บทความทั้งหมด

25/10/2562

ขบวนการทองเถื่อนในแอฟริกา


ในแต่ละปีทองคำมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถูกลักลอบขนออกจากทวีปแอฟริกา โดยผ่านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี ซึ่งเป็นประตูทางผ่านทองคำไปสู่ตลาดในยุโรป อเมริกาเหนือ และอื่น ๆ ทองเหล่านี้ได้จากการทำเหมืองแบบดั้งเดิม และถูกขายออกไปโดยไม่เสียภาษีให้ประเทศที่ผลิต ข้อมูลด้านศุลกากรแสดงให้เห็นว่า ยูเออีเป็นประเทศผู้นำเข้าทองคำจากแอฟริกามากที่สุดในโลกด้วยปริมาณ 446 ตัน มูลค่ารวมกว่า 15,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี พ.ศ. 2559 เพิ่มขึ้นจาก 67 ตันมูลค่า 1,300 ล้านดอลลาร์ ในปี 2549 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในจำนวนนี้ไม่นับรวมทองคำที่ถูกลักลอบส่งออกมาจากแอฟริกาอย่างผิดกฎหมาย ไม่ได้ถูกบันทึก ในการส่งออกของหลายประเทศในแอฟริกา นักเศรษฐศาสตร์การค้า 5 รายที่รอยเตอร์สัมภาษณ์บอกว่า นี่เป็นสิ่งบ่งชี้ว่า ทองคำจำนวนมากออกจากกาฬทวีป โดยไม่เสียภาษีให้ประเทศที่ผลิต รายงานและผลการศึกษาก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นถึงวงการค้าทองคำในตลาดมืด การทำเหมืองแร่ทองคำโดยประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขนาดใหญ่ ประชาชนจำนวนมากที่ขุดหรือร่อนทอง โดยแทบไม่ได้รับการควบคุมดูแลจากเจ้าหน้าที่ทางการ ไม่มีใครสามารถระบุตัวเลขได้แน่ชัด สำหรับมูลค่าของทองคำทั้งหมดที่ออกจากแอฟริกาหลายประเทศในแอฟริกา เช่น กานา แทนซาเนีย และแซมเบีย กำลังเผชิญกับการทำเหมืองแร่ทองคำแบบผิดกฎหมาย และการลักลอบขนทองคำออกนอกประเทศในปริมาณมหาศาล ซึ่งทำโดยแก๊งผู้มีอิทธิพลทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ด้วยการรับซื้อจากแร่ทองคำจากชาวบ้าน (ที่ได้จากการทำเหมืองแบบดั้งเดิม เช่นการร่อนแร่) แล้วส่งออกผ่านคนกลาง ซึ่งแน่นอนว่าขบวนการขนทองเถื่อนนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนไม่น้อยจากการขัดผลประโยชน์นอกกฎหมาย กานา ประเทศผู้ผลิตทองคำรายใหญ่อันดับ 2 ของแอฟริกา (รองจากแอฟริกาใต้ และอยู่เหนือแทนซาเนียผู้ผลิตอันดับ 3) ยอมรับว่าการทำเหมืองแบบดั้งเดิม ที่เริ่มต้นจากการลงทุนทำเหมืองทองคำขนาดย่อย แล้วค่อยๆเติบโตเป็นปฏิบัติการขนาดใหญ่และอันตราย ล้วนถูกควบคุมโดยแก๊งมาเฟียต่างชาติ อีกหนึ่งประเทศผู้ผลิตทองคำรายใหญ่อย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) ก็ประสบปัญหาการค้าทองคำเถื่อนเช่นกัน เมื่อตัวเลขการส่งออกทองคำอย่างเป็นทางการของประเทศมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับปริมาณผลิตตามประเมิน โดยทองส่วนใหญ่ถูกลักลอบขนผ่าน 2 ประเทศเพื่อนบ้านคือ ยูกันดาและรวันดา โดยมีแก๊งมาเฟียร์ที่ทรงอิทธิพลข้ามชาติหลายแก๊งบงการอยู่เบื้องหลัง

Read More

25/10/2562

เทคโนโลยีป้องกัน ทองคําแท่งปลอม


นับตั้งแต่ปี 2558 กรมศุลกากรสวิตเซอร์แลนด์ ตรวจพบทองคําแท่งปลอมได้กว่า 655 กิโลกรัม ซึ่งบริษัทผู้ผลิตและอัยการประจํารัฐได้ดําเนินการฟ้องร้องเป็นคดีอาญาไปแล้วหลายคดี ชี้ให้เห็นว่า ทองคำแท่งปลอม เป็นปัญหาที่ผู้ผลิตทองคำแท่งในสวิสเซอร์แลนด์ต้องหาทางแก้ไขเป็นการเร่งด่วนในปี 2560 ธนาคารJPMorganพบว่า ทองคําแท่งที่ฝากไว้ในตู้เซฟของธนาคารฯ มากกว่า 1,000 แห่ง เป็นของปลอม โดยเริ่มจากการตรวจพบว่า หมายเลขserial no.บนทองคําแท่งขนาด 1 กิโลกรัมซ้ำกัน โดย ทองคําแท่งปลอมดังกล่าวมีlogoและตราประทับของบริษัทValcambiและทําเลียนแบบได้ไม่ดีนัก ซึ่งการปลอมแปลงน่าจะเกิดจากการธุรกิจฟอกเงินของนักค้ายาเสพติด หรือนักค้าอาวุธ จากปัญหาการปลอมทองคําแท่งดังกล่าวส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตทองคําแท่งของสวิสเซอร์แลนด์แต่ละแห่งเริ่มทำการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต เพื่อป้องกันการปลอมแปลงของตนเองเช่น บริษัทMetalorได้พัฒนาโครงการBullionProtectโดยใช้ เทคโนโลยีของบริษัทSICPA ซึ่งเป็นผู้นําในการผลิตหมึกพิมพ์ธนบัตรที่มีความปลอดภัยขั้นสูงมาใช้ โดยทองคําแท่งของบริษัท Metalorจะสามารถตรวจสอบความแท้จริงผ่าน หลอดไฟพิเศษ และsecurity Sealได้ทําให้การปลอมแปลงเป็นไปได้ ยากมาก บริษัทMKS Pampใช้ระบบVERISCAN scanning Systemเพื่อตรวจสอบสินค้าของบริษัทฯจากกล้องตรวจสอบลายนิ้วมือหรือพื้นผิวแท่งโลหะ และ บริษัทArgo-Heraeusใช้เทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันแต่จะสามารถตรวจสอบความแท้จริงของทองคำได้ก็ต่อเมื่อละลายทองคําแท่งแล้วเท่านั้นอย่างไรก็ดี อุปสรรคสําคัญต่อวิกฤตการผลิตทองคําปลอมก็คือ กฎหมายการฟองเงินนั่นเอง เพราะตามกฎหมายแล้ว จะให้อํานาจเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบทองคําแท่งที่มีปริมาณทองคําบริสุทธิ์มากกว่าร้อยละ 99.95 เท่านั้น แต่ทองคําแท่งที่ผลิตในสวิตฯ นั้นมีส่วนประกอบของทองคําบริสุทธิ์เพียงร้อยละ 60 – 80 เท่านั้น จึงไม่สามารถ นํากฎหมายต่อต้านการฟอกเงินมาบังคับใช้ได้สวิตเซอร์แลนด์ เป็นประเทศผู้ผลิตทองคําแท่งรายใหญ่ของโลก คือประมาณ 2,000–2,500 ตันต่อปี คิดเป็น มูลค่ากว่าล้านล้านฟรังก์สวิส โดยบริษัทผลิตทองคําแท่งที่มีชื่อเสียงของสวิสได้แก่ บริษัทValcambiเป็นบริษัทผลิต ทองคําแท่งรายใหญ่ของสวิส มีฐานการผลิตที่เมืองNeuchatel บริษัทPAMPบริษัทArgor-HeraeusและบริษัทMetalorซึ่งได้รับการยอมรับจากสถาบันการเงินทั่วโลกในแง่ของคุณภาพ โดยทองคําทุกแท่งจะมีการระบุน้ำหนัก ปริมาณทองคํา เลขทะเบียน และตราประทับของแหล่งผลิตอย่างชัดเจน

Read More

25/10/2562

นักการเมืองกับการคอรัปชั่น


นักการเมืองกับการคอรัปชั่นดูเหมือนจะเป็นของคู่กัน ล่าสุดตำรวจประเทศจีน ตรวจพบขุมทรัพย์มหาศาลซุกซ่อนอยู่ในชั้นใต้ดินของบ้านพักนายกเทศมนตรีเมืองตันโจว มณฑลไห่หนาน และหนึ่งในทรัพย์สินที่ตรวจพบซึ่งสร้างความตื่นตะลึงให้กับคนทั้งโลกคือ ทองคำนำหนักกว่า 13 ตัน ซึ่งมากกว่าทองคำที่ถือครองโดยรัฐบาลกัมพูชาเสียอีก นายกเทศมนตรีเมืองตันโจวคนนี้ชื่อ นายจาง ชี่ วัย 57 ปี ถูกคณะกรรมาธิการตรวจสอบแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์การต่อต้านคอร์รัปชันของสาธารณรัฐประชาชนจีน นำตำรวจเข้าตรวจค้น ที่บ้านพัก ซึ่งนอกจากทองคำแท่งหนักมากกว่า 13 ตัน มูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ ที่ถูกพบซุกซ่อนอยู่ในห้องลับชั้นใต้ดินของบ้านแล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบเงินสดอีกจำนวนมากในสกุลเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นดอลลาร์, ยูโร และหยวน รวมแล้วกว่า 268,000 ล้านหยวนหรือประมาณ 34,000 ล้านยูโร ซึ่งเพียงพอสำหรับการชำระหนี้ให้ประเทศกรีซมากถึง 2 รอบขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบด้วยว่านายจางเป็นเจ้าของบ้านหรูอีกหลายหลัง มีพื้นที่รวมกันหลายพันตารางเมตรและใช้ชีวิตบนทรัพย์สินซึ่งได้มาจากการทุจริต ไม่มีรายละเอียดชัดว่าอดีตนายกเทศมนตรีรายนี้ใช้เวลานานแค่ไหนและสะสมทรัพย์สินจากการทุจริตอย่างมหาศาลนี้ได้อย่างไร ที่แน่ๆ ก็คือโอกาสที่จะถูกประหารชีวิตมีอยู่มาก เดินตามรอยอดีตข้าราชการและนักการเมือง นักธุรกิจรายใหญ่ของจีน ซึ่งทุจริต และถูกตัดสินประหารชีวิตไปแล้ว นับตั้งแต่ถูกแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2013 สี จิ้นผิง ประกาศให้การต่อสู้กับคอร์รัปชันเป็นวาระนโยบายลำดับต้นๆ และนับตั้งแต่นั้น มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ถูกกล่าวหาคอร์รัปชันถูกไล่ออกแล้วอย่างน้อย 254 คน อีกตัวอย่างหนึ่งของการทุจริตคอรัปชั่นที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการปล้นชาติ เกิดขึ้นที่ประเทศเล็กๆอยู่ในทวีปแอฟริกาตอนกลาง ชื่อ อิเควทอเรียลกินี ซึ่งมีรองประธานาธิบดีจอมกังฉินชื่อ นายธีโอโดโร เอ็นคีมา โอเบียง แมงเก ลูกชายแท้ๆของประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งมานานหลายปีนายโอเบียง ถูกพบว่าใช้ชีวิตอย่างหรูหรา จากเงินและทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริต โดยมีทั้งรถซูเปอร์คาร์มากมาย และ คฤหาสน์หรูหลายแห่งในหลายประเทศ โดยเมื่อไม่นานมานี้ ทางการสวิตเซอร์แลนด์ได้นำรถหรูมากถึง 25 คันที่ยึดไว้ในปี 2016 มาเปิดประมูลขายหลังจากที่นายโอเบียงถูกดำเนินคดีข้อหาฟอกเงิน รถแต่ละคันเพิ่งถูกใช้งานไปไม่กี่พันไมล์เท่านั้น และเป็นรถหายาก เช่น โรดสเตอร์ แลมโบกินี เวเนโน ซึ่งมีเพียง 9 คันเพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีของบริษัทผู้ผลิต มีรถ LaFerrari รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น และ Koenigsegg ที่มีเพียง 7 คันเท่านั้นในโลก เป็นต้นการใช้ชีวิตแบบหรูหราของโอเบียงเป็นที่รู้จักกันในกลุ่มผู้รักษากฎหมายหลายประเทศ และก่อนหน้านี้ในปี 2017 เขาเคยถูกศาลฝรั่งเศสตัดสินว่ามีความผิดแต่รอการลงอาญา 3 ปี ข้อหาการครอบครองคฤหาสน์หรู เครื่องบินส่วนตัว และรถซูเปอร์คาร์หลายยี่ห้อโดยมิชอบ ก่อนหน้านั้นโอเบียงยอมจ่ายเงิน 30 ล้านดอลลาร์ ให้กับทางการสหรัฐฯ หลังจากถูกดำเนินคดีในรัฐแคลิฟอร์เนีย ข้อหานำเงินทรัพย์สินจากประเทศของตัวเองมาซื้อคฤหาสน์หรู เครื่องบินส่วนตัว และรถซูเปอร์คาร์ ของที่ระลึกต่างๆ ที่เคยเป็นของ ไมเคิล แจ็กสัน และปีที่ผ่านมา ทางการบราซิลได้ยึดเงินสดจำนวน 16 ล้านดอลลาร์และนาฬิกาหรูจากคณะติดตามนายโอเบียง แถมด้วยรถแอสตัน มาร์ติน รุ่นในหนังเจมส์ บอนด์อีกด้วย ประเทศอีเควทอเรียลกินี มีบ่อน้ำมันดิบมหาศาล จัดว่าเป็นประเทศที่มั่งคั่งน่าจะได้รับการพัฒนาจากทรัพยากรและให้ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี แต่เมื่อมีผู้นำประเทศและครอบครัวมีพฤติกรรมทุจริตก็ทำให้เกิดปัญหาเหมือนประเทศ อื่นๆ บนทวีปนี้ โดยประธานาธิบดี เอ็มบาโซโก ผู้เป็นบิดาของโอเบียง ปกครองประเทศหลังจากการยึดอำนาจในปี 1979 จนปัจจุบันถือว่าเป็นผู้นำประเทศที่ยังดำรงวาระยาวนานที่สุด

Read More

25/10/2562

ยอดน้ำค้างทองคำ บนยอดพระธาตุพนม


ยอดน้ำค้างทองคำน้ำหนักถึง 3 กิโลกรัมถูกอัญเชิญขึ้นไปประดิษฐานบนยอดพระธาตุพนม ร่วมกับกระดิ่งทองคำ 32 ใบและบัวทองคำ ในพิธีการบูรณะยอดพระธาตุในรอบ 40 ปี นับแต่องค์พระธาตุพนมองค์เดิมได้พังทลายลงมาทั้งองค์ เมื่อวันนี้ 7 กันยายน 2562 ที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม มีการประกอบพิธียกยอดน้ำค้างทองคำ กระดิ่งทองคำ และบัวทองคำ ขึ้นประดิษฐานบนยอดองค์พระธาตุ โดยพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ได้เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พระครูโสภณธรรมสโรช (ก้องเกียรติ จิตตวิโล) นำกล่าวถวายยอดน้ำค้างทองคำ กระดิ่งทองคำ และบัวทองคำ อัญเชิญยอดน้ำค้างทองคำและบริวารสู่แท่นยก คล้องพวงมาลัยมงคลบนยอดน้ำค้างทองคำแล้วประกอบพิธียกยอดน้ำค้างทองคำ สำหรับการบูรณะพระธาตุพนมในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี ตั้งแต่องค์พระธาตุพนมองค์เดิมได้พังทลายลงทั้งองค์ โดยชาวพุทธทั่วประเทศรวมพลังศรัทธาร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์ สร้างพระธาตุองค์ใหม่ครอบองค์เดิมโดยยังคงรักษารูปแบบเดิมเอาไว้จนแล้วเสร็จ ในปี พ.ศ. 2522 ซึ่งมีขนาดฐานกว้างด้านละ 12.33 เมตร มีความสูงถึงยอดฉัตร รวม 57 เมตร ต่อมาในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2522 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชพิธีเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระอุรังคธาตุ) ขึ้นบรรจุในองค์พระธาตุพนม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร เสด็จทรงยกยอดฉัตรทองคำ ที่มีน้ำหนักมากถึง 110 กิโลกรัม หลังจากนั้นจากนั้นพุทธศาสนิกชนทั่วทุกสารทิศก็ได้เดินทางมากราบไหว้ บูชา พระธาตุพนมด้วยความเคารพศรัทธาดังเดิม กระทั่งเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 ทางวัดได้ทำหนังสือถึงสำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี ขออนุญาตหุ้มแผ่นทองคำที่ยอดเม็ดน้ำค้างขององค์พระธาตุพนมด้วยทองคำบริสุทธิ์ เพื่อป้องกันกรดที่เกิดจากสิ่งปฏิกูล เนื่องจากปัจจุบันยอดเม็ดน้ำค้างมีนกเกาะและได้ทำรังนอน ถ่ายรดสิ่งปฏิกูล ทำให้ส่วนยอดเม็ดน้ำค้างดำและด่าง รวมทั้งจะมีการทำความสะอาดภายนอกองค์พระธาตุพนม ทาสีใหม่ และปิดทองคำเปลวพิธีอัญเชิญยอดน้ำค้างทองคำและบริวารขึ้นสู่ยอดพระธาตุพนมในครั้งนี้มีพุทธศาสนิกชนที่มีจิตศรัทธาเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

Read More

25/10/2562

เปิดตัวเลขการถือครองทองคำประจำปี 2019 (World Official Gold Holdings)


สภาทองคำโลก (World Gold Council) เปิดเผยปริมาณการถือครองทองคำอย่างเป็นทางการของแต่ละรัฐบาลทั่วโลก (World Official Gold Holdings) ประจำเดือนเมษายน พ.ศ.2562 จำนวน 100 อันดับ โดยอาศัยข้อมูลจากรายงาน International Financial Statistics ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund - IMF) พบว่า รัฐบาลทั่วโลกถือครองทองคำรวมกัน 33,871.36ตัน เพิ่มขึ้นประมาณ 2200ตัน จากช่วงกลางปี พ.ศ.2556 ประเทศที่ถือครองทองคำมากที่สุด 10 อันดับแรกยังไม่เปลี่ยนแปลง โดยสหรัฐอเมริกายังคงถือครองทองคำมากที่สุดที่ ปริมาณ 8,133.5 ตัน คิดเป็นอัตราส่วนร้อยละ 74.9% ต่อทุนสำรองทั้งหมด ตามมาด้วยเยอรมนีด้วยปริมาณ 3,369.7 ตัน คิดเป็น ร้อยละ 70.6 ต่อทุนสำรอง และ IMF ถือครองทองคำปริมาณ 2,814.0 ตัน อันดับ4 คืออิตาลีอยู่ที่ 2,451.8 ตัน คิดเป็น ร้อยละ 66.9 อันดับ5 ฝรั่งเศส 2,436 ตัน อันดับ 6 รัสเซีย 2,150.5 ตัน อันดับ7 จีน 1,874.3 ตัน อันดับ8 สวิสเซอร์แลนด์ 1,040.0 ตัน อันดับ9 ญี่ปุ่น 765.2 ตัน และอันดับ10 เนเธอแลนด์ 612.5 ตันส่วน ไทยถือครองทองคำอยู่มากเป็นอันดับที่ 27 ของโลก มีปริมาณ 154 ตัน คิดเป็นร้อยละ 3.1 ต่อทุนสำรอง ซึ่งนับว่ามากเป็นอันดับสองของประเทศในกลุ่มอาเซียน เป็นรองเพียงรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่มีทองคำปริมาณ 197.9 ตัน โดยปริมาณการถือครองทองคำของประเทศต่างๆมีดังนี้

Read More

25/10/2562

ราชา รองเท้าทองคำ (Golden Shoes )


ลิโอเนล เมสซี่ ดาวเตะอาร์เจนไตน์ ของบาร์เซโลน่า ผงาดคว้ารางวัล รองเท้าทองคำ (Golden Shoes) ซีซั่น 2018/19 ทำให้เขากลายเป็นนักเตะคนแรกที่ได้รางวัลนี้ถึง 6 สมัย แซงหน้าคริสเตียโน่ โรนัลโดคู่แข่งตลอดกาลที่ได้ 4 สมัยไปเรียบร้อยลิโอเนล เมสซี่ ซึ่งทำไปถึง 36 ประตูให้เจ้าบุญทุ่ม บาเซโลน่า คว้าแชมป์ ลา ลีกา สเปนเมื่อซีซั่น 2018/19 ที่ผ่านมา คิดเป็น 72 คะแนนจากค่าสัมประสิทธิ์ของรางวัล Golden Shoes เอาชนะ คีลิย็อง เอ็มบับเป้ หัวหอกทีมชาติฝรั่งเศส สตาร์ดังของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่ ยิงไป 33 ประตูในลีก เอิง ได้ค่าสัมประสิทธิ์ไป 66 คะแนน เมสซี่ ดาวเตะวัย 32 คว้ารางวัลรองเท้าทองคำยุโรป เป็นสมัยที่ 6 หลังก่อนหน้านี้เคยได้มาแล้วในปี 2010, 2012, 2013, 2017 และ 2018 ซึ่งเจ้าตัวกล่าวว่า “ขอบคุณอย่างมากสำหรับครอบครัวของผม ผู้จัดการทีม เพื่อนร่วมทีม หากปราศจากพวกเขามันคงไม่ประสบความสำเร็จในรางวัลนี้ ไม่แม้แต่ครั้งเดียว” การได้รางวัลครั้งนี้ทำให้ เมสซี่ ทิ้่งห่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ไปถึง 2 สมัย หลังดาวเตะโปรตุกีส ได้มาแล้ว 4 ครั้งในปี 2008, 2011, 2014 และ 2015 แต่หนนี้โรนัลโดไม่ติดแม้กระทั่งท็อปเท็นThe European Golden Shoes คือรางวัลที่มอบให้แก่นักเตะที่มีผลงานการทำประตูมากที่สุดของทุกลีกในยุโรป โดยนับเฉพาะในเกมส์ลีกของตัวเองเท่านั้น เป็นอีกหนึ่งรางวัลใหญ่ที่ทรงคุณค่า แต่มักไม่ค่อยได้รับรู้จากสื่อมากเท่ากับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า และรางวัลบัลลง ดอร์ ซึ่งล่าสุดนักเตะที่คว้ารางวัลทองเท้าทองคำ ของยุโรปในปีนี้ คือ นักเตะที่ได้ชื่อว่า เป็นมนุษย์ต่างดาว เขา คือ ผู้ที่ได้รับรางวัลบัลลง ดอร์ 5 สมัย มากที่สุดเป็นประวัติการณ์อยู่ในตอนนี้ เจ้าของรางวัลรองเท้าทองคำแห่งยุโรป (European Golden Shoes)ที่ผ่านมาได้แก่1996/97 : โรนัลโด้ อดีตศูนย์หน้าร่างอวบของทีมชาติบราซิล เขาคือ คนที่ได้รางวัลรองเท้าทองคำเป็นคนแรก เพราะรางวัลนี้เริ่มจัดให้มีในปีนั้น 1997/98 : นิกอส มาชลาส ดาวยิงจอมถล่มประตูของทีมชาติกรีซ เขาทำไป 34 ประตู กับสโมสรวิเทสส์ อาร์เนม ในลีกฮอลแลนด์1998/99 : มาริโอ ยาร์เดล ดาวยิงจากปอร์โต้ ทำ 34 ประตู 1999/00 : เควิน ฟิลลิปส์ ศูนย์หน้าจากซันเดอร์แลนด์ดาวซัลโวสูงสุดของพรีเมียร์ลีกในซีซั่นนั้นด้วยจำนวน 30 ประตู2000/01: เฮนริค ลาร์คสัน อดีตศูนย์ทีมชาติสวีเดน เขาทำ 35 ประตู ให้กับกลาสโกว์ เชลติกในสกอตแลนด์ 2001/02 : มาริโอ ยาร์เดล เป็นครั้งที่สองที่ศูนย์หน้าจอมถล่มประตูได้รับรางวัลไปครองด้วยจำนวน 42 ประตู 2002/03 : รอย มาคาย จาก เดปอร์ติโว ลา คอรุนญ่า ยิงได้ถึง 29 ประตู ในปีนี้นั้น 2003/04 : เธียร์รี่ อองรี ที่ระเบิดฟอร์มสุดยอดทำไป 30 ประตู คว้าดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกและของยุโรปมาครอง และพาอาร์เซนอลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบไร้พ่ายอีกด้วย2004/05 : เธียร์รี่ อองรี/ดิเอโก้ ฟอร์ลัน 2 ดาวยิงทำได้เท่ากันคนละ 25 ประตู 2005/06 : ลูก้า โทนี่ ยิงให้ฟิออเรนติน่าไป 31 ประตู ทำให้เขาคว้ารางวัลดาวซัลโวในกัลโช่ ซีเรีย อา และรางวัลรองเท้าทองคำมาครองในปีนั้นได้อีกด้วย2006/07 : ฟาสเชสโก ต็อตติ จากโรมาทำได้ 26 ประตู2007/08 : คริสเตียโน โลนัลโด้ จากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยจำนวน 31 ประตู2008/09 :ดิเอโก้ ฟอร์ลัน จากแอตเลติโก มาดริด ทำได้ 32 ประตูและตั้งแต่ 2009-2019 มีเพียงคริสเตียโน โลนัลโด้ และลิโอเนล เมสซี่ เท่านั้นที่ผลัดกันได้รางวัลคนละ 4 และ 6 ครั้งตามลำดับ

Read More

25/10/2562

งานวิจัยชี้ คนไทยยังนิยมซื้อทองคำเพื่อใช้เป็นเครื่องประดับมากกว่าการลงทุน


ศูนย์วิจัยทองคำร่วมกับคณะบริหารธุรกิจและสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทำการสำรวจความรู้พื้นฐานและพฤติกรรมการซื้อหรือขายทองคำของประชาชนไทย โดยการสุ่มตัวอย่างกระจายไปทุกภูมิภาคของประเทศ จำนวน 926 ตัวอย่าง ผลการสำรวจด้วยแบบสอบถาม พบว่าประชำชนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 68 ซื้อทองคำรูปพรรณ เพื่อใช้เป็นเครื่องประดับมากที่สุด และส่วนใหญ่ซื้อทองจากร้านทอง มีเพียง5% เท่านั้นซื้อทองคำจากร้านทองออนไลน์ หรือทองแท่งออนไลน์ในการสำรวจครั้งนี้กลุ่มตัวอย่างประมาณร้อยละ 29 มีอายุ 31-40 ปี รองลงมาคือกลุ่มอายุ 21-30 ปี คิดเป็นร้อยละ27 ของตัวอย่างทั้งหมด ทั้งนี้มีกลุ่มอายุ 41-60 ปีประมาณร้อยละ 29 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นหญิงคิดเป็นร้อยละ 66 โดยเป็นพนักงำนบริษัทเอกชนและข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน คือร้อยละ 28 และ 24 ตามลำดับ และส่วนใหญ่จบปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 57 ของตัวอย่างทั้งหมดจากการสำรวจความรู้พื้นฐานและพฤติกรรมการซื้อหรือขายทองคำของประชำชนไทย โดยการสุ่มตัวอย่างให้กระจายไปทุกภูมิภาคของประเทศ ผลการสำรวจด้วยแบบสอบถามพบว่าประชาชนมากกว่าร้อยละ 50 รู้ว่าทองคำ 1 บาท มีน้ำหนักประมาณ 15 กรัม โดยคนส่วนใหญ่ (ประมำณร้อยละ 80) รู้ว่าทองคำ 1 บาท เท่ากับ 4 สลึง ประชาชนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 68 เคยซื้อทองรูปพรรณ โดยซื้อเพื่อเป็นเครื่องประดับ สร้อยคอและแหวนเป็นที่นิยมมากที่สุด และประมาณร้อยละ 75 เลือกซื้อทอง 96.5% โดยให้เหตุผลว่ามีลวดลายให้เลือกหลากหลาย มีร้านทองให้เลือกซื้อขายได้สะดวก ประชาชนร้อยละ 45 เคยมีประสบการณ์การขายทองรูปพรรณ โดยให้เหตุผลว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงินยามฉุกเฉิน ทั้งนี้พบว่าความถี่ในการขายทองคำไม่บ่อยนัก คือมากกว่า 6 เดือนต่อครั้ง นั่นคือคนส่วนใหญ่ซื้อเพื่อการเก็บออม โดยทองรูปพรรณและทองตำแท่งหนัก 1 บาท เป็นที่นิยมของประชำชน มีเพียงร้อยละ 20 ของกลุ่มตัวอย่างที่เคยซื้อทองคำแท่ง และเป็นการซื้อเพื่อการลงทุนเป็นหลัก โดยคาดหวังกำไรตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปต่อทองคำหนึ่งบาท มีประชาชนจำนวนไม่มากนักที่รู้จักและเคยใช้บริการช่องทางทองคำออนไลน์หรือทองแท่งออนไลน์ โดยกลุ่มที่รู้จักและเคยใช้บริการได้แก่กลุ่มที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี มีรายได้สูง และประกอบธุรกิจส่วนตัวการทำวิจัยในครั้งนี้เพื่อสำรวจความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับทองคำขอคนไทยและศึกษาพฤติกรรามการซื้อและการขายทองคำของคนไทย @page { margin: 0.79in } p { margin-bottom: 0.1in; direction: ltr; line-height: 115%; text-align: left; orphans: 2; widows: 2 }

Read More

18/10/2562

Midas ราชาผู้มีสัมผัสเป็นทองคำ


ตามตํานานของกรีก เมื่อพระราชา Midas สัมผัสสิ่งใดสิ่งนั้นจะกลายเป็นทอง ไมดาส เป็นชื่อของกษัตริย์พระองค์หนึ่งที่ปกครองนครไฟร์เกียซึ่งเป็นหนึ่งในนครที่มั่งคั่งและรุ่งเรืองที่สุดนครหนึ่ง ด้วยพระปรีชาสามารถในการบริหารปกครองของพระเจ้ากอดิอุสพระราชบิดา โดยตำนานสัมผัสทองคำเริ่มขึ้นเมื่อวันหนี่ง พระเจ้าไมดาสเสด็จประพาสยังริมฝั่งแม่น้ำซานการิอัสและได้พบชายชราขี้เมาผู้หนึ่งถูกมัดนอนกลิ้งอยู่กับพื้น พระองค์จึงเข้าไปช่วยแก้มัดให้ชายผู้นั้น ทว่าชายคนไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป แต่คือ ไซเลนนัส พระอาจารย์ของเทพไดโนนีซุส เทพเจ้าแห่งไวน์และการเฉลิมฉลอง โดยในวันนั้น ไซเลนนัสที่กำลังเมาไวน์ได้ที่ เกิดพลัดกับขบวนของเทพไดโอนีซุสและได้ไปพบกับพวกชาวนาที่มีความเชื่อว่า หากเจอไซเลนนัสตอนกำลังเมาให้จับตัวเขามัดไว้ แล้วจะสามารถถามเรื่องในอนาคตจากไซเลนนัสได้หลังจากกษัตริย์ไมดาสทรงช่วยแก้มัดให้ไซเลนนัส เทพไดโนนีซุสก็เสด็จมาถึง พระองค์ทรงโปรดปรานไมดาสเป็นอันมากที่ช่วยพระอาจารย์ของพระองค์ จึงทรงออกปากว่าจะให้พรไมดาสหนึ่งข้อตามแต่จะขอ ซึ่งเมื่อได้ยินดังนั้น กษัตริย์ไมดาสก็ลืมองค์ปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำ จึงทรงขอพรที่แปลกประหลาดที่สุด โดยทรงขอแก่เทพไดโอนีซุสว่า “ขอให้ทุกสิ่งที่ตนสัมผัสนั้นกลายเป็นทองคำ”แม้จะทรงแปลกพระทัย แต่ไดโอนีซุสก็ประทานพรให้ตามที่ไมดาสขอ จากนั้นพระองค์พร้อมกับพระอาจารย์ก็เสด็จจากไป ส่วนไมดาสนั้นเมื่อได้พรแล้วก็ทรงทดลองด้วยการแตะของต่างๆในวังจนกลายเป็นทองคำไปหมด ยังความปรีดาให้แก่พระองค์เป็นอันมากทว่า เมื่อถึงเวลาที่จะเสวย ไมดาสก็ทรงพบว่า ทั้งอาหารและน้ำที่พระองค์สัมผัสกลายเป็นทองคำจนหมดสิ้น ทำให้พระองค์ไม่สามารถเสวยสิ่งใดได้เลย และที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือ พระองค์เผลอไปโอบกอดพระธิดาองค์น้อยที่ทรงรักมากเข้า ทำให้พระธิดากลายเป็นรูปปั้นทองคำไปในทันทีราชาไมดาสทรงเสียพระทัยเป็นอันมาก พระองค์ได้สวดอ้อนวอนขอให้เทพไดโอนีซุสทรงเมตตาลบล้างพรที่ทรงประทานให้ ในที่สุด เทพเจ้าไดโอนีซุสทรงเกิดความสงสารจึงให้ไมดาสไปชำระล้างพรที่แม่น้ำแพคโตลัส ราชาไมดาสทรงทำตามที่เทพเจ้าตรัสบอก และพรวิเศษก็หายไป พร้อมกับทุกสิ่งกลับคืนดังเดิม อย่างไรก็ตาม พรของไดโอนีซุสที่ถูกชำระล้าง ก็ได้ทำให้แม่น้ำทั้งสายกลายเป็นผงทองคำ มาถึงยุคปัจจุบัน สัมผัสของ Midas กลายเป็นสํานวนหมายถึง การทําให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดผลกำไรงอกเงยขึ้นมา

Read More

18/10/2562

โอกาสทองของเครื่องประดับเงินในอินเดีย


กระทรวงพาณิชย์เผย โอกาสทองของเครื่องประดับเงินในอินเดีย เพราะกำลังได้รับความนิยมและมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ยอดส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยไปอินเดีย ในไตรมาสแรกของปีนี้(2562)ทะลุ 2,000 ล้านบาท ขยายตัว 3% สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเจนไน ประเทศอินเดีย รายงานว่า ชาวอินเดียนิยมซื้ออัญมณีและเครื่องประดับเพื่อใช้สำหรับการแต่งงาน มอบเป็นของขวัญในเทศกาลต่างๆ และมีการทำเครื่องทองเป็นรูปเทพต่างๆ เพื่อสักการบูชา และยังนิยมหาซื้อเครื่องประดับทองและเครื่องประดับเงินเพื่อการลงทุนอีกด้วย ทั้งนี้ชาวอินเดียในแต่ละภูมิภาคจะมีรสนิยมการซื้อหาอัญมณีและเครื่องประดับแตกต่างกันไป เช่น ชาวอินเดียเหนือนิยมเพชร พลอยสี และไข่มุก ส่วนชาวอินเดียใต้นิยมเครื่องประดับทอง เป็นต้น ซึ่งหาก พิจารณาโอกาสของผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยในการตีตลาดอินเดีย พบว่ายังมีโอกาสอยู่มาก โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2562 (มกราคม-มีนาคม) ไทยส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ไปยังประเทศอินเดีย มูลค่ารวม 88.05 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,765 ล้านบาท) ขยายตัวสูงขึ้นต่อเนื่องร้อยละ 3 โดยสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เพชร เงิน และพลอยชาวอินเดียนิยมซื้อพลอยสีจากไทย และยอมรับว่าไทยเป็นแหล่งการค้าพลอยสีและอัญมณีสำคัญระดับโลก ช่างฝีมือไทยมีความเชี่ยวชาญในการคัดและเจียระไนพลอยได้สวยงาม ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรใช้ศักยภาพดังกล่าวสร้างข้อได้เปรียบเพื่อเจาะตลาดอินเดีย โดยเน้นเรื่องการออกแบบ การรักษามาตรฐานคุณภาพสินค้า และมาตรฐานการเจียระไน เพื่อมัดใช้ผู้ซื้อชาวอินเดีย อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาความนิยมเครื่องประดับของชาวอินเดียในปัจจุบันพบว่า เครื่องประดับเงินเป็นสินค้าที่น่าจะเป็นโอกาสใหม่ที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะส่งออกสินค้าไปยังอินเดียเพิ่มขึ้น เพราะตลาดเติบโตทะลุ 100% ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี2560 เนื่องด้วยเครื่องเงินไทยมีความโดดเด่นด้านการออกแบบที่ทันสมัยและคุณภาพที่ดี โดยได้รับความนิยมในกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง (Super Rich) กลุ่มงานแต่งงาน และกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมเครื่องประดับเงินดีไซน์ทันสมัย จึงเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยในการเจาะตลาดเครื่องประดับเงินในอินเดีย

Read More

18/10/2562

เครื่องประดับในงานแต่งของชาวอเมริกัน


ในสหรัฐอเมริกา ยอดจําหน่ายเครื่องประดับสําหรับงานหมั้นและงานแต่ง มีมูลค่าราว 11,000ล้านเหรียญสหรัฐ โดยถูกยึดครองโดยเครื่องประดับเพชร ตามมาด้วย ทองขาว แพลทินัม ทองคํา และโลหะทางเลือกอื่นๆ เพชรสีขาวคู่กับโลหะมีค่าสีขาวยังคงเป็นตัวเลือกซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่เจ้าบ่าว เจ้าสาวที่ต้องการหาแหวนหมั้นหรือแหวนแต่งงาน จากการศึกษาพบว่าเจ้าสาวร้อยละ 53 ในสหรัฐฯ เลือกใช้เพชรทรงกลม (Round Cut) เป็นเพชรเม็ดหลักในแหวนหมั้นของตน ตามมาด้วยเพชรทรง สี่เหลี่ยมจตุรัส (Princess Cut) ร้อยละ 30 ส่วนเพชรเหลี่ยมมรกต (Emerald Cut) และเพชรรูปวงรี (Oval Cut) ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพชรรูปทรงแฟนซีอื่นๆ ที่ไม่ได้ใช้กันมาแต่เดิม เช่นเพชรรูปหัวใจ ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยน้ำหนักกะรัตเฉลี่ยของเพชรที่ได้รับความนิยมยังคงอยู่ที่หนึ่งกะรัต นอกจากนี้คู่บ่าวสาวจํานวนมากยังนิยมแหวนหมั้นและแหวนแต่งงานที่ทำจากอัญมณีที่แตกต่างไปเช่นไพลิน เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้โลหะมีค่าอย่างทองขาว (White Gold) ก็ยังคงเป็นโลหะมีค่ายอดนิยมในแหวนหมั้นเพชรซึ่งนอกจากราคาที่ไม่สูงมากแล้ว การที่ทองขาวผสมได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นโลหะที่แข็งแกร่งทนทานเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทําให้ผู้บริโภคหันไปนิยมทองขาวเพิ่มขึ้น โดยผู้บริโภคจะเลือกทองขาวกะรัตต่ำเพื่อนํางบประมาณไปใช้กับเพชรขนาดใหญ่คุณภาพสูง ส่วนลําดับความนิยมของโลหะมีค่าอื่นๆที่ใช้ในเครื่องประดับแต่งงานได้แก่ แพลทินัม ทองคํา และโลหะทางเลือกอื่นๆ สําหรับทองคํานั้นพบว่มีผู้ให้ความสนใจเพิ่มขึ้น แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ทำยอดจำหน่ายมากนักในกลุ่มแหวนหมั้น นอกจากนี้ผู้บริโภคที่เป็นเจ้าสาวยังหันไปสั่งทำแหวนแต่งงานที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเองกันมากขึ้น ทําให้ร้านเครื่องประดับยกสถานะกลายเป็นแบรนด์ ส่วนเจ้าบ่าวยังคงเน้นโลหะทางเลือก แต่แหวนแต่งงานทองคําสําหรับเจ้าบ่าวก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

Read More

18/10/2562

จีไอที ร่วมพัฒนารูปแบบเครื่องประดับทองคำเพื่อโอกาสใหม่ๆของผู้ค้าทองคำ


สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือจีไอที มีแผนที่จะพัฒนาเครื่องประดับที่ทำจากทองคำในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อสนองความต้องการของตลาดที่มีความต้องการเครื่องประดับทองคำที่มีความทันสมัย ตามแผนการพัฒนาผู้ประกอบการร้านทอง หรือทายาทร้านทองที่ต้องการจะพัฒนาธุรกิจหรือต้องการจะสร้างแบรนด์ใหม่ๆ เพื่อฉีกหนีจากการจำหน่ายทองคำในรูปแบบเดิม ในการนี้ทางสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติจะเข้าไปช่วยเหลือพัฒนาผู้ประกอบการร้านทองในประเทศไทยที่มีอยู่เป็นจำนวนมากโดยจะเข้าไปช่วยสอน ให้ความรู้ ทั้งการดีไซน์ การใช้วัสดุ แนวโน้มสินค้าที่ตลาดต้องการ จนถึงการผลิตเป็นสินค้าเพื่อนำออกจำหน่าย ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการค้าขายและเพิ่มรายได้ จากเดิมที่ทำการผลิตเครื่องประดับทองที่มีความเป็นท้องถิ่นและมีอัตลักษณ์ของตนเองเท่านั้น นอกจากนี้สถาบันฯ ยังมีแผนที่จะเข้าไปช่วยเหลือร้านทอง ในการการจำหน่ายสินค้าสินค้าทางออนไลน์ ทั้งการขายผ่านเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก หรือช่องทางออนไลน์อื่นๆ รวมถึงการผลักดันให้เข้าไปจำหน่ายในแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่สถาบันฯ ได้เชื่อมโยงไว้ เช่น Zilingo จากสิงคโปร์ หรืออาลีบาบา ที่จะใช้ในการเจาะเข้าสู่ตลาดจีน เป็นต้นทางสถาบันยังจะผลักดันให้ผู้ประกอบการร้านทอง ให้ความสำคัญกับการรับรองคุณภาพสินค้าตามโครงการซื้อด้วยความมั่นใจ (BWC) เพื่อเป็นการการันตีว่าสินค้าที่ผลิตได้ผ่านการตรวจสอบและรับรองโดยสถาบันฯ แล้วผู้ซื้อที่ซื้อสินค้าไปจะได้มีความมั่นใจว่าได้สินค้าดี มีคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันนี้มีการซื้อขายออนไลน์กันมากผู้ประกอบร้านทองที่เข้าร่วมโครงการ จะมีโอกาสทางการขายมากกว่า เพราะผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นว่าได้สินค้าดีมีคุฯภาพเพราะมีสถาบันฯการันตีคุณภาพสุดท้าย สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ มีแผนที่จะร่วมมือกับผู้ประกอบการร้านค้าทองคำในถนนเยาวราช ในการผลักดันให้เยาวราชเป็นถนนสายทองคำเพื่อดึงดูดให้คนที่จะซื้อทองคำเดินทางเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือนักท่องเที่ยว และยังผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ด้วย

Read More

18/10/2562

ทองคนโง่ (Fool Gold)


สืบเนื่องจากมีการพบก้อนหินและเศษหินจำนวนมากจากโครงการก่อสร้างถนนสี่เลน บ้านคำพอก ตำบลโนนยาง อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร มีสีเหลือ มีลักษณะแวววาว ระยิบระยับ ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าหินที่พบนี้เป็น แร่ทองคำ เพราะในอดีตที่บริเวณนี้เคยมีการขุดพบทองคำและซากเต่าดึกดำบรรพ์อายุกว่า 150 ล้านปีมาแล้ว แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ลงไปตวจสอบกลับพบว่าเห็นก้อนสีเหลืองดังกล่าวไม่ใช่แร่ทองคำ แต่เป็นเพียง เพชรหน้าทั่ง หรือไพไรต์ (Pyrite) หรือทองของคนโง่ หรือ Fool's gold แค่นั้นเอง ไพไรต์ (Pyrite)คือผลึกแร่โลหะชนิดที่มีสีเหลืองอร่าม คำว่าไพไรต์ มาจากภาษากรีก ที่มีความหมายว่าไฟ (Pry) เหตุที่เรียกว่าไฟก็เนื่องมาจากไพไรต์เมื่อนำไปกระทบกับเหล็กแรงๆ ก็จะทำให้เกิดประกายไฟออกมา ประโยชน์ของไพไรต์ส่วนใหญ่จะนิยมนำไปทำเป็นเครื่องประดับ หรือนำไปเป็นส่วนผสมในการทำกรดกำมะถัน เนื่องจากไพไรต์มีสีเหลืองอร่ามจนดูคล้ายกับทองคำ จึงมักจะทำให้ผู้ที่พบเห็นเข้าใจผิดอยู่เสมอว่ามันคือทองคำ จนได้ฉายาว่า“ทองคนโง่”หรือ Fool Gold ส่วนเหตุที่ได้รับฉายาว่าทองคนโง่ ต้องย้อนกลับไปเมื่อศตวรรษที่ 15เซอร์มาร์ติน โฟรบิสเชอร์นักสำรวจชาวอังกฤษได้พบกับก้อนทองคำบนเกาะในประเทศแคนาดา จึงคิดว่าโชคเข้าข้างและได้ขนเอาก้อนทองคำเหล่านั้นกลับมาที่อังกฤษ และได้นำไปให้พ่อค้าทองตรวจพิสูจน์ ผลปรากฏว่าก้อนทองคำที่เอามานั้นมันคือ “ไพไรต์” ทั้งหมด อย่างไรก็ตามแม้จะรู้ว่าแร่ที่พบไม่ใช่ทองคำและเป็นเพียง "เพชรหน้าทั่ง" หรือทองคนโง่ แต่ชาวบ้านก็ยังคงเก็บแร่ดังกล่าวไว้เพราะ "เพชรหน้าทั่ง" นี้มักจะถูกนำไปเป็นส่วนประกอบของเครื่องรางของขลังหายากหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อด้านโชคลาง เช่น นำไปทำหัวแหวนป้องกันเสนียดจัญไร กันศาสตราวุธ คมหอกคมดาบนอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับศาสตร์ด้านฮวงจุ้ยอักด้วย เพราะตามปกติ "ไพไรต์" หรือทองคนโง่ มีความสัมพันธ์กับธาตุดิน เป็รพลังงานแห่งความมั่นคง ความอดทน ความซื่อสัตย์ ความสมดุลและความมั่งคั่ง หากใช้ไพไรต์ทำพื้นในที่อยู่อาศัยจะช่วยให้ผู้อยู่อาศัยมีความปลอดภัย และได้รับการปกป้องคุ้มครองจากพลังของธาตุดินนั่นเอง

Read More

18/10/2562

ครอบครัวคุณทองแดง


คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประสบความสำเร็จ ในการผสมเทียมสุนัขหลวง จากน้ำเชื้อของ “คุณทองเอกและคุณทองหยิบ” ลูกของ “คุณทองแดง” ที่ผ่านการเก็บน้ำเชื้อนานกว่า 14 ปี จนได้ได้สุนัขหลวงจำนวน 8 ตัวโดยเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ได้มีการแถลงข่าวเรื่อง “ครอบครัวคุณทองแดง จากการผสมเทียมน้ำเชื้อแช่แข็งลูกคุณทองแดง โดยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรักษา สืบสาน ต่อยอด ตามพระปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงโปรดให้มีการขยายพันธุ์สายเลือดของคุณทองแดง เพื่อจะให้ประชาชน ได้รำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ คุณทองแดง โดยทรงโปรดเกล้าฯให้คณะ สัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินการผสมเทียมน้ำเชื้อแช่แข็งลูกคุณทองแดง ชื่อ “คุณทองเอกและคุณทองหยิบ” ซึ่งเก็บน้ำเชื้อแช่แข็งไว้เมื่อวันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2548ในการผสมเทียมครั้งนี้ได้สายเลือดคุณทองแดง ลูกสุนัขหลวง ชุดใหม่ จำนวน 2 ชุด ประกอบด้วยชุดที่ 1 น้ำเชื้อแช่แข็งของ “คุณทองเอก” (ลูกคุณทองแดงลำดับที่ 3) ผสมเทียมกับสุนัขหลวงชื่อ “คุณแอสลี่” พันธุ์บาเซนจิ เมื่อวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 2562 จนประสบความสำเร็จตั้งท้องและมีการคลอดลูกสุนัขด้วยวิธีธรรมชาติ ณ โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จำนวน 5 สุนัข เมื่อวันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน 2562 และทรงพระราชทานชื่อสุนัขทั้ง 5 สุนัข ดังนี้.1. คุณทองโมกมัน เพศเมีย สีดำ.2. คุณทองศรีตรัง เพศเมีย สีน้ำตาล.3. คุณทองพิกุล เพศเมีย สีน้ำตาล.4. คุณทองอินทนิล เพศผู้ สีดำ.5. คุณทองกันเกรา เพศผู้ สีน้ำตาล.ชุดที่ 2 น้ำเชื้อแช่แข็งของ “คุณทองหยิบ” (ลูกคุณทองแดงลำดับที่ 6) ผสมเทียมกับสุนัขหลวงชื่อ “คุณแอน” พันธุ์บาเซนจิ เมื่อวันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม 2562 จนประสบความสำเร็จตั้งท้องและมีการคลอดลูกสุนัขด้วยวิธีธรรมชาติ ณ โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จำนวน 3 สุนัข เมื่อวันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2562 และทรงพระราชทานชื่อทั้ง 3 สุนัข ดังนี้1. คุณทองชัยพฤกษ์ เพศผู้ สีน้ำตาล2. คุณทองรวงผึ้ง เพศผู้ สีน้ำตาล3. คุณทองจามจุรี เพศผู้ สีน้ำตาลโดยสุนัขทั้งสองชุดทั้ง 8 สุนัข มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดีทั้งนี้คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการถวายงานดูแลสุนัขหลวง และสุนัขทรงเลี้ยง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสุนัขหลวงที่ทรงโปรดมากที่สุด คือ “คุณทองแดง” โดยลักษณะพิเศษของคุณทองแดง เป็นสุนัขที่มีความซื่อสัตย์ อ่อนน้อม ถ่อมตน และเลี้ยงง่าย คุณทองแดง มีคู่ผสมชื่อ “คุณทองแท้” เป็นสุนัขพันธุ์บาเซนจิ มีการสืบสายเลือดจำนวน 9 สุนัข และมีลูก มีหลาน เพิ่มขึ้น ปัจจุบันลูกสุนัขทั้ง 9 สุนัข ได้เสียชีวิตทั้งหมดแล้ว แต่ยังมีสุนัขรุ่นหลานอยู่จำนวนหนึ่ง ที่ปัจจุบันก็ได้ลดลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น จึงได้ดำเนินการผสมเทียมเพื่อขยายพันธุ์สายเลือดของคุณทองแดงในครั้งนี้

Read More

18/10/2562

หลวงวิจารณ์เจียรนัย ช่างทองหลวงในรัชกาลที่ 4


หลวงวิจารณ์เจียรนัย เดิมชื่อ เฮง เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๘๐ ในตระกูลแซ่เจีย บรรพบุรุษอพยพมาจากเมืองจีนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อโตขึ้นพ่อส่งไปเรียนภาษาที่เมืองจีน แล้วได้วิชาแกะสลักและการทำทองกลับมา ด้วยความสามารถในงานช่างแกะสลักและช่างทำทองจึงเข้ารับราชการป็นนายช่างทองในสมัยพระบามสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่โปรดปรานเป็นอย่างยิ่ง หลวงวิจารณ์เจียรนัยนี่เองที่เป็นแกะสลักพิมพ์พระสมเด็จให้สมเด็จโตตั้งแต่องค์แรกโดยใช้หินแม่น้ำ และแกะอีกหลายๆ พิมพ์ถวายในหลวงรัชกาลที่ ๔ และแกะให้สมเด็จโตนำพระไปแจกชาวบ้านมีข้อมูลทางประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า เมื่อปีพ.ศ. 2408 คุณหลวงวิจารณ์ เจียรนัย ซึ่งเป็นช่างทองในวังหลวงได้ข้ามฟากไปเฝ้าท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตฯที่วัดระฆังอยู่บ่อยๆ ครั้งหนึ่งได้เห็นพระพิมพ์ชิ้นฟักที่สมเด็จโตจัดสร้างคุณหลวงวิจารณ์ เจียรนัย เห็นว่าองค์พระที่ได้สร้างไว้ แม่พิมพ์ ตลอดถึงการตัดของของพระองค์ไม่สวยเท่าที่ควร คุณหลวงฯ จึงดำเนินการแกะแม่พิมพ์ด้วยหินอ่อนไปถวายให้ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ 2 พิมพ์ พร้อมทั้งแนะวิธีการตัดขอบขององค์พระเพื่อให้ได้สัดส่วนและสวยงามยิ่งขึ้น จนมีตำนานบันทึกไว้ทุกแหล่งประวัติสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ว่าพระพิมพ์ของคุณหลวงวิจารณ์ เจียรนัย มีความสวยงามที่สุดเจ้าประคุณสมเด็จโตฯ จึงได้จัดเตรียมสร้างพระโดยใช้แม่พิมพ์ของคุณหลวงวิจารณ์ เจียรนัย ที่นำมาถวายทั้ง 2 พิมพ์ คุณหลวงวิจารณ์ รู้ว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้นำพระพิมพ์ของท่านมากดพิมพ์พระ จึงได้ข้ามฟากมาวัดระฆังเพื่อดูผลงานแม่พิมพ์ของท่าน เมื่อเห็นพระที่ทำสำเร็จแล้วกำลังผึ่งให้แห้งอยู่ จึงหยิบขึ้นมาดูและวิจารณ์ว่าเนื้อพระไม่ค่อยประสานกันเท่าไร จึงเรียนให้ท่านเจ้าประคุณฯ ทราบว่า องค์พระเมื่อแห้งแล้วหักชำรุดได้ง่าย เข้าใจว่าน้ำตาลอ้อยคงเคี่ยวยังไม่ได้ที่ ไม่เหนียวพอและได้เรียนว่า น่าจะใช้น้ำมันตั้งอิ้วเป็นตัวประสานแทนน้ำอ้อยเคี่ยวจะดีและแน่นกว่าท่านเจ้าประคุณฯจึงให้ศิษย์นำพระพิมพ์ทั้งหมดที่กำลังผึ่งลมอยู่นั้นไปจุ่มหรือชุบในน้ำมันตั้งอิ้วทำให้องค์พระมีความเงามันเพราะมีน้ำมันตั้งอิ้วเคลือบอยู่แต่อาจไม่เรียบเสมอกันตามความแห้งของเนื้อองค์พระ ประกอบกับท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯได้นำผงวิเศษและมวลสารมงคลต่างๆมากมายหลายชนิดผสมลงไป ทำให้เห็นเนื้อพระมีส่วนผสมคล้ายขนมกระยาสารทมากจึงตั้งชื่อเรียกกันว่า"เนื้อกระสารท"และเป็นตำนานเล่าขานสืบทอดต่อๆมาจนถึงปัจจุบันปัจจุบัน พระสมเด็จ และบล็อกสมเด็จจำนวนมาก อยู่ในการครอบครองของ "คุณธรรมยุทธ์ เจนพิชิตกุลชัย" ประธานบริษัทในเครือฟุกเทียน กรุ๊ป ทายาทรุ่นที่ ๖ ของ "หลวงวิจารณ์เจียรนัย"ในศูนย์หยกจักรพรรดิ

Read More

03/10/2562

ความลับที่ซ่อนอยู่ในเครื่องประดับทองคำรูปทรงอากาศยาน


ที่ทวีปอเมริกาใต้ นักโบราณคดีได้ค้นพบเครื่องประดับที่ทำทำจากทองคำ รูปร่างคล้าย “เครื่องบิน” มากมายหลายชิ้นที่อาจแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาอันล้ำยุคของผู้คนในสมัยโบราณแถบนี้ หรือนี่เป็นเพียงแค่ความบังเอิญ บรรดาเครื่องประดับทองคำรูปทรงอากาศยานเหล่านี้ มีขนาดราว 5 เซนติเมตร คาดกันว่าเป็นฝีมือของวัฒนธรรมชิมู (Chimu) ที่รุ่งเรืองอยู่ในอเมริกาใต้เมื่อราว 200 ปีก่อนคริสตกาล ถึงช่วงประมาณปี ค.ศ. 800 นอกจากนั้นยังมีการพบเครื่องประดับประเภทนี้แต่คาดว่ามาจากฝีมือของชนเผ่าอื่นๆ เช่น วัฒนธรรมโทลิมา (Tolima)ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่บนภูเขาสูงของประเทศโคลัมเบียราวๆ ค.ศ. 200 ถึง ค.ศ. 1000 รวมทั้งยังมีผลงานที่น่าจะเป็นของวัฒนธรรมคาลิมา (Calima) ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโคลัมเบียเมื่อปี ค.ศ. 200 ถึง ค.ศ. 600 อีกด้วยเครื่องประดับปริศนานี้มีคล้ายคลึงกับอากาศยานความเร็วสูง จึงทำให้นักโบราณคดีและผู้สนใจในศาสตร์ลึกลับต่างให้ความคิดเห็นแตกต่างกันไปคนทาง ซึ่งนักโบราณคดีชื่อว่า เครื่องบินทองคำเหล่านี้น่าจะเป็นผลงานการออกแบบของช่างศิลป์โบราณที่เลียนแบบรูปร่างของสัตว์ หรือแมลงบางประเภทมาเท่านั้น เช่น นก ค้างคาว กระรอกบิน หรือแม้กระทั่งปลาบินบางชนิดที่มีอยู่อย่างชุกชุมในบริเวณนี้ ส่วนผู้ที่สนใจศาสตร์ลี้ลับก็ออกมาตอบโต้ด้วยคำถามที่นักโบราณคดีไม่สามารถอธิบายได้ เช่นถ้ารูปเครื่องประดับเหล่านี้คือ ภาพจำลองของสัตว์ แล้วมันคือสัตว์ชนิดใดกันแน่ รวมถึงถ้าสังเกตโบราณวัตถุชิ้นอื่นๆ ที่ค้นพบในบริเวณเดียวกัน และแสดงเป็นรูปสัตว์ที่ไม่ใช่รูปทรงของเครื่องบินทองคำ ก็จะพบว่าชนโบราณเหล่านี้ได้แสดงความชัดเจนลงไปในศิลปวัตถุเอาไว้เสมอว่า สิ่งนั้นคือสัตว์ชนิดใด แต่สำหรับเครื่องบินทองคำ น่าแปลกที่พวกเขากลับไม่แสดงความชัดเจนในรูปลักษณ์ของสัตว์เหล่านั้นเลยสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ แหล่งข้อมูลหลายแห่งมักจะกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า บรรดาเครื่องประดับเหล่านี้ถูกค้นพบในสุสานต่างๆ ทั้งอเมริกากลางและอเมริกาใต้ แต่กลับไม่ได้ระบุถึงเวลาหรือสถานที่ที่ค้นพบอย่างแน่ชัด ทำให้นักโบราณคดีหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโบราณวัตถุเหล่านี้ได้ยากขึ้น อีกทั้งยังเป็นไปได้ว่าเครื่องประดับอากาศยายทองคำโบราณเหล่านี้ อาจจะโดนขโมยหรือลักลอบขุดออกมาขายให้ตลาดมืด ก็เลยไม่มีข้อมูลการขุดค้นอย่างเป็นทางการหลงเหลือมาให้ศึกษา วิศวกรชาวเยอรมันได้สร้างแบบจำลองโกลด์ฟลายเออร์ออกมา เพื่อพิสูจน์เสถียรภาพทางการบินของเครื่องประดับทองคำจากโคลัมเบีย ผลการทดลองสรุปได้ว่าเครื่องประดับทองคำนี้ น่าจะเป็นส่วนประกอบของเครื่องบินมากกว่าอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของสัตว์ หรือแมลงเสีย แต่นักโบราณคดีก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่า ชนโบราณแห่งโคลัมเบียจะสร้างเครื่องประดับทองคำเหล่านี้เพื่อให้เป็นอากาศยานที่บินบนท้องฟ้าได้จริงๆ เพราะอย่างน้อยก็ยังไม่มีการค้นพบเครื่องยนต์ที่จะขับเคลื่อนเครื่องประดับเหล่านี้ให้ลอยอยู่บนท้องฟ้าได้เรื่องนี้ยังคงเป็นปริศนาและรอการพิสูจน์ความเป็นไปได้กันต่อไป

Read More

03/10/2562

ตัวเรือนแหวนแต่งงาน


ส่วนใหญ่แหวนแต่งงานถ้าไม่ทำจากทองคำ ก็เป็นแหวนประดับอัญมณีที่มีตัวเรือนเป็นสีเงินวาว ซึ่งวัสดุที่นำมาทำตัวเรือนนั้นอาจทำมาจากเงิน ทองขาว(White Gold) ทองคำขาวหรือแพลตินัม (Platinum)และทองคำชุบขาว (Yellow Gold) ซึ่งแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันคือตัวเรือนเงินมักจะมีการสลักที่ทองแหวนว่า 925 ซึ่งมีความหมายว่าใช้เนื้อเงิน 92.5% ส่วนอีก 7.5% เป็นทองแดง ซึ่งเหตุผลที่ต้องผสมทองแดงเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับเงินจนสามารถขึ้นรูปเป็นตัวเรือนแหวนได้ เมื่อขึ้นรูปแล้ว ฝังอัญมณีแล้ว จึงนำไปชุบโรเดี่ยมเพื่อให้เกิดความแวววาวและสวยงาม ตัวเรือนเงินนี้ไม่เป็นที่นิยมเท่าใดนักตัวเรือนทองขาวและตัวเรือนทองคำขาว มักมีความสับสนกันระหว่างตัวเรือน 2 ประเภทนี้ทั้งชื่อเรียกและเนื้อวัสดุ ตัวเรือนทองขาว คือแหวนทองคำ (Yellow Gold) ที่มีส่วนผสมของทองำบริสุทธิ์ 75% บวกกับส่วนผสมของโลหะอื่นๆ อีก 25% อาจเป็นโลหะเงิน ผลที่ออกมาคือ แหวนสีเงินที่ออกนวลๆ ตา จากนั้นนำไปชุบโรเดี่ยมเพื่อให้กลายเป็นสีเงินวาว ซึ่งเมื่อใช้ไปนานๆโรเดี่ยมจะค่อยๆ หลุดออกเผยให้เห็นสีเนื้อแท้ของทองขาวนวลๆ หรือออกเหลือง สามารถนำไปชุบใหม่ได้ส่วนแหวนทองคำขาวหรือแหวนแพลตินัม ตัวเรือนแบบนี้ไม่มีทองคำเป็นส่วนผสมเลย ส่วนผสมหลักเป็นโลหะล้วน มีความแข็ง ขึ้นรูปยาก ต้องใช้ช่างผู้ชำนาญและเครื่องมือเฉพาะทาง ทำให้มีราคาในการผลิตสูง แต่มีข้อดีคือ สีไม่เปลี่ยน ไม่ดำง่ายและทนมากส่วนตัวเรือนทองคำ ชุบขาว คือตัวเรือนทองคำ 18K คือมีทองคำบริสุทธิ์อยู่ที่ 75% เป็นส่วนผสมที่เหมาะกับการทำตัวเรือนเพราะจะมีความแข็งพอเหมาะ ไม่นิ่มเกินไปซึ่งจะทำให้ตัวเรือนเปลี่ยนรูปทรงและบิดเบี้ยวได้ง่าย เมื่อฝังเพชรหรืออัญมณีแล้วนำมาชุบโรเดี่ยมก็จะได้ตัวเรือนสีเงินวาวเช่นกันตัวเรือนอีกประเภทที่กำลังได้รับความนิยมคือตัวเรือนทองชมพู หรือ Pink Gold หรือ โรสโกลด์ (Rose Gold) ที่แม้จะไม่ได้ชุบโรเดี่ยมให้ความแวววาว แต่ความสวยของสีทองชมพูนั้นก็ดุสวย ทันสมัยจึงมักเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆของคู่บ่าวสาวยุคใหม่ บางครั้งมีการสับสนว่าทองชมพู กับ นาก เหมือนกันหรือไม่ คำตอบคือไม่เหมือนกัน เพราะมีเปอร์เซ็นต์ทองต่างกัน คือตัวเรือนทองชมพูจะมี ส่วนผสมของทอง 75% เงิน 9% และทองแดง 16% ส่วนนากจะมีส่วนผสมของทอง 37.5% เงิน 20% และทองแดง 42.5%

Read More

03/10/2562

กฎหมายเกี่ยวกับทองคำฉบับแรกของไทย


ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๔ มีการประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับทองคำเป็นครั้งแรกมีชื่อว่า "ประกาศพิกัดราคาทองแปทศพิศพัดดึงส์ ประกาศ ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๑๑ แรม ๒ ค่ำ ปีกุน เบญจศก" ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๐๖ มีใจความว่า"มีพระบรมราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ให้ประกาศแก่พระราชวงศานุวงศ์ แลข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยฝ่ายหน้าฝ่ายใน แลราษฎรในกรุงแลหัวเมืองให้ทราบทั่วกันว่า ในพระราชอาณาจักรนี้แต่ก่อนทองคำมีน้อย เปนแต่ใช้ทำรูปพรรณต่าง ๆ เปนเครื่องยศเครื่องประดับ ก็บัดนี้ทองคำใบของจีนบ้าง ทองแท่งจีนบ้าง ทองคำเมืองกาสฟอเนียบ้าง ทองเหรียญเมืองยุโรปเมืองอเมริกาบ้าง มีเข้ามามากในพระราชอาณาจักร์ จนเกินการที่จะใช้สอยทำรูปพรรณแลเครื่องประดับ ผู้มีทรัพย์เก็บทองไว้มาก ร้องขอขายแลขอส่งแทนภาษีอากรก็มี ด้วยเหตุนี้จึงทรงพระราชดำริว่า ตามอย่างเมืองอื่นที่เปนเมืองแผ่นดินใหญ่นั้น ๆ หลายเมือง เมื่อทองคำมีมากขึ้น ผู้ครองแผ่นดินเมืองนั้น ๆ ก็คิดทำเปนทองเหรียญ มีตราหลวงเปนสำคัญให้ราษฎรใช้ในกำหนดราคานั้น ๆ ไม่ต้องเถียงน้ำหนักแลเนื้อทองตีราคากันผู้ได้ทองตราทองเหรียญไป เมื่อต้องการเงินมาขอขึ้นเงินต่อคลังหลวง หรือเศรษฐีเจ้าทรัพย์ก็ได้ตามกำหนดซึ่งพิกัดไว้..." และมีพระบรมราชโองการสั่งให้เจ้าพนักงานโรงจักรทำเหรียญของหลวง ดังข้อความว่า "ทำเหรียญทองแปด้วยทองคำเนื้อแปดเศษสอง คือทองใบยี่ห้ออันเสงเปน ๓ ขนาด ขนาดใหญ่ตีราคาแปละ ๘ บาท ขนาดกลางตีราคาแปละ ๔ บาท ขนาดน้อยตีราคาแปละ ๑๐ สลึง ขนาดใหญ่ ขนาดกลางนั้นเทียบตามอย่างทองเหรียญอังกฤษ คือเหรียญใหญ่ของอังกฤษที่เรียกว่าทองปอนด์ หรืออีกชื่อหนึ่งว่าสเตอร์ลิงก์..."นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อความในกฎหมายเท่านั้น ทั้งนี้การกำหนดราคาทองคำตามเนื้อหรือ % ของทองคำในน้ำหนัก ๑ บาทของสมัยนั้น คือ "ทองคำที่เนื้อต่ำซื้อขายกันหนักหนึ่งเปนเงิน ๔ บาท จึงเรียกว่าเนื้อสี่ ที่เนื้อสูงขึ้นไปกว่านั้นทองคำหนักบาทหนึ่งเปนราคาเงิน ๕ บาท เรียกว่าเนื้อห้า ทองคำหนักบาทหนึ่งเปนราคาเงิน ๖ บาทเรียกว่าเนื้อหก ทองคำหนักบาทหนึ่งเปนราคาเงิน ๗ บาทเรียกว่าเนื้อเจ็ด ทองคำหนักบาทหนึ่งเปนราคาเงิน ๘ บาทเรียกว่าเนื้อแปด ทองคำหนักบาทหนึ่งเปนราคาเงิน ๘ บาท ๒ สลึงเรียกว่าเนื้อแปดสองขา หรืออีกคำหนึ่งเรียกว่า เนื้อแปดเศษสอง ตามการที่ราษฎรใช้ซื้อขายกันในเวลานั้น ทองคำเนื้อสุกสูงอย่างเอก เช่นทองบางตะพาน ขายกันหนักบาทหนึ่ง เปนราคาเงิน ๙ บาท เรียกว่านพคุณเก้าน้ำ..."พ.ศ. ๒๔๐๖ ราคาทองคำเนื้อสูงสุด บาทละ ๙ บาท ปัจจุบันบาทละ ๒๑,๗๐๐ บาท แต่ไม่ว่าจะอดีตหรือปัจจุบัน ทองคำ ยังคงเป็นทรัพย์สินที่เป็นความมั่นคงของผู้ครอบครอง ทั้งนี้ราคาทองคำในตลาดโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง ที่เกิดเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เช่น สงครามทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ การก่อวินาศกรรมโรงกลั่นน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย การอ่อนค่าของสกุลเงินใหญ่ ๆเป็นต้นปัจจุบัน ๕ ประเทศที่มีปริมาณทองคำสำรองมากที่สุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส และรัสเซีย

Read More

03/10/2562

ทองโคลนนิ่ง


ทองโคลนนิ่งคือการนำโลหะที่มีน้ำหนักเท่าทอง หรือใช้ทองเหลือง นำมาชุบด้วยทองคำแท้ๆ แล้วนำไปขายเป็นทองคำ เมื่อทำการตรวจสอบด้วยการตะไบก็เข้าใจว่าเป็นทองคำจริงเพราะมีการชุบไว้หนามาก และหากตรวจสอบด้วยระบบเลเซอร์ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่สามารถยิงทะลุเนื้อทองคำลงไปจนเห็นถึงวัสดุแปลกปลอมด้านในได้ มิจฉาชีพจึงอาศัยช่องว่างนี้หลอกขายทองโคลนนิ่งให้กับผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ปัจจุบัน มีการระบาดในส่วนของการขายทองคำแท่งที่มีการทำปลอมกันมากขึ้น โดยใช้แร่ทังสเตน ซึ่งปกตินำไปใช้ทำไส้หลอดไฟฟ้า และการผลิตโลหะผสม นำมาทำเป็นก้อนไว้ด้านใน เพราะน้ำหนักใกล้เคียงกับทองคำ แล้วเอาไปชุบทองคำ เมื่อตรวจสอบดูแบบผิวเผินไม่สามารถรู้ได้ หรือบางครั้งใช้ตะกั่ว หรือทองเหลือง ซึ่งสีเดียวกับทองมาทำ ทำให้การตรวจสอบทำได้ยากนอกจากนี้ ยังพบว่ามีการใช้วิธีนี้กับพระพุทธรูปบูชาที่ทำจากทองคำ แล้วนำออกขายว่าเป็นทองคำแท้ทั้งองค์ และยังพบกรณีร้านทองบางร้านที่นำทองคำมาขายแบบออนไลน์ ซึ่งได้ใช้วิธีการแบบนี้มาขาย ทำให้ขายทองคำได้ในราคาถูกกว่าปกติ ทำให้มีลูกค้าหลงเข้าไปซื้อกันเป็นจำนวนมาก เพราะการตรวจสอบด้วยวิธีปกติ หรือใช้เลเซอร์ส่องก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ผู้บริโภคที่จะซื้อทองคำจากร้านขายทอง ต้องตรวจสอบก่อนว่าร้านที่ซื้อนั้นเป็นร้านค้าที่ได้รับการรับรอง และมีใบรับรอง หรือไม่ หรือสินค้ามีเครื่องหมายตราสัญลักษณ์การรับรองมาตรฐาน หรือ Hallmark ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองเครื่องประดับทอง เครื่องประดับเงิน และเครื่องประดับแพลทินัมหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจจะเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่ถูกต้อง และอีกสิ่งที่ต้องสังเกต คือ หากเป็นทองคำแท่ง หรือทองรูปพรรณ สินค้าจะมีลักษณะใหญ่ผิดปกติ เพราะวัสดุด้านในที่นำมาใช้ ไม่ใช่ทองคำและมีน้ำหนักไม่เท่าทองคำ หรือราคาถูกกว่าปกติ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะลดราคาได้ถูกเกินไปทั้งนี้ หากต้องการตรวจสอบทองคำแท่ง หรือทองคำที่ตัวเองมีอยู่ หรือซื้อมาแล้ว สามารถนำมาตรวจสอบได้ที่ห้องแล็บของสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ(องค์การมหาชน)เพราะมีระบบตรวจสอบแบบใช้คลื่นอัลตราโซนิกที่สามารถตรวจสอบได้ถึงวัสดุด้านใน และสามารถตรวจสอบได้ชัดเจน 100% ซึ่งปัจจุบันก็มีคนนำสินค้ามาให้ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และหลายๆ กรณีพบว่าทองคำที่เป็นสมบัติเก่าแก่ หรือเป็นมรดกตกทอดของตระกูล กลับพบว่าเป็นทองคำปลอมก็มี

Read More

03/10/2562

พระมาลาเบี่ยง รัชกาลที่๑ กับพระพุทธรูปทองคำ


พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมาลาเบี่ยงขึ้นองค์หนึ่ง เลียนอย่างพระมาลาเบี่ยงของสมเด็จพระนเรศวรครั้งทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา แห่งกรุงหงสาวดี เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งพระบรมเดชานุภาพในสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งพระมาลาเบี่ยงองค์ใหม่นี้ ทำด้วยไม้ไผ่สาน ลงรักทั้งด้านในด้านนอกเป็นสีดำมัน มีปีกโดยรอบด้านในมีรังสานด้วยไม้ไผ่อย่างรังงอบที่ใช้สำหรับสวม ที่ขอบพระมาลาประดับด้วยพระพุทธรูปยืนปางอภัยทานองค์หนึ่ง กับพระพุทธรูปปางนั่งสมาธิอีก ๒๑ องค์ ทุกองค์ทำด้วย “ทองคำ”พระพุทธรูปทองคำ 21 องค์บนพระมาลาเบี่ยงนี้ มีบันทึกไว้ว่า มีคนทอดแหได้ในลำน้ำมูล แขวงเมืองนครราชสีมา พระยานครราชสีมา จึงนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้อัญเชิญพระพุทธรูปเหล่านี้ประดิษฐานรอบพระมาลาเบี่ยงที่ทรงสร้างขึ้นพระพุทธรูปประทับยืนเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง พระพักตร์ค่อนข้างกลม แย้มสรวล ทรงศิราภรณ์เป็นชฎามุกุฏซ้อนกันสามชั้น ทรงกุณฑลรูปตุ้ม ทรงกรองศอ พาหุรัด ทองกร และทองพระบาทจำหลักลาย รัดประคดประดับเครื่องเพชรพลอย มีอุบะขนาดสั้นห้อยประดับ มีชายภูษารูปหางปลาห้อยย้อยลงมาเบื้องหน้าทับบนอันตรวาสกสำหรับพระพุทธรูปประทับนั่งนั้น มีพระพักตร์คล้ายคลึงกับพระพุทธรูปประทับยืน ทรงศิราภรณ์และเครื่องอาภรณ์ละม้ายกับพระพุทธรูปประทับยืน เพียงลดรายละเอียดบางอย่างลง ประทับนั่งในท่าวีราสนะ พระชงม์ขวาซ้อนเหนือพระชงฆ์ ในพระหัตถ์นั้นมีสิ่งของบางอย่างทรงถืออยู่ ซึ่งอาจเป็นหม้อน้ำมนต์ อันอาจหมายถึงพระพุทธเจ้าไภษัชคุรุไวฑูรยประภาอันเป็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นประดุจแสงสว่าง เป็นพระพุทธเจ้าที่ทรงรักษาโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง ตามความเชื่อที่สืบทอดกันมาจนถึงในรัชกาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาราชองค์สุดท้ายของราชอาณาจักรเขมรในราวพุทธศตวรรษที่ 18 ด้วยเหตุที่ศิลาจารึกในรัชกาลของพระองค์กล่าวว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างอโรคยาศาลาเหล่านี้คงสร้างขึ้นทั้งในประเทศกัมพูชาและในดินแดนของราชอาณาจักรไทยในปัจจุบันอนึ่งพระมาลาเบี่ยง เป็นหนึ่งในอนุสรณ์ในบรมราชานุภาพของสมเด็จพระมหาราช ที่โด่งดังในประวัติศาสตร์ เชนเดียวกับพระแสงดาบคาบค่าย พระแสงของ้าวเจ้าพระยาสนพลพ่าย และพระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง เป็นเครื่องราชศิราภรณ์ที่ได้เข้าร่วมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลต่อๆมา แต่ได้สูญหายไปเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ.๒๓๑๐ จนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ปูชนียวัตถุอันเป็นมงคลยิ่งนี้ ก็ได้กลับมาสู่พระราชพิธีบรมราชาภิเษกอีกครั้ง ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ เป็นต้นมาจนถึงครั้งล่าสุดในราชกาลที่๑๐

Read More

26/09/2562

“ไข่ไก่ทองคำ” ต้านโรคมะเร็ง


นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการคิดค้นยาต้านมะเร็ง ด้วยการดัดแปลงพันธุกรรมไก่โดยทำให้ไก่สามารถออกไข่เป็นไข่สีเหลืองคล้ายกับทองคำ ซึ่งไข่สีคล้ายทองคำนี้จะมีโปรตีนที่มีคุณสมบัติต้านทานโรคร้ายต่างๆ ได้ และหนึ่งในนั้นก็คือโรคมะเร็งนั่นเองนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น(AIST) เริ่มต้นงานวิจัยด้วยการนำยีนที่สามารถสร้างโปรตีนที่มีชื่อว่า“Interferon beta” เข้าไปในเซลล์ดั้งเดิมของสเปิร์มไก่ด้วยเทคโนโลยีตัดต่อพันธุ์กรรม โดยโปรตีนชนิดดังกล่าวได้ถูกฉีดเข้าไปในไข่ของไก่ตัวผู้ในขณะที่ยังเป็นตัวอ่อน และเมื่อไก่ตัวผู้ที่ถูกฉีดโปรตีนดังกล่าวฟักออกมา นักวิทยาศาสตร์ก็ได้ทำการเลี้ยงดูจนเติบโตและจับมาผสมพันธุ์กับไก่ตัวเมียที่เตรียมไว้จากนั้นจึงทำแบบเดียวกันกับไก่ที่ออกมาอีก 2 รุ่น (รุ่นลูกและรุ่นหลาน) ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ไก่ในรุ่นถัดมาจะออกไข่ที่อุดมไปด้วยโปรตีน ต้านมะเร็ง โดยไม่จำเป็นต้องฉีดซ้ำอีก และทำให้สามารถออกไข่ที่มีคุณสมบัติต่อสู้กับโรคมะเร็งต่อไปได้เรื่อย ๆโปรตีน Interferon beta จะอัดแน่นอยู่ในไข่ขาวของไก่ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม จึงทำให้ไข่ขาวมีสีเข้มกว่าไข่ปกติทั่วไป นอกจากโรคมะเร็งแล้ว โปรตีน Interferon beta ยังสามารถต่อต้านโรคร้ายอื่น ๆ อย่างเช่น โรคตับอักเสบ และโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง ได้อีกด้วยอย่างไรก็ดีราคาของไข่ไก่ทองคำแต่ละฟองก็มีราคาสูงมากคือ จะอยู่ที่ประมาณ 535,995 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ ประมาณ 17 ล้านบาท ไปจนถึงประมาณ 2.6 ล้านเหรียญฯหรือประมาณ 83 ล้านบาทเลยทีเดียว สาเหตุที่ราคาของไข่ไก่ทองคำต่างกันมากก็เพราะโอกาสที่จะได้ไข่ที่มีคุณสมบัติครบทุกประการเกิดขึ้นได้ยากมากนั่นเองเห็นราคาไข่ทองคำขนาดนี้แล้วก็ไม่รู้ว่าจะยอมตามด้วยโรคมะเร็ง หรือหาเงินมากมายมหาศาลมาเพื่อซื้อไข่ไก่ทองคำกินเพื่อป้องกันโรคมะเร็งดี

Read More

26/09/2562

“นาโนแบต” จาก ลวดนาโนทองคำ อายุการใช้งานชั่วชีวิต


ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเออร์วิน ในเมืองเออร์วิน รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาประสบผลสำเร็จในการออกแบบแบตเตอรี่ชนิดใหม่ด้วยการใช้ลวดนาโนที่เป็นทองคำเป็นส่วนประกอบ สามารถชาร์จใหม่ได้มากถึง 200,000 ครั้ง โดยสูญเสียความจุไปเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น (แบตเตอรี่ทั่วไปชาร์จได้ประมาณ 5,000 – 6,000 ครั้ง ซึ่งอย่างมากสุดชาร์จได้เพียง 7,000 ครั้งเท่านั้น) ทีมวิจัย เปิดเผยว่า การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญระหว่างการทดลองเพื่อหาทางผลิตแบตเตอรี่แบบใหม่สำหรับทดแทนแบตเตอรีลิเธียม-ไอออนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยทีมวิจัยเชื่อว่าการใช้เส้นลวดนาโนตามทฤษฎีน่าจะช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ให้นานขึ้นได้ เนื่องจากปริมาณพื้นผิวสำหรับยึดกุมประจุไฟของลวดนาโนมีมากกว่า อย่างไรก็ตามปัญหาที่เจอก็คือตัวลิเธียมจะกัดกร่อนลวดนาโนไปในทันทีที่ผ่านการชาร์จเพียง 2,000-3,000 ครั้งเท่านั้นทีมวิจัยจึงแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการสร้างปลอกจากแมงกานีสไดออกไซด์ขึ้นมาหุ้มลวดนาโนที่ทำจากทองคำเหล่านั้นเอาไว้ และเปลี่ยนลิควิดลิเธียมเป็นเจลอิเล็กโตรไลต์ที่มีความหนาแน่นสูงกว่า และเมื่อนักวิจยัยในทีมวิจัยรายหนึ่ง ทดลองเอาเจลอิเล็กโตรไลต์ไปเคลือบวงจรทั้งหมดเล่นแล้วลองชาร์จประจุ-คายประจุวนไปวนมาเล่นๆ เป็นเวลานานกว่า 3 เดือน ก็พบว่าสามารถชาร์จไฟได้นับแสนๆครั้ง โดยไม่สูญเสียความจุประจุไฟทั้งหมดไป เบื้องต้นทีมวิจัยยอมรับว่ายังไม่เข้าใจกลไกที่ทำให้เกิดความทนทานต่อการชาร์จนี้มากมายนัก แต่การได้ผลทดสอบที่ดีเยี่ยม และไม่เกิดความเสียหายใดๆภายในเลยก็ถือว่า เป็นข่าวดีสำหรับการพัฒนาแบตเตอรี่ในอนาคตแล้วอย่างไรก็ดีกว่าที่แบตเตอรี่ชนิดนี้จะถูกนำออกมาใช้งานจริง คงจะต้องมีการทดสอบและวิจัยกันอีกนาน อีกทั้งทีมวิจัยยังชี้ว่าการใช้ลวดนาโนที่เป็นทองคำ อาจทำให้แบตเตอรี่ใหม่นี้มีราคาสูงขึ้น จึงเสนอให้ใช้ลวดนาโนที่ทำจากนิกเกิลแทนในกรณีที่มีการผลิตเพื่อการพาณิชย์เป็นจำนวนมาก และหากแบตเตอรี่ชนิดใหม่มีความเสถียรมากขึ้นก็จะทำให้วงการ คอมพิวเตอร์ ,สมาร์ทโฟน ,รถ และ อวกาศ พัฒนาได้อย่างก้าวกระโดดมากกว่าเดิมที่เป็นอยู่อีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียวความฝันที่จะมีแบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานนานตลอดชีวิตใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นทั้งนี้เว็บไซต์ Good ระบุว่าแบตเตอรี่ชนิดนี้สามารถให้พลังงานแก่สมาร์ทโฟนหรือแล็ปท็อปทั่วๆ ไปได้เป็นเวลาถึง 400 ปีเลยทีเดียว

Read More

26/09/2562

ปล้น“โรงกษาปณ์เม็กซิโก” ฉกเหรียญทองคำมูลค่ากว่า 2.5 ล้านเหรียญ


เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา(2019) เกิดเหตุเกิดเหตุคนร้ายพร้อมอาวุธครบมือบุกโรงงานกษาปณ์ Casa de Moneda ในประเทศเม็กซิโก ฉกทองคำมูลค่ากว่า 2.5 ล้านดอลลาร์ หลบหนีออกจากพื้นที่ได้ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะถึงที่เกิดเหตุโดยเหรียญทองคำที่ถูกปล้นนี้มีชื่อว่า “เซนเตนาริออส (Centenarios) ” มีความบริสุทธิ์ของทองคำ 90% ราคาที่ปรากฏบนเหรียญระบุว่ามีราคา 50 เปโซ แม้จะเป็นราคาเพียงน้อยนิด แต่เนื่องจากเป็นเหรียญหายากที่หยุดผลิตไปแล้ว ทำให้ราคาซื้อขายเหรียญ 50 เปโซในตอนนี้พุ่งขึ้นไปถึง 31,500 เปโซ หรือราว 1,610 ดอลลาร์ต่อเหรียญ อ้างอิงจากธนาคารเม็กซิกัน บานอร์เต (Banorte) ทำให้การปล้นครั้งนี้รวมมูลค่าความเสียหายแล้วไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านดอลลาร์ เลยทีเดียวทั้งนี้พบว่าเหรียญทองคำเหล่านี้ผลิตออกมาครั้งแรกในปี 1921 ในวาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของการเป็นเอกราชจากสเปน อ้างอิงจากธนาคารกลางเม็กซิโก การผลิตเหรียญได้หยุดลงในปี 1931 แต่ทว่าเหรียญทองคำเหล่านี้ถูกผลิตอีกครั้งในช่วงต้นปี 1943 เนื่องมาจากความต้องการของเหรียญทองคำการปล้นครั้งนี้ถือเป็นการกระทำที่อุกอาจอย่างมาก เพราะเกิดขึ้นกลางกรุงเม็กซิโกซิตี ตามรายงานระบุว่า คนร้ายมีทั้งหมด 4 คน เป็นชาย 3 หญิง 1คน และมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี และไม่มีการปิดบังใบหน้าแต่อย่างใด โดย 2 ใน 4 คน เป็นเพื่อนบ้านกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงกษาปณ์นั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงอาศัยความสนิทสนมทำทีเข้าไปพูดคุยในช่วงพักเที่ยง จากนั้นจึงแย่งปืนและจับตัวประกันทั้ง 5 คน มัดไว้ในห้อง ๆ หนึ่ง ก่อนที่จะนำเหรียญทองคำจำนวน 1,567 เหรียญ ออกจากตู้เซฟ และหลบหนีออกไปอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 10 นาทีจากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า 1 ในคนร้ายเพิ่งพ้นโทษออกจากเรือนจำได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าภาพจากกล้องวงจรปิดทำให้ ทราบว่า ขโมยกลุ่มนี้ไม่ใช่มือสมัครเล่น พวกเขาวางแผนมาเป็นอย่างดี ทั้งทำตัวตีสนิทกับยามในฐานะเพื่อนบ้าน และการเปิดตู้เซฟอย่างรวดเร็ว แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่ได้รายชื่อของคนร้ายทุกคนครบแล้ว และทำการตรวจจับสัญญาณโทรศัพท์ที่คาดว่าน่าจะเป็นของสมาชิกคนหนึ่งในแก๊งที่เพิ่งมีการใช้งาน ทำให้คาดว่าจะสามารถจับกุมได้ในไม่ช้า การปล้นโรงกษาปณ์ในเม็กซิโกนี้ไม่ใช่การปล้นครั้งแรก เพราะเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อเดือนกรกฏาคม 2018 โดยโรงกษาปณ์สาขาเดียวกันนี้ ถูกปล้นเหรียญเงินไปเป็นจำนวนมาก รวมมูลค่าเสียหายกว่า 1.5 แสนดอลลาร์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่มีการก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงกษาปณ์ด้วย เจ้าหน้าที่ไม่ได้ระบุว่า เหตุปล้นครั้งนี้มีคนในรู้เห็นเป็นใจด้วยหรือไม่

Read More

26/09/2562

เทคนิคใหม่ ใช้ยูคาลิปตัสช่วยค้นหาแหล่งแร่ทองคำ


มีผลงานวิจัยที่น่าตื่นเต้นมากเมื่อพบแร่ทองคำในใบ เปลือและลำต้นของ “ยูคาลิปตัส” ต้นไม้ที่ช่วยบ่งบอกได้ว่าสถานที่นั้นมีทองคำฝังอยู่ใต้ดินหรือไม่ นักวิจัยจากองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมเครือจักรภพ (CSIRO)ได้ค้นพบอนุภาคทองคำที่ซ่อนอยู่ในใบและเปลือกของต้นยูคาลิปตัสที่ขึ้นในเขตคัลกูร์ลี พื้นที่ห่างไกลในรัฐเวสเทิร์น ออสเตรเลีย ซึ่งเคยเป็นแหล่งตื่นทองสำคัญในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษหลังปี 1800 การค้นพบครั้งนี้ เชื่อว่าจะช่วยเปิดหนทางใหม่ๆ ในการระบุตำแหน่งของแร่ทองคำหายากที่อยู่ใต้ดินลึกได้นักวิจัยอธิบายเพิ่มเติมว่า ต้นยูคาลิปตัส เป็นต้นไม้ที่มีระบบรากแผ่กระจายลงไปในดินได้ลึกถึง 40 เมตร เพื่อทำหน้าที่หาความชุ่มชื้นในหน้าแล้ง ซึ่งทำหน้าที่คล้ายปั๊มไฮโดรลิก คอยดูดน้ำที่มีอนุภาคทองคำจากแร่มีค่าที่มักอยู่ลึกจากพื้นดินลงไปราว 30 เมตร เมื่อน้ำเหล่านี้ถูกดูดซึมเข้าไปในลำต้น แต่อนุภาคทองคำที่สันนิฐานว่าน่าจะเป็นพิษต่อต้นไม้ จึงถูกขับออกไปสะสมที่ใบหรือกิ่งก้าน และจะหลุดร่วงจากต้นได้ในเวลาต่อมา ในการวิจัยนี้ ทีมวิจัยได้อาศัยเครื่องซินโครตรอน ซึ่งเป็นเครื่องเร่งอนุภาคชนิดหนึ่ง ในการทำหน้าเอ็กซเรย์เพื่อพิสูจน์รายละเอียดของสสารหนึ่งๆ ในเชิงลึก จนพบสายแร่ทองคำในใบไม้ กิ่งไม้ และเปลือกไม้ของต้นยูคาลิปตัส ซึ่งหลังจากที่ได้ทำการคำนวณจึงพบอีกว่า ต้องนำใบยูคาลิปตัสอย่างน้อย 500 ใบมาสกัด จึงจะได้ทองคำมากพอจะทำแหวนแต่งงานได้ 1 วงปัจจุบัน บริษัทเหมืองทองคำหลายแห่งที่เป็นผู้สนับสนุนเงินทุนให้การวิจัยชิ้นนี้ และนักวิจัยเองก็เชื่อว่าด้วยการใช้เทคนิคเดียวกันนี้ ยังอาจนำมาใช้หาแร่โลหะอื่นๆอย่างทองแดงและสังกะสีได้ด้วย เพราะวิธีการค้นหาแหล่งแร่ทองคำใต้ดินในปัจจุบัน จะกระทำโดยการขุดสำรวจ หรือการพบโดยตัวทองคำส่วนหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาเหนือผืนดิน ซึ่งต้องใช้งบมหาศาลและบางครั้งก็ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มกับที่ลงทุนลงแรงไปทั้งนี้ ออสเตรเลียเป็นผู้ผลิตทองคำใหญ่อันดับสองรองจากจีน ขุดพบแร่ทองคำเกือบ 80 ตันเมื่อปีที่แล้ว โดยสำนักสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐได้ประเมินว่าทั้งโลกเหลือทองคำอยู่เพียง 51,000 ตันเท่านั้น จึงทำให้ราคาทองคำมีมูลค่าเพิ่มสูงมากอย่างต่อเนื่อง และแน่นอนว่าด้วยตัวเลขมูลค่ามหาศาลนี้ ทำให้คนในวงการเหมืองแร่ต้องสรรหาวิธีใหม่ๆที่จะช่วยลดต้นทุนให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

Read More

25/09/2562

ยอดเงินและทองคำ โครงการผ้าป่าช่วยชาติของหลวงตามหาบัว ยังคงเคลื่อนไหว


แม้หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน จะมรณภาพไปหลายปีแล้ว แต่การรับบริจาคทองคำและเงินตราต่างประเทศตามโครงการผ้าป่าช่วยชาติ ของท่านยังคงดำเนินต่อไปตามโครงการงานบุญ 12 เมษายน สืบหน่อต่อแขนง ซึ่งมีธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดูแลเงินและทองคำเหล่านั้น และมีการปรับปรุงข้อมูลทุก ๆ 6 เดือน คือสิ้น มิถุนายน และ ธันวาคม ​​ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย ได้สรุปยอดรับบริจาคทองคำและเงินตราต่างประเทศตามโครงการผ้าป่าช่วยชาติ ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนไว้ดังนี้ทั้งนี้ ทองคำและเงินตราต่างประเทศ​ที่ประชาชนได้ร่วมใจบริจาคภายใต้โครงการผ้าป่าช่วยชาติของหลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน และโครงการงานบุญ 12 เมษายน สืบหน่อต่อแขนง ซึ่งมอบให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อให้นำไปเพิ่มพูนสินทรัพย์ในคลังหลวงของแผ่นดิน ถือเป็นส่วนหนึ่งของเงินสำรองระหว่างประเทศ โดยมีการตรวจนับ​และ​เก็บรักษาไว้ในสถานที่มั่นคงปลอดภัย และมีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเข้าร่วมในการตรวจสอบเป็นประจำ

Read More

25/09/2562

จับชีพจรทองคำ ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2562


ในปีนี้ (2562) ราคาทองคำ (Gold Spot) กลับมาดีดตัวแรงมากที่สุดในรอบกว่า 6 ปี เฉพาะเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้ ราคาทองคำขึ้นไประดับสูงสุดที่ 1,557 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งเพิ่มขึ้นไปกว่า 200 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือราว 16% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี(Gold Spot อยู่ที่ระดับ 1,282.4 ดอลลาร์/ออนซ์) แม้จะขยับลดลงในเวลาต่อมาที่ 1,490-1,500 ดอลลาร์/ออนซ์ แม้ทองคำไทยจะขึ้นไม่มากเท่าราคาทองโลก ด้วยปัจจัยจากค่าเงินบาทแข็งแต่ก็ยังทำกำไรให้นักลงทุนได้ราว 10% หรือราว2,000 บาทต่อราคาทองหนัก 1 บาทจากต้นปี ซึ่งเมื่อดูการเคลื่อนไหวของราคาทองในประเทศสามารถแบ่งได้เป็น 2 ช่วงคือ ช่วง 5 เดือนแรกที่เจอเงินบาทแข็งค่า ทำให้ราคาทองไทยปรับขึ้นได้น้อยกว่าราคาทองโลก ส่วนช่วงที่สอง เป็นช่วงที่ราคาทองดีดแรงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจาก ประกาศลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกหันกลับมาลงทุน “ทองคำ” อีกครั้ง ทำให้ราคาทองโลกขึ้นไปแตะนิวไฮ ราคาทองไทยจึงขึ้นตามไปด้วย โดยสามารถขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่บาทละ 22,400 บาท เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาทั้งนี้ผู้ค้าทองยังมั่นใจว่าจากนี้ราคาทองคำก็ยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น แม้จะไม่รุนแรงเหมือนที่ผ่านมาก็ตาม นักวิเคาระห์ประเมินว่า ราคาทองคำน่าจะแตะที่ 1,600 ดอลลาร์ /ออนซ์ ด้วย 3 ปัจจัยหลักๆคือ • ความยืดเยื้อของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ และอาจจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นต้นเหตุที่นำไปสู่สภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในอนาคตได้ • การกระตุ้นให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องใช้นโยบายผ่อนคลายต่างๆ อาทิ การใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายติดลบ ซึ่งตอนนี้ ญี่ปุ่นและยุโรป การทำQE กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่เคยใช้ในช่วงสหรัฐเกิดวิกฤตซับไพร์ม ซึ่งตอนนั้นราคาทองคำโลกวิ่งทะยานไปสูงสุดที่ระดับ 1,920 ดอลลาร์/ออนซ์ • ธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์เป็นไปได้ว่า ราคาทองคำโลกน่าจะอยู่ระดับต่ำ 1,450 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือเทียบราคาทองคำไทย คาดอยู่ที่ระดับ 20,500 บาท และการที่จะเห็นราคาทองไทย ลงมาอยู่ที่ระดับ 19,000 บาท น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยากแล้ว

Read More

25/09/2562

การหาแร่ทองคำ ในธรรมชาติ


“ทองคำ” เป็นแร่ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ การตรวจหาแร่ทองคำสามารถทำได้ทั้งการดูได้ด้วยตาเปล่า และการตรวจสอบด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ โดยแร่ทองคำที่พบตามธรรมชาตินั้นจะมีลักษณะเป็นเกล็ด เป็นเม็ดกลม หรือก้อนใหญ่ และมีบ้างที่มีลักษณะเป็นรูปผลึกแต่ไม่มาก ซึ่งหากเป็นผลึกสีเหลืองอ่อนจางๆก็มักมีเงินปะปนอยู่มากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ การเกิดแร่ทองคำมีได้ ๒ แบบ คือ แบบปฐมภูมิ คือการพบทองคำในลักษณะฝังหรือเป็นสายแร่ในเนื้อหินซึ่งสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ส่วนใหญ่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่จะทราบปริมาณของแร่ทองคำในเนื้อหิน จากการเก็บตัวอย่างหิน และส่งวิเคราะห์ทางเคมีเท่านั้น และการเกิดแร่ทองคำ แบบทุติยภูมิ คือ เกิดจากการผุพังของหินที่มีแร่ทองคำเป็นส่วนประกอบ โดยทองคำจะหลุดออกมาเป็นเม็ดกลม หรือเกล็ดเล็กๆ และพบในแหล่งที่ใกล้เคียงกับแหล่งแร่แบบปฐมภูมิ โดยสะสมตัวในที่เดิม หรือถูกน้ำชะล้างพัดพาไปสะสมตัวใหม่ ในบริเวณต่างๆ ที่เหมาะสม เช่น เชิงเขา ลำห้วย ในตะกอนกรวดทรายในลำน้ำใหญ่ ชาวบ้านจะนำดินหรือตะกอนทางน้ำมาร่อน และเลียง คือ ไล่สิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ออกจากแร่ เพื่อค้นหาเกล็ดหรือเม็ดทองคำ เป็นต้นทั้งนี้โดยทั่วไปแล้ว ทองคำเป็นส่วนประกอบของทำธรรมที่อยู่ในหิน ดิน หรือแม้แต่น้ำทะเลโดยหินอัคนีมีทองคำเป็นส่วนประกอบประมาณ ๐.๐๐๓๕ ส่วนในล้านส่วนหินชั้นมีทองคำเป็นส่วนประกอบประมาณ ๐.๐๔๐๓ ส่วนในล้านส่วนหินแปรมีทองคำเป็นส่วนประกอบประมาณ ๐.๐๑๐๙ ส่วนในล้านส่วนน้ำทะเลมีทองคำเป็นส่วนประกอบประมาณ ๐.๐๐๐๐๔ ส่วนในล้านส่วนวิธีการตรวจดูแร่ทองคำนั้น สามารถดูด้วยตาเปล่าได้ ถ้าเป็นทองแท้จะมีความเหลืองวาวโลหะ และสามารถตรวจสอบได้ด้วยขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้กรดกัดทอง ซึ่งทองคำจะไม่ละลายในกรดธรรมดาทั่วไปที่สามารถละลายแร่ธาตุอื่นๆได้ ทั้งนี้ คุณสมบัติของทองคำที่สำคัญคือ มีน้ำหนักมากเพราะมีค่าความถ่วงจำเพาะสูง 12 – 19 มีความแข็งประมาณ 2 ทำให้ทุบเป็นแผ่นบางๆ ได้ง่าย ดึงและตัดเป็นเส้นได้ และจุดหลอมเหลวสูง1,064 องศาเซลเซียส มีจุดเดือด 2,970 องศาเซลเซียส เป็นโลหะที่มีค่าความเหนียวและขึ้นรูปได้ สามารถยืดขยายเมื่อถูกตีหรือรีดในทุกทิศทาง โดยไม่ปริแตก ทองคำบริสุทธิ์ขนาด 1 ออนซ์สามารถดึงเป็นเส้นลวดยาวได้ถึง 80 กิโลเมตร ถ้าตีเป็นแผ่นจะได้แผ่นบางเกินกว่า 1/300,000 นิ้ว มีความกว้าง 9 ตารางเมตร ทองคำสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยการขึ้นรูปได้หลายๆ ครั้ง โดยไม่เสื่อมสภาพ มีความคงทนไม่ขึ้นสนิม ไม่ผุกร่อน ไม่หมอง แม้ว่าจะผ่านหลายพัน ปีก็ตาม อีกทั้งทองคำบริสุทธิ์นั้นไม่ว่องไวต่อการเกิดปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้ทนต่อการผุกร่อนและไม่เกิดสนิมกับอากาศ แต่จะทำปฏิกิริยากับสารเคมีบางอย่าง เช่น คลอรีน ฟลูออรีน น้ำประสานทองข้อควรระวังคือทองคำนั้นจะดูคล้ายกับแร่ไพไรท์และคาลโคไพไรท์มาก เพราะมีสีคล้ายคลึงกัน แต่แร่ทั้งสองชนิดนี้จะเปราะร่วนง่ายกว่าทอง เบากว่าทอง และละลายในกรดไนตริกได้ จึงต้องระวังและตรวจสอบให้ดีทั้งนี้มนุษย์รู้จักใช้ประโยชน์จากทองคำมากว่า 6,000 ปีแล้ว แร่ทองคำจึงกลายเป็นสินทรัพย์ทางธรรมชาติที่ทั่วโลกต้องการ เพราะแสดงถึงความมั่งคั่ง มั่นคง เพราะทองคำใช้เป็นทุนสำรองทางการเงินในหลายประเทศ โดยทองคำบริสุทธิ์จะเท่ากับ 24 กะรัต หรือ 100 ไฟน์ ส่วนทอง 14 กะรัต (14K) 18 กะรัต(18K) หมายถึงโลหะผสมที่มีทองคำแค่14 ส่วน หรือ 18 ส่วน อีก 10 ส่วน หรือ 6 ส่วน คือส่วนผสมจากโลหะอื่นๆ เช่น ทองแดง นิกเกิล เงิน เพื่อให้ทองมีความแข็งขึ้น

Read More

17/09/2562

ว่านน้ำทอง ทำยาก็ได้ เป็นไม้ประดับก็ดี


ว่านน้ำทอง เป็นกล้วยไม้สกุลหนึ่งในกลุ่มของกล้วยไม้ดินที่มีลายใบสวยงาม จัดอยู่ในพวก Jewel Orchids หรือกล้วยไม้เพชรพลอย พบได้ทั่วไปตามหลืบหรือซอกหินริมธารน้ำ หรือใกล้กับน้ำตกในป่าดิบทางภาคตะวันออกและภาคใต้ของประเทศไทย เช่นเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี, อำเภอคีรีวง จังหวัดนครศรธรรมราช, เกาะสมุย, จังหวัดตรัง, จังหวัดสตูล, และจังหวัดยะลา มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น ว่านน้ำทอง ว่านร่อนทอง และผักเบี้ยช้าง เป็นต้นว่านน้ำทอง มีอวบน้ำต้นสูง 10-15 ซม. ทอดเลื้อยขนานไปกับพื้นดิน เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับรูปไข่หรือรูปรี ก้านใบยาว ปลายใบแหลม โคนใบมน กว้างประมาณ 2-2.5 ซม. ยาว 4-6.5 ซม. มีด้วยกัน 2 ชนิด คือ ชนิดที่ใบเป็นสีแดงอมน้ำตาล หรือสีเกือบดำ กับสายพันธุ์ที่ใบเป็นสีเขียว ทั้ง 2 ชนิด มีเส้นแขนงใบเป็นรูปร่างแหกระจายทั่วทั้งใบ ซึ่งบางคนชอบบอกว่าลายใบเหมือนกนกเรขา หรือรูปเรขาคณิต ทำให้เวลามีใบดกดูสวยงามละเอียดอ่อนน่ารัก ว่านน้ำทอง ออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอด กลีบเลี้ยงและกลีบดอกสีขาว มีปลายเส้าเกสรสีเหลืองสดบริเวณกลางกลีบ เวลามีดอกหลายๆช่อ และดอกบานพร้อมกัน จะสวยมาก โดยดอกออกช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ขยายพันธุ์ด้วยวิธีแยกต้นที่แตกขึ้นจากเหง้า การว่านน้ำทองให้เจริญเติยโตได้ดีต้องปลูกในดินร่วนซุย ชุ่มชื้น และมีอินทรียวัตถุสูง ส่วนมากนิยมปลูกในแปลง จัดสวนเป็นไม้ประดับระดับล่าง หรือปลูกในกระถางสำหรับวางประดับในอาคารหรือสถานที่ทำงานว่านน้ำทองมีสรรพคุณทางยา โดยลำต้น ใบ และดอก ใช้ต้มน้ำดื่ม แก้อาการไอ ลดเสมหะ บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ บำรุงระบบประสาท แก้โรคไต ขับปัสสาวะ รักษาโรคเบาหวาน โรคกระเพราะอาหาร ช่วยขับเหงื่อหัวใต้ดินรสเผ็ดปร่า แก้พิษทั้งปวง เช่น พิษฝี พิษงู พิษตะขาม แมลงป่อง แก้พิษซาง เป็นยาสมานคุมธาตุ ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องเสีย แก้บิดมูกเลือด ท้องอืดเฟ้อ แก้พิษ ตานซางเด็ก ทำให้ธาตุดีขึ้น ทำให้เจริญอาหาร มักใช้ร่วมกับว่านกีบแรด เป็นส่วนผสมในตำรับยาเขียวหอมการปลูกว่าน้ำทองยังช่วยในเรื่องเมตตามหานิยม โดยนิยมปลูกว่านนี้ในวันพฤหัสบดีซึ่งเป็นวันครู บ้านไหนมีปลูกไว้จะนำโชคลาภมาสู่บ้านหลังนั้น

Read More

17/09/2562

ว่านดอกทอง ชื่อไม่ดีแต่มีเสน่ห์


ว่านดอกทอง เรียกอีกชื่อหนึ่ง ว่านมหาเสน่ห์ เป็นว่านที่คนโบราณนิยมปลูก และนำมาใช้ประโยชน์ด้านเมตตามหานิยม และมหาเสน่ห์ รวมถึงการนำมาใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรค นอกจากนั้น ยังจัดเป็นไม้ดอกไม้ประดับสำหรับปลูกตามแปลงจัดสวนหรือปลูกในกระถางเพื่อชมใบ และดอก ที่พบในไทยมีหลายสายพันธุ์ มักเรียกชื่อต่างๆกันเช่น ว่านราคะ ว่านดอกทองกระเจา ว่านดอกทองตัวเมีย ว่านดินสอฤษี ว่านมหาเสน่ห์ เป็นต้นว่านดอกทอง เป็นไม้มงคล เป็นว่านมหาเสน่ห์ มหานิยม เมื่อดอกบานที่ให้กลิ่นหอม หากชายหรือหญิงได้กลิ่นจะทำให้กระตุ้นความกำหนัดทางเพศได้ จึงเรียก “ว่านมหาเสน่ห์” ผู้ชายไทยในสมัยโบราณจะใช้ว่านนี้หุงกับน้ำมันจันทน์ หรือบดรวมกับสีผึ้ง ใช้ทาตัวหรือใช้สีปาก เชื่อว่าเมื่อพบผู้หญิงจะทำให้หญิงรัก และคล้อยตาม การปลูกว่านดอกทองตามหน้าบ้านที่ร้านค้า เชื่อว่าจะทำให้ค้าขายดี เป็นมหานิยมเรียกคนเข้าร้าน เจรจาซื้อขายง่าย การปลูกไว้ในบ้านมีความเชื่อเรื่องเมตตามหานิยมทำให้ผู้คนเคารพ รักใคร่ แต่บางตำราก็ว่าไม่ควรปลูกไว้ในบ้าน เพราะอาจทำให้สามีหรือภรรยาเกิดความนอกใจกันได้ว่านดอกทอง ยังนิยมนำมาทำพระเครื่อง โดยนำส่วนดอก ใบ และเหง้า มาเป็นส่วนผสม นอกจากนี้ส่วนของดอก และเหง้ายังนิยมนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย นำมันนวด ใช้ทาผม ทาผิว ทาริมฝีปาก เป็นน้ำมันมหาเสน่ห์อีกด้วยว่านดอกทอง นั้นมี 2 ชนิด คือ ว่านดอกทองตัวผู้และว่านดอกทองตัวเมีย ซึ่งจะมีลักษณะทางพฤกษศาสตร์แตกต่างกันเล็กน้อย เช่น สีของใบ และสีเนื้อของหัวว่าน โดยว่านดอกทองตัวเมียนั้นจะมีฤทธิ์แรงกว่าตัวผู้ ดอกมีสีขาว แต้มด้วยสีเหลืองส่วนว่านดอกทองตัวผู้ ดอกจะเป็นสีเหลือง โดยจะออกดอกในช่วงฤดูร้อนต่อเนื่องไปจนถึงฤดูฝน กลิ่นของดอกว่านทั้งสองชนิด จะมีกลิ่นหอมเย็นและคาวคล้ายกับกลิ่นของ "อสุจิ" และเชื่อว่าหากใครได้สูดกลิ่นของดอกว่านนี้ จะกระตุ้นความต้องการทางเพศได้ ในสมัยโบราณนั้นเชื่อถือกันมาก สำหรับผู้ที่ปลูกว่านชนิดนี้ มักจะเก็บดอกก่อนที่จะบาน เพราะเชื่อว่าหากผู้ใดได้กลิ่นได้สัมผัสดอกว่านแล้วจะเกิดกามราคะ ทำให้เกิดพลังทางเพศที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสตรีเพศ จึงเป็นที่มาของชื่อว่านว่า "ว่านดอกทอง" ว่านดอกทอง จัดเป็นว่านโบราณหายากและใกล้จะสูญพันธุ์แล้ว ในปัจจุบันว่านดอกทองแท้นั้นหายากยิ่ง ผู้รู้มักไม่เปิดเผย เพราะเกรงว่าจะมีผู้นำไปใช้ในทางไม่ดี โดยอาจสามารถพบว่านชนิดนี้ได้ทางภาคตะวันตก ภาคเหนือ อย่างเช่น ในจังหวัดกาญจนบุรี ลำปาง และตาก

Read More

17/09/2562

ไผ่สีทอง ดีทั้งทานและใช้


ไผ่สีทองหรือไผ่เหลืองทอง ไผ่ประดับที่นิยมปลูกตามบ้านเรือน และที่สาธารณะ เพื่อประดับตกแต่งสวน ตกแต่งร้าน เพราะเป็นไผ่ที่มีสีเหลืองทอง สวยงาม ดูแปลกตามากกว่าไผ่ทั่วไป และยังมีชื่อเป็นมงคลด้วย ไผ่สีทอง และไผ่เหลือง มีถิ่นกำเนิดในแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยด้วย พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ ตามป่าเบญจพรรณ และป่าดิบชื้น ปัจจุบัน พบว่ามีการนำมาปลูกเป็นไผ่ประดับตามบ้านเรือนมากขึ้น เนื่องจากมีทรงพุ่มสวย ต้นกลมและเป็นทรงกระบอกกลวง ขนาด 5-8 ซม. ลำต้นตรง ผิวเกลี้ยง สีเหลืองมีเส้นแถบสีเขียวอ่อนตามยาวบ้าง ไม่มีหนาม เนื้อเเข็ง มีข้อปล้องชัดเจน แต่ละปล้องยาว 30-40 ซม. มีเหง้าใต้ดินปลูกประดับสวน ให้ร่มเงาพอสมควร กันลมได้ดี ไผ่สีทอง มีใบขนาดใหญ่ และยาว ขนาดใบประมาณ 2-4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร ก้านใบสั้น แผ่นใบมีสีเขียว แผ่นใบ และขอบใบเรียบ มีขนปกคลุม ไผ่สีทองออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีช่อแขนงสั้นๆออกตามข้อของก้านช่อ บนช่อแขนงมีดอกขนาดเล็ก หน่อของไผ่สีทอง มีขนาดเล็กถึงปานกลาง หน่อชะลูด และเรียวยาว กาบหุ้มหน่อสีน้ำตาลอมเหลือง และมีขนสีน้ำตาลเข้มปกคลุม ซึ่งจะเรียว และเล็กกว่าหน่อไผ่เหลือง การปลูกไผ่สีทอง นิยมปลูกด้วยวิธีแยกเหง้า และปักชำต้นเป็นหลัก เพราะไม่ค่อยออกดอก และติดเมล็ดให้เห็นนัก ทั้งนี้ การแยกเหง้าจะได้ผลดีที่สุด รองลงมาเป็นการปักชำต้น แต่จะได้ผลดีเฉพาะข้อที่ 1-2 จากโคนต้นเท่านั้น เพราะข้อที่สูงจะแตกรากยากไผ่สีทองหรือไผ่เหลืองทอง ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างและมีสรรพคุณทางยา โดยสามารถนำทุกส่วนมาต้มน้ำดื่ม ส่วนหน่อใช้ประกอบอาหาร ช่วยลดไข้ ช่วยละลายเสมหะ รักษาโรคบิด แก้อาการท้องเสีย ช่วยขับระดู ช่วยขับลมและ ช่วยขับปัสสาวะนอกจากนี้ลำไผ่ที่มีความหนา นิยมใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ อาทิ โต๊ะ ม้านั่ง และเตียง เป็นต้น สามารถใช้จักเป็นตอกรัดของ รัดมัดข้าวได้เหมือนกับไผ่สีสุก ลำต้นตัดทำไม้เสารั้ว ให้ความแข็งแรง และทนทาน มีอายุการใช้งานนาน เป็นไผ่มงคลที่ปลูกร่วมกับเป็นไผ่ประดับ ตามความเชื่อที่ว่า สีทองหรือสีเหลืองของไผ่ช่วยนำความผาสุกมาให้แก่ครอบครอบ รวมถึงช่วยให้โชคลาภ และเงินทองไหลมา เทมา

Read More

17/09/2562

อำเภอบ่อทอง ครั้งหนึ่งเคยมีทองคำ


บ่อทองเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดชลบุรี แยกออกมาจากอำเภอพนัสนิคม เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2521 ซึ่งชื่ออำเภอบ่อทอง หรือ บ้านบ่อทอง นั้น มรที่มาจากเมื่อพ.ศ. 2460 เคยมีการขุดพบแร่ทองคำในพื้นที่บริเวณนี้ โดยชาวกุหล่าหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นชนกลุ่มน้อยจากพม่า ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยบริเวณที่ค้นพบแร่ทองคำ และตั้งชื่อว่า "บ้านบ่อทอง" ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน (ชาวกุหล่าคนไทยเรียก ไทยใหญ่ คนเขมรเรียก กาลา) ดังนั้น แร่ทองจึงปรากฏอยู่ในคำขวัญ ของอำเภอบ่อทองที่ว่า "เมืองเกษตรกรรม ถ้ำเขางดงาม น้ำตกเขาใหญ่ ผลไม้รสดี มีแหล่งแร่ทอง นครของพญาเร่"ตามตำนานเชื่อว่าบ่อทอง เป็นเมืองเก่าแก่ของเจ้าผู้ครองนคร ชื่อพญาเร่ ซึ่งมีอายุราว 1,300 ปี เป็นเจ้าเมืองผู้มีคุณธรรมที่คอยปกป้องคุ้มครองพื้นที่แห่งนี้ พญาเร่จึงถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์คู่กับชาวบ่อทอง ที่ทุกคนให้ความเคารพสักการะ และเชื่อว่าพญาเร่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จ แคล้วคลาดจากภยันตราย เมื่อขอสิ่งใดก็จะได้สมปรารถนา เมืองพญาเร่นี้ สัญนิฐานว่า เคยเป็นเมืองที่มีความรุ่งเรืองมาแต่ครั้งยุคทวารวดี อยู่ห่างจากเมืองพระรถ (บริเวณตำบลหน้าพระธาตุ อำเภอพนัสนิคม) ประมาณ 32 กิโลเมตร ยังมีร่องรอยของผังเมืองพญาเร่ ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน (อยู่ห่างจากตลาดอมพนมไปประมาณ 6 กิโลเมตร) ผังเมืองเป็นวงรีสองชั้น ชั้นนอกเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1,100 เมตร ยังคงมีคูเมือง และคันดินให้เห็นอยู่ทางด้านเหนือ ส่วนเมืองชั้นในมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 600 เมตร ยังคงมีกำแพงเมืองสูงประมาณ 1 เมตร หลงเหลือให้เห็นอยู่ ภายในเมืองพบเพียงเศษเครื่องปั้นดินเผาเล็กน้อย และไม่พบศาสนสถานใดๆพื้นที่โดยทั่วไปของเมืองพญาเร่ในปัจจุบันได้ถูกไถคราดเพื่อปรับพื้นที่ สำหรับทำการกสิกรรม แต่จากร่องรอยการไถคราด ก็ไม่ปรากฏพบเศษอิฐ หรือวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างที่หนาแน่น เป็นกลุ่มให้เห็นแต่อย่างใด จึงอาจทำให้เข้าใจได้ว่าบริเวณที่เป็นเมืองพญาเร่ อาจไม่ใช่บริเวณที่มีผู้คนอาศัยอยู่มากนัก จึงไม่มีการพบซากโบราณสถาน หรือศาสนสถานที่ชัดเจน เช่นเดียวกันกับชุมชนแห่งอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามจากรูปแบบของผังเมือง เมื่อเปรียบเทียบกับ รูปแบบของเมืองโบราณที่พบจากแหล่งต่างๆ แล้ว เมืองพญาเร่นี้ก็ยังอยู่ในกลุ่มของชุมชนโบราณแบบทวารวดีนั่นเอง ปัจจุบันอำเภอบ่อทอง มี 6 ตำบล , 41 หมู่บ้าน ประกอบด้วยตำบล บ่อทอง , วัดสุวรรณ , บ่อกวางทอง , ธาตุทอง , เกษตรสุวรรณ และตำบลพลวงทอง มีประชากรราว 38,000 คน อาชีพหลักคือการทำสวน ทำไร่ ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง มะม่วงหิมพานต์ และผลไม้ชนิดต่าง ๆ

Read More

17/09/2562

“เลโก้” ของเล่นเด็ก ให้ผลตอบแทนดีกว่า “ทองคำ” จริงหรือ?ี


สองนักเศรษฐศาสตร์ชาวรัสเซียคือ Victoria Dobrynskaya และJulia Kishilova แห่ง National Research University Higher School of Economics รายงานผลงานวิจัยที่น่าสนใจเรื่อง LEGO: The Toy of Smart Investors ว่าการสะสม LEGO มีมูลค่ามากกว่าการสะสมทองคำงานวิจัยชิ้นนี้ ได้สำรวจมูลค่า ของตัวต่อ LEGO โดยใช้ขอบเขตประชากรและกลุ่มตัวอย่างตัวต่อ LEGO จำนวน 3,200 ชุด และขอบเขตระยะเวลาที่ใช้สำรวจรุ่นของตัวต่อ LEGO คือ ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1987 ถึง ปี ค.ศ. 2015 จากนั้น ได้นำมูลค่าของตัวต่อLEGO ในฐานะของสะสมมาเทียบกับราคาของหุ้น ตราสารหนี้ หรือราคาทองคำ ในช่วงเวลาเดียวกันผลการวิจัยพบว่ามูลค่า ของตัวต่อ LEGO ในฐานะของสะสมให้ผลตอบแทนประมาณ 8% ต่อปี ซึ่งผลการวิจัยสรุปว่า การสะสมตัวต่อLEGO สามารถให้ผลตอบแทนมากกว่าการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ หรือทองคำนั่นเองมีสถิติที่น่าสนใจออกมาว่าถ้านับตั้งแต่ปี 2000 จนถึงปัจจุบันราคา เลโก้ ในแต่ละรุ่นที่ออกมา มีราคาเพิ่มขึ้นถึงปีละ 12% ซึ่งหากใครซื้อเพื่อเก็งกำไร ราคานั้นจะให้ผลตอบแทนดีกว่า หุ้น ทองคำ หรือฝากธนาคารเวปไซต์ BrickPicker.com เผยว่า ชุดเลโก้ที่เป็นที่ต้องการนั้น ส่วนมากจะเป็น ชุดที่ออกตามรอบภาพยนตร์ ชุดสถานที่สำคัญ หรือแบรนด์ต่างๆ เช่น Star Wars ทัชมาฮาลในอินเดีย โฟล์คสวาเกน เป็นต้น และถ้ายิ่งชุดเลโก้นั้นยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมกล่อง ราคาก็จะยิ่งแพงขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะทำการซื้อขายกันผ่านอีเบย์ยกตัวอย่างชุด “Cafe Corner” ที่ขายในปี 2007 ที่ราคา 90 ยูโร ปัจจุบันขายกันถึง 2,000 ยูโร โดยเวปไซด์BrickPicker.com ได้แนะนำ 7 เคล็ดลับในการลงทุนเลโก้ไว้ว่า หากชอบรุ่นไหนเป็นพิเศษ ให้ซื้อเก็บไว้หนึ่ง และเผื่อเก็งกำไรอีกหนึ่งชุด พยายามเก็บรุ่นที่เป็น Limited edition หรือออกมาขายแค่ช่วงสั้นๆ พยายามเก็บรุ่นที่ผลิตตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นไป เนื่องจากเป็นที่ต้องการมากกว่ารุ่นเก่ากว่านั้น เก็บกล่องและของทุกอย่างที่อยู่ในกล่องเพราะจะช่วยเพิ่มมูลค่าได้ตอนขายต่อ รวมถึงรักษาสภาพกล่องให้สมบูรณ์ เก็บไว้ในที่แห้ง ไม่โดนแดด และอย่าซ้อนกล่องทั้งนี้ขนาดของชุดไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของราคา ทั้งชุดเล็ก และชุดใหญ่ สามารถทำกำไรได้ทั้งนั้น ที่สำคัญคืออย่าทำตัวละคร (Lego Minifigures) ของชุดนั้นๆ หาย สุดท้ายนี้ มูลค่าเลโก้ที่เพิ่มขึ้นนั้นจะไม่ บูมจนเกิดฟองสบู่ เพราะทางผู้ผลิตเลโก้ไม่มีนโยบายส่งเสริมให้กับกลุ่มในตลาดมือสองราคาจึงไม่มีตกแน่นอน LEGO ก็คือ “ตัวต่อ” ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1932 โดย Ole Kirk Christiansen ช่างไม้ชาวเดนมาร์กแห่งเมือง Billlund นับถึงปัจจุบัน (2019)ก็มีอายุ 87 ปีแล้ว

Read More

17/09/2562

โถส้วมทองคำ จากหลุยส์ วิตตอง


ห้างค้าปลีกออนไลน์ “ เทรดซี่” ในนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกาเปิดตัวสินค้าตัวใหม่เป็น โถส้วมทองคำ ซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยผลิตภัณฑ์หนังแท้ที่ใช้ในการผลิตกระเป๋าถือของแบรนด์แฟชั่นดัง “หลุยส์ วิตตอง” การเปิดตัว โถส้วมทองคำหุ้มหนังหลุยส์ วิตตองในครั้งนี้ เกิดขึ้นที่โชว์รูมในเขตซานตาโมนิก้า ของนครลอสแองเจลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยโถส้วมแบบพิเศษนี้ถูกออกแบบโดย อิลล์มา กอร์ (Illma Gore) ศิลปินท้องถิ่นของลอสแองเจลิส โดยได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจาก “ความปรารถนาส่วนตัว” ที่เธอเคยใฝ่ฝันไว้ว่าอยากมีโอกาสได้ “ขับถ่ายแบบราชา” สักครั้งหนึ่งในชีวิต โถส้วมทองคำนี้หุ้มด้วยหนังแท้จากกระเป๋าหลุยส์ วิตตองถึง 24 ใบ โดยกระเป๋าที่นำมาตัดเพื่อใช้หนังในการหุ้มชักโครกนี้ แต่ละใบราคาไม่ต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 66,000 บาท) แต่ถึงแม้จะต้องทำลาย ก็ได้ผลงานศิลปะชิ้นใหม่ขึ้นมาราคา 100,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทยราว 3.3 ล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมค่าติดตั้งและค่าขนส่ง และสามารถใช้งานได้จริง แต่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาเป็นพิเศษ อิลล์มา กอร์ (Illma Gore) ศิลปินหญิงที่มีชื่อเสียงอเป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยเฉพาะเมื่อปี 2016 เมื่อเธอวาดภาพนู้ดล้อเลียนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมกับสโลแกน "Make American Great Again" ซึ่งเธอได้เผยถึงผลงานในครั้งนี้ว่า “ในความคิดของฉัน ฉันรู้สึกรักและชอบในไอเดียนี้มาก มันเป็นการสร้างผลงานชิ้นเอก และหนังจากกระเป๋าที่นำมาหุ้มชักโครกทองคำ ราคาแต่ละใบไม่ต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ“ (ประมาณ 66,225 บาท) ภายหลังการเปิดตัว ได้สร้างความฮือฮาและได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากบรรดาเศรษฐีกระเป๋าหนักผู้ชอบการสะสมผลงานหรูหรา เพราะมีราคาเพียงแค่ 24 ชิ้นเท่านั้น

Read More

17/09/2562

ส้วมทองคำที่หายไป


”อเมริกา”(America) ผลงานศิลปะส้วมทองคำ หายไปจากงานแสดงนิทรรศการศิลปะซึ่งจัดที่พระราชวังเบลนเฮมเขตออกซ์ฟอร์ดเซอร์ ประเทศอังกฤษ และยังตามกลับคืนมาไม่ได้แม้ตำรวจจะจับกุมผู้ต้องสงสัยไว้ได้แล้วก็ตามเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 13 กันยายน 2562 ส้วมทองคำทำจากทอง 18 กะรัต ถูกคนร้ายขโมยไปจากพระราชวังเบลนเฮม สถานที่จัดแสดง โดยตำรวจเชื่อว่าคนร้ายมากันเป็นกลุ่มและมีรถยนต์ 2 คันเป็นพาหนะได้บุกเข้ามาในวังและขโมยส้วมทองคำกลับออกไปตอนรุ่งเช้าเวลาประมาณ 04.50 น.ของวันเสาร์ที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ผลจากการขโมยทำให้ตัวอาคารในวังได้รับความเสียหายและมีน้ำท่วม หลังเกิดเหตุ ตำรวจในเมืองวู้ดสต็อก ออกซฟอร์ดเชอร์ ได้จับกุมชายวัย 66 ปีรายหนึ่ง เนื่องจากต้องสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับขโมยที่แอบเข้ามาขโมยชักโครกทองคำไปจากบริเวณสถานที่จัดแสดง ที่มีการติดตั้งระบบน้ำจนชักโครกสามารถใช้งานได้จริง อย่างไรก็ตามส้วมทองคำยังไม่ได้กลับคืนมาแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เร่งสอบสวนและพยายามหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ส้วมทองคำ หรือชักโครกทองคำนี้ เป็นผลงานศิลปของของศิลปินชาวอิตาลีชื่อ มัวริซิโอ คัตเลลัน (Maurizio Cattelan) ถูกตั้งชื่อว่า อเมริกา (America) ซึ่งเคยนำไปจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2559 มาแล้ว และยังเคยเสนอที่จะให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐยืมไปใช้งานด้วย ส้วมทองคำนี้มูลค่ามหาศาลกว่า 1 ล้านปอด์ หรือราว 37.8 ล้านบาทแต่นายโดมินิค แฮร์ หัวหน้าผู้บริหารวังเบลนเฮมเปิดเผยว่ามูลค่าของชักโครกทองคำ 18 กะรัตนี้มีสนนราคาสูงถึง 4.8 ล้านปอนด์ หรือราว181.4 ล้านบาทเลยทีเดียว พระราชวังเบลนไฮม์ เป็นแหล่งมรดกโลก สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นบ้านเกิดของ ดยุคลำดับที่ 12แห่งมาร์ลโบโรห์และครอบครัว รวมทั้งยังเป็นบ้านเกิดของเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล ผู้นำอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย

Read More

13/09/2562

ทองคำ จะทะลุ 1,600 เหรียญในปี2020


ธนาคารกลางสหรัฐเลือกที่จะลดดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% เป็นจำนวน 4 ครั้งระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนมิถุนายน 2563 จะทำให้ผลตอบแทนด้านดอกเบี้ย เมื่อมีการลดดอกเบี้ยแต่ละครั้ง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะเคลื่อนไหวและอยู่ในแดนลบ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อราคาทองคำ ทำให้นักลงทุนหันมาถือทองคำมากขึ้น ในปี 2562 นี้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นเพราะความต้องการในสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้นเมื่อสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ สร้างความเสียหายต่อการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งทำให้ธนาคารกลางซึ่งรวมถึงเฟดต้องดำเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นการเติบโตมากขึ้น ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปีและมีการคาดการณ์กันว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยอีกครั้งเมื่อมีการประชุมในวันที่ 17-18 กันยายน 62 นี้ สถานการณ์นี้ทำให้นักลงทุนได้เพิ่มการถือครองกองทุนอีทีเอฟทองคำ ซึ่งสงครามการค้าไม่น่าจะคลี่คลายลงโดยเร็วและในบริบทนี้ทองคำได้เริ่มมีบทบาทที่มีมาแต่เดิมอีกครั้งในฐานะที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและในขณะนี้การถือกองทุนอีทีเอฟได้พุ่งสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2555 BNP Paribas ธนาคารยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส ได้ประมาณการราคาทองคำในปีนี้และปีหน้าโดยคาดว่าทองคำจะมีราคาเฉลี่ย 1,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากประมาณการก่อนหน้านี้ 60 ดอลลาร์ และจะมีราคาเฉลี่ย 1,560 ดอลลาร์ในปีหน้า เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม 130 ดอลลาร์ และวงจรการลดดอกเบี้ยของเฟด จะทำให้ราคาทองคำเฉลี่ยสูงกว่า 1,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าและคาดว่าทองคำจะปรับตัวขึ้นมาก เมื่อต้นเดือนกันยายน ราคาทองคำในตลาดสปอตมีการซื้อขายกันที่ 1,544.32 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยเพิ่มขึ้นในปีนี้ 20% และราคาทองคำได้แตะ 1,555.07 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2556 การลดดอกเบี้ย 4 ครั้งจะลดช่วงบนของอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของเฟดเหลือ 1.25% ซึ่งสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้าในขณะนี้ซึ่งอยู่ที่ 1.2% ธนาคารกลางสหรัฐได้ยอมรับว่าการบรรเทาความเสี่ยงที่เกี่ยวกับภาวะในต่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจของเฟด อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางสหรัฐ ยังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงค่อนข้างแข็งแกร่งแม้ว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นก็ตาม

Read More

13/09/2562

สถานการณ์การส่งออกทองคำและเครื่องประดับไทย ระหว่าง ม.ค.-ก.ค.


ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)รายงานสถานการณ์การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2562 ปรากฏว่า ทองคำ คือสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด ทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปหรือทองคำกึ่งสำเร็จรูป คือประเภทของทองคำที่มีมูลค่าการส่งออดสูงสุด ใน สัดส่วนร้อยละ 50.88 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและ เครื่องประดับไทยโดยรวม เติบโตสูงถึงร้อยละ 72.67 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี2561 โดยเป็นผลจากการส่งออกเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคา เนื่องด้วยราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับราคาเฉลี่ย 1,412.98เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ในเดือนกรกฎาคม โดยได้รับปัจจัยหนุนจากจากการอ่อนค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐ หลังจากนายเจอโรม พาวเวลประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคม และแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจากความกังวลสงครามการค้าโลกหลังสหรัฐฯ ขู่ขึ้นภาษีสินค้าจากยุโรป (อียู) รวมถึงความกังวลในสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เพิ่มมากขึ้นทั้งนี้ ตลาดส่งออกทองคำฯ ใน 3 อันดับแรกของไทย ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ ครองส่วนแบ่งสูงสุดราวร้อยละ 56 รองลงมาเป็นสิงคโปร์ และกัมพูชา ตามลำดับ ในขณะที่เครื่องประดับแท้ เป็นสินค้าส่งออกสำคัญในอันดับที่ 2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 21.26 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวม หากแต่มีมูลค่าลดลงร้อยละ10.53 โดยการส่งออก เครื่องประดับทอง ปรับตัวลดลงร้อยละ 6.24 จากการส่งออกไปยังฮ่องกง สหรัฐอเมริกาและสวิตเซอร์แลนด์ตลาดหลักในอันดับ 1, 2 และ 4 ได้ลดลงร้อยละ 12.02, ร้อยละ 15.40 และร้อยละ 19.40 ตามลำดับในขณะที่การส่งออกไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และสหราชอาณาจักร ตลาดในอันดับ 3 และ 5 เติบโตได้ร้อยละ 1.48และร้อยละ 41.60 ตามลำดับ ขณะที่เครื่องประดับเงิน ลดลงมากถึงร้อยละ 19.75 เนื่องจากการส่งออกไปยังหลายตลาดสำคัญได้ลดลงโดยเฉพาะตลาดหลักใน 5 อันดับแรกอย่างสหรัฐอเมริกา เยอรมนี จีน ออสเตรเลีย และฮ่องกง ที่ต่างมีมูลค่าลดลงร้อยละ 19.96, ร้อยละ 19.27, ร้อยละ 3.18,ร้อยละ 37.05 และร้อยละ 24.07 ตามลำดับ เครื่องประดับแพลทินัม หดตัวลงร้อยละ 3.5 อันเป็นผลจากการส่งออกไปยังฮ่องกง ตลาดในอันดับ 4 ได้ลดลงร้อยละ 45.18 ส่วนการส่งออกไปยังญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และสิงคโปร์ ที่อยู่ในอันดับ 1, 2, 3 และ 5 เติบโตได้ร้อยละ11.64, ร้อยละ 12.19, ร้อยละ 23.45 และร้อยละ 52.14 ตามลำดับเพชร เป็นสินค้าส่งออกรายการสำคัญในอันดับ 3 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 10.21 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย หดตัวลงร้อยละ 6.48 โดยมีเพชรเจียระไนเป็นสินค้าส่งออกหลักในหมวดนี้ ซึ่งปรับตัวลดลงร้อยละ5.32 จากการส่งออกไปยังฮ่องกง ตลาดที่ครองส่วนแบ่งสูงสุดราวร้อยละ 36 ได้ลดลงร้อยละ 23.12 ในขณะที่การส่งออกไปยังเบลเยียม อินเดีย สหรัฐอเมริกา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตลาดในอันดับ 2, 3, 4 และ 5 เติบโตได้ร้อยละ 1.13, ร้อยละ 20.53, ร้อยละ 36 และร้อยละ 97.21ตามลำดับพลอยสีเป็นสินค้าส่งออกอันดับที่ 4 ในสัดส่วนร้อยละ 9.60 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวมของไทย ด้วยอัตราการเติบโตร้อยละ 20.41 โดยสินค้าส่งออกหลักในหมวดนี้เป็น พลอยเนื้อแข็งเจียระไน(ทับทิม แซปไฟร์ และมรกต) ขยายตัวร้อยละ 11.70 อันเป็นผลจากการส่งออกไปยังฮ่องกง สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์อิตาลี และอินเดีย ตลาดหลักใน 5 อันดับแรกได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.29, ร้อยละ 21.29, ร้อยละ 25.03, ร้อยละ 83.44และร้อยละ 38.90 ตามล าดับ พลอยเนื้ออ่อนเจียระไนปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 14.67 เนื่องจากการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา อินเดีย สวิตเซอร์แลนด์และอิตาลี ตลาดสำคัญในอันดับ 2, 3, 4 และ 5 ได้สูงขึ้นร้อยละ 50.79, 4.62เท่า, ร้อยละ 73.53 และร้อยละ 33.10 ตามลำดับ ส่วนการส่งออกไปยังตลาดในอันดับ 1 อย่างฮ่องกง หดตัวลงต่อเนื่องร้อยละ 5.94

Read More

13/09/2562

เครื่องทองรัตนโกสินทร์ ตอนที่ 2


พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ได้สร้างเครื่องราชูปโภคต่าง ๆ สำหรับเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ ที่จะใช้ในพระราชพิธีต่างๆซึ่งถือเป็นเครื่องทองสมัยต้นรัตนโกสินทร์ที่ประณีตงดงาม อยู่คู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์ และแสดงถึงความเป็นอารยะของราชอาณาจักรไทยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีเครื่องทองที่สำคัญๆจากที่กล่าวไปแล้วอีกหลายชิ้นได้แก่หีบพระศรีพร้อมพานรองทองคำจำหลักลงยาหีบพระศรีพร้อมพานรองทองคำจำหลักลงยา ฝาหีบมีตราพระจุลมงกุฎประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า อันเป็นหลักฐานแสดงว่า เครื่องประกอบพระอิสริยยศที่มีลวดลายแบบเดียวกันในสำรับนี้ สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่ 5 ) หีบพระศรีทองคำเน้นเส้นที่ขอบเป็นลายเกลียว ใบเทศ ภายในขอบเป็นลายเครือเถาใบเทศ ตรงกลางเป็นพระเกี้ยว ประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า ด้านข้างพานเป็นฉัตรเบญจปฎลห้าชั้น ส่วนพานทองคำลงยาสลักลายกลีบบัว ลายภายในเป็นลายก้านต่อดอก พานพระศรีทองคำจำหลักลงยาเครื่องประกอบพระอิสริยยศ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (พระยศในขณะนั้น) เป็นเครื่องราชอิสริยยศที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่ 5 ) ประกอบด้วยตลับสีผึ้ง ( ตลับภู่ ) พระกรรบิด ซองพลู ผอบทรงกลมยอดปริก 3 องค์ จอกหมากคู่ทรงกลม มีลักษณะพิเศษ คือ ลงยาสีชมพู แตกต่างจากสำรับอื่น ๆ โดยทั่วไปจะลงยาสีแดง และเขียวเป็นสำคัญ พระตะพาบทองคำ พร้อมพานรอง พระตะพาบ หรือหม้อน้ำเย็น พร้อมพานรองบัวแฉก ทองคำจำหลักลงยา องค์พระตะพาบและฝาเป็นลายพูลูกฟูก ที่พระหัตถ์จับรูปดอกบัวตูม ฝีมือช่างในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ( รัชกาลที่ 1 ) ใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซองพลูทองคำจำหลักลงยาเป็นฝีมือช่างทองหลวงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อยู่ในสำรับพานพระศรี ใช้เป็นเครื่องประกอบพระอิสริยยศสมเด็จฯเจ้าฟ้า ในพระราชพิธีโสกันต์ มีลักษณะปากซองขอบหยัก การลงยาสีที่พื้นแดง ดอกลายเป็นลายเครือดอกสี่กลีบกากระบอกทองคำ พร้อมถาดรอง ตัวกาทรงกระบอกมีลวดลายดอกพุดตานใบเทศ ถาดรองสลักลวดลายช่องกระจก หรือลูกฟัก สลับกับลวดลายตามแบบฉบับของจีน ฝีมือช่างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่ 5 ) อยู่ในชุดเครื่องประกอบพระอิสริยยศพระองค์เจ้าฝ่ายหน้า ในพระราชพิธีโสกันต์ ป้านพระสุธารสทองคำ จำหลัก ลายดอกไม้มงคลแบบจีน ตัวป้านทำหูหรือที่จับไว้ด้านบน อย่างที่เรียกว่า ป้านสาย ที่มือจับทำด้วยหยก ใช้เป็นเครื่องประกอบพระอิสริยยศของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี(พระยศนขณะนั้น) เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2520 ขันน้ำพานรองทองคำลงยา เป็นขันสำหรับใส่น้ำเสวยแบบมีฝาครอบ พานรองเป็นพานกลีบบัว ขอบปากและขอบเชิงลวดบัวหน้ากระดานฝังทับทิม ส่วนบนสุดของฝาครอบทำเป็นรูปผลทับทิม ผลไม้มงคลฝีมือช่างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่ 5 ) ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทาน ใช้เป็นเครื่องประกอบพระอิสริยยศ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นอกจากนี้ก็ยังมีเครื่องราชูปโภคอีก 4 สิ่ง ได้แก่ พานพระขันหมาก พระมณฑปรัตนกรัณฑ์ พระสุพรรณศรี (บัวแฉก)และพระสุพรรณราช ซึ่งทั้ง 4 อย่างนี้ทำด้วยทองลงยา มี 2 สำรับ สำรับใหญ่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 อีกสำรับคือสำรับเล็ก สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4

Read More

13/09/2562

เครื่องทองรัตนโกสินทร์ ตอนที่ 1


หลังจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นราชธานีใหม่เมื่อปีพุทธศักราช 2325 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเครื่องราชูปโภคต่าง ๆ สำหรับเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ ที่จะใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งที่เป็นส่วนขององค์พระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งมีการสร้างต่อๆกันมาในหลายๆรัชกาล มีเครื่องทองหลายชิ้นที่มีค่า และถือเป็นเครื่องทองสมัยต้นรัตนโกสินทร์ที่ประณีตงดงาม และมากความหมาย อยู่คู่พระมหากษัตริย์ไทยและราชวงศ์ไทย มาจนถึงปัจจุบัน เครื่องทองเหล่านั้นได้แก่พระอนุราชมงกุฎ หรือ มงกุฎดอกไม้ไหว ทำด้วยทองคำลงยา ประดับพลอยสีขาว มีเกี้ยวประดับตรงส่วนยอดสามชั้น เกี้ยวทำเป็นลายรักร้อย ตรงส่วนที่ประดับพระกรรณทำเป็นกรรเจียกจอนลงยาสี ฝังพลอย สันนิษฐานว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ( รัชกาลที่ 2 ) ทรงสร้างขึ้นสำหรับพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎสมมติเทวาพงศ์ทรง เมื่อคราวลงสรงเฉลิมพระนามาภิไธย เมื่อพ.ศ. 2345 ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระราชทานเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร(รัชกาลที่ 10 ในปัจจุบัน) เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 พระชฎาห้ายอด หรือพระชฎามหากฐินทำด้วยทองคำลงยาประดับเพชร ปลายมี 5 ยอด เครื่องประกอบมีใบสันและกรรเจียก หรือปักขนนกวายุภักษ์ สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) เป็นพระชฎาที่พระมหากษัตริย์ใช้ทรงในงานพระราชพิธีใหญ่ เช่น ในการเสด็จพระราชดำเนินขบวนพยุหยาตราเลียบพระนคร และในการเสด็จพระราชดำเนินพยุหยาตราไปถวายผ้ากฐิน บางครั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้พระบรมวงศานุวงศ์ ทรงใช้งานพระราชพิธีโสกันต์ หีบพระศรีทองคำลงยา สลักลายดอกลอยและลายแก้วชิงดวงเป็นพื้น ตรงกลางมีตราวชิราวุธประดิษฐานเหนือช้างเอราวัณ ตราวชิราวุธเป็นเครื่องหมายประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 6 ) ใช้เป็นเครื่องประกอบพระอิสริยยศพระองค์เจ้าฝ่ายหน้า ในพระราชพิธีโสกันต์ พระเต้าทองคำลงยาพร้อมพานรองฝีมือช่างทองในราชสำนักกรุงรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ( รัชกาลที่ 1 ) เป็นลายพันธุ์พฤกษา องค์พระเต้ามีคอสูงลายที่บ่าเป็นลายกระจัง ที่คอคนโทรัดด้วยปลอกแบบกำไล ยอดฝาสลักลายแบบยอดปริก ซ้อน 3 ชั้น ส่วนพานรองทำด้วยทองคำลงยา เป็นลายกลีบบัวประกอบลายก้านต่อดอก เป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขันน้ำพานรองทองคำพร้อมจอกตัวขันเป็นทองเกลี้ยงสลักลายเฉพาะขอบแบบลายเบา พานรองสลักลายกลีบบัวมีสันกลาง ลายที่สลักเป็นลายกระจังตาอ้อยแบบก้านต่อดอก จอกสลักลายเบาที่ขอบ ขันน้ำพานรองนี้เมื่อใช้งานจะมีกรวยเป็นผ้าปักครอบ เรียกว่า กรวยคลุมปัก ยังมีเครื่องทองรัตนโกสินทร์อีกหลายชิ้น ที่มีความหมาย ทรงคุณค่า สะท้อนความเป็นอารยะและความรุ้งเรื่องของบ้านเมืองและราชวงศ์ ซึ่งจะได้นำเสนอในตอนต่อไป

Read More

13/09/2562

พระโกศทองคำลงยาประดับรัตนชาติทรงพระบรมอัฐิในหลวงรัชกาลที่9 (2)


พระโกศทองคำลงยาประดับรัตนชาติทรงพระบรมอัฐิ เป็นพระโกศที่นำไปประดิษฐาน ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทและจะเชิญออกในการพระราชพิธีสำคัญของแผ่นดินที่มีการบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า และการบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณาณุปทาน กลุ่มงานช่างบุและช่างศิราภรณ์ กลุ่มประณีตศิลป์ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการจัดสร้าง มีองค์ประกอบสำคัญๆ 5 ส่วนคือ1. ส่วนฐาน เป็นฐานสิงห์ตามพระเกียรติยศของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ส่วนของฐานที่จะต่อเข้ากับองค์พระโกศ (เอวพระโกศ) จะมีพื้นที่สำหรับตั้งลายดอกไม้เอว2 ส่วนองค์พระโกศ เป็นลายกลีบบัวจงกล ตามแบบของพระโกศที่นิยมสร้างสรรค์สืบต่อกันมา กลีบบัวนี้ซ้อนขึ้นไปหาปากพระโกศ จำนวน 4ชั้น ตรงกลางทำเป็นพระนามาภิไธยย่อ ภปร ส่วนขอบปากองค์พระโกศประกอบด้วย ลายบัวคว่ำ ท้องไม้ แนวลวดบัวหงายและหน้ากระดานบนเป็นพื้นเรียบ เพื่อบอกระยะสุดท้ายขององค์พระโกศ ที่ส่วนหน้ากระดานบนนี้จะวางแนวห่วงสำหรับประกอบลายเฟื่องอุบะอยู่มุมของเหลี่ยม3.ส่วนฝาพระโกศ ทำเป็นทรงมงกุฎเกี้ยวมาลัยทองเรียงลำดับขึ้นไป ชั้นที่ 1,2 และ 3 ทำเป็นลายประจำยามก้ามปู โดยดอกประจำยามถูกแทนที่ด้วยลายดอกไม้ประดับรัตนชาติ พื้นลายลงยาสีแดง4. ส่วนยอดพระโกศ สร้างเป็นสองแบบ ได้แก่ สร้างเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์ ทำด้วยเงินบริสุทธิ์ประดับรัตนชาติ และแบบที่สองสร้างเป็นสุวรรณฉัตร คือ พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ฉัตร ๙ ชั้น ทำด้วยทองคำลงยาประดับรัตนชาติ5.เครื่องประดับพระโกศ ทำด้วยเงินบริสุทธิ์ประดับด้วยรัตนชาติ ประกอบด้วย ดอกไม้เอว ทำเป็นช่อดอกประกอบใบเทศ ปักอยู่หลังชั้นกระจังขอบเอวพระโกศบริเวณมุมของเหลี่ยม 9 ช่อ และตรงกลางแต่ละด้าน 9 ช่อ ในแนวระนาบเดียวกันรวม 18 ช่อ5.1 ดอกไม้ไหว หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าดอกไม้เพชร ปักเหนือชั้นกระจังเหนือบัวถลาบริเวณมุมของเหลี่ยม9 ช่อ และตรงกลางแต่ละด้าน9 ช่อ รวม 18ช่อ และ เหนือกระจังชั้นเกี้ยว อีก 3 ชั้น บริเวณมุมของเหลี่ยม ชั้นละ 9 ช่อ รวม 27 ช่อ รวมทั้งสิ้น 45 ช่อ มีรูปลักษณะเช่นเดียวกับดอกไม้เอวแต่จะมีขนาดใหญ่ เล็กลดหลั่นกันตามความเหมาะสมของชั้นเกี้ยว5.2 เฟื่องอุบะ สร้างเป็นดอกเรียงร้อยต่อกันตามแนวนอน โดยปล่อยให้ดอกกลางห้อยหย่อนลงอย่างเชือกตกท้องช้าง จากส่วนปลายแต่ละข้างที่มีขนาดดอกเล็กแล้วค่อย ๆใหญ่ขึ้นจนดอกกลางมีขนาดใหญ่สุด เรียงช่วงละ 11 ดอก มี 9 เฟื่อง ตรงช่วงต่อของเฟื่องแต่ละแถวห้อยอุบะมีลักษณะคล้ายพวงดอกมะลิตูมจับกลุ่มเป็นทรงดอกบัวตูมทิ้งยอดลงมีดอกรักครอบทับเป็นชั้นเรียงขนาดเล็กลงมาหาใหญ่ ทั้งหมดมี 9 ชุด5.3ดอกไม้ทิศ สร้างเป็นดอกประจำมุมเหลี่ยม และประดับประจำด้าน ของเกี้ยวมาลัยทองฝาพระโกศชั้นล่าง จำนวน 18ดอก ประดับเฉพาะประจำมุมเหลี่ยมของเกี้ยวชั้นที่ 2และ3 ชั้นละ 9 ดอก รวม 18 ดอก และประดับประจำด้านของเกี้ยวชั้น 4จำนวน 9ดอก รวมทั้งสิ้น 45 ดอก จะมีขนาดใหญ่ เล็กลดหลั่นกันตามความเหมาะสมของชั้นเกี้ยวพระโกศทองคำลงยาประดับเพชร ๙ เหลี่ยมนี้ ออกแบบโดย นายอำพล สัมมาวุฒธิ

Read More

13/09/2562

พระโกศทองคำลงยาประดับรัตนชาติทรงพระบรมอัฐิในหลวงรัชกาลที่ ๙


พระโกศทรงพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นพระโกศทรงเก้าเหลี่ยม ยอดทรงมงกุฎ จัดสร้างด้วยทองคำลงยาสี ประดับรัตนชาติ ยกเว้นส่วนประกอบอื่น ได้แก่ พุ่มข้าวบิณฑ์ยอดพระโกศดอกไม้เอว ดอกไม้ไหว และ เฟื่องอุบะ สร้างด้วยเงินบริสุทธิ์ประดับด้วยรัตนชาติ มีพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ฉัตร ๙ ชั้น ทำด้วยทองคำลงยาประดับรัตนชาติ สำหรับเปลี่ยนแทนยอดพุ่มข้าวบิณฑ์เมื่ออัญเชิญออกประดิษฐานในพระราชพิธี และมีพระโกศศิลาขาวที่สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวนวล สำหรับทรงพระบรมอัฐิอยู่ภายในพระโกศทององค์นี้ขนาดของพระโกศ ฐาน กว้าง 20 เซนติเมตร หากวัดจากฐานถึงยอกพุ่มข้าวบิณฑ์ สูง 80เซนติเมตร เมื่อวัดจากฐานถึงยอดพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร สูง 99 เซนติเมตร รัตนชาติที่ใช้ประดับพระโกศและส่วนประกอบต่าง ๆ เป็นเพชรเจียระไนสีขาวทั้งสิ้น ส่วนยาสีที่ใช้ตกแต่งพระโกศเป็นประเภทยาสีร้อน มี สามสีได้แก่ สีเหลือง สีแดง และสีเขียวสีเหลือง หมายถึง สีประจำวันพระราชสมภพสีแดง หมายถึง สีแห่งพลัง ความเข้มแข็ง การหลอมรวมดวงใจของคนในชาติสีเขียว หมายถึง สีแห่งความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์แห่งประเทศด้วยพระเมตตาบารมีแด่ปวงประชาชนทุกภาคส่วนนอกจากพระโกศทองลงยาและพระโกศศิลาแล้ว ยังมีเครื่องประกอบที่เกี่ยวเนื่องอีก ๒ ชิ้นได้แก่ แป้นกลึงแกะสลักลงรักปิดทอง จำนวน 1 ชิ้น สำหรับรองรับฝาพระโกศ และฐานไม้กลึงแกะสลักลงรักปิดทอง จำนวน 1 ชิ้น สำหรับรองรับยอดพระโกศที่เป็นพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือที่เป็นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เมื่อมีการถอดผลัดเปลี่ยนกันในงานราชพิธีพระโกศพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ทำด้วยทองคำจำหลักลงยาประดับเพชรทั้งองค์ยอดเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์ สามารถถอดเปลี่ยนกับยอดนพปฎลมหาเศวตฉัตรทองคำเมื่อต้องอัญเชิญออกประดิษฐานบนพระราชบัลลังก์ พระโกศทองคำนี้ หนัก ๔ กิโล ๑๗๕กรัม ต่อองค์นอกจากนี้ยังมีพระโกศทองคำลงยาประดับพลอย8 เหลี่ยม อีกจำนวน4 องค์ ที่ทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระโกศทองคำลงยาประดับพลอย8 เหลี่ยม ทูลเกล้าถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 อีกด้วย

Read More

13/09/2562

พระเกี้ยวทองคำลงยาประดับเพชร ราชานุสรณ์แห่งความรักจาก ร.5


นอกจาก กำไลมาศ กำไลทองคล้องใจ ของพระราชทานจากล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 แก่เจ้าจอม ม.ร.ว.สดับ ลดาวัลย์ อันเป็นเรื่องเล่าขานถึงความรักความผูกพัน ระหว่างพระปิยะมหาราชอันเป็นที่รักกับเจ้าจอมผู้ภักดีแล้ว ยังมีพระบรมราชานุสรณ์แห่งความรัก อีกชิ้นหนึ่งที่พระองค์พระราชทานแก่เจ้าจอม ที่น้อยคนจะทราบ นั่นคือ พระเกี้ยวทองคำยาประดับเพชร พระเกี้ยวทองคำลงยาประดับเพชรนี้ ภายในบรรจุเส้นพระเจ้าและ พระนขา(เล็บ )ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 มีภาพถ่ายพระเกี้ยวทองคำลงยาประดับเพชรคู่กับเจ้าจอม ม.ร.ว.สดับปรากฏ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ช่างภาพชาวอิตาเลียนถ่ายไว้เมื่อปี พ.ศ.2450 โดยพระราชทานพระเก้าอี้ที่มีตราแผ่นดินให้เจ้าจอมประทับด้วย ซึ่งความจริงเป็นที่ประทับ สำหรับพระมเหสีเทวี และพระบรมวงศ์ชั้นเจ้าฟ้าเท่านั้ร โดยล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 5 โปรดจัดท่าทาง พระราชทานเอง แสดงถึงความรักที่พระองค์มีต่อเจ้าจอมไม่น้อยนอกจากนี้ก็ยังมี เข็มกลัดตราพิณภายใต้พระจุลมงกุฎ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานเมื่อ ร.ศ.125 พระจุลมงกุฎเป็นสัญลักษณ์ประจำพระองค์ ส่วนพิณแทนสัญลักษณ์ประจำตัวเจ้าจอมสดับ ผู้ซึ่งมีเสียงอันไพเราะของ 2สิ่งคล้องกันไว้ด้วยริบบิ้นสีชมพูอันเป็นสีวันพระราชสมภพ และเข็มกลัดไข่มุกประดับเพชรรูปหงส์ ฝีมือช่างฟาแบร์เฌ่ ของพระราชทานจากล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 นี้เป็นเครื่องชี้ชัดว่าพระองค์ทรงพระเมตตา และพระราชทานเกียรติอย่างสูง แก่เจ้าม.ร.ว.สดับ ลดาวัลย์ อีกทั้งไม่ว่าจะเสด็จไปไหนพระองค์ก็มีความระลึกถึงเจ้าจอมผู้ภักดีอยู่เสมอ เช่น เมื่อคราวเสด็จประพาสยุโรปได้ทรงสดับนกคีรีบูนไขลานของกัปตันเรือซักซันร้องเพลง ก็มีบทพระราชนิพนธ์หวนคิดถึงเสียงขับร้องบทเพลง ส่งมาความว่า "นกน้อย ช่างพูดจ้อยเจนหัดชัดภาษาบรรเลงลานหวานหูชูวิญญา เหมือนจะพาให้สบายวายคำนึงยืนลำนำช้ำทำนองแต่สองอย่าง ไม่เปลี่ยนบ้านจนเบื่อเหลือคิดถึงเคยยินขับจับจิตตต์ติดทรวงตรึง ดูประหนึ่งกลบสำเนียงเสียงนกเอยฯ"ครั้นเมื่อเสด็จกลับจากประพาสยุโรป ทรงมีนกคีรีบูนไขลานในกรงทองมาพระราชทานแก่เจ้าจอมสดับด้วยเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ก็มีเสียงปรามาสว่าเจ้าจอม ม.ร.ว.สดับ คงไม่สามารถรักษาพระเกียรติยศอยู่ตลอดได้เพราะยังเป็นสาวอายุเพียง 20ปี ทั้งยังมีเพชรนิลจินดา ของมีค่าที่ได้รับพระราชทานไว้มากมาย แต่เจ้าจอมสดับท่านแน่วแน่ในความจงรักภักดีถึงกับบันทึกความรู้สึกในครั้งนั้นไว้ว่า "ข้าพเจ้าไม่มีใจเหลือเศษที่จะรักผู้ชายใดอีกต่อจนตลอดชีวิต" กาลเวลาต่อมาจนเมื่อเจ้าจอมสดับท่านถึงแก่กรรมลง ท่านก็ได้ปฏิบัติตามความรู้สึกนั้นตลอดชีวิตของท่าน

Read More

10/09/2562

ทองกิมซัว


ทองกิมซัว คือ ทองคำเปลวชนิดหนึ่ง คำว่า กิมซัวเป็นภาษาจีน โดย “กิม” แปลว่า ”ทอง” และ ”ซัว” แปลว่า ”ทราย” เกิดจากขั้นตอนในการผลิตที่ต้องสกัดด้วยวิธีโบราณ คือ การใช้สารเคมี เช่น น้ำกรด ในการแยกสกัดให้เป็นทองบริสุทธิ์ สีของทองคำหลังการสกัดนั้นจะออกมาในสภาพของทรายสีน้ำตาลปนทองซึ่งได้ความบริสุทธิ์สูงถึง 99.5-99.7% เมื่อทรายมาหลอมรวมกันก็จะกลายมาเป็นทองคำแท่ง จึงเรียกว่าทองกิมซัว เนื่องจากทองกิมซัวเป็นทองคำซึ่งผลิตได้ยาก เนื่องจากมีการใช้สารเคมีในการผลิต ทำให้คนสกัดทองต้องสูดดมเอาสารเคมีที่เข้าไปด้วย ทำให้ป่วยได้ง่าย อีกทั้งวิธีการสกัดทองชนิดนี้ใช้เวลานานและสกัดด้วยเครื่องไม่ได้ อีกทั้งในการสกัดจะมีมลภาวะออกมากับน้ำและอากาศ ทำให้การทำทองกิมซัวเริ่มสูญหายไปจากท้องตลาด ทองกิมซัว เป็นทองคำเปลวที่มีปริมาณทองคำสูงกว่าทองคำ 96.5 % ประมาณ 800 บาทต่อ 15.2 กรัม แต่ทองคำเปลวที่ใช้กิมซัวในการผลิตจะมีลักษณะเงา มีสีเหลืองออกแดงแบบโบราณ เรียกทองคำชนิดนี้ว่า ทองดอกบวบทองคำเปลวที่เป็นทองคำแท้ในประเทศไทย จะมีอยู่ 2 เกรดคือ 1. ทองคำเปลว 99% ซึ่งในภาษาช่างส่วนใหญ่จะเรียกว่า ทองกิมซัว2. ทองคำเปลว 96% หรือประมาณทองรูปพรรณซึ่งช่างส่วนใหญ่จะใช้ทอง 96% เพื่อประหยัดต้นทุนและค่าใช้จ่าย แต่การใช้ทอง 99% เท่านั้น เพื่อให้สีของชิ้นงานมีความเข้ม สด และเงางามกว่า ทองคำเปลว คือทองที่ตีแผ่จนเป็นแผ่นที่บางมาก มักจะใช้สำหรับการปิดทอง ปิดบนองค์พระพุทธรูปหรือสิ่งสักการะ ปัจจุบันมีการทำทองคำวิทยาศาสตร์ขึ้นมาใช้งานแทนทองคำเปลวที่ทำจากทองคำแท้เนื่องจากมีต้นทุนที่ถูกกว่า โดยสังเกตความแตกต่างได้ง่ายคือ ทองคำวิทยาศาสตร์ เมื่อใช้นิ้วมือขยี้จะไม่ติดนิ้วมือและขาด แตกเป็นชิ้นๆ ส่วนทองคำเปลวแท้ เมื่อใช้นิ้วมือขยี้ทองคำเปลวจะติดนิ้วมือมาและจะมีสีแวววาวกว่าทองคำเปลววิทยาศาสตร์นอกจากใช้ทองคำเปลวปิดทององค์พระและสิ่งของมีค่าต่างๆแล้ว ทองคำเปลวยังถูกนำมาใช้ในด้านต่างๆ เช่น ใช้ในทางการแพทย์ ด้านความสวยความงาม และถูกนำมาใช้ในการประกอบอาหาร เป็นต้น

Read More

10/09/2562

ทองคำ ทุนสำรองที่แต่ละประเทศต้องมี


ทุนสำรองระหว่างประเทศโดยทั่วไปจะอยู่ในรูปของ พันธบัตรรัฐบาลต่างชาติ ตราสารหนี้ทางการเงิน และทองคำ ที่ธนาคารกลางเข้าไปลงทุนหรือซื้อไว้ โดยทองคำถือเป็นสินทรัพย์ที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศนิยมถือครองมากที่สุด เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนและป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อหรือภาวะเงินถดถอยได้ สาเหตุหลักๆ ที่เป็นแรงจูงใจให้ธนาคารกลางทั่วโลก ต้องถือทองคำเก็บไว้ในทุนสำรองระหว่างประเทศ มี 2 ปัจจัยหลักๆคือ1.การกระจายการลงทุน ปัจจุบันมีธนาคารกลางในประเทศเกิดใหม่จำนวนมากที่มีสัดส่วนการถือครองดอลลาร์สหรัฐฯหรือพันธบัตรต่างๆจำนวนมากได้กลับเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากสกุลเงินมากขึ้นเพราะผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับต่ำหรือติดลบ และเงินทุนสำรองในสกุลเงินอื่นๆกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤติเช่น สกุลเงินยูโรที่กำลังเผชิญความปั่นป่วนด้านการเมืองและเศรษฐกิจ สกุลเงินหยวนที่ยังคงถูกควบคุม และสกุลเงินปอนด์ที่ต้องต่อสู้กับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับ Brexit จึงเป็นเหตุผลที่ธนาคารกลางหลายแห่งเข้าไปซื้อทองคำ เพื่อการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ2.การบริหารแบบเชิงรุก ทองคำไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์ในเชิงกลยุทธ์ แต่ยังเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่ช่วยให้ธนาคารกลางบรรลุวัตถุประสงค์ทางยุทธวิธี เนื่องจากทองคำมีสภาพคล่องในตลาดและปริมาณการซื้อขายต่อจำนวนมากต่อวัน ทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งใช้ทองคำเพื่อจัดการสภาพคล่องหรือใช้เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนด้วยเหตุนี้จึงทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ อีกทั้งทองยังเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนมานับพัน ๆ ปี โดยในช่วงศตวรรษที่ 17 ถึง 20 ธนบัตรที่ออกโดยรัฐบาลแห่งชาติต้องผลิตภายใต้ทุนสำรองที่เป็นทองคำ ด้วยเหตุนี้ประเทศต่างๆจึงจำเป็นต้องรักษาแหล่งสะสมทองคำไว้เนื่องจากเหตุผลทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ทุกๆปีรัฐบาลของแต่ละประเทศจะเพิ่มปริมาณสำรองทองคำของตนไว้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่างๆที่อาจเกิดขึ้น

Read More

10/09/2562

มาตรการคุมเข้มการนำเข้าของคำของจีน


ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา จีนออกมาตรการคุมเข้มการนำเข้าทองคำ เนื่องจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับวหรัฐที่รุนแรงขึ้น ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจท้องถิ่นร่วงลงมาเติบโตต่ำสุดในรอบเกือบ 30 ปี กดดันให้เงินหยวนอ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี จึงเป็นไปได้ว่าการนำมาตรการคุมเข้มการนำเข้าทองคำก็เพื่อสกัดกั้นการไหลออกของเงินดอลลาร์และหนุนค่าเงินหยวนนั่นเองแหล่งข่าวในอุสาหกรรมทองคำอ้างว่า จีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาลดการนำเข้าทองคำลงมาราว 300-400 ตัน เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว หรือลดลงราว 15,000-25,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ข้อมูลจากกรมศุลกากรของจีนแสดงให้เห็นว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ จีนนำเข้าทองคำลดลง 308 ตัน คือจาก 883 ตันเหลือเพียง 575 ตัน ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จีนนำเข้าทองคำเพียง 71 ตัน ลดลงจากจำนวน 157 ตันในเดือนเดียวกันของปี 2561 ส่วนในเดือนมิถุนายนการนำเข้าทองคำลดลงเหลือเพียง 78 ตัน เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่นำเข้า 199 ตันนอกจากนี้แหล่งข่าวตลาดทองคำในอังกฤษ ฮ่องกง สิงคโปร์และจีน ยังบอกด้วยว่าตามปกติธนาคารจีนจะเป็นผู้กำหนดโควตาการนำเข้าทองคำให้กับผู้นำเข้าทั้งหมด ทั้งธนาคารท้องถิ่นและบริษัทข้ามชาติ แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โควตาการนำเข้าลดลงอย่างมาก หรือไม่อนุญาตให้นำเข้าเลยทั้งนี้ จีน เคยออกมาตรการต่างๆเพื่อควบคุมเงินทุนไหลออดในช่วงที่เงินหยวนอ่อนค่ามาแล้ว เช่นการลดปริมาณจัดหาเงินหยวนในตลาดต่างประเทศ การกระตุ้นให้ธนาคารต่างๆส่งเงินดอลลาร์ที่ถือครองอยู่ในต่างแดนกลับประเทศ เป็นต้น โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2559 หลังเงินหยวนอ่อนค่าลงอย่างมาก ซึ่งการควบคุมที่ผ่านมาไม่ได้คุมเข้มมากเท่ากับครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมากปัจจุบัน จีน เป็นประเทศผู้นำเข้าทองคำรายใหญ่ของโลก โดยเมื่อปี 2018 นำเข้าทองคำราว 1,500 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 60,000 ล้านออลลาร์ เทียบเท่ากับ 1 ใน 3 ของปริมาณการจัดหาทองคำทั่วโลก โดยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ความต้องการเครื่องประดับทองคำ เหรียญทองคำ และทองคำแท่งในจีนพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากประชาชนมีความมั่งคั่งมากขึ้น อีกทั้งปริมาณทองคำสำรองก็พุ่งสูงขึ้นเกือบ 2,000 ตันอีกด้วย

Read More

10/09/2562

ราคาทองหน้าเหมือง


การกำหนดราคาทองคำขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัย หนึ่งในนั้นคือต้นทุนหน้าเหมือง ซึ่งคิดคำนวณตามมาตรฐานหรือหน่วยงานที่เรียกว่าThe Gold Institute Production Cost Standard โดนต้นทุนที่ใช้อยู่มีสองประเภทนั้น คือ ต้นทุนแบบ Cash Cost และแบบ All in sustaining cost ต้นทุน Cash Cost คือต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตทองคำโดยตรง บวกกับค่าสัมปทานเหมือง และหักด้วยต้นทุนการผลิตโลหะอื่น ในกรณีที่เหมืองนั้นๆ มีการผลิตโลหะอื่นนอกเหนือจากทองคำ (เรียกว่า By-product credit) หรือสามารถเขียนเป็นสมการง่ายๆ ได้ว่าคือกระบวนการอะไรที่นำมาเพื่อให้ได้ทอง ทั้งค่าขุดเหมือง ค่าหลอมทอง หล่อทอง ต้นทุนการขนส่ง เป็นต้น ซึ่งต้นทุน Cash Cost นี้มีข้อจำกัด อยู่ที่ไม่ได้นำต้นทุนนอกเหมืองเช่น ต้นทุนสำนักงาน ต้นทุนการพัฒนาหรือต้นทุนธุรการ เข้ามารวมด้วย ต้นทุนแบบ All in sustaining cost (AISC) เป็นการคิดต้นทุนเพื่อแก้ไขข้อจำกัดของต้นทุน แบบ Cash Cost ที่ โดยต้นทุนแบบ AISC นี้ได้บวกค่าเสื่อมราคาต้นทุนสำนักงาน ต้นทุนการสำรวจ และต้นทุนธุรการ (G&A Expense) เข้าไป เพื่อให้สะท้อนต้นทุนของเหมืองทองคำนั้นๆ ได้อย่างรอบด้าน พูดง่ายๆว่าต้นทุนแบบ All in sustaining cost ก็คือต้นทุน Cash Cost บวกด้วยค่าเสื่อมราคา และตัดจำหน่าย ต้นทุนสำนักงาน ค่าใช้จ่ายในการสำรวจ ต้นทุนธุรการ (G&A Expense)” นั่นเองทั้งนี้ราคาหน้าเหมืองจะขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตทองคำที่ได้ ยิ่งได้เยอะเท่าไหร่ราคาก็จะยิ่งต่ำลงโดยราคาเฉลี่ยทั้ง 5 เหมืองใหญ่ๆของโลกแล้ว จะอยู่ที่ประมาณ 900-1050 เหรียญ/ออนซ์ ซึ่งถ้าคิดเป็นราคาทองคำแท่งบ้านเราก็อยู่ที่บาทล่ะ 16,000-17,000 บาท โดยราคาหน้าเหมืองใหญ่ๆของโลกมีดังนี้ 1.Newmontปี2017 สามารถผลิตทองคำได้ 49.3 ตัน ราคาหน้าเหมืองAISCปี 2018 อยู่ที่ 965-1025เหรียญ/ออนซ์ 2.Barrick Gold Cropปี2017 สามารถผลิตทองคำได้ 71.9 ตัน ถ้าเทียบแล้วก็ปริมาณเท่ากับครึ่งหนึ่งของทองคำสำรองของประเทศไทยที่ประมาณ 154 ตันซึ่งเป็นเหมืองที่ผลิตทองได้เยอะสุด ราคาหน้าเหมืองAISCปี 2018 อยู่ที่ 765-815 เหรียญ/ออนซ์ 3.Kinrossปี2017 สามารถผลิตทองคำได้ 27.6 ตันราคาหน้าเหมืองAISCปี 2018 อยู่ที่975-1075เหรียญ/ออนซ์ 4.AngloGold Ashantiปี2017 สามารถผลิตทองคำได้35.79ตันราคาหน้าเหมืองAISCปี 2018 อยู่ที่1029-1060เหรียญ/ออนซ์5.Gold Fieldsปี2017 สามารถผลิตทองคำได้21.5ตันราคาหน้าเหมืองAISCปี 2018 อยู่ที่965-1169เหรียญ/ออนซ์ จากข้อมูลของสภาทองคำโลกรายงานว่าในปี 2017 การผลิตทองคำทั่วโลกรวมทั้งสิ้น 105 ล้านออนซ์ ขณะที่ข้อมูลข้อมูลจากบริษัทในเครือของ MINING.com พบว่าปริมาณการผลิตทองคำจากเหมืองทองที่ใหญ่ที่สุด 10 เหมืองซึ่งเป็นบริษัทมหาชนและไม่ได้เป็นเจ้าของโดยรัฐในปี 2017 อยู่ที่ระดับ 29.43 ล้านออนซ์ซึ่งลดลง 0.1% จากปี 2016 โดยมีสัดส่วนเกือบ 30% ของปริมาณการผลิตทองคำทั่วโลก

Read More

10/09/2562

เชื่อหรือไม่ ทองคำ กว่าครึ่งหนึ่งของโลก ถูกนำไปทำเครื่องประดับ


เชื่อหรือไม่ว่า ทองคำจำนวนกว่า 84,300 ตัน หรือ 49.2% ของทองคำที่ถูกขุดขึ้นมาแล้วบนโลกนี้ ถูกนำไปแปรรูปเป็นเครื่องประดับ ซึ่งถือเป็นปริมาณมากที่สุด นั้นแสดงว่า เมื่อรวมปริมาณการถือทองคำของทั้งโลก คนทั่วไปหรือที่เรียกว่า รายย่อย คือผู้ที่ถือทองคำมากที่สุด และถ้าจะอธิบายให้ละเอียดลงไป ว่ากันว่า ผู้หญิง อินเดีย คือผู้ถือครองทองคำมากที่สุด เพราะเป็นชาติที่มีปริมาณการซื้อสะสมเครื่องประดับ จากทองคำมากที่สุดในโลกปัจจุบันมีทองคำที่ถูกขุดขึ้นมาแล้วทั้งสิ้นทั่วโลกราว 171,300 ตัน หรือ 171,300,000 กิโล ซึ่งทองคำที่ถูกขุดขึ้นมานั้นนอกจากนำไปทำเครื่องประดับเป็นอันดับหนึ่งแล้ว ทองคำอีก 19.26% หรือราว 33,000 ตันเป็นทองคำที่ถูกใช้เพื่อนำไปลงทุนซึ่งมากอันดับสอง โดยทองคำที่อยู่ในส่วนของการลงทุนนั้นจะอยู่ในรูปแบบของทองคำแท่งเป็นส่วนใหญ่ อันดับสามคือ ธนาคารกลาง โดยธนาคารกลางทั้งโลกรวมกัน นั้นมีทองคำสำรองของแต่ละเทศถูกเก็บรวมกันอยู่ที่ 29,500 ตัน หรือ คิดเป็น 17.2% โดยสหรัฐเป็นประเทศที่มีทองคำสำรอง มากที่สุดในโลก โดยมีปริมาณทองคำอยู่ที่ 8133.5 ตัน ธนาคารกลางเยอรมนี ตามมาเป็นอันดับ 2 ที่ 3,384.2 ตัน ธนาคารกลางอิตาลี มาเป็นอันดับ 3 ถือครองทองคำที่ 2,451.8 ตัน ส่วนประเทศไทยไม่รู้ว่าอยู่ในอันดับที่เท่าไหร่ แต่ปี 2018 ที่ผ่านมาประเทศไทยมีทองคำสำรอง 154 ล้านตันอันดับสี่ คือการใช้ทองคำในภาคอุตสาหกรรมที่ถูกใช้ไปราว 20,800 ตัน หรือคิดเป็น 12.14% ทองคำที่ใช้อยู่ในภาคอุตสาหกรรมนั้น ในในวงการอิเล็กทรอนิกส์และการสื่อสารโทรคมนาคม เช่น สวิตซ์โทรศัพท์ที่ใช้เป็นแผงตัด เพื่อให้กระแสไฟฟ้าเดินได้สะดวก การใช้ลวดทองคำขนาดจิ๋วเชื่อมต่อวัสดุกึ่งตัวนำและทรานซิสเตอร์ การใช้ลวดทังสเตนและโมลิบดีนัมเคลือบทองคำ การใช้ในอุตสาหกรรมหลอดสูญญากาศ การเคลือบผิวเสาอากาศด้วยทองคำเพื่อการสื่อสารระยะไกล การใช้ตาข่ายทองคำเพื่อป้องกันการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในระบบการสื่อสารการบินพาณิชย์ การใช้อลูมิเนี่ยมเคลือบทองในเครื่องถ่ายเอกสารเพื่อทำหน้าที่สะท้อนรังสีอินฟราเรด การใช้โลหะทองคำเจือเงิน และนิกเกิลประกบผิวทองเหลืองสำหรับใช้ในปลั๊กเป็นต้น ส่วนอีก 2.2% หรือ 3,700 ตัน ถูกนำไปใช้ในด้านอื่นๆจะเห็นได้ว่าทองคำ ไม่เป็นเพียงแต่ เครื่องประดับ หรือ เป็นทรัพย์สิน เพื่อใช้ในการลงทุน แต่ทองคำนั้นสามารถนำไปใช้ได้อีกในหลายๆด้าน

Read More

10/09/2562

ราคาทองคำ กับภาวะวิกฤติของโลก


ในอดีตวิกฤติการณ์ต่างๆของโลก ไม่ค่อยส่งผลเชิงบวกต่อราคาทองคำมากนัก เช่นเมื่อเกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียทองคำกลับปรับลดลง 2.61% หรือวิกฤติต้มยำกุ้งที่ราคาทองลดลง 12.86% เป็นต้น แต่หลังปี2004 เป็นต้นมา ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อมีวิกฤติต่างๆไม่ว่าจะการเมืองหรือเศรษฐกิจ ทั้งนี้ก็เพราะ ทองคำได้กลายมาเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย (Safe Haven) นั้นเองความจริงเรื่องนี้ดูได้จากการปรับขึ้นถึง 12.22% ของราคาทองเมื่อเกิด วิกฤติการเงินโลก หรือในวิกฤติหนี้ยูโรโซน ราคาทองคำก็ปรับตัวไปถึง +25.76% ซึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลในการกำหนดราคาทองคำหลักๆก็คือ ค่าเงินดอลลาร์ เพราะราคาทองคำจะมีการเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้าม กับค่าเงินดอลลาร์เป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่มีอิทธิพลในการขับเคลื่อนราคาทองคำในช่วงปี 2019 นี้ “สภาทองคำโลก (World Gold Council)” ระบุในบทวิเคราะห์ว่า เป็นผลมาจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของสหรัฐเป็นปัจจัยหลัก ยืนยันด้วยการปรับลดดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ราคาทองได้ปรับตัวทะลุ 1,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2013 และคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับต่ำต่อไป อีกทั้งความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ ก็จะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ ธนาคารกลางของประเทศต่างๆยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องต่อไป ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์มาก่อนหน้านี่แล้วว่าปี 2019 เป็นเวลาที่ดีมากในการลงทุนในทองคำซึ่งตอนนั้นนักลงทุนยังมองไม่ออกเพราะไม่มีปัจจัยอะไรที่ทำให้สนใจที่จะลงทุนในทองตอนนั้น แต่ถึงตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าราคาทองมีการปรับขึ้นอย่างร้อนแรง และนักลงทุนเริ่มไม่มั่นใจว่าการลงทุนช่วงนี้(ไตรมาส 3)จะยังทันอยู่หรือไม่ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าลงทุนทองตอนนี้อาจจะช้าเกินไปแล้ว เวบไซด์ “KITCO.com” เวบเกี่ยวกับการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลก ระบุผ่านบทสัมภาษณ์นักเศรษฐศาสตร์ของ Capital Economics ว่า ราคาทองได้ปรับขึ้นมามากแล้วเพื่อรับข่าวการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ,ความรุนแรงของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ที่ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังคาดราคาสิ้นปี 19 ไว้บริเวณ 1,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนโบรกเกอร์ทองคำในไทยส่วนใหญ่มองทองคำระยะยาวยังอยู่ในแนวขาขึ้น แต่ระยะสั้นมีโอกาสปรับฐาน โดยมีกรอบแนวต้าน 1,500 /1510 ดอลลาร์ และแนวรับ 1,460/1,450 ดอลลลาร์ “ทองคำ” เป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่สามารถนำมาผสมไว้ในพอร์ตการลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนได้เป็นอย่างดี ซึ่งปกติแล้วแนะนำให้มีสินทรัพย์ทางเลือกไว้ประมาณ 15% )

Read More

10/09/2562

อ่าวทองคำ แหล่งทองคำใต้ทะเล


อ่าวทองคำ หรืออ่าวท่าศาลา ตั้งอยู่ที่ ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ที่บอกว่าอ่าวนี้เป็นแหล่งทองคำใต้ทะเล ไม่ได้หมายถึงแร่ทองคำ แต่หมายถึงทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งจับสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงมาก เป็นแหล่งผลิตอาหารให้แก่คนทั้งประเทศ จึงเปรียบอ่าวทองคำนี้ว่าเป็นเหมือน แหล่งทองคำใต้ทะเลด้วยความที่อ่าวทองคำเป็นดินดอนปากแม่น้ำหลายสิบสาย และตั้งอยู่ในเขตทิศทางลม โดยมีเทือกเขาหลวงเป็นแนวกั้นขวางลมไว้ทำให้เกิดระบบนิเวศเฉพาะถิ่น คือเมื่อลมจากชายฝั่งทะเลพัดมาปะทะเทือกเขาหลวง ทิศทางลมจะไหลเวียน ทำให้เกิดลักษณะที่เรียกว่าลมแปดทิศ อีกทั้งเทือกเขาหลวงยังทำให้เกิดแม่น้ำสายสั้นๆ หลายสิบสายเป็นแหล่งแร่ธาตุและสารอินทรีย์จำนวนมาก ซึ่งเป็นอาหารที่สำคัญของสัตว์น้ำขนาดเล็ก ส่งผลให้เกิดระบบนิเวศหลากหลายที่ปากแม่น้ำนอกจากนี้กระแสการหมุนเวียนของน้ำที่อ่าวทองคำยังเป็นระบบทะเลนอก และทะเลใน คือ น้ำทะเลตั้งแต่หัวไทร ปากพนัง แหมตลุมพุกจะไหลพามวลน้ำจากด้านใต้มาทิศเหนือ และทางด้านอำเภอขนอม สิชล กระแสน้ำจะไหลจากเหนือลงมาทิศใต้ ทำให้กระแสน้ำไหลเวียนวนทวนเข็มนาฬิกา เข้าสู่อ่าวทองคำ ส่งผลให้มีสัตว์น้ำเข้ามาอยู่บริเวณอ่าวทองคำ จนมีความอุดมสมบูรณ์ ประกอบกับหน้าดิน เป็นดินโคลนน้ำไม่ลึกมากนัก จึงเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญสำหรับสัตว์น้ำหน้าดิน และสัตว์น้ำวัยอ่อนด้วย มีการวิจัยของนักวิชาการร่วมกับชุมชนท่าศาลา พบว่าที่ความอุดมสมบูรณ์ของอ่าวทองคำนี้ที่ให้เกิดการจ้างงานในธุรกิจประมงไม่ต่ำกว่า 5,000 คน สัตว์น้ำที่นี่จำหน่ายทั้งในจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดใกล้เคียง สัตว์เศรษฐกิจบางชนิดส่งออกไปต่างประเทศและยังมีเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการทำประมงอีกมาก เช่น การแปรรูปสัตว์ทะเล ธุรกิจเครื่องมือประมง ร้านอาหารซีฟูด ชาวประมงจำนวนมากสามารถทำมาหากินที่อ่าวทองคำได้อย่างเพียงพอไม่ต้องออกไปทำงานที่อื่น นอกจากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรณ์ทางทะเลแล้ว อ่าวทองคำยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่น่าสนใจเพราะด้านทิศเหนือของอ่าวมีหาดทรายสวยงามเหมาะแก่การพักผ่อนริมทะเล ส่วนบริเวณป่าชายเลยก็มีการรวมตัวกันทำ บ้านแหลมโฮมสเตย์ ให้นักท่องเที่ยวได้มาพักท่ามกลางธรรมชาติและท้องทะเลมี สปาโคลน ซึ่งเป็นโคลนธรรมชาติของที่อ่าวทองคำ ที่มีคุณสมบัติในการช่วยขจัดสิ่งสกปรก และช่วยลดความมันรวมไปถึงแร่ธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในโคลนจะช่วยบำรุงผิวพรรณไว้บริการนักท่องเที่ยว และยังทีผลิตภัณฑ์จากโคลนจำหน่าย เช่นสบู่โคลน และโคลนสปาเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกด้วยจึงไม่แปลกที่จะเรียกอ่าวทองคำ หรืออ่าวท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราชว่าเป็นแหล่งทองคำใต้ทะเล

Read More

30/08/2562

ห่านทองคำ “โกลเดนกูสอะวอร์ด”รางวัลสำหรับงานวิทยาศาสตร์


“โกลเดนกูสอะวอร์ด” หรือ รางวัลห่านทองคำ เป็นรางวัลที่มอบให้กับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ แม้บางชิ้นงานอาจดูเป็นงานวิจัยที่ตลก แต่กลับมีประโยชน์และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริง เช่นการค้นพบแมงกะพรุนเรืองแสง การปลูกถ่ายกระดูกด้วยประการัง และการคิดค้นที่นำไปสู่การพัฒนาเลเซอร์ โดยพิธีอบรางวัลประจำปีจะจัดขึ้นที่วอชิงตัน ดี ซี สหรัฐฯ รางวัลห่านทองคำ (Golden Goose Award) มีนายจิม คูเปอร์ ผู้แทนราษฎรสหรัฐจากเทนเนสซีเป็นต้นคิดโดย ให้ความเห็นว่าเราควรตระหนักถึงงานวิจัยที่คู่ควรต่อการได้รับทุนสนับสนุนจากภาครัฐซึ่งอาจจะเป็นงานวิจัยที่ดูตลก แต่ประโยชน์ใช้สอยจากงานเหล่านั้นทำให้เราไม่อาจหัวเราะเยาะได้ จุดเริ่มต้นของคูเปอร์นี้มาพร้อมกับแนวคิดที่จะให้ความรู้แก่สาธารณะและสภาคองเกรสได้ตระหนักถึงคุณค่าของการให้ทุนวิจัยแก่งานวิจัยวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชื่อของรางวัลนั้นอ้างถึงนิทานอีสปเรื่องห่านที่วางไข่เป็นทองคำ สำหรับรางวัลห่านทองคำนี้ จะมอบเป็นเกียรติแก่งานวิจัยที่แม้การศึกษายังไม่ชัดเจนแต่นำไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่และมีผลกระทบที่สำคัญ หรือการค้นพบโดยบังเอิญแต่ส่งผลกระทบที่สำคัญต่อมนุษยชาติและเศรษฐกิจ ดังนั้น จึงมอบรางวัลให้เฉพาะงานวิจัยที่ได้สร้างประโยชน์แล้ว แต่จะไม่ให้รางวัลแก่งานวิจัยที่ “อาจจะ” หรือ “คาด”ว่านำไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ มีงานวิจัยที่ได้รับจากการประกาศรางวัลไปแล้วเช่นงานวิจัยของทีมนักวิทยาศาสตร์ 4 คนที่มีความเชี่ยวชาญจากหลายสาขา ซึ่งมีแนวคิดในการสร้างวัสดุปลูกถ่ายกระดูกด้วยปะการังที่ค้นพบในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียที่นำโดย ศ.ชาร์ลส ทาวเนส และคณะที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม “เลเซอร์” และได้สร้างคลื่นแสงเมเซอร์ ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งคลื่นเมเซอร์นี้ คือ คลื่นไมโครเวฟที่ขยายขนาดจากการแผ่รังสีที่ปล่อยมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งงานนี้ได้วางรากฐานสู่การพัฒนาแสงเลเซอร์ที่นำไปสู่เทคโนโลยีอันมีประโยชน์อย่างนับไม่ถ้วน ทั้งสื่อดิจิตัล ซีดี การสื่อสารผ่านดาวเทียม การผ่าตัดตาด้วยเลเซอร์ และนวัตกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งงานวิจัยเมเซอร์นั้นได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์สหรัฐฯและกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่น่าแปลกสำหรับรางวัลโกลเดนกูสอะวอร์ด คือ มีการประกาศมอบรางวัลถึงปีละ 3-4 ครั้ง ส่วนงานมอบรางวัลประจำปีจะจัดขึ้นที่วอชิงตัน ดี.ซี.สหรัฐฯ

Read More

30/08/2562

ที่สุดของทองคำในปี 2019


ยั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่กันเลยทีเดียวสำหรับราคาทองคำในปีนี้ แม้ในไตรมาศแรกราคาทองคำจะซบเซาไปหน่อย แต่ตั้งแต่ ไตรมาส 2 เป็นต้นมา ราคาทองคำก็ทะยานขึ้นต่อเนื่อง ด้วยสาเหตุการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนของสหรัฐฯ และจึนเลือกที่จะตอบโต้สหรัฐฯแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน เช่นการทบทวนการส่งแร่แรร์เอิร์ธ หลังสหรัฐฯประกาศแบนบริษัทหัวเว่ยเทคโนโลยีฯของจีน ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวลง กระตุ้นแรงซื้อทองคำให้สูงขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้ราคาทองคำ ณ วันนี้(25 ส.ค.52) ปรับขึ้นไปแตะที่ 1,526 ดอลลาร์ต่อออนซ์แล้วในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเราได้เห็นสถิติใหม่ๆของทองคำเกิดขึ้นหลายอย่าง ซึ่งบริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ประกอบการค้าทองคำรายใหญ่ได้รวบรวมไว้ คือ ทองคำในตลาดโลก(Gold Spot) แตะระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี ในขณะที่ราคา ทองคำในประเทศขึ้นทะลุเกิน 20,000 บาทต่อบาททองคำเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2018 และปรับตัวขึ้นต่อไปแตะระดับสูงสุด บริเวณ 22,000 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี นอกจากนี้ค่าเงินบาทแตะระดับแข็งสุดในรอบ 6 ปี ที่บริเวณ 30.59 บาทต่อดอลลาร์ โดยเป็นผลมาจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ รวมไปถึงกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร สาเหตุนี้เองจึงทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวขึ้นน้อยกว่าราคาทองคำในตลาดโลกราคาทองคำในตลาดโลกปิดตลาดในรายสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 21 กรกฎาคม ด้วยการปรับตัวสูงขึ้นกว่า +4% จึงถือว่าเป็นการปรับตัวขึ้นในรายสัปดาห์ที่มากที่สุดในรอบ 3 ปี ส่วนกองทุน SPDR ถือครองทองคำในปริมาณมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 และสถานะสัญญาฟิวเจอร์ส COMEX ทองคำก็มีปริมาณมากที่สุดในรอบกว่า2 ปี บ่งชี้ถึงแรงเก็งกำไรในทิศทางบวกที่เพิ่มขึ้นในหมู่นักเก็งกำไรที่น่าสนใจคือธนาคารกลางจีนเพิ่มการถือครองทองคำในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในเดือนพฤษภาคมเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน ทำให้ในช่วง 6 เดือนตั้งแต่ ธันวาคม 2018-พฤษภาคม 2019 จีนถือครองทองคำเพิ่มถึงเกือบ 74 ตันทั้งนี้ศูนย์วิจัยทองคำรายงานความเห็นของผู้ค้าทองคำรายใหญ่ว่า ช่วงเดือนสิงหาคม 62 นี้ ราคาทองจะยังคงไปในเชิงบวก โดยราคาทองคำจะแกว่งตัวเพื่อรักษาระดับและสร้างฐานราคาทองคำในระดับสูง โดยระยะสั้นหากราคาทองคำอ่อนตัวลง สามารถซื้อเพื่อทำกำไรได้

Read More

30/08/2562

พระราชสาส์นห่อด้วยแผ่นทองคำ พระราชไมตรีจากรัชกาลที่ 4 ถึงพระราชินีวิกตอเรีย


เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พุทธศักราช 2400 คณะราชทูตไทย นำโดยพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค)เป็นหัวหน้าคณะราชทูต ออกเดินทางจากสยามประเทศเพื่อเชิญพระราชสาสน์ห่อด้วยแผ่นทองคำและเครื่องราชบรรณาการไปถวายสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย แห่งสหราชอาณาจักรเครื่องราชบรรณาการที่ไทยส่งไปถวายพระนางเจ้าวิกตอเรียนั้น มีทั้งหมดถึง34 ชนิด ที่สำคัญคือ พระราชสาส์นจารึกในพระสุพรรณบัตรห่อในแผ่นทองคำ แล้วใส่ในฝักทองคำลงยา และพระราชสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 อีก 2 แผ่น นอกนั้นเป็นพระมหามงกุฎ พระสังวาล พระธำมรงค์ สนับเพลาผ้าทรง พานทองคำ ซองบุหรี่ทองคำ ดาบเหล็กลายฝักทองคำลงยา กริชฝักนาค หอกอย่างสยาม กลองมโหรทึกปี่งา และสิ่งอื่น ๆ ที่น่าสนใจจากประเทศสยาม ปัจจุบันของเครื่องราชบรรณาการต่างๆเหล่านี้ ยังจัดแสดงอยู่ที่ประเทศอังกฤษเนื่องด้วยประเทศสยามนั้นไม่มีเรือเดินทะเลดีพอที่จะนำคณะราชทูตไปถึงทวีปยุโรปได้เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง จึงนำเรื่องนี้ขึ้นทูลแก่พระนางเจ้าวิกตอเรีย ทางประเทศอังกฤษจึงจัดการส่งเรือรบมารับคณะทูตไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้พระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค)เป็นราชทูต เจ้าหมื่นสรรเพธภักดีเป็นอุปทูต จมื่นมนเฑียรพิทักษ์เป็นตรีทูต และให้หม่อมราโชทัย(มรว.กระต่าย อิศรางกูร) เป็นล่ามหลวงในคณะทูต ซึ่งต่อมาได้เขียนบันทึกการเดินทางไปลอนดอนด้วย จนเป็นบทประพันธ์เรื่อง นิราศลอนดอน นับเป็นคณะทูตชุดแรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้นำพระราชสาส์นไปเจริญสัมพันธ์ไมตรีครั้งใหม่กับชาวยุโรปในจดหมายเหตุของหม่อมราโชทัยเขียนเล่าเหตุการณ์ไว้ว่าว่า ในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2400 คณะทูตไทยและผู้ติดตาม ประกอบด้วย ราชทูต อุปทูต และตรีทูต ผู้กำกับเครื่องราชบรรณาการ2 คน ล่าม 4 คน นักเรียน 2 คน เสมียน 3 คน หมอยา 1 คน หมอนวด 1 คน และคนใช้อีก 11 คน รวมทั้งสิ้น 27 คน ลงเรือพระที่นั่งชลพิมานไชยล่องไปจังหวัดสมุทรปราการ หลังจากนั้นจึงเชิญพระราชสาส์นขึ้นเรือพระที่นั่งกลไฟสยามอรสุมพล ใส่ไฟใช้จักรแล่นออกทะเลไปถึงเรือรบอังกฤษที่จอดอยู่ เรือรบอังกฤษลำนี้ชื่อ เอนเคาเตอร์ เป็นเรือขนาดใหญ่มาก มีความยาวถึง 214 ฟิต กว้าง 33 ฟิต กินน้ำลึก 18 ฟิต มีกัปตันและนายทหารอังกฤษ 21 คน รวมทั้งลูกเรืออีก 186 คน เรือรบอังกฤษยิงปืนสลุต 9 นัด แล้วก็แล่นออกท้องทะเล ผ่านเมืองสิงคโปร์ เมืองไคโร (ประเทศอียิปต์) ข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงเมืองอาเล็กซานเดอร์จึงเปลี่ยนเป็นเรือกาเรดอกและแล่นต่อไปจนวันอังคารเดือน 12 ขึ้น 10 คำ เวลายาม 1 จึงถึงท่าเมืองปอร์ดสมัท ประเทศอังกฤษ เมื่อขึ้นฝั่งแล้ว คณะทูตไทยเดินทางโดยรถไฟต่อไปถึงกรุงลอนดอน และเข้าเฝ้าพระราชินีวิกตอเรียเพื่อถวายพระราชสาส์นของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระนางเจ้าวิกตอเรียรับด้วยพระหัตถ์ และวางไว้ข้างพระองค์ และทรงมีพระราชดำรัสตอบ ใจความว่า“....เรามีความยินดีในการที่รับราชทูต ซึ่งมาแต่พระเจ้ากรุงไทยทั้งสองพระองค์ เราหมายใจว่าพระองค์จะเป็นที่ยั่งยืน ด้วยเราเห็นราชทูตนั้นเหมือนเป็นของสำคัญแห่งไมตรีของพระเจ้ากรุงไทยทั้งสองพระองค์ และหมายว่าพระองค์ท่านทั้งสองจะเป็นญาติสัมพันธมิตรรักษาอาณาจักรและราษฎรให้ดียิ่งขึ้นไป จึงได้เปลี่ยนทำหนังสือสัญญาแก่เรา เราก็เอาใจใส่มาด้วยหมายว่าหนังสือสัญญาที่ทำใหม่นี้ จะให้เป็นที่มั่นคงในทางพระราชไมตรี และมีคุณยิ่งขึ้นไปทั้งสองพระนคร และลูกค้าวานิชได้ค้าขายต่อกันทั้งสองฝ่าย อนึ่งเรายินดีนักด้วยรู้ว่าพวกขุนนางของเราที่ให้ไปรับท่านทั้งปวง ได้เอาใจใส่ในพวกราชทูตให้มีความสุข จนตลอดถึงเมืองอังกฤษ โดยความชอบธรรม....”

Read More

Loading...
More