป็นสีที่ถูกนำไปใช้ในงานออกแบบ การดีไซน์ และเป็นแรงบันดาลใจในวงการต่างๆ ทั่วโลก สีประจำปี 2021 โดยเลือกให้ คือ สีเหลือง Illuminating และ สีเทา Ultimate Gray เป็น 2 สี สำหรับผู้รักอัญมณีและต้องการตามเทรนด์ก็อาจหาอัญมณีสีเหลืองมาไว้ในครอบครองได้7 อัญมณีโทนสีเหลืองที่ควรหามาครอบครองได้แก่1. Yellow Diamonds หรือที่รู้จักกันอีกชื่อ Canary Yellow Diamonds หรือ Simply Canary Diamonds เป็นเพชรที่มีประกายและสีสวยงาม มีหลายเฉดสีปนกัน ทั้งสีเหลืองอมน้ำตาล เหลืองอมส้ม และเหลืองอมเขียว แต่เพชรที่มีสีเหลืองบริสุทธิ์จะมีมูลค่าสูงที่สุด แหล่งผลิตเพชรสีเหลืองได้แก่ ออสเตรเลีย แอฟริกากลาง แองโกลา เกาะบอร์เนียว บราซิล สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และเซียร์ราลีโอน 2. Yellow Sapphires เป็นแร่คอรันดัม มีค่าความแข็งตามสเกลของโมส์เท่ากับ 9 พบในศรีลังกา แทนซาเนีย มาดากัสการ์ เมียนมา และไทย โดยแซปไฟร์สีเหลืองหรือที่เรียกว่า บุษราคัม จากศรีลังกามีคุณภาพดีที่สุด ทั้งนี้บุษราคัมสีเหลืองตามธรรมชาตินั้นแทบจะหาไม่ได้แล้ว ส่วนใหญ่จำเป็นต้องผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วยความร้อนเพื่อให้มีสีสวยขึ้น ปัจจุบันนิยมนำไพลินสีเข้ม หรือแซฟไฟร์สีเขียว ไปผ่านกระบวนการเผาร่วมกับเบริลเลียม เพื่อให้ได้บุษราคัมสีเหลืองสวยงาม 3. Citrine เป็นแร่ควอตซ์สีเหลือง มีสีเหลืองอ่อน เหลืองเข้ม เหลืองอมน้ำตาล เป็นต้น ซิทรินที่มีสีเหลืองอมส้ม เหลืองเข้มลักษณะดูคล้ายบุษราคัม (Yellow Sapphire)หรือ โทแพซ (Topaz) จะเป็นที่นิยมกว่าสีเหลืองอื่นๆ แหล่งที่พบซิทริน ได้แก่ บราซิล ซึ่งเป็นแหล่งผลิตซิทรินคุณภาพดีและใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ ยังพบได้ในประเทศอาเจนตินา มาดากัสการ์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก นามิเบีย สเปน และรัสเซีย 4. Yellow Topaz เป็นแร่ซิลิเกตที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียม ฟลูออรีน และหมู่ไฮดรอกซิล โทแพซสีเหลืองทอง เรียกว่า Golden Topaz โทแพซสีเหลืองอมส้ม อาจเรียกว่า Imperial Topaz ซึ่ง Yellow Topaz พบมากในประเทศบราซิล รองลงมาคือ เม็กซิโก อเมริกา ศรีลังกา ญี่ปุ่น ไนจีเรีย และรัสเซีย (บริเวณแถบไซบีเรีย และเทือกเขาอูราล)5. Yellow Garnet การ์เนตที่มีสีออกเหลือง เช่น Grossularite พบได้ในรัฐ California, New England region, Eden Mills, Vermont, Washington สหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก ศรีลังกา ออสเตรเลีย เคนย่า แทนซาเนีย ปากีสถาน และบราซิล มาลีการ์เนต (Mali Garnet) เป็นองค์ประกอบผสมกรอสซูลาร์ – แอนดราไดต์การ์เนตส่วนมากพบเป็นสีเหลืองอมเขียว พบที่ประเทศมาลี และทางตะวันออกของแอฟริกา6. Yellow Tourmaline ทัวร์มาลีนสีเหลืองเป็นสีที่หายากที่สุดในตระกูลทัวร์มาลีน ตัวอย่างเช่น Dravite พบได้ในแทนซาเนีย ไนจีเรีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก บราซิล และสหรัฐอเมริกา 7. Yellow Chrysoberyl อยู่ในกลุ่มแร่ออกไซด์ มีโลหะอลูมิเนียมและเบริลเลียมเป็นส่วนประกอบ ส่วนสีเหลืองเกิดจากธาตุเหล็ก คริโซเบริลสีเหลืองทอง (Golden chrysoberyl) พบในบราซิล ศรีลังกา และมาดากัสการ์ สำหรับชนิดของคริโซเบริลที่รู้จักกันดีคือ พลอยตาแมว (Chrysoberyl Cat’s Eye) แหล่งที่พบ ได้แก่ บราซิล อินเดีย จีน ศรีลังกา และซิมบับเว ข้อมูล : สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมีแห่งชาติ

Read More

05/03/2564

พระสยามเทวาธิราช


คนไทยเราแต่โบราณนานมาเชื่อว่า มีเทวดาคุ้มครองเพื่อปกปักรักษาบ้านเมืองไว้ให้อยู่รอดปลอดภัยจากอริราชศัตรู สมัยกรุงสุโขทัยก็มี“พระขพุงผี”เชื่อกันว่า“ถ้าไหว้ดีพลีถูก บ้านเมืองก็เจริญ รุ่งเรือง แต่ถ้าไหว้ดีพลีไม่ถูก บ้านเมืองก็ล่มจม” มาสมัยรัตนโกสินทร์เรามาพระสยามเทวาธิราช เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองไทยพระสยามเทวาธิราช หมายถึง“เทวดาทั้งหมดที่รักษาประเทศสยาม”มีลักษณะเป็นเทวรูปหล่อด้วยทองคำสูง ๘นิ้ว ประทับยืนทรงเครื่องกษัตริยาธิราช ทรงฉลองพระองค์อย่างเครื่องของเทพารักษ์ มีมงกุฎเป็นเครื่องศิราภรณ์ พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นจีบดรรชนีเสมอพระอุระประดิษฐานอยู่ในเรือนแก้วทำด้วยไม้จันทน์ ลักษณะแบบวิมานเก๋งจีน มีคำจารึกเป็นภาษาจีนที่ผนังเบื้องหลัง แปลว่า"ที่สถิตย์แห่งพระสยามเทวาธิราช" เรือนแก้วนี้ประดิษฐานอยู่ในมุขกลางของพระวิมานไม้แกะสลักปิดทอง เรียกว่า พระวิมานไม้แกะสลักปิดทองสามมุข ตั้งอยู่เหนือลับแลบังพระทวารเทวราชมเหศวร์ ตอนกลางพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง ด้านหน้าขององค์พระสยามเทวาธิราชตั้งรูปพระสุรัสวดี หรือพระพราหมี เทพเจ้าแห่งการดนตรีและขับร้องมุขตะวันออกของพระวิมาน ตั้งรูปพระอิศวรและพระอุมา มุขตะวันตกของพระวิมาน ตั้งรูปพระนารายณ์ทรงครุฑพระบาทมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๔สมัยรัชกาลที่ 4 เนื่องมาจากพระราชดำริว่า...“สยามประเทศดำรงความเป็นเอกราช ดำรงความผาสุกยั่งยืนมาตั้งแต่โบราณ แม้หลายครั้งหลายคราวจะมีเหตุที่ทำให้บ้านเมืองเพลี่ยงพล้ำข้าศึกศัตรูหรือมีเหตุจะเสียบ้านเสียเมืองแต่ก็รอดพ้นมาได้ทุกครั้ง ก็น่าจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทพยดาอารักษ์คุ้มครองให้รอดพ้นภัยอันตรายมาได้ทุกครั้ง ...ชะรอยคงจะมี “เทพยดา”ที่“ศักดิ์สิทธิ์”คอยอภิบาลรักษาอยู่สมควรที่จะทำรูปเทพยดาองค์นั้นขึ้นสักการบูชา” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าประดิษฐวรการปั้นรูปสมมติขึ้นแล้วหล่อด้วยทองคำแท่ง และถวายพระนามว่า“พระสยามเทวาธิราช”ล้นเกล้ารัชกาลที่๔พระองค์ทรงเคารพบูชาพระสยามเทวาธิราช เป็นอย่างสูงทรงถวายเครื่องสักการะเป็นประจำทุกวัน...ทรงถวายเครื่องสังเวยทุก“วันอังคาร”และ“วันเสาร์”ก่อนเวลาเพล และโปรดเกล้าฯให้จัดพิธีสังเวยเทวดาในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งตรงกับ“วันขึ้นปีใหม่”ทางจันทรคติแบบโบราณทุกปีด้วย

Read More

05/03/2564

เชื่อปี’64 ราคาทองยังเป็นขาขึ้น


นักวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มราคาทองคำปี 2564 ยังเป็นขาขึ้น ที่ระดับ 2,000 ดอลลาร์ ต่อออนซ์และยังเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดต่อเนื่องจากปี2563 ที่ราคาspot เพิ่มขึ้น 25.1% ขณะที่ราคาทองแท่งในประเทศเพิ่มขึ้น 24.6% ปัจจัยบวกที่จะส่งผลต่อราคาทองคำในปี 2564ได้แก่1) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ2) นโยบายผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางชั้นนำ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ3) แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น4) การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในเอเชีย ทำให้ความต้องการทองคำในปีนี้จะฟื้นตัวขึ้น5) ราคาหุ้นที่แพงและเต็มมูลค่า อาจทำให้ราคาหุ้นเกิดการปรับฐานได้ในบางช่วง และมีเม็ดเงินไหลเข้าลงทุนในทองคำ อย่างไรก็ดียังมีปัจจัยที่ส่งผลลบต่อราคาทองดำอยู่นั่นก็คือ แรงเทขายทองคำในช่วงครึ่งปีหลังของนักลงทุนหลังวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายเนื่องจากมีการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลก ทำให้เศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง และการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐจะคล่องตัวขึ้น ด้วยการครองเสียงข้างมากของเดโมแครตทั้งสภาบนและสภาล่างทำให้มีการคาดการณ์ผ่านกฎหมายต่าง ๆ จะง่ายขึ้น คาดว่ามาตรการเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 อาจจะผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรสได้ก่อนวันที่ 15 มีนาคม ในทางตรงกันข้าม หากมีความล่าช้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะเป็นปัจจัยกดดันต่อราคาทองคำต่อไป เป็นที่น่าสังเกตว่า ความต้องการทองคำภาคเครื่องประดับทั่วโลกในปี 2563 ลดลงต่ำสุดในรอบ 11 ปี เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบ โดยลดลงถึง 34% โดยเฉพาะจีนและอินเดียประเทศที่บริโภคทองคำรายใหญ่อันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลกความต้องการทองคำลดลงถึง 35% และ 42% ตามลำดับ แต่ก็กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 จึงคาดการณ์ว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียโดยเฉพาะจีนและอินเดียจะส่งผลให้ความต้องการทองคำภาคเครื่องประดับปี 2564 ฟื้นตัวขึ้นและช่วยผลักดันให้ความต้องการทองคำโดยรวมเพิ่มขึ้นด้วย

Read More

05/03/2564

สะพานโกลเด้นเกต(Golden Gate Bridge)สิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรม ของโลกยุคปัจจุบัน


สะพานโกลเด้นเกต (Golden Gate Bridge) ทอดยาวข้ามอ่าวตอนเหนือของเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอเนียร์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรม ของโลกยุคปัจจุบัน โครงการก่อสร้างสะพาน ผ่านช่องแคบ ซานฟรานซิสโก ถูกเสนอขึ้นครั้งแรก ในช่วงต้นปี ค.ศ.1872 แต่ไม่ได้รับการอนุมัติ แต่เมื่อมีการตีพิมพ์บทความในหนังสือพิมพ์ "San Francisco Call Bulletin” ในปี ค.ศ.1916 ทำให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก หลังจากนั้นสภานิติบัญญัติแห่งแคลิฟอร์เนีย จึงมีมติอนุมัติให้มีการสร้างสะพานและเขตทางหลวงขึ้น ด้วยงบประมาณ 35 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเริ่มสร้างในปีค.ศ. 1932 เปิดใช้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1937 ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 33 ล้านเหรียญสหรัฐ โกลเด้นเกตเคยเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก (ปัจจุบันสะพานแขวน ที่ยาวที่สุดในโลก คือ Akashi-Kaikyo Bridge ตั้งอยู่ที่ญี่ปุ่น) มีความยาว 2.7 กิโลเมตร สูง 223.5 เมตร ทอดข้ามอ่าวทางตอนเหนือ ของเมืองท่าซานฟรานซิสโกสู่เมืองมาริน ตัวสะพานแขวนโกลเด้นเกททำด้วยเหล็ก ประกอบด้วยหอคอยเหล็กสองข้าง ข้างละ 230 เมตร โดยใช้ลวดเคเบิลสลิง เป็นตัวดึงน้ำหนักสะพาน ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 36 นิ้ว ข้างละ 2 เส้น และยังมีเส้นลวด ที่ยึดสายโยงอีก 27,572 เส้น ตัวสะพานอยู่สูงกว่าระดับทะเล ในอ่าว 61 เมตร ข้างสะพานทั้งสองด้าน มีสะพานช่วงสั้นต่อกัน รวมทั้งหมดเกือบ 7 กิโลเมตร แบ่งเป็นช่องทางรถยนต์โดยสาร 6 ช่องทาง รถบรรทุก 3 ช่องทาง และทางรถไฟ 2 ช่องทาง สะพานนี้ต้องใช้เวลาในการวางแผนก่อนก่อสร้างถึง 10ปี แต่หลังจากนั้นใช้เวลาสร้างจริง 4 ปีมีนายโจเซฟ แบร์มานน์ สเตร๊าซ็ (Joseph Bermann Strauss) เป็นผู้ออกแบบและเป็นหัวหน้าวิศวกร โดยเขาสามารถสร้างสะพานแขวน ที่มีโครงสร้างแข็งแรงในบริเวณที่มีหมอกมากและลมแรงได้แม้ในช่วงแรกจะไม่มีใครคิดว่าจะสร้างสะพานนี้ได้ก็ตามด้วยการออกแบบด้วยความชาญฉลาดสะพานโกลเด้นเกตสามารถต้านทาน พายุเฮอร์ริเคน และได้ทาสีแดงทั่วสะพาน เพื่อป้องกันไม่ไห้เหล็ก ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของสะพานเกิดสนิม เนื่องจากเกลือของลมทะเล ในมหาสมุทรแปซิฟิกนั่นเองอย่างไรก็ดี ภายใต้ความสำเร็จ ของสะพานโกลเด้นเกต กลับมีคนงานที่ต้องเสียชีวิตไปถึง 11 คน จึงได้มี การสร้างตาข่ายไว้ใต้สะพาน เพื่อความปลอดภัยของคนงาน ในกรณีที่เกิดพลัดตกลงมาจากนั่งร้าน ซึ่งหลังจากนั้นก็มีคนงานตกมาอีก 19 คน แต่ก็ปลอดภัย เพราะมีตาข่ายป้องกันนั่นเอง

Read More

05/03/2564

บิตคอยน์ vs ทองคำ


"บิตคอยน์" เป็น "สกุลเงินดิจิทัล" ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในเวลานี้ มีการคาดการณ์กันว่า"บิตคอยน์" จะกลายเป็น safe haven หรือหลุมหลบภัยแห่งใหม่ของนักลงทุน ตีคู่กับ "ทองคำ" ซึ่งการทะยานขึ้นของบิตคอยน์จาก33,099 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 990,000 บาทเมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2564 จนมาแตะระดับ50,603 ดอลลาร์ หรือ1,516,065.88 บาท (คิดด้วยอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 29.96 บาท) เป็นครั้งแรกในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นเครื่องยืนยันความร้อนแรงของบิตบิตคอยน์ได้เป็นอย่างดีว่าต่อไปเงินดิจิตอลสกุลบิตคอยน์จะเข้ามามีบทบาทในโลกการเงินอย่างแน่นอนการพุ่งทะยานเป็นประวัติการณ์ของบิตคอยน์นี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่นักลงทุนกระแสหลักและบริษัทต่างๆ เปิดรับ สกุลเงินคริปโตกันมากขึ้น โดยมูลค่าของบิตคอยน์ที่พุ่งขึ้น 67 เปอร์เซ็นต์ เป็นผลมาจากการที่ นายอีลอน มัสก์ ซีอีโอบริษัท เทสลา ทุ่มเงินมหาศาลเพื่อซื้อบิตคอยน์ และเตรียมเปิดทางให้มีการใช้บิตคอยน์ในการชำระเงินด้วย ขณะที่บริษัทในสหรัฐฯและผู้บริหารการเงินรุ่นเก่าหันมาให้ความสนใจสกุลเงินคริปโตมากขึ้นก่อนหน้านี้ราวเดือนตุลาคม 2563 PayPal ยักษ์ใหญ่แห่งวงการชำระเงินออนไลน์ได้อนุญาตให้ใช้บิตคอยน์ในการซื้อขายกับบรรดาธุรกิจต่างๆได้มากกว่า 26 ล้านแห่ง และช่วงต้นปี 2563 บริษัท Fidelity ก็ได้ยื่นหนังสือต่อสำนักงานกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (SEC) ในการเปิดกองทุนบิตคอยน์ใหม่ ที่ชื่อว่า Wise Origin Bitcoin Index Fund I ในส่วนนักลงทุนที่ไม่ใช่รายย่อยก็สามารถเข้าถึงบิตคอยน์และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆได้ มีการสำรวจพบว่า กว่า 36%ของผู้ลงทุนสถาบันในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ล้วนเป็นเจ้าของสกุลเงินดิจิทัล และอีก 60% เชื่อว่า สินทรัพย์ดิจิทัลจะเป็นหนึ่งในหลักทรัพย์การลงทุนด้านผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าเทรนด์การซื้อบิตคอยน์นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของตลาด ขณะเดียวกันยังพบว่ามีการเปิดกองทุนแลกเปลี่ยนบิตคอยน์ในตลาดหลักทรัพย์โตรอนโตเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย บรรดานักวิเคราะห์มองว่า"บิตคอยน์" มีโอกาสแตะถึง 318,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.5 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2564 นี้มีผู้สันทัดกรณีตั้งข้อสังเกตการก้าวกระโดดของบิตคอยน์ว่าคล้ายกับทองคำ คือในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่ปัจจุบัน ราคาทองคำทะยานมากกว่า 1,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 57,000 บาท บางช่วงแตะถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในประเทศไทยก็แตะถึงราคา 30,000 บาท เหตุผลง่ายๆ ที่ทำให้ "ราคาทะยาน" ขนาดนี้ นั่นก็เพราะว่า"มูลค่าทองคำ" เป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงภาวะเงินเฟ้อ (inflation hedge) ได้เช่นกัน "บิตคอยน์" ก็กำลังอยู่ในบทบาทนั้นในทศวรรษนี้

Read More

05/03/2564

Golden Wattle ดอกไม้ประจำชาติออสเตรเลีย


ในปี 1984 ที่ประเทศออสเตรเลียมีการประกาศให้ดอกโกลเด้น วัทเทิ้ล (Golden Wattle) เป็นดอกไม้ประจำชาติ และมีรูปดอกไม้ชนิดนี้ในเหรียญเงินและแสตมป์ ซึ่งดอกโกลเด้น วัทเทิ้ล เป็นดอกไม้ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ชื่นชอบในออสเตรเลียมาตั้งแต่ปี 1912 ก่อนจะกลายมาเป็นตราสัญลักษณ์ของประเทศในเวลาต่อมาโกลเด้น วัทเทิ้ล มีสีเหลืองสดใสพบได้ทั่วไปออสเตรเลีย ดอกจะบานสะพรั่งพร้อมกันในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิการยน นอกจากจะสวยงามแล้วโกลเด้น วัทเทิ้ล ยังมีความสำคัญทางเศรษฐกิจเพราะเมล็ด และดอกสามารถนำสร้างรายได้ให้แก่ประเทศได้อย่างมากต้นโกลเด้น วัทเทิ้ล มีหลายสายพันธุ์ บางพันธุ์สามารถนำเมล็ดมาทำอาหารได้ โดยนำไปโม่เป็นแป้งสำหรับทำขนมปังหรือทำเส้นพาสตา บางชนิดมีโปรตีนสูงและมีคุณค่าทางอาหารเช่นเดียวกับธัญพืชชนิดอื่น ๆเมื่อนำไปคั่วหรือต้มจะมีรสชาติคล้ายถั่ว ดอกวอตเทิลบางพันธุ์หนึ่งดอกจะมีเมล็ดมากถึง 10 กิโลกรัมนอกจากเมล็ดแล้วต้นโกลเด้น วัทเทิ้ล ยังนำไปใช้ประโยชน์ได้มากมาย ดอก มีกลิ่นหอม จึงนำไปใช้ทำหัวน้ำหอม ต้นโกลเด้น วัทเทิ้ล พันธุ์อาเคเชีย (Acacia acuminate) นำไปทำอาหารสัตว์และยึดดิน บูมเมอแรงชาวอะบอริจินในออสเตรเลียในยุคแรกๆก็ทำมาจากไม้อาเคเชีย และเมื่อตัดมาใหม่ๆ มักจะมีกลิ่นหอมเหมือนลูกราสเบอรี่บด จึงมักถูกเรียกว่า ต้นแยมราสเบอรี่ ในการเสด็จพระราชดำเนิน ณ สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ของพระบาทสมเด็จพะเจ้าอยู่หัวรักาลที่10 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีเมื่อไม่นานมานี้ พระองค์ทรงเล็งเห็นความสำคัญ ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทรงเลือกผ้าไหมมัดหมี่อันเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทย และทรงเลือกใช้สีเขียวและสีทอง "ซึ่งเป็นสีประจำชาติของประเทศออสเตรเลีย" เป็นฉลองพระองค์ในครั้งนั้นด้วยประเทศออสเตรเลีย หรือชื่อทางการว่า “ เครือรัฐออสเตรเลีย “ (Commonwealth of Australia ) เป็นประเทศซึ่งประกอบด้วย แผ่นดินของทวีปออสเตรเลีย เป็นทวีปที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก (แต่ถือว่าเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก) ออสเตรเลียมีสีประจำชาติ คือสีเขียวเข้มและสีเหลืองทอง ซึ่งเป็นสีของดอก Golden Wattle "ดอกไม้ประจำชาติออสเตรเลีย" ออสเตรเลียประกาศใช้สีเขียวเข้มกับสีเหลืองทอง เป็นสีประจำชาติอย่างเป็นทางการเมื่อปีค.ศ.1984 การติดต่อค้าขายในอดีตจะใช้การสัญจรทางน้ำเป็นหลัก ด้วยออสเตรเลีย เป็นทวีปที่มีทะเลล้อมรอบ

Read More

05/03/2564

บริษัทไทยติดอันดับ Gold Class มากที่สุดในโลก


11 บริษัทไทย ถูกจัดอันดับความยั่งยืนระดับ Gold Class ในรายงาน ‘The Sustainability Yearbook 2021’ โดย S&P Global ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดจากการประเมินความยั่งยืนของกว่า 7,000 บริษัททั่วโลกใน 40 ประเทศ ในรายงานการประเมินความยั่งยืนขององค์กรประจำปี 2564 “ The Sustainability Yearbook 2021” ของ S&P Globalผู้ให้บริการข้อมูลด้านการเงิน และการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ได้ประเมินอุตสาหกรรม 61 ประเภท ใน 40 ประเทศทั่วโลก จำนวนทั้งสิ้น 7,032 บริษัท โดยพิจารณาและประเมินผลจากการดำเนินงานครอบคลุมทั้ง 3 มิติได้แก่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (Sustainable Development Goals; SDGs)พบว่า มี10 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และ 1 บริษัทไทยที่ติดอันดับ Gold Class 2021ประกอบด้วย10 บริษัทจดทะเบียน ได้แก่ 1. บมจ.บ้านปู (BANPU) 2. บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) 3. บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) 4. บมจ.ปตท. (PTT) 5. บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) 6. บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) 7. บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) 8. บมจ.ไทยออยล์ (TOP) 9. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) 10. บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) และบริษัทไทยอีก 1 บริษัท ได้แก่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ (ThaiBev)สิ่งที่น่าสนใจคือ S&P Global ได้สะท้อนผลการประเมินระดับความยั่งยืนเทียบชั้นระดับสูงสุดคือ Gold class, Silver class และ bronze class ซึ่งปรากฏว่ามีบริษัทไทยได้รับการประเมินความยั่งยืนอยู่ระดับสูงสุดคือ Gold class มากที่สุดมากกว่าสหรัฐฯ ที่มีบริษัทที่ได้รับการประเมินเทียบชั้นระดับสูงสุด Gold class เพียง 9 บริษัท ตามด้วยญี่ปุ่น 6 บริษัท เกาหลีและไต้หวันประเทศละ 4 บริษัททั้งนี้ใน The Sustainability Yearbook 2021มีบริษัทที่ได้รับการบันทึกจำนวน 631บริษัท(จาก7,032 ที่เข้ารับการประเมิณ) ซึ่งปรากฏว่า มีบริษัทไทยมากถึง 29 บริษัท (รวม Thai BEV) ถือเป็นอันดับ 7 ของโลก รองจากอันดับหนึ่งคือ สหรัฐอเมริกา 92 บริษัท ญี่ปุ่น 78 บริษัท เกาหลีใต้ 30 บริษัท อังกฤษ 37 บริษัท ฝรั่งเศส 35 บริษัท ไต้หวัน 32 บริษัท และไทย 29 บริษัท

Read More

05/03/2564

บอกรักด้วย “ช้อน”


ตำนานการบอกรักของชาวเวลล์นั้นแตกต่างจากคนทั้งโลก เพราะเขาใช้ “ช้อนไม้แกะสลัก”เป็นสื่อรักแทนใจมานานนับศควรรษ ก่อนจะพัฒนามาเป็นช้อนสแตนเลสสตีล รวมถึงโลหะมีค่าอื่นๆเช่นเงินและทองคำ อย่างในปัจจุบันแต่ในประเทศเวลส์ การมอบดอกไม้สื่อรักอย่างที่เราคุ้นเคยดูจะไม่สามารถทำให้หญิงสาวและครอบครัวของเธอซาบซึ้งใจหรือประทับใจได้ แต่หากชายใดมอบช้อนไม้แกะสลักให้ให้กับสาวๆ ที่เขาหมายปอง นอกจากหญิงสาวจะตัดสินใจรับรักได้แบบง่ายๆแล้ว ครอบครัวของเธอก็จะเปิดทางสะดวกให้ด้วยการมอบช้อนแทนคำสารภาพรักนี้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 17ในยุคที่โลกยังไร้โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ และโซเชียลเน็ตเวิร์ก หนุ่มๆ ชาวเวลช์มักใช้เวลาว่างไปกับการฝึกฝีมือแกะสลักไม้ เพื่อทำเป็นช้อนสำหรับมอบให้กับผู้หญิงที่เขาตกหลุมรัก ซึ่งหากสาวเจ้ารับช้อนนั่นไป ก็หมายความว่าเธอมีใจและตอบรับไมตรีจากเขาการมอบช้อนนี้นอกจากจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความรักแล้ว ช้อนไม้แกะสลักยังเป็นเครื่องชี้วัดซึ่งสำคัญต่อความไว้เนื้อเชื่อใจของบิดามารดาฝ่ายหญิงว่าชายหนุ่มผู้นั้นจะสามารถเลี้ยงดูลูกสาวของเขาได้ เพื่อแสดงถึงความสามารถความตั้งใจและเป็นการสร้างความประทับใจ หนุ่มๆชาวเวลล์จึงต้องฝึกฝนฝีมือให้ชำนาญและประณีตเพื่อสร้างสรรค์ช้อนไม้แกะสลักที่มีลวดลายสวยงามและแฝงด้วยสัญลักษณ์ซึ่งสื่อความหมายต่างๆเช่น หัวใจ ดอกไม้ แทนความหมายของความรัก เทวดา นางฟ้า หมายถึงการปกป้องคุ้มครอง หรือระฆัง ไม้กางเขน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของงานแต่งงาน เป็นต้นปัจจุบันการมอบช้อนมีความหมายกว้างกว่าเมื่อในอดีต ด้วยมันกลายเป็นของที่ระลึก และของขวัญในโอกาสต่างๆ อย่างวันขึ้นปีใหม่ วันคริสมาสต์ รวมถึงการต้อนรับสมาชิกใหม่ที่กำเนิดในครอบครัว เป็นต้นบริษัทเครื่องประดับชั้นนำต่างๆจึงนำสัญลักษณ์ช้อนมาทำเป็นเครื่องประดับร่วมสมัยในรูปแบบต่างๆเช่น เข็มกลัดรูปช้อนทำจากเงินตกแต่งคริสตัล ต่างหูรูปช้อนทำจากเงินและทองชมพู จี้เงินรูปช้อนตกแต่งด้วยไพลิน เป็นต้น อีกทั้ง ยังถูกนำไปใช้ในการออกแบบเครื่องประดับเพื่อเป็นของขวัญที่ผู้ชายเลือกหามามอบให้กับหญิงคนรักในโอกาสพิเศษและสำคัญ เช่น วันเกิด วันวาเลนไทน์ และวันครบรอบแต่งงาน อีกด้วย

Read More

05/03/2564

ระวังทองปลอม จากร้านขายทองออนไลน์


ปัจจุบันราคาทองคำสูงถึงบาทละ26,200 บาท (ราคา ณ วันที่23/02/2564)เป็นสาเหตุจูงใจที่ทำให้ มิจฉาชีพ โดยเฉาะร้านค้าออนไลน์หลายแห่ง ใช้โอกาสนี้หลอกขาย"ทองคำปลอม"ในรูปแบบโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เช่น ทองเกรด A ทองไมครอน ทองโคลนนิ่ง ทองยัดไส้ รวมถึงเครื่องประดับทอง 99.99%ในราคาเพียงหลัก "ร้อย"โดยใช้ข้อความในการโฆษณาที่ดึงดูดใจผู้บริโภค เสนอขายพร้อมใบรับประกันของร้านค้า ซึ่งไม่มีการตรวจสอบหรือยอมรับโดยหน่วยงานที่เชื่อถือได้เพื่อป้องกันการถูกหลอก หรือ ได้สินค้าที่ไม่ถูกต้อง ผู้บริโภคต้องศึกษาข้อมูลอย่างรอบครอบก่อนซื้อ ซึ่งเครื่องประดับทองคำนั้นจะต้องมีส่วนผสมของทองคำ 33.33% ขึ้นไปหรือที่รู้จักกันในชื่อของทอง8K และหากมีค่าความบริสุทธิ์ของทองคำต่ำกว่านั้นจะไม่เรียกว่าเครื่องประดับทองคำอย่างไรก็ตามเทคนิคการขายที่เห็นโดยทั่วไป โดยเฉพาะการไลฟ์สดผ่านทางสื่อออนไลน์ มีการลด แลก แจก แถม โดยให้ข้อมูลเพียงว่าสินค้าเป็นเครื่องประดับทองคำ 99.99 เท่านั้น โดยอาจมีใส่จำนวนของทองคำเล็กๆด้านหลัง เช่น 0.01g เป็นต้น ดังนั้นในการตัดสินใจซื้อเครื่องประดับทองคำผู้บริโภคจะสนใจแต่เรื่องราคาเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ควรให้ความสำคัญการเลือกซื้อกับร้านค้าน่าเชื่อถือเช่น ต้องเป็นสมาชิกสมาคมผู้ค้าทองคำหรือร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการซื้อด้วยความมั่นใจ(Buy with Confidence) ของสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ(GIT) เพราะสินค้าในร้านนั้นจะได้รับการตรวจสอบมาตรฐานว่าเป็นของแท้อย่างไรก็ตาม วิธีในการตรวจสอบทองคำปลอม หากเป็นร้านขายทองคำ จะใช้การตะไบเข้าไปในเนื้อทองคำ เพื่อเช็คดูว่ามีการสอดไส้หรือไม่ แต่หากเป็นทองคำแท่งที่ใช้ทองคำจริงมาหุ้มหนาๆ การตะไบก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ เพื่อความมั่นใจแนะนำให้นำตัวอย่างมาตรวจสอบกับ GIT เพราะมีห้องปฏิบัติการที่มีเครื่องมือตรวจสอบขั้นสูง โดยใช้เทคนิคการตรวจสอบที่เรียกว่า คลื่นอัลตราโซนิค เพื่อตรวจสอบความเป็นเนื้อเดียวกันของโลหะมีค่า ที่ไม่ทำลายชิ้นงาน

Read More

05/03/2564

ระวัง!!! กินทองคำเปลววิทยาศาสตร์ อันตรายโดยไม่รู้ตัว


มีอาหารหลายประเภทนิยมนำทองคำและทองคำเปลวมาตกแต่งหรือนำมาเป็นส่วนประกอบด้วยเชื่อว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายหรือเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับอาหารนั้นๆ จนผู้เชี่ยวชาญต้องออกมาเตือนว่าอาจทำให้เป็นอันตรายโดยไม่รู้ตัว เพราะทองคำเปลวที่นำมาใช้นั้นเป็นเพียงทองคำเปลววิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่สามารถบริโภคได้เรื่องนี้สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT แนะผู้บริโภคที่ชอบรับประทานอาหาร Luxury ประดับทองคำเปลว ต้องตรวจสอบให้ดีหลังพบมีการใช้"ทองคำเปลววิทยาศาสตร์" ซึ่งไม่ใช่ทองคำบริสุทธิ์ เพื่อลดต้นทุนและสามารถขายได้ในราคาที่ถูกลง บางครั้งยังพบการปนเปื้อนของโลหะหนัก ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมากทองคำเปลว ที่เป็นของแท้ ผลิตด้วยช่างฝีมือตีจนทองคำที่มีค่าความบริสุทธิ์ 95.00-99.99 % จนเป็นแผ่นบางๆ ปัจจุบันทำได้ยากและมีต้นทุนในการผลิตที่สูง ในทางกลับกันการผลิต "ทองคำเปลววิทยาศาสตร์" ซึ่งไม่ได้มีการใช้ทองคำแท้มาตีให้เป็นแผ่นบาง แต่จะใช้สารประกอบจำพวกไฮโดรคาร์บอนและธาตุโลหะหนักอื่นๆ มาแต่งสี ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับทองคำเปลวแท้จนแยกไม่ออกซึ่งการใช้ทองคำเปลววิทยาศาสตร์ หากนำไปใช้เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือประโยชน์อื่นๆ ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่หากนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร หรือ อุตสาหกรรมความงาม อาจทำให้เกิดปัญหา เนื่องจากว่า ทองคำบริสุทธิ์(AU) สามารถรับประทานได้ ร่างกายไม่ดูดซึม ไม่ย่อย และ ขับถ่ายออกมาตามปกติ แต่หากเป็น ทองคำวิทยาเปลววิทยาศาสตร์อาจจะส่งผลต่อร่างกายได้ เพราะมีโลหะหนักผสมอยู่ และอาจจะสะสมและเป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์ได้ ทำให้เกิดโรคพิษโลหะหนักตามมาหากได้รับในปริมาณที่มากและสะสมมาเป็นระยะเวลานานหากสงสัยว่าอาหารชนิดใดมีส่วนประกอบของทองคำเปลวแท้หรือทองคำเปลววิทยาศาสตร์ สามารถมาตรวจสอบกับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติได้ซึ่งผู้บริโภค หรือผู้ผลิตจะได้มีความมั่นใจ และสามารถนำไปประกอบเป็นสารสำคัญในสินค้าของตนเองได้ต่อไปนอกจากนี้ หากผู้บริโภคมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำ สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของสถาบันได้ ข้อมูล :สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ

Read More

11/02/2564

อินเดียเล็งลดภาษีนำเข้าทองคำและอัญมณี หวังกระตุ้นลาดในประเทศ


หน่วยงานส่งเสริมการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของอินเดีย หรือ The Gem & Jewellery Export Promotion Council (GJEPC) ได้ยื่นเสนอมาตรการลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบอัญมณีและโลหะมีค่าต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สำหรับปีงบประมาณ 2564-2565 ที่จะเริ่มในเดือนเมษายน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศในตลาดโลก รายละเอียดในข้อเสนอการลดภาษีของ GJEPC ต่อกระทรวงการคลังมีดังนี้ - ลดภาษีนำเข้าเพชรที่ตัดหรือเจียระไน จาก 7.5% เป็น 2.5% - ลดภาษีนำเข้าโลหะทองคำ เงิน และแพลทินัม จาก 12.5% เป็น 4% - ลดภาษีนำเข้าพลอยเนื้อแข็งและพลอยเนื้ออ่อนเจียระไนทั้งตัดหรือเจียระไน จาก 7.5% เป็น 2.5% ซึ่งผู้ประกอบการอินเดียมองว่าอัตราภาษีนำเข้าวัตถุดิบอัญมณีและโลหะมีค่าที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันระดับโลก และอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการขยายการผลิตของโรงงานท้องถิ่นสำหรับตลาดโลก ในส่วนของอัญมณีสังเคราะห์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมศักยภาพและอินเดียเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกนั้น GJEPC เสนอให้ปรับเพิ่มภาษีนำเข้าเพชร Cubic Zirconia (เพชรรัสเซีย) จาก 5% เป็น 15% และเพิ่มภาษีนำเข้าพลอยสีสังเคราะห์จาก 5% เป็น 25% เพื่อป้องกันการเข้ามาแข่งขันของประเทศคู่ค้าอื่น เช่น จีน เป็นต้น ทั้งนี้ อินเดียเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย จากสถิติการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ของกรมศุลกากรในระหว่างเดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2563 พบว่า อินเดียเป็นตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในอันดับที่ 4 และหากพิจารณาการส่งออกในเดือนพฤศจิกายน 2563 พบว่า อินเดีย เป็นตลาดส่งออกในอันดับที่ 3 ของไทย (รองจากสหรัฐอเมริกา และฮ่องกง) และมีมูลค่าขยายตัวสูงถึง 65.37% โดยสินค้าสำคัญที่อินเดียนำเข้าจากไทยล้วนเป็นวัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบ ได้แก่ เพชรเจียระไน โลหะเงิน พลอยก้อน พลอยเนื้อแข็งและพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ฉะนั้น หากรัฐบาลอินเดียลดภาษีนำเข้าตามข้อเสนอของ GJEPC ก็จะส่งผลดีต่อไทยในการส่งออกสินค้าวัตถุดิบอัญมณีและโลหะมีค่าไปยังอินเดียได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ข้อมูล : สถาบันวิจัยและพัฒนาเครื่องประดับและอัญมณีแห่งชาติ

Read More

11/02/2564

มองตลาดอัญมณี ปี64 รุ่งหรือร่วง


ในปี 2564 นี้การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลก แม้จะมีการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ไปแล้วในหลายประเทศก็ตาม ขณะที่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากตลอดปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีเชื่อวาปีนี้อุตสาหกรรมเครื่องประดับและอัญมณีจะมีตัวเลขกำไรเพิ่มขึ้น มีข้อมูลจาก Rapaport ได้ทำการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของ 10 บริษัทชั้นนำของโลกด้านเพชรและเครื่องประดับ เช่น ALROSA, Anglo American, Chow Sang Sang, และ Tiffany & Co.เป็นต้น พบว่าในปีที่ผ่านมาบริษัทกลุ่มนี้มียอดขายลดลงถึง 16% จากผลกระทบของโควิด-19 แต่กลับมีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นและให้ผลตอบแทนดีกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนีดาวน์โจนส์ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่ออุตสาหกรรมนี้ และเชื่อว่า ในปีนี้ บริษัทชั้นนำของอุตสาหกรรมเครื่อประดับเหล่านี้จะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยประเมินจากกลยุทธ์ที่บริษัทเหล่านี้ใช้ตลอดรอบปีที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 รายงานวิจัยของ Rapaport ฉบับเดือนมกราคม ชี้ให้เห็นว่า สื่อดิจิทัล ,การฟื้นตัวที่เข้มแข็งของจีน ,แรงผลักดันการซื้อเพชรก้อน เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลที่ดีต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับตั้งแต่ปีก่อนต่อเนื่องมาถึงปีนี้ 1. สื่อดิจิทัล ในรอบปีที่ผ่านมาบริษัทชั้นนำทั้ง 10 บริษัทนี้ ได้ลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้าออนไลน์เป็นอย่างมาก ซึ่งนับเป็นการเตรียมการที่ดีและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้แม้ว่าจะอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดก็ตาม 2. การฟื้นตัวที่เข้มแข็งของจีน เห็นได้จากนักช็อปสินค้าฟุ่มเฟือยชาวจีนซื้อสินค้าจากแบรนด์ดังที่มีสาขาในประเทศค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับยอดซื้อจากต่างประเทศ หลายแบรนด์หรูที่มีร้านสาขาในจีนสามารถทำกำไรได้รับผลตอบรับที่ดีเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ ซึ่งยอดขายตกต่ำเพราะพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติเพียงอย่างเดียว 3. แรงผลักดันเชิงบวกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปีจากแรงซื้อเพชรก้อนจากเหมืองที่มีเข้ามาต่อเนื่องจากวันปีใหม่โดยคาดว่าแรงซื้อจะมีต่อเนื่องกระทั่งถึงวันตรุษจีน ทำให้ทั้ง De Beers และ Alrosa ปรับราคาเพชรก้อนเพิ่มขึ้นตามแรงซื้อ 4-5% และ 6-7% ตามลำดับ โดยถือเป็นโอกาสดีที่ผู้ค้าจะได้ระบายสต็อกคงค้างจากปีก่อนออกไปและต้องพยายามสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานในตลาดให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเพชรล้นตลาด ไม่ว่าปีนี้ เศรษฐกิจของโลกจะดีขึ้นหรือไม่ การค้าในกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับจะฟื้นตัวได้ดังคาดการณ์หรือไม่ผู้ประกอบการก็ต้องเตรียมตัวและความพร้อมตลอดเวลาข้อมูล : สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ

Read More

11/02/2564

จับตาราคาทองคำปี 64


นักวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มราคมทองคำปี 2564 ว่าจะสามารถปรับระดับขึ้นแตะ 30,000 บาทต่อบาททองคำได้อีกครั้งในช่วงกลางปีนี้ ด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของหลายประเทศ เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคาทองคำในปีนี้จะยังเป็นขาขึ้นอยู่ปี 2564 นี้มีหลายสัญญาณบ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะเริ่มนิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงผู้นำสหรัฐฯ ที่จะช่วยลดกระแสความขัดแย้งลงไปได้เมื่อเทียบกับผู้นำคนก่อน ทำให้ทิศทางสงครามการค้าน่าจะดูดีขึ้น จึงคาดว่าจะไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่จะส่งผลต่อตลาดทองคำ ประกอบกับมีปัจจัยบวกต่อทองคำคือ การที่สหรัฐคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับต่ำ 0.00-0.25% รวมถึงการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบเศรษฐกิจผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของธนาคารกลางสหรัฐ 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อแดือน ซึ่งถือปัจจัยบวกต่อการลงทุนในทองคำ ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตามคือ การมาของวัคซีนต้านเชื้อโควิด-19 และการกระจายใช้งานให้ทั่วถึงทุกประเทศทั้งนี้คาดว่าจะสามารถกระจายวัคซีนได้ทั่วถึงในช่วงครึ่งหลังปี 2564 ทำให้การแพร่ระบาดรอบใหม่นี้ หากไม่ได้ส่งผลรุนแรงถึงขั้นทำให้หลายประเทศต้องประกาศล็อกดาวน์เป็นวงกว้างอีกระลอก เชื่อว่าสภาพคล่องที่ไหลเข้าสู่ระบบส่วนหนึ่งจะเข้ามาหาผลตอบแทนจากการลงทุนทองคำ ซึ่งจะสนับสนุนให้ราคาทองคำยังเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างไรก็ดีแม้คาดการณ์ว่าราคาทองในปี 2564 จะเป็นขาขึ้น แต่ก็เชื่อว่าไม่มีการปรับราคาขึ้นแบบร้อนแรงเท่าปีที่ผ่านมา

Read More

11/02/2564

WGC รายงานการถือครองทองคำรับศักราชใหม่


สภาทองคำโลก รายงานข้อมูลการถือครองทองคำล่าสุด เดือนมกราคม 2564 พบว่าธนาคารกลางของอุสเบกิสถานถือครองทองตำเพิ่มขึ้น 16.80 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.47 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดรองลงมาคือ อินเดีย คาซัคสถาน และฟิลิปปินส์ และมีหลายประเทศที่ปริมาณการถือครองทองคำติดลบ โดย รัสเซีย และตุรกี มีอัตราติดลบน้อยที่สุดประเทศที่มีการถือครองทองคำเพิ่มมากที่สุด นอกจากนี้สภาทองคำโลกยังรายงานประเทศและองค์กรที่มีปริมาณการถือครองทองคำมากที่สุด 30 อันดับแรกของโลกว่า อันดับ1 ยังเป็นสหรัฐอเมริกาที่ 8,133.5 ตัน รองลงมาคือเยอรมันนี 3,362.4 และกองทุนการเงินระว่าประเทศหรือไอเอ็มเอฟ 2,814.0 ตัน ส่วนประเทศไทยอยู่ที่อันดับที่ 28 มีประมาณทองคำที่ถือรองอยู่ 154.0ตัน เป็นอันดับสองในอาเซียนรองจากฟิลิปปินส์และอยู่เหนือสิงคโปร์ ปริมาณการถือครองทองคำมากที่สุด 30 อันดับแรกของโลก

Read More

11/02/2564

เครื่องประดับนำโชคของชาวตะวันตก


รูปใบโคลเวอร์ 4 แฉก ที่ถูกนำมาทำจี้ทองขาวประดับเพชร ชาร์มรูปใบโคลเวอร์ และเข็มกลัดรูปใบโคลเวอร์ ของแบรนด์ดังอย่าง Tiffany & Co./ Pandora และChannel กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในฐานะเครื่องประดับนำโชค ที่จะช่วยนำพาความโชคดีมาสู่ผู้สวมใส่ ทั้งในเรื่องของการงาน การเงิน สุขภาพ และความรักต้นโคลเวอร์ เป็นต้นไม้ขนาดเล็กประกอบด้วยใบจำนวน 3 ใบ หรือ 3 แฉก ซึ่งในแต่ละใบได้ถูกแทนค่าด้วยความหมายต่างๆ ได้แก่ ความหวัง (Hope) ความศรัทธา (Faith) และความรัก (Love) ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าต้นไม้ขนาดเล็กนี้ได้ถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติของประเทศไอร์แลนด์ (Ireland) ทั้งยังเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชาวไอริชอีกด้วย นอกจากนี้ต้นโคลเวอร์ยังเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในวงกว้างว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีมานานหลายศตวรรษโดยเฉพาะอย่างยิ่งในซีกโลกตะวันตก โดยเฉพาะ ต้นโคลเวอร์ที่มีใบ 4 แฉก (Four Leaf Clover) ถึงแม้ว่าธรรมชาติจะสร้างสรรค์ให้ต้นโคลเวอร์ประกอบไปด้วยใบจำนวน 3 ใบ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่สามารถพบต้นโคลเวอร์ 4 ใบ หรือ 4 แฉก ว่ากันว่าโอกาสที่จะพบต้นโคลเวอร์ 4 แฉก มีเพียง 1 ใน 10,000 เท่านั้น จึงเกิดเป็นความเชื่อที่ว่าผู้ใดก็ตามที่พบต้นโคลเวอร์ 4 แฉก ผู้นั้นจะประสพแต่ความโชคดี และแน่นอนว่าใบที่ 4 ของต้นโคลเวอร์จึงมีความหมายที่สื่อถึง “ความโชคดี” (Luck) นอกจากความโชคดีแล้ว ยังมีความเชื่ออีกมากที่เกี่ยวโยงกับต้นไม้ชนิดนี้ ตัวอย่างเช่น ชาวไอริชเชื่อว่าต้นโคลเวอร์ 4 แฉก จะช่วยป้องกันพวกเขาจากเหล่าภูติผีปีศาจได้ ขณะที่นักรบในยุคกลาง (ราว ค.ศ. 5-15) เชื่อว่าต้นโคลเวอร์ 4 แฉก เป็นเครื่องรางที่ช่วยป้องกันอันตรายจากสถานการณ์ต่างๆ จึงได้เสาะหาและพกติดตัวเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและเพื่อความโชคดีมีชัยในการสู้รบและความปลอดภัยกลับสู่มาตุภูมิ ด้านหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าการพบต้นโคลเวอร์ 4 แฉก จะทำให้มีโชคในเรื่องความรัก หรือแม้แต่ชาว Abourés ชนเผ่าหนึ่งในประเทศไอวอรีโคสต์ (Ivory Coast หรือ Côte d’Ivoire) ซึ่งมีความเชื่อว่าผู้ที่ได้ครอบครองต้นโคลเวอร์ 4 แฉก จะได้เป็นหัวหน้าเผ่าคนต่อไป เป็นต้นอย่างไรก็ตาม ในทางวิทยาศาสตร์ได้อธิบายว่าต้นโคลเวอร์ 4 แฉก เป็นเพียงความผิดปกติทางพันธุกรรมของพืชเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นความผิดปกติซึ่งเป็นมหัศจรรย์ทางธรรมชาตินี้กลับมีอิทธิพลต่อความเชื่อ และก่อให้เกิดความหวังและความศรัทธาขึ้นในหมู่มนุษย์มาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน จึงมีแบรนด์เครื่องประดับหรูนำมาทำเป็นเครื่องประดับจำนวนมาก

Read More

11/02/2564

ไลฟ์สไตล์การเลือกเครื่องประดับของคนเมียนมายุคใหม่


วิถีชีวิตของเมียนมาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหลังการเปิดประเทศเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี ๒๕๕๓ เป็นต้นมา มีการเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ ทำให้เศรษฐกิจของหลายๆ เมืองมาเติบโตขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่าของประเทศ เนปิดอว์ เมืองหลวงแห่งใหม่ หรือ มัณฑะเลย์ ส่งผลให้ไลฟ์สไตล์ของชาวเมียนมาเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย ทั้งในเรื่องของการแต่งกาย รวมถึงการบริโภคอัญมณีและเครื่องประดับของชาวเมียนมายุคใหม่ ที่แตกต่างไปจากรูปแบบชาวเมียนมาเกือบทุกคนหากมีรายได้มากพอจะต้องการซื้อเครื่องประดับทอง 24K เพื่อการออม การลงทุน และสวมใส่แสดงฐานะทางสังคมชาวเมียนมาผู้หญิงที่ฐานะดีเมื่อออกงานสังคมมักจะสวมใส่เครื่องประดับทองตกแต่งพลอยสี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทับทิมและแซปไฟร์ เครื่องประดับเพชร และเครื่องประดับไข่มุก แบบครบชุดทั้งสร้อยคอ สร้อยข้อมือ แหวน และต่างหู บางรายก็ติดเข็มกลัดพลอยสีหรือเพชรด้วย ส่วนผู้ชายฐานะดีจะนิยมสวมแหวนทองตกแต่งทับทิมและแซปไฟร์หรือแหวนเพชร และสวมใส่นาฬิกายี่ห้อหรูหรือนาฬิกาทองคำแท้ ส่วนในชีวิตประจำวันพวกเขาจะสวมใส่เครื่องประดับทองทั้งตกแต่งและไม่ตกแต่งอัญมณีชิ้นเล็ก 1-2 ชิ้นเท่านั้น ชาวเมียนมาวัยทำงานส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงที่มักสวมใส่เครื่องประดับ 1-2 ชิ้น อาจเป็นเครื่องประดับทองล้วนหรือเครื่องประดับทองพร้อมจี้ทับทิมหรือแซปไฟร์ หรือต่างหูทองทั้งตกแต่งและไม่ตกแต่งพลอยสี หรือกำไลข้อมือชาวเมียนมาวัยรุ่นจะชอบสวมใส่เครื่องประดับแฟชั่นและเครื่องประดับเงิน เพราะราคาไม่แพงและเปลี่ยนแปลงได้บ่อยตามแฟชั่น อีกทั้งยังสามารถใส่เข้ากับเสื้อผ้าแบบสมัยใหม่ได้มากกว่าเครื่องประดับชนิดอื่นๆสำหรับการซื้อเครื่องประดับแท้ ชาวเมียนมาส่วนใหญ่จะซื้อกับร้านค้าปลีกเครื่องประดับที่ซื้อขายกันมานาน ซึ่งร้านค้าปลีกเครื่องประดับจะกระจายอยู่ตามเมืองสำคัญต่างๆ ของประเทศ โดยบริเวณตลาดสก๊อตเป็นแหล่งค้าอัญมณีและเครื่องประดับขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองย่างกุ้งและในประเทศ นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าปลีกเครื่องประดับจำนวนมากตั้งอยู่ในย่านถนนและย่านท่องเที่ยวที่สำคัญ ในปัจจุบันมีร้านค้าเครื่องประดับชั้นนำของเมียนมาหลายรายได้ขยายสาขาไปเปิดในห้างสรรพสินค้าด้วย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ชอบความสะดวกสบาย ส่วนเครื่องประดับแฟชั่นก็หาซื้อได้ตามร้านค้าปลีกในศูนย์การค้าและร้านค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น

Read More

11/02/2564

เครื่องถนิมพิมพาภรณ์ เครื่องประดับทรงคุณค่าแห่งราชวงศ์จักรี


เครื่องประดับตกแต่งร่างกายหรือเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ ที่ปรากฏจากหลักฐานทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศิลปกรรมในผืนแผ่นดินไทยเป็นเครื่องแสดงให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองในอดีตของราชอาณาจักรสยาม จนชาวต่างชาติกังขาว่า ประเทศเล็กๆในเอเซีย ร่ำรวยขนาดที่พระราชินีจะทรงใช้เงินฟุ่มเฟือยซื้อเครื่องเพชรแบบราคาแพงได้หรือ ดังปรากฏความในพระราชนิพนธ์บันทึกเกี่ยวกับเครื่องประดับที่ทรงในงานสำคัญต่างๆไว้ว่า ในการเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาและแคนาดาอย่างเป็นทางการ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และพระบรมราชชนีพันปีหลวง เมื่อปีพุทธศักราช๒๕๑๐ ได้แขกคนสำคัญคนหนึ่งในงานกล่าวถาม ม.จ.วิภาวดี รังสิต นางสนองพระโอษฐ์ ว่า“สร้อยพระศอที่พระราชินีของท่านทรงอยู่นั้น คงเพิ่งซื้อใหม่จากปารีสละมัง” หม่อมเจ้าวิภาวดีทรงตอบว่า “นี่ท่านไม่รู้หรอกหรือว่า เมืองไทยของเรามีอายุกว่า ๗๐๐-๘๐๐ ปีแล้วเครื่องถนิมพิมพาภรณ์จึงมีคุณค่ามากกว่าความงดงามทางศิลปะ และมูลค่าที่มิอาจประเมินได้เพราะแสดงถึงอารยธรรมและความรุ่งเรื่องของชนชาติไทย และมีเครื่องประดับหลายชิ้นที่ตกทอดจากพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาจนถึงสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี โดยมีองค์สำคัญๆที่เคยเห็นผ่านตากันไปแล้วได้แก่พระนพรูปหงส์คาบหยาดเพชร หรือเข็มกลัดหงส์เพชร ทรงนำมาประดับพระอังสา(ไหล่)ร่วมกับฉลองพระองค์ชุดไทย ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีทรงประดับเข็มกลัดนี้เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๒พระปั้นเหน่งทับทิมล้อมเพชร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงพระปั้นเหน่งองค์นี้ในการพระราพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๒พระปั้นเหน่งเพชร ฝังเพชรเม็ดใหญ่ ๙ เม็ด พร้อมรัดพระองค์ทองคำประดับเพชรเม็ดใหญ่ ๒ เม็ด สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ ทรงพระปั้นเหน่งองค์นี้ในพระราชพิธีออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ในการพระราพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๒ . พระปั้นเหน่งดารานพรัตน์หรือพระปั้นเหน่งนพเก้า สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯทรงพระปั้นเหน่งองค์นี้ในพระราชพิธีสำคัญ ๓ ครั้งคือ ครั้งแรกในการพระราพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๒ ครั้งต่อมาในการพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๒ และครั้งล่าสุดในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมาคร ในการพระราพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๒

Read More

11/02/2564

พระปั้นเหน่งนพเก้า


“พระปั้นเหน่งนพเก้า” เป็นหนึ่งในเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ที่ตกทอดมาจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงอันเป็นพระราชมรดกตกทอดของพระราชวงศ์จักรี สู่สมเด็จพระบรมราชินีองค์ปัจจุบันพระปั้นเหน่งนพเก้าที่สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงพร้อมกับฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมาน และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตน์ราชวราภรณ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ เป็นตรานพรัตนและพันธุ์พฤกษา ล้อมด้วยลายสังวาลนพรัตน พร้อมรัดพระองค์ทองคำประดับเพชร ซึ่งประกอบด้วยเพชรเม็ดใหญ่และพลอยสำคัญอีก 8 ชนิด ได้แก่ ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน นิลกาฬ มุกดาหาร เพทาย และไพฑูรย์ เพชรพลอยทั้ง 9 ชนิดนี้เรียกว่า "นพรัตน์" สมบัติตกทอดของราชวงศ์ที่ประเมินค่ามิได้ความเชื่อตามโบราณราชประเพณี “นพรัตน์” นั้น ถือเป็นสัญลักษณ์ของดาวนพเคราะห์ ถือเป็นของสูง เป็นสิริมงคลแก่ผู้เป็นเจ้าของ ใครมีไว้ก็ล้วนแต่เจริญรุ่งเรืองด้วยประการทั้งปวง เลิศด้วยความดีงามทั้งปวง สมัยโบราณมีแต่เจ้านายชั้นสูงเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้สวมใส่ นอกจากพระปั้นเหน่งนพเก้าแล้ว ยังมีพระปั้นเหน่งอีกหลายองค์ ที่เป็นมรดกตกทองมาจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นสมบัติตกทอดของราชวงศ์ที่ประเมินค่ามิได้ได้แก่พระปั้นเหน่ง ฝังเพชรลูกขนาดใหญ่ ๙ เม็ด พร้อมรัดพระองค์ทองคำฝังเพชร ๒ เม็ดรวมเพชรเม็ดใหญ่ ๑๑ เม็ด พระปั้นเหน่งทับทิมล้อมเพชร ระปั้นเหน่งมหาจักรีประดับเพชร เป็นต้น อนึ่ง เครื่องถนิมพิมพาภรณ์ มาขจากคำว่า“ถนิม” หรือ “สนิม” ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาเขมร แปลว่าเครื่องประดับส่วน พิมพาภรณ์ มาจากศัพท์ภาษาสันสกฤตสองคำ คือ พิมพ์ แปลว่า รูป รูปร่าง แบบ และคำว่า อาภรณ์ แปลว่า เครื่องประดับ ถนิมพิมพาภรณ์ หรือ สนิมพิมพ์พาภรณ์ จึงหมายถึง เครื่องประดับตกแต่งร่างกายดังที่ระบุไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต ว่าเป็นเครื่องประดับโบราณที่แสดงถึงทักษะทางฝีมืออันประณีตวิจิตรของช่างไทยอีกแขนงหนึ่งที่สืบทอดต่อมาเป็นสมบัติทางศิลปะอันล้ำค่าของไทยเครื่องประดับตกแต่งร่างกายหรือถนิมพิมพาภรณ์ที่ปรากฏจากหลักฐานทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศิลปกรรมในผืนแผ่นดินไทยเป็นเครื่องแสดงให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองในอดีต

Read More

11/02/2564

พระราชพิธีสถาปนา “สยามมกุฎราชกุมาร” พระองค์แรกในประเทศไทย


ตำแหน่ง "สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร"เป็น พระอิสริยยศที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ทรงกำหนดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2429 เพื่อเป็นรัชทายาทแทนตำแหน่งพระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคลซึ่งใช้สืบเนื่องมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาทรงแต่งตั้งไว้แล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร จนถึงปัจจุบันมีทั้งหมด 3 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร (สวรรคต) สมเด็จพระบรมอาสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ(รัชกาลที่๖) และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร (รัชกาลที่๑๐) เครื่องประดับพระอิสริยยศประจำตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ในปัจจุบัน ประกอบด้วย พระสุพรรณบัฏพร้อมหีบทองคำลงยา ภปร. ประดับเพชร และพระราชลัญจกร พระอนุราชมงกุฎ พระมาลาเส้าสูงเครื่องทองคำลงยา พระแสงฝักทองเกลี้ยง พระแสงกระบี่สันปรุทองคำลงยาศีรษะนาคสามเศียร พระสังวาลพระนพน้อย พระประคำทองคำ พระดิ่งทองคำสายทอง พระตะกรุดทองคำลงยาประดับเพชรสายทอง พระธำมรงค์นพรัตน์ พานพระศรีทองคำลงยาเครื่องพร้อม พระคนโททองคำลงยาพร้อมพานรอง พระสุวรรณศรีทองคำลงยา หีบพระศรีไม้แดงหุ้มทองคำลงยาพร้อมพานรอง ที่ชงทองคำเครื่องพร้อม กากระบอกทองคำ ในการพระราพิธีสถาปณาสยามมกราชกุมารระองค์แรกมีการบันทึกไว้ว่า วันศุกร์ ที่ ๑๔ มกราคม ๒๔๒๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับ ณ พระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ทรงรับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอฯ จากพระราชยาน สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอฯ ทรงเปลี่ยน พระภูษาฉลองพระองค์ เสร็จแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอฯ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการทรงรับพระกรสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอไปประทับที่พลับพลาหน้าพระที่นั่งชลังคพิมาน ทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการเสร็จแล้วสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ถวายศีล จากนั้น ทั้งสองพระองค์เสด็จลงยังแพยังพระที่นั่งโธรน พราหมณ์ลอยกุ้งทอง กุ้งเงิน กุ้งนาก ปลาทอง ปลาเงิน ปลานาก มะพร้าวงอกทอง มะพร้าวงอกเงิน ที่มุมกรงสำหรับสรงสนาน แล้วจุดเทียนบูชาอวยชัย โหรบูชา พระฤกษ์และลอยบัตรตามกระแสน้ำ เรือเจ้าพนักงานตรวจตราความเรียบร้อยถึงเวลาพระมหามงคลฤกษ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับพระกรสมเด็จ พระเจ้าลูกยาเธอฯ โปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช รับพระกรต่อจากพระหัตถ์นำเสด็จลงจุ่มพระองค์ในกรงสรงสนานพร้อมด้วยมะพร้าว คู่ปิดเงิน ปิดทองถวายให้ทรงโผไปมา ๓ ครั้ง ขณะเดียวกันเจ้าพนักงานประโคมดนตรี พระราชาคณะสวดถวายไชยมงคล กรมพระแสงปืนต้นยิงปืนสัญญาณขึ้นพร้อมกัน เจ้าพนักงานประจำเรือทอดทุ่นล้อมวงยิงปืนใหญ่น้อยขึ้นผลัดเปลี่ยนกันไปจนกว่าจะสิ้นเวลาสรงสนาน ปืนใหญ่ยิงสลุตถวายพระเกียรติแห่งละ ๒๑ นัด การละเล่นสมโภช ก็เล่นขึ้นพร้อมกันครั้นลงสรงสนานพอสมควรแล้วก็เชิญเสด็จขึ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสอดพระธำมรงค์นพรัตน์แก่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอฯ และพระราชทานน้ำพระมหาสังข์ทักษิณาวรรตและพระเต้าเบญจครรภ์ พระมหาสังข์ ๕ พระมหาสังข์ ๓ และพระเต้า จากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ และพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้า ฝ่ายใน และเสนาบดี ถวายน้ำพระพุทธมนต์ พราหมณ์ถวายน้ำกลศ น้ำสังข์ เสร็จแล้วทรงผลัดพระภูษาและแต่งพระองค์ด้วยฉลองภูษาครุย จากนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงส่งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอฯ ประทับบนพระราชยาน ตั้งกระบวนแห่กลับ เสด็จขึ้นสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทครั้นได้มหาพิไชยฤกษ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) เจ้ากรมอาลักษณ์ อ่านประกาศยอพระเกียรติเฉลิมพระปรมาภิไธย สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร

Read More

11/02/2564

เครื่องนมัสการทองทิศกะไหล่ทอง


วัฒนธรรมการเคารพบูชาของไทยนั้นมีความละเอียดอ่อนและแฝงไปด้วยความหมาย และมีความเป็นอารยธรรมในชนชาติ โดยแสดงออกผ่าน “เครื่องนมัสการ” ที่แบ่งเป็นเครื่องนมัสการของหลวง และเครื่องนมัสการของราษฎร์ เครื่องนมัสการของราษฎร์หรือของบุคคลทั่วไปนั้น ประกอบไปด้วย ดอกไม้ ธูป เทียน ซึ่งต่างจากเครื่องนมัสการของหลวง ที่มีการจัดลำดับความสำคัญและรายละเอียดมากกว่า และมีหลายประเภท เช่น เครื่องนมัสการทองใหญ่ เครื่องนมัสการพานทองสองชั้น เครื่องนมัสการทองคำลงยาราชาวดี เป็นต้น แตละประเภทจะใช้ในงานพระราชพิธีที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้มีเครื่องนมัสการที่ ใช้สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินี และผู้แทนพระองค์ ทรงจุดนมัสการหรือจุดนมัสการพระพุทธรูป ตามพระอารามและใช้ทอดในการทรงวางพวงมาลาที่พระบรมราชานุสรณ์ต่าง ๆเรียกว่าเครื่องนมัสการทองทิศกะไหล่ทอง เครื่องนมัสการทองทิศกะไหล่ทอง ทำด้วยกะไหล่ทองประกอบด้วยเชิงกะไหล่ทอง ๑๐ เชิง สำหรับปักธูปไม้ระกำ ๕ เทียน ๕ และพานกะไหล่ทอง ๑๐ พาน สำหรับใส่พุ่มข้าวตอก ๕ พุ่มดอกไม้ ๕ ตั้งบนโต๊ะเท้าสิงห์ฉลุลายอย่างจีนลงรักปิดทองการกะไหล่ คือกรรมวิธีการเคลือบโลหะด้วย “ทองคำหรือเงิน” โดยการใช้ปรอทมาละลายทองคำหรือเงินให้เป็นของเหลว แล้วทาลงบนโลหะที่ต้องการจะเคลือบ จากนั้นก็ไล่ปรอทออกโดยการใช้ความร้อน จะพบการกะไหล่ในงานต่างๆเช่น พานกะไหล่เงิน พานกะไหล่ทองคำสร้อยสังวาลกะไหล่ทองคำ เป็นต้นการกะไหล่ทองคำแตกต่างจากการชุบด้วยทองคำ เพราะการกะไหล่ทองคำจะใช้น้ำหนักทองคำมากกว่า และจะต้องนำทองคำมาผสมกับปรอททำให้ทองคำละลายกลายเป็นของเหลวแล้วจึงนำไปเคลือบบนผิวของโลหะที่จะกะไหล่ ส่วนการชุบทองเป็นการชุบเคลือบผิวโลหะด้วยไฟฟ้า ซึ่งทุกวันนี้ไม่มีช่างทำงานกะไหล่ทองแล้ว เนื่องจากต้องทำงานกับสารปรอทซึ่งเป็นสารพิษที่ร้ายแรง ถ้าสูดดมมากๆจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย งานกะไหล่ทองที่หลงเหลืออยู่จึงเป็นงานเก่าที่สะสมไว้ นอกจากจะพบในข้าวของเครื่องใช้ต่างๆแล้ว ยังพบวิธีการทำกระไหล่ทอง อย่างแพร่หลายในวงการพระเครื่อง ร่วมกับการเปียกทอง และการชุบทอง ซึ่งคุ้นเคยกันดีสำหรับนักสะสมพระเครื่องโดยพระเครื่องที่ผ่านกรรมวิธีกะไหล่ทอง จะมีลักษณะผิวทองบางๆ และมักติดไม่ทั่วองค์พระ ส่วนที่ถูกสัมผัสจะเห็นผิวสีขาวจากตะกั่วที่ทาก่อนเป่าแผ่นทองติดลงไปข้อมูล : เพจหอสมุดพิกุลศิลปาคาร

Read More

14/01/2564

เครื่องประดับกับอารยธรรมต่างๆ ในดินแดนอเมริกาใต้


ทวีปอเมริกาใต้เป็นแหล่งอารยธรรมดั้งเดิมหลายยุคสมัย มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและทรัพยากรณ์ธรรมชาติ จนมีคำเล่าลือว่าอเมริกาใต้ อุดมสมบูรณ์ด้วยทองคำ เงินและโลหะอื่นๆและผู้คนในยุคต่างๆรู้จักนำแร่ธาตุเหล่านี้และวัสดุต่างๆมาทำเป็นเครื่องประดับมานานนับพันปีแล้ว โดยมีรูปแบบแตกต่างกันไปตามัฒนธรรมและความเชื่อนแต่ละยุคสมัย ยุคอารยธรรมพรีโคลัมเบียน มีจุดศูนย์กลางอยู่บริเวณตอนกลางของอเมริกาเมื่อประมาณ 2,200 ปีมาแล้ว เรียกว่า“ชาวเมโสอเมริกา” (Meso-America)และขยายอาณาเขตไปถึงตอนกลางของแม็กซิโก อารยธรรมพรีโคลัมเบียน นับถือเทพเจ้าหลายองค์ เช่นเดียวกับกรีกและโรมัน ศิลปะในยุคนี้สะท้อนออกมาโดยเลียนแบบธรรมชาติเช่น ต้นไม้ สัตว์ และปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ฝน ลม ดวงอาทิตย์ เป็นต้น ในยุคนี้ที่มีโลหะมีค่ามากมาย ทั้งทองแดง ทอง เงิน และโลหะผสมอัลลอยด์ และยังมีการทำลูกปัด จากเปลือกหอย ดินเผา หยก และอัญมณีหลายชนิด เช่นTurquoise,Obsidian,Lapis Lazuliชาวเมโสอเมริกันนิยมใส่เครื่องประดับบนใบหน้า ทั้งชายหญิง ทั้งที่จมูก ริม ฝีปากและหู อีกทั้งยังสวมหน้ากาก ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อเปลี่ยนให้ผู้สวมใส่กลายเป็นตัวแทนของเทพเจ้า ซึ่งหน้ากากนั้นมักตกแต่งอย่างสวยงามด้วยหยก เทอร์คอยส์ หรือมุกที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ มีการขุดพบหลุมฝังศพที่ใส่หน้ากากที่ทำจากทองคำหรือทองแดงที่เรียกว่าdeath maska อยู่ที่มัมมี่ด้วยยุคอารยธรรมในโมเชของชาวเปรู รูปแบบของศิลปมีลักษณะลวดลายที่ซับซ้อนซึ่งสะท้อนออกมาในงานสถาปัตยกรรมและ ชิ้นงานศิลปะที่ทำจากเซรามิคและโลหะทองคำ มีการใช้อักษรภาพที่เขียนลงบนกระเบื้องดินเผา เพื่อบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิต ประเพณี พิธีกรรมต่างๆ ศิลปะแบบเปรูมีการประดับตกแต่งด้วยหินและอัญมณี เช่นTurquoise ,Chrysocolla, Jade,LapisLazuli ,Pearl ,obsidianรวมทั้งเปลือกหอยยุคอารยธรรมมายันให้ความสำคัญกับเครื่องประดับของกษัตริย์ที่แสดงถึงสถานะภาพในสังคม สร้อยคอรูปสัตว์เป็นที่นิยม รวมทั้งเครื่องประดับศีรษะก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่แสดงถึงอำนาจ นอกจากนี้ยังมีหน้ากากที่ทำจากทองคำ หินออบซิเดียน ไม้ หรือแม้กระทั่งเปลือกหอยโดยด้านในจะกรุด้วยหยกที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ยุคอารยธรรมอินดาเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้รุ่งเรืองเป็นระยะเวลายาวนานนัก เนื่องจากการบุกรุกของนักสำรวจชาวสเปน ชาวอินดามีความชำนาญในการทำเครื่องประดับจากทองคำการทำหน้ากากเป็นรูปสัตว์ และเครื่องประดับอื่นๆ

Read More

14/01/2564

วิวัฒนาการเครื่องประดับ ตอนที่ 2


จากยุคอียิปต์โบราณ มาสู่ยุคจีน เครื่องประดับมีวิวัฒนาการเรื่อยมาจนมาถึงยุคยุคเมโสโปเตเมีย ที่เครื่องประดับส่วนใหญ่ยังคงทำมาจาก บรอนซ์ ทอง เงิน และโลหะอัลลอยด์ ในขณะที่อัญมณีต่างๆ เช่นอาเกตAgate แคลเซโดนี (Chalcedony) คาร์เนเลี่ยน (Carnelian) แจสเปอร์ (Jasper) โอนิคส์(Onyx )ลาพิส ลาซูลี่ (Lapis Lazuli)และซาร์โดนิกซ์ (Sadonyx)จะถูกนำเข้ามาจากอนาโทเลีย อียิปต์ และเปอร์เซียลวดลายของเครื่องประดับในยุคเมโสโปเตเมียนิยมทำเป็นลวดลายธรรมชาติเช่น ใบไม้ กิ่งไม้ พวงองุ่นและรูปทรงกรวย หรือรูปก้นหอย มีการนำเทคนิคการเคลือบ การแกะสลักเข้ามาใช้ในงานออกแบบ ทำให้เกิดลวดลายละเอียดสวยงาม เครื่องประดับในยุคนี้ นอกจากการทำขึ้นเพื่อใช้ประดับ เพื่อความสวยงามแล้ว ยังมีการทำเป็นรูปเคารพ หรือสัญลักษณ์ของเทพเจ้า เพื่อใช้บูชา ยุคอารยธรรมกรีกโบราณนี้ เครื่องประดับที่ทำมาจากทองและอัญมณีมีค่ามีมาตั้งแต่ช่วงปลายของยยุคสำริด (Bronze Age) นอกจากนี้ยังนิยมใช้งาช้างแกะสลักเป็นเครื่องประดับอีกด้วย ส่วนลวดลายของเครื่องประดับได้รับอิทธิพลมาจากยุคอียิปต์โบราณและเริ่มมีการทำจี้เป็นครั้งแรในยุคนี้ ในช่วงแรกๆเครื่องประดับของชาวกรีกจะทำแบบเรียบง่าย แต่เมื่อเวลาผ่านไปรูปแบบจะเพิ่มความซับซ้อนและใช้เทคนิคที่สูงขึ้น ชาวกรีกโบราณนิยมใส่สร้อยคอและต่างหูระย้าที่ประดับด้วยอัญมณี โดยทำเป็นรูปนกพิราบหรือเทพErosและ เทพNike ยุคอินเดีย ดินแดนชมพูทวีปนั้นเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุต่างๆมีชื่อเสียงไปทั่วโลกในเรื่องความมั่งคั่ง และเรืองอำนาจโดยเฉพาะในสมัยอาณาจักรKushanมีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าผ่านเส้นทางสายไหม ที่เชื่อมโยงการค้าระหว่าง จีน อินเดีย และโลกตะวันตกมีการใช้เงินเหรียญที่มีสัญลักษณ์ เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนในสมัยอาณาจักรMughalซึ่งมีความมั่งคั่งร่ำรวยมาก ทุกอย่างที่มหาราชาสร้างขึ้นไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ ล้วนแสดงภาพลักษณ์ของความมั่งคั่งหรูหรา ในยุตแรกเครื่องประดับส่วนใหญ่ทำจากโลหะลูกปัด เปลือกหอย และการแกะสลักหิน โดยลูกปัดนั้นทำจากอัญมณี เช่น Agate,Amrthyst,Carnelian,Lapis Lazuli,และTurquoiseต่อมาเริ่มมีการใช้บรอนซ์ ทองแดง เงินและทอง ทำเป็นสร้อยคอ และเครื่องประดับศีรษะและเครื่องประดับอื่นๆ โดยมีการประดับตกแต่งด้วยโลหะที่หล่อเป็นรูปต่างๆ เซรามิค ดินเผา เปลือกหอย และงาช้างแกะสลัก

Read More

14/01/2564

วิวัฒนาการเครื่องประดับ ตอนที่ 1


มนุษย์รู้จักการใช้เครื่องประดับก่อนการประดิษฐ์ตัวอักษร มีการพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายว่ามนุษย์ในยุคหินรู้จักการประดับตกแต่งกายด้วยวัสดุต่างๆเช่น ฟันหรือกระดูกของสัตว์ เปลือกหอยหิน ไม้ จนมาถึงอัญมณีและทองคำในยุคต่อๆมา โดยมีการออกบแบและประดิดประดอยทำให้วัสดุธรรมชาติกลายเป็นเครื่องประดับที่สวยงาม เครื่องประดับยุคแรกของโลก นำมาใช้โดยชาวอียิปต์โบราณ แร่ธาตุที่นิยมนำมาใช้ในการทำเครื่องประดับคือ ทอง เงิน และบรอนซ์ โดยนำมาผสมผสานกับอัญหลากหลายชนิด เช่นคาร์เนเลี่ยน (Carnelian),แจสเปอร์ (Jasper) อัญมณีในตระกูลควอตซ์ ,ลาพิส ลาซูลี (Lapis Lazuli)อัญมณีสีน้ำเงินเข้มซึงมีความสำคัญ และมีความผูกพันกับอารยธรรมความเชื่อของมนุษย์มานานหลายพันปี ,มาลาไคต์(Malachite) หรือแร่ทองแดง ,แก้วหินผลึก (Rock Crystal) เป็น ควอตซ์ ไร้สี โปร่งใส และ เทอร์ควอยซ์(Turquoise) เป็นอัญมณีสีเขียวและฟ้า เครื่องประดับทุกชิ้นถูกออกแบบอย่างงดงาม มีสัญลักษณ์ที่มีความหมาย สื่อถึงเทพเจ้า ตัวแทนความศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ ทั้งนี้ชาวอียิปต์โบราณทั้งชายและหญิงจะสวมเครื่องประดับเพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงความมั่งคั่งร่ำรวยและปกป้องสิ่งชั่วร้าย และเมื่อตายไปแล้ว ก็มีการฝั่งทรัพย์สมบัติลงไปในหลุมฝั่งศพด้วยชาวจีนเป็นอีกชนาติหนึ่งที่เริ่มทำเครื่องประดับมานานกว่า 5,000 ปี และมีการพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งลวดลายที่ละเอียดอ่อนและฝีมือการทำ โดยยังเน้นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อและการนำไปใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งมังกรและหงส์เป็นลายที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในยุคแรกเครื่องประดับของชาวจีนมักทำจาก เงิน ทอง และบรอนซ์ ภายหลังสิ่งที่ทำมีค่าและเป็นที่นิยมใช้มากกว่าคือ“หยก” เนื่องจากมีทั้งความสวยงาม และคงทน หยก ถูกใช้เป็นเครื่องรางที่ช่วยป้องกันผู้สวมใส่ สุภาษิตจีนโบราณกล่าวไว้ว่า“ทองนั้นประเมินค่าได้ แต่หยกนั้นมีคุณค่ามากจนไม่สามารถประเมินได้”ชาวจีนทั้งชายและหญิงนิยมสวมใส่เครื่องประดับ เพื่อแสดงถึงสถานภาพและความมั่นคง ผู้หญิงนิยมสวมเครื่องประดับที่ศีรษะสร้อยคอและแหวนเพื่อความสวยงาม ส่วนผู้ชายนิยมสวมเครื่องประดับ เพื่อเป็นเครื่องรางและเครื่องประดับส่วนตัว สิ่งเหล่านี้จะถูกนำไปฝังพร้อมกับเจ้าของเมื่อเสียชีวิต เพื่อเป็นเครื่องรางปกป้องหลังความตาย สำหรับพระศพของจักรพรรดิและจักรพรรดินีจะถูกฝังในสุสานโดยสวมชุดที่ทำจากหยกทั้งชุด

Read More

14/01/2564

ทองคำขาว ทองขาว ...ขาวเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน


ในการทำเครื่องประดับจากอัญมณีมีค่าอย่างเพชร ทับทิม หรือพลอยสี นิยมทำตัวเรือนสีขาวมากกว่าสีเหลือง เพื่อขับเน้นอัญมณีให้เปล่งประกายมากขึ้น นักออกแบบจึงมักเลือกทองคำขาว หรือทองขาวมาทำตัวเรือนมากกว่าทองคำ ไม่ว่าจะเป็นแหวน กำไล เข็มกลัด หรือจี้คำถามที่ตามมาคือ แล้วทองคำขาวและทองขาวต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร มีจุดเด่นจุดด้อยตรงไหน และราคาเท่ากันหรือต่างกันหรือไม่ บทความนี้จะมาช่วยไขข้อข้องใจเหล่านี้ทองคำขาว เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า แพลทินัม (Platinum) มีเนื้อคล้ายกับทองคำ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเหมือนกัน ต่างกันตรงที่มีชื่อสายแร่ธาตุคนละตัว ทองคำขาวมีสีขาวเงินบริสุทธิ์ แวววาว และเป็นแร่ธาตุที่หายากมากกว่าทองคำถึง 30 เท่า มีความแข็งแรงทนทาน ไม่บุบหรือยุบง่ายมีคุณสมบัติแวววาว ขาวใส ยาวนาน จึงนิยมนำมาใช้ทำเป็นเครื่องประดับ โดยเฉพาะทำตัวเรือน เพราะจะส่งให้เพชรหรืออัญมณีมีความโดดเด่น แวววาว สะดุดตามากกว่าโลหะประเภทอื่นๆ ทองขาว หรือ ไวท์โกลด์ (White gold) ได้จากการผสมทองคำบริสุทธิ์กับโลหะสีขาว เช่น เงิน โดยจะผสมในอัตราส่วนที่โลหะหรือทองขาวออกมาในโทนขาวมากที่สุด หลังจากนั้นจะทำการเคลือบผิวด้วยโลหะสีขาวที่เรียกว่า "โรเดียม" อีกชั้น เพื่อให้ผิวเงางาม แวววาว ดูคล้ายกับทองคำขาวมากที่สุด แต่ทองขาวจะสวยงามในระยะแรกเท่านั้น เนื่องจากตัวโลหะเคลือบจะหลุดออกตามการใช้งานได้รวดเร็วมาก จึงต้องอาศัยการชุบโรเดียมทุกๆ 2-3 ปี เพื่อให้ตัวเรือนมีความสวยงาม แวววาวอยู่เสมอเครื่องประดับที่ทำจากทองขาวมีคุณสมบัติ คงทน เก็บได้นาน ไม่ลอกไม่ดำมีความเงางาม เมื่อสวมใส่หรือขัดเช็ดถูก็จะยิ่งเงาแวววาวมากขึ้น และมีความทนทานมากกว่าทองคำ 100% เพราะมีส่วนผสมของโลหะที่แข็งแรงกว่าเข้าไปด้วยเมือเทียบราคาระหว่างทองคำขาและทองขาว จะพบว่า ทองขาวมีราคาที่ถูกกว่าทองคำขาวหรือแพลทินัมอยู่มากเพราะหาได้ง่าย ทั้งนี้ราคาขึ้นอยู่กับส่วนผสมหรือเปอร์เซ็นต์ของโลหะที่ผสมเข้าไปหากผสมเงินมากราคาก็จะสูงตามไปด้วย ส่วนทองคำขาวจะมีราคาค่อนข้างแพง เพราะอย่างที่บอกว่าหายากมากกว่าทองคำถึง 30 เท่า มูลค่าจึงสูงกว่าทองขาวอยู่หลายเท่าตัวในส่วนของการดูแลทำความสะอาดทองคำขาว เพียงใช้น้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดก็ช่วยให้ตัเรือนมีประกายระยิบระยับ และเป็นเงาแวววาวได้แต่หากเกิดริ้วรอยจากการใช้งาน ก็สามารถซ่อมแซมให้ดีเหมือนเดิมได้โดยการขัดเงา หรือนำไปชุบโรเดียมเพิ่มความเงางาม ก็จะเหมือนใหม่อีกครั้ง การดูแลทำความสะอาดทองขาว จะเกิดรอยขีดข่วนบนพื้นผิวได้ยากกว่าทองคำขาว เพราะส่วนผสมของแร่โลหะมีความแข็งแรงทนทาน จึงไม่เป็นรอยมากนักแต่เมื่อใช้ไปสักระยะ สีที่ได้จากการชุบตัวเรือนจะมีการหลุดลอกออกไปบ้างตามการใช้งาน ซึ่งอาจมองเห็นสีเหลืองอ่อน ๆ จากทองคำที่อยู่ภายใน จึงต้องมีการชุบตัวเรือนใหม่อยู่เสมอ

Read More

14/01/2564

คุณรู้จักทองK จริงๆแล้วหรือยัง?


ทองคำ มีหน่วยวัดค่าความบริสุทธิ์ด้วยกะรัต หรือไฟน์เนส(karat or fineness)โดยทองคำบริสุทธิ์หรือทอง100%จะเท่ากับ24กะรัตหรือ1,000ไฟน์ แต่คนไทยจะเรียกกะรัตหรือKarat สั้นๆว่า“K”หรือทองK ดังนั้นทอง100%ก็คือทอง24k ที่บ้านเราได้ยินบ่อยๆ คือทอง18K ซึ่งก็คือทองคำ18กะรัต หมายถึงโลหะที่มีทองคำผสมอยู่18ส่วน อีก6ส่วนเป็นโลหะชนิดอื่น เช่นอาจเป็น เงิน ทองแดง หรือนิกเกิล แต่ถ้าวัดหน่วยเป็นไฟเนสก็คือทองคำ750ไฟน์ ห รือ75เปอร์เซ็นต์นั่นเอง ทองเคนั้นในเมืองไทยไม่ค่อยได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ แต่ในต่างประเทศนิยมนำทองเคมาทำเป็นเครื่องประดับ เพราะมีสีสันสวยงาม เช่นทอง Pink gold หรือ Rose gold เป็นต้น ซึ่งทองเคจะมีตราประทับ(Hallmark) เพื่อบ่งบอกชนิดของทองแต่ละประเภทได้แก่ – 8K, 8ctหรือ333 ได้รับความนิยมบ้างในกลุ่มประเทศยุโรป– 9K, 9ctหรือ375 ได้รับความนิยมในฝั่งอังกฤษและออสเตรเลีย – 10K, 10ctหรือ416 ได้รับความนิยมในประเทศสหรัฐอเมริกา – 12K, 12ctหรือ500 ส่วนใหญ่จะเป็นนาฬิกาเก่า ไม่ค่อยเห็นนำมาทำเครื่องประดับกัน – 14K 14ctหรือ585 (นิยมกันในตลาดเอเชีย และตลาดต่างประเทศรวมถึงในประเทศสหรัฐอเมริกา)– 18K, 18ctหรือ750 เป็นมาตรฐานทองขั้นต่ำสำหรับขายในอิตาลี เป็นที่นิยมมากที่สุด– 22K, 22ctหรือ916 คนไทยเรียกทอง90ชอบเอามาทำ แหวน กรอบพระต่างๆ – 24K, 24ctหรือ1000 หรือทองบริสุทธิ์ ซึ่งอ่อนเกินไปสำหรับการผลิตเครื่องประดับสำหรับสวมใส่ส่วนในประเทศไทยมาตรฐานทองคำที่ใช้อยู่คือทอง965 ตราประทับนั้นสามารถบอกได้ถึงความบริสุทธิ์ของทอง สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า บนเครื่องประดับ เช่น สร้อยคอและสร้อยข้อมือมักจะมีตราแสตมป์อยู่บริเวณตะขอเกี่ยวหรือข้อต่อ ส่วนแหวนและกำไลจะอยู่บริเวณใต้ท้องเรือน แต่ถ้ามีอักษร EP,GP.HGP (Electro plate, gold plate, hard gold plate ให้ระวัง เพราะอาจหมายความว่าเครื่องประดับชิ้นนั้นเป็นทองชุบก็ได้ ส่วนที่มีคนตั้งข้อสงสัยว่าทองเหลือง (brass) กับ ทองเคสีเหลือง ( yellow gold) เหมือนหรือต่างกันอย่างไร อะไรมีค่ามากกว่า ทองเหลือง ชุบทอง เมื่อทองลอกออกมาภายในก็ยังเป็นสีทอง เพราะเป็นทองเหลือง ส่วนทองเคเมื่อชุบทองแล้ว นานไปสีก็จะจางออกและเนื้อแท้ด้านในจะแสดงให้เห็นสีจริงของเนื้อทองเค แต่ไม่ว่าข้างในจะสีขาวหรือชมพู ก็ยังเป็นทองเค ซึ่งมีส่วนผสมของทองคำแท้ เป็นโลหะมีค่าซื้อขายได้ มีราคากว่าทองเหลืองชุบทองแน่นอน

Read More

14/01/2564

ผลกระทกับธุริจ ทองคำ หลังวิกฤติโควิด-19คลี่คลาย


ผู้เชี่ยวชายวิเคราะห์ว่าหลังเหตุการณ์ COVID-19 คลี่คลายอย่างสมบูรณ์ธุรกิจหลายอย่างได้รับผลระทบ จึงต้องมีการปรับตัว หนึ่งในนั้นคือธุรกิจทองคำในธุรกิจทองคำ โควิด-19 ส่งผลโดยตรงต่อร้านทองเพราะกระแส New Normal จะทำให้เกิดการซื้อขาย Online เพิ่มข้น ที่จากเดิมเติบโตอยู่แล้ว กลายเป็นเติบโตมากขึ้นไปอีก เนื่องจากความกังวลของประชาชนที่ไม่ค่อยอยากจะออกไปสถานที่ที่แออัด ทำให้ร้านทองเองก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน แต่จะทำอย่างไรให้ผู้ที่ต้องการซื้อขายทองคำเกิดความเชื่อมั่นกับทางร้านเนื่องจากทองคำเป็นสินค้าที่มีราคาสูง อีกทั้งการสร้างความมั่นใจเรื่องการรักษาข้อมูลของลูกค้าก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน นอกจากนี้โควิด-19 ยังมีส่วนสำคัญต่อการขึ้น-ลงของราคาทองคำ ซึ่งนักลงทุนต้องปรับตัว โดยเราจะเห็นราคาทองคำในระยะสั้นที่จะเคลื่อนไหวในระดับ 50 – 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์จนเป็นเรื่องปกติซึ่งก็คือความผันผวนของราคาทองคำนั่นเอง ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ในการเก็งกำไรของแต่ละคน แต่สิ่งสำคัญคือตลาดที่มีความผันผวนสูงแบบนี้การวางแนวทางในการบริหารเงินทุน(Money Management)และการใช้ Margin Trade มีความจำเป็นอย่างมาก เพราะถ้าไม่มีการจัดการการเงินให้ดี ก็มีโอกาสสูงมากที่จะทำให้นักลงทุนสูญเสียเงินที่นำมาลงทุนได้ส่วนแนวโน้มราคาทองคำในระยะกลางถึงยาวนั้นมีโอกาสขึ้นต่อได้อีกเนื่องจาก COVID – 19 ทำให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบหนักจนธนาคารกลางทั่วโลกต่างพากันลดดอกเบี้ย ทำให้ผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรต่ำมาก ทำให้ความน่าสนใจในตลาดพันธบัตรลดลง ขณะที่ตลาดหุ้น ก็ไม่ค่อยสดใสนัก กว่าจะฟื้นตัวอาจต้องใช้เวลาเป็นปี ดังนั้นตลาดทองคำจึงดูน่าสนใจกว่าตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น นอกจากนี้ การทำ QE ของสหรัฐอเมริกาหรือการพิมพ์เงินออกมาเท่าไรก็ได้ตามที่เค้าต้องการ ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐด้อยค่าลง ทองคำก็จะมีค่ามากขึ้น ดังนั้นในระยะกลางถึงยาว ทองคำยังคงมีช่องว่างในการขึ้นราคาได้อีกเพราะฉะนั้นอยากให้มองว่าช่วงหลัง COVID-19 ไม่ได้มีเพียงวิกฤตเท่านั้น แต่หากเรามองโอกาสของนักลงทุนทองคำหรือผู้ประกอบการณ์ในธุรกิจนี้ก็พอจะมีทางออกของสถานการณ์นี้ได้ข้อมุล : InterGold

Read More

14/01/2564

แสตมป์ทองคำ ชุดแรกในรัชกาลที่10


บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จัดทำตราไปรษณียากร หรือ แสตมป์ทองคำเพื่อเป็นที่ระลึก 3 ชุดพิเศษ เป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ให้ประชาชนได้จับจองเป็นเจ้าของที่ไปรษณีย์ไทยทุกแห่งทั่วประเทศ และทางช่องทางออนไลน์ตราไปรษณียากรที่ระลึก 3 ชุดพิเศษนี้ ได้แก่ “ฉัตรมงคล ชุด 1” เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4 พฤษภาคม 2562 ประกอบลวดลายไทยดอกรวงผึ้งและอักษรพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. พิมพ์ฟอยล์ทองคำ 22 กะรัต และพิมพ์ฟอยล์สีน้ำเงินดุนนูน ซึ่งนับเป็นแสตมป์ทองคำชุดแรกในรัชกาลที่ 10 ราคาดวงละ 100 บาท (เต็มแผ่น 4 ดวง ) ซองวันแรกจำหน่าย 118 บาท“ฉัตรมงคล ชุด 2” เป็นภาพเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ อันได้แก่ พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกร วาลวิชนี (พัดและแส้) และฉลองพระบาทเชิงงอน 5 แบบ 5 ดวง ราคาดวงละ 5 บาท (เต็มแผ่น 10 ดวง) ซองวันแรกจำหน่าย 39 บาทและชุด 120 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จย่า” ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์แก่ราษฎร เป็นพระฉายาลักษณ์เมื่อครั้งฉลองพระชนมายุครบ 6 รอบ ในปี 2515 ชนิดราคา 3 บาท (เต็มแผ่น 10 ดวง) ซองวันแรกจำหน่าย 14 บาท เป็นภาพดอก “นครินทรา” พรรณไม้ในพระนามโดย แสตมป์ทั้งสามชุดออกจำหน่ายตั้งแต่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่ไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศ พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร และทางออนไลน์ ผ่านแอปหรือเว็บไซต์www.thailandpostmart.comสอบถามเพิ่มเติมฝ่ายบริหารประสบการณ์ลูกค้าบริการไปรษณีย์ โทร. 0 2573 5480, 0 2573 5463 พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสามเสนใน โทร. 0 2271 2439

Read More

14/01/2564

ราคาทอง ปัจจัยสำคัญของการ เพิ่ม-ลด การถือครองทองคำ


ราคาทองคำในตลาดโลก เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเพิ่มการถือครองหรือเทขายทองคำที่มีอยู่ในครอบครองของกองทุนกองทุน ETF ทองคำ และธนาคารกลางทั่วโลกจากการรายงานของสภาทองคำโลก(WGC) พบการเคลื่อนไหวของกองทุน ETF ที่ลงทุนในทองคำทั่วโลก ในเดือนพฤศจิกายนว่า มีการถือครองทองคำและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ใกล้เคียงลดลง 107 ตัน ส่งผลให้เป็นเดือนที่มีทองคำไหลออกสุทธิครั้งแรกในปีนี้โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้กองทุน ETFทองคำได้ซื้อทองคำสุทธิ 916 ตัน ส่งผลให้ยอดการถือครองทองคำรวมทั่วโลกอยู่ที่ 3,793 ตัน หรือประมาณ 2.15 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาพบว่า กองทุน ETF ทองคำในอเมริกาเหนือมีทองคำไหลออก 62.3 ตัน ส่วนกองทุน ETFทองคำในยุโรปมีทองคำไหลออก 42.4 ตัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงต่อเนื่องทั้งนี้กองทุน ETF ทองคำและผลิตภัณฑ์อื่นที่ใกล้เคียง ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในตลาดทองคำนับตั้งแต่ที่มีการเปิดตัวเมื่อปี 2546 และได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยและภาคสถาบันก่อนหน้านั้นในช่วงไตรมาสที่3 ของปี2563 ช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด สภาทองคำโลก (WGC) ได้รายงานว่า ธนาคารกลางทั่วโลกขายทองคำเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2553 โดยเฉพาะธนาคารกลางของประเทศผู้ผลิตทองคำที่ใช้โอกาสในช่วงที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เทขายทองคำเพื่อระดมเงินสดไว้ใช้ในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19ข้อมูลจาก WGC ระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกขายทองคำรวมกันทั้งสิ้น 12.1 ตันในไตรมาส 3/2563 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ธนาคารกลางเข้าซื้อทองคำในปริมาณ 141.9 ตัน โดยธนาคารกลางอุซเบกิสถานและตุรกีนำทองคำออกมาขายมากที่สุด ที่ 34.9 ตันและ 22.3 ตัน ตามลำดับ

Read More

14/01/2564

‘ทองตำตัว’ ทุเรียนชื่อแปลก ของดีเมืองพังงา


ที่จังหวัดพังงา มีทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองที่ได้รับการยอมรับว่ารสชาติดีไม่แพ้ใครชื่อว่า “ทองตำตัว” นอกจากรสชาติดีแล้วยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีสีเหลืองทอง เนื้อละเอียด เม็ดลีบ เปลือกบาง ผลดกและหากินยาก ปีหนึ่งจะได้กินกันแค่ในช่วงเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคมเท่านั้น และเนื่องจากมีผลผลิตไม่มากจึงเป็นที่ต้องการของนักชิม เรียกว่าต้องยืนรอใต้ต้นกันเลยทีเดียวทุเรียนชื่อแปลกนี้ มีที่มาจากลักษณะพิเศษของเนื้อทุเรียนที่มีสีทองสุกอร่าม เอามาผสมกับชื่อตำบลที่ปลูกทุเรียนพันธุ์นี้ คือ ต.ตำตัว อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา จึงกลายมาเป็นชื่อ “ทองตำตัว” ซึ่งปัจจุบันมีคนปลูกกันไม่มาก ที่มีชื่อเสียงก็คือที่สวนของลุงบุญชู ตั้งทรัพย์ วัย 78 ปีเจ้าของสวนทุเรียน ใน จ.พังงา ซึ่งก็มีทุเรียนพันธุ์นี้แค่ 3 ต้น ต้นหนึ่งมีอายุมากถึง 30 ปี ในแต่ละปีให้ผลผลิตราวต้นละ 600 ผลเท่านั้น ด้วยเหตุนี้การจะเป็นเจ้าของทุเรียนทองตำตัว จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเจ้าของสวนเขาไม่รับจองและไม่ตัดขาย ใครอยากได้ไปรับประทานต้องไปยืนเฝ้าใต้ต้นรอให้ผลทุเรียนร่วงลงมาเองจึงจะได้กิน ส่วนใหญ่จึงนิยมซื้อไปเป็นของขวัญของฝากเจ้านายหรือญาติผู้ใหญ่มากกว่ากินเอง อีกทั้งทุเรียน“ทองตำตัว” ยังได้รางวัลชนะเลิศทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านในงานเกษตรแฟร์ จ.พังงา ยิ่งทำให้ได้รับความนิยมมากขึ้นจนผลผลิตไม่พอขาย แต่ถึงกระนั้นเจ้าของสวนก็ไม่ได้ฉวยโอกาสขึ้นราคาแต่อย่างใด ยังขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 100-180 บาทเท่านั้นลุงบุญชูเล่าว่า ที่ไม่อยากรับจองเพราะไม่รู้ว่าผลผลิตแต่ละปีจะมากน้อยแค่ไหน และการส่งทุเรียนให้ลูกค้าก็ไม่สะดวก ฃ เพราะเป็นผลไม้ที่มีกลิ่น บางคนอาจไม่ชอบ สู้ให้คนซื้อมารอที่หน้าสวนเลยจะดีกว่า ซึ่งเมื่อก่อนก่อนที่ทุเรียนพันธุ์นี้จะชนะเลิศพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านในงานเกษตรพ่อค้าแม่ค้ามักมาขอซื้อที่หน้าสวนไปหมดจนชาวบ้านในท้องถิ่นไม่ค่อยได้กิน จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีให้มายืนรอใต้ต้นถ้าจังหวะพอดีกับที่ทุเรียนร่วงก็ได้กิน เพราะเขาปล่อยให้ร่วงเองตามธรรมชาติ ดังนั้นการจะได้กินทุเรียน”ทองตำตัว”อาจต้องรอข้ามปีกันเลยทีเดียว

Read More

14/01/2564

โอกาสทองของไทย เมื่อUK ลดภาษีนำเข้าเครื่องประดับ


ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป สหราชอาณาจักรหรือยูเค จะใช้กฎระเบียบการนำเข้าและอัตราภาษีใหม่กับสินค้าหลายรายการ รวมถึงเครื่องประดับและอัญมณี ซึ่งมีอัตราภาษีลดลง โดยเฉพาะเครื่องประดับเงินและเครื่องประดับทอง มีภาษีนำเข้าลดลงจาก 2.5% เหลือ 2% จึงเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการไทยที่จะมีโอกาสขยายการค้าสินค้าทั้งสองประเภทในตลาดยูเคได้เพิ่มขึ้น สหราชอาณาจักรเป็นตลาดส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสำคัญของไทยมานานนับทศวรรษ จากข้อมูลสถิติการค้าของกรมศุลกากรพบว่า ในเดือนมกราคม-ตุลาคม 2563 ยูเคเป็นตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ในอันดับที่ 12 ของไทย และหากพิจารณาการส่งออกเฉพาะเดือนตุลาคม 2563 พบว่า สหราชอาณาจักรเป็นตลาดส่งออกในอันดับที่ 7 ของไทย สินค้าส่งออกหลักไปยังตลาดนี้เป็นเครื่องประดับทอง ในสัดส่วนราว 45% รองลงมาเป็นเครื่องประดับเงิน ด้วยสัดส่วนราว 33% โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าเครื่องประดับทองเป็นอันดับ 7 และเครื่องประดับเงินเป็นอันดับ 4 ในตลาดสหราชอาณาจักรซึ่งเมื่อเทยลอัตราภาษีนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับอัตราใหม่กับปัจจุบันพบว่าหลายรายการยังคงเหมือนเดิมและหลายรายการมีอัตราภาษีลดลง (ดังตาราง) พิกัดรายการอัตราภาษีนำเข้า (%)อัตราภาษีเดิม (ก่อน31/12/63)อัตราภาษีใหม่(1/1/64)7101ไข่มุก007102เพชร007103พลอยสี007108ทองคำ007113เครื่องประดับแท้2.5-42-47114เครื่องทองหรือเครื่องเงิน227115ของอื่นๆทำหรือหุ้มด้วยของมีค่า0.30.27116ของทำด้วยไข่มุกและรัตนชาติ0-2.50-27117เครื่องประดับเทียม44การที่สหราอาณาจักรลดภาษีนำเข้าสำหรับเครื่องประดับทองและเครื่องประดับเงินลง จึงเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการไทย แต่อย่างไรก็ดี สหราชอาณาจักรก็ได้มีการปรับปรุงกฎระเบียบการนำเข้าสินค้าใหม่ด้วย ผู้ประกอบการจึงควรศึกษากฎระเบียบการนำเข้ารวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวอังกฤษให้มากขึ้น เพื่อจะได้ผลิตสินค้าได้ตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายด้วย

Read More

07/01/2564

การใช้แต้มเพื่อแลกของรางวัล


ห้างทอง เอ เอ เยาวราช ได้มีกิจกรรมพิเศษ สำหรับลูกค้าคนสำคัญของเราที่เข้ามาใช้บริการในเรื่อง การซื้อทองทุกชนิดและการต่อดอกเบี้ยขายฝากคุณลูกค้าจะได้รับแต้มสะสมเพื่อแลกของรางวัลมากมายจากทางเรา โดยมีขั้นตอนการแลกของรางวัล ดังนี้1. ติดตั้ง AA Gold แอปพลิเคชัน ด้วยโทรศัพท์มือถือของท่าน โดยการสแกน QR Code นี้ หรือกดที่นี่ เพื่อติดตั้งแอปพลิเคชัน2. สำหรับลูกค้าห้างทอง เอเอ เยาวราช ลงทะเบียนด้วย “เบอร์โทรศัพท์” และติดต่อขอ “รหัส” ได้จากห้างทอง เอ เอ เยาวราชทุกสาขา จากทุกช่องทางการติดต่อ3. เข้าสู่แอปพลิเคชัน และเลือกของรางวัลที่ต้องการตามแต้มสะสมที่ท่านมีอยู่4. เราจะดำเนินการจัดส่งของรางวัลไปยังที่อยู่ ตามที่ท่านระบุไว้ในแอปพลิเคชัน

Read More

07/12/2563

Golden Bauhinia สัญลักษณ์ของการรวมประเทศ


หลังจากประเทศอังกฤษส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนให้จีนเมื่อปี ค.ศ.1997 ทางการจีน ทางจีนจึงได้มอบรูปปั้น “ดอกชงโคทองคำ” บนฐานหินอ่อนสีน้ำตาลแดง ให้กับฮ่องกง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการรวมประเทศ และการได้รับอิสรภาพของฮ่องกง โดยเรียกบริเวณที่ตั้งรูปปั้นดอกชงโคนี้ว่า “จัตุรัสดอกชงโคทองคำ (Golden Bauhinia Square)” ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญแห่งหนึ่งของฮ่องกง ดอกชงโคนั้นถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของฮ่องกงมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีการส่งมอบคืนให้กับจีน เดิมมีรูปแบบเป็นดอกไม้สมมาตรที่วาดด้วยเส้นเดียวบนพื้นหลังสีแดง ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง ซึ่งรูปแบบของธงฮ่องกงในปัจจุบันคัดเลือกมาจากการประกวดออกแบบธงใหม่เมื่อปี 2530 ภายใต้แนวคิด"1 ประเทศ 2 ระบบ" อันหมายถึงสถานะของฮ่องกงที่มีอำนาจในการปกครองและบริหารจัดการกิจการภายในดินแดนของตนเอง ขณะที่ประชาชนฮ่องกงจะได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพที่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย แม้ว่าจะอยู่ภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนแผ่นดินใหญ่ก็ตาม ในการจัดประกวดครั้งนั้นมีผู้ส่งผลงานเข้ารับการคัดเลือกกว่า 7,000 แบบ ซึ่งหลายผลงานก็ถูกออกแบบในธีมของมังกรตามธงประวัติศาสตร์ราชวงศ์ชิง รูปแบบดาวหลายดวงตามธงของจีน รวมทั้งดอกชงโค โดยผลงานของผู้ได้รับคัดเลือกรอบสุดท้ายถูกส่งให้คณะกรรมการจากทั้งฮ่องกงและจีนเป็นผู้ตัดสิน แต่ก็ถูกปฏิเสธทั้งหมด กรรมการในการตัดสินการแข่งขัน 3 คน ได้แก่ เถา โฮ สถาปนิก, ฮง บิง-หวา นักออกแบบ และ วาน เหลา ช่างแกะสลัก จึงรับหน้าที่ออกแบบธงฮ่องกงแทนท้ายที่สุดแล้ว ในปี พ.ศ.2533 รัฐบาลจีนมีมติเลือกผลงาน“ดอกชงโค” จากการออกแบบของ เถา โฮ สถาปนิกที่จบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มาเป็นธงประจำชาติฮ่องกงอย่างในปัจจุบัน โดยเปลี่ยนจากดอกชงโคแบบสมมาตรแบบเดิมมาเป็นดอกชงโคสีขาว 5 กลีบในแบบหมุนตามเข็มนาฬิกา ทั้งยังใช้สีแดงเฉดเดียวกับธงชาติจีนเป็นพื้นหลัง ในเว็บไซต์ของเขาเถา โฮ อธิบายความหมายของการออกแบบธงของเขาไว้อย่างชัดเจนว่า"ดอกไม้ไม่สมมาตรและรูปแบบของมันสื่อถึงการเคลื่อนไหว ชี้ให้เห็นถึงพลังแห่งประชาธิปไตยและเศรษฐกิจที่มีชีวิตชีวาของฮ่องกง"ขณะที่"พื้นหลังสีแดงเปรียบเสมือนประเทศจีนและดาว 5 ดวง เป็นการสื่อถึงแนวคิดแห่ง '1 ประเทศ 2 ระบบ'"ฮ่องกง เคยตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษนานถึง ๑๕๖ ปี หลังจากที่อังกฤษคืนอธิปไตยเหนือดินแดนฮ่องกงให้แก่จีนในวันครบรอบก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ค.ศ.๑๙๙๗ (พ.ศ.๒๕๔๐) จีนก็ปกครองฮ่องกงด้วยระบอบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ตามที่ระบุในกฎหมายธรรมนูญของฮ่องกงหรือที่เรียกกันว่า กฎหมายเบื้องต้น (Basic Law) และรับประกันว่า ชาวฮ่องกงจะได้รับเสรีภาพและอิสระแห่งตุลาการแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในจีนแผ่นดินใหญ่ พร้อมทั้งให้คำมั่นจะปฏิรูปการปกครองไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย

Read More

07/12/2563

ใบไม้สีทอง หนึ่งเดียวในโลกที่ 3 จังหวัดชาแดนใต้


ที่สามจังหวัดชายแดนใต้คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส มีต้นไม้ชนิดหนึ่งที่พบได้ที่นี่แห่งเดียวในโลก เรียกว่า ใบไม้สีทอง (Golden leaf bauhinia)มีชื่อท้องถิ่นภาษายาวีว่าย่านดาโอ๊ะมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Bauhinia aureifolia ซึ่งตั้งชื่อโดยศาสตราจารย์ ไค ลาร์เสน (Dr. Kai Larsen) นักพฤษศาสตร์ชาวเดนมาร์ก เมื่อปีพ.ศ. 2532 ใบไม้สีทองเป็นพืชในสกุลเดียวกับชงโคจึงมีใบที่มีปลายแยกออกจากกัน ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพืชในสกุล Bauhiniaใบไม้สีทองพบครั้งแรกในโลกที่บริเวณน้ำตกปาโจ อุทยานแห่งชาติบูโด–สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เมื่อปี พ.ศ. 2531เป็นพืชที่ชอบความชื้นในดินและอากาศสูง จึงมักพบเห็นได้ตามที่โล่งริมลำธารในป่าดิบชื้นของอุทยานแห่งชาติน้ำตกบาโจและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลาอ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ที่ระดับความสูง 50-200 เมตร ใบไม้สีทอง เป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่มีมือเกาะม้วนงอเป็นตะขอคู่ เลื้อยขึ้นไปคลุมตามเรือนยอดของต้นไม้ใหญ่ มีลักษณะเด่นตรงที่มีใบสีทองและผิวใบนุ่มเนียนเหมือนกำมะหยี่ ใบมีสองชนิด คือกลุ่มใบสีเขียวทำหน้าที่สังเคราะห์แสงสร้างอาหาร และกลุ่มใบสีทองซึ่งมีน้อยกว่าขณะเป็นใบอ่อนจะมีสีชมพู บางครั้งเรียกสีนากใช้เวลา 2 สัปดาห์ใบจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีทองแดงหรือสีทองและระยะสุดท้ายจะเปลี่ยนเป็นสีเงินแล้วจึงทิ้งใบ ระยะที่จะเห็นใบเป็นสีทองชัดเจนคือในช่วงเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม ของทุกปี ต้นที่จะปรากฏใบสีทองต้องมีอายุมากกว่า 5 ปี และจะออกดอกในช่วงปลายฝนต้นหนาวประมาณเดือน ตุลาคม – กุมภาพันธ์ ดอกออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง สีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีนวล มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ กลีบดอกมี 5 กลีบ เป็นรูปช้อน ขอบกลีบย่น ลักษณะคล้ายดอกเสี้ยว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ช่อหนึ่งมีตั้งแต่ 10 ดอกขึ้นไปมีเกสรตัวผู้และตัวเมียยื่นออกมา เป็นดอกสมบูรณ์ ทยอยบานไม่พร้อมกัน ในช่วงนี้ใบไม้ชุดที่เติบโตมาพร้อมช่อดอกจะเปลี่ยนเป็นสีทองเปล่งประกายสมชื่อ "ใบไม้สีทอง" ผลเป็นฝักแบนคล้ายฝักดาบ ยาว 23 ซม. กว้าง 6 ซม. มีขนสีน้ำตาลแดงคล้ายกำมะหยี่ปกคลุม เมื่อแก่จะแห้งและแตกออก เมล็ดแพร่กระจายไปได้ไกล หนึ่งฝักมีประมาณ 4-6 เมล็ด พบเห็นไดทั่วไปในผืนป่าบูโด และบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติแห่งบูโด-สุไหงปาดี

Read More

07/12/2563

นครเฉิงตู ขุมทองแห่งใหม่ของจีน


ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา นักลงทุนจากทั่วโลกเดินทางมายังฝั่งตะวันออกและใต้ของจีนเพื่อการค้า การลงทุน นำเข้า ส่งออก โดยเฉพาะที่เซี่ยงไฮ้ กวางตุ้ง ฮ่องกง เจียงตู เซินเจิ้น เป็นต้น แถบนี้เป็นเหมือนแหล่งขุมทองและเป็นประตูสู่จีน และโลกภายนอก แต่ในเวลานี้ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนก็กำลังเป็นพื้นที่ทองคำสำหรับการเข้ามาหาโอกาสลงทุนและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกมากขึ้น นั่นคือ นครเฉิงตูมณฑลเสฉวน ถือเป็นเมืองสำคัญทางภาคตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยมีนครเฉิงตูซึ่งเป็นเมืองโบราณที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานกว่า 3,000 ปีเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ที่นี่กำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางความเจริญสูงสุดของจีนในภาคตะวันตกเฉียงใต้ ที่มีชาวต่างชาติเข้ามาทำงานและลงทุนเพิ่มมากขึ้นทุกปีจากรายงานของ Chinadaily (5 พฤษภาคม 2018) ระบุว่า มีชาวต่างชาติเข้ามาในนครเฉิงตูเป็นจำนวนมาก และมากกว่า 17,411 คนที่ได้รับอนุญาต Work Permit ในการทำงาน ซึ่งคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 15 จากปีก่อน ซึ่งไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเข้ามาทำงานด้วย ตัวอย่างเช่น ชาวอังกฤษ ชาวอเมริกัน ชาวฝรั่งเศส ชาวโปแลนด์ และชาวแอฟริกาใต้ เป็นต้นในนครเฉิงตูมีชาวต่างชาติ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีชาวต่างชาติเข้ามามากนั้น เพราะระบบคมนาคมที่ด้วยรถไฟที่เชื่อมต่อผ่านเส้นทาง เฉิงตู-ยุโรป อีกทั้งมีบริษัทจากตะวันตกที่เข้ามาเปิดกิจการหลายแห่ง จึงมีการจ้างงานชาวตะวันตกมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นของเฉิงตูเองก็สนับสนุนให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานและตั้งรกรากเพิ่มขึ้นด้วย โดยมีการออก 15 นโยบายที่อนุญาตให้บริษัทจากต่างชาติสามารถเปิดกิจการในเฉิงตูและจ้างงานได้ และชาวต่างชาติเหล่านี้ก็สามารถขอ Work Permit ในการทำงานได้ด้วย นครเฉิงตูก็กลายเป็นแหล่งลงทุนจากต่างชาติหลากหลายประเทศ ซึ่งทำให้นครแห่งนี้มีความเป็น Global มากขึ้น และกำลังจะกลายเป็นนครใหญ่สำหรับชาวต่างชาติที่ไม่เพียงแค่การท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเข้ามาทำงานและลงทุนด้วย

Read More

07/12/2563

Golden Week


Golden Weekคือช่วงสัปดาห์ที่มีวันหยุดยาวต่อเนื่องกันหลายวัน เป็นช่วงเวลาของการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน ซึ่งนอกจากเป็นเทศกาลที่ทุกคนรอคอยแล้วช่วงGolden Weekยังเป็นดัชนีชี้วัดตัวเลขทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศด้วยGolden Week ที่ได้ชื่อว่ามีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่สุดคือช่วง Golden Weekของชาวจีนเป็นสัปดาห์แห่งวันหยุดยาวประจำปี โดยในแต่ละปี จะมี 2 ครั้ง คือวันขึ้นปีใหม่สากล (1 ม.ค.) และวันชาติจีนคือวันที่ 1-7ตุลาคมของทุกปี เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในสมัยที่ประธานาธิบดีเหมา เจ๋อ ตุง ที่ได้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งสาธารณะรัฐประชาชนจีนขึ้น ในวันที่ 1ตุลาคม 2492 และจัดให้มีการจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ที่จตุรัสเทียน อัน เหมิน ซึ่งในครั้งนั้นผู้เข้าร่วมงานกว่า 3 แสนคน และได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองต่อเนื่องกันมาทุกปีปัจจุบันชาวจีนทั่วประเทศต่างใช้โอกาสนี้กับครอบครัว เพื่อพักผ่อน หรือเดินทางท่องเที่ยว ไปตามสถานที่ยอดนิยมต่าง ๆ ภายในประเทศ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาชาวจีนนิยมเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น โดยเดินทางกันทั้งครอบครัว หรือเป็นกรุ๊ปทั่วใหญ่ๆ โดยมีประเทศญี่ปุ่นเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่ง ส่วนอันดับรองลงมา ได้แก่ ไทย ฮ่องกง เกาหลี และประเทศอื่่น ๆ ในเอเชียข้อมูลจากCtrip บริษัทบริการด้านการท่องเที่ยวและการจองที่พักชั้นนำของจีนเปิดเผยว่า ชาวจีนเป็นผู้ที่นิยมเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศมากที่สุดในโลก และข้อมูลจาก China Tourism Academy คาดว่า การท่องเที่ยวต่างประเทศของจีน จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5% (นับตั้งแต่ปี 2559) ซึ่งก่อนหน้านี้คาดการว่าในปี 2563 จะมีนักท่องเที่ยวจีน เดินทางไปต่างประเทศ มากถึง 157 ล้านคน แต่เหตุการณ์ไวรัสโคโรน่าระบาดตลอดปีนี้ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนหายไปจากตลาดการท่องเที่ยวของทุกประเทศโดยสิ้นเชิงการหายตัวไปของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งถือ่ว่าเป็นลูกค้าใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆแทบล่มหลาย อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนรวมถึงประเทศไทยด้วย แต่เหตุการณ์นี้กลับส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจีนเองเพราะล่าสุดช่วงวันหยุดยาว Golden Week ที่ผ่านมาชาวจีนเลือกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด บางทีจีนอาจกลายเป็นประเทศเดียวในโลกที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจในปี 2020 หลังจากวิกฤตโควิด-19 ก็เป็นได้

Read More

07/12/2563

ผู้หญิงที่สวยสุดในโลก ตามหลักสัดส่วนทองคำ


โรเบิร์ต แพททิสัน ได้ชื่อว่าเป็นผู้ชายที่หล่อที่สุดในโลกตามหลักสัดส่วนทองคำของกรีกโบราณหรือ Greek Golden Ratio of Beauty Phi ในส่วนของผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกนั้น จูเลียน เดอซิลวา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมความงามยกย่องให้ เบลลา ฮาดิด นางแบบสาววัย 23 ปี เป็นผู้หญิงที่มีใบหน้างดงาม ได้รูปที่สุดตามหลักสัดส่วนทองคำ ของกรีกโบราณความงามของนางแบบสาวได้คะแนนความใกล้เคียงความสมบูรณ์สัดส่วนทองคำไปถึงร้อยละ 94.35 โดยหลักการดังกล่าวมีการคำนวณสัดส่วนใบหน้าออกมาเป็นตัวเลข ไม่ว่าจะเป็น ตา คิ้ว จมูก ริมฝีปาก คาง กราม และรูปหน้า โดยใช้เทคนิคทางคอมพิวเตอร์คำนวณเพื่อตอบคำถามถึงความงามเชิงกายภาพ ตามที่คุณหมอจูเลียน ได้ยกตัวอย่าง เช่น ความยาวของจมูกต้องเท่ากับความยาวของหู หรือความกว้างของตาต้องเท่ากับระยะห่างระหว่างตาทั้งสองข้าง โดยเบลลา ฮาดิดนั้นได้คะแนนที่ตาไป 97.65% ,คิ้ว 89%, จมูก 93.4%, ริมฝีปาก 94.1%, คาง99.7%, หน้าผาก97%, และรูปหน้า94.5%ส่วนอันดับที่ 2 ตกเป็นของดิว่าหญิงแห่งยุค บียอนเซ่ ที่ได้คะแนนความใกล้เคียงไป ร้อยละ 92.44 ได้คะแนนที่ตาไป 94.7% ,คิ้ว 87%, จมูก 88%, ริมฝีปาก 95.7%, คาง92.2%, หน้าผาก92.8%, และรูปหน้า99.6%ส่วนผู้หญิงที่สวยเป็นอันดับ 3 คือแอมเบอร์ เฮิร์ดได้คะแนนสัดส่วนทองคำไปร้อยละ 91.85, อะรีอานา กรานเด ร้อยละ 91.81ตามมาเป็นอันอับ4 และ เทย์เลอร์ สวิฟต์ อันดับ5 ได้คะแนน ร้อยละ 91.64 นอกจากนี้ยังมีรายชื่อคนดังต่างๆ ติดเข้ามาในทำเนียบความงามตามมาตรวัด ไม่ว่าจะเป็น เคตมอสส์, สการ์เล็ตต์โจแฮนส์สัน, นาตาลี พอร์ตแมน, เคที เพอร์รี และคารา เดเลวีน สำหรับสัดส่วนทองคำ หรือ ‘Golden Ratio’ คือการคำนวณหาสัดส่วนและความสมมาตรที่สมบูรณ์แบบ และเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ศิลปินและนักออกแบบในสมัยเรเนสซองส์ในการออกแบบสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และวาดภาพ โดยวัดสัดส่วนออมมาเป็นตัวเลขเพื่อให้ได้ตัวเลขประมาณ 1.618… หรือที่เรียกกันว่าค่า ‘ฟี’ (Phi) หรือค่าคงที่ของธรรมชาติ ผลงานเลื่องชื่อที่ออกแบบตามหลักสัดส่วนทองคำ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิหารพาร์เธนอน, มหาวิหารน็อทร์-ดามกรุงปารีส ไปจนถึงภาพวาดThe Vitruvian Man และ Mona Lisa ของ ลีโอนาร์โด ดา วินชี ศิลปินเอกของโลก

Read More

07/12/2563

ผู้ชายที่หล่อที่สุดในโลก ตามหลักสัดส่วนทองคำ


นายแพทย์จูเลียน เดอซิลวา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมความงามชื่อดังออกมาเปิดเผยว่า ผู้ชายที่หล่อที่สุดในโลกเพื่อคำนวนตามหลักสัดส่วนทองคำของกรีกโบราณ(Greek Golden Ratio of Beauty Phi) คือ โรเบิร์ต แพตทินสัน แวมไพน์หนุ่มที่กุมหัวใจของสาวๆทั่วโลกนายแพทย์จูเลียน ได้ให้คะแนนใบหน้าของโรเบิร์ต แพตทินสันโดยใช้การคำนวณทางคอมพิวเตอร์และตอบคำถามถึงความงามเชิงกายภาพ ทั้งตำแหน่งของดวงตา ริมฝีปาก ความกว้างของหน้าผาก คาง ฯลฯ จากนั้นคำนวณออกมาเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์เพื่อให้ได้ออกมาเป็นตัวเลขเพื่อให้ได้ตัวเลขประมาณ 1.618… หรือที่เรียกกันว่าค่าฟี (Phi) หรือค่าคงที่ของธรรมชาติ และตอบข้อสงสัยถึงความงามที่สมบูรณ์แบบในธรรมชาติโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ โดยโรเบิร์ตได้คะแนนความใกล้เคียง(Golden Ratio Rating)ไปถึงร้อยละ 92.15 เมื่อแยกเป็นสัดส่วนแล้วพบว่า หน้าผากได้ 93.6% คิ้ว 94.7% จมูก94.67%ปาก82% คาง95.1% และรูปหน้าได้91.1% ส่วนรายชื่อ 5 อันดับแรกของผู้ชายที่หล่อที่สุดในโลก (คนดังเท่าที่มีการคำนวนตามหลัก Phi)อันดับที่ 2 ตกเป็นของซูเปอร์แมนและนักแสดงจากซีรีส์The Witcherอย่าง เฮนรี คาวิลล์ ที่ได้คะแนนความใกล้เคียงไปร้อยละ 91.64 อันดับ 3 แบรดลีย์ คูเปอร์ ที่ร้อยละ 91.08อันดับ 4 แบรด พิตต์ ร้อยละ 90.51 และ จอร์จคลูนีย์ ร้อยละ 89.91 ตามมาเป็นอันดับ5ก่อนหน้านี้นายแพทย์จูเลียนได้ออกมาจัดลำดับของทางฝ่ายหญิง ซึ่งผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดตกเป็นของนางแบบชื่อดัง เบลลา ฮาดิด ที่ได้คะแนนไปถึงร้อยละ 94.35 ตามมาด้วย บียอนเซ่ ที่ได้คะแนนความใกล้เคียงไปร้อยละ 92.44 ตามมาด้วย แอมเบอร์ เฮิร์ด ร้อยละ 91.85, อะรีอานา กรานเด ร้อยละ 91.81 และเทย์เลอร์สวิฟต์ ร้อยละ 91.64สำหรับ โรเบิร์ต แพตทินสัน นักแสดงชาวอเมริกัน วัย 33 ปี ที่แจ้งเกิดจากภาพยนตร์โรแมนติกอย่างTwilightพร้อมกับนักแสดงสาว คริสเตนสจวร์ต แฟนสาวในขณะนั้น และในปี 2021 นี้เราจะได้เห็นหนุ่มหน้าหล่อที่สุดในโลกคนนี้กลับมาอีกครั้งในบทของอัศวินรัตติกาลคนใหม่อย่าง Batman ผลงานการกำกับของ แมตต์รีฟส์ ร่วมด้วย โซอี้ คราวิตซ์ ในบท Catwomanที่มีกำหนดฉายเดือนมิถุนายนปีหน้า

Read More

07/12/2563

ยอดค้าปลีกทองคำ โลหะเงิน และเครื่องประดับแท้ของจีนขยายตัวหลังวิกฤติโควิด-19 คลี่คลาย


สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนรายงานยอดขายอัญมณีและเครื่องประดับว่าขยับตัวเพิ่มสูงขึ้นหลังจากลดลงอย่างต่อเนื่องจากสาเหตุการหยุดชะงักทางธุรกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด -19 โดยพบว่า ยอดขายทองคำ โลหะเงินและเครื่องประดับแท้กลับมาเพิ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม และกันยายน 2563 ด้วยมูลค่า 23.48 และ 22.20 พันล้านหยวน ตามลำดับ ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า อันเนื่องมาจากการที่ประชาชนเริ่มออกมาจับจ่ายใช้สอยและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งผู้ค้ามีการออกโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคเมื่อดูยอดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคของจีนทั้งระบบพบว่าเพิ่มขึ้น 3.3% ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้ที่ 1.8% นับเป็นเดือนที่สองของยอดค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นติดต่อกันอันเป็นผลมาจากหลายปัจจัยได้แก่ • อัตราการว่างงานลดลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด -19 • ทุกอุตสาหกรรมกลับมาดำเนินการตามปกติ • และจีนมีการวางแผนกระตุ้นการบริโภคโดยเปิดตัวโปรโมชั่นและกิจกรรมต่างๆ ทั่วประเทศเพื่อเร่งการฟื้นตัว ทั้งนี้ประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในอันดับที่ 11 ของไทย โดยไทยส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (รวมทองคำ) ไปจีนล่าสุดในเดือนมกราคมถึงสิงหาคม ปี 2563 มีมูลค่ารวม 3,117.56 ล้านบาท ลดลง 55.41% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกเกือบ 90% เป็นเครื่องประดับเงินมีมูลค่าการส่งออก 2,797.92 ล้านบาท ลดลง 15.09% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านี้หลังจากเผชิญการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาตั้งแต่ต้นปี สถานการณ์ในจีนได้เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกตินับตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา โดยชาวจีนได้ออกมาจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นตามลำดับ แม้ว่าตัวเลขการใช้จ่ายจะยังต่ำอยู่แต่ก็มีอัตราการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกเดือน

Read More

07/12/2563

อัญมณีและเครื่องประดับไทยมีผลกระทบอย่างไรเมื่อสหรัฐฯ ตัดสิทธิ GSP


สหรัฐอเมริกาประกาศตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือGSP สำหรับสินค้าไทยรวมกว่า 200 รายการเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยสินค้าไทยที่จะถูกตัดสิทธิ GSP ได้แก่ชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องครัว อะลูมิเนียม อาหารอบแห้ง หอยบางชนิด และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท รวมถึงอัญมณี 1รายการ คือ พลอยเนื้ออ่อนเจียระไนซึ่งไม่ได้ใช้ในการผลิต ซึ่งจะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราปกติที่ร้อยละ 10.5 ทั้งหมดนี้คิดเป็นมูลค่าส่งออก 817 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 25,000 ล้านบาท การตัดสิทธิ GSP ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเมื่อย้อนกลับไปราวปี 2550 ไทยได้ถูกสหรัฐฯ ตัดสิทธิ GSP พิกัด 7113.19.50 เครื่องประดับแท้ที่ทำด้วยทองคำหรือแพลทินัม และต่อมาในปี 2555 สหรัฐฯ ได้ตัดสิทธิ GSP ของไทยพิกัดสินค้า 7113.11.50 เครื่องประดับเงินซึ่งมีมูลค่าเกินกว่าโหล/ชิ้นละ 18 ดอลลาร์สหรัฐ และล่าสุดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2563 สหรัฐฯ ก็ได้ตัดสิทธิ GSP สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจำนวน 22 รายการย่อยใน 4 สินค้าหลักได้แก่ พิกัด 7113 เครื่องประดับแท้ พิกัด 7114 เครื่องทองหรือเครื่องเงิน พิกัด 7116 ของทำด้วยไข่มุก และรัตนชาติ รวมถึงพิกัด 7117 เครื่องประดับเทียม ซึ่งสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่ถูกตัดสิทธิ GSP ไปแล้วปัจจุบันมีอัตราภาษีนำเข้าอยู่ที่ร้อยละ 2.7- 13.5 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยจะถูกตัดสิทธิ GSP ไปหลายรายการ แต่ก็ยังมีสินค้าที่ไทยยังคงได้รับสิทธิ GSP จากสหรัฐฯ และมีอัตราภาษีนำเข้าเป็นร้อยละ 0 อีกหลายรายการย้อนไปในปี 2562 สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในอันดับที่ 4 (รองจากสวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกง และสิงคโปร์) ด้วยมูลค่าราว 1,272 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกสำคัญไปยังสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องประดับทอง เครื่องประดับเงิน พลอยสีทั้งพลอยเนื้อแข็งและพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน รวมถึงเพชรเจียระไน และเครื่องประดับเทียม ตามลำดับ ซึ่งการตัเสิทธิ์พลอยเนื้ออ่อนเจียระไนของไทยในตลาดสหรัฐฯคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.05 ของมูลค่าการนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยรวมทั้งหมด ดั้งนั้นการที่สหรัฐฯ ตัดสิทธิ GSP ในครั้งนี้ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวมของไทยมากนัก ทั้งนี้อัญมณีและเครื่องประดับไทยเป็นสินค้าศักยภาพในตลาดสหรัฐฯ แม้คู่แข่งสำคัญของไทยอย่างจีนและอินเดียจะได้เปรียบสินค้าไทยที่มีต้นทุนที่ถูกกว่า ทำให้โอกาสที่สินค้าไทยจะช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นทำได้ยาก แต่หากเจาะตลาดระดับกลางขึ้นไป ที่ไม่แข่งขันด้านราคาเน้นคุณภาพสินค้า ประสิทธิภาพในการผลิตและออกแบบสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ก็สามารถเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยได้อีกมากข้อมูล :สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ(องค์กรมหาชน)

Read More

07/12/2563

ข้อตกลง RCEP กับโอกาสของตลาดเครื่องประดับไทย


การลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาคหรือ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership นับเป็นก้าวแรกแห่งความสำเร็จและก้าวสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจของ ASEAN ทั้ง 10 ประเทศ รวมทั้ง 5 ประเทศคู่เจรจาอย่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ที่มีความพยายามเจรจากันมาอย่างยาวนานถึง 8 ปี (ตั้งแต่ปี 2555 ลงนามเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563) RCEP เป็นข้อตกลงทางการค้าเสรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยประชากรประเทศสมาชิกกว่า 2.2 พันล้านคน คิดเป็น 30% ของประชากรโลก มีขนาด GDP รวมกันกว่า 26.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 30% ของ GDP โลก ซึ่ง RCEP เป็นข้อตกลงทางการค้าที่พัฒนามาจากแนวคิด ASEAN+3 และ ASEAN+6 ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของ AEC Blueprint ความตกลง RCEP ทั้ง 20 บทนั้น จะเป็นการขยายและต่อยอดจากข้อตกลง FTA ของประเทศในอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ให้มาอยู่ภายใต้ข้อตกลงเดียวกัน โดยมีเนื้อหาครอบคลุมทั้งการลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่เป็นภาษีและไม่ใช่ภาษีระหว่างกัน ขยายการเปิดเสรีด้านสินค้า บริการ และการลงทุน อีกทั้งยังช่วยลดความซ้ำซ้อนและความแตกต่างในข้อตกลง FTA ที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น ขณะที่หลายประเทศในข้อตกลง RCEP นี้ หวังว่าข้อตกลงดังกล่าวจะสามารถช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ให้กลับมาเติบโตได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าสินค้าไทยที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากข้อตกลง RCEP นั้น มี 5 หมวด ดังต่อไปนี้ 1. หมวดสินค้าเกษตร: แป้งมันสำปะหลัง สับปะรด สินค้าประมง 2. หมวดอาหาร: ผักผลไม้แปรรูป น้ำส้ม น้ำมะพร้าว อาหารแปรรูปอื่นๆ 3. หมวดสินค้าอุตสาหกรรม: อุปกรณ์ไฟฟ้า พลาสติก กระดาษ เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ 4. หมวดบริการ: ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจด้านสุขภาพ ธุรกิจด้านภาพยนตร์ บันเทิง แอนิเมชั่น 5. หมวดค้าปลีก ทั้งนี้คาดการณ์จะมีการลงนามสัตยาบรรณและเริ่มมีผลบังคับใช้ได้กลางปี 2564 อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้อินเดียซึ่งเป็นสมาชิกดั้งเดิมที่ครั้งนี้ถออนตัวออกไปได้กลับเข้ามาร่วมได้ ส่วนสาเหตุที่อินเดียถอนตัวออกไปเนื่องจากกังวลต่อความสามารถในการแข่งขันกับสินค้าที่มาจากจีนหากเปิดการค้าเสรี สำหรับการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยกับกลุ่ม RCEP พบว่า 9 เดือนแรกของปี 2563 มีมูลค่า 5,423.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 33.62% โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ เครื่องประดับเงิน และเครื่องประดับทอง จึงอาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นโอกาสที่ไม่ควรมองข้ามในการรุกเข้าตลาดนี้ โดยผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวให้สินค้ามีมาตรฐานสอดคล้องกับความตกลงดังกล่าวก่อนที่จะเริ่มบังคับใช้ ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างมองว่า RCEP จะกลายเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของอาเซียนฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้น

Read More

07/12/2563

เมื่อเครื่องประดับของอินเดียก้าวเข้าสู่ออนไลน์


ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอินเดียมีอัตราขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ต่อปีซึ่งถือว่าเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ประกอบการ ๓ รายใหญ่ๆที่ขับเคลื่อนการค้าปลีกออนไลน์อยู่ในขณะนี้ได้แก่ Amazon, Flipkartและ Paytm Mall โดยคาดว่าในปี 2022 มูลค่าการค้าออนไลน์จะเพิ่มขึ้นถึง 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 220,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2026 เนื่องจากผู้บริโภคชาวอินเดียนิยมเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น รวมถึงการซื้อขายเครื่องประดับออนไลน์ที่มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนโดยคาดว่าในปี 2020 ตลาดเครื่องประดับออนไลน์ในอินเดียจะมีมูลค่าเติบโตกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมีสัดส่วนราวร้อยละ 1-2 ของตลาดค้าปลีกเครื่องประดับอินเดีย สาเหตุที่ทำให้การค้าเครื่องประดับออนไลน์ในตลาดอินเดีย ขยายตัวสูงขึ้น เนื่องมาจากกำลังซื้อของผู้หญิงอินเดียยุคใหม่ที่สนใจในสินค้าแฟชั่นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลการสำรวจข้อมูลของบริษัทผู้ค้าเครื่องประดับรายใหญ่ในอินเดีย พบว่า ผู้หญิงอายุ 18 ถึง 35 ปี มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าเครื่องประดับทางออนไลน์มากกว่าช่วงอายุอื่นๆ โดยผู้หญิงในทุกช่วงอายุมักซื้อเครื่องประดับเพื่อสวมใส่ในชีวิตประจำวันมากกว่าซื้อเพื่อการลงทุน รวมถึงผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ก็หันมานิยมช็อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะในโอกาสพิเศษต่างๆเช่น วันครบรอบแต่งงาน วันเกิด นอกเหนือจากวันสำคัญอย่างในเทศกาล Dhanterasหรือ AkshayaTritiya ที่ปริมาณการซื้อเครื่องประดับโดยเฉพาะเครื่องประดับทองคำจะมีมูลค่ามากเป็นปกติอยู่แล้ว ทั้งนี้ความนิยมในรูปแบบของเครื่องประดับก็เปลี่ยนไปจากเดิมโดยผู้หญิงร้อยละ 81.3 นิยมเครื่องประดับที่มีความทันสมัยและมีน้ำหนักเบากว่าเครื่องประดับแบบดั้งเดิม ด้วยเหตุนี้รัฐบาลอินเดียจึงได้ ปรับปรุงกฎระเบียบการค้าออนไลน์ให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการจัดหาสินค้า การผูกขาดการจัดจำหน่ายสินค้า และการตั้งราคา โดยบริษัทอีคอมเมิร์ซที่เปิดการซื้อขายออนไลน์ในตลาดอินเดีย จะถูกสั่งห้ามไม่ให้ขายสินค้าจากผู้จัดหาซึ่งบริษัทอีคอมเมิร์ซนั้นๆ ถือครองหุ้นอยู่ นอกจากนี้ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นเจ้าของหรือมีอำนาจควบคุมคลังสินค้าของผู้จัดหา รวมทั้งผู้จัดหาที่ขายสินค้ามากกว่าร้อยละ 25 ให้แก่บริษัทอีคอมเมิร์ซเพียงรายเดียวจะถือว่าถูกควบคุมโดยบริษัทอีคอมเมิร์ซแห่งนั้นและไม่ได้รับอนุญาตให้ขายสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซดังกล่าวอีกต่อไป นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียยังห้ามไม่ให้บริษัทอีคอมเมิร์ซกำหนดให้ผู้ขายขายสินค้าเฉพาะบนแพลตฟอร์มของตัวเองเท่านั้น และการให้ส่วนลดหรือการให้เงินคืนบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซนั้นควรกระทำอย่างเป็นธรรมและไม่แบ่งแยก หมายความว่าไม่ควรมีการลดราคาลงมากผิดปกติในช่วงลดราคา และผู้จัดหา/แบรนด์จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องราคาเองทั้งหมด รวมทั้งห้ามไม่ให้มีการจัดโปรโมชั่นแบบลดกระหน่ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน เนื่องจากเป็นการบิดเบือนราคาและกลไกตลาดอีกด้วยข้อมูล : สถาบันวิจัยอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์กรมหาชน)

Read More

07/12/2563

จับปิ้ง วัฒนธรรมการแต่งกายของเด็กหญิงในสยาม


ในห้องนิทรรศการเครื่องประดับและอัญมณี ที่ศาลาเครื่องราชอิสริยยศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเหรียญกษาปณ์ สำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน กรมธนารักษ์ ได้จัดแสดงเครื่องประดับและปกปิดร่างกายของเด็กหญิงไทยในสมัยโบราณที่เรียกว่า “จับปิ้ง” ที่มีความวิจิตร งดงาม ประณีต ละเอียดอ่อนด้วยฝีมือช่างโบราณในราชสำนัก จัดสร้างด้วยทองคำและอัญมณีมีต่างๆ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยจับปิ้งที่นำออกมาจัดแสดง มีด้วยกัน ๓ ชิ้นคือ ๑. จับปิ้งทองคำประดับทับทิม เป็นจับปิ้งรูปใบโพตรงกลางนูน ทำด้วยทองคำ สลักลายใบเทศประดับด้วยทับทิม ด้านบนมีแท่งทรงกระบอกกลวงตรงกลาง สำหรับร้อยสายสร้อย ๒. จับปิ้งเงินถมตะทอง เป็นจับปิ้งรูปใบโพ ทำด้วยเงินถมตะทอง ตรงกลางนูน สลักดุนลายตรงกลางเป็นลายดอกใบเทศ ขอบด้านข้างเป็นลายใบเทศ มุมด้านบนประดับด้วยดอกไม้สี่กลีบ มุมด้านล่างประดับด้วยกระจังใบเทศ ด้านบนมีห่วงสำหรับร้อยสายสร้อย ๓. จับปิ้งเงินถมตะทอง เป็นจับปิ้งรูปใบโพ ทำด้วยเงินถมตะทอง ตรงกลางนูน สลักดุนลายรักร้อยใบเทศและลายก้านต่อดอกใบเทศโดยรอบ มุมด้านบนประดับด้วยดอกลำดวน มุมด้านล่างประดับด้วยกระจัง ใบเทศ ด้านบนทำเป็นหลอดสำหรับร้อยสายสร้อย ชาวสยามนิยมผูกจับปิ้งให้กับเด็กผู้หญิง ซึ่งจัดทำด้วยวัสดุที่หลากหลายตามฐานะของผู้สวมใส่ นิยมทำด้วยโลหะที่ไม่เป็นสนิม โดยจับปิ้งสำหรับเจ้านาย และบุตรหลานขุนนางชั้นผู้ใหญ่ มักทำด้วยทองคำ ส่วนของเด็กผู้หญิงทั่วไปมักทำด้วยเงินและนาก ส่วนผู้ที่มีฐานะยากจนจะใช้จับปิ้งจากกะลามะพร้าว ญาติผู้ใหญ่จะผูกจับปิ้งให้ลูกหลานหลังจากโกนผมไฟ จนกระทั่งอายุประมาณ ๑๐ – ๑๒ ขวบหรือกระทั่งโกนจุกจึงเลิกใช้จับปิ้งเปลี่ยนไปนุ่งห่มเสื้อผ้าตามฐานะจับปิ้งในสยาม มี ๒ รูปทรง คือ๑. จับปิ้งทรงทะนาน หรือรูปใบโพ มีขนาดประมาณครึ่งฝ่ามือ โตพอที่จะปิดบังอวัยวะเพศของผู้สวมใส่ได้มิดชิด ตอนบนกลมป้อม ตอนล่างเรียวแหลม ตรงกลางโค้งนูนเป็น กระเปาะ ด้านหน้าสลักลวดลายต่างๆ เช่น ลายพันธุ์พฤกษา ด้านหลังเรียบเกลี้ยง ขอบด้านบนมีแท่งทรงกระบอกกลวงตรงกลาง หรือเจาะรูเล็กๆ ๒ รู ใช้ร้อยสร้อยหรือเชือกสำหรับ ผูกบริเวณบั้นเอว ขอบจับปิ้งมักเลี่ยมให้มนเพื่อป้องกันไม่ให้บาดเนื้อผู้สวมใส่ ๒. จับปิ้งทรงร่างแห ถักด้วยเส้นโลหะขึ้นเป็นแผ่นค่อนข้างโปร่งรูปร่างคล้ายกระเบื้องเกล็ดเต่าหรือรูปสี่เหลี่ยมชายแหลม ตอนบนจะมีห่วงสำหรับร้อยสร้อยสำหรับผูกกับบั้นเอวปัจจุบันจับปิ้งกลายเป็นเครื่องประดับที่หายาก และเป็นที่ต้องการของนักสะสมของเก่า อีกทั้งพิพิธภัณฑ์บางแห่งได้นำจับปิ้งมาใช้เป็นวัตถุจัดแสดงเพื่อสะท้อนวิถีชีวิตของสังคมไทยในอดีตให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้และชื่นชม ความงดงาม ที่มา : พืพืธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์

Read More

07/12/2563

เปิดรายจ่าย ร้านทองตู้แดง ในภาวะราคาทองผันผวน (ตอนที่ 2)


เปิด 7 ค่าใช้จ่ายของร้านทองตู้แดง (ต่อ) 4.ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสถานที่ ค่าขนส่ง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าพาหนะ ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา เป็นต้น5. ดอกเบี้ยจ่าย ที่เกิดจากการที่กิจการร้านทองกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินต่างๆ มาเป็นทุนหมุนเวียนในกิจการ ซึ่งส่วนใหญ่สินเชื่อธุรกิจประเภทนี้มักจะกำหนดคุณสมบัติ อย่างเช่น ประสบการณ์ในการทำธุรกิจหรือก่อตั้งกิจการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปีขึ้นไป ซึ่งอัตราค่าธรรมเนียมบางแห่งคิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ (MLR) ตามประกาศของแต่ละธนาคาร6. ภาษีอากรของธุรกิจร้านทอง มีทั้งภาษีเงินได้ ซึ่งแยกเป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คำนวนจากรายได้ที่ได้จากการขายทองคำเป็นเงินพึงได้ประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลกฎหมายรัษฎากร หรือเงินพึงได้ตลอดปีภาษี ซึ่งจะมีวิธีการหักค่าใช้จ่าย 2 วิธี คือ การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาร้อยละ 60% หรือหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร ขณะที่ด้านนิติบุคคลจะคำนวณจากฐานกำไรสุทธิ ซึ่งหากมีผลขาดทุนสุทธิทางภาษี ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล นอกจากนี้ยังมีภาษีมูลค่าเพิ่มจากการที่ร้านทองที่มีเงินได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน1.8ล้านบาทต่อปีต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม(ภ.พ.01)ภายใน30วันนับแต่วันที่มีเงินได้เกิน1.8ล้านบาทซึ่งการนับมูลค่าฐานภาษีจากการขายทองเพื่อจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องนับเงินได้ทั้งจำนวนที่ได้รับไม่ใช่นับจากผลต่างหรือค่ากำเหน็จเนื่องจากผลต่างหรือค่ากำเหน็จเป็นฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเท่านั้น7.การทำบัญชีหรือรายงานแสดงรายได้และรายจ่ายซึ่งกิจการร้านทองบุคคลธรรมดาต้องจัดทำบัญชีแบ่งเป็น2กรณีได้แก่1)กรณีผู้ประกอบการกิจการที่เป็นบุคคลธรรมดาห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลและไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องจัดทำบัญชีหรือรายงานแสดงรายได้และรายจ่ายเป็นประจำวันโดยต้องลงรายการในบัญชีรายได้และรายจ่ายภายใน3วันทำการนับแต่วันที่มีรายได้หรือรายจ่าย2)กรณีผู้ประกอบกิจการที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลนอกจากต้องจัดทำรายงานเงินสดรับ-จ่ายแล้วยังต้องทำบัญชีรายรับ-จ่ายของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลเพื่อแสดงยอดเงินคงเหลือยกมาโดยจำนวนเงินของยอดรายได้และรายจ่ายที่ได้มีการรับมาและจ่ายไปในระหว่างปีภาษีและยอดเงินคงเหลือยกไปเพื่อยื่นพร้อมกับการยื่นแบบภ.ง.ด.90หรือภ.ง.ด.91ของ ทุกปีภาษีทั้งหมดนี้คือรายจ่ายที่ต้องแบกรับของร้านทองตู้แดงที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

Read More

07/12/2563

ร้านทองตู้แดง มีรายได้มาจากไหน


ในภาวะที่ราคาทองคำผันผวนหนักอย่างในปัจจุบัน ร้านทองตู้แดงมีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้า-ออกจำนวนมากในแต่ละวัน หลายคนจึงสงสัยว่าร้านทองเหล่านี้มีรายได้มากน้อยแค่ไหน และต้องเสียรายจ่ายอะไรบ้างในการทำธุรกิจร้านทองตู้แดง รายได้ของ"ร้านทองตู้แดง" หลักๆมาจากการขายทองคำรูปพรรณและทองคำแท่ง ทั้งขายให้ลูกค้าทั่วไปที่มาซื้อทอง และขายทองรูปพรรณเก่าให้ผู้ค้าส่งทองคำหรือผู้ผลิต รวมถึงรายได้จากค่ากำเหน็จ หรือค่าผลิตทองคำรูปพรรณ ที่บวกค่าการตลาดของผู้ประกอบการร้านทองไปอีกทอดหนึ่ง เพื่อให้คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายอื่นๆนอกเหนือจากค่าสินค้า เช่น ค่าเดินทาง ดังนั้นราคาขายทองรูปพรรณ หนัก 1 บาท จะเท่ากับราคาขายทองคำแท่ง หนัก 1 บาท + ค่ากำเหน็จ โดยตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2559 ราคาค่ากำเหน็จทองรูปพรรณขั้นต่ำ ซึ่งร้านทองคำใช้เป็นราคาอ้างอิงคือบาทละ 500 บาท นอกจากนี้กิจการร้านทองอาจมีการประกอบธุรกิจอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การรับขายฝาก (คล้ายกับการจำนำ) โดยมีข้อตกลงว่า ผู้ขายมีสิทธิไถ่ถอนคืนภายในกำหนดเวลาตามสัญญา โดยจะบวกค่าตอบแทนที่คำนวณตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญานั้นๆ รวมถึงการขายเครื่องประดับ สินค้าที่เกี่ยวข้อง และการให้บริการอื่นๆ อาทิ รับซ่อมทอง การใส่กรอบพระ รับจองวัตถุมงคล ชุบทอง เป็นต้น ผู้ประกอบการร้านทองบางร้านประกอบกิจการอื่นๆที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย เช่นโรงรับจำนำ การได้รับอนุญาตให้ตั้งโรงจำนำตาม พ.ร.บ.โรงรับจำนำจะทำให้มีรายได้จากดอกเบี้ย ที่มีคนนำทองรูปพรรณมาเป็นประกันเพื่อชำระหนี้ และบางรายอาจมีรายได้จากการให้กู้ยืมเงินและให้เช่าอาคารเพิ่มเติมอีกด้วยส่วนรายจ่ายที่ร้านทองต้องแบกรับนั้น มาจากหลายส่วนเช่น ค่าสินค้าหรือค่าทอง ค่าจ้างช่างทำทอง ประกันภัยร้านทอง เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสถานที่ ค่าขนส่ง ภาษีอากรของธุรกิจร้านทองทั้งภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ค่าจัดทำบัญชี เป็นต้นร้านทองใหญ่ๆมีรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายปีละหลายร้อยล้านบาท เช่น ห้างทองตั้งโต๊ะกัง ห้างขายทองทองใบเยาวราชห้างทองฮั่วเซ่งเฮง ซึ่งร้านทองเหล่านี้รายได้จากธุรกิจอื่นๆด้วยนอกเหนือจากการขายทองหน้าร้าน เช่น ดำเนินธุรกิจนายหน้าซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เป็นโบรกเกอร์ซื้อขายกองทุนรวมอีทีเอฟทองคำ เป็นต้น แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วก็เหลือกำไรสุทธิไม่มากนัก ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

Read More

07/12/2563

สำรวจแร่ทองคำในโลก ยังเหลือมากน้อยแค่ไหน


ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ราคา ทองคำขึ้นไปเหนือระดับ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราว 63,000 บาท ต่อออนซ์ ซึ่งถือว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ (ก่อนจะลดลงมาที่ระดับต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ทำให้เกิดถามว่าจะมีการขุดทองคำเพิ่มขึ้นหรือไม่ในสถานการณ์ที่ราคาเป็นแบบนี้ และทั่วโลกยังเหลือทองคำให้ขุดอีกมากน้อยแค่ไหนศูนย์สำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา(US Geological Survey : USGS) ระบุว่าตั้งแต่มนุษย์รู้จักการใช้ทองคำจนถึงปัจจุบันมนุษย์ได้ขุดแร่ทองคำขึ้นมาแล้วกว่า 190,000 ตัน ยังคงเหลือแร่ทองคำใต้ดินที่ยังไม่ได้ขุดขึ้นมาอีกราว 50,000 ตัน หรือยังเหลือทองคำให้ขุดอีกราว 20% โดยสภาทองคำโลก (World Gold Council : WGC ) ระบุว่า เมื่อปี 2562 ปริมาณทองคำถูกขุดขึ้นมาจากเหมืองทั่วโลกที่ 3,531 ตัน น้อยกว่ายอดทองคำจากเหมืองของปีต่ำกว่าปี 2018 1% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำลงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2008ผู้เชี่ยวชาญด้านทองคำบางคนบอกว่าโลกได้เลยจุดพีคหรือ peak gold หรือความสามารถในการขุดแร่ทองได้มากที่สุดในแต่ละปีแล้ว แต่สภาทองคำโลกแย้งว่าเป็นการด่วนสรุปที่เร็วไปแต่ก็มองว่าจากนี้ในแต่ละปีโลกจะผลิตทองคำได้น้อยลงเพราะว่าแร่ทองคำในแหล่งสำรองเริ่มหมดไป และไม่มีการค้นพบแหล่งทองคำใหม่ๆโดยการผลิตทองคำก็จะไม่ได้ลดลงรวดเร็วอย่างน่าตกใจ แต่จะค่อยๆลดลงในช่วง 2-3 ทศวรรษที่จะมาถึง WGC อธิบายเพิ่มเติมว่า แหล่งสำรอง คือ แหล่งที่มีแร่ทองคำในในปริมาณที่คุ้มทุนหากจะทำเหมืองแร่เมื่อพิจารณาราคาทองคำในปัจจุบัน ส่วนแหล่งทรัพยากร คือแร่ทองคำในที่ๆอาจจะคุ้มทุนที่จะทำเหมืองแร่เมื่อมีการสำรวจเพิ่มหรือมีเทคโนโลยีใหม่ๆไม่ว่าจะเป็นชุดข้อมูลขนาดใหญ่(Big Data)หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยลดกระบวนการผลิตและลดต้นทุนการทำเหมืองแร่ทองได้ หรือราคาทองคำสูงขึ้นกว่าในปัจจุบัน จึงเป็นไปได้ว่าอาจมีแร่ทองคำซ่อนอยู่ในพื้นที่ๆการสำรวจยังเข้าไปไม่ถึง เช่นขั้วโลกใต้หรือใต้พื้นมหาสมุทรก็เป็นได้ ทั้งนี้แหล่งทองคำเดี่ยวขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อยู่ที่ลุ่มน้ำวิทวอเทอร์สแลนด์ ใกล้เมืองโยฮันเนสเบิร์กของแอฟริกาใต้ คิดเป็นประมาณ 30% ของปริมาณทองคำรวมที่ขุดได้จากเหมืองทองทั่วโลกส่วนแหล่งทองคำขนาดใหญ่อื่นๆ รองลงมาคือ เหมืองเอ็มโปเน็ง ในแอฟริกาใต้ เหมืองซูเปอร์ พิท และนิวมองต์ บ็อดดิงตัน ในออสเตรเลีย เมืองแกรสเบอร์ก ในอินโดนีเซีย และเหมืองอีกหลายแห่งที่รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ส่วนประเทศที่มีการทำเหมืองทองรายใหญ่ที่สุดของโลกคือ ตามด้วย แคนาดา รัสเซียและเปรู ส่วนบริษัททองคำรายใหญ่ของโลกคือ บริษัทแบร์ริค โกลด์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของเหมืองทองเนวาดา ที่สามารถผลิตทองคำได้ปีละประมาณ 3.5 ล้านออนซ์ อย่างไรก็ตามยังมีเหมืองทองใหม่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ แต่แหล่งทองคำปริมาณมากๆเริ่มหายากขึ้นทุกที ทองคำส่วนใหญ่ของโลกที่ขุดได้ในปัจจุบันจึงมาจากเหมืองทองเก่าอายุใช้งานนับสิบๆปีแล้วนั่นเอง สำหรับในปี 2563 นี้มีรายงานจากสภาทองคำโลก ระบุว่าการผลิตทองคำทั่วโลกในไตรมาสแรกนั้นตกลงไป 3% หากเทียบกับไตรมาสแรกของปีก่อน นอกจากนี้ สถานการณ์โควิดที่ยังไม่ดีขึ้นก็มีความเป็นไปได้ว่าตัวเลขยอดการผลิตในไตรมาสที่สองนี้จะลดลงไปกว่าเดิม

Read More

07/12/2563

จี้ล็อคเก็ตทองคำ ตัวแทนแห่งรักของพระราชินีนาถวิกตอเรียต่อพระสวามี


ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายอัลเบิร์ต พระสวามีผู้เป็นที่รักในปี 1861 ได้นำความโศกเศร้ามาสู่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักรเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงไว้ทุกข์ด้วยการฉลองพระองค์ในชุดสีดำตลอดพระชนม์ชีพที่เหลือ และสวมเครื่องประดับไว้ทุกข์ ซึ่งเป็นสร้อยข้อมือทองคำห้อยด้วยชาร์มและจี้ล็อคเก็ตทองคำที่ด้านในบรรจุเส้นผมและภาพของเจ้าชายอัลเบิร์ตอยู่เสมอเพื่อเป็นตัวแทนแห่งรักและระลึกถึงพระสวามีของพระองค์ สร้อยข้อมือทองคำห้อยด้วยชาร์มและจี้ล็อคเก็ตทองคำ จัดเป็นเครื่องประดับไว้ทุกข์ (Mourning Jewelry) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ในยุคกลางหรือราว ค.ศ. 5 - ค.ศ. 15 ที่มักทำจากอัญมณีที่มีโทนดำและสีขาว เช่นเจ็ท นิล ไข่มุก รวมไปถึงเครื่องประดับลงยาต่างๆ โดยรูปแบบที่ทำขึ้นในยุคนั้นมักสื่อความหมายถึงความตาย เช่น รูปโครงกระดูก หรือไม้กางเขน เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความตายนั้นเป็นสัจธรรมของชีวิตจนกระทั่งในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ถือเป็นยุคที่เครื่องประดับไว้ทุกข์ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด โดยพระองค์ทรงเป็นผู้ปฏิวัติภาพลักษณ์เครื่องประดับไว้ทุกข์จากสัญลักษณ์แห่งความตาย มาสู่เครื่องหมายแห่งการระลึกถึงบุคคลผู้เป็นที่รักซึ่งจากไปอย่างไม่มีวันกลับ จึงทำให้กระแสความนิยมเครื่องประดับประเภทนี้กลับมาเฟื่องฟูในราชสำนัก อีกครั้งหนึ่ง จี้ล็อคเก็ตทองคำตกแต่งด้วยนิลและเพชร ด้านในบรรจุเส้นผมและภาพของเจ้าชายอัลเบิร์ต เป็นเครื่องประดับไว้ทุกข์ที่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงโปรดและมักทรงสวมอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ยังมีสร้อยข้อมือทองคำห้อยด้วยจี้ประดับหรือชาร์ม(Charm)ที่ทำจากทองคำและบางชิ้นทำจากทองคำลงยาสีดำจำนวน 16 ชิ้น ทั้งนี้ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงมีพระราชประสงค์ที่จะไม่พระราชทานเครื่องประดับทั้ง 2 ชิ้นนี้ให้เป็นสมบัติแก่ผู้ใด อีกทั้งยังมีรับสั่งให้นำเครื่องประดับไว้ทุกข์ทั้ง 2 ชิ้นนี้ ไปเก็บไว้ที่ห้องอัลเบิร์ตซึ่งเป็นห้องที่เจ้าชายอัลเบิร์ตสิ้นพระชนม์ ในพระราชวังวินด์เซอร์หลังจากที่พระองค์สวรรคตแล้วอีกด้วย เครื่องประดับไว้ทุกข์ได้รับความนิยมยาวนานต่อมาอีกราว 40 ปี จนกระทั่งเมื่อสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียสวรรคตในปี 1901 ความนิยมในเครื่องประดับประเภทนี้ก็เริ่มเสื่อมถอยลงและค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา

Read More

07/12/2563

10 สุดยอดอัญมณีในพิพิธภัณฑ์ สมิธโซเนียน


พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ สมิธโซเนียน (Smithsonian Museum of Natural History ) เป็นเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ ของสหรัฐอเมริกาที่มีพิพิธภัณฑ์และสถาบันทั้งหมดราว 200 แห่ง ใน 45 รัฐ และได้รับการยอมรับว่าเป็นเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จัดแสดงแร่และหินล้ำค่ากว่า 350,000 ชิ้น คอลเลกชันอัญมณีอีกกว่า 15,000 ชิ้น รวมถึงเพชรHope's Diamond และ Sapphire "Star of Asia" ที่มีชื่อเสียงระดับโลก และนี่คือ 10 สุดยอดอัญมณีในพิพิธภัณฑ์ สมิธโซเนียน 1. สร้อยข้อมือ Claghetta ทำจากทองคำขาวเคลือบเพชร 626 เม็ด มรกต 73 เม็ดแซฟไฟร์ 48 เม็ดทับทิม 20 เม็ดและซิตริน 4 เม็ด เป็นสร้อยข้อมือที่งดงามจากประเทศฝรั่งเศส 2. Carmen Lúcia -เป็นแหวนซึ่งประดับด้วยอัญมณีสีแดงสดขนาดใหญ่ถึง 23.10 กะรัต ขนาบด้วยเพชรเจียระไนรูปทรงสามเหลี่ยมด้านละ 1 เม็ด บนตัวเรือนแพลทินัม ทับทิมเม็ดนี้ถูกขุดพบในช่วงทศวรรษที่ 30 ณ เหมืองพลอยในเมืองโมกก ประเทศเมียนมา ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งผลิตพลอยสีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก3. Black Agate / White Agate หินแบล็คอาเกตหรือหินโมรา สีดำและสีขาว ได้ชื่อว่าเป็น ดวงตาสวรรค์ นำมาจากประเทศอินเดีย มีความสวยงามอย่างน่าประหลาด ด้วยลวดลายธรรมชาติที่แปลกตา4. Ametrine Daibera – เป็นแร่รัตนชาติที่มีสีม่วงปนเหลือง โดยมีส่วนผสมของควอตซ์และเกิดจากการผสมของแอเมทิสต์นำมาจากโบลิเวียน้ำหนัก 214.15 กะรัต เจียระไนอย่างงดงามแปลกตาทำให้เห็นความสวยงามของหินโดดเด่นขึ้น 5. สร้อยคอ kunzite - ผลงานศิลปะชิ้นนี้สร้างสรรค์โดย Paloma Picasso ในปี 1986 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 150 ปีของ Tiffany & Co.ทำจากอัญมณีคุนไซท์ 396.30 กะรัตจากอัฟกานิสถาน ประดับอยู่บนตัวเรือนทองคำขาว 18k และห้อยด้วยจี้เพชรลวดลายริบบิ้น ปรับด้วยไข่มุกบาร็อค South Sea 30 เม็ด 6. สร้อยคอมรกต – ทำขึ้นในช่วงกลางทศวรรษที่ 1960 โดยนักอัญมณีชื่อ Julius Cohen ทำจากมรกตโคลอมเบียเจียระไนหลังเบี้ย 77 เม็ดน้ำหนักรวม 350 กะรัต 7. เทียร่ามาเรียหลุยส์ - ของขวัญจากพระเจ้านโปเลียนมอบให้ภรรยาคนที่สองในวันแต่งงาน เดิมมงกุฎประดับด้วยมรกตต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นคริสตัลเทอร์ควอยซ์ ของเปอร์เซียจำนวน 79 ชิ้นในปีพ.ศ. 2499 8. โอปอล - คอลเลกชันโอปอลของออสเตรเลียที่สวยงาม เปล่งประกายเจิดจรัสอย่างไม่น่าเชื่อ 9. หวีไข่มุกและเพอริดอท - ออกแบบโดยนักอัญมณี Aldo Cipullo ผู้เขียนสร้อยข้อมือ Love ที่มีชื่อเสียงจาก Cartier เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวงดงามของไข่มุกน้ำจืดและเพอริดอท 10. เข็มกลัดเพชรวิลคินสัน – ทำจากเพชรเฉดสีส้มถึงน้ำตาลน้ำงาม 71 เม็ด น้ำหนัก 61.3 กะรัต งดงามเกินบรรยาย สถาบันสมิธโซเนียน เป็นพิพิธภัณฑ์และสถานที่วิจัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่ National Boulevard ในวอชิงตัน ดี.ซี. ประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ 19 แห่งสวนสัตว์แห่งชาติและสถาบันวิจัย 9 แห่ง

Read More

07/12/2563

วัลฮัลลา จากเหมืองทองล้างกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวกลางหุบเขา


ใครก็ตามที่เคยไปเยี่ยมชมวัลฮัลล่า เมืองที่ตั้งอยู่ลึกลงไปในหุบเขา Gippsland ของเทือกเขาแอลป์ รัฐวิคตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย เชื่อว่าจะต้องตกหลุมรักความงดงามของหมู่บ้านประวัติศาสตร์แห่งนี้ที่ครั้งหนึ่งคือที่ตั้งของเหมืองทองคำ และมีการขุดทองคำในเหมืองทองแห่งนี้ได้กว่า 13 ตันเมืองวัลฮัลลา( Walhalla) อยู่ห่างจากเมลเบิร์นไปทางตันออก 183 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมง ระหว่างปี ค.ศ.1863 – 1914 ถือเป็นช่วงที่ธุรกิจเหมืองทองในเมืองวัลฮัลลารุ่งเรื่องที่สุด จนได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่ทองคำที่ร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งในออสเตรเลีย มีประชากรมากกว่า 3,000 คนอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆแห่งนี้ ก่อนที่การทำเหมืองจะยุติลง และผู้คนเริ่มทยอยย้ายออกไปจนเกือบกลายเป็นเมืองร้าง แต่เนื่องจากมีทำเลที่ดีและมีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ค่อนข้างพร้อม ทำให้วัลฮัลลาเปลี่ยนสภาพจากเหมืองทองไปเป็นเมืองท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ และเป็นหนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยวด้วยการเดินเท้าที่เรียกว่า Australian Alps Walking Track นักท่องเที่ยวที่มาเมืองนี้จะสนุกสนานไปกับกิจกรรมของเมืองเช่นทัวร์ผีนั่งรถไฟ Goldfields หรือทัวร์เหมืองทองคำ Long Tunnel Extended เพื่อดูร่องรอยการทำเหมืองทองคำที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งในวิกตอเรีย นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังหลงใหลในความงามของถนนสายหลักแคบ ๆ ที่ล้อมรอบด้วยอาคารยุคอาณานิคมและสวนยุโรปที่ทอดยาว ที่แปลกแต่จริงก็คือ มีผู้คนเพียงไม่กี่คนที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ แต่กลับดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ถึง 120,000 คนต่อปี วัลฮัลลา เป็นเมืองสุดท้ายในออสเตรเลียที่เพิ่งมีไฟฟ้าใช้ในในปี 1998 แม้ว่าในปี 1884 จะเป็นหนึ่งในเมืองแรก ๆ ในประเทศที่มีไฟถนนใช้ก็ตาม อีกทั้งยังไม่มีน้ำประปาไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือทีวีอีกด้วย

Read More

07/12/2563

จากยุค Gold Rush สู่เมือง ghost town


ในช่วงทศวรรษที่ 1840-1870 อุตสาหกรรมเหมืองแร่ในสหรัฐอเมริกาถือว่ารุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะใน ปีค.ศ. 1848 – 1855 เป็นยุคที่อุตสาหกรรมเมืองทองคำรุ่งเรืองที่สุดจนได้ชื่อว่าเป็น ยุคตื่นทองที่แคลิฟอร์เนีย (California Gold Rush) มีเหมืองทองคำกว่า 20 แห่งกระจายอยู่ทั่วเมือง มีประชาชนกว่า 300,000 คน จากทั่วสหรัฐอเมริกา และต่างประเทศ ให้เดินทางมายังแคลิฟอร์เนียเพื่อขุดทอง แต่เมื่อการทำเหมืองทองซบเซาลง แร่ทองคำหายากขึ้นจนแทบหมดไปจากพื้นที่ ผู้คนเริ่มทยอยทิ้งเมืองไปจนทำให้หลายเมืองกลายเป็นเมืองร้าง เหลือทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพัง หนึ่งในนั้นคือเมือง โบดี้ (Bodie) Bodie ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยเป็นหัวใจสำคัญของเมืองชายแดนตะวันตก เพราะมีการทำเหมืองแร่ทองคำ จึงมีผู้คนอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองนี้กว่า 10,000 คน มีร้านค้ามากมายและยังมีย่านไชน่าทาวน์อยู่กลางเมือง ทำให้เมืองโบดี้รุ่งเรืองและคึกคักมาก จนกระทั่งในปี 1879 อุตสาหกรรมเหมืองแร่ซบเซา เหมืองทองทยอยปิดตัวลงทำให้ชาวเมืองเริ่มทยอยย้ายออก ไป อีกทั้งเมืองโบดี้ได้ชื่อว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน มีการฆ่ากันเกิดขึ้นเป็นประจำ กฎหมายเข้าไม่ถึง ประกอบกับเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ลุกลามเผาทำลายบ้านเมืองและร้านค้าเกือบทั้งหมดเหลือไว้เพียงอาคารร้าง 150 หลังทำให้เมืองที่เคยคึกคัก กลายเป็นเมืองร้างจนได้ฉายาว่า "ghost town" ปัจจุบันเมืองโบดี้ได้รับการพัฒนาให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์แห่งชาติของรัฐแคลิฟอร์เนีย และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางมาเที่ยวชมปีละกว่า 200,000 คนเลยทีเดียวนอกจากเมือง Bodie ยังมีอีกเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองร้างแห่งแคลิฟอร์เนีย นั่นก็คือ เมือง “Cerro Gordo” ตั้งอยู่ในหุบเขา Inyo ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ.1865 เคยรุ่งเรืองมากด้านการทำเหมืองเงิน และสังกะสี เป็นเมืองที่มีการขุดพบแร่เงินมากที่สุดในสหรัฐอเมริกาช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดเมืองนี้เจริญที่สุดเมืองCerro Gordo มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 5,000 คน ต่อมาการทำเหมืองค่อยๆ เสื่อมลง จนในที่สุดเมื่อปี 1950 เมืองนี้ก็ถูกทิ้งร้างไปโดยสมบูรณ์ ปัจจุบันเมืองCerro Gordo อยู่ภายใต้การครอบครองของนักธุรกิจชื่อ Brent Underwood ที่ตกหลุมรักเมืองร้างแห่งนี้ โดยไม่สนประวัติความเป็นมาของเมืองทุ่มเงินซื้อไปเมื่อปีค.ศ.2018 ในราคา 1.4 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 42 ล้านบาท ประกอบไปด้วยอาคารจำนวน 22 หลัง โบสถ์ที่ดัดแปลงเป็นทั้งโรงละคร และร้านขายของชำ Underwood วางแผนจะสร้างสตูดิโอดนตรี และจะเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมเมืองนี้ในอนาคตหากแผนการของเขาเป็นจริง เมืองนี้ก็อาจจะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เก๋อีกแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา

Read More

07/12/2563

ธนาคารกลางเริ่มเทขายทองคำ ขณะความต้องการบริโภคทองคำลดลงต่อเนื่อง


หลังจากนาคารกลางรัสเซียประกาศระงับการซื้อเข้าทองคำเพื่อเพิ่มสัดส่วนทองคำสำรองระหว่างประเทศเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งส่งลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากพอสมควร เนื่องจากธนาคารกลางรัสเซียเป็นผู้ชื้อทองคำรายใหญ่ทีสุดในโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ล่าสุดสภาทองคำโลก (WGC) รายงานว่าธนาคารกลางทั่วโลกได้เริ่มขายทองคำแทนการซื้อเข้ามาตั้งแต่เดือนสิงหาคมแล้ว WGC เปิดเผยว่า ธนาคารกลางต่างๆได้ขายทองคำออกในเดือนสิงหาคมจำนวนสุทธิ 12.3 ตัน จากจำนวนทองคำที่ธนาคารกลางทั่วโลกถือครองอยู่ทั้งหมดราว 35,000 ตัน รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ยอดการซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ลดลง 39% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปีที่แล้ว แตะที่ 233 ตันทั้งนี้เมื่อปีที่แล้ว(2562)ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำจำนวน 650 ตัน ลดลงจากปี 2561 ที่จำนวนถึง 656 ตัน ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดในรอบ 50 ปี โดยปี 2510 ธนาคารกลางต่างๆได้ซื้อทองคำปริมาณมากที่สุดนับตั้งแต่อดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันตัดสินใจยกเลิกระบบผูกติดค่าเงินดอลลาร์กับทองคำ ในส่วนของราคาทองคำก็มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจรโดยในช่วงต้นปีนี้ ราคาทองอยู่ที่ราว 1,500 ดอลลาร์/ออนซ์ และพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2,072.50 ดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม ก่อนที่จะปรับตัวลงสู่ระดับราว 1,900 ดอลลาร์ในเวลาต่อมา ซึ่งนอกจากธนาคารกลางจะลดปริมาณความต้อการลงแล้ว ความต้องการบริโภคทองคำทั่วโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ก็ทรุดตัวลงด้วย เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19สภาทองคำโลก (WGC) ยังระบุในรายงานอีกว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ความต้องการทองคำทั่วโลกอยู่ที่ 2,076 ตัน ลดลง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่ความต้องการทองคำทั่วโลกในไตรมาส 2 ปีนี้ ดิ่งลง 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว แตะที่ 1,015.7 ตัน ความต้องการทองคำที่ใช้ในด้านเทคโนโลยีร่วงลง 13% เหลือเพียง 140 ตัน ส่วนความต้องการทองคำในภาค อุตสาหกรรมอัญมณีดิ่งลง 46% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แตะที่ 572 ตัน และความต้องการลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำลดลง 17% สู่ระดับ 396.7 ตัน ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ คงต้องรอดูกันต่อไปว่าครึ่งหลังของปี 2563 ตัวเลขความต้องการทองคำของธนาคารกลางและผู้บริโภคจะปรับตัวอย่างไร

Read More

28/10/2563

ถนนสายทองคำในเวียดนาม


หากพูดถึงถนนสายทองคำของไทย ก็ต้องนึกถึงถนนเยาวราชที่อยู่คู่กับธุรกิจค้าทองคำมายาวนานนับร้อยปี แต่ถ้าพูดถึงถนนสายทองคำของเวียดนามก็ต้องนึกถึงถนนโบราณ ๓๖ สายที่มีโครงข่ายเชื่อมถึงกันเหมือนใยแมมุมในราชธานีทังลองในอดีตหรือกรุงฮานอยในปัจจุบันนั่นเองถนนโบราณทั้ง ๓๖ สายในกรุงฮานอยนี้มีเอกลักษณ์ของชื่อถนนแต่ละสายที่จะขึ้นต้นด้วยคำว่า Hang เช่น Hang Bac Hang Chieu Hang Bun Hang Voi ฯ โดยความหมายของชื่อถนนเหล่านี้ได้บ่งบอกถึงสินค้าที่ขายประจำในแถวนั้นเช่น ถนน Hang Bac ขายเครื่องเงินเครื่องทอง หรือถนน Hang Thiec มักจะขายของที่ทำจากดีบุกหรืออะลูมิเนี่ยม เป็นต้น และถนนแต่ละสายเสมือนเป็นหมู่บ้านศิลปชีพแบบย่อส่วนแต่ก็ยังคงมีชีวิตชีวาคึกคักเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นเสน่ห์อีกอย่างที่สร้างความสนใจให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อเที่ยวย่านถนนโบราณฮานอยก็คือความสวยงามของสถาปัตยกรรมที่มีการผสมผสานอย่างลงตัวในชีวิตสังคม ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอารามเก่าแก่ซ่อนตัวอยู่ในซอยเล็ก ตลาดนัดหรือร้านกาแฟริมถนน ส่วนบ้านเรือนก็มีลักษณะเป็นตึกแถวและขยายพื้นที่ตามส่วนลึก ซึ่งการที่ได้นั่งดื่มกาแฟและเห็นผู้คนไปมาหาสู่กันอย่างครึกครื้นหรือชมความสวยงามของบ้านเก่าๆหลังคามุงกระเบื้องที่มีอายุนับร้อยๆปีก็ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งเมื่อมาเยือนฮานอย ที่ถนนโบราณนี้ล้วนมีประวัติศาสตร์และผูกพันกับอาชีพหัตถกรรมมานับพันปี และช่างฝีมือเหล่านั้นก็ยังคงได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาจนกลายเป็นวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของเวียดนามโดยเฉพาะ งานหัตถกรรมทำเครื่องประดับเงินประดับ โดยเฉพาะบนถนนห่างบากที่ยังคงประกอบอาชีพทำเครื่องประดับเงินประดับทองกันคึกคัก มีลูกค้าและนักท่องเที่ยวหมุนวียนมาอุดหนุนและเที่ยวชมไม่เคยขาด ไฮไลท์สำคัญบนถนนสายนี้อยู่ที่เลขที่ ๔๒ อันเป็นที่ตั้งของ วัดกิมเงิน และศาลเจ้ากิมเงิน สถานที่บูชาบรรพบุรุษผู้สร้างอาชีพทำเครื่องประดับเงินและทอง ศาลเจ้ากิมเงินถูกสร้างขึ้นเมือปลายศตวรรษที่ ๑๕ ถึงต้นศตวรรษที่ ๑๖ เพื่อบูชาบรรพบุรุษแบ๊กเหง่หรือบรรพบุรุษผู้สร้างอาชีพ ๑๐๐ อาชีพของย่านโบราณ ๓๖ สาย และตั้งอยู่บนถนนเก่าแก่ห่างบากมีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นสวยงามมักจะถูกใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมพื้นเมืองเพื่อเชิดชูผู้สืบสานองานศิลปาชีพอยู่เสมอได้รับการรับรองเป็นโบราณสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม นอกจากกรุงฮานอยแล้ว ที่นครโฮจิมินห์ก็มีถนนสายเงินสายทองเช่นเดียวกัน การคณะกรรมการประชาชนเขต 5 นครโฮจิมินห์มีแผนการจัดตั้งถนนสายเงินสายทองบนถนน Nhieu Tam ถนน Nghia Tuc และถนน Bui Huu Nghia ในแขวง 5 เขต 5 เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมความรู้และประสบการณ์ของช่างทำทอง ช่างทำเงิน ช่องหลอมทอง ชุบทอง ช่างเชื่อม และช่างทำเครื่องประดับชนิดต่างๆ ในนครโฮจิมินห์ มาไว้ด้วยกันประกอบด้วย ผู้ประกอบการ 55 ร้านค้าซึ่งทำธุรกิจซื้อขายทอง เงิน เครื่องประดับ ของมีค่า เครื่องมือเครื่องใช้ และเพชรพลอยต่าง ๆ สินค้าที่ขายจากร้านต่าง ๆ ในถนนเส้นนี้จะมีเครื่องหมายเพื่อยืนยันมาตรฐานลับรองคุณภาพทุกชิ้น

Read More

Loading...
More