บทความทั้งหมด

14/01/2564

เครื่องประดับกับอารยธรรมต่างๆ ในดินแดนอเมริกาใต้


ทวีปอเมริกาใต้เป็นแหล่งอารยธรรมดั้งเดิมหลายยุคสมัย มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและทรัพยากรณ์ธรรมชาติ จนมีคำเล่าลือว่าอเมริกาใต้ อุดมสมบูรณ์ด้วยทองคำ เงินและโลหะอื่นๆและผู้คนในยุคต่างๆรู้จักนำแร่ธาตุเหล่านี้และวัสดุต่างๆมาทำเป็นเครื่องประดับมานานนับพันปีแล้ว โดยมีรูปแบบแตกต่างกันไปตามัฒนธรรมและความเชื่อนแต่ละยุคสมัย ยุคอารยธรรมพรีโคลัมเบียน มีจุดศูนย์กลางอยู่บริเวณตอนกลางของอเมริกาเมื่อประมาณ 2,200 ปีมาแล้ว เรียกว่า“ชาวเมโสอเมริกา” (Meso-America)และขยายอาณาเขตไปถึงตอนกลางของแม็กซิโก อารยธรรมพรีโคลัมเบียน นับถือเทพเจ้าหลายองค์ เช่นเดียวกับกรีกและโรมัน ศิลปะในยุคนี้สะท้อนออกมาโดยเลียนแบบธรรมชาติเช่น ต้นไม้ สัตว์ และปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ฝน ลม ดวงอาทิตย์ เป็นต้น ในยุคนี้ที่มีโลหะมีค่ามากมาย ทั้งทองแดง ทอง เงิน และโลหะผสมอัลลอยด์ และยังมีการทำลูกปัด จากเปลือกหอย ดินเผา หยก และอัญมณีหลายชนิด เช่นTurquoise,Obsidian,Lapis Lazuliชาวเมโสอเมริกันนิยมใส่เครื่องประดับบนใบหน้า ทั้งชายหญิง ทั้งที่จมูก ริม ฝีปากและหู อีกทั้งยังสวมหน้ากาก ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อเปลี่ยนให้ผู้สวมใส่กลายเป็นตัวแทนของเทพเจ้า ซึ่งหน้ากากนั้นมักตกแต่งอย่างสวยงามด้วยหยก เทอร์คอยส์ หรือมุกที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ มีการขุดพบหลุมฝังศพที่ใส่หน้ากากที่ทำจากทองคำหรือทองแดงที่เรียกว่าdeath maska อยู่ที่มัมมี่ด้วยยุคอารยธรรมในโมเชของชาวเปรู รูปแบบของศิลปมีลักษณะลวดลายที่ซับซ้อนซึ่งสะท้อนออกมาในงานสถาปัตยกรรมและ ชิ้นงานศิลปะที่ทำจากเซรามิคและโลหะทองคำ มีการใช้อักษรภาพที่เขียนลงบนกระเบื้องดินเผา เพื่อบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิต ประเพณี พิธีกรรมต่างๆ ศิลปะแบบเปรูมีการประดับตกแต่งด้วยหินและอัญมณี เช่นTurquoise ,Chrysocolla, Jade,LapisLazuli ,Pearl ,obsidianรวมทั้งเปลือกหอยยุคอารยธรรมมายันให้ความสำคัญกับเครื่องประดับของกษัตริย์ที่แสดงถึงสถานะภาพในสังคม สร้อยคอรูปสัตว์เป็นที่นิยม รวมทั้งเครื่องประดับศีรษะก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่แสดงถึงอำนาจ นอกจากนี้ยังมีหน้ากากที่ทำจากทองคำ หินออบซิเดียน ไม้ หรือแม้กระทั่งเปลือกหอยโดยด้านในจะกรุด้วยหยกที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ยุคอารยธรรมอินดาเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้รุ่งเรืองเป็นระยะเวลายาวนานนัก เนื่องจากการบุกรุกของนักสำรวจชาวสเปน ชาวอินดามีความชำนาญในการทำเครื่องประดับจากทองคำการทำหน้ากากเป็นรูปสัตว์ และเครื่องประดับอื่นๆ

Read More

14/01/2564

วิวัฒนาการเครื่องประดับ ตอนที่ 2


จากยุคอียิปต์โบราณ มาสู่ยุคจีน เครื่องประดับมีวิวัฒนาการเรื่อยมาจนมาถึงยุคยุคเมโสโปเตเมีย ที่เครื่องประดับส่วนใหญ่ยังคงทำมาจาก บรอนซ์ ทอง เงิน และโลหะอัลลอยด์ ในขณะที่อัญมณีต่างๆ เช่นอาเกตAgate แคลเซโดนี (Chalcedony) คาร์เนเลี่ยน (Carnelian) แจสเปอร์ (Jasper) โอนิคส์(Onyx )ลาพิส ลาซูลี่ (Lapis Lazuli)และซาร์โดนิกซ์ (Sadonyx)จะถูกนำเข้ามาจากอนาโทเลีย อียิปต์ และเปอร์เซียลวดลายของเครื่องประดับในยุคเมโสโปเตเมียนิยมทำเป็นลวดลายธรรมชาติเช่น ใบไม้ กิ่งไม้ พวงองุ่นและรูปทรงกรวย หรือรูปก้นหอย มีการนำเทคนิคการเคลือบ การแกะสลักเข้ามาใช้ในงานออกแบบ ทำให้เกิดลวดลายละเอียดสวยงาม เครื่องประดับในยุคนี้ นอกจากการทำขึ้นเพื่อใช้ประดับ เพื่อความสวยงามแล้ว ยังมีการทำเป็นรูปเคารพ หรือสัญลักษณ์ของเทพเจ้า เพื่อใช้บูชา ยุคอารยธรรมกรีกโบราณนี้ เครื่องประดับที่ทำมาจากทองและอัญมณีมีค่ามีมาตั้งแต่ช่วงปลายของยยุคสำริด (Bronze Age) นอกจากนี้ยังนิยมใช้งาช้างแกะสลักเป็นเครื่องประดับอีกด้วย ส่วนลวดลายของเครื่องประดับได้รับอิทธิพลมาจากยุคอียิปต์โบราณและเริ่มมีการทำจี้เป็นครั้งแรในยุคนี้ ในช่วงแรกๆเครื่องประดับของชาวกรีกจะทำแบบเรียบง่าย แต่เมื่อเวลาผ่านไปรูปแบบจะเพิ่มความซับซ้อนและใช้เทคนิคที่สูงขึ้น ชาวกรีกโบราณนิยมใส่สร้อยคอและต่างหูระย้าที่ประดับด้วยอัญมณี โดยทำเป็นรูปนกพิราบหรือเทพErosและ เทพNike ยุคอินเดีย ดินแดนชมพูทวีปนั้นเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุต่างๆมีชื่อเสียงไปทั่วโลกในเรื่องความมั่งคั่ง และเรืองอำนาจโดยเฉพาะในสมัยอาณาจักรKushanมีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าผ่านเส้นทางสายไหม ที่เชื่อมโยงการค้าระหว่าง จีน อินเดีย และโลกตะวันตกมีการใช้เงินเหรียญที่มีสัญลักษณ์ เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนในสมัยอาณาจักรMughalซึ่งมีความมั่งคั่งร่ำรวยมาก ทุกอย่างที่มหาราชาสร้างขึ้นไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ ล้วนแสดงภาพลักษณ์ของความมั่งคั่งหรูหรา ในยุตแรกเครื่องประดับส่วนใหญ่ทำจากโลหะลูกปัด เปลือกหอย และการแกะสลักหิน โดยลูกปัดนั้นทำจากอัญมณี เช่น Agate,Amrthyst,Carnelian,Lapis Lazuli,และTurquoiseต่อมาเริ่มมีการใช้บรอนซ์ ทองแดง เงินและทอง ทำเป็นสร้อยคอ และเครื่องประดับศีรษะและเครื่องประดับอื่นๆ โดยมีการประดับตกแต่งด้วยโลหะที่หล่อเป็นรูปต่างๆ เซรามิค ดินเผา เปลือกหอย และงาช้างแกะสลัก

Read More

14/01/2564

วิวัฒนาการเครื่องประดับ ตอนที่ 1


มนุษย์รู้จักการใช้เครื่องประดับก่อนการประดิษฐ์ตัวอักษร มีการพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายว่ามนุษย์ในยุคหินรู้จักการประดับตกแต่งกายด้วยวัสดุต่างๆเช่น ฟันหรือกระดูกของสัตว์ เปลือกหอยหิน ไม้ จนมาถึงอัญมณีและทองคำในยุคต่อๆมา โดยมีการออกบแบและประดิดประดอยทำให้วัสดุธรรมชาติกลายเป็นเครื่องประดับที่สวยงาม เครื่องประดับยุคแรกของโลก นำมาใช้โดยชาวอียิปต์โบราณ แร่ธาตุที่นิยมนำมาใช้ในการทำเครื่องประดับคือ ทอง เงิน และบรอนซ์ โดยนำมาผสมผสานกับอัญหลากหลายชนิด เช่นคาร์เนเลี่ยน (Carnelian),แจสเปอร์ (Jasper) อัญมณีในตระกูลควอตซ์ ,ลาพิส ลาซูลี (Lapis Lazuli)อัญมณีสีน้ำเงินเข้มซึงมีความสำคัญ และมีความผูกพันกับอารยธรรมความเชื่อของมนุษย์มานานหลายพันปี ,มาลาไคต์(Malachite) หรือแร่ทองแดง ,แก้วหินผลึก (Rock Crystal) เป็น ควอตซ์ ไร้สี โปร่งใส และ เทอร์ควอยซ์(Turquoise) เป็นอัญมณีสีเขียวและฟ้า เครื่องประดับทุกชิ้นถูกออกแบบอย่างงดงาม มีสัญลักษณ์ที่มีความหมาย สื่อถึงเทพเจ้า ตัวแทนความศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ ทั้งนี้ชาวอียิปต์โบราณทั้งชายและหญิงจะสวมเครื่องประดับเพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงความมั่งคั่งร่ำรวยและปกป้องสิ่งชั่วร้าย และเมื่อตายไปแล้ว ก็มีการฝั่งทรัพย์สมบัติลงไปในหลุมฝั่งศพด้วยชาวจีนเป็นอีกชนาติหนึ่งที่เริ่มทำเครื่องประดับมานานกว่า 5,000 ปี และมีการพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งลวดลายที่ละเอียดอ่อนและฝีมือการทำ โดยยังเน้นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อและการนำไปใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งมังกรและหงส์เป็นลายที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในยุคแรกเครื่องประดับของชาวจีนมักทำจาก เงิน ทอง และบรอนซ์ ภายหลังสิ่งที่ทำมีค่าและเป็นที่นิยมใช้มากกว่าคือ“หยก” เนื่องจากมีทั้งความสวยงาม และคงทน หยก ถูกใช้เป็นเครื่องรางที่ช่วยป้องกันผู้สวมใส่ สุภาษิตจีนโบราณกล่าวไว้ว่า“ทองนั้นประเมินค่าได้ แต่หยกนั้นมีคุณค่ามากจนไม่สามารถประเมินได้”ชาวจีนทั้งชายและหญิงนิยมสวมใส่เครื่องประดับ เพื่อแสดงถึงสถานภาพและความมั่นคง ผู้หญิงนิยมสวมเครื่องประดับที่ศีรษะสร้อยคอและแหวนเพื่อความสวยงาม ส่วนผู้ชายนิยมสวมเครื่องประดับ เพื่อเป็นเครื่องรางและเครื่องประดับส่วนตัว สิ่งเหล่านี้จะถูกนำไปฝังพร้อมกับเจ้าของเมื่อเสียชีวิต เพื่อเป็นเครื่องรางปกป้องหลังความตาย สำหรับพระศพของจักรพรรดิและจักรพรรดินีจะถูกฝังในสุสานโดยสวมชุดที่ทำจากหยกทั้งชุด

Read More

14/01/2564

ทองคำขาว ทองขาว ...ขาวเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน


ในการทำเครื่องประดับจากอัญมณีมีค่าอย่างเพชร ทับทิม หรือพลอยสี นิยมทำตัวเรือนสีขาวมากกว่าสีเหลือง เพื่อขับเน้นอัญมณีให้เปล่งประกายมากขึ้น นักออกแบบจึงมักเลือกทองคำขาว หรือทองขาวมาทำตัวเรือนมากกว่าทองคำ ไม่ว่าจะเป็นแหวน กำไล เข็มกลัด หรือจี้คำถามที่ตามมาคือ แล้วทองคำขาวและทองขาวต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร มีจุดเด่นจุดด้อยตรงไหน และราคาเท่ากันหรือต่างกันหรือไม่ บทความนี้จะมาช่วยไขข้อข้องใจเหล่านี้ทองคำขาว เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า แพลทินัม (Platinum) มีเนื้อคล้ายกับทองคำ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเหมือนกัน ต่างกันตรงที่มีชื่อสายแร่ธาตุคนละตัว ทองคำขาวมีสีขาวเงินบริสุทธิ์ แวววาว และเป็นแร่ธาตุที่หายากมากกว่าทองคำถึง 30 เท่า มีความแข็งแรงทนทาน ไม่บุบหรือยุบง่ายมีคุณสมบัติแวววาว ขาวใส ยาวนาน จึงนิยมนำมาใช้ทำเป็นเครื่องประดับ โดยเฉพาะทำตัวเรือน เพราะจะส่งให้เพชรหรืออัญมณีมีความโดดเด่น แวววาว สะดุดตามากกว่าโลหะประเภทอื่นๆ ทองขาว หรือ ไวท์โกลด์ (White gold) ได้จากการผสมทองคำบริสุทธิ์กับโลหะสีขาว เช่น เงิน โดยจะผสมในอัตราส่วนที่โลหะหรือทองขาวออกมาในโทนขาวมากที่สุด หลังจากนั้นจะทำการเคลือบผิวด้วยโลหะสีขาวที่เรียกว่า "โรเดียม" อีกชั้น เพื่อให้ผิวเงางาม แวววาว ดูคล้ายกับทองคำขาวมากที่สุด แต่ทองขาวจะสวยงามในระยะแรกเท่านั้น เนื่องจากตัวโลหะเคลือบจะหลุดออกตามการใช้งานได้รวดเร็วมาก จึงต้องอาศัยการชุบโรเดียมทุกๆ 2-3 ปี เพื่อให้ตัวเรือนมีความสวยงาม แวววาวอยู่เสมอเครื่องประดับที่ทำจากทองขาวมีคุณสมบัติ คงทน เก็บได้นาน ไม่ลอกไม่ดำมีความเงางาม เมื่อสวมใส่หรือขัดเช็ดถูก็จะยิ่งเงาแวววาวมากขึ้น และมีความทนทานมากกว่าทองคำ 100% เพราะมีส่วนผสมของโลหะที่แข็งแรงกว่าเข้าไปด้วยเมือเทียบราคาระหว่างทองคำขาและทองขาว จะพบว่า ทองขาวมีราคาที่ถูกกว่าทองคำขาวหรือแพลทินัมอยู่มากเพราะหาได้ง่าย ทั้งนี้ราคาขึ้นอยู่กับส่วนผสมหรือเปอร์เซ็นต์ของโลหะที่ผสมเข้าไปหากผสมเงินมากราคาก็จะสูงตามไปด้วย ส่วนทองคำขาวจะมีราคาค่อนข้างแพง เพราะอย่างที่บอกว่าหายากมากกว่าทองคำถึง 30 เท่า มูลค่าจึงสูงกว่าทองขาวอยู่หลายเท่าตัวในส่วนของการดูแลทำความสะอาดทองคำขาว เพียงใช้น้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดก็ช่วยให้ตัเรือนมีประกายระยิบระยับ และเป็นเงาแวววาวได้แต่หากเกิดริ้วรอยจากการใช้งาน ก็สามารถซ่อมแซมให้ดีเหมือนเดิมได้โดยการขัดเงา หรือนำไปชุบโรเดียมเพิ่มความเงางาม ก็จะเหมือนใหม่อีกครั้ง การดูแลทำความสะอาดทองขาว จะเกิดรอยขีดข่วนบนพื้นผิวได้ยากกว่าทองคำขาว เพราะส่วนผสมของแร่โลหะมีความแข็งแรงทนทาน จึงไม่เป็นรอยมากนักแต่เมื่อใช้ไปสักระยะ สีที่ได้จากการชุบตัวเรือนจะมีการหลุดลอกออกไปบ้างตามการใช้งาน ซึ่งอาจมองเห็นสีเหลืองอ่อน ๆ จากทองคำที่อยู่ภายใน จึงต้องมีการชุบตัวเรือนใหม่อยู่เสมอ

Read More

14/01/2564

คุณรู้จักทองK จริงๆแล้วหรือยัง?


ทองคำ มีหน่วยวัดค่าความบริสุทธิ์ด้วยกะรัต หรือไฟน์เนส(karat or fineness)โดยทองคำบริสุทธิ์หรือทอง100%จะเท่ากับ24กะรัตหรือ1,000ไฟน์ แต่คนไทยจะเรียกกะรัตหรือKarat สั้นๆว่า“K”หรือทองK ดังนั้นทอง100%ก็คือทอง24k ที่บ้านเราได้ยินบ่อยๆ คือทอง18K ซึ่งก็คือทองคำ18กะรัต หมายถึงโลหะที่มีทองคำผสมอยู่18ส่วน อีก6ส่วนเป็นโลหะชนิดอื่น เช่นอาจเป็น เงิน ทองแดง หรือนิกเกิล แต่ถ้าวัดหน่วยเป็นไฟเนสก็คือทองคำ750ไฟน์ ห รือ75เปอร์เซ็นต์นั่นเอง ทองเคนั้นในเมืองไทยไม่ค่อยได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ แต่ในต่างประเทศนิยมนำทองเคมาทำเป็นเครื่องประดับ เพราะมีสีสันสวยงาม เช่นทอง Pink gold หรือ Rose gold เป็นต้น ซึ่งทองเคจะมีตราประทับ(Hallmark) เพื่อบ่งบอกชนิดของทองแต่ละประเภทได้แก่ – 8K, 8ctหรือ333 ได้รับความนิยมบ้างในกลุ่มประเทศยุโรป– 9K, 9ctหรือ375 ได้รับความนิยมในฝั่งอังกฤษและออสเตรเลีย – 10K, 10ctหรือ416 ได้รับความนิยมในประเทศสหรัฐอเมริกา – 12K, 12ctหรือ500 ส่วนใหญ่จะเป็นนาฬิกาเก่า ไม่ค่อยเห็นนำมาทำเครื่องประดับกัน – 14K 14ctหรือ585 (นิยมกันในตลาดเอเชีย และตลาดต่างประเทศรวมถึงในประเทศสหรัฐอเมริกา)– 18K, 18ctหรือ750 เป็นมาตรฐานทองขั้นต่ำสำหรับขายในอิตาลี เป็นที่นิยมมากที่สุด– 22K, 22ctหรือ916 คนไทยเรียกทอง90ชอบเอามาทำ แหวน กรอบพระต่างๆ – 24K, 24ctหรือ1000 หรือทองบริสุทธิ์ ซึ่งอ่อนเกินไปสำหรับการผลิตเครื่องประดับสำหรับสวมใส่ส่วนในประเทศไทยมาตรฐานทองคำที่ใช้อยู่คือทอง965 ตราประทับนั้นสามารถบอกได้ถึงความบริสุทธิ์ของทอง สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า บนเครื่องประดับ เช่น สร้อยคอและสร้อยข้อมือมักจะมีตราแสตมป์อยู่บริเวณตะขอเกี่ยวหรือข้อต่อ ส่วนแหวนและกำไลจะอยู่บริเวณใต้ท้องเรือน แต่ถ้ามีอักษร EP,GP.HGP (Electro plate, gold plate, hard gold plate ให้ระวัง เพราะอาจหมายความว่าเครื่องประดับชิ้นนั้นเป็นทองชุบก็ได้ ส่วนที่มีคนตั้งข้อสงสัยว่าทองเหลือง (brass) กับ ทองเคสีเหลือง ( yellow gold) เหมือนหรือต่างกันอย่างไร อะไรมีค่ามากกว่า ทองเหลือง ชุบทอง เมื่อทองลอกออกมาภายในก็ยังเป็นสีทอง เพราะเป็นทองเหลือง ส่วนทองเคเมื่อชุบทองแล้ว นานไปสีก็จะจางออกและเนื้อแท้ด้านในจะแสดงให้เห็นสีจริงของเนื้อทองเค แต่ไม่ว่าข้างในจะสีขาวหรือชมพู ก็ยังเป็นทองเค ซึ่งมีส่วนผสมของทองคำแท้ เป็นโลหะมีค่าซื้อขายได้ มีราคากว่าทองเหลืองชุบทองแน่นอน

Read More

14/01/2564

ผลกระทกับธุริจ ทองคำ หลังวิกฤติโควิด-19คลี่คลาย


ผู้เชี่ยวชายวิเคราะห์ว่าหลังเหตุการณ์ COVID-19 คลี่คลายอย่างสมบูรณ์ธุรกิจหลายอย่างได้รับผลระทบ จึงต้องมีการปรับตัว หนึ่งในนั้นคือธุรกิจทองคำในธุรกิจทองคำ โควิด-19 ส่งผลโดยตรงต่อร้านทองเพราะกระแส New Normal จะทำให้เกิดการซื้อขาย Online เพิ่มข้น ที่จากเดิมเติบโตอยู่แล้ว กลายเป็นเติบโตมากขึ้นไปอีก เนื่องจากความกังวลของประชาชนที่ไม่ค่อยอยากจะออกไปสถานที่ที่แออัด ทำให้ร้านทองเองก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน แต่จะทำอย่างไรให้ผู้ที่ต้องการซื้อขายทองคำเกิดความเชื่อมั่นกับทางร้านเนื่องจากทองคำเป็นสินค้าที่มีราคาสูง อีกทั้งการสร้างความมั่นใจเรื่องการรักษาข้อมูลของลูกค้าก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน นอกจากนี้โควิด-19 ยังมีส่วนสำคัญต่อการขึ้น-ลงของราคาทองคำ ซึ่งนักลงทุนต้องปรับตัว โดยเราจะเห็นราคาทองคำในระยะสั้นที่จะเคลื่อนไหวในระดับ 50 – 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์จนเป็นเรื่องปกติซึ่งก็คือความผันผวนของราคาทองคำนั่นเอง ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ในการเก็งกำไรของแต่ละคน แต่สิ่งสำคัญคือตลาดที่มีความผันผวนสูงแบบนี้การวางแนวทางในการบริหารเงินทุน(Money Management)และการใช้ Margin Trade มีความจำเป็นอย่างมาก เพราะถ้าไม่มีการจัดการการเงินให้ดี ก็มีโอกาสสูงมากที่จะทำให้นักลงทุนสูญเสียเงินที่นำมาลงทุนได้ส่วนแนวโน้มราคาทองคำในระยะกลางถึงยาวนั้นมีโอกาสขึ้นต่อได้อีกเนื่องจาก COVID – 19 ทำให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบหนักจนธนาคารกลางทั่วโลกต่างพากันลดดอกเบี้ย ทำให้ผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรต่ำมาก ทำให้ความน่าสนใจในตลาดพันธบัตรลดลง ขณะที่ตลาดหุ้น ก็ไม่ค่อยสดใสนัก กว่าจะฟื้นตัวอาจต้องใช้เวลาเป็นปี ดังนั้นตลาดทองคำจึงดูน่าสนใจกว่าตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น นอกจากนี้ การทำ QE ของสหรัฐอเมริกาหรือการพิมพ์เงินออกมาเท่าไรก็ได้ตามที่เค้าต้องการ ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐด้อยค่าลง ทองคำก็จะมีค่ามากขึ้น ดังนั้นในระยะกลางถึงยาว ทองคำยังคงมีช่องว่างในการขึ้นราคาได้อีกเพราะฉะนั้นอยากให้มองว่าช่วงหลัง COVID-19 ไม่ได้มีเพียงวิกฤตเท่านั้น แต่หากเรามองโอกาสของนักลงทุนทองคำหรือผู้ประกอบการณ์ในธุรกิจนี้ก็พอจะมีทางออกของสถานการณ์นี้ได้ข้อมุล : InterGold

Read More

14/01/2564

แสตมป์ทองคำ ชุดแรกในรัชกาลที่10


บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จัดทำตราไปรษณียากร หรือ แสตมป์ทองคำเพื่อเป็นที่ระลึก 3 ชุดพิเศษ เป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ให้ประชาชนได้จับจองเป็นเจ้าของที่ไปรษณีย์ไทยทุกแห่งทั่วประเทศ และทางช่องทางออนไลน์ตราไปรษณียากรที่ระลึก 3 ชุดพิเศษนี้ ได้แก่ “ฉัตรมงคล ชุด 1” เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4 พฤษภาคม 2562 ประกอบลวดลายไทยดอกรวงผึ้งและอักษรพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. พิมพ์ฟอยล์ทองคำ 22 กะรัต และพิมพ์ฟอยล์สีน้ำเงินดุนนูน ซึ่งนับเป็นแสตมป์ทองคำชุดแรกในรัชกาลที่ 10 ราคาดวงละ 100 บาท (เต็มแผ่น 4 ดวง ) ซองวันแรกจำหน่าย 118 บาท“ฉัตรมงคล ชุด 2” เป็นภาพเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ อันได้แก่ พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกร วาลวิชนี (พัดและแส้) และฉลองพระบาทเชิงงอน 5 แบบ 5 ดวง ราคาดวงละ 5 บาท (เต็มแผ่น 10 ดวง) ซองวันแรกจำหน่าย 39 บาทและชุด 120 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จย่า” ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์แก่ราษฎร เป็นพระฉายาลักษณ์เมื่อครั้งฉลองพระชนมายุครบ 6 รอบ ในปี 2515 ชนิดราคา 3 บาท (เต็มแผ่น 10 ดวง) ซองวันแรกจำหน่าย 14 บาท เป็นภาพดอก “นครินทรา” พรรณไม้ในพระนามโดย แสตมป์ทั้งสามชุดออกจำหน่ายตั้งแต่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่ไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศ พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร และทางออนไลน์ ผ่านแอปหรือเว็บไซต์www.thailandpostmart.comสอบถามเพิ่มเติมฝ่ายบริหารประสบการณ์ลูกค้าบริการไปรษณีย์ โทร. 0 2573 5480, 0 2573 5463 พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสามเสนใน โทร. 0 2271 2439

Read More

14/01/2564

ราคาทอง ปัจจัยสำคัญของการ เพิ่ม-ลด การถือครองทองคำ


ราคาทองคำในตลาดโลก เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเพิ่มการถือครองหรือเทขายทองคำที่มีอยู่ในครอบครองของกองทุนกองทุน ETF ทองคำ และธนาคารกลางทั่วโลกจากการรายงานของสภาทองคำโลก(WGC) พบการเคลื่อนไหวของกองทุน ETF ที่ลงทุนในทองคำทั่วโลก ในเดือนพฤศจิกายนว่า มีการถือครองทองคำและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ใกล้เคียงลดลง 107 ตัน ส่งผลให้เป็นเดือนที่มีทองคำไหลออกสุทธิครั้งแรกในปีนี้โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้กองทุน ETFทองคำได้ซื้อทองคำสุทธิ 916 ตัน ส่งผลให้ยอดการถือครองทองคำรวมทั่วโลกอยู่ที่ 3,793 ตัน หรือประมาณ 2.15 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาพบว่า กองทุน ETF ทองคำในอเมริกาเหนือมีทองคำไหลออก 62.3 ตัน ส่วนกองทุน ETFทองคำในยุโรปมีทองคำไหลออก 42.4 ตัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงต่อเนื่องทั้งนี้กองทุน ETF ทองคำและผลิตภัณฑ์อื่นที่ใกล้เคียง ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในตลาดทองคำนับตั้งแต่ที่มีการเปิดตัวเมื่อปี 2546 และได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยและภาคสถาบันก่อนหน้านั้นในช่วงไตรมาสที่3 ของปี2563 ช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด สภาทองคำโลก (WGC) ได้รายงานว่า ธนาคารกลางทั่วโลกขายทองคำเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2553 โดยเฉพาะธนาคารกลางของประเทศผู้ผลิตทองคำที่ใช้โอกาสในช่วงที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เทขายทองคำเพื่อระดมเงินสดไว้ใช้ในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19ข้อมูลจาก WGC ระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกขายทองคำรวมกันทั้งสิ้น 12.1 ตันในไตรมาส 3/2563 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ธนาคารกลางเข้าซื้อทองคำในปริมาณ 141.9 ตัน โดยธนาคารกลางอุซเบกิสถานและตุรกีนำทองคำออกมาขายมากที่สุด ที่ 34.9 ตันและ 22.3 ตัน ตามลำดับ

Read More

14/01/2564

‘ทองตำตัว’ ทุเรียนชื่อแปลก ของดีเมืองพังงา


ที่จังหวัดพังงา มีทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองที่ได้รับการยอมรับว่ารสชาติดีไม่แพ้ใครชื่อว่า “ทองตำตัว” นอกจากรสชาติดีแล้วยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีสีเหลืองทอง เนื้อละเอียด เม็ดลีบ เปลือกบาง ผลดกและหากินยาก ปีหนึ่งจะได้กินกันแค่ในช่วงเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคมเท่านั้น และเนื่องจากมีผลผลิตไม่มากจึงเป็นที่ต้องการของนักชิม เรียกว่าต้องยืนรอใต้ต้นกันเลยทีเดียวทุเรียนชื่อแปลกนี้ มีที่มาจากลักษณะพิเศษของเนื้อทุเรียนที่มีสีทองสุกอร่าม เอามาผสมกับชื่อตำบลที่ปลูกทุเรียนพันธุ์นี้ คือ ต.ตำตัว อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา จึงกลายมาเป็นชื่อ “ทองตำตัว” ซึ่งปัจจุบันมีคนปลูกกันไม่มาก ที่มีชื่อเสียงก็คือที่สวนของลุงบุญชู ตั้งทรัพย์ วัย 78 ปีเจ้าของสวนทุเรียน ใน จ.พังงา ซึ่งก็มีทุเรียนพันธุ์นี้แค่ 3 ต้น ต้นหนึ่งมีอายุมากถึง 30 ปี ในแต่ละปีให้ผลผลิตราวต้นละ 600 ผลเท่านั้น ด้วยเหตุนี้การจะเป็นเจ้าของทุเรียนทองตำตัว จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเจ้าของสวนเขาไม่รับจองและไม่ตัดขาย ใครอยากได้ไปรับประทานต้องไปยืนเฝ้าใต้ต้นรอให้ผลทุเรียนร่วงลงมาเองจึงจะได้กิน ส่วนใหญ่จึงนิยมซื้อไปเป็นของขวัญของฝากเจ้านายหรือญาติผู้ใหญ่มากกว่ากินเอง อีกทั้งทุเรียน“ทองตำตัว” ยังได้รางวัลชนะเลิศทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านในงานเกษตรแฟร์ จ.พังงา ยิ่งทำให้ได้รับความนิยมมากขึ้นจนผลผลิตไม่พอขาย แต่ถึงกระนั้นเจ้าของสวนก็ไม่ได้ฉวยโอกาสขึ้นราคาแต่อย่างใด ยังขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 100-180 บาทเท่านั้นลุงบุญชูเล่าว่า ที่ไม่อยากรับจองเพราะไม่รู้ว่าผลผลิตแต่ละปีจะมากน้อยแค่ไหน และการส่งทุเรียนให้ลูกค้าก็ไม่สะดวก ฃ เพราะเป็นผลไม้ที่มีกลิ่น บางคนอาจไม่ชอบ สู้ให้คนซื้อมารอที่หน้าสวนเลยจะดีกว่า ซึ่งเมื่อก่อนก่อนที่ทุเรียนพันธุ์นี้จะชนะเลิศพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านในงานเกษตรพ่อค้าแม่ค้ามักมาขอซื้อที่หน้าสวนไปหมดจนชาวบ้านในท้องถิ่นไม่ค่อยได้กิน จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีให้มายืนรอใต้ต้นถ้าจังหวะพอดีกับที่ทุเรียนร่วงก็ได้กิน เพราะเขาปล่อยให้ร่วงเองตามธรรมชาติ ดังนั้นการจะได้กินทุเรียน”ทองตำตัว”อาจต้องรอข้ามปีกันเลยทีเดียว

Read More

14/01/2564

โอกาสทองของไทย เมื่อUK ลดภาษีนำเข้าเครื่องประดับ


ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป สหราชอาณาจักรหรือยูเค จะใช้กฎระเบียบการนำเข้าและอัตราภาษีใหม่กับสินค้าหลายรายการ รวมถึงเครื่องประดับและอัญมณี ซึ่งมีอัตราภาษีลดลง โดยเฉพาะเครื่องประดับเงินและเครื่องประดับทอง มีภาษีนำเข้าลดลงจาก 2.5% เหลือ 2% จึงเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการไทยที่จะมีโอกาสขยายการค้าสินค้าทั้งสองประเภทในตลาดยูเคได้เพิ่มขึ้น สหราชอาณาจักรเป็นตลาดส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสำคัญของไทยมานานนับทศวรรษ จากข้อมูลสถิติการค้าของกรมศุลกากรพบว่า ในเดือนมกราคม-ตุลาคม 2563 ยูเคเป็นตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ในอันดับที่ 12 ของไทย และหากพิจารณาการส่งออกเฉพาะเดือนตุลาคม 2563 พบว่า สหราชอาณาจักรเป็นตลาดส่งออกในอันดับที่ 7 ของไทย สินค้าส่งออกหลักไปยังตลาดนี้เป็นเครื่องประดับทอง ในสัดส่วนราว 45% รองลงมาเป็นเครื่องประดับเงิน ด้วยสัดส่วนราว 33% โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าเครื่องประดับทองเป็นอันดับ 7 และเครื่องประดับเงินเป็นอันดับ 4 ในตลาดสหราชอาณาจักรซึ่งเมื่อเทยลอัตราภาษีนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับอัตราใหม่กับปัจจุบันพบว่าหลายรายการยังคงเหมือนเดิมและหลายรายการมีอัตราภาษีลดลง (ดังตาราง) พิกัดรายการอัตราภาษีนำเข้า (%)อัตราภาษีเดิม (ก่อน31/12/63)อัตราภาษีใหม่(1/1/64)7101ไข่มุก007102เพชร007103พลอยสี007108ทองคำ007113เครื่องประดับแท้2.5-42-47114เครื่องทองหรือเครื่องเงิน227115ของอื่นๆทำหรือหุ้มด้วยของมีค่า0.30.27116ของทำด้วยไข่มุกและรัตนชาติ0-2.50-27117เครื่องประดับเทียม44การที่สหราอาณาจักรลดภาษีนำเข้าสำหรับเครื่องประดับทองและเครื่องประดับเงินลง จึงเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการไทย แต่อย่างไรก็ดี สหราชอาณาจักรก็ได้มีการปรับปรุงกฎระเบียบการนำเข้าสินค้าใหม่ด้วย ผู้ประกอบการจึงควรศึกษากฎระเบียบการนำเข้ารวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวอังกฤษให้มากขึ้น เพื่อจะได้ผลิตสินค้าได้ตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายด้วย

Read More

07/01/2564

การใช้แต้มเพื่อแลกของรางวัล


ห้างทอง เอ เอ เยาวราช ได้มีกิจกรรมพิเศษ สำหรับลูกค้าคนสำคัญของเราที่เข้ามาใช้บริการในเรื่อง การซื้อทองทุกชนิดและการต่อดอกเบี้ยขายฝากคุณลูกค้าจะได้รับแต้มสะสมเพื่อแลกของรางวัลมากมายจากทางเรา โดยมีขั้นตอนการแลกของรางวัล ดังนี้1. ติดตั้ง AA Gold แอปพลิเคชัน ด้วยโทรศัพท์มือถือของท่าน โดยการสแกน QR Code นี้ หรือกดที่นี่ เพื่อติดตั้งแอปพลิเคชัน2. สำหรับลูกค้าห้างทอง เอเอ เยาวราช ลงทะเบียนด้วย “เบอร์โทรศัพท์” และติดต่อขอ “รหัส” ได้จากห้างทอง เอ เอ เยาวราชทุกสาขา จากทุกช่องทางการติดต่อ3. เข้าสู่แอปพลิเคชัน และเลือกของรางวัลที่ต้องการตามแต้มสะสมที่ท่านมีอยู่4. เราจะดำเนินการจัดส่งของรางวัลไปยังที่อยู่ ตามที่ท่านระบุไว้ในแอปพลิเคชัน

Read More

07/12/2563

Golden Bauhinia สัญลักษณ์ของการรวมประเทศ


หลังจากประเทศอังกฤษส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนให้จีนเมื่อปี ค.ศ.1997 ทางการจีน ทางจีนจึงได้มอบรูปปั้น “ดอกชงโคทองคำ” บนฐานหินอ่อนสีน้ำตาลแดง ให้กับฮ่องกง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการรวมประเทศ และการได้รับอิสรภาพของฮ่องกง โดยเรียกบริเวณที่ตั้งรูปปั้นดอกชงโคนี้ว่า “จัตุรัสดอกชงโคทองคำ (Golden Bauhinia Square)” ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญแห่งหนึ่งของฮ่องกง ดอกชงโคนั้นถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของฮ่องกงมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีการส่งมอบคืนให้กับจีน เดิมมีรูปแบบเป็นดอกไม้สมมาตรที่วาดด้วยเส้นเดียวบนพื้นหลังสีแดง ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง ซึ่งรูปแบบของธงฮ่องกงในปัจจุบันคัดเลือกมาจากการประกวดออกแบบธงใหม่เมื่อปี 2530 ภายใต้แนวคิด"1 ประเทศ 2 ระบบ" อันหมายถึงสถานะของฮ่องกงที่มีอำนาจในการปกครองและบริหารจัดการกิจการภายในดินแดนของตนเอง ขณะที่ประชาชนฮ่องกงจะได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพที่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย แม้ว่าจะอยู่ภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนแผ่นดินใหญ่ก็ตาม ในการจัดประกวดครั้งนั้นมีผู้ส่งผลงานเข้ารับการคัดเลือกกว่า 7,000 แบบ ซึ่งหลายผลงานก็ถูกออกแบบในธีมของมังกรตามธงประวัติศาสตร์ราชวงศ์ชิง รูปแบบดาวหลายดวงตามธงของจีน รวมทั้งดอกชงโค โดยผลงานของผู้ได้รับคัดเลือกรอบสุดท้ายถูกส่งให้คณะกรรมการจากทั้งฮ่องกงและจีนเป็นผู้ตัดสิน แต่ก็ถูกปฏิเสธทั้งหมด กรรมการในการตัดสินการแข่งขัน 3 คน ได้แก่ เถา โฮ สถาปนิก, ฮง บิง-หวา นักออกแบบ และ วาน เหลา ช่างแกะสลัก จึงรับหน้าที่ออกแบบธงฮ่องกงแทนท้ายที่สุดแล้ว ในปี พ.ศ.2533 รัฐบาลจีนมีมติเลือกผลงาน“ดอกชงโค” จากการออกแบบของ เถา โฮ สถาปนิกที่จบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มาเป็นธงประจำชาติฮ่องกงอย่างในปัจจุบัน โดยเปลี่ยนจากดอกชงโคแบบสมมาตรแบบเดิมมาเป็นดอกชงโคสีขาว 5 กลีบในแบบหมุนตามเข็มนาฬิกา ทั้งยังใช้สีแดงเฉดเดียวกับธงชาติจีนเป็นพื้นหลัง ในเว็บไซต์ของเขาเถา โฮ อธิบายความหมายของการออกแบบธงของเขาไว้อย่างชัดเจนว่า"ดอกไม้ไม่สมมาตรและรูปแบบของมันสื่อถึงการเคลื่อนไหว ชี้ให้เห็นถึงพลังแห่งประชาธิปไตยและเศรษฐกิจที่มีชีวิตชีวาของฮ่องกง"ขณะที่"พื้นหลังสีแดงเปรียบเสมือนประเทศจีนและดาว 5 ดวง เป็นการสื่อถึงแนวคิดแห่ง '1 ประเทศ 2 ระบบ'"ฮ่องกง เคยตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษนานถึง ๑๕๖ ปี หลังจากที่อังกฤษคืนอธิปไตยเหนือดินแดนฮ่องกงให้แก่จีนในวันครบรอบก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ค.ศ.๑๙๙๗ (พ.ศ.๒๕๔๐) จีนก็ปกครองฮ่องกงด้วยระบอบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ตามที่ระบุในกฎหมายธรรมนูญของฮ่องกงหรือที่เรียกกันว่า กฎหมายเบื้องต้น (Basic Law) และรับประกันว่า ชาวฮ่องกงจะได้รับเสรีภาพและอิสระแห่งตุลาการแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในจีนแผ่นดินใหญ่ พร้อมทั้งให้คำมั่นจะปฏิรูปการปกครองไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย

Read More

07/12/2563

ใบไม้สีทอง หนึ่งเดียวในโลกที่ 3 จังหวัดชาแดนใต้


ที่สามจังหวัดชายแดนใต้คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส มีต้นไม้ชนิดหนึ่งที่พบได้ที่นี่แห่งเดียวในโลก เรียกว่า ใบไม้สีทอง (Golden leaf bauhinia)มีชื่อท้องถิ่นภาษายาวีว่าย่านดาโอ๊ะมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Bauhinia aureifolia ซึ่งตั้งชื่อโดยศาสตราจารย์ ไค ลาร์เสน (Dr. Kai Larsen) นักพฤษศาสตร์ชาวเดนมาร์ก เมื่อปีพ.ศ. 2532 ใบไม้สีทองเป็นพืชในสกุลเดียวกับชงโคจึงมีใบที่มีปลายแยกออกจากกัน ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพืชในสกุล Bauhiniaใบไม้สีทองพบครั้งแรกในโลกที่บริเวณน้ำตกปาโจ อุทยานแห่งชาติบูโด–สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เมื่อปี พ.ศ. 2531เป็นพืชที่ชอบความชื้นในดินและอากาศสูง จึงมักพบเห็นได้ตามที่โล่งริมลำธารในป่าดิบชื้นของอุทยานแห่งชาติน้ำตกบาโจและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลาอ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ที่ระดับความสูง 50-200 เมตร ใบไม้สีทอง เป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่มีมือเกาะม้วนงอเป็นตะขอคู่ เลื้อยขึ้นไปคลุมตามเรือนยอดของต้นไม้ใหญ่ มีลักษณะเด่นตรงที่มีใบสีทองและผิวใบนุ่มเนียนเหมือนกำมะหยี่ ใบมีสองชนิด คือกลุ่มใบสีเขียวทำหน้าที่สังเคราะห์แสงสร้างอาหาร และกลุ่มใบสีทองซึ่งมีน้อยกว่าขณะเป็นใบอ่อนจะมีสีชมพู บางครั้งเรียกสีนากใช้เวลา 2 สัปดาห์ใบจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีทองแดงหรือสีทองและระยะสุดท้ายจะเปลี่ยนเป็นสีเงินแล้วจึงทิ้งใบ ระยะที่จะเห็นใบเป็นสีทองชัดเจนคือในช่วงเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม ของทุกปี ต้นที่จะปรากฏใบสีทองต้องมีอายุมากกว่า 5 ปี และจะออกดอกในช่วงปลายฝนต้นหนาวประมาณเดือน ตุลาคม – กุมภาพันธ์ ดอกออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง สีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีนวล มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ กลีบดอกมี 5 กลีบ เป็นรูปช้อน ขอบกลีบย่น ลักษณะคล้ายดอกเสี้ยว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ช่อหนึ่งมีตั้งแต่ 10 ดอกขึ้นไปมีเกสรตัวผู้และตัวเมียยื่นออกมา เป็นดอกสมบูรณ์ ทยอยบานไม่พร้อมกัน ในช่วงนี้ใบไม้ชุดที่เติบโตมาพร้อมช่อดอกจะเปลี่ยนเป็นสีทองเปล่งประกายสมชื่อ "ใบไม้สีทอง" ผลเป็นฝักแบนคล้ายฝักดาบ ยาว 23 ซม. กว้าง 6 ซม. มีขนสีน้ำตาลแดงคล้ายกำมะหยี่ปกคลุม เมื่อแก่จะแห้งและแตกออก เมล็ดแพร่กระจายไปได้ไกล หนึ่งฝักมีประมาณ 4-6 เมล็ด พบเห็นไดทั่วไปในผืนป่าบูโด และบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติแห่งบูโด-สุไหงปาดี

Read More

07/12/2563

นครเฉิงตู ขุมทองแห่งใหม่ของจีน


ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา นักลงทุนจากทั่วโลกเดินทางมายังฝั่งตะวันออกและใต้ของจีนเพื่อการค้า การลงทุน นำเข้า ส่งออก โดยเฉพาะที่เซี่ยงไฮ้ กวางตุ้ง ฮ่องกง เจียงตู เซินเจิ้น เป็นต้น แถบนี้เป็นเหมือนแหล่งขุมทองและเป็นประตูสู่จีน และโลกภายนอก แต่ในเวลานี้ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนก็กำลังเป็นพื้นที่ทองคำสำหรับการเข้ามาหาโอกาสลงทุนและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกมากขึ้น นั่นคือ นครเฉิงตูมณฑลเสฉวน ถือเป็นเมืองสำคัญทางภาคตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยมีนครเฉิงตูซึ่งเป็นเมืองโบราณที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานกว่า 3,000 ปีเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ที่นี่กำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางความเจริญสูงสุดของจีนในภาคตะวันตกเฉียงใต้ ที่มีชาวต่างชาติเข้ามาทำงานและลงทุนเพิ่มมากขึ้นทุกปีจากรายงานของ Chinadaily (5 พฤษภาคม 2018) ระบุว่า มีชาวต่างชาติเข้ามาในนครเฉิงตูเป็นจำนวนมาก และมากกว่า 17,411 คนที่ได้รับอนุญาต Work Permit ในการทำงาน ซึ่งคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 15 จากปีก่อน ซึ่งไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเข้ามาทำงานด้วย ตัวอย่างเช่น ชาวอังกฤษ ชาวอเมริกัน ชาวฝรั่งเศส ชาวโปแลนด์ และชาวแอฟริกาใต้ เป็นต้นในนครเฉิงตูมีชาวต่างชาติ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีชาวต่างชาติเข้ามามากนั้น เพราะระบบคมนาคมที่ด้วยรถไฟที่เชื่อมต่อผ่านเส้นทาง เฉิงตู-ยุโรป อีกทั้งมีบริษัทจากตะวันตกที่เข้ามาเปิดกิจการหลายแห่ง จึงมีการจ้างงานชาวตะวันตกมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นของเฉิงตูเองก็สนับสนุนให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานและตั้งรกรากเพิ่มขึ้นด้วย โดยมีการออก 15 นโยบายที่อนุญาตให้บริษัทจากต่างชาติสามารถเปิดกิจการในเฉิงตูและจ้างงานได้ และชาวต่างชาติเหล่านี้ก็สามารถขอ Work Permit ในการทำงานได้ด้วย นครเฉิงตูก็กลายเป็นแหล่งลงทุนจากต่างชาติหลากหลายประเทศ ซึ่งทำให้นครแห่งนี้มีความเป็น Global มากขึ้น และกำลังจะกลายเป็นนครใหญ่สำหรับชาวต่างชาติที่ไม่เพียงแค่การท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเข้ามาทำงานและลงทุนด้วย

Read More

07/12/2563

Golden Week


Golden Weekคือช่วงสัปดาห์ที่มีวันหยุดยาวต่อเนื่องกันหลายวัน เป็นช่วงเวลาของการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน ซึ่งนอกจากเป็นเทศกาลที่ทุกคนรอคอยแล้วช่วงGolden Weekยังเป็นดัชนีชี้วัดตัวเลขทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศด้วยGolden Week ที่ได้ชื่อว่ามีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่สุดคือช่วง Golden Weekของชาวจีนเป็นสัปดาห์แห่งวันหยุดยาวประจำปี โดยในแต่ละปี จะมี 2 ครั้ง คือวันขึ้นปีใหม่สากล (1 ม.ค.) และวันชาติจีนคือวันที่ 1-7ตุลาคมของทุกปี เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในสมัยที่ประธานาธิบดีเหมา เจ๋อ ตุง ที่ได้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งสาธารณะรัฐประชาชนจีนขึ้น ในวันที่ 1ตุลาคม 2492 และจัดให้มีการจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ที่จตุรัสเทียน อัน เหมิน ซึ่งในครั้งนั้นผู้เข้าร่วมงานกว่า 3 แสนคน และได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองต่อเนื่องกันมาทุกปีปัจจุบันชาวจีนทั่วประเทศต่างใช้โอกาสนี้กับครอบครัว เพื่อพักผ่อน หรือเดินทางท่องเที่ยว ไปตามสถานที่ยอดนิยมต่าง ๆ ภายในประเทศ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาชาวจีนนิยมเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น โดยเดินทางกันทั้งครอบครัว หรือเป็นกรุ๊ปทั่วใหญ่ๆ โดยมีประเทศญี่ปุ่นเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่ง ส่วนอันดับรองลงมา ได้แก่ ไทย ฮ่องกง เกาหลี และประเทศอื่่น ๆ ในเอเชียข้อมูลจากCtrip บริษัทบริการด้านการท่องเที่ยวและการจองที่พักชั้นนำของจีนเปิดเผยว่า ชาวจีนเป็นผู้ที่นิยมเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศมากที่สุดในโลก และข้อมูลจาก China Tourism Academy คาดว่า การท่องเที่ยวต่างประเทศของจีน จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5% (นับตั้งแต่ปี 2559) ซึ่งก่อนหน้านี้คาดการว่าในปี 2563 จะมีนักท่องเที่ยวจีน เดินทางไปต่างประเทศ มากถึง 157 ล้านคน แต่เหตุการณ์ไวรัสโคโรน่าระบาดตลอดปีนี้ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนหายไปจากตลาดการท่องเที่ยวของทุกประเทศโดยสิ้นเชิงการหายตัวไปของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งถือ่ว่าเป็นลูกค้าใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆแทบล่มหลาย อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนรวมถึงประเทศไทยด้วย แต่เหตุการณ์นี้กลับส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจีนเองเพราะล่าสุดช่วงวันหยุดยาว Golden Week ที่ผ่านมาชาวจีนเลือกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด บางทีจีนอาจกลายเป็นประเทศเดียวในโลกที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจในปี 2020 หลังจากวิกฤตโควิด-19 ก็เป็นได้

Read More

07/12/2563

ผู้หญิงที่สวยสุดในโลก ตามหลักสัดส่วนทองคำ


โรเบิร์ต แพททิสัน ได้ชื่อว่าเป็นผู้ชายที่หล่อที่สุดในโลกตามหลักสัดส่วนทองคำของกรีกโบราณหรือ Greek Golden Ratio of Beauty Phi ในส่วนของผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกนั้น จูเลียน เดอซิลวา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมความงามยกย่องให้ เบลลา ฮาดิด นางแบบสาววัย 23 ปี เป็นผู้หญิงที่มีใบหน้างดงาม ได้รูปที่สุดตามหลักสัดส่วนทองคำ ของกรีกโบราณความงามของนางแบบสาวได้คะแนนความใกล้เคียงความสมบูรณ์สัดส่วนทองคำไปถึงร้อยละ 94.35 โดยหลักการดังกล่าวมีการคำนวณสัดส่วนใบหน้าออกมาเป็นตัวเลข ไม่ว่าจะเป็น ตา คิ้ว จมูก ริมฝีปาก คาง กราม และรูปหน้า โดยใช้เทคนิคทางคอมพิวเตอร์คำนวณเพื่อตอบคำถามถึงความงามเชิงกายภาพ ตามที่คุณหมอจูเลียน ได้ยกตัวอย่าง เช่น ความยาวของจมูกต้องเท่ากับความยาวของหู หรือความกว้างของตาต้องเท่ากับระยะห่างระหว่างตาทั้งสองข้าง โดยเบลลา ฮาดิดนั้นได้คะแนนที่ตาไป 97.65% ,คิ้ว 89%, จมูก 93.4%, ริมฝีปาก 94.1%, คาง99.7%, หน้าผาก97%, และรูปหน้า94.5%ส่วนอันดับที่ 2 ตกเป็นของดิว่าหญิงแห่งยุค บียอนเซ่ ที่ได้คะแนนความใกล้เคียงไป ร้อยละ 92.44 ได้คะแนนที่ตาไป 94.7% ,คิ้ว 87%, จมูก 88%, ริมฝีปาก 95.7%, คาง92.2%, หน้าผาก92.8%, และรูปหน้า99.6%ส่วนผู้หญิงที่สวยเป็นอันดับ 3 คือแอมเบอร์ เฮิร์ดได้คะแนนสัดส่วนทองคำไปร้อยละ 91.85, อะรีอานา กรานเด ร้อยละ 91.81ตามมาเป็นอันอับ4 และ เทย์เลอร์ สวิฟต์ อันดับ5 ได้คะแนน ร้อยละ 91.64 นอกจากนี้ยังมีรายชื่อคนดังต่างๆ ติดเข้ามาในทำเนียบความงามตามมาตรวัด ไม่ว่าจะเป็น เคตมอสส์, สการ์เล็ตต์โจแฮนส์สัน, นาตาลี พอร์ตแมน, เคที เพอร์รี และคารา เดเลวีน สำหรับสัดส่วนทองคำ หรือ ‘Golden Ratio’ คือการคำนวณหาสัดส่วนและความสมมาตรที่สมบูรณ์แบบ และเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ศิลปินและนักออกแบบในสมัยเรเนสซองส์ในการออกแบบสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และวาดภาพ โดยวัดสัดส่วนออมมาเป็นตัวเลขเพื่อให้ได้ตัวเลขประมาณ 1.618… หรือที่เรียกกันว่าค่า ‘ฟี’ (Phi) หรือค่าคงที่ของธรรมชาติ ผลงานเลื่องชื่อที่ออกแบบตามหลักสัดส่วนทองคำ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิหารพาร์เธนอน, มหาวิหารน็อทร์-ดามกรุงปารีส ไปจนถึงภาพวาดThe Vitruvian Man และ Mona Lisa ของ ลีโอนาร์โด ดา วินชี ศิลปินเอกของโลก

Read More

07/12/2563

ผู้ชายที่หล่อที่สุดในโลก ตามหลักสัดส่วนทองคำ


นายแพทย์จูเลียน เดอซิลวา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมความงามชื่อดังออกมาเปิดเผยว่า ผู้ชายที่หล่อที่สุดในโลกเพื่อคำนวนตามหลักสัดส่วนทองคำของกรีกโบราณ(Greek Golden Ratio of Beauty Phi) คือ โรเบิร์ต แพตทินสัน แวมไพน์หนุ่มที่กุมหัวใจของสาวๆทั่วโลกนายแพทย์จูเลียน ได้ให้คะแนนใบหน้าของโรเบิร์ต แพตทินสันโดยใช้การคำนวณทางคอมพิวเตอร์และตอบคำถามถึงความงามเชิงกายภาพ ทั้งตำแหน่งของดวงตา ริมฝีปาก ความกว้างของหน้าผาก คาง ฯลฯ จากนั้นคำนวณออกมาเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์เพื่อให้ได้ออกมาเป็นตัวเลขเพื่อให้ได้ตัวเลขประมาณ 1.618… หรือที่เรียกกันว่าค่าฟี (Phi) หรือค่าคงที่ของธรรมชาติ และตอบข้อสงสัยถึงความงามที่สมบูรณ์แบบในธรรมชาติโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ โดยโรเบิร์ตได้คะแนนความใกล้เคียง(Golden Ratio Rating)ไปถึงร้อยละ 92.15 เมื่อแยกเป็นสัดส่วนแล้วพบว่า หน้าผากได้ 93.6% คิ้ว 94.7% จมูก94.67%ปาก82% คาง95.1% และรูปหน้าได้91.1% ส่วนรายชื่อ 5 อันดับแรกของผู้ชายที่หล่อที่สุดในโลก (คนดังเท่าที่มีการคำนวนตามหลัก Phi)อันดับที่ 2 ตกเป็นของซูเปอร์แมนและนักแสดงจากซีรีส์The Witcherอย่าง เฮนรี คาวิลล์ ที่ได้คะแนนความใกล้เคียงไปร้อยละ 91.64 อันดับ 3 แบรดลีย์ คูเปอร์ ที่ร้อยละ 91.08อันดับ 4 แบรด พิตต์ ร้อยละ 90.51 และ จอร์จคลูนีย์ ร้อยละ 89.91 ตามมาเป็นอันดับ5ก่อนหน้านี้นายแพทย์จูเลียนได้ออกมาจัดลำดับของทางฝ่ายหญิง ซึ่งผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดตกเป็นของนางแบบชื่อดัง เบลลา ฮาดิด ที่ได้คะแนนไปถึงร้อยละ 94.35 ตามมาด้วย บียอนเซ่ ที่ได้คะแนนความใกล้เคียงไปร้อยละ 92.44 ตามมาด้วย แอมเบอร์ เฮิร์ด ร้อยละ 91.85, อะรีอานา กรานเด ร้อยละ 91.81 และเทย์เลอร์สวิฟต์ ร้อยละ 91.64สำหรับ โรเบิร์ต แพตทินสัน นักแสดงชาวอเมริกัน วัย 33 ปี ที่แจ้งเกิดจากภาพยนตร์โรแมนติกอย่างTwilightพร้อมกับนักแสดงสาว คริสเตนสจวร์ต แฟนสาวในขณะนั้น และในปี 2021 นี้เราจะได้เห็นหนุ่มหน้าหล่อที่สุดในโลกคนนี้กลับมาอีกครั้งในบทของอัศวินรัตติกาลคนใหม่อย่าง Batman ผลงานการกำกับของ แมตต์รีฟส์ ร่วมด้วย โซอี้ คราวิตซ์ ในบท Catwomanที่มีกำหนดฉายเดือนมิถุนายนปีหน้า

Read More

07/12/2563

ยอดค้าปลีกทองคำ โลหะเงิน และเครื่องประดับแท้ของจีนขยายตัวหลังวิกฤติโควิด-19 คลี่คลาย


สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนรายงานยอดขายอัญมณีและเครื่องประดับว่าขยับตัวเพิ่มสูงขึ้นหลังจากลดลงอย่างต่อเนื่องจากสาเหตุการหยุดชะงักทางธุรกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด -19 โดยพบว่า ยอดขายทองคำ โลหะเงินและเครื่องประดับแท้กลับมาเพิ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม และกันยายน 2563 ด้วยมูลค่า 23.48 และ 22.20 พันล้านหยวน ตามลำดับ ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า อันเนื่องมาจากการที่ประชาชนเริ่มออกมาจับจ่ายใช้สอยและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งผู้ค้ามีการออกโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคเมื่อดูยอดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคของจีนทั้งระบบพบว่าเพิ่มขึ้น 3.3% ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้ที่ 1.8% นับเป็นเดือนที่สองของยอดค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นติดต่อกันอันเป็นผลมาจากหลายปัจจัยได้แก่ • อัตราการว่างงานลดลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด -19 • ทุกอุตสาหกรรมกลับมาดำเนินการตามปกติ • และจีนมีการวางแผนกระตุ้นการบริโภคโดยเปิดตัวโปรโมชั่นและกิจกรรมต่างๆ ทั่วประเทศเพื่อเร่งการฟื้นตัว ทั้งนี้ประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในอันดับที่ 11 ของไทย โดยไทยส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (รวมทองคำ) ไปจีนล่าสุดในเดือนมกราคมถึงสิงหาคม ปี 2563 มีมูลค่ารวม 3,117.56 ล้านบาท ลดลง 55.41% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกเกือบ 90% เป็นเครื่องประดับเงินมีมูลค่าการส่งออก 2,797.92 ล้านบาท ลดลง 15.09% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านี้หลังจากเผชิญการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาตั้งแต่ต้นปี สถานการณ์ในจีนได้เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกตินับตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา โดยชาวจีนได้ออกมาจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นตามลำดับ แม้ว่าตัวเลขการใช้จ่ายจะยังต่ำอยู่แต่ก็มีอัตราการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกเดือน

Read More

07/12/2563

อัญมณีและเครื่องประดับไทยมีผลกระทบอย่างไรเมื่อสหรัฐฯ ตัดสิทธิ GSP


สหรัฐอเมริกาประกาศตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือGSP สำหรับสินค้าไทยรวมกว่า 200 รายการเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยสินค้าไทยที่จะถูกตัดสิทธิ GSP ได้แก่ชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องครัว อะลูมิเนียม อาหารอบแห้ง หอยบางชนิด และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท รวมถึงอัญมณี 1รายการ คือ พลอยเนื้ออ่อนเจียระไนซึ่งไม่ได้ใช้ในการผลิต ซึ่งจะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราปกติที่ร้อยละ 10.5 ทั้งหมดนี้คิดเป็นมูลค่าส่งออก 817 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 25,000 ล้านบาท การตัดสิทธิ GSP ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเมื่อย้อนกลับไปราวปี 2550 ไทยได้ถูกสหรัฐฯ ตัดสิทธิ GSP พิกัด 7113.19.50 เครื่องประดับแท้ที่ทำด้วยทองคำหรือแพลทินัม และต่อมาในปี 2555 สหรัฐฯ ได้ตัดสิทธิ GSP ของไทยพิกัดสินค้า 7113.11.50 เครื่องประดับเงินซึ่งมีมูลค่าเกินกว่าโหล/ชิ้นละ 18 ดอลลาร์สหรัฐ และล่าสุดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2563 สหรัฐฯ ก็ได้ตัดสิทธิ GSP สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจำนวน 22 รายการย่อยใน 4 สินค้าหลักได้แก่ พิกัด 7113 เครื่องประดับแท้ พิกัด 7114 เครื่องทองหรือเครื่องเงิน พิกัด 7116 ของทำด้วยไข่มุก และรัตนชาติ รวมถึงพิกัด 7117 เครื่องประดับเทียม ซึ่งสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่ถูกตัดสิทธิ GSP ไปแล้วปัจจุบันมีอัตราภาษีนำเข้าอยู่ที่ร้อยละ 2.7- 13.5 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยจะถูกตัดสิทธิ GSP ไปหลายรายการ แต่ก็ยังมีสินค้าที่ไทยยังคงได้รับสิทธิ GSP จากสหรัฐฯ และมีอัตราภาษีนำเข้าเป็นร้อยละ 0 อีกหลายรายการย้อนไปในปี 2562 สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในอันดับที่ 4 (รองจากสวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกง และสิงคโปร์) ด้วยมูลค่าราว 1,272 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกสำคัญไปยังสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องประดับทอง เครื่องประดับเงิน พลอยสีทั้งพลอยเนื้อแข็งและพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน รวมถึงเพชรเจียระไน และเครื่องประดับเทียม ตามลำดับ ซึ่งการตัเสิทธิ์พลอยเนื้ออ่อนเจียระไนของไทยในตลาดสหรัฐฯคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.05 ของมูลค่าการนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยรวมทั้งหมด ดั้งนั้นการที่สหรัฐฯ ตัดสิทธิ GSP ในครั้งนี้ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวมของไทยมากนัก ทั้งนี้อัญมณีและเครื่องประดับไทยเป็นสินค้าศักยภาพในตลาดสหรัฐฯ แม้คู่แข่งสำคัญของไทยอย่างจีนและอินเดียจะได้เปรียบสินค้าไทยที่มีต้นทุนที่ถูกกว่า ทำให้โอกาสที่สินค้าไทยจะช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นทำได้ยาก แต่หากเจาะตลาดระดับกลางขึ้นไป ที่ไม่แข่งขันด้านราคาเน้นคุณภาพสินค้า ประสิทธิภาพในการผลิตและออกแบบสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ก็สามารถเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยได้อีกมากข้อมูล :สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ(องค์กรมหาชน)

Read More

07/12/2563

ข้อตกลง RCEP กับโอกาสของตลาดเครื่องประดับไทย


การลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาคหรือ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership นับเป็นก้าวแรกแห่งความสำเร็จและก้าวสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจของ ASEAN ทั้ง 10 ประเทศ รวมทั้ง 5 ประเทศคู่เจรจาอย่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ที่มีความพยายามเจรจากันมาอย่างยาวนานถึง 8 ปี (ตั้งแต่ปี 2555 ลงนามเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563) RCEP เป็นข้อตกลงทางการค้าเสรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยประชากรประเทศสมาชิกกว่า 2.2 พันล้านคน คิดเป็น 30% ของประชากรโลก มีขนาด GDP รวมกันกว่า 26.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 30% ของ GDP โลก ซึ่ง RCEP เป็นข้อตกลงทางการค้าที่พัฒนามาจากแนวคิด ASEAN+3 และ ASEAN+6 ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของ AEC Blueprint ความตกลง RCEP ทั้ง 20 บทนั้น จะเป็นการขยายและต่อยอดจากข้อตกลง FTA ของประเทศในอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ให้มาอยู่ภายใต้ข้อตกลงเดียวกัน โดยมีเนื้อหาครอบคลุมทั้งการลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่เป็นภาษีและไม่ใช่ภาษีระหว่างกัน ขยายการเปิดเสรีด้านสินค้า บริการ และการลงทุน อีกทั้งยังช่วยลดความซ้ำซ้อนและความแตกต่างในข้อตกลง FTA ที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น ขณะที่หลายประเทศในข้อตกลง RCEP นี้ หวังว่าข้อตกลงดังกล่าวจะสามารถช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ให้กลับมาเติบโตได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าสินค้าไทยที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากข้อตกลง RCEP นั้น มี 5 หมวด ดังต่อไปนี้ 1. หมวดสินค้าเกษตร: แป้งมันสำปะหลัง สับปะรด สินค้าประมง 2. หมวดอาหาร: ผักผลไม้แปรรูป น้ำส้ม น้ำมะพร้าว อาหารแปรรูปอื่นๆ 3. หมวดสินค้าอุตสาหกรรม: อุปกรณ์ไฟฟ้า พลาสติก กระดาษ เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ 4. หมวดบริการ: ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจด้านสุขภาพ ธุรกิจด้านภาพยนตร์ บันเทิง แอนิเมชั่น 5. หมวดค้าปลีก ทั้งนี้คาดการณ์จะมีการลงนามสัตยาบรรณและเริ่มมีผลบังคับใช้ได้กลางปี 2564 อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้อินเดียซึ่งเป็นสมาชิกดั้งเดิมที่ครั้งนี้ถออนตัวออกไปได้กลับเข้ามาร่วมได้ ส่วนสาเหตุที่อินเดียถอนตัวออกไปเนื่องจากกังวลต่อความสามารถในการแข่งขันกับสินค้าที่มาจากจีนหากเปิดการค้าเสรี สำหรับการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยกับกลุ่ม RCEP พบว่า 9 เดือนแรกของปี 2563 มีมูลค่า 5,423.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 33.62% โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ เครื่องประดับเงิน และเครื่องประดับทอง จึงอาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นโอกาสที่ไม่ควรมองข้ามในการรุกเข้าตลาดนี้ โดยผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวให้สินค้ามีมาตรฐานสอดคล้องกับความตกลงดังกล่าวก่อนที่จะเริ่มบังคับใช้ ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างมองว่า RCEP จะกลายเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของอาเซียนฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้น

Read More

07/12/2563

เมื่อเครื่องประดับของอินเดียก้าวเข้าสู่ออนไลน์


ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอินเดียมีอัตราขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ต่อปีซึ่งถือว่าเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ประกอบการ ๓ รายใหญ่ๆที่ขับเคลื่อนการค้าปลีกออนไลน์อยู่ในขณะนี้ได้แก่ Amazon, Flipkartและ Paytm Mall โดยคาดว่าในปี 2022 มูลค่าการค้าออนไลน์จะเพิ่มขึ้นถึง 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 220,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2026 เนื่องจากผู้บริโภคชาวอินเดียนิยมเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น รวมถึงการซื้อขายเครื่องประดับออนไลน์ที่มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนโดยคาดว่าในปี 2020 ตลาดเครื่องประดับออนไลน์ในอินเดียจะมีมูลค่าเติบโตกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมีสัดส่วนราวร้อยละ 1-2 ของตลาดค้าปลีกเครื่องประดับอินเดีย สาเหตุที่ทำให้การค้าเครื่องประดับออนไลน์ในตลาดอินเดีย ขยายตัวสูงขึ้น เนื่องมาจากกำลังซื้อของผู้หญิงอินเดียยุคใหม่ที่สนใจในสินค้าแฟชั่นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลการสำรวจข้อมูลของบริษัทผู้ค้าเครื่องประดับรายใหญ่ในอินเดีย พบว่า ผู้หญิงอายุ 18 ถึง 35 ปี มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าเครื่องประดับทางออนไลน์มากกว่าช่วงอายุอื่นๆ โดยผู้หญิงในทุกช่วงอายุมักซื้อเครื่องประดับเพื่อสวมใส่ในชีวิตประจำวันมากกว่าซื้อเพื่อการลงทุน รวมถึงผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ก็หันมานิยมช็อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะในโอกาสพิเศษต่างๆเช่น วันครบรอบแต่งงาน วันเกิด นอกเหนือจากวันสำคัญอย่างในเทศกาล Dhanterasหรือ AkshayaTritiya ที่ปริมาณการซื้อเครื่องประดับโดยเฉพาะเครื่องประดับทองคำจะมีมูลค่ามากเป็นปกติอยู่แล้ว ทั้งนี้ความนิยมในรูปแบบของเครื่องประดับก็เปลี่ยนไปจากเดิมโดยผู้หญิงร้อยละ 81.3 นิยมเครื่องประดับที่มีความทันสมัยและมีน้ำหนักเบากว่าเครื่องประดับแบบดั้งเดิม ด้วยเหตุนี้รัฐบาลอินเดียจึงได้ ปรับปรุงกฎระเบียบการค้าออนไลน์ให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการจัดหาสินค้า การผูกขาดการจัดจำหน่ายสินค้า และการตั้งราคา โดยบริษัทอีคอมเมิร์ซที่เปิดการซื้อขายออนไลน์ในตลาดอินเดีย จะถูกสั่งห้ามไม่ให้ขายสินค้าจากผู้จัดหาซึ่งบริษัทอีคอมเมิร์ซนั้นๆ ถือครองหุ้นอยู่ นอกจากนี้ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นเจ้าของหรือมีอำนาจควบคุมคลังสินค้าของผู้จัดหา รวมทั้งผู้จัดหาที่ขายสินค้ามากกว่าร้อยละ 25 ให้แก่บริษัทอีคอมเมิร์ซเพียงรายเดียวจะถือว่าถูกควบคุมโดยบริษัทอีคอมเมิร์ซแห่งนั้นและไม่ได้รับอนุญาตให้ขายสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซดังกล่าวอีกต่อไป นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียยังห้ามไม่ให้บริษัทอีคอมเมิร์ซกำหนดให้ผู้ขายขายสินค้าเฉพาะบนแพลตฟอร์มของตัวเองเท่านั้น และการให้ส่วนลดหรือการให้เงินคืนบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซนั้นควรกระทำอย่างเป็นธรรมและไม่แบ่งแยก หมายความว่าไม่ควรมีการลดราคาลงมากผิดปกติในช่วงลดราคา และผู้จัดหา/แบรนด์จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องราคาเองทั้งหมด รวมทั้งห้ามไม่ให้มีการจัดโปรโมชั่นแบบลดกระหน่ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน เนื่องจากเป็นการบิดเบือนราคาและกลไกตลาดอีกด้วยข้อมูล : สถาบันวิจัยอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์กรมหาชน)

Read More

07/12/2563

จับปิ้ง วัฒนธรรมการแต่งกายของเด็กหญิงในสยาม


ในห้องนิทรรศการเครื่องประดับและอัญมณี ที่ศาลาเครื่องราชอิสริยยศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเหรียญกษาปณ์ สำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน กรมธนารักษ์ ได้จัดแสดงเครื่องประดับและปกปิดร่างกายของเด็กหญิงไทยในสมัยโบราณที่เรียกว่า “จับปิ้ง” ที่มีความวิจิตร งดงาม ประณีต ละเอียดอ่อนด้วยฝีมือช่างโบราณในราชสำนัก จัดสร้างด้วยทองคำและอัญมณีมีต่างๆ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยจับปิ้งที่นำออกมาจัดแสดง มีด้วยกัน ๓ ชิ้นคือ ๑. จับปิ้งทองคำประดับทับทิม เป็นจับปิ้งรูปใบโพตรงกลางนูน ทำด้วยทองคำ สลักลายใบเทศประดับด้วยทับทิม ด้านบนมีแท่งทรงกระบอกกลวงตรงกลาง สำหรับร้อยสายสร้อย ๒. จับปิ้งเงินถมตะทอง เป็นจับปิ้งรูปใบโพ ทำด้วยเงินถมตะทอง ตรงกลางนูน สลักดุนลายตรงกลางเป็นลายดอกใบเทศ ขอบด้านข้างเป็นลายใบเทศ มุมด้านบนประดับด้วยดอกไม้สี่กลีบ มุมด้านล่างประดับด้วยกระจังใบเทศ ด้านบนมีห่วงสำหรับร้อยสายสร้อย ๓. จับปิ้งเงินถมตะทอง เป็นจับปิ้งรูปใบโพ ทำด้วยเงินถมตะทอง ตรงกลางนูน สลักดุนลายรักร้อยใบเทศและลายก้านต่อดอกใบเทศโดยรอบ มุมด้านบนประดับด้วยดอกลำดวน มุมด้านล่างประดับด้วยกระจัง ใบเทศ ด้านบนทำเป็นหลอดสำหรับร้อยสายสร้อย ชาวสยามนิยมผูกจับปิ้งให้กับเด็กผู้หญิง ซึ่งจัดทำด้วยวัสดุที่หลากหลายตามฐานะของผู้สวมใส่ นิยมทำด้วยโลหะที่ไม่เป็นสนิม โดยจับปิ้งสำหรับเจ้านาย และบุตรหลานขุนนางชั้นผู้ใหญ่ มักทำด้วยทองคำ ส่วนของเด็กผู้หญิงทั่วไปมักทำด้วยเงินและนาก ส่วนผู้ที่มีฐานะยากจนจะใช้จับปิ้งจากกะลามะพร้าว ญาติผู้ใหญ่จะผูกจับปิ้งให้ลูกหลานหลังจากโกนผมไฟ จนกระทั่งอายุประมาณ ๑๐ – ๑๒ ขวบหรือกระทั่งโกนจุกจึงเลิกใช้จับปิ้งเปลี่ยนไปนุ่งห่มเสื้อผ้าตามฐานะจับปิ้งในสยาม มี ๒ รูปทรง คือ๑. จับปิ้งทรงทะนาน หรือรูปใบโพ มีขนาดประมาณครึ่งฝ่ามือ โตพอที่จะปิดบังอวัยวะเพศของผู้สวมใส่ได้มิดชิด ตอนบนกลมป้อม ตอนล่างเรียวแหลม ตรงกลางโค้งนูนเป็น กระเปาะ ด้านหน้าสลักลวดลายต่างๆ เช่น ลายพันธุ์พฤกษา ด้านหลังเรียบเกลี้ยง ขอบด้านบนมีแท่งทรงกระบอกกลวงตรงกลาง หรือเจาะรูเล็กๆ ๒ รู ใช้ร้อยสร้อยหรือเชือกสำหรับ ผูกบริเวณบั้นเอว ขอบจับปิ้งมักเลี่ยมให้มนเพื่อป้องกันไม่ให้บาดเนื้อผู้สวมใส่ ๒. จับปิ้งทรงร่างแห ถักด้วยเส้นโลหะขึ้นเป็นแผ่นค่อนข้างโปร่งรูปร่างคล้ายกระเบื้องเกล็ดเต่าหรือรูปสี่เหลี่ยมชายแหลม ตอนบนจะมีห่วงสำหรับร้อยสร้อยสำหรับผูกกับบั้นเอวปัจจุบันจับปิ้งกลายเป็นเครื่องประดับที่หายาก และเป็นที่ต้องการของนักสะสมของเก่า อีกทั้งพิพิธภัณฑ์บางแห่งได้นำจับปิ้งมาใช้เป็นวัตถุจัดแสดงเพื่อสะท้อนวิถีชีวิตของสังคมไทยในอดีตให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้และชื่นชม ความงดงาม ที่มา : พืพืธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์

Read More

07/12/2563

เปิดรายจ่าย ร้านทองตู้แดง ในภาวะราคาทองผันผวน (ตอนที่ 2)


เปิด 7 ค่าใช้จ่ายของร้านทองตู้แดง (ต่อ) 4.ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสถานที่ ค่าขนส่ง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าพาหนะ ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา เป็นต้น5. ดอกเบี้ยจ่าย ที่เกิดจากการที่กิจการร้านทองกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินต่างๆ มาเป็นทุนหมุนเวียนในกิจการ ซึ่งส่วนใหญ่สินเชื่อธุรกิจประเภทนี้มักจะกำหนดคุณสมบัติ อย่างเช่น ประสบการณ์ในการทำธุรกิจหรือก่อตั้งกิจการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปีขึ้นไป ซึ่งอัตราค่าธรรมเนียมบางแห่งคิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ (MLR) ตามประกาศของแต่ละธนาคาร6. ภาษีอากรของธุรกิจร้านทอง มีทั้งภาษีเงินได้ ซึ่งแยกเป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คำนวนจากรายได้ที่ได้จากการขายทองคำเป็นเงินพึงได้ประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลกฎหมายรัษฎากร หรือเงินพึงได้ตลอดปีภาษี ซึ่งจะมีวิธีการหักค่าใช้จ่าย 2 วิธี คือ การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาร้อยละ 60% หรือหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร ขณะที่ด้านนิติบุคคลจะคำนวณจากฐานกำไรสุทธิ ซึ่งหากมีผลขาดทุนสุทธิทางภาษี ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล นอกจากนี้ยังมีภาษีมูลค่าเพิ่มจากการที่ร้านทองที่มีเงินได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน1.8ล้านบาทต่อปีต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม(ภ.พ.01)ภายใน30วันนับแต่วันที่มีเงินได้เกิน1.8ล้านบาทซึ่งการนับมูลค่าฐานภาษีจากการขายทองเพื่อจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องนับเงินได้ทั้งจำนวนที่ได้รับไม่ใช่นับจากผลต่างหรือค่ากำเหน็จเนื่องจากผลต่างหรือค่ากำเหน็จเป็นฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเท่านั้น7.การทำบัญชีหรือรายงานแสดงรายได้และรายจ่ายซึ่งกิจการร้านทองบุคคลธรรมดาต้องจัดทำบัญชีแบ่งเป็น2กรณีได้แก่1)กรณีผู้ประกอบการกิจการที่เป็นบุคคลธรรมดาห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลและไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องจัดทำบัญชีหรือรายงานแสดงรายได้และรายจ่ายเป็นประจำวันโดยต้องลงรายการในบัญชีรายได้และรายจ่ายภายใน3วันทำการนับแต่วันที่มีรายได้หรือรายจ่าย2)กรณีผู้ประกอบกิจการที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลนอกจากต้องจัดทำรายงานเงินสดรับ-จ่ายแล้วยังต้องทำบัญชีรายรับ-จ่ายของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลเพื่อแสดงยอดเงินคงเหลือยกมาโดยจำนวนเงินของยอดรายได้และรายจ่ายที่ได้มีการรับมาและจ่ายไปในระหว่างปีภาษีและยอดเงินคงเหลือยกไปเพื่อยื่นพร้อมกับการยื่นแบบภ.ง.ด.90หรือภ.ง.ด.91ของ ทุกปีภาษีทั้งหมดนี้คือรายจ่ายที่ต้องแบกรับของร้านทองตู้แดงที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

Read More

07/12/2563

ร้านทองตู้แดง มีรายได้มาจากไหน


ในภาวะที่ราคาทองคำผันผวนหนักอย่างในปัจจุบัน ร้านทองตู้แดงมีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้า-ออกจำนวนมากในแต่ละวัน หลายคนจึงสงสัยว่าร้านทองเหล่านี้มีรายได้มากน้อยแค่ไหน และต้องเสียรายจ่ายอะไรบ้างในการทำธุรกิจร้านทองตู้แดง รายได้ของ"ร้านทองตู้แดง" หลักๆมาจากการขายทองคำรูปพรรณและทองคำแท่ง ทั้งขายให้ลูกค้าทั่วไปที่มาซื้อทอง และขายทองรูปพรรณเก่าให้ผู้ค้าส่งทองคำหรือผู้ผลิต รวมถึงรายได้จากค่ากำเหน็จ หรือค่าผลิตทองคำรูปพรรณ ที่บวกค่าการตลาดของผู้ประกอบการร้านทองไปอีกทอดหนึ่ง เพื่อให้คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายอื่นๆนอกเหนือจากค่าสินค้า เช่น ค่าเดินทาง ดังนั้นราคาขายทองรูปพรรณ หนัก 1 บาท จะเท่ากับราคาขายทองคำแท่ง หนัก 1 บาท + ค่ากำเหน็จ โดยตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2559 ราคาค่ากำเหน็จทองรูปพรรณขั้นต่ำ ซึ่งร้านทองคำใช้เป็นราคาอ้างอิงคือบาทละ 500 บาท นอกจากนี้กิจการร้านทองอาจมีการประกอบธุรกิจอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การรับขายฝาก (คล้ายกับการจำนำ) โดยมีข้อตกลงว่า ผู้ขายมีสิทธิไถ่ถอนคืนภายในกำหนดเวลาตามสัญญา โดยจะบวกค่าตอบแทนที่คำนวณตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญานั้นๆ รวมถึงการขายเครื่องประดับ สินค้าที่เกี่ยวข้อง และการให้บริการอื่นๆ อาทิ รับซ่อมทอง การใส่กรอบพระ รับจองวัตถุมงคล ชุบทอง เป็นต้น ผู้ประกอบการร้านทองบางร้านประกอบกิจการอื่นๆที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย เช่นโรงรับจำนำ การได้รับอนุญาตให้ตั้งโรงจำนำตาม พ.ร.บ.โรงรับจำนำจะทำให้มีรายได้จากดอกเบี้ย ที่มีคนนำทองรูปพรรณมาเป็นประกันเพื่อชำระหนี้ และบางรายอาจมีรายได้จากการให้กู้ยืมเงินและให้เช่าอาคารเพิ่มเติมอีกด้วยส่วนรายจ่ายที่ร้านทองต้องแบกรับนั้น มาจากหลายส่วนเช่น ค่าสินค้าหรือค่าทอง ค่าจ้างช่างทำทอง ประกันภัยร้านทอง เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสถานที่ ค่าขนส่ง ภาษีอากรของธุรกิจร้านทองทั้งภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ค่าจัดทำบัญชี เป็นต้นร้านทองใหญ่ๆมีรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายปีละหลายร้อยล้านบาท เช่น ห้างทองตั้งโต๊ะกัง ห้างขายทองทองใบเยาวราชห้างทองฮั่วเซ่งเฮง ซึ่งร้านทองเหล่านี้รายได้จากธุรกิจอื่นๆด้วยนอกเหนือจากการขายทองหน้าร้าน เช่น ดำเนินธุรกิจนายหน้าซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เป็นโบรกเกอร์ซื้อขายกองทุนรวมอีทีเอฟทองคำ เป็นต้น แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วก็เหลือกำไรสุทธิไม่มากนัก ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

Read More

07/12/2563

สำรวจแร่ทองคำในโลก ยังเหลือมากน้อยแค่ไหน


ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ราคา ทองคำขึ้นไปเหนือระดับ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราว 63,000 บาท ต่อออนซ์ ซึ่งถือว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ (ก่อนจะลดลงมาที่ระดับต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ทำให้เกิดถามว่าจะมีการขุดทองคำเพิ่มขึ้นหรือไม่ในสถานการณ์ที่ราคาเป็นแบบนี้ และทั่วโลกยังเหลือทองคำให้ขุดอีกมากน้อยแค่ไหนศูนย์สำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา(US Geological Survey : USGS) ระบุว่าตั้งแต่มนุษย์รู้จักการใช้ทองคำจนถึงปัจจุบันมนุษย์ได้ขุดแร่ทองคำขึ้นมาแล้วกว่า 190,000 ตัน ยังคงเหลือแร่ทองคำใต้ดินที่ยังไม่ได้ขุดขึ้นมาอีกราว 50,000 ตัน หรือยังเหลือทองคำให้ขุดอีกราว 20% โดยสภาทองคำโลก (World Gold Council : WGC ) ระบุว่า เมื่อปี 2562 ปริมาณทองคำถูกขุดขึ้นมาจากเหมืองทั่วโลกที่ 3,531 ตัน น้อยกว่ายอดทองคำจากเหมืองของปีต่ำกว่าปี 2018 1% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำลงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2008ผู้เชี่ยวชาญด้านทองคำบางคนบอกว่าโลกได้เลยจุดพีคหรือ peak gold หรือความสามารถในการขุดแร่ทองได้มากที่สุดในแต่ละปีแล้ว แต่สภาทองคำโลกแย้งว่าเป็นการด่วนสรุปที่เร็วไปแต่ก็มองว่าจากนี้ในแต่ละปีโลกจะผลิตทองคำได้น้อยลงเพราะว่าแร่ทองคำในแหล่งสำรองเริ่มหมดไป และไม่มีการค้นพบแหล่งทองคำใหม่ๆโดยการผลิตทองคำก็จะไม่ได้ลดลงรวดเร็วอย่างน่าตกใจ แต่จะค่อยๆลดลงในช่วง 2-3 ทศวรรษที่จะมาถึง WGC อธิบายเพิ่มเติมว่า แหล่งสำรอง คือ แหล่งที่มีแร่ทองคำในในปริมาณที่คุ้มทุนหากจะทำเหมืองแร่เมื่อพิจารณาราคาทองคำในปัจจุบัน ส่วนแหล่งทรัพยากร คือแร่ทองคำในที่ๆอาจจะคุ้มทุนที่จะทำเหมืองแร่เมื่อมีการสำรวจเพิ่มหรือมีเทคโนโลยีใหม่ๆไม่ว่าจะเป็นชุดข้อมูลขนาดใหญ่(Big Data)หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยลดกระบวนการผลิตและลดต้นทุนการทำเหมืองแร่ทองได้ หรือราคาทองคำสูงขึ้นกว่าในปัจจุบัน จึงเป็นไปได้ว่าอาจมีแร่ทองคำซ่อนอยู่ในพื้นที่ๆการสำรวจยังเข้าไปไม่ถึง เช่นขั้วโลกใต้หรือใต้พื้นมหาสมุทรก็เป็นได้ ทั้งนี้แหล่งทองคำเดี่ยวขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อยู่ที่ลุ่มน้ำวิทวอเทอร์สแลนด์ ใกล้เมืองโยฮันเนสเบิร์กของแอฟริกาใต้ คิดเป็นประมาณ 30% ของปริมาณทองคำรวมที่ขุดได้จากเหมืองทองทั่วโลกส่วนแหล่งทองคำขนาดใหญ่อื่นๆ รองลงมาคือ เหมืองเอ็มโปเน็ง ในแอฟริกาใต้ เหมืองซูเปอร์ พิท และนิวมองต์ บ็อดดิงตัน ในออสเตรเลีย เมืองแกรสเบอร์ก ในอินโดนีเซีย และเหมืองอีกหลายแห่งที่รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ส่วนประเทศที่มีการทำเหมืองทองรายใหญ่ที่สุดของโลกคือ ตามด้วย แคนาดา รัสเซียและเปรู ส่วนบริษัททองคำรายใหญ่ของโลกคือ บริษัทแบร์ริค โกลด์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของเหมืองทองเนวาดา ที่สามารถผลิตทองคำได้ปีละประมาณ 3.5 ล้านออนซ์ อย่างไรก็ตามยังมีเหมืองทองใหม่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ แต่แหล่งทองคำปริมาณมากๆเริ่มหายากขึ้นทุกที ทองคำส่วนใหญ่ของโลกที่ขุดได้ในปัจจุบันจึงมาจากเหมืองทองเก่าอายุใช้งานนับสิบๆปีแล้วนั่นเอง สำหรับในปี 2563 นี้มีรายงานจากสภาทองคำโลก ระบุว่าการผลิตทองคำทั่วโลกในไตรมาสแรกนั้นตกลงไป 3% หากเทียบกับไตรมาสแรกของปีก่อน นอกจากนี้ สถานการณ์โควิดที่ยังไม่ดีขึ้นก็มีความเป็นไปได้ว่าตัวเลขยอดการผลิตในไตรมาสที่สองนี้จะลดลงไปกว่าเดิม

Read More

07/12/2563

จี้ล็อคเก็ตทองคำ ตัวแทนแห่งรักของพระราชินีนาถวิกตอเรียต่อพระสวามี


ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายอัลเบิร์ต พระสวามีผู้เป็นที่รักในปี 1861 ได้นำความโศกเศร้ามาสู่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักรเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงไว้ทุกข์ด้วยการฉลองพระองค์ในชุดสีดำตลอดพระชนม์ชีพที่เหลือ และสวมเครื่องประดับไว้ทุกข์ ซึ่งเป็นสร้อยข้อมือทองคำห้อยด้วยชาร์มและจี้ล็อคเก็ตทองคำที่ด้านในบรรจุเส้นผมและภาพของเจ้าชายอัลเบิร์ตอยู่เสมอเพื่อเป็นตัวแทนแห่งรักและระลึกถึงพระสวามีของพระองค์ สร้อยข้อมือทองคำห้อยด้วยชาร์มและจี้ล็อคเก็ตทองคำ จัดเป็นเครื่องประดับไว้ทุกข์ (Mourning Jewelry) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ในยุคกลางหรือราว ค.ศ. 5 - ค.ศ. 15 ที่มักทำจากอัญมณีที่มีโทนดำและสีขาว เช่นเจ็ท นิล ไข่มุก รวมไปถึงเครื่องประดับลงยาต่างๆ โดยรูปแบบที่ทำขึ้นในยุคนั้นมักสื่อความหมายถึงความตาย เช่น รูปโครงกระดูก หรือไม้กางเขน เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความตายนั้นเป็นสัจธรรมของชีวิตจนกระทั่งในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ถือเป็นยุคที่เครื่องประดับไว้ทุกข์ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด โดยพระองค์ทรงเป็นผู้ปฏิวัติภาพลักษณ์เครื่องประดับไว้ทุกข์จากสัญลักษณ์แห่งความตาย มาสู่เครื่องหมายแห่งการระลึกถึงบุคคลผู้เป็นที่รักซึ่งจากไปอย่างไม่มีวันกลับ จึงทำให้กระแสความนิยมเครื่องประดับประเภทนี้กลับมาเฟื่องฟูในราชสำนัก อีกครั้งหนึ่ง จี้ล็อคเก็ตทองคำตกแต่งด้วยนิลและเพชร ด้านในบรรจุเส้นผมและภาพของเจ้าชายอัลเบิร์ต เป็นเครื่องประดับไว้ทุกข์ที่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงโปรดและมักทรงสวมอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ยังมีสร้อยข้อมือทองคำห้อยด้วยจี้ประดับหรือชาร์ม(Charm)ที่ทำจากทองคำและบางชิ้นทำจากทองคำลงยาสีดำจำนวน 16 ชิ้น ทั้งนี้ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงมีพระราชประสงค์ที่จะไม่พระราชทานเครื่องประดับทั้ง 2 ชิ้นนี้ให้เป็นสมบัติแก่ผู้ใด อีกทั้งยังมีรับสั่งให้นำเครื่องประดับไว้ทุกข์ทั้ง 2 ชิ้นนี้ ไปเก็บไว้ที่ห้องอัลเบิร์ตซึ่งเป็นห้องที่เจ้าชายอัลเบิร์ตสิ้นพระชนม์ ในพระราชวังวินด์เซอร์หลังจากที่พระองค์สวรรคตแล้วอีกด้วย เครื่องประดับไว้ทุกข์ได้รับความนิยมยาวนานต่อมาอีกราว 40 ปี จนกระทั่งเมื่อสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียสวรรคตในปี 1901 ความนิยมในเครื่องประดับประเภทนี้ก็เริ่มเสื่อมถอยลงและค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา

Read More

07/12/2563

10 สุดยอดอัญมณีในพิพิธภัณฑ์ สมิธโซเนียน


พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ สมิธโซเนียน (Smithsonian Museum of Natural History ) เป็นเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ ของสหรัฐอเมริกาที่มีพิพิธภัณฑ์และสถาบันทั้งหมดราว 200 แห่ง ใน 45 รัฐ และได้รับการยอมรับว่าเป็นเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จัดแสดงแร่และหินล้ำค่ากว่า 350,000 ชิ้น คอลเลกชันอัญมณีอีกกว่า 15,000 ชิ้น รวมถึงเพชรHope's Diamond และ Sapphire "Star of Asia" ที่มีชื่อเสียงระดับโลก และนี่คือ 10 สุดยอดอัญมณีในพิพิธภัณฑ์ สมิธโซเนียน 1. สร้อยข้อมือ Claghetta ทำจากทองคำขาวเคลือบเพชร 626 เม็ด มรกต 73 เม็ดแซฟไฟร์ 48 เม็ดทับทิม 20 เม็ดและซิตริน 4 เม็ด เป็นสร้อยข้อมือที่งดงามจากประเทศฝรั่งเศส 2. Carmen Lúcia -เป็นแหวนซึ่งประดับด้วยอัญมณีสีแดงสดขนาดใหญ่ถึง 23.10 กะรัต ขนาบด้วยเพชรเจียระไนรูปทรงสามเหลี่ยมด้านละ 1 เม็ด บนตัวเรือนแพลทินัม ทับทิมเม็ดนี้ถูกขุดพบในช่วงทศวรรษที่ 30 ณ เหมืองพลอยในเมืองโมกก ประเทศเมียนมา ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งผลิตพลอยสีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก3. Black Agate / White Agate หินแบล็คอาเกตหรือหินโมรา สีดำและสีขาว ได้ชื่อว่าเป็น ดวงตาสวรรค์ นำมาจากประเทศอินเดีย มีความสวยงามอย่างน่าประหลาด ด้วยลวดลายธรรมชาติที่แปลกตา4. Ametrine Daibera – เป็นแร่รัตนชาติที่มีสีม่วงปนเหลือง โดยมีส่วนผสมของควอตซ์และเกิดจากการผสมของแอเมทิสต์นำมาจากโบลิเวียน้ำหนัก 214.15 กะรัต เจียระไนอย่างงดงามแปลกตาทำให้เห็นความสวยงามของหินโดดเด่นขึ้น 5. สร้อยคอ kunzite - ผลงานศิลปะชิ้นนี้สร้างสรรค์โดย Paloma Picasso ในปี 1986 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 150 ปีของ Tiffany & Co.ทำจากอัญมณีคุนไซท์ 396.30 กะรัตจากอัฟกานิสถาน ประดับอยู่บนตัวเรือนทองคำขาว 18k และห้อยด้วยจี้เพชรลวดลายริบบิ้น ปรับด้วยไข่มุกบาร็อค South Sea 30 เม็ด 6. สร้อยคอมรกต – ทำขึ้นในช่วงกลางทศวรรษที่ 1960 โดยนักอัญมณีชื่อ Julius Cohen ทำจากมรกตโคลอมเบียเจียระไนหลังเบี้ย 77 เม็ดน้ำหนักรวม 350 กะรัต 7. เทียร่ามาเรียหลุยส์ - ของขวัญจากพระเจ้านโปเลียนมอบให้ภรรยาคนที่สองในวันแต่งงาน เดิมมงกุฎประดับด้วยมรกตต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นคริสตัลเทอร์ควอยซ์ ของเปอร์เซียจำนวน 79 ชิ้นในปีพ.ศ. 2499 8. โอปอล - คอลเลกชันโอปอลของออสเตรเลียที่สวยงาม เปล่งประกายเจิดจรัสอย่างไม่น่าเชื่อ 9. หวีไข่มุกและเพอริดอท - ออกแบบโดยนักอัญมณี Aldo Cipullo ผู้เขียนสร้อยข้อมือ Love ที่มีชื่อเสียงจาก Cartier เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวงดงามของไข่มุกน้ำจืดและเพอริดอท 10. เข็มกลัดเพชรวิลคินสัน – ทำจากเพชรเฉดสีส้มถึงน้ำตาลน้ำงาม 71 เม็ด น้ำหนัก 61.3 กะรัต งดงามเกินบรรยาย สถาบันสมิธโซเนียน เป็นพิพิธภัณฑ์และสถานที่วิจัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่ National Boulevard ในวอชิงตัน ดี.ซี. ประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ 19 แห่งสวนสัตว์แห่งชาติและสถาบันวิจัย 9 แห่ง

Read More

07/12/2563

วัลฮัลลา จากเหมืองทองล้างกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวกลางหุบเขา


ใครก็ตามที่เคยไปเยี่ยมชมวัลฮัลล่า เมืองที่ตั้งอยู่ลึกลงไปในหุบเขา Gippsland ของเทือกเขาแอลป์ รัฐวิคตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย เชื่อว่าจะต้องตกหลุมรักความงดงามของหมู่บ้านประวัติศาสตร์แห่งนี้ที่ครั้งหนึ่งคือที่ตั้งของเหมืองทองคำ และมีการขุดทองคำในเหมืองทองแห่งนี้ได้กว่า 13 ตันเมืองวัลฮัลลา( Walhalla) อยู่ห่างจากเมลเบิร์นไปทางตันออก 183 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมง ระหว่างปี ค.ศ.1863 – 1914 ถือเป็นช่วงที่ธุรกิจเหมืองทองในเมืองวัลฮัลลารุ่งเรื่องที่สุด จนได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่ทองคำที่ร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งในออสเตรเลีย มีประชากรมากกว่า 3,000 คนอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆแห่งนี้ ก่อนที่การทำเหมืองจะยุติลง และผู้คนเริ่มทยอยย้ายออกไปจนเกือบกลายเป็นเมืองร้าง แต่เนื่องจากมีทำเลที่ดีและมีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ค่อนข้างพร้อม ทำให้วัลฮัลลาเปลี่ยนสภาพจากเหมืองทองไปเป็นเมืองท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ และเป็นหนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยวด้วยการเดินเท้าที่เรียกว่า Australian Alps Walking Track นักท่องเที่ยวที่มาเมืองนี้จะสนุกสนานไปกับกิจกรรมของเมืองเช่นทัวร์ผีนั่งรถไฟ Goldfields หรือทัวร์เหมืองทองคำ Long Tunnel Extended เพื่อดูร่องรอยการทำเหมืองทองคำที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งในวิกตอเรีย นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังหลงใหลในความงามของถนนสายหลักแคบ ๆ ที่ล้อมรอบด้วยอาคารยุคอาณานิคมและสวนยุโรปที่ทอดยาว ที่แปลกแต่จริงก็คือ มีผู้คนเพียงไม่กี่คนที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ แต่กลับดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ถึง 120,000 คนต่อปี วัลฮัลลา เป็นเมืองสุดท้ายในออสเตรเลียที่เพิ่งมีไฟฟ้าใช้ในในปี 1998 แม้ว่าในปี 1884 จะเป็นหนึ่งในเมืองแรก ๆ ในประเทศที่มีไฟถนนใช้ก็ตาม อีกทั้งยังไม่มีน้ำประปาไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือทีวีอีกด้วย

Read More

07/12/2563

จากยุค Gold Rush สู่เมือง ghost town


ในช่วงทศวรรษที่ 1840-1870 อุตสาหกรรมเหมืองแร่ในสหรัฐอเมริกาถือว่ารุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะใน ปีค.ศ. 1848 – 1855 เป็นยุคที่อุตสาหกรรมเมืองทองคำรุ่งเรืองที่สุดจนได้ชื่อว่าเป็น ยุคตื่นทองที่แคลิฟอร์เนีย (California Gold Rush) มีเหมืองทองคำกว่า 20 แห่งกระจายอยู่ทั่วเมือง มีประชาชนกว่า 300,000 คน จากทั่วสหรัฐอเมริกา และต่างประเทศ ให้เดินทางมายังแคลิฟอร์เนียเพื่อขุดทอง แต่เมื่อการทำเหมืองทองซบเซาลง แร่ทองคำหายากขึ้นจนแทบหมดไปจากพื้นที่ ผู้คนเริ่มทยอยทิ้งเมืองไปจนทำให้หลายเมืองกลายเป็นเมืองร้าง เหลือทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพัง หนึ่งในนั้นคือเมือง โบดี้ (Bodie) Bodie ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยเป็นหัวใจสำคัญของเมืองชายแดนตะวันตก เพราะมีการทำเหมืองแร่ทองคำ จึงมีผู้คนอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองนี้กว่า 10,000 คน มีร้านค้ามากมายและยังมีย่านไชน่าทาวน์อยู่กลางเมือง ทำให้เมืองโบดี้รุ่งเรืองและคึกคักมาก จนกระทั่งในปี 1879 อุตสาหกรรมเหมืองแร่ซบเซา เหมืองทองทยอยปิดตัวลงทำให้ชาวเมืองเริ่มทยอยย้ายออก ไป อีกทั้งเมืองโบดี้ได้ชื่อว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน มีการฆ่ากันเกิดขึ้นเป็นประจำ กฎหมายเข้าไม่ถึง ประกอบกับเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ลุกลามเผาทำลายบ้านเมืองและร้านค้าเกือบทั้งหมดเหลือไว้เพียงอาคารร้าง 150 หลังทำให้เมืองที่เคยคึกคัก กลายเป็นเมืองร้างจนได้ฉายาว่า "ghost town" ปัจจุบันเมืองโบดี้ได้รับการพัฒนาให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์แห่งชาติของรัฐแคลิฟอร์เนีย และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางมาเที่ยวชมปีละกว่า 200,000 คนเลยทีเดียวนอกจากเมือง Bodie ยังมีอีกเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองร้างแห่งแคลิฟอร์เนีย นั่นก็คือ เมือง “Cerro Gordo” ตั้งอยู่ในหุบเขา Inyo ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ.1865 เคยรุ่งเรืองมากด้านการทำเหมืองเงิน และสังกะสี เป็นเมืองที่มีการขุดพบแร่เงินมากที่สุดในสหรัฐอเมริกาช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดเมืองนี้เจริญที่สุดเมืองCerro Gordo มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 5,000 คน ต่อมาการทำเหมืองค่อยๆ เสื่อมลง จนในที่สุดเมื่อปี 1950 เมืองนี้ก็ถูกทิ้งร้างไปโดยสมบูรณ์ ปัจจุบันเมืองCerro Gordo อยู่ภายใต้การครอบครองของนักธุรกิจชื่อ Brent Underwood ที่ตกหลุมรักเมืองร้างแห่งนี้ โดยไม่สนประวัติความเป็นมาของเมืองทุ่มเงินซื้อไปเมื่อปีค.ศ.2018 ในราคา 1.4 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 42 ล้านบาท ประกอบไปด้วยอาคารจำนวน 22 หลัง โบสถ์ที่ดัดแปลงเป็นทั้งโรงละคร และร้านขายของชำ Underwood วางแผนจะสร้างสตูดิโอดนตรี และจะเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมเมืองนี้ในอนาคตหากแผนการของเขาเป็นจริง เมืองนี้ก็อาจจะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เก๋อีกแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา

Read More

07/12/2563

ธนาคารกลางเริ่มเทขายทองคำ ขณะความต้องการบริโภคทองคำลดลงต่อเนื่อง


หลังจากนาคารกลางรัสเซียประกาศระงับการซื้อเข้าทองคำเพื่อเพิ่มสัดส่วนทองคำสำรองระหว่างประเทศเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งส่งลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากพอสมควร เนื่องจากธนาคารกลางรัสเซียเป็นผู้ชื้อทองคำรายใหญ่ทีสุดในโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ล่าสุดสภาทองคำโลก (WGC) รายงานว่าธนาคารกลางทั่วโลกได้เริ่มขายทองคำแทนการซื้อเข้ามาตั้งแต่เดือนสิงหาคมแล้ว WGC เปิดเผยว่า ธนาคารกลางต่างๆได้ขายทองคำออกในเดือนสิงหาคมจำนวนสุทธิ 12.3 ตัน จากจำนวนทองคำที่ธนาคารกลางทั่วโลกถือครองอยู่ทั้งหมดราว 35,000 ตัน รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ยอดการซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ลดลง 39% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปีที่แล้ว แตะที่ 233 ตันทั้งนี้เมื่อปีที่แล้ว(2562)ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำจำนวน 650 ตัน ลดลงจากปี 2561 ที่จำนวนถึง 656 ตัน ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดในรอบ 50 ปี โดยปี 2510 ธนาคารกลางต่างๆได้ซื้อทองคำปริมาณมากที่สุดนับตั้งแต่อดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันตัดสินใจยกเลิกระบบผูกติดค่าเงินดอลลาร์กับทองคำ ในส่วนของราคาทองคำก็มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจรโดยในช่วงต้นปีนี้ ราคาทองอยู่ที่ราว 1,500 ดอลลาร์/ออนซ์ และพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2,072.50 ดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม ก่อนที่จะปรับตัวลงสู่ระดับราว 1,900 ดอลลาร์ในเวลาต่อมา ซึ่งนอกจากธนาคารกลางจะลดปริมาณความต้อการลงแล้ว ความต้องการบริโภคทองคำทั่วโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ก็ทรุดตัวลงด้วย เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19สภาทองคำโลก (WGC) ยังระบุในรายงานอีกว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ความต้องการทองคำทั่วโลกอยู่ที่ 2,076 ตัน ลดลง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่ความต้องการทองคำทั่วโลกในไตรมาส 2 ปีนี้ ดิ่งลง 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว แตะที่ 1,015.7 ตัน ความต้องการทองคำที่ใช้ในด้านเทคโนโลยีร่วงลง 13% เหลือเพียง 140 ตัน ส่วนความต้องการทองคำในภาค อุตสาหกรรมอัญมณีดิ่งลง 46% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แตะที่ 572 ตัน และความต้องการลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำลดลง 17% สู่ระดับ 396.7 ตัน ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ คงต้องรอดูกันต่อไปว่าครึ่งหลังของปี 2563 ตัวเลขความต้องการทองคำของธนาคารกลางและผู้บริโภคจะปรับตัวอย่างไร

Read More

28/10/2563

ถนนสายทองคำในเวียดนาม


หากพูดถึงถนนสายทองคำของไทย ก็ต้องนึกถึงถนนเยาวราชที่อยู่คู่กับธุรกิจค้าทองคำมายาวนานนับร้อยปี แต่ถ้าพูดถึงถนนสายทองคำของเวียดนามก็ต้องนึกถึงถนนโบราณ ๓๖ สายที่มีโครงข่ายเชื่อมถึงกันเหมือนใยแมมุมในราชธานีทังลองในอดีตหรือกรุงฮานอยในปัจจุบันนั่นเองถนนโบราณทั้ง ๓๖ สายในกรุงฮานอยนี้มีเอกลักษณ์ของชื่อถนนแต่ละสายที่จะขึ้นต้นด้วยคำว่า Hang เช่น Hang Bac Hang Chieu Hang Bun Hang Voi ฯ โดยความหมายของชื่อถนนเหล่านี้ได้บ่งบอกถึงสินค้าที่ขายประจำในแถวนั้นเช่น ถนน Hang Bac ขายเครื่องเงินเครื่องทอง หรือถนน Hang Thiec มักจะขายของที่ทำจากดีบุกหรืออะลูมิเนี่ยม เป็นต้น และถนนแต่ละสายเสมือนเป็นหมู่บ้านศิลปชีพแบบย่อส่วนแต่ก็ยังคงมีชีวิตชีวาคึกคักเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นเสน่ห์อีกอย่างที่สร้างความสนใจให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อเที่ยวย่านถนนโบราณฮานอยก็คือความสวยงามของสถาปัตยกรรมที่มีการผสมผสานอย่างลงตัวในชีวิตสังคม ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอารามเก่าแก่ซ่อนตัวอยู่ในซอยเล็ก ตลาดนัดหรือร้านกาแฟริมถนน ส่วนบ้านเรือนก็มีลักษณะเป็นตึกแถวและขยายพื้นที่ตามส่วนลึก ซึ่งการที่ได้นั่งดื่มกาแฟและเห็นผู้คนไปมาหาสู่กันอย่างครึกครื้นหรือชมความสวยงามของบ้านเก่าๆหลังคามุงกระเบื้องที่มีอายุนับร้อยๆปีก็ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งเมื่อมาเยือนฮานอย ที่ถนนโบราณนี้ล้วนมีประวัติศาสตร์และผูกพันกับอาชีพหัตถกรรมมานับพันปี และช่างฝีมือเหล่านั้นก็ยังคงได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาจนกลายเป็นวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของเวียดนามโดยเฉพาะ งานหัตถกรรมทำเครื่องประดับเงินประดับ โดยเฉพาะบนถนนห่างบากที่ยังคงประกอบอาชีพทำเครื่องประดับเงินประดับทองกันคึกคัก มีลูกค้าและนักท่องเที่ยวหมุนวียนมาอุดหนุนและเที่ยวชมไม่เคยขาด ไฮไลท์สำคัญบนถนนสายนี้อยู่ที่เลขที่ ๔๒ อันเป็นที่ตั้งของ วัดกิมเงิน และศาลเจ้ากิมเงิน สถานที่บูชาบรรพบุรุษผู้สร้างอาชีพทำเครื่องประดับเงินและทอง ศาลเจ้ากิมเงินถูกสร้างขึ้นเมือปลายศตวรรษที่ ๑๕ ถึงต้นศตวรรษที่ ๑๖ เพื่อบูชาบรรพบุรุษแบ๊กเหง่หรือบรรพบุรุษผู้สร้างอาชีพ ๑๐๐ อาชีพของย่านโบราณ ๓๖ สาย และตั้งอยู่บนถนนเก่าแก่ห่างบากมีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นสวยงามมักจะถูกใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมพื้นเมืองเพื่อเชิดชูผู้สืบสานองานศิลปาชีพอยู่เสมอได้รับการรับรองเป็นโบราณสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม นอกจากกรุงฮานอยแล้ว ที่นครโฮจิมินห์ก็มีถนนสายเงินสายทองเช่นเดียวกัน การคณะกรรมการประชาชนเขต 5 นครโฮจิมินห์มีแผนการจัดตั้งถนนสายเงินสายทองบนถนน Nhieu Tam ถนน Nghia Tuc และถนน Bui Huu Nghia ในแขวง 5 เขต 5 เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมความรู้และประสบการณ์ของช่างทำทอง ช่างทำเงิน ช่องหลอมทอง ชุบทอง ช่างเชื่อม และช่างทำเครื่องประดับชนิดต่างๆ ในนครโฮจิมินห์ มาไว้ด้วยกันประกอบด้วย ผู้ประกอบการ 55 ร้านค้าซึ่งทำธุรกิจซื้อขายทอง เงิน เครื่องประดับ ของมีค่า เครื่องมือเครื่องใช้ และเพชรพลอยต่าง ๆ สินค้าที่ขายจากร้านต่าง ๆ ในถนนเส้นนี้จะมีเครื่องหมายเพื่อยืนยันมาตรฐานลับรองคุณภาพทุกชิ้น

Read More

28/10/2563

อุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำในเคนยา


เคนยาเป็นตลาดการค้าที่สำคัญของภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก โดยสินค้าส่งออกหลักที่สำคัญ คือ กาแฟ ไม้ดอกไม้ประดับ แร่ทองเหลืองและทองคำ แม้ปัจจุบันเคนยายังไม่ใช่ผู้ผลิตทองรายใหญ่ มีเหมืองทองคำเพียงไม่กี่แห่งและส่วนใหญ่เป็นรายย่อย แต่ก็ยังมีข่าวการค้นพบแหล่งแร่ทองคำใหม่ๆเป็นระยะล่าสุดบรรษัทAcacia Miningของสหราชอาณาจักร ก็ได้ออกมาเปิดเผยว่าได้สำรวจพบแหล่งสำรองทองคำมูลค่ากว่า 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเมืองKakamegaทางทิศตะวันตกของประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าเคนยายังมีแหล่งทรัพยากรสำรองที่รอการสำรวจอยู่อีกมากทั้งสินแร่ทองคำและสินแร่อื่น ๆ เช่นเดียวกับในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง แทนซาเนีย และยูกันดาบรรษัทAcacia Miningระบุว่าการค้นพบแหล่งสำรองทองคำข้างต้นทำให้เชื่อได้ว่าเมืองKakamega น่าจะมีแหล่งสำรองสินแร่ทองคำอย่างน้อย1.31 ล้านออนซ์หรือมีสินแร่ทองคำ 12.1 กรัมต่อหินน้ำหนัก 1 ตัน ซึ่งเป็นการค้นพบสินแร่ทองคำที่มีสัดส่วนทองคำในหินสูงที่สุดในทวีปแอฟริกานอกจากนี้ Acacia Miningยังบอกด้วยว่าสินแร่ทองคำที่ค้นพบข้างต้นจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างแน่นอนและสามารถดำเนินการได้ในทันที โดยAcacia Miningจะใช้เวลา ราว 3 ปี ในการสำรวจพื้นที่ภายใต้สัมปทานของตนเพื่อทำแผนที่แหล่งสำรองสินแร่ทองคำอย่างสมบูรณ์ทั้งนี้ บรรษัทAcacia Miningได้รับใบอนุญาตให้ทำการสำรวจขุดค้นสินแร่ในพื้นที่Liranda Corridorในเคนยาตะวันตกซึ่งครอบคลุมพื้นที่เมืองKakamega Siaya KisumaและVihigaก่อนหน้านี้ทางบรรษัทAcacia Miningประสบความสำเร็จในการค้นพบแหล่งสำรองสินแร่ทองคำในแทนซาเนีย ซึ่งจนถึงปัจจุบันสามารถผลิตทองคำได้มากถึง 8 ล้านออนซ์จากพื้นที่North Mara, Bulyanhulu และ Buzwagi สำหรับเคนยาAcacia Miningได้เข้าไปเริ่มทำการสำรวจเมื่อปี 2555 โดยครอบคลุมพื้นที่สำรวจราว 2.5 พันตารางกิโลเมตร และได้ลงทุนสำรวจไปเกือบ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว นอกจากการสำรวจโดยบรรษัทAcacia Miningแล้วยังมีบรรษัทGoldplatของสหราชอาณาจักรที่ได้ดำเนินการสำรวจและขุดค้นสินแร่ทองคำในพื้นที่เมืองNarokซึ่งสามารถแยกสินแร่ทองคำได้ราว 200 กิโลกรัมต่อปี (มูลค่าราว 8.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 312ล้านบาท)บรรษัทAcacia Miningเป็นผู้ดำเนินธุรกิจสำรวจและขุดค้นสินแร่ทองคำรวมถึงสินแร่อื่น ๆ ในหลายประเทศในทวิปแอฟริกา เช่นเคนยา แทนซาเนีย มาลี และเบอร์กินาฟาโซ

Read More

28/10/2563

ความต้องการเครื่องประดับทองทั่วโลกร่วงต่อเนื่อง


การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การเพิ่มขึ้นของราคาทองคำ และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง สงผลให้ตลาดเครื่องประดับทองรายใหญ่ของโลกอย่างจีน และอินเดียหดตัวลง โดยตัวเลขความต้องการเครื่องประดับทองลดลงมากกว่าร้อยละ๕๐ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมไปถึงความต้องการเครื่องประดับทองจากทั่วโลกก็ร่วงลงเช่นเดียวกันตลาดสำคัญอย่างตะวันออกกลางและตุรกี ซึ่งเคยเป็นตลาดใหญ่และผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง ความต้องการเครื่องประดับทองลดลงมากอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยความต้องการเครื่องประดับทองในตุรกีและตะวันออกกลางร่วงลงถึงร้อยละ 69ในไตรมาสที่สองเหลือเพียง 3 ตันในตุรกี ซึ่งนับเป็นความต้องการรายไตรมาสที่ต่ำที่สุดในฐานข้อมูลของ World Gold Council ส่วนตลาดตะวันออกกลางความต้องการเครื่องประดับทองลดลงมาอยู่ที่ 13.6 ตัน โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์มีความต้องการลดต่ำลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว คือลดลงร้อยละ 86 มาอยู่ที่ 1.3 ตัน และความต้องการเครื่องประดับทองในอิหร่านลดลงร้อยละ 66 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว มาอยู่ที่ปริมาณ 10.2 ตันในตลาดประเทศตะวันตกโดยเฉพาะในสหรัฐ ลดลงมากถึงร้อยละ 34 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 19.1 ตัน ซึ่งเป็นไตรมาสที่มีความต้องการต่ำที่สุด ทำให้ความต้องการเครื่องประดับทองช่วงครึ่งปีแรกนี้ลดลงร้อยละ 21 มาอยู่ที่จุดต่ำสุดในรอบแปดปีที่ 41.9 ตัน ซึ่งการปิดร้านเนื่องจาก COVID-19 เป็นเหตุผลที่เห็นได้ชัดเจน และยิ่งส่งผลรุนแรงหนักขึ้นไปอีกเมื่อการปิดเมืองครอบคลุมช่วงเทศกาลอีสเตอร์และวันแม่ด้วย ความต้องการเครื่องประดับทองในยุโรปก็ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกันกล่าวคือ ความต้องการในไตรมาสที่สองลดลงร้อยละ 42 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมาอยู่ที่ 8.2 ตัน ส่งผลให้ความต้องการช่วงครึ่งปีแรกนี้มาอยู่ที่ 19 ตัน ลดลงร้อยละ 29 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตลาดอิตาลีและอังกฤษได้รับผลกระทบมากที่สุด ความต้องการเครื่องประดับทองลดลงถึงร้อยละ 45 ในไตรมาสที่สองของปีนี้ ในตลาดเอเชียความต้องการเครื่องประดับทองก็ลดลงโดยทั่วหน้ากันทั้งอินโดนีเซียและไทยมีความต้องการเครื่องประดับทองลดลงมากที่สุดในไตรมาสที่สองและครึ่งปีแรก เนื่องจากทั้งสองตลาดต้องรับมือกับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 บวกกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่ก่อนแล้ว ส่วนในญี่ปุ่นนั้น ลดลงร้อยละ 40 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 2.5 ตัน ส่งผลให้ความต้องการในครึ่งปีแรกนี้ลดลงร้อยละ 27 เป็น 5.6 ตัน โดยมีความต้องการสร้อยทองน้ำหนักสูง ซึ่งน่าจะมีจุดประสงค์เพื่อการลงทุนร่วมด้วย

Read More

28/10/2563

ความต้องการเครื่องประดับทองลดลงต่ำสุดในรอบ ๑๐ ปี


World Gold Council รายงานข้อมูล ความต้องการเครื่องประดับทองทั่วโลกในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2020ลดลงเกือบครึ่งที่อัตราร้อยละ 46 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 572 ตัน ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุด อันเป็นผลมาจากอุปสงค์เครื่องประดับทองที่ลดลง จากผลกระทบของโควิด 19 และราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ World Gold Council ยังรายงานว่าความต้องการช่วงไตรมาสที่สองของปีนี้ว่าต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยอยู่ที่ 251 ตัน หรือลดลงร้อยละ 53 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สาเหตุน่าจะมาจากความต้องการเครื่องประดับทองในครึ่งปีแรกของจีนและอินเดียซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลกลดต่ำลง จึงส่งผลกระทบอย่างต่อความต้องการของตลาดทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้สภาทองคำโลกรายงานว่า ความต้องการเครื่องประดับทองของจีนในไตรมาสที่สองของปีนี้ลดลงร้อยละ 33 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมาอยู่ที่ 90.9 ตัน ส่งผลให้ความต้องการในช่วงครึ่งปีแรกนี้อยู่ที่ 152.2 ตัน หรือลดลงร้อยละ 52 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ครึ่งแรกของปี 2007 เป็นต้นมา ทั้งนี้เนื่องจาก COVID-19 ส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคอย่างไรก็ดี คาดว่าความต้องการเครื่องประดับทองของจีนในไตรมาสที่สองของปีนี้ น่าจะกระเตื้องขึ้นจากไตรมาสก่อนเพราะจีนสามารถควบคุมสถานการณ์ไวรัสได้แล้ว ในขณะที่ความต้องการเครื่องประดับทองในอินเดียลดลงในไตรมาสที่สองของปีนี้ด้วยสาเหตุจากการปิดเมืองและการระบาดของโควิด19 ทั่วทั้งประเทศ ทำให้ความต้องการในช่วงเทศกาลสำคัญหายไป ตลอดจนราคาทองที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ความต้องการเครื่องประดับทองในอินเดียลดลงร้อยละ 74 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 44 ตัน ซึ่งนับว่าเป็นความต้องการรายไตรมาสที่ต่ำที่สุดเท่าที่เก็บข้อมูลมาในช่วงหลายปีในส่วนของมูลค่าความต้องการเครื่องประดับทองในช่วงครึ่งปีแรกนี้อยู่ที่ 30,100 ล้านเหรียญสหรัฐนับว่าเป็นมูลค่าที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา ซึ่งในเวลานั้นทองคำมีราคาในหน่วยเหรียญสหรัฐเพียงราวร้อยละ 50 ของระดับราคาปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะความต้องการเครื่องประดับทองในช่วงครึ่งปีแรกนี้เหลือเพียง 572 ตัน คิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 1,106 ตัน

Read More

28/10/2563

เข็มกลัด เครื่องประดับจากอดีตสู่ปัจจุบัน


เข็มกลัดประดับ ในสมัยโบราณเรียกว่า เข็มกลัดตรึง หรือ เข็มกลัดฟิบิวลา ใช้ติดประดับเสื้อผ้า มักทำด้วยโลหะมีค่าเช่น เงิน หรือ ทอง แต่บางครั้งก็ทำด้วยสำริดหรือวัสดุอื่น ประดับแตกแต่งด้วยเครื่องเคลือบหรือ อัญมณี เข็มกลัด ถือเป็นหนึ่งในเครื่องประดับที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของผู้คนมายาวนาน มีบันทึกถึงเข็มกลัดชิ้นแรกในประวัติศาสตร์ที่ถูกค้นพบระบุว่ามันทำมาจากหินที่ฝนจนเป็นแท่งอย่างง่ายๆ สำหรับเข็มกลัดที่ทำจากโลหะชิ้นแรกเกิดขึ้นในยุคสำริด เมื่อราว 2,500 -4,000 ปีที่ผ่านมา และจากจุดนั้นเข็มกลัดได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องประโยชน์ใช้สอย รูปทรง และดีไซน์การออกแบบเข็มกลัดมีความหลากหลาย สวยงามและซับซ้อนมากขึ้นตามกาลเวลา เข็มกลัดที่คนรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยโบราณมีหลายรูปแบบได้แก่เข็มกลัดเซลติก หรือเข็มกลัดไวกิ้ง ทำขึ้นเพื่อใช้ตรึงเสื้อผ้าและผ้าคลุมของชาวเคลต์และชาวไวกิ้งเพื่อเพิ่มความแน่นกระชับ ถูกพบครั้งแรกช่วงยุคกลางในประเทศไอร์แลนด์และสหราชอาณาจักร มีลักษณะเป็นห่วงวงแหวนโลหะ เหน็บด้วยแท่งโลหะแหลมเล็ก เข็มกลัดไว้ทุกข์ ได้รับความนิยมมากในยุควิคตอเรีย มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ระลึกถึงสมาชิกในครอบครัวหรือบุคคลอันเป็นที่รักผู้ล่วงลับ มักออกแบบให้สื่อถึงความตายหรือเชื่อมโยงกับผู้ตาย โดยอาจเป็นภาพวาด หรือการลงยาในโทนสีขาว-ดำ รวมถึงตกแต่งด้วยรูปและเส้นผมของผู้ตาย เข็มกลัด En Tremblant Brooches เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า สั่น สะเทือน เริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในช่วงศตวรรษที่ 18-19 มักออกแบบให้เป็นช่อดอกไม้ มีการซ่อนกลไกหรือสปริงที่ช่วยให้เข็มกลัดเกิดการเคลื่อนไหวได้ขณะที่สวมใส่ อันเป็นที่มาของชื่อนั่นเอง เข็มกลัดคามิโอ เป็นที่รู้จักมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณและได้แพร่หลายเข้าสู่วัฒนธรรมกรีกและโรมัน โดย ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักรเข็มกลัดหวานใจ หรือเข็มกลัดแห่งรัก เป็นที่รู้จักครั้งแรกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อบรรดาทหารได้มอบมันให้เป็นของขวัญหรือของที่ระลึกแก่หญิงผู้เป็นที่รักก่อนเข้ากรมทหารเพื่อรับใช้ชาติ และกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เข็มกลัดชนิดนี้ทำจากแผ่นโลหะเงินที่ถูกสลักให้เป็นลวดลายหรือข้อความที่สื่อและสะท้อนถึงความรักที่เขามีให้กับหญิงที่รัก เช่น รูปหัวใจ ดอกไม้ และนก Love Bird เป็นต้น เข็มกลัดเหล่านี้เคยเป็นที่นิยมในอดีต ปัจจุบันรูปแบบของของเข็มกลัดได้เปลี่ยนไปอย่างมาก ทั้งการออกแบบ วัสดุที่ใช้ และวัตถุประสงค์ของการใช้งาน

Read More

28/10/2563

ต่างหู กระจอน ความงาม และความเชื่อที่แตกต่าง


จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มนุษย์รู้จักการนำสิ่งต่างๆ มาประยุกต์ใช้ทำเป็นต่างหู มานานหลายพันปีมาแล้ว โดยไม่ได้จำกัดการใช้งานเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายจำนวนมากก็เลือกที่จะสวมใส่ต่างหูแต่ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม แต่เป็นความหมายในเชิงสัญลักษณ์ท่เกี่ยวข้องกับกับศรัทธา ศาสนา และความเชื่อ ในบางวัฒนธรรม ต่างหูถูกนำไปใช้เชื่อมโยงกับขนบธรรมเนียมต่างๆ เช่น การใส่ต่างหูของสตรีชาวจีนในสมัยโบราณ เพื่อเตือนสติให้สาวๆ ระมัดระวังกริยาและความประพฤติ รวมถึงการวางตัวให้เหมาะสม ขณะที่ในบางวัฒนธรรมต่างหูคือ การแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของท้องถิ่นอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาตกทอดมาจากบรรพบุรุษ อย่างเข่น กระจอน ซึ่งพบได้ในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย กระจอน หรือ กระจ้อน หรือ ขะจอน เป็นเครื่องประดับซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในหมู่สตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น ไทย-เขมร ไทลื้อ ไทย-ลาว และภูไท ซึ่งอาศัยอยู่ทางแถบอีสานใต้ของไทย เป็นต่างหูโบราณที่ส่วนหัวมีลักษณะเป็นแป้นวงกลมเชื่อมติดเข้ากับส่วนก้านที่โค้งงอเหมือนตะขอ หากมีการตกแต่งด้วยตุ้งติ้งห้อยระย้าย้อยลงมา จะเรียกว่า กระจอนยอย เมื่อสวมแล้วส่วนก้านจะห้อยลงมาจากด้านหลังใบหู โดยก้านของกระจอนนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าก้านของต่างหูทั่วไป ผู้หญิงที่จะสวมกระจอน ต้องเจาะรูที่ปลายใบหูให้มีขนาดใหญ่กว่าปกติ กระจอน มีลวดลายละเอียด ซับซ้อน สวยงาม ส่วนใหญ่ได้แรงบันดาลใจมาจากดอกไม้ เช่น ดอกแก้ว หรือดอกพิกุล ส่วนใหญ่ทำมาจากโลหะมีค่า ทั้งทองคำและเงิน แต่ก็ยังพบกระจอนที่ทำจากทองเหลืองได้เหมืนกัน ซึ่งวัสดุที่ใช้สามารถบ่งบอกฐานะ และสถานภาพทางสังคมของผู้สวมใส่ได้ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป การใส่ต่างหูและกระจอนไม่ได้เชื่อมโยงกับความเชื่อและขนบธรรมเนียมอีกต่อไปแต่เน้นเรื่องของความสวยงามและแฟชั่นเป็นหลัก ปัจจุบันยังสามารถพบเห็นแม่เฒ่าสวมกระจอนในโอกาสงานบุญต่างๆอยู่บ้าง แต่ก็ดูเหมือนจะลดน้อยลง ด้วยถูกมองว่าล้าสมัยในสายตาคนยุคใหม่ อีกทั้งช่างฝีมือชั้นครูต่างก็ล้มหายตายจากไปมาก ที่หลงเหลืออยู่ก็มีจำนวนไม่มากนัก ยิ่งทำให้กระจอนซึ่งเป็นเครื่องประดับอันทรงคุณค่ากำลังจะสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย

Read More

28/10/2563

โอกาสทองของเครื่องประดับเทียม


ในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลงอย่างในปัจจุบัน สินค้าหลายประเภทได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเครื่องประดับที่จัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ที่ผ่านมาจึงเห็นตัวเลขความต้องการเครื่องประดับแท้ลดลงไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับทอง หรืออัญมณี โดยผู้บริโภคได้หันมาให้ความสนใจกับเครื่องประดับเทียม หรือ Costume Jewellery หรือ Fashion Jewellery มากขึ้น จึงเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการเครื่องประดับเทียมในการขยายตลาด จากรายงานของ Alliedmarketresearch ระบุว่า ในปี 2019 ตลาดเครื่องประดับเทียมของโลกมีมูลค่า 32.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งผู้หญิงมีส่วนแบ่งกว่าครึ่งหนึ่งของการบริโภคเครื่องประดับเทียมทั้งหมด และคาดว่ามูลค่าเครื่องประดับเทียมของโลกจะเพิ่มเป็น 59.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2027 โดยระหว่างปี 2020-2027 เครื่องประดับเทียมจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.8% ในปี 2019 สร้อยคอและสร้อยข้อมือมีสัดส่วนการบริโภครวมกันราว 41.4% และมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคทั้งผู้หญิงและผู้ชาย อีกทั้งยังคาดว่าแหวนจะเป็นสินค้าที่เติบโตเร็วที่สุดในกลุ่มเครื่องประดับเทียม โดยจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 8.9% ในระหว่างปี 2020-2027 สำหรับตลาดผู้บริโภคเครื่องประดับเทียมสำคัญของโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเยอรมนี ซึ่งเป็นตลาดเดิม ในขณะที่ตลาดเกิดใหม่อย่าง จีน บราซิล และอินเดีย ก็มีแนวโน้มการเติบโตที่สูงขึ้นจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ และผู้หญิงทำงานนอกจากภาวะเศรษฐกิจและราคาโลหะมีค่าจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการซื้อเครื่องประดับเทียมแล้ว เซเล็บคนดัง หรือนักแสดงดังจากฮอลลีวูดและบอลลีวูด ก็มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องประดับเทียมของคนทั่วไปเป็นอย่างมาก จากผลการสำรวจผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้ทรงอิทธิพลเหล่านี้มีเป็นผู้สร้างยอดขายและมีส่วนช่วยโน้มน้าวในการตัดสินใจของผู้บริโภคได้ถึง 30% ในการสำรวจผู้หญิงเกือบ 1,500 คน พบว่า กว่า 86% ให้ความไว้วางใจแก่การตัดสินใจของผู้ทรงอิทธิพล (Influencers)เหล่านั้น ทั้งนี้ ไทยเป็นผู้ส่งออกเครื่องประดับเทียมใน 10 อันดับแรกของโลกมานานนับทศวรรษ และล่าสุดในช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2563 ไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกในอันดับที่ 4 ของโลก ด้วยสัดส่วนราว 5.61% ของมูลค่าส่งออกเครื่องประดับเทียมในตลาดโลก หรือมีมูลค่าส่งออก 147 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 1.22% ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยรวม สำหรับตลาดส่งออกหลักใน 5 อันดับแรกของไทย ได้แก่ ลิกเตนสไตน์ สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และฮ่องกง ตามลำดับ โดยมีจีนหรืออินเดีย เป็นคู่แข่งสำคัญของไทย เพราะมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ข้อมูล :สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับ

Read More

28/10/2563

Ear Cuff แฟชั่นสองพันปี


Ear Cuff คือ ต่างหูแบบครอบหู ถูกออกแบบให้เป็นโค้งรับรอยพับของหูด้านนอกใช้สวมที่ส่วนบนของใบหูโดยไม่จำเป็นต้องเจาะหู ทำจากวัสดุหลายชนิดเช่น ทอง เงิน ไทเทเนียม ทองแดง หรือโลหะอื่นๆ ประดับพลอยหรือหินสี มีการค้นพบหลักฐานยืนยันว่ามีการใช้ Ear Cuff มานานกว่าสองพันปีก่อนคริสตกาล โดยพบมากที่สุดแถบฝั่งทวีปเอเชียและตะวันออกกลาง ที่เรียกว่า Kaffa หรือ Kafaในอดีตนั้น Ear Cuff เป็นโลหะทรงโค้งเรียบๆ เท่านั้น แต่ปัจจุบันรูปแบบของ Ear Cuff ได้ถูกพัฒนาให้มีความหลากหลาย มีทั้งแบบหนีบ เกาะ เกี่ยว และคล้องใบหู มี มีน้ำหนักเบา ทำให้เครื่องประดับชนิดนี้สามารถสวมใส่ได้ทุกคน และได้รับความนิยมในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศอินเดียที่ เครื่องประดับชิ้นนี้ถูกสวมใส่ในพิธีแต่งงานและเทศกาลสำคัญ อีกทั้งยังเป็นเครื่องประดับแสดงความมั่งมีของผู้สวมใส่ แต่ต่อมาการสวมใส่ต่างหูแบบครอบหูในอินเดียได้เริ่มหายไปเนื่องจากเป็นเครื่องประดับที่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก สำหรับประเทศไทยก็มีเครื่องประดับที่คล้ายๆ Ear Cuff ด้วยเช่นกันเรียกว่าจรหู เป็นเครื่องประดับหูลายกนก ใช้ตกแต่งร่วมกับมงกุฎ ชฎา หรือรัดเกล้า เดิมทำเป็นดอกไม้สด ร้อยเป็นช่อข้างใบหู ต่อมาทำจากทอง แต่ไม่ได้เป็นที่นิยมในการสวมใส่ในชีวิตประจำวันเนื่องจากรูปแบบที่ไม่เอื้อ แต่ใช้ในการแต่งกายของนางละคร หรือนางในวรรณคดี เพื่อใช้ในการแสดงเท่านั้น Ear Cuff กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ในปี ๒๐๑๓ เมื่อดีไซด์เนอร์คนดัง นำเสนอเครื่องประดับชนิดนี้กับเสิ้อผ้าคอลเลคชั่นใหม่ และได้รับความสนใจมากที่สุดเมื่อแคทริโอนา เกรย์ (Catriona Gray) ผู้ได้รับตำแหน่ง Miss Universe 2018 สวมใส่ต่างหูแบบครอบหู ที่ออกแบบให้ตัวก้านเป็นทรงสำหรับสวมหลังใบหู พร้อมดีไซน์รูปเสี้ยวพระอาทิตย์และดวงดาวจากธงชาติฟิลิปปินส์ จนสาว ๆ หลายคนอยากครอบครอง และกลายเป็นเทรนด์ต่างหูแฟชั่นที่มาแรง ล่าสุดในปี 2020 นี้ ซูเปอร์สตาร์ตัวแม่อย่าง Beyonce ก็ปลุกกระแสการใส่ Ear Cuff ดีไซน์เก๋ด้วยตัวอักษรเท่ๆ นอกจากนี้ Ear Cuff ยังเป็นเครื่องประดับที่แพร่หลายในวงการแฟชั่นเจ้าสาวในปีนี้อีกด้วย

Read More

28/10/2563

"เหมืองทอง"ถล่ม ความเศร้าซ้ำซาก


เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๓ มีรายงานข่าวว่า เกิดเหตุการณ์เหมืองทองคำในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หลังฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย ๕๐ คน และมีคนงานติดอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินเป็นจำนวนมาก ยังไม่มีรายงานชัดเจนเกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้แต่คาดว่ามีไม่น้อยกว่า ๕๐ คน ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้น้ำฝนไหลเข้าไปในอุโมงค์ภายในเหมืองซึ่งมีคนอยู่จำนวนมาก คนงานเหมืองพยายามอพยพออกมาแต่ก็ต้องเผชิญกับน้ำไหลเชี่ยว เหมืองทองคำ ‘ดีทรอยต์’ เป็นของบริษัทแบนโร คอร์เปอเรชั่น สัญชาติแคนาดา ตั้งอยู่ในเขตสัมปทานทำเหมืองทองคำในใกล้เมืองคามิตูกา ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เกิดถล่มลงมาในช่วงเวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากเกิดฝนตกหนัก คนงานเหมืองจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่อายุน้อยติดอยู่ในปล่องอุโมงค์ ทั้งนี้ อุบัติเหตุระหว่างการทำเหมืองในดีอาร์คองโกเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เนื่องจากขาดการตรวจสอบ ในแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตที่เหมืองต่างๆ หลายสิบราย โดยบ่อยครั้งที่สาเหตุเกิดจากอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐานพอ โดยในปี 2562 ก็เพิ่งเกิดเหตุดินสไลด์ที่เหมืองทอง เหมืองทองแดงและโคบอลต์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 59 ศพ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเป็นประเทศที่มีแร่ธาตุมากมาย เช่น โคบอลต์ เพชร ทองแดง และทองคำ แต่ประชากรในประเทศยังคงอยู่ในกลุ่มที่ยากจนที่สุดในโลก หลังจากเกิดความขัดแย้ง ภายในประเทศหลายปีติดต่อกันขณะที่อุบัติเหตุในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในคองโกนั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากมาตรฐานความปลอดภัยที่ไม่ได้มาตรฐานทองคำจากคองโกเคยมีฉายาว่า ทองคำเปื้อนเลือด หรือ Blood Gold เช่นเดียวกับ เพชรโลหิต หรือ Blood Diamond จากประเทศเซียร์รา ลีโอน ซึ่งต่อมาถูกตีแผ่เป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน นำแสดงโดย ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ เพราะได้มาจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

Read More

28/10/2563

กำพูฉัตร เทวดารักษาฉัตร


เครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่สำคัญที่สุด มากกว่าพระมหาพิชัยมงกุฎและแสดงถึงความเป็นพระมหากษัตริย์ คือ มหาเศวตฉัตร หรือที่เรียกว่า "นพปฎลมหาเศวตฉัตร" เป็นฉัตร ๙ ชั้น มียอด ขลิบทอง แผ่ลวด และหุ้มผ้าขาวระบาย ๓ ชั้น มหาเศวตฉัตรนี้จะไม่มีการเปลี่ยนใหม่โดยเด็ดขาดนับจากวันที่ประดิษฐานขึ้นวันแรกในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติของพระมหากษัตริย์ ยกเว้นจะมีการเปลี่ยนรัชกาลที่จึงมีการเปลี่ยนพระมหาเศวตฉัตรองค์ใหม่ และเลื่อนมหาเศวตฉัตรองค์เดิมที่ผ่านรัชกาลนั้นไปแล้วลง หรือหากว่ามหาเศวตฉัตรองค์นั้นใช้มานานมากจนขาด หลุดร่วง เปื่อยยุ่ยเป็นผง จึงจะทำการเปลี่ยนใหม่แม้จะยังไม่เปลี่ยนรัชกาลก็ตาม อย่างไรก็ตามในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเปลี่ยนพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรในระหว่างรัชกาล เพราะปรับปรุงนพปฎลมหาเศวตฉัตรหลายย่าง โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้หุ้มทองเกลี้ยงที่คันและซี่ฉัตร หุ้มทองลงยาราชาวดีที่กำพูและยอดพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรในท้องพระโรงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เศวตฉัตรนั้นประกอบด้วย ส่วนของแกนกลางของฉัตร ที่เรียกว่าคันฉัตร และตัวฉัตร โดยมีส่วนที่ทำให้ฉัตรสามารถกางและหุบได้เช่นเดียวกับร่ม เรียกว่ากำพูฉัตรเป็นรูปเทวดาทำด้วยทองคำลงยาราชาวดีประดับอัญมณี อยู่ในท่าเหาะพระหัตถ์ข้างหนึ่งทรงถือพระขรรค์ พระหัตถ์อีกข้างยกขึ้นเสมอพระเศียรกำก้านโลหะอันสอดตรึงไว้กับคันฉัตรใต้กำพู มีมาลัยห้อยโดยรอบเพื่อเป็นการถวายเป็นเทพบูชาแด่เทพยดาที่รักษาฉัตร พระมหาเศวตฉัตร ๙ ชั้นนี้ มีความหมายว่า พระมหากษัตริย์ของไทยเป็นใหญ่เหนือทิศทั้ง ๙ คือทิศหลัก ๔ ทิศ คือ เหนือ ใต้ ออก ตก ทิศรอง ๔ ทิศ คือ ตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันตกเฉียงใต้ ตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศที่ ๙ คือเบื้องล่างและทิศที่ ๑๐ คือทิศเบื้องบน ทั้ง ๙ ทิศ พระมหากษัตริย์ไทยทรงถือครองว่าอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของพระองค์ ส่วนทิศที่ ๑๐ หรือทิศเบื้องบนนั้น พระองค์ได้ถวายให้เป็นที่สถิตแห่งปวงเทพเทวาเทวดาทั้งหลาย ซึ่งพระมหาเศวตฉัตรนี้ ยังมีนัยยะสำคัญถึงร่มเงาแห่งพสกนิกรขององค์พระมหากษัตริย์

Read More

29/09/2563

ซาโดะคินซัง... จากเหมืองทองใหญ่ที่สุดสู่แหล่งทองเที่ยวยอดนิยม


บนเกาะซาโดะ (Sado Island) ในจังหวัด นิงาตะ(Niigata)คือที่ตั้งของเหมืองทองซาโดะคินซัง(Sado Kinzan Gold Mine) เหมืองทองคำและเหมืองเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น เปิดดำเนินการมาตั้งแต่สมัยเอโดะเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับโชกุนโทคุกาวะ โดยทำต่อเนื่องมานานกว่า400 ปีจากค.ศ. 1601 มาสิ้นสุดลงเมื่อปี1989 นี่เองเหมืองทองซาโดะ มีสายแร่ทองคำทอดตัวอยู่ในแนวตะวันออก-ตะวันตกกว้าง ประมาณ 3,000 เมตร ในแนวเหนือ-ใต้ ประมาณ 600 เมตร และลึกประมาณ 800 เมตร ปริมาณทองคำและเงินที่ผลิตได้นั้นว่ากันว่า ตลอดเวลาของการเปิดเหมืองสามารถผลิตทองคำได้กว่า 78 ตัน และเงินอีก 23 ตัน ปัจจุบันเหมืองทองซาโดะ ได้รับการขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นของแหล่งมรดกโลกยูเนสโกในปี 2010 ในรายการ "กลุ่มมรดกเหมืองซาโดะโดยเฉพาะทองคำ" และทางการญี่ปุ่นได้จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจเข้ามาศึกษาการทำเหมืองทองคำ ตั้งแต่สมัยเอโดะจนถึงสมัยเมจิ ในพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ยังเต็มไปด้วยร่องรอยการทำเหมืองทั้งอุโมงค์เหมืองที่มีความยาวกว่า 400 กิโลเมตร สถานขุดเจาะ และโรงถลุงแร่เป็นต้น นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่เป็นครั้งแรกนิยมเที่ยวแบบ Soudaifukou Course คือการเดินไปในอุโมงค์ที่ขุดไว้สมัยเอโดะ เพื่อเที่ยวชมและศึกษาเครื่องมือเครื่องใช้ มีหุ่นคนงานจำลองขนาดเท่าคนจริงแสดงการทำงานในสมัยนั้น นอกจากนี้ยังมีการท่องเที่ยวแบบ Douyukou Course ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้เห็นอุโมงค์ที่ใช้ในสมัยเมจิและยุคถัดมา มีการจัดแสดงรถไฟลากที่ใช้ในสมัยนั้น และกลไกการทำงาน การขุดทองภายในอุโมงค์ที่มีความยาวหลายร้อยเมตร หากต้องการสัมผัสประสบการณ์ตรงและน่าตื่นเต้นนักท่องเที่ยวสามารถเดินผ่านอุโมงค์มืดซึ่งขุดโดยนักสำรวจแร่สมัยเอโดะ โดยใช้ไฟฉายส่องนำทางได้ แต่ถ้าต้องการความสะดวกสาย ก็สามารถโดยสารรถบัสไปพร้อมกับมัคคุเทศก์เพื่อไปชมการทำเหมืองแบบสมัยใหม่ ซึ่งการท่องเที่ยวแต่ละรูปแบบจะมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันระหว่าง 900 ถึง 3400 เยน

Read More

29/09/2563

เพริดอต อัญมณีแห่งสุริยะ


เพริดอตเปรียบเสมือนอัญมณีประจำชาติของอียิปต์ เพราะมีหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งชาวไอยคุปต์บันทึกไว้บนกระดาษปาปิรุสว่ามีการทำเหมืองเพริดอตบนเกาะเซนต์จอห์น (St. John’s Island) ในทะเลแดงเมื่อกว่า 1,500 ปีก่อนคริสตกาล โดยชาวไอยคุปต์โบราณเรียกอัญมณีชนิดนี้ว่า “อัญมณีแห่งสุริยะ” (Gem of the Sun) ในขณะที่ชาวโรมันเรียกอัญมณีชนิดนี้ว่า“มรกตยามอาทิตย์อัสดง”(Evening Emerald)ชื่อของเพริดอตนั้นมาจากคำในภาษากรีกว่า “Peridona” แปลว่า ความคล้ายทองและความร่ำรวย เป็นอยู่ในประเภทพลอยชนิดหนึ่ง มีสีเขียวมะกอกสดใส จัดเป็นพลอยเนื้ออ่อนที่มีค่าความแข็งราว 6.5 - 7 ตามโมห์สเกล นิยมนำมาขัดจนเกลี้ยงกลมเป็นลูกปัดสำหรับทำเป็นเครื่องประดับและเครื่องราง ปัจจุบันแบรนด์จิวเวอรีระดับโลกนิยมนำมาทำเป็นกำไลข้อมือที่ประดับด้วยเพชร สปิเนลและ เพริดอตบนตัวเรือนทองคำ หรือทำเป็นแหวนทองคำประดับด้วยเพริดอตและเพชร บางแบรนด์นำมาประดับบนสร้อยคอทองคำร่วมกับแอเมทิสต์และเพชรในด้านความเชื่อนั้น เพริดอต ชาวอิปต์โบราณเชื่อว่าสามารถช่วยปกป้องคุ้มครองผู้สวมใส่ให้ปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะในยามค่ำคืน ทั้งช่วยป้องกันมนต์ดำ ขับไล่ภูตผีปีศาจ รวมถึงป้องกันฝันร้าย อีกทั้งยังเป็นอัญมณีแห่งสติปัญญา และความกล้าหาญ บรรดานักรบและเหล่าทหาร จึงนิยมพกติดตัวไว้เพื่อคุ้มครองป้องกันภัยและสร้างความฮึกเหิมเมื่อยามต้องออกสู่สนามรบอีกทั้งยังเป็นอัญมณีที่ใช้แสดงความเคารพต่อเทพรา(Ra)หรือสุริยเทพ เทพผู้เสมือนบิดาแห่งมวลมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลายตามวัฒนธรรมและความเชื่อของชาวอียิปต์นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่าเพริดอตสามารถบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยและโรคภัยต่างๆ เช่น โรคระบบทางเดินอาหาร โรคตับ รักษาโรคหอบหืด โรคผิวหนัง ทั้งยังช่วยปรับสมดุลทางจิตใจ นำมาซึ่งความสุขแก่ผู้เป็นเจ้าของได้อีกด้วยแหล่งแร่เพริดอต ยังเป็นอัญมณีประจำเดือนเกิดของผู้ที่เกิดเดือนสิงหาคมพบมากที่เมียนมา ศรีลังกา สหรัฐฯ ออสเตรเลีย บราซิล และเม็กซิโก นอกจากนี้เมื่อปี 2003 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งสหรัฐฯหรือองค์การนาซา(NASA) ยังรายงานการค้นพบแร่ชนิดนี้บนดาวอังคารอีกด้วย ข้อมูล : ศูนย์วิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับ(องค์กรมหาชน)

Read More

29/09/2563

บ.เหมืองแร่ทองของจีน สบายปีกไปทั่วโลก


สภาทองคำโลกรายงานล่าสุดว่า ประเทศจีนคือผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ของโลก มีปริมาณการผลิตมากที่สุดในโลกที่ 383.2 ตัน ภายใต้การทำงานของบริษัทเหมืองทองขนาดใหญ่หลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือกลุ่มบริษัทซานตงโกลด์กลุ่มบริษัทซานตงโกลด์เป็นหนึ่งในผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ของจีน ที่กำลังขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นหนึ่งใน 10 เหมืองแร่ทองคำรายใหญ่ที่สุดในโลกกลุ่มบริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายสินทรัพย์ในประเทศจีนให้มีสถานภาพที่มั่นคง มีแหล่งทรัพยากรทองคำสำรองที่ดี และต้องการเปิดตลาดสู่นานาประเทศผู้บริหารของบริษัทซานตงโกลด์กล่าว ว่าเป้าหมายหลักของบริษัทคือการเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และการขนส่งทั้งทางบกและทางทะเลของจีนเข้ากับภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลางเข้าด้วยกันตามโครงการ “One Belt, One Road” เพื่อร่วมสร้างหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ในเส้นทางสายไหมในลักษณะที่จะเสริมสร้างประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย โดยคาดการณ์ว่า ในปี ค.ศ. 2020 นี้กลุ่มบริษัทฯ จะสามารถผลิตทองคำได้มากกว่า 55 เมตริกตันต่อปี โดยมีรายได้รายปีเกินกว่า 100 พันล้านหยวน (15.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทซานตงโกลด์เป็นเจ้าของสิทธิบัตร 228 ฉบับ รวมถึงสิทธิบัตรในการคิดค้น 51 ฉบับ นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยังมีเทคโนโลยีขั้นสูงในการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลและเทคโนโลยีการขุดเจาะสำรวจแร่ทองคำ ซึ่งสามารถขุดเจาะได้ลึกถึง 4,000 เมตร เทคโนโลยีการทำเหมืองแร่อันล้ำสมัยดังกล่าว ทำให้กลุ่มบริษัทซานตงโกลด์ ค้นพบพื้นที่เหมืองทองคำของ ซีหลิง (Xiling) ในมณฑลซานตง โดยคาดว่าจะเป็นแหล่งแร่ทองคำขนาดกว่า 550 ตันและมีมูลค่ากว่า 150 พันล้านหยวน ซึ่งนับเป็นแหล่งแร่ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของจีนด้วย ทั้งนี้เมื่อเดือนเมษายนปี 2018 ที่ผ่านมากลุ่มบริษัทซานตงโกลด์ ได้ทำข้อตกลงซื้อขาย เพื่อเข้าถือหุ้น 50 % ของบริษัท Barrick Gold ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตโลหะที่มีค่ารายใหญ่ที่สุดของโลก ในกิจการเหมืองแร่ทองคำ Veladero ในประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 960 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ข้อตกลงนี้ยังทำให้ทั้งสองบริษัทมีแผนจะร่วมกันพัฒนาแถบเหมืองทอง El Indio ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างชายแดนประเทศอาร์เจนตินาและสาธารณรัฐชิลี อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่ตั้งของเหมืองแร่ทองคำที่มีชื่อเสียงและโครงการระดับโลกต่าง ๆ เช่น เหมืองแร่ Veladero เหมืองแร่ Alturas และโครงการ Pascua-Lama โครงการต่าง ๆนี้ เป็นการทำเหมืองแร่ระบบเปิด โดยการเปิดหน้าดินเป็นบ่อลึกลงไปจนถึงชั้นแร่ แล้วจึงทำการขุดแร่ออกมาใช้งาน

Read More

29/09/2563

เหรียญทองคำแรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์


เมื่อปี พ.ศ. 2406 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้ผลิตเหรียญกษาปณ์ทองคำขึ้นเป็นครั้งแรก มี 3 ชนิดราคา เรียกว่า เหรียญกษาปณ์ทองคำ ทศ พิศ พัดดึงส์ และนำออกใช้ หมุนเวียนชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ตลอดจนค้าขายกับชาวต่างชาติได้ควบคู่กับเหรียญกษาปณ์เงินที่ใช้อยู่ในระบบ เหรียญกษาปณ์ทองคำที่ผลิตขึ้นในครั้งนั้นมีลักษณะเป็นเหรียญกลมแบน ขอบมีเฟืองจักร ด้านหน้าเหรียญทองทศ และทองพิศมีตราพระมหามงกุฎ ยอดเปล่งรัศมี มีฉัตรกระหนาบทั้ง 2 ข้าง รอบวงขอบเหรียญมีจุดไข่ปลา ระหว่างฉัตรและพระมหามงกุฎมีลายกนก ส่วนเหรียญทองพัดดึงส์มีลายกนกทั้งด้านนอกและด้านในฉัตร รอบวงขอบเหรียญมีเกสรดอกไม้ โดยรอบ ด้านหลังมีรูปช้างยืนอยู่ตรงกลางวงจักร รอบวงขอบเหรียญมีลวดลายเหมือนด้านหน้า เหรียญทองคำทศ คือ เหรียญกษาปณ์ทองคำขนาดใหญ่ (22 มิลลิเมตร) ราคาเหรียญละ 8 บาท (2 ตำลึง) ทศ แปลว่า 10 มีค่าเท่ากับ 1 ใน 10 ของชั่ง หมายถึง จำนวนเหรียญ 10 เหรียญ เท่ากับ 1 ชั่ง เหรียญทองคำพิศ คือ เหรียญกษาปณ์ทองคำขนาดกลาง (17 มิลลิเมตร) ราคาเหรียญละ 4 บาท (1 ตำลึง) พิศ แปลว่า 20 มีค่าเท่ากับ 1 ใน 20 ของชั่ง หมายถึง จำนวนเหรียญ 20 เหรียญ เท่ากับ 1 ชั่ง เหรียญทองคำพัดดึงส์ คือ เหรียญกษาปณ์ทองคำขนาดเล็ก (16 มิลลิเมตร) ราคาเหรียญละ 2 บาทกึ่ง (10 สลึง) พัดดึงส์ แปลว่า 32 มีค่าเท่ากับ 1 ใน 32 ของชั่ง หมายถึง จำนวนเหรียญ 32 เหรียญ เท่ากับ 1 ชั่ง นอกจากนี้ยังมีการจัดสร้างเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2407 ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 60 พรรษา จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างเหรียญแต้เม้งทงป้อขึ้น เป็นเหรียญทองคำและเงิน มีน้ำหนัก 4 บาท หรือ น้ำหนัก 60 กรัม เท่ากับจำนวน พระชนมายุของพระองค์ บอกชนิดราคาเป็นรูปดาวบนหน้าเหรียญที่วงขอบเหรียญ ลักษณะเป็นเหรียญกลม แบน ขอบเรียบ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 45 มิลลิเมตร ด้านหน้าเป็นตราพระมหามงกุฎ ยอดเปล่งรัศมี มีฉัตร กระหนาบอยู่ 2 ข้าง มีลายกิ่งไม้เป็นเปลวแทรกอยู่ในท้องลาย มีดาวอยู่รอบวงขอบ 32 ดวง หมายถึง 32 เฟื้อง ราคาเท่ากับ 4 บาท น้ำหนัก 1 ตำลึง รอบวงขอบเป็นลายเกสรดอกไม้ด้านหลังเป็นลายแก้วชิงดวง หรือลายรวงผึ้ง มีอักษร "กรุงสยาม" อยู่กลางเหรียญ มีอักษรจีนอยู่ 4 ทิศ อ่านออกสำเนียงภาษาแต้จิ๋วว่า "แต้เม้งทงป้อ" แปลว่า ทรัพย์สินเงินตราของ "แต้เม้ง" (พระปรมาภิไธยอย่างจีนของรัชกาลที่ 4) ทำให้นิยม เรียกเหรียญนี้ว่า "เหรียญแต้เม้ง" ความพิเศษของเหรียญแต้เม้ง คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดฯ ให้มี พระบรมราชานุญาตนำไปใช้ประดับได้อย่างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ รวมถึงจุดเด่นอีกประการคือ เป็นเหรียญกษาปณ์ สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เพราะมีราคาระบุที่หน้าเหรียญ แต่ด้วยความที่จำนวนการผลิตมีน้อย จึงเป็นที่นิยมอย่างสูงในเวลาต่อมา

Read More

29/09/2563

ทองคำในระบบเงินตราไทย


มีการพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บ่งชี้ว่าในพื้นที่ประเทศไทยในปัจจุบันมีการนำทองคำมาใช้ในระบบการค้ามาตั้งแต่สมัยทวารวดีราวพุทธศตวรรษที่ 11 ซึ่งมีทั้งเหรียญกลมและแบน มีทั้งชนิดเงินและทองคำหลายขนาดอีกทั้งข้อมูลเกี่ยวกับทองคำยังปรากฏบนศิลาจารึกหลักที่ 1 ในสมัยสุโขทัยกล่าวถึงการค้าทองคำด้วยในระหว่างปีพ.ศ. 1893 – 2310 บรรดาหัวเมืองในอำนาจการปกครองของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เช่นเมืองปัตตานีได้รับอนุญาตให้ผลิตเงินตราขึ้นใช้ได้เอง และมีการผลิตเหรียญทองคำเป็นตราประจำเมืองรูปวัวเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนสินค้า นอกจากนี้ยังผลิตเหรียญพระอาทิตย์มาตาฮารีและเหรียญที่ใช้อักษรอาหรับด้วย ระหว่าง พ.ศ. 2390 – 2402 ในยุคตื่นทอง ทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นแหล่งผลิตทองคำใหญ่ที่สุดในโลกมีการผลิตทองคำเพิ่มขึ้น 7 – 8 เท่าตัว ขณะเดียวกัน ประเทศสยามก็เริ่มเปิดการค้าเสรีกับชาวต่างชาติ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้มีทองคำหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับระบบ การค้าเสรีแบบใหม่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีแนวพระราชดำริที่จะแก้ปัญหาทองคำล้นระบบ จึงโปรดเกล้าฯ ให้นำทองคำมาผลิตเป็นเหรียญกษาปณ์ทองคำขึ้นใช้ในประเทศไทย และไม่ประสงค์ให้ทองคำ ในประเทศกลายเป็นทองผสมแบบเหรียญทองของอังกฤษ จึงไม่ผสมทองแดงลงในเหรียญทอง ทำให้ระบบ เงินตราของไทยตั้งแต่สมัยโบราณสัมพันธ์กับน้ำหนักของโลหะมีค่าที่นำมาทำเงินตรานั้น เรียกว่า เงินเต็มค่า ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ การกำหนดราคาทองคำของไทย มาจากธรรมเนียมของชาวเชียงแสนโบราณ ใช้ค่าน้ำหนักและความบริสุทธิ์ของเนื้อทองเป็นหลัก โดยทองบริสุทธิ์ ไม่มีโลหะเจืออื่นเรียกว่า ทองเนื้อเก้า หรือ นพคุณเก้าน้ำ ความบริสุทธิ์รองลงมาเรียกว่า ทองเนื้อแปด เจ็ด หก ถัดกันลงมาตามลำดับ ทองที่มีเนื้อต่ำ เรียกว่า ทองเนื้อสี่ หมายถึง ซื้อขายกันโดยน้ำหนักทอง 1 บาทเป็นราคาเงิน 4 บาทและเพิ่มขึ้นไปสูงสุดถึง 9 บาท เป็นทองเนื้อเก้า ส่วนราคาทองที่ซื้อขายเป็นเศษเกินกว่าบาทขึ้นไป เรียกว่า ขา เช่น ทองเนื้อหกน้ำสองขา หมายถึง ทองโดยน้ำหนัก 1 บาท ขายเป็นราคาเงิน 6 บาท 2 สลึง เป็นต้นต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ มากยิ่งขึ้น และยังคงมีการผลิตเหรียญกษาปณ์ทองคำใช้อยู่ แต่พระองค์ได้เปลี่ยนระบบเงินตราของไทยมาอยู่ในมาตรฐานเนื้อทองคำเช่นเดียวกับประเทศต่าง ๆ ที่ไทยติดต่อค้าขายด้วย โดยทรงตราพระราชบัญญัติมาตราทองคำขึ้น เพื่อกำหนดเทียบค่าเงินบาทกับทองคำบริสุทธิ์และตั้งแต่นั้นมา และทองคำก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองเงินตราของประเทศที่ใช้ในการผลิตธนบัตรด้วย

Read More

29/09/2563

นักลงทุนหันหา ETFs เหมืองทองและเงิน แทนETFs ทองคำ เหตุให้ผลตอบแทนมากกว่า


จากแนวโน้มสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ดูจะลากยาวออกไป รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ส่งผลให้การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนยืดเยื้อ ทำให้ตลาดมีความกังวล เงินลงทุนจึงการไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย การลงทุนในกองทุนรวมอีทีเอฟทองคํา( ETFs ทองคำ) และกองทุนรวมอีทีเอฟเหมืองทองและเงิน (ETFs เหมืองทองและเงิน) จึงเป็นทางเลือกเพื่อผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุน ETFs ทองคำ คือการลงทุนกับกองทุนที่ลงทุนในทองคำโดยผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับราคาตลาดของทองในเวลานั้น ๆ ซึ่งผู้จัดการกองทุนก็จะซื้อทองคำเข้าไปใส่ในกอง และดูแลสินทรัพย์ทองคำให้กับนักลงทุนส่วน ETFs เหมืองทองและเงิน เป็นการลงทุนในบริษัทที่ทำเหมืองแร่ทองคำหรือแร่เงิน ซึ่งผลตอบ แทนไม่ได้อยู่ที่ราคาทองคำเพียงอย่างเดียว แต่มีตัวแปรอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น การบริหารจัดการของบริษัท ผลประกอบการ และปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสด เป็นต้นการจะเลือกลงทุนใน ETFs เหมืองทองและเงิน บริษัทจัดการกองทุนจะคัดเลือกลงทุนใน ETFs เหมืองทองและเงินด้วยการประเมินมูลค่าหุ้น การบริหารจัดการภายในบริษัท ความสามารถของผู้บริหาร งบการเงิน และการเติบโตของบริษัท ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% เงินปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 35% ขณะที่ราคาหุ้นบริษัทเหมืองทองคำและบริษัทเหมืองเงินปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าการปรับตัวของราคาทองคำแท่งและเงิน ทั้งนี้เพราะตลาดเริ่มรับรู้ถึงผลดำเนินงานของเหมือง เนื่องจากขณะที่ราคาสินทรัพย์ทรงตัวในระดับสูง ต้นทุนการจัดการเหมืองยังอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจากช่วงต้นปี ส่งผลให้ผลประกอบการดำเนินธุรกิจเหมืองปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น การลงทุนในกองทุนรวมอีทีเอฟ(ETFs) เหมืองทองและเงิน จึงเป็นทางเลือกที่นักลงทุนให้ความสนใจเพราะให้ผลตอบแทนมากกว่ากองทุนรวมอีทีเอฟ (ETFs)ทองคำ และตลาดการทุนประเภทอื่นตัวอย่างเช่น วอร์เรน บัฟเฟตต มหาเศรษฐีและนักลงทุนระดับโลก ได้ลดลดการลงทุนในหุ้นธนาคารขนาด อย่างธนาคารเวลส์ ฟาร์โก และเจพีมอร์แกน เชส พร้อมทั้งขายหุ้นที่ถืออยู่ในโกลด์แมน แซคส์ และกระโจนเข้าไปลงทุนครั้งใหญ่ในหุ้นของบริษัทบาร์ริค โกลด์ คอร์ปหนึ่งในบริษัทเหมืองทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลกในแคนาดาจำนวน 20.9 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าการลงทุนราว 563.5 ล้านดอลลาร์

Read More

29/09/2563

มงกุฎดอกส้ม ของขวัญแห่งรักและภักดี


เข็มกลัดรูปช่อดอกส้มทำจากกระเบื้องเคลือบสีขาวแซมด้วยใบส้มที่ทำจากทองคำ เป็นเครื่องประดับที่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แห่งสหราชอาณาจักร ทรงโปรดปรานมากที่สุด ด้วยเป็นเครื่องประดับที่เจ้าชายอัลเบิร์ต พระราชสวามีเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการผลิตด้วยพระองค์เอง เพื่อมอบเป็นของขวัญ แด่พระราชินีเมื่อครั้งยังทรงเป็นพระคู่หมั้น และเป็นเสมือนสาส์นแสดงความรักและความใส่พระทัยที่พระองค์มีต่อสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ย้อนเวลากลับไปใน ค.ศ. 1839 ภายหลังจากทรงขึ้นครองราชสมบัติได้ราว 2 ปีเศษ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (ขณะมีพระชนมายุ 20 ชันษา) ทรงหมั้นกับเจ้าชายอัลเบิร์ต โอกาสนั้นเจ้าชายอัลเบิร์ตทรงมอบเข็มกลัดรูปช่อดอกส้มทำจากกระเบื้องเคลือบสีขาวแซมด้วยใบทำจากทองคำ ที่ทรงออกแบบด้วยพระองค์เองเพื่อเป็นของขวัญแก่พระคู่หมั้น ซึ่งตามธรรมเนียมของชาวยุโรปนั้น ดอกส้มถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ นับตั้งแต่นั้นมา ดอกส้มจึงความสำคัญและมีความหมายลึกซึ้งระหว่างสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย และเจ้าชายอัลเบิร์ตความรักความผูกพันนี้ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 1840 ในพระราชพิธีอภิเษกสมรส สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ทรงฉลองพระองค์ในชุดแต่งงานสีขาว ปราศจากรัดเกล้าที่ตกแต่งด้วยอัญมณีน้ำงามใดๆ แต่พระองค์ทรงเลือกที่จะให้นำช่อเข็มกลัดดอกส้มมาทำเป็นรัดเกล้าสำหรับใช้ในวันสำคัญของชีวิต ต่อมาในเดือนธันวาคม 1845 เจ้าชายอัลเบิร์ตทรงมอบชุดเครื่องประดับดอกส้มให้สมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย อีกครั้ง ประกอบด้วย เข็มกลัดและต่างหู อีกทั้งยังทรงทรงออกแบบรัดเกล้ารูปดอกส้มทำจากกระเบื้องเคลือบสีขาว แซมด้วยใบทำจากทอง โดยมีผลส้มเล็กๆ ลงยาสีเขียว จำนวน 4 ผล ซึ่งมีความหมายถึงจำนวนพระโอรสและพระธิดา จำนวน 4 พระองค์ (ในขณะนั้น) เพื่อมอบเป็นของขวัญวันครบรอบการแต่งงานปีที่ 6 ให้แก่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย อีกด้วย สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ทรงโปรดปรานชุดเครื่องประดับดอกส้มเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงสวมเครื่องประดับชุดนี้ในวันครบรอบการแต่งงานของพระองค์และเจ้าชายอัลเบิร์ตเป็นประจำทุกปี จนกระทั่งเมื่อเจ้าชายอัลเบิร์ตสิ้นพระชนม์ในปี 1861 ณ พระราชวังวินด์เซอร์ การสูญเสียพระราชสวามีอันเป็นที่รักยิ่งนำความเสียพระทัยแก่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงไว้ทุกข์ด้วยการฉลองพระองค์ในชุดสีดำตลอดพระชนม์ชีพที่เหลือ อีกทั้งไม่ทรงสวมชุดเครื่องประดับดอกส้มอีกเลย หากแต่มีรับสั่งให้นำเครื่องประดับชุดดังกล่าวไปเก็บไว้ในห้องที่เจ้าชายอัลเบิร์ตสิ้นพระชนม์ โดยมีพระราชประสงค์ที่จะไม่พระราชทานเครื่องประดับชุดนี้ให้เป็นสมบัติแก่ผู้ใด นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เราไม่เคยพบว่ามีสมาชิกราชวงศ์อังกฤษพระองค์ใดเคยได้สวมเครื่องประดับชุดสำคัญนี้สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 22 มกราคม 1901 ณ พระตำหนักออสบอร์น ซึ่งเป็นพระตำหนักที่ออกแบบโดยเจ้าชายอัลเบิร์ต พระศพของพระองค์ถูกฝังเคียงข้างกับเจ้าชายอัลเบิร์ต ณ สุสานหลวงในพระราชวังวินด์เซอร์ ที่ซึ่งดอกส้มแห่งความรักของพระองค์จะผลิบานตลอดไป

Read More

29/09/2563

จีนครองอันดับ 1 ประเทศผู้ผลิตและผู้บริโภคทองคำมากที่สุดในโลก ตะลึงไทยบริโภคทองคำมากเป็นที่ 5 ของโลก


สภาทองคำโลกรายงตัวเลขล่าสุดของประเทศผู้ผลิตทองคำมากที่สุด 10 อันดับของโลก ประเทศผู้บริโภคทองคำมากที่สุดในโลก และ ประเทศที่ถือครองทองคำสำรองมากที่สุด10 อันดับของโลกไว้ดังนี้10 อันดับประเทศผู้ผลิตทองคำมากที่สุดในโลก อันดับ 1 จีน 383.2 ตัน อันดับ 2 รัสเซีย 329.5 ตัน อันดับ 3 ออสเตรเลีย 325.1 ตัน อันดับ 4 สหรัฐอเมริกา 200.2 ตัน อันดับ 5 แคนาดา 182.9 ตัน อันดับ6 เปร 143.3 ตัน อันดับ 7 การา142.4 ตัน อันดับ 8 แอฟริกาใต้ 118.2 ตัน อันดับ 9 แมกซิโก 111.4 ตัน อันดับ 10 บราซิล 106.9 ตัน 10 อันดับประเทศผู้บริโภคทองคำมากที่สุดในโลก อันดับ 1 จีน 984 ตัน ปริมาณเฉลี่ยต่อหัว 0.68 กรัม อันดับ 2 อินเดีย 849 ตัน ปริมาณเฉลี่ยต่อหัว 0.62 กรัม อันดับ 3 สหรัฐอเมริกา 193 ตันปริมาณเฉลี่ยต่อหัว 0.58 กรัม อันดับ 4 เยอรมนี 124 ตัน ปริมาณเฉลี่ยต่อหัว 1.48 กรัม อันดับ 5 ไทย 90 ตัน ปริมาณเฉลี่ยต่อหัว 1.29 กรัม อันดับ6 ซาอุดิอาระเบีย 85 ตัน ปริมาณเฉลี่ยต่อหัว 2.44 กรัม อันดับ 7 ตุรกี 72 ตัน ปริมาณเฉลี่ยต่อหัว 0.85 กรัม อันดับ 8 อิหร่าน 71 ตัน ปริมาณเฉลี่ยต่อหัว 0.85 กรัม อันดับ 9 เวียดนาม 63 ตัน ปริมาณเฉลี่ยต่อหัว 0.65 กรัม อันดับ 10 อินโดนีเซีย 59 ตัน ปริมาณเฉลี่ยต่อหัว 0.22 กรัมจะเห็นว่าแม้ประเทศจีนเป็นประเทศผู้ผลิตและผู้บริโภคทองคำมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง แต่หากคิดปริมาณเฉลี่ยแต่หัวแล้ว การบริโภคทองคำของจีนยังน้อยกว่าอีกหลายประเทศทั้งเยอรมัน ตุรกี อิหร่าน หรือแม้แต่ประเทศไทย ในขณะที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย มีปริมาณการบริโภคเฉลี่ยสูงที่สุดถึง 2.44 กรัมต่อหัว

Read More

29/09/2563

WGC update 10 ประเทศที่ถือครอง "ทองคำสำรอง" มากที่สุดของโลก


สภาทองคำโลก (WGC) รายงานตัวเลขจากการสำรวจและจัดอันดับประเทศที่ถือครองทองคำสำรองมากที่สุด 10 อันดับแรกของโลกประจำเดือนสิงหาคม พบว่าสหรัฐอเมริกายังคงครองอันดับ1 อย่างต่อเนื่อง ส่วนอันดับอื่นไม่เปลี่ยนแปลงมากนักแต่มีบางประเทศที่อันดับไม่เปลี่ยนแต่ปริมาณทองคำเพิ่มขึ้น โดย ประเทศที่ถือครองทองคำสำรองมากที่สุด10 อันดับได้แก่ อันดับ 10เป็นเนเธอร์แลนด์ มีจำนวนทองคำสำรอง 621.5 ตันอันดับ 9อินเดีย จำนวน 618.2 ตัน อันดับ 8ญี่ปุ่น จำนวน 765.2 ตัน และ อันดับ 7สวิตเซอร์แลนด์ จำนวน 1,040.0 ตัน อันดับ 6 จีน จำนวน 1,936.5 ตัน แม้จีนจะเป็นประเทศผู้ผลิตทองคำมากเป็นอันดับ 1 แต่สำหรับทองคำสำรองแล้วจีนอยู่ในอันดับที่ 6 โดยในช่วงเดือนธันวาคม.ปี 2561 จนถึงเดือนสิงงหาคท 2562 ประเทศจีนซื้อทองคำรายเดือนสูงกว่า 100 ตันต่อเดือน อย่างไรก็ตามเมื่อคิดเป็นสัดส่วนแล้ว จนถือครองทองคำสำรองเพียงร้อยละ 2.8 เท่านั้นอันดับ 5 รัสเซียจำนวน 2,219.2 ตัน ธนาคารกลางรัสเซีย เป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ที่สุดในรอบ 7 ปีที่ผ่านมาและแซงจีนในปี 2561 ทำให้มีปริมาณสำรองที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก โดยในปี 2560 รัสเซียซื้อทองคำแท่งมาสำรองไว้ มากถึง 224 ตันอันดับ 4 ฝรั่งเศส 2,436.1 ตัน ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางของฝรั่งเศสขายทองคำน้อยลง แม้เงินสดในประเทศไม่เพียงพอ เพราะมีการเรียกร้องให้รัฐบาลฝรั่งเศสหยุดการขายทองคำสำรอง และเมื่อดูจากตัวเลขจะพบว่าหากฝรั่งเศสยังคงขายทองคำสำรองต่อไป และรัสเซียยังซื้อทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ฝรั่งเศสอาจโดนแซงในอีกไม่ช้านี้อันดับ 3 อิตาลี จำนวน 2,451.8 ตัน อันดับ 2 เยอรมนี จำนวน 3,366.8 ตัน ในปี 2560 เยอรมนีย้ายทองคำ 674 ตันจากธนาคารแห่งประเทศฝรั่งเศส (Banque de France) และ Federal Reserve Bank of New York ในสหรัฐอเมริกา กลับสู่ประเทศตัวเองครั้งแรก โดยคาดว่าการย้ายทองคำสำรอง จะแล้วเสร็จในปี 2563 อย่างไรก็ตาม ประเทศในยุโรปเริ่มหันมาลงทุนทองคำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลก อันดับ 1สหรัฐอเมริกาจำนวน 8,133.5 ตัน มากกว่าทองคำสำรองของประเทศอันดับ 2-3-4 รวมกัน โดยทองคำส่วนใหญ่ของสหรัฐอเมริกาจะถูกเก็บไว้ที่ฟอร์ทน็อกซ์ (Fort Knox) แหล่งเก็บทองของสหรัฐอเมริกาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐเคนทักกี นอกนั้นยังมีที่อื่นๆ ทั้ง โรงกษาปณ์ฟิลาเดลเฟีย(Philadelphia Mint) , โรงกษาปณ์เดนเวอร์ (Denver Mint), สำนักงาน San Francisco Assay และ โรงกษาปณ์ West Point Bullion Deposit เป็นต้นส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 27 มีทองคำสำรองอยู่ที่ 154 ตัน เท่ากับรายงานเมื่อปีก่อนหน้านี้อย่างไรก็ตามปริมาณทองคำสำรองของไทยเพิ่มขึ้นย่างต่อเนื่องจาก ปี 2011 ที่ประเทศไทยถือครองทองคำสำรองไว้เพียง 127.5ตัน เท่านั้น

Read More

29/09/2563

ความต้องการเครื่องประดับทองลดลงทั่วโลก ปัญหาจากราคาทองพุ่งไม่หยุด


ผ่านครึ่งปีแรกไปด้วยความร้อนแรงของราคาทองคำที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง แม้จะมีขยับลงบ้างในช่วงแคบๆแต่ก็ยังคงเป็นช่วงขาขึ้นอันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนของภาวะตลาดทั้งตลาดเงินและตลาดทุน ทองคำจึงกลายเป็นทางเลือกของการลงทุน และธนาคารกลางทั่วโลกยังใช้ทองคำเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะยาว ราคาทองคำที่พุ่งขึ้นนี้ส่งผลให้ความต้องการเครื่องประดับทองทั่วโลกลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จากรายงาน “แนวโน้มความต้องการทองคำ” (Gold Demand Trends) ของสภาทองคำโลก ( World Gold Council) ระบุว่า การระบาดของ COVID-19 ทำให้ความต้องการเครื่องประดับทองทั่วโลกลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สอง โดยลดลงถึงร้อยละ 53 เหลือเพียง 251 ตัน เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สองของปี 2019 ขณะที่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2020 ความต้องการเครื่องประดับทองทั่วโลกลดลงกว่าร้อยละ 46 เหลือเพียง 572 ตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด เนื่องจากผู้บริโภคทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการปิดเมืองและเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทาง ตามรายงานระบุว่าตลาดผู้บริโภคเครื่องประดับทองรายใหญ่ของโลกทั้งจีน อินเดีย และสหรัฐฯ ต่างมีความต้องการลดต่ำลง โดยความต้องการเครื่องประดับทองในไตรมาสที่สองของจีนลดลงร้อยละ 33 ส่งผลให้ความต้องการในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 152.2 ตัน หรือลดลงถึงร้อยละ 52 ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ครึ่งแรกของปี 2007 เป็นต้นมาส่วนความต้องการเครื่องประดับทองในอินเดียก็ลดลงเช่นกัน โดยลดลงถึงร้อยละ 74 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สองของปีที่ผ่านมา เหลือเพียง 44 ตัน ซึ่งนับว่าเป็นความต้องการรายไตรมาสที่ต่ำที่สุดเท่าที่ World Gold Council เก็บข้อมูลมาในช่วงหลายปี ส่งผลให้ความต้องการเครื่องประดับทองในช่วงครึ่งปีแรกลดลงถึงร้อยละ 60 มาอยู่ที่ 117.8 ตัน ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา นอกจากนี้ World Gold Council ยังระบุว่าความต้องการเครื่องประดับทองโดยรวมของสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ลดลงต่ำที่สุดในรอบ 8 ปี ส่วนในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2020 อุปสงค์เครื่องประดับทองในสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 34 เหลือเพียง 19 ตัน ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดในช่วง 10 ปี สาเหตุที่ความต้องการเครื่องประดับทองลดต่ำลงหลังจากเพิ่มขึ้นมาตลอดหลายปีนั้น เป็นเพราะการปิดร้านในช่วง COVID-19 ที่อบยู่ในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างเทศกาลอีสเตอร์และวันแม่ ซึ่งเป็นช่วงที่ปกติจะมีการซื้อเครื่องประดับเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้ความต้องการเครื่องประดับทองในสหรัฐฯ ลดลง และแม้ว่าปัจจุบันร้านค้าเครื่องประดับจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง ตลาดเครื่องประดับทองก็ยังไม่ดีขึ้น ทั้งนี้ราคาทองคำในตลาดโลกเคยเพิ่มสูงขึ้นเกินระดับ 2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดลทำ All Time High ครั้งใหม่ที่ระดับราคา 2,075 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ในวันที่ 7 สิงหาคม 2020 ซึ่งนับว่าเป็นราคาสูงสุดของโลหะมีค่าชนิดนี้เท่าที่เคยมีมาก่อน ก่อนที่ปัจจุบันราคาทองคำจะกลับเข้าสู่ภาวะการปรับฐานขยับลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์แล้ว แต่ก็คาดว่าตลาดเครื่องประดับทองคำจะยังคงซบเซาต่อไปอีกระยะหนึ่ง

Read More

29/09/2563

อุตสาหกรรมเหมืองทองในสปป.ลาวคึกคัก รับราคาทองคำโลก


อุตสาหกรรมเหมืองทองคำใน สปป.ลาว อยู่ในภาวะซบเซามาตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ ภายหลังจากบริษัท MMG Limited ซึ่งได้รับสัมปทานทำเหมืองแร่ทองแดงและทองคำที่เมืองเซโปน แขวงสะหวันนะเขต ประกาศหยุดการขุดแร่ทองคำเป็นการชั่วคราว เนื่องจากความผันผวนของราคาทองคำในตลาดโลก ซึ่งส่งผลต่อกำไรของบริษัทฯ โดยคงไว้เฉพาะกิจกรรมขุดแร่ทองแดงเท่านั้น สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้บริษัท MMG Limited ขายหุ้นของตนในสัดส่วนร้อยละ ๙๐ ของบริษัท Lane Xang Minerals Limited ให้แก่บริษัท Chifeng Jilong Gold Mining ด้วยมูลค่า ๒๗๕ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และภายหลังจากการเข้าซื้อหุ้นดังกล่าว บริษัท Chifeng Jilong ประกาศแผนที่จะเริ่มต้นการขุดแร่ทองคำที่เหมืองเซโปนอีกครั้งในปี ๒๕๖๓ ในจำนวน ๑-๑.๖ ตัน และเพิ่มเป็น ๗ ตันในปี ๒๕๖๔ อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ ซึ่งส่งผลให้ราคาทองคำและโลหะขยับตัวสูงขึ้น ทำให้ผลประกอบการของเหมืองเซโปนกระเตื้องขึ้นตามไปด้วยและสามารถกลับมาทำ กำไรได้อีกครั้ง สถานการณ์ด้านราคาดังกล่าว ทำให้บริษัท Chifeng Jilong ประกาศเริ่มการผลิตแร่ทองคำโดยตั้งเป้าหมายว่า จะสามารถผลิตทองคำเพื่อป้อนตลาดได้สำเร็จในช่วงต้นมิถุนายน ๒๕๖๓ ทั้งนี้ในช่วงระหว่างปี ๒๕๕๙-๒๕๖๓ อุตสาหกรรมพลังงานและเหมืองแร่ของ สปป.ลาว มีอัตราการขยายตัว ร้อยละ ๑๑ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๓๕ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วง ๕ ปี (๒๕๕๔-๒๕๕๘) ก่อนหน้า แบ่งเป็นภาคพลังงานขยายตัวร้อยละ ๑๕๔ และภาคเหมืองแร่หดตัวลงร้อยละ ๑๘.๖๙ โดยคาดว่าในปี ๒๕๖๓ การผลิตรวมของอุตสาหกรรมจะมีมูลค่า ๑๓๐,๕๒๐ พันล้านกีบ (ประมาณ ๔๓๕,๐๐๐ ล้านบาท) และในช่วงไตรมาสแรกของปี ๒๕๖๓ สปป.ลาว ส่งออกทองคำคิดเป็นมูลค่า ๑๒๓ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งออกทองแดงและสิ่งของที่ทำจากทองแดง คิดเป็นมูลค่า ๙๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบัน มีบริษัทเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมธรณีศาสตร์และแร่ธาตุใน สปป.ลาว แล้ว จำนวน ๑๙๓ บริษัท โดยเริ่มดำเนินการแล้ว ๘๑ บริษัท อยู่ระหว่างการสำรวจแหล่งแร่ธาตุ ๖๙ บริษัท และอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ๔๓ บริษัทข้อมูล : สถานกงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต

Read More

Loading...
More