บทความ

19/04/2562

ไทยถือครองทองคำแท่งอันดับ 4 ของโลก


เป็นที่ทราบกันดีว่า จีนและอินเดีย คือผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่เชื่อหรือไม่ว่าไทยก็เป็นอีกหนึ่งตลาดหลักของทองคำเช่นกัน คนไทยที่เปลี่ยนการซื้อทองเพื่อแสดงฐานะ เพื่อเป็นเครื่องประดับและเพื่อออมเงินในระยะยาว มาเป็นการลงทุนระยะสั้นและการเก็งกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำมากขึ้น ทำให้ตัวเลขความต้องการบริโภคทองคำของไทยเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วปี 2018 บริโภคทองคำโดยรวมสูงติดอันดับ 1 ใน 3 ของเอเชีย เป็นรองแค่เพียงจีนและอินเดียเท่านั้นและติดอันดับต้นๆ ของโลก แต่ถ้านับเฉพาะการบริโภคทองคำในปี 2018 ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 4 ของโลกที่จำนวน 68.5 ตัน เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อนหน้านี้ เป็นรองเพียงแค่จีน (304.2 ตัน) อินเดีย (162.4 ตัน) และเยอรมนี (96.8 ตัน)เท่านั้น ตามมาด้วยประเทศอิหร่านที่บริโภคทองคำแท่งเพื่อการลงทุนจำนวน 61.8 ตัน อีกหนึ่งตัวเลขที่บ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของตลาดทองคำในไทยได้เป็นอย่างดี คือตัวเลขการนำเข้า-ส่งออกทองคำของไทยจากข้อมูลของกรมศุลกากร พบว่าปี 2017 ไทยนำเข้าทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปรวมทั้งสิ้น 273.8 ตัน ขณะที่ส่งออกทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปรวมทั้งสิ้น 143.3 ตัน สำหรับปี 2018 พบว่าไทยนำเข้าทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปรวมทั้งสิ้น 283.42 ตัน ขณะที่ส่งออกทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปรวมทั้งสิ้น 340.64 ตัน ซึ่งเป็นยอดรวมที่สูงกว่าในปี 2018 ทั้งในแง่ของการนำเข้าและส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกทองคำในปี 2018 เติบโตกว่าปีก่อนหน้ามากกว่า2 เท่าอีกด้วยเชื่อได้ประเทศไทยจะสามารถครองตำแหน่งผู้บริโภคทองคำลำดับต้นๆของโลกต่อไป ทั้งนี้เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน นักลงทุนทองคำสามารถเข้าถึงข้อมูลการลงทุนได้มากขึ้น และมีช่องทางการลงทุนทองคำที่หลากหลายขึ้นอนึ่ง แต่นับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมาการลงทุนทองคำดูเหมือนจะได้รับความนิยมและเติบโตขึ้นทั่วโลก เนื่องจากมีทางเลือกในการลงทุนทองคำในรูปแบบใหม่ๆเพิ่มขึ้น เช่น กองทุน ETFs อีกทั้งยังได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของชนชั้นกลางในเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดหลักของทองคำ ประกอบกับหลังวิกฤติการเงินปี 2008-2009 ในสหรัฐฯและยุโรป นักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น ทำให้ทองคำเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับการบริหารความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลกเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

19/04/2562

เหมืองทองคำเถื่อน ปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกของอินโดฯ


อุบัติเหตุเหมืองทองคำถล่ม เกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศอินโดนีเซีย คร่าชีวิตของคนงานเหมืองไปไม่น้อยและสร้างความเสียหายในแง่รายได้แก่ประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เกิดเหมืองทองคำถล่มอีกครั้งทางตอนเหนือของเกาะสุลาเวสี ทำให้คนงานเหมืองเสียชีวิตอย่างน้อย 16 คน และสูญหายอีกกว่าสิบคนข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้อินโดนีเซีย พบว่า มีเหมืองที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ 8,663 แห่งในประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ 500,000 เฮกตาร์ และ 1 ใน 4 ของเหมืองเหล่านี้เป็นเหมืองทองคำเถื่อน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้จากเหมืองเถื่อนเหล่านี้มากถึง 12 ล้านดอลลาร์ หรือราว 372 ล้านบาทต่อเหมือง ขณะที่การสั่งปิดเหมืองไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้ในระยะยาว ยังไม่มีรายงานตัวเลขที่แน่นอนว่ามีคนอยู่ในเหมืองมากน้อยเท่าไหร่ขณะเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากผู้รอดชีวิตให้ข้อมูลไม่ตรงกัน แต่องค์กรกู้ภัยระบุว่าน่าจะอยู่ที่ระหว่าง 50-100 คน ขณะที่การค้นหาและช่วยชีวิตเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน พื้นดินไม่เสถียร อีกทั้งหลุมที่ขุดทำเหมืองก็มีลักษณะคับแคบประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรธรรมชาติอย่างอินโดนีเซีย มีจำนวนเหมืองเถื่อนที่ไม่มีใบอนุญาตผุดขึ้นมากมาย โดยหลายแห่งไม่มีแม้แต่มาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน และเมื่อเดือนธันวาคม(2561)ที่ผ่านมาก็เพิ่งจะเกิดเหตุเหมืองทองคำเถื่อนอีกแห่งพังถล่มคร่าชีวิตคนงานไป 5 ราย ก่อนหน้านี้นั้นในปี 2559 คนงานเหมือง 11 รายเสียชีวิตจากเหตุโคลนถล่มในเมืองทองเถื่อนในจังหวัดจัมบี บนเกาะสุมาตรา ย้อนไปในปี 2558 มีรายงานจำนวนคนงานเหมืองเสียชีวิตถึง 12 รายหลังเกิดเหตุเหมืองถล่ม หลังจากพวกเขามุดอุโมงค์เข้าไปในเหมืองทองที่ถูกปล่อยทิ้งร้างบนเกาะชวา.ทั้งนี้ แม้ทางการอินโดนีเซียจะห้ามการเปิดเหมืองทองคำขนาดเล็ก เนื่องจากความกังวลด้านมาตรฐานความปลอดภัย แต่เหมืองทองคำเถื่อนลักษณะนี้ ก็ยังคงถูกลักลอบเปิดดำเนินการในหลายพื้นที่แถบชนบทของประเทศ เรื่องนี้ทำให้รัฐบาลอินโดนีเซียต้องดำเนินการปราบปรามธุรกิจเหมืองทองคำเถื่อนอย่างจริงจังเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

19/04/2562

พิพิธภัณฑ์เหมืองทองคำบ่อทอง จังหวัดปราจีนบุรี


ที่บ้านบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรีที่ เมื่อปี พ.ศ.2416 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยมีการทำเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่นี้ โดยพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระปรีชากลการ(สำอาง อมาตยกุล) ซึ่งจบการศึกษาทางวิศวกรรมศาสตร์ จากประเทศอังกฤษ ไปทำเหมืองทองและสร้างโรงเครื่องจักร โดยการทำเหมืองแร่ทองคำแบบเปิด (open cut) พระปรีชากลการ ทำเหมืองทองอยู่ได้เพียง 5 ปีก็ต้องยุติลงเพราะเกิดคดีความฟ้องร้องกันขึ้น ในที่สุดพระปรีชากลการ(สำอาง อมาตยกุล) เจ้าเมืองปราจีนบุรีและผู้ดูแลบ่อทองของรัฐบาลที่เมืองกบินทร์บุรีถูกจับกุม และถูกประหารชีวิตเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2421 ต่อมาบริษัท The Kabin Syndicate of Siam และบริษัท Societedes Mine de Kabin ได้เข้ามาดำเนินการต่อ โดยเปลี่ยนมาทำเหมืองอุโมงค์ โดยการเจาะปล่องลงไปใต้ดินเพื่อหาสายแร่ ปล่องเหล่านี้มีชื่อเรียกต่างๆกันไป เช่น บ่อมะเดื่อ บ่อขี้เหล็ก บ่อพอก เป็นต้น แต่ภายหลังได้หยุดไปโดยไม่ทราบสาเหตุ หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้มีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาดำเนินกิจการตั้งแต่ พ.ศ.2493 เช่น กรมโลหกิจ(กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ในสมัยต่อมา) และกรมทรัพยากรธรณี เป็นต้น แต่ก็ต้องเลิกไปในที่สุด เหลือเพียงพิพิธภัณฑ์เหมืองทองคำบ่อทอง เป็นอนุสรณ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาการทำเหมืองแร่ทองคำในอดีตเท่านั้น ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจำลองฉากขั้นตอนการทำเหมืองทองคำแบบเหมืองปิด การขุดอุโมงค์ลงใต้ดิน แสดงขั้นตอนการขนแร่ การแยกแร่ มีการจัดแสดงแร่ชนิดต่างๆ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับแร่แต่ละชนิด มีการจัดแสดงอุปกรณ์ขุดเจาะทำเหมืองแบบต่างๆ และอุปกรณ์ร่อนแร่ของชาวบ้านที่เรียกว่า เลียง ซึ่งปัจจุบันในพื้นที่ใกล้กับสายแร่ทองคำ ยังมีชาวบ้านใช้เลียง ร่อนหาแร่ทองคำจากตะกอนดินทรายในแหล่งน้ำกันอยู่ ปัจจุบันเป็นพื้นที่ของอบต.บ่อทองและบริเวณใกล้เคียง ยังปรากฏหลักฐานพื้นที่เหมืองทองคำสมัยแรกเมื่อปี พ.ศ.2415 ที่มีชื่อเรียกว่าบ่อสำอาง ตามชื่อพระปรีชากลการอยู่ แต่เนื่องจากมีการขยายพื้นที่เป็นบ่อน้ำเพื่อการชลประทานทำให้แทบไม่เหลือสภาพพื้นที่เหมืองทองคำอีกแล้ว อีกพื้นที่เป็นการทำเหมืองทองโดยกลุ่มชาวต่างชาติ ยังปรากฏร่องรอยหลักฐานส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณอบต.บ่อทอง สันนิษฐานว่าเป็นการทำเหมืองแร่โดยการขุดเจาะบ่อหมากและบ่อกว้านแล้วนำแร่ไปแยกที่โรงตำ แล้วนำทองคำอมัลกัมมาแยกที่โรงหลอม พิพิธภัณฑ์นี้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่เป็นผู้สร้างแล้วส่งมอบให้จังหวัดปราจีนบุรีในวันศุกร์ที่ 14 มกราคม 2548 โดยปัจจุบันอยู่ในการดูแลของอบต.บ่อทอง เจ้าของพื้นที่ในปัจจุบันเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

19/04/2562

ปิดตำนานเหมืองทองคำในเมืองไทย


มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่าประเทศไทยมีการทำเหมืองแร่มาตั้งแต่ สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวของรัชกาลที่ 4แต่เป็นการทำเหมืองดีบุกแทบทั้งหมด จนมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ใน พ.ศ 2544 ได้มีการตราพระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่ ร.ศ.120 ขึ้นซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองการใช้ทรัพยากร หรือ การทำเหมืองแร่ โดยจะต้องได้รับอนุญาตจากทางหลวงเสียก่อน รวมไปถึงกำหนดหลักเกณฑ์การทำเหมือง และ มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ครอบคลุมการทำเหมืองแร่ทุกชนิดทั้ง ดีบุก ถ่านหิน ทรายแก้ว สังกะสี หิน และเหมืองแร่ทองคำ ประเทศไทยมีแหล่งเหมืองแร่อยู่ 9 บริเวณ ได้แก่พื้นที่จังหวัดเลย จนไปถึง จังหวัดหนองคาย โดยบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ดำเนินการเหมืองแร่ทองคำ เงิน และทองแดง บริษัท พรหมมังกร จำกัด ต.จอมศรี อ.เชียงคาน จ.เลย ทำเหมืองเหล็ก พื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ไปจนถึงจังหวัดสระแก้ว บริษัท ผ.เพิ่มพูน จำกัด ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรีทำเหมืองหินปูน และบริษัท พี.ที.เอ.คอนสตรัคชั่น จำกัด ต.ไทยอุดม อ.คลองหาด จ.สระแก้ว ทำเหมืองหิน พื้นที่จังหวัดแพร่ จนไปถึงจังหวัดลำปาง ทำเหมืองถ่านหิน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อเหมืองแม่เมาะพื้นที่จังหวัดเชียงรายโดยบริษัท ภาคยภูมิเชียงราย จำกัด บริษัท เชียงราย เอส.เอส.พี. จำกัด และบริษัท เชียงรายแลนด์แอสโซซิเอทส์ จำกัด ทำเหมืองแร่ และเหมืองหิน พื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จนไปถึง จังหวัดชลบุรี และ จันทบุรี โดยบริษัทสมพงษ์ไมน์นิ่ง ทำเหมืองดีบุกและเหมืองทองคำ พื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนไปถึง จังหวัดชุมพร โดยบริษัท เทพาพร จำกัด ทำเหมืองทรายแก้ว พื้นที่จังหวัดเลย โดยบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลยทำเหมืองทองคำ เงิน และทองแดง พื้นที่จังหวัดนราธิวาส จนไปถึง จังหวัดยะลา โดยบริษัทเหมืองแร่ปิ่นเยาะและถ้ำทะลุ ทำเหมืองดีบุก และบริษัทชลสิน ทำเหมืองทองคำ พื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยเหมืองแร่พลอยไพลินทำเหมืองพลอย พื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จนไปถึง จังหวัดลพบุรี ทำเหมืองแร่ทองคำโดยบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด อย่างไรก็ตามเมื่อหลายปีก่อนเหมืองแร่ทองคำในประเทศไทย เริ่มทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากสารพิษระหว่างการทำงานของเหมืองส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนรอบเหมือง ทำให้รัฐบาลต้องสั่งปิดเหมืองลงเรื่อยๆ และเมื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งระงับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำทั่วประเทศ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2560 ทำให้ตำนานเหมืองแร่ทองคำในประเทศไทยต้องปิดลงอย่างถาวร เมื่อบริษัทบริษัทอัคราฯ ซึ่งทำเหมืองแร่ทองคำรายสุดท้ายของไทยพื้นที่ 3,000 ไร่ที่จังหวัดพิจิตรต้องยุติการดำเนินงานในวันที่ 31 ธ.ค. 2559 ปิดตำนานเหมืองทองคำในเมืองไทยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

19/04/2562

พระแสนแซ่ทองคำ พระพุทธรูปที่มีหัวใจ-ตับ-ไต


พระแสนแซ่ทองคำ เป็นพระพุทธรูปทองคำองค์แรกที่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุแห่งชาติ ปัจจุบันประดิษฐานเป็นพระประธานในพระวิหาร วัดพระเจดีย์ซาวหลัง อำเภอเมือง จังหวัดลำปางพระแสนแซ่ทองคำถูกขุดพบเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2526 ในไร่อ้อยของนายบุญเทียม เครือสาร พบว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์หนักราว 100 บาท เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ หน้าตักกว้าง9.5 นิ้ว สูง15 นิ้วศิลปะแบบล้านนาผสมอยุธยา สันนิฐานว่าสร้างในสมัยพุทธศตวรรษที่21 ฝีมือประณีตมาก พุทธลักษณะคล้ายพระแก้วมรกตในวัดพระธาตุลำปางหลวงและพระแก้วดอนเต้า ซึ่งต่อมานายบุญเทียม เครือสาร ได้อัญเชิญมามอบให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน โดยประดิษฐานในพระวิหารวัดพระเจดีย์ซาวหลังพระแสนแซ่ทองคำ มีกรรมวิธีการสร้างไม่เหมือนพระพุทธรูปทั่วไปที่มักใช้วิธีหล่อทั้งองค์ แต่สร้างด้วยกรรมวิธีเคาะตีขึ้นรูปทั้งองค์ถอดออกเป็นชิ้นส่วนต่างๆได้ ๓๒ ชิ้น ได้แก่ พระเศียรชั้นนอก พระเศียรชั้นในกับพระพักตร์ พระกรรณ พระกร พระสังฆาฏิ ซึ่งสังฆาฏินี้ถอดได้เป็นแผ่นยาวด้านหน้าด้านหลังประดับด้วยอัญมณีที่มีค่า ที่พระนลาฎประดับด้วยนิหล่า(พลอยชนิดหนึ่งมีสีฟ้าเข้ม อมเทา) ๑ เม็ด รอบพระเมาลีอีก ๔ เม็ด และที่ยอดพระเมาลี ๑ เม็ด แล้วนำมาต่อกันด้วยสลัก หรือหมุดตามข้อต่อต่างๆ ภาษาล้านนาเรียกสลักหรือหมุดว่า “แซ่ว” หรือ “แซ่” ส่วน “แสน” หมายถึง มากยิ่ง ดังนั้น พระพุทธรูปที่ใช้หมุดหรือแซ่ยึดไว้เป็นจำนวนมาก จึงได้ชื่อว่า “พระเจ้าแสนแซ่” เช่นเดียวกับที่คนภาคกลางเรียกพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ว่า “หลวงพ่อโต” นั่นเอง นอกจากนี้ในช่องพระเศียรที่สามารถถอดได้เป็นชั้นๆภายใดมีผอบบรรจุพระบรมธาตุ และที่น่าอัศจรรย์ก็คือ ภายในองค์พระมีหัวใจ ตับ ไต ไส้ ซึ่งทำด้วยทองคำบริสุทธิ์เช่นกัน และยังมีใบลานทองคำ 2 แผ่น จารึกคาถาอักษรพื้นเมืองพันรอบขั้วหัวใจ และที่ไตมีจารึกอักขระ 32 ตัว ในวันที่ ๑๕ เมษายนของทุกปี จะมีงานประเพณีประจำปี พิธีสรงน้ำพระเจ้าแสนแซ่ทองคำ และในวันนั้นจะมีพิธีถอดสลักเปิดพระเศียร เพื่อนำพระบรมธาตุจากพระผอบมาสรงน้ำด้วยวัดเจดีย์ซาวหลังตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง บนถนนลำปาง-แจ้ห่ม เป็นวัดที่งดงามแห่งหนึ่งของจังหวัดลำปาง ซาวเป็น ภาษาเหนือ หมายถึง 20 หลัง เป็นภาษาเหนือเช่นกันหมายถึงองค์ เมื่อรวมกันจึงหมายถึงวัดที่มีเจดีย์ 20 องค์ วัดนี้เป็นปูชนียสถานที่สำคัญของจังหวัดลำปางสร้างแต่โบราณ มีการขุดพบพระเครื่องสมัยหริภุญชัยที่องค์พระเจดีย์ ทำให้สันนิษฐานได้ว่า วัดนี้สร้างมานานกว่าพันปี เจดีย์แต่ละองค์เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมแบบเจดีย์พม่าขนาดเล็ก มีสีทองเป็นประกาย ตั้งอยู่บนฐานเหลี่ยม ยอดเจดีย์ตกแต่งประดับด้วยฉัตรอย่างสวยงาม มีความเชื่อกันว่าภายใน แต่ละเจดีย์มี พระเกศาธาตุบรรจุอยู่เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

19/04/2562

ตราสัญลักษณ์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก งามสง่าแฝงความหมาย


ตราสัญลักษณ์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพุทธศักราช 2562 ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ ทรงปรุงด้วยพระองค์เอง ประกอบด้วยอักษรพระปรมาภิไธย วปร อยู่ตรงกลาง พื้นอักษรสีขาวขอบเดินทอง อันเป็นสีของวันจันทร์ซึ่งเป็นวันพระบรมราชสมภพ ภายในอักษรประดับเพชร ตามความหมายแห่งพระนามมหาวชิราลงกรณ์ อักษร วปร อยู่บนพื้นสีขาบ (สีน้ำเงินเข้ม)​ อันเป็นสีของขัตติยกษัตริย์ ภายในกรอบพุ่มข้าวบิณฑ์สีทองสอดสีเขียว อันเป็นสีซึ่งเป็นเดชแห่งวันพระบรมราชสมภพ กรอบทรงพุ่มข้าวบิณฑ์อัญเชิญมาจากกรอบที่ประดิษฐานพระมหาอุณาโลม อันเป็นพระราชลัญจกรประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์แวดล้อมด้วยเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ อันเป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์และเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราช ได้แก่ พระมหาพิชัยมงกุฎพร้อมอุณาโลมประกอบเลขมหามงคลประจำรัชกาล อยู่เบื้องบน พระแสงขรรค์ชัยศรีกับพระแส้จามรี ทอดไขว้อยู่เบื้องขวา ธารพระกรกับพัดวาลวิชนี ทอดไขว้อยู่เบื้องซ้าย และฉลองพระบาทเชิงงอน อยู่เบื้องล่างพระมหาพิชัยมงกุฎ หมายถึง ทรงรับพระราชภาระอันหนักยิ่งของแผ่นดิน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนพระแสงขรรค์ชัยศรี หมายถึง ทรงรับพระราชภาระปกป้องแผ่นดินให้พ้นจากภยันตราย ธารพระกรหมายถึงทรงดำรงราชธรรม เพื่อค้ำจุนบ้านเมืองให้ผาสุกมั่นคงพระแส้จามรีกับพัดวาลวิชนี หมายถึง ทรงขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากเดือดร้อนของอาณาประชาราษฎร์ฉลองพระบาทเชิงงอน หมายถึง ทรงทำนุบำรุงปวงประชาทวดรัฐสีมาอาณาจักรเบื้องหลังพระมหาพิชัยมงกุฎประดิษฐานพระมหาเศวตฉัตรอันมีระบายขลิบทอง จงกลยอดฉัตรประกอบรูปพรหมพักตร์อันวิเศษสุด ระบายชั้นล่างสุด ห้อยอุบะจําปาทอง แสดงถึงพระบารมีและพระบรมเดชานุภาพที่ปกแผ่ไปทั่วทิศานุทิศ เบื้องล่างกรอบอักษรพระปรมาภิไธยมีแถบแพรพื้นสีเขียวถนิมทอง ขอบขลิบทอง มีอักษรสีทองความว่า “พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพุทธศักราช 2562”ปลายแถบแพรเบื้องขวามีรูปคชสีห์กายม่วงอ่อนประคองฉัตร 7 ชั้น หมายถึง ข้าราชการฝ่ายทหาร เบื้องซ้ายมีรูปราชสีห์กายขาว ประคองฉัตร 7 ชั้น หมายถึงข้าราชการฝ่ายพลเรือน ผู้ปฏิบัติราชการสนองงานแผ่นดินอยู่ด้วยกัน ข้างคันฉัตรด้านในทั้งสองข้างมีดอกลอยกนกนาค แสดงถึงปีมะโรงนักษัตริย์อันเป็นปีพระบรมราชสมภพ สีทองหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองยิ่งของประเทศชาติและประชาชนเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

04/19/2562

เครื่องประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก


งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร จะมีขึ้นในวันที่ 4-6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 นอกจากเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ได้แก่ พระมหาพิชัยมงกุฎ, พระแสงขรรค์ชัยศรี, ธารพระกร, วาลวิชนี (พัชนี,พระแส้จามรี), ฉลองพระบาทเชิงงอน ซึ่งมีความสำคัญยิ่งเพราะเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นพระราชาธิบดีแล้ว ยังมีเครื่องประกอบพระราชพิธีที่สำคัญอีกหลายสิ่ง ได้แก่ พระธำมรงค์ หมายถึง แหวน มาจากภาษาเขมร ซึ่งแปลว่า ทรวดทรงและเครื่องทรงของกษัตริย์ ผู้รู้กล่าวว่า คำนี้ในภาษาเขมรโบราณแปลว่า เครื่องประดับนิ้ว แหวน อาวุธ หนังสือ “ราชูปโภคและพระราชฐาน” กล่าวถึงพระธำมรงค์ ๒ องค์ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้แก่ พระธำมรงค์วิเชียรจินดา และ พระธำมรงค์รัตนวราวุธ พระธำมรงค์วิเชียรจินดา ทำด้วยทองคำ ด้านในลงยาก้านวงฝังเพชรมีดอกไม้เพชรติดที่ก้านข้างละ 1 ดอกมีมงคลเพชร 2 ชั้น กลางฝังเพชรขนาดประมาณ 1.6-2.0 เซนติเมตร พระธำมรงค์รัตนวราวุธ ทำด้วยทองคำ ข้างหนึ่งทำเป็นรูปตรีศูลและคฑาฝังเพชร อีกข้างหนึ่งทำเป็นรูปสังข์กับจักรฝังเพชร ตัววงฝังเพชร ยอดเป็นนพรัตน์แต่ใช้โอปอแทนมุกดา กลางฝังเพชรขนาดประมาณ 2.5x2.8 เซนติเมตร เครื่องขัตติยราชวราภรณ์ หมายถึง เครื่องประดับอันเป็นมงคล หัวหน้าพราหมณ์นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อพระมหากษัตริย์ประทับที่พระที่นั่งภัทรบิฐ มี ๓ รายการคือ– พระสังวาลพราหมณ์ธุรำ เป็นสร้อยที่ทำจากฝ้าย พราหมณ์เป็นผู้จัดทำตามกรรมวิธีของพราหมณ์ ทรงรับแล้วทรงสวมพระองค์เฉียงพระอังสาซ้าย​– พระสังวาลนพรัตนราชวราภรณ์ เป็นสร้อยทองคำ ๒ เส้นคู่กัน มีดอกประจำยาม ๒๗ ดอก ทำด้วยทองคำฝังนพรัตน์ ๙ ชนิดได้แก่ เพชร ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน นิล มุกดา เพทาย ไพฑูรย์ ดอกละชนิดสลับกัน ทรงรับแล้วทรงสวมพระองค์เฉียงพระอังสาขวา​– พระสังวาลพระนพ เป็นสร้อยอ่อนทำด้วยทองคำ ๓ เส้นเรียงกัน มีดอกประจำยามทำด้วยทองคำฝังนพรัตน์ ๙ ชนิด เชื่อมสร้อยทั้ง ๓ เส้นเข้าด้วยกัน ทรงรับแล้วทรงสวมพระองค์เฉียงพระอังสาขวาพระแสงอัษฎาวุธ หมายถึง อาวุธ ๘ อย่าง ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งจะมีการถวายพระแสงอัษฎาวุธแด่พระมหากษัตริย์ รายชื่อพระแสงทั้ง 8 ชนิดที่ปรากฏในตำราราชาภิเษกครั้งกรุงศรีอยุธยาคือ พระแสงปืน พระแสงหอกไชย พระแสงดาบชะเลย พระแสงของ้าว พระแสงจักร พระแสงตรีศูล พระแสงเขน และพระแสงทัณฑ์ จนล่วงมาถึงรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี พระแสงทั้ง 8 ชนิดยังคงเป็นพระแสงชนิดเดียวกันกับกรุงศรีอยุธยาทั้ง 8 ชนิด แต่ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของรัชกาลที่ 9 พระแสงอัษฎาวุธ บางองค์มีชื่อเรียกต่างจากเดิม พระแสงปืนคาบชุดข้ามแม่น้ำสโตง ใช้คำว่าพระแสงปืนข้ามแม่น้ำสโตง เป็นต้นเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

04/11/2562

พระราชมรดกสมเด็จพระพันปีหลวง


สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชสมบัติเครื่องเพชร เครื่องทองมากมายทุกชิ้นล้วนสวยงามล้ำค่า เวลาจะทรงใช้ นางข้าหลวงต้องเชิญมาเป็นถาดๆให้ทรงเลือก ในปลายพระชนม์ชีพพระองค์ไม่ได้สนพระทัยกับสมบัติเหล่านี้ แต่จะทรงชิ้นเล็กๆเป็น พวกเข็มกลัดอักษรพระนามเท่านั้น จนเมื่อเสด็จสวรรคตเครื่องอาภรณ์ล้ำค่าเหล่านั้นมิได้ แบ่งให้กับพระทายาทผู้ใด รัชกาลที่ ๖ ทรงเก็บไว้เป็นกองกลางผู้ใดจะใช้ก็พระราชทานยืมชั่วครั้งชั่วคราว พระราชสมบัติทั้งหมดจึงตกทอดต่อๆมาจนถึงในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนารถบพิตรรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จมาทรงเป็นองค์ประธานในการแบ่งพระราชมรดก เครื่องอาภรณ์เพชร ทอง ล้ำค่าและที่ดินให้กับ พระทายาททั้งหลายพระทายาทในสมเด็จพระพันปีหลวงนั้นมี สายสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ฯ / สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจีฯ / พระนางเธอลักษมีลาวัลย์ / พระนางเจ้าสุวัทนาฯ / พระสุจริตสุดา สายพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ สายพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช/ หม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธร จุฑาธุช และสายสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗พระราชมรดกล้ำค่ามหาศาลนี้ ใช้ระยะเวลานานกว่า 4 รัชกาล 4 แผ่นดินกว่าจะถูกแบ่งไปยังพระทายาท ตามสายพระโลหิตด้วยความเป็นธรรม ทั้งนี้ก็ด้วยพระบารมีปกเกล้าและพระมหากรุณาธิคุณ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริยาธิราชเจ้าที่ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เพราะทรงถือว่าเป็นพระราชอนุสรณ์ถึง สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงพระราชทานพระราชมรดกอันล้ำค่านี้ไว้ในช่วงวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพของพระองค์ภาพบรรยากาศในการแบ่งพระราชมรดกในวันนั้น ม.ร.ว.ทิพยลาวัณ วรวรรณ ที่ได้ติดตามเสด็จพระนางเธอลักษมีลาวัณ ไปจับสลากแบ่งเครื่องเพชร บอกเล่าบรรยากาศการแบ่งพระราชมรดกครั้งนั้นไว้ว่า...เราเข้าไปที่วังหลวง เขาจะแบ่งสมบัติไว้เป็นโต๊ะ ๆ ใหญ่ประมาณโต๊ะกินข้าว แล้วปูผ้าแดง มี 5 โต๊ะ สำหรับเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ พระนางเจ้าสุวัทนาฯ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระสุจริตสุดา และเสด็จป้า (พระนางเธอลักษมีลาวัณ) บนโต๊ะมีของเยอะแยะเลย ทั้งพวกทอง เพชร สังวาล กระโถนทอง พานทอง เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯมา ก็มีการจับสลากว่าใครจะได้โต๊ะไหน เจ้าฟ้าหญิงกับพระชนนีทรงมีสิทธิ์ในฐานะพระทายาท สายที่ 1 ทรงได้รับพระราชทานที่ดินบางส่วน และเครื่องประดับชุดใหญ่ ได้แก่ชุดเพชร มีสร้อยพระศอ ศิราภรณ์เพชรที่เรียกกันว่า "Fringe Tiara"ฝีมือช่างราชสำนักฝรั่ง พระปั้นเหน่ง หรือหัวเข็มขัดฝังเพชรลูกขนาดใหญ่นับ 10 เม็ด พร้อมรัดพระองค์ทองคำฝังเพชรเป็นระยะ ฯ ชุดมรกต สร้อยพระกรแบบอาร์ตเดโก และเครื่องประดับชิ้นเล็ก ๆ อีกหลายองค์ เครื่องประดับอันเป็นพระราชมรดกทั้งหมดนี้ พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ทรงถือเป็นของสูงของพระบรมราชจักรีเพราะพระองค์มีพระกำเนิดเป็นสามัญชนมาแต่เดิม จึงไม่นำมาทรงแต่ทรงจัดให้เจ้าฟ้าหญิงในฐานะพระราชนัดดาของสมเด็จพระพันปีฯ ทรงประดับในโอกาสอันสมควร แต่เจ้าฟ้าหญิงไม่โปรดจะทรงเครื่องประดับชิ้นใหญ่ ๆ ที่หรูหราอลังการเกินไป ส่วนมากทรงแค่สร้อยพระศอ มุกเส้นเล็ก ๆ กับเข็มกลัดเท่านั้น การแบ่งพระราชมรดกในครั้งนี้ กระทำขึ้นเฉพาะพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน และยังมีผู้ใหญ่ที่ทันรู้เห็นเหตุการณ์ครั้งนั้นอยู่หลายคนด้วยกัน ตอนท้าย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9 มีพระบรมราชโองการเตือนพระสติบรรดาพระทายาททั้งหลายที่เพิ่งได้รับสมบัติมูลค่ามหาศาลไว้ในความครอบครองไว้ว่า “....ทรัพย์สินที่ตกมาเป็นพระราชทรัพย์ของพระองค์นี้ เดิมเป็นพระราชทรัพย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และที่พระราชทรัพย์นี้อยู่มาได้ โดยมิขาดตกบกพร่อง ก็ด้วยพระมหากรุณาเที่ยงธรรมของพระบาทสมเด็จพะเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ ที่ได้เสวยราชย์สืบต่อกันมาจึงทรงขอเตือนให้ท่านที่ได้รับพระราชทานไป ได้ทรงระลึกว่าเป็นของมีค่าอันสูง เป็นเครื่องเตือนพระหฤทัยผู้ได้รับพระราชทาน ให้ทรงปฏิบัติพระองค์ให้สมพระเกียรติคุณ" (จากบทสัมภาษณ์ของ ม.ร.ว. ทิพยลาวัณ วรวรรณ พระนัดดาของพระนางเธอลักษมีลาวัณที่ได้ติดตามเสด็จพระนางไปจับสลากแบ่งเครื่องเพชร ในนิตยสารดิฉัน ฉ.๔๐๗ ๑๔ ก.พ. ๒๕๓๗)เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

04/11/2562

พระพุทธรูปทรงเครื่องหุ้มทองคำในวัดพระแก้ว


ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีพระพุทธรูปทรงเครื่ององค์ปางห้ามสมุทรหุ้มทองคำทรงเครื่องต้นด้วยเนาวรัตน์ขนาดใหญ่สององค์ เรียกพระนามของพระพุทธรูปทั้งสององค์นี้ว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระพุทธรูปทั้งสององค์นี้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเมื่อเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ โดยทรงเห็นว่า ในสมัยอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงหล่อพระศรีสรรเพชญ์ และพระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อๆ มา ทรงหล่อพระรูปสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ผู้ทรงเป็นบรมกษัตริย์ขึ้นไว้สักการบูชา จึงทรงมีพระราชศรัทธาสร้างพระพุทธรูปใหญ่ หุ้มด้วยทองคำ เพื่อให้เป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์ รัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 จากนั้นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงปรึกษากับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งที่ยังทรงผนวชอยู่ จึงมีพระราชดำริว่าพระพุทธรูปควรมีความสูงในราวหกศอก พระองค์จึงได้ทรงสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่อง อย่างจักรพรรดิราช 2 องค์ จารึกพระนามองค์หนึ่งว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระราชอุทิศถวายสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช จักรพรรดินารถบพิตร อีกพระองค์หนึ่งจารึกพระนามว่า พระพุทธเลิศหล้าสุลาลัย ทรงพระราชอุทิศถวายสมเด็จพระบรมชนกนารถธรรมิกราชบพิตร ในรัชกาลที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเดิมเรียกว่า แผ่นดินต้น และแผ่นดินกลาง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงหวั่นวิตกว่าประชาชนจะเรียกแผ่นดินของพระองค์ว่า "แผ่นดินปลาย" ซึ่งหมายถึงสิ้นสุดสมัยรัตนโกสินทร์ อันจะเป็นอัปมงคล จึงมีพระบรมราชโองการให้ตั้งนามแผ่นดินตามพระพุทธปฏิมากรทั้ง 2 พระองค์ แผ่นดินต้นให้ใช้ว่าแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แผ่นดินกลางให้ใช้ว่าแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าสุลาลัย ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เปลี่ยนสร้อยพระนามเป็น “นภาลัย”หนังสือพระพุทธรูปสำคัญ กรมศิลปากร ให้ข้อมูลเรื่องพระพุทธยอดฟ้า-พระพุทธเลิศหล้าไว้ว่า เป็นศิลปะรัตนโกสินทร์ ปางห้ามสมุทร ทรงเครื่องต้นอย่างจักรพรรดิราช วัสดุสำริดหุ้มด้วยทองคำ เครื่องต้นประดับด้วยเนาวรัตน์ สูง 6 ศอก ส่วนชื่อปางพระที่ยกมือทั้งสองข้าง บ้างเรียกปางห้ามสมุทร และบ้างเรียก ปางห้ามญาติ พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารีเถร) เขียนไว้ในหนังสือพระพุทธรูปปางต่างๆว่า ชื่อปาง มีที่มาจากพระพุทธประวัติ ตอนพระญาติฝ่ายพุทธบิดา และพระญาติฝ่ายพุทธมารดาแย่งน้ำในแม่น้ำโรหิณี เพื่อทำนา จนตั้งท่าจะทำสงครามกัน พระพุทธองค์เสด็จไปห้ามจนเลิกแล้วต่อกันพระธรรมโกศาจารย์ เสนอให้เรียกชื่อพระปางนี้ว่า ปางพระญาติแย่งน้ำในสมุทร แล้วยังอธิบายว่า การที่สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เลือกสร้างพระปางนี้ น่าจะมีพระประสงค์จะทรงฝากคติธรรม สำหรับเตือนพระบรมวงศานุวงศ์ ที่เสด็จเข้าไปนมัสการพระพุทธรูปในโบสถ์วัดพระแก้วว่า "อย่าทรงวิวาทแย่งสมบัติกันเลย" จึงเห็นควรจะเรียกว่า ปางห้ามญาติ น่าจะสมเหตุสมผลมากกว่า เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

04/11/2562

แผ่นทองคำใบ


แผ่นทองคำ เป็นเงินตรารูปแบบหนึ่งที่เคยใช้กันในอดีต ซึ่งหาดูได้ยากในปัจจุบัน เนื่องจากส่วนใหญ่มักนำไปหลอมรวมเป็นทองคำแท่ง ผลิตเป็นทองรูปพรรณ หรือนำไปเป็นส่วนผสมในขั้นตอนการชุบโลหะอื่นให้มีลักษณะคล้ายทองแต่ที่พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยยังมีจัดแสดงแผ่นทองคำที่เคยใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้ได้ชมกันแผ่นทองคำที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์นี้ใช้กันในหัวเมืองทางภาคเหนือของไทยซึ่งเป็นพื้นที่การค้าสำคัญ มีชายแดนติดต่อกับประเทศพม่าและลาว ซึ่งสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังประเทศจีนได้ด้วย สินค้าสำคัญที่มีการซื้อขายกันในสมัยก่อนคือ ไม้สักและของป่าหายาก ซึ่งการค้าขายตามชายแดนในขณะนั้นนิยมใช้แผ่นทองคำเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เพราะทองคำเป็นโลหะซึ่งมีมูลค่าสูงเป็นที่ยอมรับในทุกเชื้อชาติและทุกสังคม แม้ในช่วงสงครามโลกครั้ง 2 ซึ่งประเทศไทยมีเหรียญกษาปณ์และธนบัตรออกใช้แล้วมาเป็นเวลานานแล้ว แต่พ่อค้าตามชายแดนไทย–พม่า ก็ยังนิยมชำระหนี้ด้วยแผ่นทองคำกันอยู่ แผ่นทองคำที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์นี้ มีความบริสุทธิ์ของเนื้อทองมากกว่าทองคำแท่งและทองรูปพรรณทั่วไป แผ่นทองคำแต่ละใบจะมีรอยพิมพ์ประทับชื่อร้านค้าผู้จำหน่าย และโรงงานผู้ผลิต เพื่อเป็นหลักประกัน บางแผ่นมีตราประทับเป็น รูปช้าง นกยูง ฯลฯ ทั้งนี้สันนิฐานว่าการใช้แผ่นทองคำแทนเงินตรามีมาแต่โบราณแล้วโดยเฉพาะการทำการค้าของชาวจีน เมื่อไม่นานมานี้ก็มีชาวบ้านขุดพบทองคำ และแผ่นทองคำจำนวนหนึ่งโดยบังเอิญขณะทำสวนที่จังหวัดพัทลุง อาจารย์ อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช จากภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้วิเคราะห์ตัวอักษรจีน ป้าเป่ยเจียซี ที่ประทับอยู่บนแผ่นทองคำไว้ว่า ป้าเป่ยคือชื่อของสถานที่ เจียแปลว่าถนน ซีแปลว่าตะวันตก เมื่อแปลความหมายโดยรวมแล้วหมายถึง โซนฝั่งตะวันตกของถนนป้าเป่ย หรือถนนป้าเป่ยฝั่งตะวันตก (ป้าเป่ยเจียซี เป็นสถานที่แห่งหนึ่งอยู่บริเวณทะเลสาบซีหู เมือง หางโจว มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน ในปัจจุบัน)บริเวณส่วนกลางของแผ่นทองคำอ่านได้ว่า แซ่หาน เป็นชื่อผู้การันตี หรือรับรองคุณภาพทองคำว่าเป็นทองคำแท้ ท้ายสุดเป็นอักษรที่บอกเปอร์เซ็นต์ทอง ซึ่งอ่านได้ว่า สือเฟินจิน แปลว่า ทองคำสิบส่วน ซึ่งถือเป็นทองที่มีคุณภาพสูงหรือเปอร์เซ็นต์ทองคำสูง และทองคำแต่ละแผ่นที่พบมีลักษณะคล้ายๆกันคือมีชื่อผู้ผลิต ชื่อผู้การันตี และค่าเปอร์เซ็นต์ทอง ที่น่าสังเกตคือทองบางแผ่นมีลักษณะฉีกขาดมาแต่เดิมอันเนื่องมาจากการฉีกใช้ซื้อสินค้าตามมูลค่าของสินค้านั้นๆ แผ่นทองคำนี้ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนซื้อขายแทนเงินตราเนื่องจากในสมัยโบราณเงินเหรียญมีน้ำหนัก ยากแก่การพกพา จึงคิดทำแผ่นทองขึ้นมาใช้แทนเปรียบเสมือนกับธนบัตรที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งการผลิตทองคำแผ่น ต้องมีการสัมปทานจากรัฐ หรือราชสำนัก เมื่อได้ทองคำเป็นแผ่นมาแล้วก็จะนำมาพับ และปั๊มตัวหนังสือลงไปบริเวณมุมแผ่น และกลางแผ่นทองคำ สังเกตดูจะพบว่ามีตัวหนังสือคล้ายๆกันกระจายไปทั่วทั้งแผ่น หรืออย่างของไทยก็มีการประทับเป็นรูปต่างๆเพื่อแสดงแหล่งที่มานั่นเองเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

04/11/2562

วัดเชียงทอง หลวงพระบาง


วัดเชียงทองตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง แขวงหลวงพระบาง ประเทศลาว เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดของเมืองมรดกโลกนี้ โดยเป็นวัดที่มีความสวยงามจนได้รับการยกย่องจากนักโบราณคดีว่าเป็นดั่ง อัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมสกุลช่างล้านช้าง ที่งดงามที่สุดของลาววัดเชียงทองสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2103 ในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรล้านช้าง-ล้านนา ก่อนที่พระองค์จะย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ วัดวัดเชียงทองจึงถือว่าเป็น วัดประตูเมืองและเป็นท่าเทียบเรือด้านเหนือสำหรับการเสด็จประพาสทางชลมารคของกษัตริย์หลวงพระบางด้วย ทำให้วัดเชียงทองได้รับการอุปถัมภ์มาโดยตลอด นอกจากนี้วัดเชียงทอง ยังเป็นวัดเดียวที่ไม่ถูกเผาทำลายในศึกฮ่อธงดำบุกปล้นเมืองหลวงพระบาง ใน พ.ศ. 2428 สิ่งก่อสร้างที่สำคัญ เช่น พระอุโบสถ ซุ้มประตูโขง พระธาตุ หอไหว้น้อย หอไหว้สีกุหลาบ หอไหว้หลังพระอุโบสถ หอกลอง หอราชโกศเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ฯลฯ ยังคงอยู่อย่างครบถ้วนเป็นตัวแทนของศิลปะสกุลช่างล้านช้างที่งดงามและสมบูรณ์แบบ โบราณวัตถุโบราณสถานที่สำคัญของวัดเชียงทองมีมากมาย ที่สำคัญคือ พระม่าน เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพระบางที่ชาวลาวเชื่อกันว่าลอยน้ำมาจากพม่า และชื่อของพระม่าน ก็เพี้ยนมาจากคำว่า พะม่า นั่นเอง สิมวัดเชียงทอง นับเป็นสิมล้านช้างที่สมบูรณ์ที่สุด และมีความงามให้ชมกันทั่วทั้งหลัง ซึ่งหากมองไล่ไปจากด้านบนสุดก็จะเห็นเครื่องยอดที่คนลาวเรียกว่า ช่อฟ้า ลวดลายปราณีตสีทองอร่ามตาโดดเด่นอยู่กลางสันหลัง ส่วนโหง่ หรือช่อฟ้าในบ้านเราทำเป็นรูปเศียรพญานาคชูคออ่อนช้อย คนลาวเปรียบสิมหลังคาโค้งต่ำอย่างสิมวัดเชียงทอง หรือวัดอีกหลายวัดในหลวงพระบางเป็นสิมสุภาพสตรี ส่วนสิมทรงสูงอย่างวัดทางเวียงจันทน์หรือวัดในเมืองไทยเป็นสิมสุภาพบุรษอุโบสถของวัดเชียงทองทำด้วยหลังคา 3 ชั้น เปรียบเทียบเป็น นรก โลกมนุษย์ และสวรรค์ ปีกของหลังคาโค้งสวยงามเหมือนหางนกยู ที่มีความหมายถึงสันติสุข งดงามทั้งภายนอกและภายใน ตรงข้ามกับอุโบสถเป็นที่ตั้งของโรงเมี้ยนโกศ ที่บรรจุพระโกศของกษัตริย์ลาวด้านหน้าโรงเมี้ยนโกศลงรักปิดทองอย่างสวยงาม นอกจากเป็นตัวแทนของศิลปะสกุลช่างล้านช้างที่งดงามแล้ว วัดเชียงทองยังเป็นที่พึงพิงทางใจของชาวหลวงพระบางและชาวลาว ที่จะมาบนบานศาลกล่าว ขอให้สมหวังในเรื่องต่างๆทั้งนี้หลวงพระบาง ตั้งอยู่ทางเหนือของสปป.ลาว อดีตเคยเป็นนครหลวงของอาณาจักรลานช้าง ได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในปี พ.ศ. 2538 ใช้เงินกีบเป็นหลักในการซื้อขายโดย 1 บาท ประมาณ 250 กีบ แต่สามารถใช้เงินบาทได้ คนไทยสามารถเข้าหลวงพระบางได้โดยไม่ต้องทำวีซ่าเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

04/11/2562

เครื่องนมัสการทองคำลงยาราชาวดี ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก


ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะต้องมีการตั้งเครื่องนมัสการเพื่อบูชาพระพุทธรูปสำคัญ โดยเครื่องนมัสการที่นำมาใช้นี้เรียกว่า เครื่องนมัสการทองคำลงยาราชาวดี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้สร้างขึ้น เพื่อทรงใช้สักการบูชาพระพุทธรูปสำคัญในงานพระราชพิธีและการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย หรือพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทแล้วแต่โอกาสในรัชกาลต่อมา ทรงใช้เครื่องนมัสการทองคำลงยาราชาวดีนี้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระราชพิธีสงกรานต์ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงสักการะพระบรมศพ พระบรมอัฐิ เครื่องนมัสการทองคำลงยาราชาวดี หรือเรียกอย่างย่อว่า “เครื่องนมัสการทองลงยาราชาวดี” ประกอบด้วยพานทองคำปากกลม ๑๐ พาน วางพุ่มดอกไม้ ๕ พาน พุ่มข้าวตอก ๕ พาน เชิงธูป ๕ เชิง เชิงเทียน ๕ เชิง หุ้มด้วยทองคำ พาน เชิงธูป และเชิงเทียนสลักลวดลายลงยาราชาวดี ทั้งนี้เครื่องนมัสการ แบ่งเป็นสองประเภท คือ เครื่องนมัสการของหลวง และ เครื่องนมัสการของราษฎร เครื่องนมัสการของหลวงที่ถือปฏิบัติเป็นธรรมเนียมกันมาตั้งแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์พบว่า มีความหมายและมีการจัดลำดับความสำคัญแตกต่างกันออกไป เพราะต้องคำนึงถึงผู้จุดเครื่องนมัสการ สิ่งที่จะจุดนมัสการ และสถานที่ที่จะจุดเครื่องนมัสการเช่นเครื่องนมัสการทองทิศ หรือ เครื่องนมัสการทองใหญ่สำรับใหญ่ ทำด้วยทองคำ ประกอบด้วยเชิงทองปักธูปไม้ระกำ 5 เชิงทองปักเทียน 5 พานทองคำสลักลายใส่พุ่มข้าวตอก 5 พาน พานทองคำสลักลายใส่พุ่มดอกไม้ 5 พาน ตั้งบนโต๊ะเท้าคู้สลักลายปิดทอง เครื่องนมัสการชุดทองคำสำรับใหญ่นี้ จะใช้ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เท่านั้นเครื่องนมัสการพานทองสองชั้น ทำด้วยทองคำ หรือ กาไหล่ทอง ประกอบด้วยเชิงทองคำสลักลายปักธูปไม้ระกำ ๕ เชิงทองคำสลักลายปักเทียน ๕ พานทองสองชั้นทรงปากกระจับ(แว่นฟ้า)๕ ใส่พุ่มข้าวตอก อีก ๕ ใส่พุ่มดอกไม้ ตั้งบนโต๊ะถมทองเท้าคู้ จะใช้ในงานพระราชพิธี งานทรงวางพวงมาลาในวันสำคัญ ต่าง ๆเครื่องนมัสการทองคำลงยารอง ทำด้วยทองคำลงยา โดยการลงยาสำรับนี้ใช้สีแดงเป็นหลัก ประกอบด้วยเชิงทองคำสลักลายลงยาสีแดง 10 เชิง สำหรับปักธูป 5 เทียน 5 พานทองคำลงยาสีแดง 10 สำหรับใส่พุมข้าวตอก 5 พุ่มดอกไม้ 5 ตั้งบนโต๊ะถมทอง เท้าคู้ ใช้ทอดคู่กับ เครื่องนมัสการทองคำลงยาราชาวดี เพื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงจุดนมัสการเครื่องนมัสการทองทิศกะไหล่ทอง ทำด้วยกะไหล่ทองประกอบด้วยเชิงกะไหล่ทอง 10 เชิง สำหรับปักธูปไม้ระกำ 5 เทียน 5 พานกะไหล่ทอง 10 พาน สำหรับใส่พุ่มข้าวตอก 5 พุ่มดอกไม้ 5 ตั้งบนโต๊ะฉลุลายอย่างจีนปิดทองเท้าสิงห์ ใช้ทอดสำหรับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินี และผู้แทนพระองค์ ทรงจุดนมัสการหรือจุดนมัสการพระพุทธรูป ตามวัดต่างๆ และใช้ทอดในการทรงวางพวงมาลาที่พระบรมราชานุสรณ์ต่างๆ เป็นต้นนอกจากนี้ยังมี เครื่องนมัสการทองน้อย เครื่องนมัสการทองน้อย (เครื่องหงส์) เครื่องนมัสการทองน้อยแก้ว เครื่องนมัสการกระบะถม เป็นต้นเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

04/11/2562

ทองคำ กับถ้ำลิเจีย ความลับที่ยังต้องค้นหากันต่อไป


เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2538 มีข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์เรื่องการพบ ทองคำแท่งและสมบัติมีค่าจำนวนมหาศาล ที่ทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซุกซ่อนฝังไว้ ตามเขาตามถ้ำ ถึงขนาดมีคนระดับนายทหารใหญ่ออกมายืนยันเรื่องสมบัติกันหลายคน ทำให้มีการขุดค้นหาสมบัติที่บริเวณถ้ำลิเจีย โดยมีทั้งสำนักข่าวในเมืองไทยและ สำนักข่าวญี่ปุ่นมารอทำข่าวกันมากมาย จนกระทั่งวันที่ 24 พ.ย.2541 เจ้าหน้าที่เลขานุการประจำเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า “เรื่องทองคำมหาศาลเชื่อว่าไม่มีจริง เพราะถ้าญี่ปุ่นมีทองคำมากมายขนาดนั้น เราคงไม่แพ้สงคราม เรื่องนี้เป็นความเชื่อของชาวบ้านที่เล่าๆ ต่อกันมา” เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นจากผู้สูงอายุคนหนึ่ง อ้างว่าทำธุรกิจส่งข้าวสารให้กับค่ายทหารของกองทัพญี่ปุ่น ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงทำให้รู้เห็นข้อมูลการขนทองคำของกองทัพญี่ปุ่น แต่ ณ เวลานั้น เขาไม่กล้าที่จะเปิดเผยความลับนี้ เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย และ ไม่กล้าบอกใคร เพราะกลัวจะถูกกล่าวหาว่า กุเรื่องจึงได้เรื่องนี้เป็นความลับเรื่อยมากระทั่งเวลาล่วงเลยไป เมื่ออายุมากขึ้นเกิดล้มป่วยใกล้เสียชีวิต จึงได้ตัดสินใจนำเรื่องนี้ไปบอกกับบุคคลผู้กว้างขวางท่านหนึ่ง เพื่อขอร้องให้ช่วยประสานงานกับหน่วยงานราชการของไทย เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องขุมทรัพย์ทองคำเพราะหากเป็นเรื่องจริง ประเทศชาติก็จะได้รับประโยชน์มหาศาล เพราะในช่วงนั้นประเทศไทยกำลังบอบช้ำ จากวิกฤตต้มยำกุ้ง หลังจากนั้นชายชราก็หายตัวไป ไม่สามารถติดต่อได้และไม่มีใครพบอีกเลยนับจากนั้นเป็นต้นมา ตำนานขุมทรัพย์ทองคำถ้ำลิเจีย ก็ได้กลายเป็นข่าวครึกโครม และเกิดเสียงร่ำลือ ต่างๆ นานา จนแทบแยกไม่ออกว่าอะไรคือความจริง อะไรคือสิ่งลวง แต่การลักลอบเข้าไปขุดเจาะถ้ำลิเจียก็เกิดขึ้นเป็นระยะ จนถึงปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีดาวเทียม สำหรับการสำรวจทางด้านทรัพยากรธรณีมาฝใช้สำรวจ ถ้ำลิเจีย ว่า มีทองคำซุกซ่อนอยู่จริงหรือไม่นั้น แต่นักวิชาการหลายท่านก็ยืนยันว่าไม่น่าจะสามารถบอกได้ว่ามีทองคำหรือไม่ น่าจะทำได้เพียงบอกว่า ภูเขาลูกนั้นมีอะไรพิเศษอยู่หรือไม่ เช่น อาจจะบอกได้เพียงว่า ภูเขานั้นเป็นแบบไหน หรือเป็นภูเขาที่มีแต่หินล้วนๆ เป็นต้น เว้นแต่ว่าภูเขาจะมีทองคำอยู่จำนวนมหาศาลในภูเขาทั้งลูกนั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ดาวเทียมก็อาจสามารถตรวจพบได้ อย่างไรก็ตาม หากที่ใดที่มีทองคำจำนวนมากมหาศาลจนถึงขั้นทำให้ดาวเทียมตรวจพบได้ ก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลยว่า มันจะเกิดขึ้นได้จากน้ำมือมนุษย์ เพราะในความเป็นจริง มันจะเป็นเช่นนั้นได้ ต้องเกิดขึ้นจากธรรมชาติเท่านั้น เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

04/11/2562

เมียนมา ขุดพบทองคำสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2


เมื่อเดือน พฤษภาคม ปี2561 มีการรายงานข่าวว่า มีการขุดค้นพบทองคำแท่งสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่บริเวณใกล้เขตเมืองทันบูซายัด ทางตะวันออกเฉียงใต้รัฐมอญ ประเทศเมียนมา ทำให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเมียนมา และผู้สื่อข่าวเมียนมาต้องเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นเส้นทางตามทางรถไฟสายมรณะที่ติดกับ จ.กาญจนบุรี ของไทย ไปยังเมืองทันบูซายัดการพบทองคำแท่งในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างที่รัฐบาลเมียนมาว่าจ้างให้มาสร้างถนน กำลังใช้รถแบ็คโฮขุดหินและดินบริเวณภูเขาในสวนยางของชาวบ้านอยู่นั้น ก็พบกับปากถ้ำที่มีความลึกราว 8 เมตร เมื่อลงไปตรวจค้นด้านในก็พบทองคำแท่งเก่าแก่ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 mujผลิตขึ้นในปี 1932 ปั๊มตราเป็นภาษาอังกฤษว่า BURMA BUDDHA หมายถึง ทองของพระพุทธเจ้า ซึ่งคาดว่าทหารญี่ปุ่นยุคนั้นใช้ไฟเผาพระพุทธรูปและเจดีย์ต่างๆแล้วนำทองมาหลอมเป็นทองคำแท่งดังกล่าวผู้สื่อข่าวเมียนมารายงานว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม โดย นายมินซู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ของเมียนมา เป็นผู้นำทีมสำรวจค้นหาข้อมูลและขอพื้นที่จากชาวบ้าน ในขณะเดียวกันก็สร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่บางส่วน เนื่องจากพวกเขาคิดว่าน่าจะได้ส่วนแบ่งจากรัฐบาลในการขุดพบทองคำจำนวนมหาศาลนี้บ้าง เพราะเป็นทองคำที่ขุดค้นพบในที่ดินของพวกเขา และเมื่อขุดไปแล้วก็ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน โดยเฉพาะที่ดินและพืชสวน แต่ทางการเมียนมาไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ พร้อมแจ้งกับชาวบ้านว่าทองคำที่ขุดได้เป็นสมบัติของชาติ โดยจะดำเนินการขุดค้น สำรวจ ทรัพย์สมบัติ และค้นหาข้อมูลเส้นทางการเดินทัพของทหารญี่ปุ่นต่อไปในรายงานไม่ได้ระบุตัวเลขแน่ชัดว่าจำนวนทองคำแท่งที่ขุดพบนั้นมีจำนวนเท่าใด แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า ขุมทองนั้นเกิดขึ้นในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยนายพล โทโมยูกิ ยามาชิตะ เจ้าของฉายาเสือร้ายแห่งมลายู ที่บุกเข้าไปยึดฟิลิปปินส์ ก่อนจะถูกทหารอเมริกันรุกไล่ให้ลงไปจากเกาะ ได้ฝังทรัพย์สมบัติมูลค่ามหาศาล ที่มีทั้งทองคำ เพชร พลอย และศิลปะล้ำค่าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้ในหลายประเทศขณะถอยทัพ โดยคาดว่าจะมีการฝังทองคำแลสมบัติล้ำค่าต่างๆไว้ ถึง 172 จุด เมื่อฝังเสร็จแล้วก็จะฝังเชลยศึกตามลงไปเพื่อรักษาความลับเอาไว้ และความลับนี้ก็กลายเป็นความลับชั่วนิรันดร์ เมื่อนายพล โทโมยูมิ ถูกประหารชีวิตในปี 1946 โดยไม่มีใครรู้ว่าสมบัติที่เหลืออยู่ที่ไหนบ้าง แต่เชื่อว่าหนึ่งขุมทรัพย์ทองคำมหาศาลนั้นถูกฝังอยู่ในถ้ำลิเจีย จังหวัดกาญจนบุรี ประเทศไทยของเรานี่เองเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

04/03/2562

พระที่นั่งราชยานพุดตานทอง


พระพระที่นั่งราชยานพุดตานทอง หรือพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่1พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นตามราชประเพณีตั้งแต่สมัยอยุธยา เพื่อใช้ในการเสด็จออกมหาสมาคม ทำด้วยทองคำประดับรัตนชาติ เป็นพระที่นั่งขนาดย่อมที่จะเชิญไว้เหนือพระแท่นราชบัลลังก์ก็ได้ หรือถ้าไม่มีพระราชบัลลังก์ ณ สถานที่นั้น ก็ประทับบนพระที่นั่งพุดตานฯ อย่างเดียวก็ได้ พระที่นั่งพุดตานฯ องค์นี้ พระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ทรงใช้สืบทอดกันมาตั้งแต่รัชกาลที่1ถึงรัชกาลที่9 และจะมีการนำมาใช้อีกครั้งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 10 ในเดือนพฤษภาคมนี้พระที่นั่งราชยานพุดตานทองเป็นพระที่นั่งสำหรับพระมหากษัตริย์ประทับห้อยพระบาท ทำด้วยไม้สักแกะสลักลายหุ้มทองทั้งองค์ เหนือพระแท่นเป็นที่ประทับ มีพนักสามด้าน และมีกระดานพิงอยู่เบื้องหลัง ด้านนอกพนักมีใบปรือประกอบอยู่ด้านซ้ายและด้านขวา และประดับกระจังใบเทศเล็กๆ เรียงเฉพาะด้านนอกใบปรือ จากนั้นจึงเป็นบัวคุ่ม ชั้นต่ำลงเป็นท้องไม้เว้าเข้าด้านใน ประดับด้วยเทพนมและครุฑแบก ๒ ชั้น แกะสลักปิดทองโดยรอบ ถัดลงมาเป็นชั้นหน้ากระดานชั้นแรกแกะเป็นลายลูกฟักก้ามปู บนหน้ากระดานเป็นลายกระจังเจิมเรียงไปตลอด ท้องไม้ชั้นสองมีลวดลายเหมือนท้องไม้ชั้นแรก ต่อด้วยชั้นหน้ากระดานชั้นสองที่มีลวดลายประดับเหมือนหน้ากระดานชั้นแรก จากนั้น เป็นชั้นสิงห์ ที่ประกอบด้วยลวดลายบัวหลังสิงห์และปากสิงห์ ต่อหน้าพระแท่นมีอัฒจันทร์ เมื่อเชิญเป็นที่ประทับในพระราชพิธี เจ้าพนักงานจะลาดผ้าทิพย์ประดับ ทอดพระยี่ภู่ และพระเขนยอิงเมื่อทอดพระที่นั่งองค์ดังกล่าวเหนือพระราชบัลลังก์ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร จึ่งเรียกรวมว่า พระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ เป็นที่ประทับเมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จออกในการพระราชพิธี ได้แก่ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีฉัตรมงคล และพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา และในรัฐพิธีเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีตั่งซ้ายขวาสำหรับวางเครื่องราชูปโภคประกอบด้วยเสมอ อนึ่ง บางคราวก็ทอดพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ไว้เหนือพระแท่นลา โดยมีตั่งซ้ายขวา ได้ด้วยเช่นกันพระนั่งองค์นี้ใช้เป็นพระราชยานได้ จึงมีห่วงและคานสำหรับหาม และเรียกชื่อพระราชยานตามลักษณะการใช้งานว่า พระที่นั่งราชยานพุดตานทอง เป็นพระราชยานสำหรับประทับเสด็จฯ โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคอนึ่งพุดตาน เป็นชื่อไม้พุ่มเตี้ยตามต้นและกิ่งมีขน ใบมีลักษณะคล้ายใบฝ้าย ขนาดใหญ่ ขอบใบหยัก ดอกมีขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายดอกชบาซ้อน พุดตานจะบานในตอนเช้า โดยเมื่อเริ่มบานจะมีสีขาว ค่อยๆเปลี่ยนสีเป็นสีชมพูในตอนสาย และค่อยๆเป็นสีชมพูเข้มขึ้นในตอนบ่าย ต้นพุดตานออกดอกดกตลอดทั้งปี ชอบอยู่กลางแจ้ง ชอบแสงแดดจัด ไม่ชอบที่แฉะหรือมีน้ำขัง ปลูกได้ดีในที่ดอน ดินร่วนซุย ต้องการน้ำ และความชื้นปานกลางเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

04/03/2562

พระที่นั่งสำคัญในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก


นอกจากพระราชยานพุดตานทองหรือพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ ที่ใช้เป็นพระราชยานสำหรับประทับเสด็จฯ โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคมาก ในพระราชพิธีบรทราชาภิเษกยังมีพระที่นั่งที่มีความสำคัญอีกหลายองค์ได้แก่พระที่นั่งภัทรบิฐ ลักษณะคล้ายเก้าอี้ มีกงท้าวแขนด้านหลังพนักพิง แต่เดิมรัชกาลที่1- รัชกาลที่ 7 ปักสปตปฎลเศวตฉัตรกางกั้นในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุยเดช บรมนาถบพิตรได้แก้ไขเปลี่ยนเป็นกางกั้นปฎลมหาเศวตฉัตร ฉัตร 9 ชั้น ที่พื้นพระทที่นั่งภัทรบิฐ บุแผ่นทองแดงกาไหลทองลายกระหนกกลางเป็นรูปราชสีห์ที่ขอบและส่วนที่เป็นขสเป็นลายถมทอง มีฐานเขียงไม้สลักปิดทอง ประดับกระจกรองรับ พร้อมกับตั้งโต๊ะเคียงสลักปิดทองประดับกระจก ขาเป็นรูปพญานาคราช 2 ข้าง สำหรับทอดเครื่องราชกกุธภัณฑ์และเครื่องราชปูโภค ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณด้านมุขตะวันตกในพระบรมมหาราชวัง เป็น พระที่นั่งสำหรับพระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นประทับเพื่อทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องขัตติยราชวราภรณ์และเครื่องราชูปโภคในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์เป็นพระแท่นหรือพระที่นั่งหรือพระราชอาสน์ทำจากไม้อุทุมพรหรือ มะเดื่อ มีรูปทรงแปดเหลี่ยมจึงเรียกว่า“พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์” สลักปิดทองประดับกระจกกางกั้นด้วยพระบวรเศวตฉัตรหรือสัปตปฎล เศวตฉัตรหรือฉัตรขาว 7ชั้น ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ด้านมุข ตะวันออก ในพระบรมมหาราชวัง สำหรับหรับพระมหากษัตริย์ เสด็จขึ้นประทับรับน้ำสรงพระมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานเป็นพระที่นั่งประธานในหมู่พระมหามณเฑียร เป็นพระวิมานที่บรรทมของพระมหากษัตริย์และเป็นมณฑล พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรในพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานมีลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยกพื้นสูงมีเฉลียงรอบและมีเสานางเรียง รับชายคา โดยรอบทั้ง 4 ด้าน ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานเครื่องราชกกุธภัณฑ์และพระแสงสำคัญ พระที่นั่งไพศาลทักษิณตั้งอยู่กลางระหว่างท้องพระโรงหน้าของพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานกับพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย มีลักษณะเป็น พระที่นั่งโถงยาวยกพื้นสูงทอดยาวไปตามทิศตะวันออก–ตะวันตก ผนังทิศตะวันออกของพระที่นั่งมีพระทวารสำหรับเสด็จพระราชดำเนินไปยังหอพระสุลาลัยพิมาน หน้าพระทวาร ประดิษฐานพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ภายใต้สัปตปฎลเศวตฉัตร ส่วนผนังด้านทิศตะวันตกมีพระทวารสำหรับเสด็จ พระราชดำเนินไปยังหอพระธาตุมณเฑียร หน้าพระทวารประดิษฐานพระที่นั่งภัทรบิฐ ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ผนังด้านทิศเหนือของพระที่นั่งเป็นผนังทึบและมีช่องพระทวาร11บาน ส่วนกลางของผนังด้านนี้เป็นพระวิมาน ที่ประดิษฐานพระสยามเทวาธิราช ด้านหลังพระวิมานเป็นพระทวารเทวราชมเหศวร ซึ่งเป็นทางเสด็จพระราชดำนินของ พระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ เมื่อเสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ผนังด้านทิศใต้ ช่วงกลางเป็นอัฒจันทร์ลดพื้นลงไปยัง ท้องพระโรงหน้าของพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานนอกจากนี้ยังมีพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน ทรงใช้เป็นที่ประกอบพระราชกรณียกิจสำคัญของบ้านเมือง เช่น เสด็จออกขุนนาง ที่เสด็จออกมหาสมาคม ในพระราชพธิบีรมราชาภิเษก ตลอดจนเสด็จออกรับฑูตานุฑูตต่างประเทศที่เข้ามาเจริญพระราชไมตรี และพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นที่ประดิษฐานพระบรมศพพระมหากษัตริย์รัชกาลต่างๆ รวมทั้งพระอัครมเหสีและพระศพพระบรมวงศ์ชั้นสูงอีกด้วยเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

04/03/2562

พระสุพรรณบัฏ พระราชลัญจกร


ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้น มีขั้นตอนสำคัญขั้นตอนหนึ่งในการเตรียมประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพิธีคือจารึกพระสุพรรณบัฏและแกะพระราชลัญจกรประจำรัชกาล ซึ่งจะต้องถวายพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระปรมาภิไธย ก่อนที่จะถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่นๆ และต้องเชิญแผ่นดวงพระบรมราชสมภพและพระราชลัญจกรประจำรัชกาลประดิษฐานบนพระแท่นมณฑลในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกด้วย พระสุพรรณบัฏ หมายถึง แผ่นทองคำจารึกพระปรมาภิไธย ลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า หนา 0.1 เซนติเมตร ขนาดความกว้างและความยาวขึ้นอยู่กับอักษรหรือข้อความที่จะจารึกพระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน หรือ พระราชลัญจกรประจำรัชกาล เป็นเครื่องมงคลที่ แสดงถึงพระราชอิสริยยศ และพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ ใช้เป็นดวงตราประทับกำกับ พระปรมาภิไธย และเอกสารราชการแผ่นดิน ได้แก่ รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา และเอกสารสำคัญส่วนพระองค์ที่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ที่ออกในพระปรมาภิไธย เป็นต้นพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินจะเชิญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พร้อมกับเครื่องมงคล อื่นๆ คือพระสุพรรณบัฏและเครื่องราชกกุธภัณฑ์ พระราชลญัจกรประจำแผนดินนี้ เริ่มสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อมีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินต่อมา พุทธศักราช 2538 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระบรมราชานุญุาตให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีสร้างพระราชลัญจกรพระครุฑหพ่าห์ด้วยทองคำขึ้นอีกองค์หนึ่ง เพิ่มจากองค์เดิมซึ่งสร้างด้วยงาช้างตั้งแต่พุทธศักราช 2493 ซึ่งมีสภาพชำรุดเนื่องจากใช้มานาน กว่า 45 ปี พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ทองคำประจำรัชกาล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างด้วยทองคำทั้งองค์ มีรูปลักษณะเช่นเดียวกันกับพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ประรัชกาลตรางา ด้านบนองค์พระราชพระราชลัญจกรติดตราสัญลักษณ์พระราชพิธีกาญจนาภิเษกการจารึกพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระปรมาภิไธยและดวงพระบรมราชสมภพของพระมหากษัตริย์ในสมัยรัตนโกสินทร์จัดขึ้นในพระอุโบสถวัดพระศรรีตันศาสดาราม โหรหลวงจะเป็นผู้กำหนดพระฤกษ์พิธีจารึกพระสพุรรณบัฏ เมื่อกำหนดพระฤกษ์ได้วันจารึกพระสุพรรณบัฏแล้วตอนเย็นก่อนถึงวันพระฤกษ์พระสงฆ์จะเจริญพระพุทธมนต์ส่วนโหรหลวงจะสวดบูชา เทวดาเช้าวันรุ่งขึ้นก่อนเวลาพระฤกษ์พระราชวงศ์ที่ทรงเป็นประธานในพิธีจะทรงถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์เมื่อพระสงฆ์ รับพระราชทานฉันแล้วประธานในพิธีจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการและทรงศีล จากนั้นจึงเริ่มพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏและแกะ พระราชลัญจกรประจำรัชกาล เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

04/03/2562

รถไฟฟ้าสายสีทอง เชื่อมเส้นทางลุ่มน้ำเจ้าพระยา


ปัจจุบันถนนกรุงธนบุรี ถนนเจริญนครและถนนสมเด็จเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรีการขยายตัวของชุมชนและเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก มีทั้งศูนย์การค้าขนาดใหญ่ อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม และโรงแรม เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาการจราจรแออัด จึงเป็นที่มาของการก่อสร้างรถไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ที่สามารถเดินทางเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนหลักได้ หนึ่งในนั้นคือโครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง รถไฟฟ้าสายสีทองใช้เงินลงทุน 2,080 ล้านบาท เป็นเส้นทางรถไฟฟ้าระยะสั้นแบบโมโนเรล หรือรถไฟฟ้ารูปแบบรางเดี่ยวเป็นรถไฟฟ้าสายรอง (Feeder Line) ที่จะเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายอื่นๆคือ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว (ช่วงตากสิน-บางหว้า) ที่สถานีกรุงธนบุรี เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีแดง (ช่วงหัวลำโพง-มหาชัย) ที่บริเวณสถานีคลองสาน และเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ช่วงเตาปูน - ราษฏร์บูรณะ) ที่สถานีประชาธิปก รวมระยะทางประมาณ 2.7 กิโลเมตร รถไฟฟ้าสายสีทองเริ่มต้นที่จุดเชื่อมต่อจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีกรุงธนบุรี วิ่งไปตามถนนกรุงธนบุรี เลี้ยวเข้าถนนเจริญนคร ถนนเจริญรัถ จนถึงแยกคลองสาน และไปสิ้นสุดบริเวณหน้าโรงพยาบาลตากสิน ประกอบด้วย 4 สถานีคือG1 (สถานีกรุงธนบุรี) เป็นสถานีเริ่มต้นของโครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง เชื่อมต่อเข้ากับแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่สถานีกรุงธนบุรี วิ่งไปตามถนนกรุงธนบุรี เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนเจริญนครและเข้าสู่สถานีเจริญนคร G2 (สถานีเจริญนคร)จะตั้งอยู่บนถนนเจริญนคร บริเวณสะพานข้ามคลองวัดทองเพลง วิ่งต่อไปตามถนนเจริญนคร มุ่งหน้าสู่แยกคลองสาน ก่อนเส้นทางจะเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนสมเด็จเจ้าพระยา สิ้นสุดที่โรงพยาบาลเลิดสินG3 (สถานีคลองสาน)จะตั้งอยู่บนถนนสมเด็จเจ้าพระยา เยื้องกับบริเวณหน้าโรงพยาบาลตากสิน โดยเส้นทางจากสถานีนี้จะวิ่งมุ่งหน้าต่อไปตามถนนสมเด็จเจ้าพระยา เพื่อเข้าสู่สถานีสุดท้ายของโครงการที่สถานีประชาธิปก ในอนาคตที่บริเวณสถานีคลองสานของรถไฟฟ้าสายสีทองแห่งนี้จะถูกเชื่อมต่อเข้ากับแนวรถไฟฟ้าสายสีแดง (ช่วงหัวลำโพง-มหาชัย)อีกด้วยG4 (สถานีประชาธิปก)บริเวณสถานีจะตั้งอยู่บนถนนสมเด็จเจ้าพระยา บริเวณระหว่างหน้าปากซอยสมเด็จเจ้าพระยา 6 และซอยสมเด็จเจ้าพระยา 8 และจะเชื่อมต่อเข้ากับแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง(ช่วงเตาปูน - ราษฏร์บูรณะ)ในอนาคต รถไฟฟ้าสายสีทองจะเปิดให้บริการระยะที่ 1 สถานี G1/G2)ได้ภายในปี 2562 นี้ซึ่งคาดว่าจะสามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารได้ 50,000 คนต่อวันทำให้ประชาชนสามารถมีทางเลือกในการเดินทางเชื่อมต่อไปทางระบบเรือได้โดยผ่านท่าเรือไอคอนสยาม ที่เปิดให้เรือสาธารณะเข้ามาจอดเพื่อรับผู้โดยสารที่ต้องการสัญจรทางน้ำ ซึ่งจะเกิดการเดินทางที่ครบวงจรคือ ระบบรถ ราง และเรือในที่สุดเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

04/03/2562

ลิเที่ยม ทองคำสีขาวของโลกยุคใหม่


ทองคำสำคัญอย่างไรสำหรับยุคอดีต และปิโตรเลียมสำคัญอย่างไรสำหรับศตวรรษที่แล้ว ลิเทียมอาจสำคัญแซงหน้าทั้งสองอย่างนั้นในทศวรรษหน้า เพราะลิเทียมถูกใช้ในในประโยชน์ในหลายด้านทั้งในวงการแพทย์ ในอุตสาหกรรมไปจนถึงการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ จนได้ชื่อว่าเป็นทองคำสีขาวของโลกอนาคตในวงการแพทย์นั้นมีการใช้ลิเที่ยวใช้เป็นส่วนประกอบของยารักษาโรคไบโพล่า ในอุสาหกรรมมีใช้ตั้งแต่เซรามิก จนกระทั่ง เป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับแบตเตอรี่ในคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ลิเทียม จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแบตเตอรี่ และประเทศโบลิเวียด้วย คือเจ้าของทรัพยากรณ์ซึ่งจะกลายเป็นอนาคตของโลกที่มีชื่อว่า ลิเทียมที่เปรียบเสมือนทองคำขาว นั่งเองชั้นเกลือราบ (salt flat) อันกว้างใหญ่ไพศาลกว่า 10,000 ตารางกิโลเมตรที่ความสูงราว 3,650 เมตรจากระดับทะเล ชื่อว่าซาลาร์เดอูยูนี (Salar de Uyuni)ของโลลิเวีย คือแหล่งที่มาของลิเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งอาจมากถึงร้อยละ 17 ของทั้งหมดในโลกอยู่ที่นี่ ขณะที่ชนพื้นเมืองชาวไอมาราเก็บและขายเกล็ดเกลือบนพื้นผิวของชั้นเกลือราบซาลาร์เดอูยูนี ลิเทียมที่มีค่ายิ่งหว่าทองละลายอยู่ในน้ำเกลือที่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน โรงงานผลิตลิเทียมต้นแบบถูกสร้างขึ้นในปี 2013 โดยรัฐบาลโบลิเวียบนที่ราบ ซาลาร์เดอูยูนี น้ำเกลือที่อุดมด้วยลิเทียมถูกสูบจากใต้ผิวดินลึกลงไปถึง 20 เมตรขึ้นมาพักไว้ในบ่อระเหยที่มีอยู่กว่า 200 บ่อ มีคนงานราว 250 คน โดยโบลิเวียเคยตั้งเป้าจะผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมให้ได้ภายในปี 2010 และรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2015 แต่ยังไม่สามารถทำได้ตามทีคิดไว้เพราะ การทำเหมืองลิเทียมเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง ต้องอาศัยทั้งการลงทุนมหาศาลและความช่ำชองทางเทคโนโลยี ขณะเดียวกัน การดึงดูดบริษัทต่างชาติที่จะยอมยกการควบคุมให้กับรัฐด้วยความเต็มใจนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จนกระทั่งถึงปี 2018 โบลิเวียจึงทำข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทสัญชาติเยอรมันชื่อเอซีไอซิสเตมส์อาเลมาเนีย เป็นเงิน 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับการถือหุ้นร้อยละ 49 ในโรงงานผลิตลิเทียมนี้เมื่อปี 2017 การบริโภคลิเทียมในตลาดโลกอยู่ที่ประมาณ 40,000 ตันต่อปี แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 10 ในทุกๆปี นับตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา ขณะเดียวกัน ระหว่างปี 2015 ถึง 2018 ราคาลิเทียมขยับสูงขึ้นเกือบสามเท่าตัว นอกจากนี้ ความต้องการที่ว่านั้นมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอีก เมื่อรถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นที่นิยมมากขึ้นทั้งนี้การทำเหมืองลิเทียมมีอยู่ในทุกทวีป ยกเว้นแอนตาร์กติกา ปริมาณลิเทียมสำรองมากถึงสามในสี่ของทั้งหมดอยู่ในเขตที่ราบสูงอัลติปลาโน-ปูนา ในเทือกเขาแอนดีส แหล่งชั้นเกลือพบอยู่หนาแน่นในชิลี อาร์เจนตินา และโบลิเวีย ซึ่งเรียกกันว่า “สามเหลี่ยมลิเทียม” (Lithium Triangle) ลิเทียมจะกลายเป็นทองคำสีขาวในอนาคตอันใกล้นี้ตามที่คาดการณ์กันไว้หรือไม่คงต้องจับตาดูกันต่อไปเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

04/03/2562

สับปะรดตราดสีทอง พันธุ์ใหม่มาแรง


จังหวัดตราด ที่ตั้งอยู่ในภูมิประทศที่เหมาะสม ทำให้สามารถปลูกไม้ผลได้หลากหลา ที่ขึ้นชื่อ เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง รวมถึงสับปะรดตราดสีทอง ที่กลายเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับต้นๆของตราดที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรค่อนข้างสูง มีการปลูก และเก็บเกี่ยวผลผลิตตลอดปีและเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ สับปะรดตราดสีทอง เป็นสับปะรดบริโภคผลสดพันธุ์เดียวของไทย ที่ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ด้วย ลักษณะเด่นที่รูปทรงผล สีผิวเหลืองส้ม รสชาติหวานมาก เนื้อเหลืองทองสม่ำเสมอ เนื้อแห้งกรอบ และมีกลิ่นหอมกว่าสับปะรดทุกสายพันธุ์ จัดเป็นสับปะรดกลุ่มควีน (Queen) ลักษณะเด่น ภายนอกคือ ขอบใบที่ต้นและขอบใบที่จุกผลมีหนามสั้นๆ แหลมคม ทรงโค้ง สีน้ำตาลแดง ผลเป็น รูปทรงกระบอก ผิวเปลือกเมื่อแก่สุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มหรือเหลืองส้ม ตาใหญ่ ร่องตาลึก เปลือกหนา ตาลึก ทนทานต่อการขนย้าย มีความหวาน 16-20 เบริกซ์ กลิ่นหอมมาก เนื้อสีเหลืองเข้ม เนื้อและไส้กรอบ เนื้อแห้งไม่ฉ่ำน้ำ เนื้อมีเส้นใยอ่อนนุ่ม เคี้ยวไม่ติด แม้ข้อมูลจากทางการจะระบุว่าประเทศไทยส่งออกสับปะรดมากเป็นอันดับ 1 ของโลกมามากกว่า 10 ปี แต่ก็เป็นการส่งออกผลิตภัณฑ์สับปะรดแปรรูปเกือบทั้งหมด ส่วนสับปะรดผลสดนั้นส่งออกน้อยมาก เทียบไม่ได้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไต้หวัน และ ประเทศผู้ผลิตสับปะรดแถบอเมริกาใต้และแอฟริกา ทั้งนี้ เพราะขาดการส่งเสริมด้านการวิจัยและพัฒนา ขาดการส่งเสริมที่ต่อเนื่องจริงจัง และยังไม่มีการพัฒนาสายพันธุ์สับปะรดใหม่ๆ ที่เป็นของไทยเอง ทั้งพันธุ์สับปะรดเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม และพันธุ์สับปะรดเพื่อบริโภคผลสด เกษตรกรและภาคโรงงานจึงไม่มีทางเลือก และไม่มีโอกาสแข่งขันการค้าในตลาดต่างประเทศ เหมือนกับประเทศอื่ๆที่มีสับปะรดสายพันธุ์ของตัวเองที่สร้างชื่อในตลาดโลกเช่น เช่น พันธุ์ Tainung และ Honey Gold ของไต้หวัน และพันธุ์ Josapine ของมาเลเซียสับปะรดตราดสีทอง จึงเป็นของฝากจากธรรมชาติที่อาจกลายเป็นสินค้าส่งออกในรูปแบบของสับปะรทานสดได้ ทั้งนี้สับปะรดตราดสีทองมีการพัฒนาสายพันธุ์มาจากสับปะรดภูเก็ต นำมาปลูกจนมีการกลายพันธุ์หรือการผสมข้ามพันธุ์กัน ทำให้มีลักษณะเด่นกว่าต้นพันธุ์ภูเก็ตของเดิม เช่น ผลมีความยาวและขนาดผลใหญ่กว่ารสชาติหวานกว่า สีเนื้อเหลือง เดิมเรียกว่าว่า พันธุ์ “สิงคโปร์-ปัตตาเวีย” ต่อมา จัดว่าเป็นสับปะรดบริโภคผลสดพันธุ์เดียวของไทย ที่โดดเด่นกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย ต่อมาทางจังหวัดตราดเห็นว่าสับปะรดชนิดนี้สร้างชื่อเสียงให้จังหวัดตราดเป็นอย่างมาก จึงตั้งชื่อใหม่เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดว่า “สับปะรดตราดสีทอง” เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

04/03/2562

สุพรรณิการ์ ต้นไม้ที่มีค่าสูงดังทองคำ


สุพรรณิการ์เป็นต้นไม้ที่มีค่าสูงดังทองคำ เพราคำว่าสุพรรณ แปลว่าทอง บางครั้งจึงเรียกต้นสุพรรณิการ์ว่าต้นฝ้ายคำ เพราะมีดอกสีเหลืองดังทองคำ ชูช่อขึ้นฟ้าเหลืองอร่ามสวยงาม จึงถือว่าเป็นดอกไม้คู่ฟ้า นอกจากนี้ยังเชื่อว่าหากปลูกต้นสุพรรณิการ์ไว้ประจำบ้าน จะทำให้มีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะต้นสุพรรณิการ์โบราณเรียกว่า ต้นปาริชาติ คือ ดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ปลูกไว้ตามวิหารของพระเจ้าในสมัยพุทธกาล สุพรรณิการ์จึงเป็นไม้มงคลนาม ผู้รู้แนะนำว่าควรปลูกไว้ทางทิศใต้ และควรปลูกในวันพุธ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้ที่ใช้ประโยชน์จากดอกให้ปลูกในวันพุธ และจะเป็นมงคลยิ่งขึ้นถ้าผู้ปลูกเกิดในปีระกา เพราะสุพรรณิการ์เเป็นต้นไม้ประจำปีระกา ถ้าผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านเกิดในปีระกาด้วยแล้วก็จะเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้นไปอีกต้นสุพรรณิการ์ มีมีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง เป็นทรงพุ่มโปร่งลำต้นมีความสูงประมาณ8-15เมตร ดอกออกเป็นช่อ ช่อหนึ่งยาวประมาณ20-30เซนติเมตร ดอกมี5กลีบ ลักษณะกลีบดอกงุ้มเข้าหากัน กลีบดอกและเกสรมีสีเหลืองอยู่ตรงกลาง ซึ่งจะบานพร้อมกันในช่วงฤดูหนาว ราวเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ จากนั้นดอกก็จะเริ่มร่วงโรย การขยายพันธุ์: สุพรรณิการ์ สามารถขยายพันธ์ได้ด้วยการการเพาะเมล็ด การปักชำด้วยกิ่งที่มีสีเข้มใช้2 - 3 เดือน และการตอนในฤดูฝน กิ่งที่ใช้ควรมีสีน้ำตาลอ่อน ใช้เวลา 1 - 2 เดือน จึงออกรากสามารถนำไปปลูกลงดินได้ แต่ต้นสุพรรณิการ์ไม่ทนทานต่อการระบาดของเพลี้ยแป้ง การปลูกพันธุ์ไม้ชนิดนี้ควรหลีกเลี่ยงการปลูกในพื้นที่ที่มีการระบาดของเพลี้ยแป้ง และเป็นพันธุ์ไม้ประดับที่มีกิ่งเปราะ หักง่าย เมื่อโดนลมแรงจึงต้องใช้ความระมัดระวังและเลือกพื้นที่ปลูกให้เหมาะสมยาง จากต้นสุพรรณิการ์มีลักษณะเป็นก้อนผลึกสีเหลืองอ่อน หรือน้ำตาลอมชมพู มีสรรพคุณใช้เป็นยาระบาย เป็นส่วนผสมในน้ำยาเซทผม เป็นยาทาบำรุงผิว ใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้าและการพิมพ์ อุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง ผสมไอศกรีมทำให้ข้น เนื้อไม้ ต้มกับแป้งเป็นอาหาร ใบอ่อน ใช้สระผม ดอกแห้งและใบแห้ง ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2542 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานต้นสุพรรณิการ์ เป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยได้ทรงปลูกต้นสุพรรณิการ์ไว้ที่บริเวณหน้าอาคารหอประชุมพ่อขุนรามคำแหงมหาราชและยังเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดนครนายกอีกด้วย เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/27/2562

ถ้ำอุไรทอง


ถ้ำอุ หรือถ้ำอุไรทอง เป็นแหล่งทองเที่ยวของจังหวัดสตูล อยู่ในตำบลกำแพง ห่างจากตัวอำเภอละงูประมาณ 6 กิโลเมตรคำว่า“อุไร” มีที่มาจากภาษามาเลย์แปลว่า “ทอง” มีตำนานล่าว่าในอดีตบริเวณนี้เป็นทะเล และมีเรือสำเภามาจอดอยู่ภายในเรือมีทรัพย์สินมีค่าอย่างทองคำจำนวนมาก ต่อมาเรือได้กลายเป็นหินอยู่ในถ้ำ จึงเรียกว่าถ้ำนี้ว่า ถ้ำอุไรทองถ้ำอุไรทอง เป็นเทือกเขาหินปูนลูกโดด ยอดเขาส่วนที่สูงที่สุดประมาณ 90 เมตร ด้านล่างมีอุโมงค์ถ้ำลอดยาวประมาณ 50 เมตร สามารถเดินทะลุกันได้ ด้านนอกมีทางขึ้นไปสู่ถ้ำด้านบนมีสะพานให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมภายในถ้ำได้อย่างสะดวกสบาย เมื่อเข้าไปภายในถ้ำจะพบกับหินงอกหินย้อยที่สวยงาม แยกเป็นถ้ำต่างๆ 3 ถ้ำ คือถ้ำอุไร เป็นถ้ำใหญ่ที่สุด ที่ลักษณะเปิดทั้ง 2 ด้านเป็นลักษณะเหมือนอุโมงค์เป็นถ้ำที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก มีขนาดประมาณ กว้าง 25 เมตร ยาว 40 เมตร สูง 4 เมตร เป็นแหล่งที่พบกระดูกมนุษย์โบราณและกระดูกสัตว์ เช่น แรด ม้าลาย จุดที่พบอยู่ห่างถ้าไปทางทิศเหนือราว 25 เมตร มีอายุประมาณ 4-5 พันปีถ้ำสำเภา ประกอบด้วยถ้ำสำเภาเหนือมีขนาดประมาณ กว้าง 20 เมตร ยาว 30 เมตร สูง 50 เมตร และถ้ำสำเภาใต้ มีขนาดประมาณ กว้าง 20 เมตร ยาว 35 เมตร สูง 35 เมตร พบเสาหินย้อยที่มีลักษณะสวยงาม เป็นแหล่งที่พบหอยโบราณ ถ้ำลูกสาวมีขนาดประมาณ กว้าง 10 เมตร ยาวประมาณ 15 เมตร สูง 5 เมตร อยู่ทางทิศเหนือของถ้ำสำเภาประมาณ 15 เมตร อยู่สูงกว่าถ้ำสำเภาประมาณ 10 เมตรเป็นแหล่งพบกระดูกสัตว์โบราณ เช่น ฟันกรามของแรด กรามหมูป่า กีบควาย หอยน้ำเค็ม หอยโข่ง หอยขมและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นต้น มีเรื่องเล่าว่ารูตรงเสาหินของถ้ำลูกสาวสมัยก่อนชาวบ้านหนีสงครามมาหลบอยู่ในถ้ำแล้วขาดแคลนอาหารต่อมามี การทำพิธีขออาหารก็มีอาหารหย่อนลงมาช่วยชีวิตชาวบ้าน นอกจากเที่ยวชมภายในถ้ำแล้ว ถ้ำอุไรทองยังจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งด้วย ปัจจุบันจังหวัดสตูล ได้ปรับปรุงเส้นทางไปยังถ้ำอุไรทอง ทำให้การเดินทางสะดวกสบายมากขึ้น มีการบริหารจัดการโดยชุมชน ภายใต้การดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง อำเภอละงู เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่อยู่ในเขตอุทยานใด ๆ สามารถเข้าชม ได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ และสินค้าของชุมชนจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวเพื่อรายได้อีกด้วย การเดินทางไปท่องเที่ยวถ้ำทองอุไร จากอำเภอละงู ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 4078 ถึงบ้านควนฟ้าแลบเลี้ยวซ้ายอีก 2 กิโลเมตร ก็ถึงเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/27/2562

สุวรรณภูมิ แผ่นดินทอง


สุวรรณภูมิ เป็นชื่อเรียกดินแดนที่มีการกล่าวถึงในคัมภีร์โบราณหลายฉบับในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งคำว่าสุวรรณภูมินี้มีความหมายว่า แผ่นดินทอง ในชาดกต่างๆบอกว่าสุวรรณภูมิตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอินเดีย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากแผนที่โลก จึงน่าจะสันนิษฐานได้ต่อไปว่า สุวรรณภูมิ คือส่วนที่เป็นแผ่นดิน ได้แก่ ประเทศพม่า ลาว ไทย กัมพูชา เมื่อราวพ.ศ. 234 มีการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 ขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งพระธรรมทูตมาเผยแผ่พุทธศาสนาที่สุวรรณภูมิ โดยมีพระโสณเถระและพระอุตตรเถระเป็นประธาน เมื่อท่านมาถึง ได้ปราบผีเสื้อสมุทรที่ชอบเบียดเบียนชาวสุวรรณภูมิ ทำให้ชาวสุวรรณภูมิเลื่อมใส จากนั้นท่านได้แสดงพรหมชาลสูตร เป็นที่น่าสังเกตว่า ตอนปราบผีเสื้อสมุทร ท่านได้สวดพระปริตรป้องกันเกาะสุวรรณภูมิไว้ จึงมีคำเรียก สุวรรณภูมิ อีกชื่อหนึ่งว่า สุวรรณทวีป แปลว่า เกาะทอง ซึ่งสันนิฐานว่าน่าจะเป็นส่วนที่เป็นเกาะ ได้แก่ เกาะชวา สุมาตรา หรืออินโดนีเซีย รวมไปถึงฟิลิปปินส์ นอกจากวรรณกรรมทางศาสนา แล้วยังมีบันทึกของนักเดินเรือจากต่างประเทศ ที่เขียนขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ระบุถึงดินแดนชื่อสุวรรณภูมิ เช่นในเอกสารของชาวฮั่นที่มีการเอ่ยถึง จินหลิน หรือ กิมหลิน ซึ่งมีความหมายว่า "แผ่นดินทอง" เช่นกัน หลักฐานเหล่านี้นำไปสู่การตีความของนักวิชาการสาขาต่าง ๆ ว่า สุวรรณภูมิก็คือดินแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นเอง นอกจากคัมภีร์ในทางพระพุทธศาสนาที่กล่าวถึงแผ่นดินสุวรรณภูมิแล้ว แผนที่ของปโตเลมี(Ptolemy's Map) นักดาราศาสตร์และนักภูมิศาสตร์ที่มีชื่อเสียงชาวกรีก (เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ. 633 ซึ่งใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์) ระบุว่า ดินแดนในแถบ ประเทศ พม่า มอญ ลาว และไทย คือ Aurea Chersonesus หรือ “แผ่นดินทอง”หรือแม้แต่ในแผนที่ ที่เขียนขึ้น ในยุคกรุงศรีอยุธยา โดยชาวต่างชาติ ก็เรียกดินแดนแถบนี้ ในภาษาละตินว่า Regio Aurea ซึ่งแปลว่า "แผนดินทอง" หรือสุวรรณภูมิ ซึ่งตรงกับพื้นที่บริเวณประเทศไทยและเพื่อนบ้านในปัจจุบัน เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/27/2562

ตำนานไกรทอง ผู้พิชิตชาลาวัน


ไกรทอง มีที่มาจากนิทานพื้นเมืองของจังหวัดพิจิตร ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่ามีเค้ามาจากเรื่องจริง จึงมีการเรียกชื่อสถานที่ต่างๆ ตามตัวละครในเรื่อง เช่น ที่เมืองพิจิตรเก่ามีตำบลชื่อวังชาลวันและบ้านดงเศรษฐี และที่จังหวัดนนทบุรีซึ่งเชื่อว่าเป็นบ้านเกิดของไกรทอง คือตำบลบ้านนายไกร ตามประวัติโบราณนายไกรทอง เดิมชื่อ ไกร บ้านอยู่ริมคลอง ต.บางขุนกอง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี มีอาชีพทำสวน และคุมเรือสินค้า นำผลไม้จากสวนนนทบุรี ล่องเรือไปขายทางเมืองพิจิตร และได้ถือโอกาสไปร่ำเรียนวิชาอาคมกับท่านพระครู วัดหน้าพระธาตุ เมืองพิจิตร วันหนึ่งที่เมืองพิจิตร พญาชาลวันได้ออกจากถ้ำใต้บาดาลมาเพราะอยากกินเนื้อมนุษย์ (ถ้ำชาลาวันเป็นถ้ำใต้น้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นที่อาศัยของเหล่าจระเข้ ภายในถ้ำกว้างใหญ่ราวกับเป็นเมืองๆ หนึ่ง แยกเป็นห้องใหญ่ ห้องเล็กมากมาย ในถ้ำมีลูกแก้ววิเศษที่ส่องแสงออกมาทำให้ในถ้ำสว่างเหมือนเวลากลางวันตลอดเวลา จระเข้ที่เข้ามาในถ้ำก็จะกลายร่างเป็นมนุษย์ไม่มีความหิวหรืออยากอาหารใดๆ ) เมื่อเห็นนางตะเภาแก้วและนางตะเภาทองลูกสาวเศรษฐีเมืองพิจิตรกำลังเล่นน้ำกันอยู่ ก็เกิดความเสน่หาจึงคาบนางตะเภาทองไปไว้ในถ้ำใต้น้ำ ฝ่ายเศรษฐีบิดาของนางตะเภาทองคิดว่าลูกสาวเสียชีวิตจึงประกาศให้สินบนแก่ผู้ที่ฆ่าชาลวันได้ แต่ไม่มีผู้ใดทำสำเร็จ เมื่อไกรทองมาเมืองพิจิตร ทราบข่าวจึงขันอาสาและสามารถปราบชาลวันได้สำเร็จด้วยด้วยหอกสะตะโลหะ และวิชาที่เรียนมาจากพระอาจารย์และช่วยนางตะเภาทองกลับมาได้ เศรษฐีจึงปูนบำเหน็จรางวัลโดยยกลูกสาวทั้งสองให้ไกรทอง และไกรทองก็ยังได้นางวิมาลาเมียของชาลาวัลมาเป็นภรรยาอีกคน จากนั้นก็พาขึ้นอาศัยอยู่ด้วยกันบนบก สร้างความไม่พอใจให้นางตะเภาแก้วตะเภาทองทะเลาะตบตันจนนางวิมาลาโมโหกลายร่างเป็นจระเข้กลับลงไปยังถ้ำใต้น้ำดังเดิม ไกรทองอยู่ทำนาหากินที่เมืองพิจิตรจนมีลูกหลานมากมาย ต่อมานายไกรทองถึงแก่ความตาย ลูกหลานมีความกตัญญูระลึกถึงนายไกรทองผู้เป็นพ่อ จึงร่วมใจกันสร้างวัดขึ้นในถิ่นบ้านเกิดของนายไกรทอง ที่จังหวัดนนทบุรี ชื่อวัดบ้านนายไกร และเปลี่ยนเป็นวัดบางนายไกรปัจจุบันคือวัดบางไกรใน นั่นเอง เรื่องไกรทองล้นเกล้ารัชกาลที่ 2 ได้พระราชนิพนธ์เรื่องราวให้เป็นบทละครนอกและได้ถูกดัดแปลงถ่ายทอดเป็นละครทีวีหลายต่อหลายครั้งเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/27/2562

เห็ดเข็มทอง


เห็ดเข็มทอง หรือเห็ดเหมันต์ เป็นเห็ดที่เกิดในสภาพอากาศที่หนาวเย็น และมักอาศัยอยู่บนตอไม้หรือท่อนไม้ที่ตายแล้ว ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ส่งออกเห็ดเข็มทองรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยได้พัฒนาสายพันธุ์เห็ดเข็มทองขึ้นมาใหม่ให้มีขนาดโตกว่าเห็ดเข็มทอที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งเห็ดเข็มทองเป็นเห็ดที่มีคุณค่าทางอาหารสูง รสชาติอร่อย เหนียวนุ่ม สามารถนำไปปรุงอาหารได้หลากหลายจึงได้รับความนิยมอย่างมากเห็ดเข็มทองมีคุณค่าทางโภชนาการมากไม่แพ้เห็ดชนิดอื่นๆ โดยเห็ดเข็มทอง 100 กรัม ให้พลังงาน 37 กิโลแคลอรี โปรตีน 2.66 กรัม ไขมัน 0.29 กรัม คาร์โบไฮเดรต 7.81 กรัม ไฟเบอร์ 2.7 กรัม น้ำตาล 0.22 กรัม มีแร่ธาตุและวิตามินอีกหลายชนิดได้แก่ ธาตุเหล็ก แม็กนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม สังกะสี ไธอะมิน ไรโบฟลาวิน ไนอะซิน วิตามินบี 6 โฟเลต และวิตามินดี เห็ดเข็มทองจึงได้ชื่อว่าเป็นเห็ดที่มีคุณค่าทางอาหารสูงซึ่งเห็ดเข็มทองในปริมาณเพียง 1 ถ้วย ก็มีสารไนอะซิน หรือวิตามินบี 3 สูงถึง 23% ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน แถมปริมาณไธอะมินที่มีก็เทียบเท่ากับ 10% ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวันเช่นกัน ยังไม่นับรวมกับแร่ธาตุและวิตามินต่าง ๆ อีกมากมายที่ถึงแม้จะมีอยู่ในปริมาณที่ไม่สูงมากนักแต่ก็ครบคุณค่าจนสามารถรับประทานเห็ดเข็มทองแทนเนื้อสัตว์ได้ สรรพคุณโดดเด่นของเห็ดเข็มทองคือ เรื่องการลดน้ำหนักเพราะมีปริมาณไฟเบอร์สูง แถมยังแคลอรีต่ำทำให้อิ่มเร็ว อิ่มนาน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ทำให้เกิดอาการหิว ทำให้ไขมันสะสมที่เกิดจากการแปรสภาพของน้ำตาลลดลงด้วย อีกคุณประโยชน์สุดมหัศจรรย์ของเห็ดเข็มทองคือการต้านมะเร็ง มีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์พบว่าการรับประทานเห็ดเข็มทองเป็นประจำสามารถทำลายเซลล์มะเร็งในร่างกายได้กว่า 95% และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง นั่นก็เป็นเพราะว่าในเห็ดเข็มทองมีสารเฟลมมูลิน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งในร่างกายได้นั่นเองเห็ดเข็มทองยังเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่จำเป็นต่อ ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ กรดไลโนเลอิกที่อยู่ในเห็ดเข็มทองยังช่วยสลายไขมันที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารส่งผลให้ร่างกายสามารถดูดซึมอาหารไปใช้ได้ดีขึ้น สำหรับผู้ป่วยเบาหวานการรับประทานเห็ดเข็มทองจะช่วยให้ภาวะผกผันของระดับน้ำตาลลดลง อีกทั้งไฟเบอร์ที่มีอยู่ในเห็ดเข็มทองก็ยังไปช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลมาใช้ได้อีกด้วย ส่งผลให้อาการของโรคเบาหวานบรรเทาลงได้นอกจากนี้ เห็ดเข็มทองยังช่วย แก้ท้องผูก ช่วยบำรุงสมอง ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ ช่วยลดไขมันในเลือด และกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญไดเป็นอย่างดีอาหารมื้อต่อไปจึงไม่ควรพลาดที่จะมีเห็ดเข็มทองอยู่ในเมนู ไม่ว่าจะ ยำเห็ดเข็มทอง เห็ดเข็มทองทอด ไข่เจียวเห็ดเข็มทอง พล่าเห็ดเข็มทอง เห็ดเข็มทองผัดเนย ไข่ตุ๋นไมโครเวฟเห็ดเข็มทองหมูสับ เทมปุระเห็ด เป็นต้นเพราะเห็ดเข็มทองทำอะไรๆก็อร่อยเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/27/2562

วัดธาตุทอง


วัดธาตุทอง เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท เขตวัฒนา ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2481 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2483 แต่แท้จริงก่อนจะกลายมาเป็นวัดธาตุทองบนถนนสุขุมวิทอย่างทุกวันนี้ มีประวัติความเป็นมายาวนาน ย้อนกลับไปถึงยุคสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี เพราะพื้นที่นี้ในอดีตคือที่ตั้งของ วัดหน้าพระธาตุ และวัดทองล่างวัดหน้าพระธาตุ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ตำบลคลองเตย เป็นวัดเก่าที่สร้างขึ้นในสมัยอโยธยา หน้าวัดมีพระพุทธเจดีย์ใหญ่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนวัดทองล่าง เดิมเป็นสวนผลไม้ กลางสวนนั้นมีต้นโพธิ์ใหญ่ เจ้าของสวนจึงบริจาคที่ส่วนนั้นสร้างเป็นวัดเล็ก ๆ ขึ้นมา จนได้ชื่อวัดว่า วัดโพธิ์สุวรรณาราม หรือ วัดโพธิ์ทอง ซึ่งต่อมาชาวบ้านเรียกกันว่า “วัดทอง“แต่ด้วยวัดทองมีหลายแห่งตามแม่น้ำเจ้าพระยา มีทั้งตอนบนและล่างของแม่น้ำ จึงเรียกวัดแห่งนี้ว่า “วัดทองล่าง”ต่อมาในปี พ.ศ. 2480 มีการสร้างท่าเรือกรุงเทพฯ วัดหน้าพระธาตุและวัดทองล่าง ซึ่งอยู่ภายในบริเวณนั้นจึงถูกเวนคืนที่ดิน จึงได้ย้ายเสนาสนะและถาวรวัตถุของวัดหน้าพระธาตุและวัดทองล่าง มาปลูกสร้างรวมกันที่ตำบลคลองบ้านกล้วยและตั้งชื่อใหม่ว่า “วัดธาตุทอง” เมื่อปี พ.ศ 2481ต่อมาเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธุ์ 2550 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระกรุณารับ วัดธาตุทองไว้ในพระอุปถัมภ์ และประทานตราสัญลักษณ์ใหม่ให้แก่วัด เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2550 ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดธาตุทอง เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ในวันที่ 29 พฤษาภาคม 2555 ภายในวัดธาตุทองมีปูชนียสถานและถาวรวัตถุ ที่สำคัญ หลายแห่งเช่น พระเจดีย์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ท่ย้ายมาจากวัดหน้าพระธาตุ พระสัพพัญญู พระประธานประจำอุโบสถ ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๗๐ นิ้ว สูง-นิ้ว สร้างเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๕ พระพุทธชินินทร ประจำอุโบสถ สมัยอู่ทอง หน้าตักกว้าง ๓๒ นิ้ว หลวงพ่อพระพุทธอภิบาลปวงชน หน้าตักกว้าง ๓๒ นิ้ว สร้างเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๒๕ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เปิดพระนามเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๕ พระพุทธมนต์ปรีชา สุโขทัย ประดิษฐานภายในอุโบสถ. พระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุอินแขวนจำลอง พระพุทธชินราชจำลอง ประจำวิหารลิมปาภรณ์นอกจากนี้ยังมีศาสนสถานและเสนาสนะที่สำคัญได้แก่. อุโบสถ ขนาดกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๔ เมตร สร้างเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๐ ศาลาการเปรียญ ฌาปนสถานทรงไทย และพระวิหารหลังเก่า ชื่อ ลิมปาภรณ์ สร้างเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2514 ที่มีความสวยงามทางสถาปัตยกรรม ปัจจุบันใช้เป็นห้องเรียนธรรมะในวันอาทิตย์ เป็นต้นเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/27/2562

พระแสงดาบฝักทองเกลี้ยง


พระแสงดาบดาบ เป็นอาวุธคู่กายของพระมหากษัตริย์ไทยมาทุกยุคสมัย เมื่อต้องนำทัพออกสู้รบกับอริราชศัตรู พระแสงดาบที่คนไทยคุ้นหูและเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีเช่นแสงดาบคาบค่ายของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชส่วนพระแสงดาบสำคัญประจำราชวงจักรีมีชื่อว่า พระแสงดาบฝักทองเกลี้ยง พระแสงดาบฝักทองเกลี้ยงเป็นดาบไทยทรงญี่ปุ่น สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชที่ทรงตีดาบนี้ด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง ณ ชานชาลา ฝากตะวันออกของพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย และทรงใช้ประจำพระหัตถ์อยู่ระยะหนึ่งเดิมทรงทำเป็นพระแสงฝักไม้ทารักสีดำ เคยใช้ทรงเป็นพระแสงคู่พระหัตถ์มาระยะหนึ่ง ต่อมาได้พระราชทานพระแสงองค์นี้ให้ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร กรมพระราชวังบวรสถานมงคลโดยขูดรักออกแล้วทาด้วยสีแดง แลวกลับมาทารักอีกครั้งเมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นั้นเสด็จขึ้นครองราชย์ โดยพระแสงดาบฝักทองเกลี้ยงนี้ได้กลายเป็นพระแสงคู่พระหัตถาทุกรัชกาล จนเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์เสด็จขึ้นเสวยราชย์ปนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริว่า พระแสงองค์นี้เป็นพระแสงฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระปฐมบรมราชวงศ์ ได้มีการพระราชทานแด่สมเด็จเจ้าฟ้าบรมราชโอรสสืบเนื่องกันมาหลายรัชกาล ควรถือเป็นพระแสงสำคัญของแผ่นดินอีกองค์หนึ่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำฝักและด้ามเป็นทองคำเกลี้ยงประดับเพชร พระราชทานนามว่า พระแสงฝักทองเกลี้ยง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระแสงองค์นี้ออกตั้งบนพระแท่นมณฑลในการพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีฉัตรมงคล และพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาสืบมา. นอกจากพระแสงดาบฝักทองเกลี้ยงแล้วยังมี พระแสงดาบประจำรัชกาลหรือพระแสงดาบประจำพระองค์ที่แต่ละรัชกาลทรงสถาปนาขึ้นโดยมีนามพระแสงประจำรัชกาลดังนี้พระแสงดาบใจเพชร ประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกพระแสงดาบเวียด ประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระแสงดาบฟันปลา ประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระแสงหัตถ์นารายณ์ ประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระแสงดาบฝักทองเกลี้ยง ประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระแสงนิล ประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระแสงมรกต ประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวแต่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช พระราชนิยมในการที่จะทรงสถาปนาพระแสงสำคัญประจำรัชกาลได้ถูกยกเลิกไป อย่างไรก็ดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระแสงฝักทองเกลี้ยงแก่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์บดินทรเทพยวรางกูร เมื่อครั้งที่ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ด้วยทรงคำนึงถึงว่าการพระราชทานพระแสงองค์นี้ว่า เป็นพระราชประเพณีสำหรับพระบรมราชจักรีวงศ์ที่ควรดำรงไว้จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้อัญเชิญพระแสงองค์นี้มาพระราชทาน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารในการสถาปนาพระอิสริยยศในครั้งนั้นด้วย พระแสงฝักทองเกลี้ยง จึงเป็นพระแสงประจำราชวงศ์จักรีและเป็นพระแสงองค์สำคัญเนื่องในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอีกองค์หนึ่งเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/18/2562

มาตรฐานชะรีอะห์สำหรับ สถาบันการเงินอิสลาม


องค์กรการบัญชีและการตรวจสอบสำหรับสถาบันการเงินอิสลาม หรือ The Accounting and Auditing Organization for Islamic Financial Institutions (AAOIFI) ร่วมกับสภาทองคำโลก (World Gold Council) ออกมาตรฐาน 'Shari'ah Standard No. 57 on Gold and its Trading Controls เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์อ้างอิงสำหรับการซื้อขายทองคำในรูปแบบและประเภทต่างๆ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์การเงินที่เกี่ยวข้องกับทองคำในสถาบันต่างๆ ให้ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม มาตรฐานที่มีขึ้นเป็นครั้งแรกนี้จะกำหนดกฎข้อบังคับเฉพาะสำหรับการใช้ทองคำในฐานะเครื่องมือการลงทุนในอุตสาหกรรมการเงินอิสลาม ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีองค์กรใดออกกฎข้อบังคับดังกล่าว มาตรฐานใหม่จะแสดงให้เห็นว่าการลงทุนในทองคำเป็นเรื่องที่ทำได้หากปฏิบัติตามหลักชะรีอะห์ ซึ่งรวมถึงการถือครองทองคำและการคำนวณซะกาตอย่างถูกต้อง มาตรฐานชะรีอะห์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยจะเข้ามาเสริมมาตรฐานที่ AAOIFI มีอยู่ในปัจจุบัน และครอบคลุมกลไกต่างๆ ในการปฏิบัติตามหลักชะรีอะห์ เพื่อการจัดการและลงทุนในทองคำในยุคปัจจุบัน โดยจะวางรากฐานให้กับการสร้างและการจัดโครงสร้างผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆให้สอดคล้องกับกฎข้อบังคับและคำสอนตามหลักชะรีอะห์ นอกเหนือไปจากการบริหารสภาพคล่องสำหรับสถาบันการเงินอิสลาม ซึ่งมาตรฐานนี้จะนำมาซึ่งความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมการเงินอิสลาม มาตรฐานดังกล่าวจะช่วยให้มีสินทรัพย์สำหรับการลงทุนประเภทใหม่ๆเกิดขึ้น ช่วยให้ธนาคารอิสลามและสถาบันการเงินอื่นๆขยายฐานลูกค้าของตนเอง ตลอดจนอำนวยความสะดวกในการพัฒนาและออกผลิตภัณฑ์เพื่อการออม ป้องกันความเสี่ยง และกระจายการลงทุนที่หลากหลาย มาตรฐานชะรีอะห์นี้ถือเป็นการปฏิวัติวงการสำหรับนักลงทุนอิสลามและอุตสาหกรรมทองคำโดยรวม ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นสินทรัพย์เพื่อรักษาระดับความมั่งคั่ง โดยต่อไปนี้นักลงทุนอิสลามจะสามารถลงทุนในทองคำเพื่อปกป้องความมั่งคั่งของตนเองและกระจายความเสี่ยงของตลาดได้ ทั้งนี้ในการประชุม AAOIFI Shari'ah Board เมื่อวันที่ 17-19 พฤศจิกายน 2559 ซึ่งได้มีการอนุมัติมาตรฐาน ชะรีอะห์ จากนั้นก็ได้รับการพัฒนาและผ่านช่วงเวลาปรึกษาหารือ ซึ่งรวมถึงการทำประชาพิจารณ์ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรายสำคัญทุกราย เพื่อรับประกันว่ามาตรฐานขั้นสุดท้ายจะเป็นเครื่องมือที่นำมาใช้ได้จริงในอุตสาหกรรมโดยมาตรฐานใหม่นี้มีการเผยแพร่ทั้งในภาษาอาหรับและภาษาอังกฤษ โดยสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าถึงมาตรฐานต่างๆของ AAOIFI ในรูปแบบดิจิทัล ผ่านทางเว็บไซต์ของ AAOIFI หรือผ่านทาง http://www.shariahgold.comเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/18/2562

แหวนกลทองคำ หนึ่งเดียวในโลก


เครื่องประดับทองคำมักเป็นสินค้าอันดับแรกๆที่คนไทยเลือกซื้อเมื่อมีโอกาส ทั้งเพื่อแสดงสถานะทางสังคมและเพื่อความสวยงาม ซึ่งรูปแบบเครื่องประดับทองของไทยก็มีความแตกต่างกันตามยุคสมัย แต่ทุกชิ้นงานมักถูกรังสรรค์ด้วยช่างทองฝีมือที่มีความชำนาญ แม้ปัจจุบันร้านทอง ส่วนใหญ่จะนำเครื่องจักรเข้ามาใช้ในหารผลิตเครื่องประดับมากขึ้นก็ตาม แต่หลายพื้นที่ยังคงสืบทอดเอกลักษณ์การผลิตของท้องถิ่นตนเองไว้พร้อมทั้งยังได้พัฒนารูปแบบให้มีความทันสมัยตามยุคที่เปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย เช่นการผลิตแหวนกลปริศนา หรือ แหวนกลไก หรือ แหวนกล ของช่างเมืองจันทบุรี สินค้าเลื่องชื่อเชิงหัตถศิลป์ของช่างทองจากเมืองจันทบุรี คือแหวนทองคำ ที่สามารถถอดออกจากกันและประกอบกลับเป็นวงเดียวกันได้ จึงเรียกกันว่า แหวนกลปริศนา ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2504 โดยชาวจีนซึ่งอพยพมาตั้งรกรากอยู่ที่ตำบลพลิ้ว อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ได้นำความรู้ด้านช่างทองมาประกอบอาชีพ โดยเริ่มต้นการทำแหวนกลจากการสังเกตเห็นแหวนคล้องไขว้กันของชาวต่างชาติแล้วจึงพัฒนาให้เป็นแบบฉบับของตนเองและถ่ายทอดองค์ความรู้นี้ให้แก่ลูกหลาน จนกลายเป็นมรดกตกทอดสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันในอดีตแหวนกลส่วนใหญ่มักผลิตจากทองคำ โดยเริ่มต้นจากการออกแบบลวดลายที่ต้องการก่อน จากนั้นจึงนำทองคำที่มีค่าความบริสุทธิ์ 99.99% ไปผสมกับเงินให้ได้ทองคำ 90% เพื่อทำให้เนื้อทองมีความแข็ง และเหนียว สามารถถักทอเป็นลวดลายหรือรูปทรงต่างๆ ได้ตามต้องการ เมื่อได้ทองคำ 90% จึงนำไปหลอมลงในเบ้าแล้วเทลงรางเหล็กสี่เหลี่ยม ทองจะแข็งตัวจับเป็นแท่งช่างทองจะนำทองที่หลอมได้มาตีแผ่เป็นแผ่นด้วยเครื่องรีดแผ่นทองและใช้เครื่องชักทองให้กลายเป็นเส้นขนาดต่างๆ กันตามความต้องการแล้วจึงนำเส้นทองคำที่ได้มาทำตัวเรือนตามที่ออกแบบไว้ ในยุคแรกๆ ลวดลายของแหวนกลได้รับแรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่เป็นธรรมชาติรอบตัว เช่นรูปปูและปลา โดยทำเป็นแหวนวงเล็กเพียง 2 วง เรียงซ้อนกัน จากนั้นได้พัฒนาทำเป็นแหวน 4 วง คล้องเกี่ยวกัน โดยทำรอยหยักเว้าเหมือนกลไกล็อกไขว้ไว้อย่างแนบสนิท เมื่อสวมบนนิ้วมือจะดูเหมือนเป็นแหวนวงเดียวกัน ทั้งนี้ สามารถถอดแหวนทั้ง 4 วงออกจากกันได้ แต่แหวนจะยังคงคล้องเกี่ยวกันอยู่ และสามารถประกอบกลับเข้าเป็นวงเดียวกันได้ ปัจจุบัน ช่างทองบางราย สามารถผลิตแหวนกล 8 วงเรียงซ้อนกัน มีการนำโลหะชนิดอื่นๆมาผลิตเช่นเงิน รวมถึงการพัฒนาดีไซน์ที่มีความทันสมัยและมีหลากหลายรูปแบบมากขึ้น แต่ที่ได้รับความนิยมโดยทั่วไปยังคงเป็นแหวนรูปสัตว์ต่างๆ แหวนปีนักษัตร 12 ราศี และแหวนดอกไม้ เป็นต้น อีกทั้งมีการนำพลอยหลากสีซึ่งเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงของจังหวัดมาประดับตกแต่งเพื่อเพิ่มมูลค่าและความสวยงามโดดเด่นให้กับชิ้นงานมากขึ้นด้วยแหวน กลทองคำของจันทบุรี ตอนทำขึ้นด้วยมือทุกขั้นตอน ชิ้นงานจึงมีความละเอียดประณีต มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสามารถทำลวดลายได้หลากหลายตามที่ลูกค้าต้องการ ชิ้นงานที่ผลิตได้จึงมีเพียงชิ้นเดียว ในโลก ด้วยเหตุนี้แหวนกลไกจากจันทบุรีจึงเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/18/2562

อุตสาหกรรมเครื่องประดับ(ทองคำ)ในแคนาดา


แคนาดาเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติ ประเภท เพชร ทองคำ และ เงิน สำหรับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับมากแห่งหนึ่งของโลก โดยแคนาดาเป็นผู้ผลิตเพชรเป็นอันดับ 3 ของโลก ผลิตทองคำมากเป็นอันดับที่ 5 ของโลก และเป็นผู้ผลิตเงินใหญ่อันดับที่ 15 ของโลก แคนาดามีแหล่งผลิตเพชรอยู่ใน 3 รัฐ ได้แก่ Northwest Territories, Nunavut และ Ontario มีบริษัทที่ได้รับสัมปทานการทำเหมืองเพชร 5 ราย สามารถผลิตเพชรได้ 11,100,000 กะรัต (ข้อมูลปี 2559) เป็นรองแค่ บอตสวานา และ รัสเซียเท่านั้น และสามารถผลิต เงิน ได้ 13 ล้านออนซ์ มูลค่า 238 ล้านเหรียญแคนาดา เมืองแร่เงินอยู่ในรัฐออนแทริโอและรัฐควิเบค ส่วนการผลิตทองคำ แคนาดามีการถลุงแร่ทองคำเพื่อใช้ในประเทศและส่งออก โดยมีปริมาณการผลิต 155 ตัน มูลค่าตลาด 8.34 พันล้านเหรียญแคนาดา1 (ประมาณ 216,840 ล้านบาท)(ข้อมูลปี 2558) ซึ่งแคนาดาเป็นผู้ผลิตทองอันดับที่ 5 ของโลก รองจาก จีน ออสเตรเลีย รัสเซีย และ สหรัฐฯ ธุรกิจผลิตสินค้าอัญมณีเครื่องประดับในแคนาดา นั้นส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก มีจำนวนพนักงานไม่เกิน 4 คน ถึงร้อยละ 65 โดยจำนวนโรงงานผู้ผลิตในประเทศได้มีการปรับลดลงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากอัตราค่าแรงที่สูง รวมถึงค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าสวัสดิการค่าชดเชยในกรณีต่างๆ อีกทั้งตลาดผู้บริโภคเปลี่ยนไปนิยมเครื่องประดับสำเร็จรูปมากขึ้น เน้นสินค้าแฟชั่นที่มีราคาไม่สูง โรงงานขนาดเล็ก-กลางในประเทศแคนาดาส่วนใหญ่จึงตั้งขึ้นมาเพื่อผลิตสินค้าลักษณะ Made-to-Order ที่มีราคาสูง ดีไซน์เฉพาะ และเพื่อให้บริการหลังการขายเช่นซ่อมแซมสินค้ามากกว่าที่จะผลิตเพื่อจำหน่ายไปยังผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมาแคนาดาประสบปัญหาเศรษฐกิจชลอตัวทำให้การบริโภคและนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างอัญมณีเครื่องประดับลดลง โดยสินค้าจากสหรัฐฯ ยังครองตลาดอันดับ 1 และ ไทย อันดับที่ 2 ตามมาด้วยอินเดีย และจีน สินค้าหลักได้แก่ อัญมณีเครื่องประดับโลหะมีค่าได้แก่ ทองคำ ทองคำขาว และแพตตินั่ม ตลาดสินค้าอัญมณีเครื่องประดับของแคนาดาแบ่งออกเป็น 3 ตลาด ที่มีกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกันคือ ตลาดระดับสูง (Hi-End) สินค้าในกลุ่มนี้จะประกอบไปด้วยเครื่องประดับโลหะมีค่า ที่เน้นความหรูหรา เน้นดีไซน์ที่มีรูปแบบเฉพาะตัว สินค้าส่วนใหญ่จะมีราคาคิดจากน้ำหนักของวัตถุดิบทั้งทองคำ เงิน แพลตตินั่ม บวกกับอัญมณี และกำไร ตลาดระดับกลาง (Mid-End) เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในแคนาดา โดยสินค้าส่วนใหญ่กว่า 70% จะมีราคาขายปลีกต่ำกว่า 100 เหรียญแคนาดา (ประมาณ 2,800 บาท) โดยจะเน้นไปยังกลุ่มสินค้าที่ตามกระแสแฟชั่นเป็นหลัก และตลาดระดับล่าง (Low-End) สินค้าในกลุ่มนี้จะประกอบไปด้วยอัญมณีเทียม และสินค้าแฟชั่น ที่มีราคาระหว่าง 5-50 เหรียญแคนาดา (ประมาณ 140-1,400 บาท) โดยจำหน่ายในร้านเสื้อผ้าแฟชั่น ซึ่งคุณภาพวัตถุดิบของสินค้า จะมีคุณภาพไม่สูงเน้นให้มีการเปลี่ยนหรือซื้อใหม่มากกว่า อย่างไรก็ตามทัศนคติการเลือกซื้ออัญมณีและเครื่องประดับของชาวแคนาดา หรือชาวตะวันตกจะซื้อเพื่อการใช้งานเป็นหลัก ที่ใช่เพื่อการลงทุน ซึ่งจะแตกต่างจากชาวตะวันออกหรือคนไทยอย่างมากที่มักซื้ออัญมณีหรือเครื่องประดับทองคำเพื่อการลงทุนมากกว่า เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/18/2562

อุตสาหกรรมเครื่องประดับ(ทองคำ)ของอิตาลี


ประเทศอิตาลีเป็นผู้นำด้านการผลิตสินค้าเครื่องประดับและอัญมณี ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป มีบริษัทผู้ผลิตกว่า 9,000 บริษัททั่วประเทศ มีคนงานกว่า 45,00 คน มีมูลค่าการผลิตกว่า 7 พันล้านยูโร(ข้อมูลจากปี 2560) เนื่องจากมีความชำนาญในการผลิตที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เป็นผู้นำในด้านการออกแบบที่มีดีไซน์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีการผลิตที่ก้าวหน้าและทันสมัย ในการผลิตเครื่องประดับอัญมณีชั้นสูง เพชร และทองคำ เขตอุตสำหกรรมเครื่องประดับอัญมณีในประเทศอิตาลีมีแหล่งผลิตที่สำคัญอยู่ใน ๓ แคว้น คือ- แคว้น Veneto (เมือง Vicenza) เชี่ยวชาญในการผลิตเครื่องประดับทองคำและเงิน ประเภทสร้อยแหวน เข็มกลัด จี้ ต่างหู เป็นต้น ผลิตโดยใช้เครื่องจักรและหัตถกรรม สำหรับตลาดกลางถึงตลาดบน- แคว้น Toscana (เมือง Arezzo) เชี่ยวชาญในการผลิตเครื่องประดับทองคำและเงินเช่นเดียวกับเมืองVicenza แต่ใช้เครื่องจักรเป็นเทคโนโลยีหลักในการผลิต สำหรับตลาดกลางถึงตลาดล่าง- แคว้น Piemonte (เมือง Valenza) เชี่ยวชาญในการผลิตเครื่องประดับอัญมณีชั้นสูง เพชร และทองคำ โดยผลิตจำนวนจำกัด และใช้แรงงานคนผลิตเป็นหลัก เน้นตลาดกลางถึงตลาดบน และตลาดระดับสูง แม้จะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่แต่อิตาลีก็ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันทางการค้า และความเสียเปรียบด้านต้นทุนการผลิตเพราะต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เช่น นำเข้าไข่มุก จากประเทศออสเตรเลียและญี่ปุ่น เพชร จากเบลเยียม อัญมณี (ยกเว้นเพชร) นำเข้าจากจีน ไทย และสำธารณรัฐเช็ก เงิน จากเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ ทองคำนำเข้าจาสวิตเซอร์แลนด์และแอฟริกาใต้ ทองคำขาวนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาและแอฟริกาใต้ เป็นต้นสำหรับรูปแบบ และประเภทของเครื่องประดัลที่ได้รับความนิยมนั้น ผู้หญิงอิตาเลียนจะให้ควำมสำคัญกับดีไซน์มากกว่าวัสดุที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก ทองแดง ไทเทเนียม ซึ่งส่วนมากมักจะมีชิ้นส่วนของทอง เงิน คริสตัล แก้ว ลูกปัด เปลือกหอย และอื่นๆ ซึ่งกลุ่มเป้าหมาย ก็จะเป็นผู้หญิงทำงานและวัยรุ่น นอกจำกนี้ เครื่องประดับที่ทำจากเงินยังได้รับความนิยมจากผู้ชายด้วย โดยเฉพาะกำไล กระดุมแขนเสื้อ (cufflinks) เข็มกลัดติดเน็คไท แหวน พวงกุญแจ คลิปหนีบธนบัตร ปากกำหมึกซึม ที่จุดบุหรี่ และเข็มกลัด เป็นต้น ทั้งนี้ชาวอิตาเลียนนิยมทองคำ ๑๘ กะรัต (สีเหลือง ขาว หรือชมพู) รองลงมาเป็นทองคำ๑๔ กะรัต ปัจจุบัน ดีไซเนอร์ได้หันมาออกแบบเครื่องประดับทองจากเดิมที่เน้นมูลค่ำจริงของวัสดุที่ใช้ มาเป็นการเน้นการออกแบบ และรูปลักษณ์แทน ในส่วนของเพชรและเครื่องประดับเพชรก็เป็นที่ต้องการในตลาดเช่นเดียวกับ เครื่องประดับเงิน ที่ในช่วงหลังได้รับความนิยมมากขึ้น เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/18/2562

ทองคำ กับ ระบบเงินตรา


นับตั้งแต่อดีต “ทองคำ” ถูกยอมรับว่าเป็น “สิ่งมีค่า” และทองคำได้กลายมาเป็นสื่อกลางในการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน แต่การใช้ทองคำเพื่อการซื้อขายโดยตรงก็มีความยุ่งยาก วุ่นวาย มนุษย์แก้ปัญหานี้ด้วยการประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่า เงินตราขึ้นมาในรูปเหรียญ หรือธนบัตรเพื่อเป็นตัวแทนของทองคำโดยกำหนดค่าให้เช่นเงิน 100 บาทมีค่าเท่ากับทองคำ 1 เหรียญเป็นต้น เงินในยุคแรกจึงทำหน้าที่เหมือน ใบแทนทองคำ ที่นำไปแลกกลับเป็นทองได้ ตามที่มูลค่าของเงินสกุลนั้นกำหนดไว้ ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 19 อังกฤษได้นำทองคำมาผูกกับเงินสกุลเงินปอนด์ของตนไว้กลายเป็นระบบมาตรฐานทองคำ หรือ Gold Standard ทำให้อังกฤษกลายเป็นศูนย์กลางการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมาตรฐานทองคำและเงินปอนด์ของอังกฤษจึงได้รับความนิยมไปทั่วโลกในฐานะสกุลเงินหลักของโลก ระบบของมาตรฐานทองคำ จำนวนเงินจะถูกพิมพ์โดยมีทองคำเป็นตัวหนุนหลังในฐานะ “ใบแทนทองคำ” ระบบนี้ถูกใช้มาจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อรัฐบาลของประเทศต่างๆห้ามการนำเข้าหรือส่งออกทองคำ เนื่องจากต้องการเก็บทองคำไว้ในประเทศ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนทองคำ นำไปสู่ระบบการเงินใหม่คือ “มาตราปริวรรตทองคำหรือGold Exchange Standard ระบบนี้มีหลักการให้ประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งและเป็นศูนย์กลางการเงิน เป็นผู้ถือทองคำแทน ส่วนประเทศอื่นๆนั้นก็เพียงแต่นำเงินของประเทศศูนย์กลางนี้ไปถือไว้แทนทองคำ ทำให้อังกฤษ เริ่มสูญเสียอำนาจทางการเงินให้กับประเทศเกิดใหม่อย่าง สหรัฐอเมริกา และเงินที่ใช้เป็นตัวกลางที่สำคัญของโลก ก็เปลี่ยนจากเงินg’boปอนด์ เป็น เงินดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และประเทศต่างๆก็ยอมที่จะถือเงินดอลลาร์สหรัฐ แทนการถือทองคำในเวลาต่อมามีการพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาเกินกว่าปริมาณทองคำที่มีอยู่ มีการประมาณการว่ารัฐบาลสหรัฐได้พิมพ์เงินออกมาเป็นมูลค่าเท่ากับทองคำอย่างน้อย 30,000 ตันในขณะที่ทองจริงๆนั้นมีเพียงราว 6,000 ตันเท่านั้น ทำให้รัฐบาลสหรัฐไม่สามารถหาทองคำที่มีมูลค่าเท่ากันมาคืนให้ประเทศต่างๆได้ รัฐบาลสหรัฐจึงแก้ปัญหาด้วยการยกเลิกการผูกติดเงินดอลลาร์กับทองคำ และในปี 1971 ประธานาธิปดีนิกสัน ได้ประกาศเลิกรับแลกดอลลาร์สหรัฐกับทองคำโดยสิ้นเชิง ปัจจุบันสิ่งที่เป็นหลักค้ำประกันเงินสกุลต่างๆแทนทองคำคือ เงินตราสำรองต่างประเทศ ทั้งในรูปของเงินดอลลาร์ หรือ พันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา บางประเทศยังมีทุนสำรองในรูปแบบของทองคำอยู่บ้างแต่เป็นสัดส่วนที่น้อยมากประเทศที่มีเงินสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกตอนนี้ คือ ประเทศจีน ซึ่งมีมากถึง 100 ล้านล้านบาท ส่วนประเทศไทยอยู่อันดับที่ 12 มีเงินสำรองระหว่างประเทศ 8 ล้านล้านบาท ขณะที่สหรัฐอเมริกา มีเงินสำรองระหว่างประเทศเพียง 4 ล้านล้านบาทเท่านั้น เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/18/2562

เมื่อรสนิยมการบริโภคเครื่องประดับทองของคนจีนเปลี่ยนไป


ปัจจุบันผู้บริโภคในประเทศจีนหันมาซื้อเครื่องประดับทองเพื่อสวมใส่กันมากขึ้น เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตที่มักซื้อเครื่องประดับทองเพื่อการลงทุนเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นไปตามไลฟ์สไตล์ของชีวิตยุคใหม่ ผู้ผลิตหลายรายจึงต้องพัฒนาเครื่องประดับทองที่เน้นรูปแบบแฟชั่นมากขึ้นเพื่อตอบสนองรสนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทผู้ผลิตเครื่องประดับทองชั้นนำบอกว่า เดิมเครื่องประดับทองในตลาดจีนมักมีรูปแบบตามธรรมเนียมนิยมและผลิตด้วยเทคโนโลยีอันล้าสมัย ในเวลานั้นผู้บริโภคชาวจีนให้ความสำคัญกับระดับความบริสุทธิ์ของทองคำมากกว่างานออกแบบและฝีมือช่าง แต่เมื่อรสนิยมการบริโภคเปลี่ยนไป ธุรกิจเครื่องประดับของจีนจึงต้องปรับตัว ต้องมีการวิจัย พัฒนา และพัฒนา มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในการผลิตและออกแบบ เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพสูงกว่า และต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ตัวอย่างเช่นการพัฒนาระบบเทคโนโลยีการขึ้นรูปด้วยไฟฟ้าที่เรียกว่า Complete Ion-Controlled Penetration Electroforming มาใช้เพื่อการผลิตทองเนื้อแข็ง ของบริษัท BlueOcean ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ได้สุดยอดทองเนื้อแข็ง ที่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีคุณสมบัติทางกายภาพอันโดดเด่น นับเป็นการปฏิวัติวงการผลิตเครื่องประดับทองที่ช่วยให้สามารถผลิตเครื่องประดับทองได้หลากหลายมากยิ่งขึ้นในรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้นในมุมมองของบริษัทผู้ผลิตเครื่องประดับทองยุคใหม่มองว่า การทำธุรกิจรูปแบบเดิมๆที่ใช้กำลังคนมาก ใช้แรงงานราคาถูกและการขยายพื้นที่ออกไปนั้น ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว ปัจจุบันต้องอาศัยนวัตกรรมทางเทคโนโลยีซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานของภาคอุตสาหกรรม ระบบการผลิตอัจฉริยะจะช่วยประหยัดต้นทุนการผลิตและลดโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดจากมนุษย์ ทำให้ธุรกิจเครื่องประดับสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน เช่นเครื่องประดับทองเนื้อแข็งเป็นพิเศษของทางบริษัท BlueOcean ที่ทำยอดขายได้ดีด้วยคุณสมบัติอันเป็นเอกลักษณ์ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ขายและผู้บริโภค แม้จะถูกคิดค่ากำเหน็จสูงถึง 70 หยวน (ประมาณ 350 บาท) ต่อกรัมก็ตาม ในอดีตตลาดเครื่องประดับทองของจีน ยอดขายส่วนใหญ่มาจากการซื้อเพื่อการลงทุนและเพื่อเป็นของขวัญ รูปแบบของเครื่องประดับทองจึงเป็นแบบดั้งเดิม ที่วางขายตามร้านค้าและห้างสรรพสินค้าทั่วไป แต่ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้ซื้อสินค้าเพื่อการลงทุนอีกต่อไป ผู้ประกอบการจึงต้องปรับรูปแบบของเครื่องประดับทองให้เป็นแฟชั่นและร่วมสมัยมากขึ้น เช่น คอลเล็กชัน เครื่องประดับรูปรถฟักทอง รูปแหวน รูปมงกุฎสำหรับคนที่ยังคงฝันว่าอยากเป็นซินเดอเรลลา และได้รับการตอบรับอย่างดีของผู้บริโภคเป็นต้นเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/18/2562

แร่ทองคำในกัมพูชา


กัมพูชาเป็นประเทศหนึ่งที่มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะแร่มีค่าอย่างทองคำที่คาดว่าน่าจะมีอยู่ในปริมาณมากโดยเฉพาะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ในจังหวัดรัตนคีรี ซึ่งเป็นแหล่งแร่ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่ามีปริมาณทองคาสารองอยู่ถึง 3 ล้านออนซ์ อย่างไรก็ดีการสำรวจและขุดแร่ทองคำจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีจากต่างประเทศซึ่งมีต้นทุนค่อนข้างสูง ทำให้รัฐบาลกัมพูชาโดยกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานจึงเปิดให้สัมปทานการทำเหมืองแร่ทองคำแก่บริษัทต่างชาติ โดยให้สามารถถือหุ้นสูงสุดได้ถึง100 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงออกกฎหมายคุ้มครองการลงทุนของต่างชาติ ให้ปฏิบัติกับชาวต่างชาติเท่าเทียมกับคนกัมพูชา และสามารถโอนเงินตราออกนอกประเทศได้อย่างเสรี ที่ผ่านมามีบริษัทต่างชาติได้รับสัมปทานดำเนินกิจการสำรวจและขุดแร่ทองคำในกัมพูชาหลายบริษัท ทั้งจากออสเตรเลีย และแคนนาดา เช่น บริษัท เรอเนซองซ์ มิเนอรัลส์ จำกัด จากออสเตรเลียเจ้าของเหมืองทอง โอกะวาว ในเขตอำเภอแก้วสีมา จังหวัดมณฑลคีรี บริษัท เซาเทอร์นโกลด์ จำกัด ซึ่งถือหุ้นใหญ่ร้อยละ 80 ในเหมืองทองสนูล จังหวัดกระแจ๊ะ บริษัท ซัมเมอร์โกลด์ อินเวสเม้นท์ จำกัด ทำเหมืองทองในอำเภอโอยาดาว จังหวัดรัตนคีรี เป็นต้น ในส่วนของบริษัทจากแคนาดา คือ Ankor Gold Corp. ได้รับสัมปทานทำเหมืองทอง 5 แห่งโดย 4 แห่งอยู่ในจังหวัดรัตนคีรี และอีก 1 แห่งอยู่ในจังหวัดมณฑลคีรี นอกจากนี้ยังมีบริษัทจากประเทศในเอเชียที่ได้รับสัมปทานดำเนินกิจการเหมืองทองในกัมพูชา อาทิ Phu Yang (Cambodia) Co. Ltd. บริษัทร่วมทุนจากเวียดนามซึ่งลงทุนในเหมืองทองพนมปรึก จังหวัดพระตะบอง บริษัท Queens Property and Resource Holding บริษัทสัญชาติสิงคโปร์ทำเหมืองทองTabas จังหวัดพระวิหาร บริษัท China Forwin International Investment Phnom Penh Mining Co., Ltd บริษัทสัญชาติจีนทำเหมืองทอง Phnom Rohav จังหวัดมณฑลคีรี เป็นต้นนอกจากทองคำแล้ว กัมพูชายังมีสินแร่อื่นๆที่มีค่าอีกเป็นจำนวนมาก เช่น เหล็ก ฟอสเฟต, บ๊อกไซด์, ซิลิคอน ,ถ่านหิน และแมงกานีส เป็นต้น รวมถึงยังมี แหล่งอัญมณีที่มีคุณภาพดีอยู่ที่กรุงไพลิน จังหวัดไพลิน มีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ กว่าประมาณ 5 พันล้านลูกบาศก์เมตร และอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับประเทศไทยอีกประมาณ 8 พันล้านลูกบาศก์เมตร ที่สามารถขุดมาใช้ในทางพาณิชย์ได้เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/14/2562

ตามล่าขุมทรัพย์(ทองคำ)สุดขอบฟ้า


ในโลกนี้ยังมีขุมทรัพย์ที่คาดว่ามีทรัพย์สิน เงินทอง สมบัติมีค่าที่ยังหาไม่พบอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นขุมทรัพย์ที่คาดว่ามีอยู่จริงและขุมทรัพย์นเรื่องเล่าหรือตำนานต่างๆ และนี่คือ ขุมทรัพย์ที่ชาวโลกยังตามล่าหากันอยู่ ขุมทรัพย์เรือเอล ซาลวาดอร์( EL Salvador Shipwreck : Beaufort, North Carolina ) ซากเรือที่จมดิ่งกลางมหาสมุทรใกล้ชายฝั่งที่บรรทุกสัมภาระล้ำค่า ซ่อนสมบัติไว้อย่างมหาศาล หีบ 16 ใบกับเหรียญเงิน 44,000 เหรียญ หีบ 4 ใบบรรจุทอง และมรกตมูลค่าเกือบครึ่งล้านเหรียญ อับปางลงตามเส้นทางเดินเรือของ โคลัมบัส ภาพเขียนจากพิพิธภัณฑ์การ์ดเนอร์( Gardner Museum Art Heist : Boston, Massachusetts ) ภาพเขียนของจิตรกรเอกชาวดัทช์3 ภาพสาบสูญได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย มีมูลค่ากว่า 300 ล้านเหรียญคือเป้าหมายที่โรเบิร์ต สปิล กำลังสืบหาอยู่ซึ่งคาดว่าอยู่ในบอสตัน สหรัฐอเมริกา ลายแทงเหมืองทองดัทช์แมน(Dutchman Gold Mine : Apache Junction, Arizona) จัดเป็นขุมทรัพย์ที่อันตรายที่สุดในโลกอยู่บริเวณ เทือกเขาซูเปอร์สติชั่น ในรัฐอริโซน่า เป็นเหมืองทองคำมูลค่าถึง 200 ล้านเหรียญที่เชื้อเชิญนักขุดทองให้เข้าไปค้นหา รอน เฟลด์แมน และเดวิด ฮินช์คลิฟ คือสองนักล่าสมบัติที่ทำการสำรวจเทือกเขาอันตรายนี้เพื่อตามล่าหาขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ลายแทงเหมืองโร้ดส์ (Lost Rhoades Mines : Uinta Mountains, Utah) เหมืองแร่อันเก่าแก่ ที่ซ่อนขุมทรัพย์มหาศาลเอาไว้ บนเทือกเขายูอินตา แหล่งทองคำที่พร้อมจะเป็นของผู้ค้นพบ ดั๊ก เออร์มันเทราท์ และคาเรน เอลบี้ คือหน่วยกล้าตายที่อยากเข้าไปพิสูจน์ พวกเขาเลือกสำรวจเหมืองทางปลายสุดด้านตะวันออกของเทือกเขา การเดินทางเต็มไปด้วยความอันตราย แต่ไม่มีอะไรห้ามพวกเขาได้เพราะหวังว่าจะมีทองคำมหาศาลที่ยังหาไม่พบรออยู่ ขุมทองแคลิฟอร์เนีย(California Gold : Sonora, California) โซโนร่า แคลิฟอร์เนียทองคำบริสุทธิ์ที่ลำธารเชิงเขา เซียร์ร่า เนวาด้า จุดหมายปลายทางของผู้แสวงหาตลอด 300 ไมล์ของลำธารเต็มไปด้วยนักร่อนทองและเชื่อว่ายังมีทองคำอีกมากรอนักแสวงโชคอยู่ซากเรือซานมิเกล(San Miguel Shipwreck : Fort Pierce, Florida) จมอยู่ใต้ท้องทะเลลึก กลางมหาสมุทร พร้อมสมบัติล้ำค่าที่จมดิ่งไปพร้อมๆกัน ซึ่งคาดการณ์กันว่ามีทั้งทองคำ เพชรพลอย มูลค่าสูงถึง 10 ล้านเหรียญ เงินค่าไถ่ของ ดี บี คูเปอร์ (D.B.Cooper?s Ransom Money?: Portland, Oregon) การปล้นลอยฟ้า ที่คนร้ายได้เงินไปถึง 2 แสนเหรียญ ก่อนจะกระโดดออกจากเครื่องบินที่ความสูง 10,000 ฟุต ก่อนที่สลัดอากาศรายนี้จะหายสาบสูญไปพร้อมกับเงินดังกล่าว หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นมา 9 ปี เงิน 5,800 เหรียญถูกพบในสภาพฝังอยู่ในสันทรายกลางแม่น้ำโคลัมเบีย ปริศนา เงินค่าไถ่ของ ดี บี คูเปอร์ จึงเริ่มขึ้น เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/14/2562

ทั่วโลกตุนทองคำสำรองสูงสุดในรอบ 19 ปี


สภาทองคำโลก ระบุในรายงาน แนวโน้มอุปสงค์ทองคำ (Gold Demand Trends) ว่า ทองคำสำรองอย่างเป็นทางการของธนาคารกลางประเทศต่างๆ ในปี 2561 ได้เพิ่มปริมาณขึ้นจำนวน 651.5 ตัน เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 74% ส่งผลให้อุปสงค์ทองคำโดยรวมทั้งหมดในปี 2561 ปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ 4,345 ตัน โดยการปรับขึ้นดังกล่าวถือเป็นการเข้าซื้อทองคำสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากปี 2510 ซึ่งมีการเข้าซื้อทองคำสูงที่สุด เพิ่มขึ้นปริมาณ 1,404 ตัน ขณะที่ปัจจุบันธนาคารกลางเหล่านี้ถือครองทองคำเอาไว้รวมกันเป็นปริมาณเกือบๆ 34,000 ตัน ทั้งนี้ การที่อุปสงค์ทองคำเพิ่มขึ้น เกิดจากการเข้าซื้อของพวกธนาคารกลางที่อยู่ในระดับสูงสุดในรอบระยะเวลาหลายสิบปี ตลอดจนการเร่งตัวของการลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำระหว่างช่วงครึ่งหลังของปี 2561 โดยครึ่งหลังของปี 2561 เป็นระยะเวลาที่เกิดความตึงเครียดในสงครามการค้า ระหว่างสหรัฐฯกับจีน รวมทั้งความไม่แน่นอนในเรื่อง Brexit ซึ่งส่งผลให้เกิดความกังวลของตลาดการเงิน นอกจากนั้นยังมีความวิตกเกี่ยวกับการที่อัตราเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกจะชะลอตัวลงอีกด้วย โดยการซื้อทองคำของพวกธนาคารกลางต่างๆ ในปี 2561 เป็นการกว้านซื้อของธนาคารกลางของชาติต่างๆ ไม่กี่แห่ง โดยเฉพาะรัสเซีย, ตุรกี, และคาซัคสถาน ทั้งนี้ รัสเซียได้ทำการลดการใช้เงินดอลลาร์มาเป็นทุนสำรองของตน ได้ซื้อ (ทองคำ) เป็นจำนวน 274.3 ตันในปี 2561 โดยทำการขายพอร์ตพันธบัตรคลังสหรัฐฯ ซึ่งปริมาณที่ซื้อทองคำในปีที่แล้วถือเป็นระดับการซื้อสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่รัสเซียซื้อทองคำมากกว่าปีละ 200 โดยทุนสำรองทองคำของรัสเซียเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 13 ปีส่งผลให้สิ้นปี 2561 มีปริมาณยอดรวม 2,113 ตัน สูงขึ้น 1,726.2 ตันสภาทองคำโลกจัดอันดับประเทศที่สะสมทองคำอย่างเป็นทางการ (2561) ซึ่งเป็นการถือครองผ่านธนาคารกลางในแต่ละประเทศมากที่สุดในโลก 5 อันดับ คือ1.สหรัฐอเมริกา ยังคงครองแชมป์สะสมทองคำมากที่สุดที่ 8,133 ตัน คิดเป็นสัดส่วน 71.9% ของทุนสำรองของประเทศทั้งหมดที่มีอยู่ขณะนี้2.เยอรมนี ถือครองทองคำ 3,337 ตัน คิดเป็นสัดส่วน 68.4% ของทุนสำรองที่มีอยู่ทั้งหมด 3.อิตาลี ถือครองทองคำที่ 2,452 ตัน คิดเป็น 67% ของทุนสำรองทั้งหมด4.ฝรั่งเศส ถือครองทองคำที่ 2,436 ตัน คิดเป็น 65.1%ของทุนสำรองต่างประเทศที่มีอยู่5.รัสเซีย ธนาคารกลางรัสเซีย ถือครองทองคำที่ 1,857 ตัน หลังรัสเซียถูกคว่ำบาตรทางการเงินจากสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตร ส่งผลให้รัสเซียหันไปพึ่งพาทองคำเป็นทุนสำรองแทนเงินดอลลาร์สหรัฐ เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/14/2562

เครื่องประดับ(ทอง/เงิน)อัตลักษณ์ของไทย


ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องประดับที่สำคัญของโลก ด้วยมีแรงงานมีฝีมือ มีองค์ความรู้ในการทำเครื่องประดับ มีรูปแบบสินค้าที่สวยงามและคุณภาพได้มาตรฐานสากล อีกทั้งยังมีเครื่องประดับที่มีอัตลักษณ์ของช่างฝีมือระดับท้องถิ่น ซึงที่มีคุณค่า สะท้อนภูมิปัญญา วัฒนธรรม และความเป็นไทยได้ เช่นเครื่องทองเมืองเพชร เครื่องทองสุโขทัย เครื่องถมทอง เป็นต้น เครื่องประดับทอง เครื่องประดับทองโบราณมีแหล่งผลิตที่สำคัญอยู่ที่ สุโขทัย และเพชรบุรี โดยความพิเศษของเครื่องประดับทองโบราณนั้น อยู่ที่ค่าความบริสุทธิ์ของทองคำที่ใช้ผลิต ซึ่งมีค่าความบริสุทธิ์สูงถึง 99.5-99.99% และออกแบบลวดลายโดยใช้ศิลปะไทยเช่นเครื่องประดับทองสุโขทัยที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปวัฒนธรรมของอาณาจักรสุโขทัยโบราณ โดยเพิ่มเทคนิคการถักทองและลงยา สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน และสีขาวลงไปบนตัวชิ้นงานเพื่อเพิ่มความสวยงาม ในขณะที่เครื่องประดับทองเพชรบุรีมีการใช้เทคนิคพิเศษผลิตแหวนตะไบที่มีลักษณะเป็นแหวนฝังพลอยซีกและมีการตะไบทั้งสองข้างของตัวเรือนให้เป็นร่องลึก การทำลวดลายลูกสน และลายปะวะหล่ำที่เกิดจากการดัดเกลียวลวดทองให้เป็นลวดลายคล้ายกับโคมไฟของจีน เป็นต้นเครื่องถมทอง/ถมเงินเครื่องถมเป็นสินค้าอัตลักษณ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราช เดิมเป็นงานหัตถศิลป์ชั้นสูงที่นิยมใช้กันในราชสำนัก แต่ปัจจุบันเป็นสินค้าที่คนทางใต้นิยมสวมใส่ติดตัวเพราะเชื่อกันว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและนำความเป็นสิริมงคลมาสู่ผู้สวมใส่ ทั้งนี้ การผลิตเครื่องถมในปัจจุบัน มีหลายประเภทขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาใช้ขึ้นรูป ส่วนใหญ่ทำจากเงินและทอง แล้วจึงแกะสลักลวดลายแบบไทยเข้าไป ซึ่งนิยมใช้ลายกนก เป็นแม่แบบในการแกะสลักให้ตัดกับสีพื้นที่ลงไว้ด้วยน้ำยาสีดำ โดยเครื่องประดับที่ผลิตได้ส่วนใหญ่เป็นกำไลข้อมือ และแหวน เครื่องประดับเงิน การผลิตเครื่องประดับเงินของไทย ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น เชียงใหม่ น่าน สุโขทัย และสุรินทร์ ซึ่งแต่ละจังหวัดก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไปอย่างเครื่องประดับเงินของเชียงใหม่และน่านจะมีความงดงามอ่อนช้อย ย่านการผลิตที่สำคัญของเชียงใหม่นั้นตั้งอยู่บริเวณถนนวัวลาย ชุมชนบ้านศรีสุพรรณ อำเภอเมือง และบริเวณบ้านกาด ในอำเภอแม่วาง ขณะที่จังหวัดน่าน แหล่งผลิตสำคัญตั้งอยู่บริเวณอำเภอเมือง และอำเภอปัว ในส่วนของจังหวัด สุโขทัย มีแหล่งผลิตอยู่ที่อำเภอศรีสัชนาลัย โดยมีกรรมวิธีการผลิตที่เป็นภูมิปัญญาประจำท้องถิ่น คือ การถักเส้นเงินเป็นเครื่องประดับ ควบคู่กับการใช้เทคนิคลงยาสีที่สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญทางศิลปวัฒนธรรมของอาณาจักรสุโขทัย สำหรับจังหวัด สุรินทร์ มีอาณาเขตอยู่ติดกับประเทศกัมพูชาจึงได้รับอิทธิพลทางศิลปะแบบขอมเข้ามา จึงทำให้การผลิตเครื่องประดับเงินของสุรินทร์ซึ่งอยู่ที่อำเภอเขวาสินรินทร์ มีรูปแบบที่แตกต่างจากแหล่งผลิตอื่น ทั้งในด้านเทคนิคการผลิตที่ส่วนใหญ่เป็นการทำลูกปัดแกะสลักลวดลาย และการทำรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นอย่างดอกตะเกา เป็นต้นเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/14/2562

ทองคำสำรองยังคงถูกขนออกจากธนาคารกลางของเวเนซุเอลา


ความโกลาหลวุ่นวายในเวเนซุเอลายังคงไม่จบลงง่ายๆเมื่อส.ส.ฝ่ายค้านออกมาเปิดเผยข้อมูลว่ารัฐบาลของอัลวาราโดขนทองคำกว่า 8 ตันออกนอกประเทศหลังจากที่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วครั้งหนึ่งในปี 2561 อังเฆล อัลวาราโด ส.ส. ฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา และแหล่ง ข่าวในรัฐบาล 3 คน เปิดเผยว่ามีการนำทองคำอย่างน้อย 8 ตัน ออกจากห้องนิรภัยของธนาคารกลางของเวเนซุเอลา ขึ้นรถของหน่วยงานรัฐบาลเมื่อต้นเดือนมีนาคม ซึ่งรัฐบาลมีแผนจะขายทองคำเหล่านี้ในต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย ขณะที่ธนาคารกลางเวเนซุเอลายังไม่ได้ออกมาชี้แจงเรื่องนี้ อัลวาราโดและแหล่งข่าว รัฐบาลไม่ได้บอกว่าธนาคารกลาง จะส่งทองคำเหล่านี้ไปไว้ที่ไหน แต่การเคลื่อนย้ายทองคำครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่ กาลิกซ์โต ออร์เตกา ผู้ว่าการธนาคารกลางเดินทางไปต่างประเทศก่อนหน้านี้ในปี 2561 มีการเปิดเผยจากแหล่งข่าวจากรัฐบาลตุรกี มีการนำว่าทองคำ 23 ตัน ส่งขึ้นเครื่องบินจากเวเนซุเอลาไปนครอิสตันบูล ทั้งนี้ธนาคารกลางเวเนซุเอลานำทองคำบางส่วนมาจากเหมือง ทองทางใต้ของเวเนซุเอลาส่งไป ขายที่ตุรกีและประเทศอื่น เพื่อต้องการนำเงินมาซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคพื้นฐานที่ขาดแคลนอย่าง หนักทั่วประเทศ จากข้อมูลของธนาคารกลางเวเนซุเอลา ในปี 2561 มีการเคลื่อนย้ายทองคำสำรองราว 20 ตัน ออกจากห้องนิรภัยของธนาคารกลาง ทำให้เหลือทองคำสำรองเพียง 140 ตัน อยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี ปีนี้ เวเนซุเอลาเริ่มขายทองคำที่ใช้เป็นทุนสำรองสกุลเงินโบลิวาร์มาตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. โดย“โซลาร์คาร์โก” สายการบินขนส่งสินค้ารายเล็กๆ ของเวเนซุเอลา ขนทองคำ 3 ตันออกจากสนามบินไมเกเทียมุ่งหน้ายูเออี และมีการส่งทองคำอีกหลายรอบคือวันศุกร์ 1 ก.พ. ส่งทองคำหนัก 15 ตัน จากนั้นในเดือน ก.พ. ส่งอีก 11 ตัน รวมทั้งสิ้น 29 ตัน โดยจ่ายเป็นเงินยูโรแต่ไม่มีการเปิดเผยว่า มีบริษัทใดเกี่ยวข้องกับธุรกรรมครั้งนี้บ้างตัวเลขเมื่อสิ้นเดือน พ.ย.เวเนซุเอลามีทองคำสำรองเก็บไว้ในธนาคารกลางและที่บีโออีรวม 132 ตัน รัฐบาลการากัสเริ่มขายทองคำเมื่อปีก่อน เนื่องจากผลผลิตน้ำมันตกต่ำ เศรษฐกิจล่มสลาย โดนสหรัฐคว่ำบาตรอย่างหนักส่งผลกระทบต่อรายได้ประเทศ จะขอกู้ยืมเงินใครก็ยากแต่การขายทองคำปริมาณมากก็ทำให้เงินโบลิวาร์อ่อนค่า เปิดช่องให้เกิดวิกฤติการเงินได้ง่าย เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/14/2562

ตลาดเครื่องประดับ(ทอง)และอัญมณีของบราซิล


บราซิลเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่ว่าจะเป็นแร่ทองคำ เงิน และอัญมณีชนิดต่างๆ เช่น Amethyst, Topaz, Aquamarine, Blue Sapphire และPink Sapphire ซึ่งเหมืองอัญมณีและเหมืองแร่เหล่านี้ตั้งอยู่ในรัฐต่างๆทั่วประเทศ ชาวบราซิลชื่นชอบเครื่องประดับที่ทำจากทองคำเป็นอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร่ำรวยและความสำเร็จของผู้ที่สวมใส่ วัดได้จากมูลค่าของสินค้าที่ขาย ในปี 2560 ของ Fine Jewellry บริษัทผลิตเครื่องประดับชั้นนำ เป็นเครื่องประดับที่ทำจากทองคำถึงร้อยละ 70 รองลงมาคือ Metal Combination Platinum และเงิน โดยต่างหู และแหวนยังคงเป็นเครื่องประดับที่นิยมกันมากที่สุด รองลงมาคือสร้อยคอ และสร้อยข้อมือ การซื้อเครื่องประดับของชาวบราซิลจะเกิดขึ้นในเทศกาลสำคัญๆ หรือวันพิเศษต่างๆเช่น วันครบรอบวันแต่งงาน งานฉลองอายุครบ 15 ปี งานวันแม่ และวัน Valentinesของบราซิล (ตรงกับวันที่12 มิถุนายน) โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือกลุ่มผู้หญิง ส่วนเครื่องประดับสำหรับผู้ชายที่นิยมกันมากก็จะเป็นแหวนแต่งงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหวนทอง (Plain Gold) รองลงมา คือ สร้อยข้อมือ และสร้อยคอ ที่ทำจากทองคำ เงิน และหนังในปี2017 บราซิลส่งออกสินค้าเครื่องประดับและอัญมณี มูลค่าประมาณ 3,306.01 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ อังกฤษ สหรัฐฯ และสวิสเซอร์แลนด์ โดยประเทศไทยเป็นตลาดส่งออกลาดับที่ ๒5 ของบราซิล มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 1.09 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งสินค้าส่งออกสำคัญคือ ทองคำสูงถึง ร้อยละ 85 รองลงมาคือเครื่องประดับที่ทาจากโลหะอื่น หินสีและอัญมณี ในส่วนของการนำเข้า บราซิลนำเข้าเครื่องประดับและอัญมณีจากทั่วโลก 436.97 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้านำเข้าส่วนใหญ่ของบราซิล คือ เครื่องประดับที่ทำจากแพลตินั่ม เครื่องประดับเงิน และเครื่องประดับโลหะมีค่า โดยมีแหล่งนำเข้าสำคัญ คือแอฟริกาใต้ เบลเยียม รัสเซีย อย่างไรก็ตาม บราซิลยังคงเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรณ์ธรรมชาติอัญมณีและโลหะมีค่าเป็นอันดับต้นๆของโลกไม่ว่าจะเป็นทองคำ เงิน เพชร พลอย มรกต โอปอ และอความารีนเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/14/2562

คนญี่ปุ่นชอบเครื่องประดับสีเงินมากกว่าสีทอง


สตรีชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญต่อการแต่งกายที่ทันสมัยและนิยมสวมใส่เครื่องประดับที่มีดีไซน์เรียบง่ายชิ้นเล็ก โดยชอบสีเงินมากกว่าสีทอง เช่น ไข่มุก เพชร และแพลทินัม เป็นที่นิยมมากกว่าเครื่องประดับที่ทำจากทองคำ ทั้งเพื่อความสวยงามและเพื่อการลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อสูง เครื่องประดับส่วนใหญ่จำหน่ายในห้างสรรพสินค้า มีทั้งแบรนด์ดังระดับ High-End ซึ่งเป็นผู้ครอบครองส่วนแบ่งการตลาดกว่าครึ่งไม่ว่าจะเป็น Cartier, Tiffany, Arpels และ Bvlgari เป็นต้น ส่วนแบรนด์ญี่ปุ่นมักตั้งร้านโชว์รูมกระจายไปตามเมืองใหญ่ เช่น Tsutsumi, Mikimoto และ Tasaki เป็นต้น อย่างไรก็ดี ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไปโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้การค้าสินค้าออนไลน์เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องนอกจากเครื่องประดับสำหรับผู้หญิงแล้ว ตลาดเครื่องประดับของผู้ชายเช่น แหวน สร้อยคอ และคัฟลิงค์ที่ใช้สวมใส่เครื่องประดับในชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับเครื่องประดับสำหรับสัตว์เลี้ยง ก็มีแนวโน้มเติบโตขึ้น เนื่องจากญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจึงเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไว้แก้เหงา และมักจะหาเสื้อผ้าเครื่องประดับมาตกแต่งบนตัวสัตว์เลี้ยง ผู้ประกอบการเจ้าไหนที่สามารถจับลูกค้ากลุ่มนี้ได้ด้วยสินค้าที่คุณภาพเหมาะสมกับราคาก็เป็นตลาดที่น่าสนใจไม่น้อยทั้งนี้ญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับเป็นอันดับต้นๆของโลก โดยสินค้าที่นำเข้าส่วนใหญ่คือแพลทินัม เครื่องประดับทอง โลหะเงิน และเพชรเจียระไน ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นก็ยังเป็นผู้ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับเป็นอันดับต้นๆของโลก(อันดับที่ 10 ปี 2560) ด้วยมูลค่า 12,881.56 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดย5 อันดับแรกส่งออกไปยัง สิงคโปร์ ฮ่องกง สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร ส่วนไทยเป็นตลาดส่งออกในอันดับที่ 11 ของญี่ปุ่นโดยสินค้าที่สำคัญได้แก่ ทองคำ เศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า เครื่องประดับทอง โลหะเงิน และโลหะแพลทินัม ในส่วนของการค้ากับไทย ญี่ปุ่นนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากไทยมูลค่า 266.67 ล้านเหรียญสหรัฐ (มกราคม – ตุลาคม 2560) โดยสินค้านาเข้าหลักจากไทยคือ เครื่องประดับทอง เศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทาด้วยโลหะมีค่า เพชรเจียระไน เครื่องประดับเทียม พลอยเนื้อแข็งและพลอยเนื้ออ่อนเจียระไนเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/14/2562

ทองคำและเครื่องประดับทองในกัมพูชา


กัมพูชาเป็นประเทศหนึ่งที่ผู้คนยังคงนิยมบริโภคทองคำไม่เคยเปลี่ยน แม้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพฤติกรรมการใช้จ่ายของชาวกัมพูชาจะเปลี่ยนไปโดยหันไปเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพและให้ความสำคัญกับแบรนด์สินค้ามากขึ้น ทั้งนี้เพราะเห็นว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากวิกฤติต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศมีความไม่แน่นอน การถือครองทองคำและเครื่องประดับทองจึงเป็นสินทรัพย์ที่มั่นคงที่สุด ปัจจุบันชาวกัมพูชามีรายได้มากขึ้น จึงนิยมซื้อทองคำและเครื่องประดับทองเก็บสะสมไว้ที่บ้านและนำไปฝากไว้กับธนาคารโดยเฉพาะที่ธนาคารCanadia Bank Plc. ธนาคารร่วมทุนระหว่างบริษัทสัญชาติแคนาดากับธนาคารแห่งชาติกัมพูชา กว่าครึ่งหนึ่งของบัญชีเงินฝากในธนาคารนี้เป็นบัญชีฝากประจำในรูปของทองคำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมสะสมทองคำของชาวกัมพูชาได้เป็นอย่างดีส่วนรูปแบบเครื่องประดับที่ชาวกัมพูชานิยมซื้อนั้นยังคงเป็นเครื่องประดับทอง 24 กะรัต ทั้งเพื่อสะสมเป็นสินทรัพย์และสวมใส่ในเทศกาลหรือโอกาสสำคัญต่างๆเพื่อแสดงฐานะ และยังนิยมซื้อเครื่องประดับทอง 18 กะรัต และ 14 กะรัต สไตล์อิตาลีสำหรับสวมใส่ในชีวิตประจำวัน และมอบเป็นของขวัญให้แก่คนพิเศษนอกจากนี้ ชาวกัมพูชายังนิยมเก็งกำไรจากการลงทุนในทองคำมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจในการซื้อขายทองคำล่วงหน้า (Gold Futures) จึงมีบริษัทการลงทุนที่เปิดให้บริการซื้อ-ขายทองคำออนไลน์และซื้อขายทองคำล่วงหน้า หลายแห่ง ทั้งนี้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมากัมพูชานำเข้าทองคำรวม 2,952 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการนำเข้าทองคำส่วนใหญ่เพื่อสะสมเป็นสินทรัพย์ ออมแทนเงินสด และการเก็งกำไร อีกส่วนหนึ่งนำไปผลิตเป็นเครื่องประดับทอง ซึ่งกิจการส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็กในลักษณะอุตสาหกรรมครัวเรือน ที่มักเปิดเป็นร้านจำหน่ายเครื่องประดับทองและมีช่างฝีมือของตนเอง โดยเน้นงานที่ทำด้วยมือเป็นหลัก และมีรูปแบบเครื่องประดับที่เรียบง่ายส่วนใหญ่เป็นการผลิตทองรูปพรรณ 24 กะรัต บางรายผลิตเครื่องประดับทอง 18 กะรัตสำหรับใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งด้วยอัญมณีต่างๆ และมีบางรายผลิตเครื่องประดับทองที่มีค่าความบริสุทธิ์ต่ำกว่า 9 กะรัต รวมถึงมีการนำเครื่องประดับเงินมาชุบทองคำ ส่วนเครื่องประดับทองขาวและทองสามกษัตริย์สไตล์อิตาลีส่วนใหญ่นำเข้าผ่านฮ่องกง และสิงคโปร์ ราคาทองคำในกัมพูชามักอ้างอิงตามราคาทองคำในตลาดโลก โดยใช้หน่วยวัดน้ำหนักเป็น ชิ (Chi) และตำลึง (Domlung) ซึ่ง 10 ชิเท่ากับ 1 ตำลึง และ 1 ตำลึงเท่ากับ 1.2 ทรอย-ออนซ์ หรือเท่ากับ 37.49 กรัม ดังนั้น 1 ชิ มีค่าเท่ากับ 3.749 กรัม ส่วนการระบุค่าความบริสุทธิ์ของทองคำนั้น จะระบุเป็นส่วนในพันส่วน เช่น ทองคำ 24 กะรัต หมายถึงทองคำที่มีค่าความบริสุทธ์ 99.999% เป็นต้นเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/05/2562

ความนิยมเครื่องประดับทองในกาตาร์


กาตาร์เจ้าภาพฟุตบอลโลกในอีก 3 ปีข้างหน้า เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกตามการวิเคราะห์ของ Global Finance Magazine เพราะเป็นประเทศที่อุดมด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ประชากรมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 143,400 ดอลลาร์สหรัฐซึ่งสูงที่สุดในโลก ส่วนหนึ่งมาจากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สร้างความมั่งคั่งให้แก่เศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก และเครื่องประดับทองก็ได้รับความนิยมสูงสุดในกาตาร์ตามข้อมูลจาก GlobalTrade Atlas พบว่าประเทศต่างๆ ส่งสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไปยังกาตาร์ในแต่ละปีราว1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับทอง ครองสัดส่วนร้อยละ 90 ประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกเครื่องประดับทองไปยังกาตาร์สูงสุดห้าอันดับแรกคือ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศไทยและฝรั่งเศส ตามลําดับรสนิยมการบริโภคเครื่องประดับในกาตาร์แตกต่างกันไปตามกลุ่มผู้บริโภค คือหากเป็นชาวกาตาร์พื้นเมืองที่แม้จะมีสัดส่วนจํานวนประชากรไม่มากนัก แต่ก็เป็นผู้บริโภคที่มีกําลังซื้อสูง โดยเครื่องประดับที่ใช้มีหลากหลายรูปแบบทั้งรูปแบบพื้นเมืองดั้งเดิมและรูปแบบทันสมัยสําหรับใช้ในชีวิตประจําวันและโอกาสสําคัญ ทั้งนี้เครื่องประดับรูปแบบดั้งเดิมเป็นเครื่องประดับทองสไตล์อาหรับกลุ่มประเทศอ่าวอาระเบียนเป็นทอง 21K มักใช้ในพิธีแต่งงาน ส่วนชาวกาตาร์รุ่นใหม่นิยมเครื่องประดับรูปแบบทันสมัย 18K สําหรับสวมใส่ประจําวันอย่าง แหวน ต่างหู สร้อยข้อมือ และสร้อยคอ ขนาดพอเหมาะไม่ใหญ่มาก ขณะที่เครื่องประดับชุดใหญ่ซึ่งมักประดับตกแต่งด้วยเพชร และอัญมณีต่างจะใช้ในงานแต่งงงานหรือในโอกาสพิเศษผู้บริโภคชาวต่างชาติ ซึ่งกลุ่มใหญ่ที่อยู่ในกาตาร์โดยมากเป็นชาวอินเดีย ปากีสถาน และบังคลาเทศจะชื่นชอบเครื่องประดับทอง 22K ตกแต่งสีสันลวดลายด้วยการลงยา รูปแบบสไตล์อินเดีย ส่วนเครื่องประดับทองตกแต่งอัญมณีไม่ได้รับความนิยมเท่าใดนัก แต่หากชาวฟิลิปปินส์และชาวตะวันตกนิยมเครื่องประดับทอง 18Kเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/05/2562

หลวงพ่อสดทองคำ


ที่อุโบสถหลังเก่าของวัดโบสถ์บน ถนนนครอินทร์ หมู่ 4 ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี มีรูปหล่อหลวงพ่อสดที่ทำจากทองคำแท้น้ำหนัก 1,000 กิโลกรัมที่ญาติโยมผู้มิจิตศรัทธาได้ร่วมกันสร้างขึ้นเมื่อวันที่ 3 ก.พ.2558 ประดิษฐานไว้ให้ศิษย์ยานุศิษย์ได้กราบไหว้บูชา วัดโบสถ์บน ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อย เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ประมาณ พ.ศ.2300 สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีพระอุโบสถเก่าที่มีความสวยงาม เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อทองคำหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ หรือพระมงคลเทพมุนี สด จนทสโร ที่ครั้งหนึ่งในอดีตท่านได้มาศึกษาพระธรรมที่วัดโบสถ์บนแห่งนี้ และใช้อุโบสถหลังนี้ปฎิบัติธรรมเมื่อปี พ.ศ.2460 จึงเรียกอุโบสถแห่งนี้ว่า โบสถ์บรรลุธรรม ปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ที่มีอายุเกือบ 260 ปี มีผู้เดินทางมานั่งสมาธิเจริญสติภาวนากันเป็นจำนวนมากเนื่องจากมีความสงบร่มรื่นอุโบสถหลังเก่านี้มีรูปทรงคล้ายเรือ ซึ่งเปรียบเสมือนพระพุทธศาสนาที่จะพาเราทั้งหลายก้าวพ้นความโกรธ หลง โลภ ต่างๆไปถึงนิพพานได้มีวิหารอยู่ 4 มุมของอุโบสถ สำหรับให้พระมานอนเฝ้าพระทองคำ รอบๆอุโบสถมีใบเสมาที่ทำจากหินทรายแดง มีลวดลายและอักขระโบราณ ด้านในอุโบสถ เป็นแบบเรียบง่ายไม่ทีภาพจิตรกรรมฝาพนัง มีพระประธานขนาดใหญ่ ที่รายล้อมไปด้วยพระพุทธเจ้าอีกจำนวน 27 องค์ ที่ด้านหน้าพระประธาน เป็นรูปหล่อทองคำหลวงพ่อสด มีขนาดใหญ่ หนึ่งเท่าครึ่งขององค์จริง ทำจากทองคำแท้น้ำหนักทองคำ 1 ตัน หรือ 1,000 กก. ผู้ที่สนใจจะเดินทางมาดูความตระการตาพระทองคำน้ำหนัก 1 ตัน และนมัสการรูปหล่อทองคำหลวงพ่อสด สามารถเดินทางมาได้ทุกวัน ในวันเสาร์-อาทิตย์ ยังสามารถมาเที่ยวชมตลาดน้ำริมคลองบางกอกน้อย เพื่อจับจ่ายซื้อพืชผักจากเกษตรกร อ.บางกรวย และสินค้าท้องถิ่นได้ หลวงพ่อสด หรือพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เดิมมีชื่อว่า สด มีแก้วน้อย เกิดเมื่อวันที่ 10ตุลาคม 2428 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่บ้านสองพี่น้อง ต.สองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี เมื่ออายุ 22 ปีได้อุปสมบท ณ วัดสองพี่น้อง เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อโหน่ง และหลวงพ่อเนียม ในระยะเวลาสั้นๆ ปวารณาพรรษา แล้วเดินทางมาจำพรรษา ณ วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพฯ เพื่อเล่าเรียนพระปริยัติธรรมปี 2459 เป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ในปี 2463หลวงพ่อสด มรณภาพเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2502 เวลา 15.05 น. สิริอายุได้ 75 ปี พรรษา 53ด้วยอาการอันสงบหลังจากอาพาธได้ประมาณ 2 ปีเศษ เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/05/2562

การใช้คำพูดที่ดี “ประดุจให้ทองคำ”


ปรัชญาโบราณของคนจีนไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์ หลุนอวี่ ของ ขงจื่อ หรือ เต๋าเตอจิง ของ เหลาจื่อ กล่าวไว้ว่าคำกล่าวยกย่องในสิ่งที่ดีหรือมีคุณค่าว่า“ประดุจทอง” และการใช้คำพูดที่ดีก็เปรียบเสมือนการมอบทองคำให้แก่กันนั่นเอง ปรัชญานี้หายไปหลังจากการปฏิวัติวัฒนธรรม มีคัมภีร์และคำสอนของจีนโบราณถูกทำลายไปจำนวนมาก แต่ในสมัยของเติ้งเสี่ยวผิงหลังจากมีการเปิดเสรีทางการค้า จีนก็เริ่มกลับมาให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูหลักปรัชญาโบราณมากขึ้น เช่นปรัชญาของขงจื่อ และมีการก่อตั้งสถาบันขงจื่อแห่งชาติขึ้นในยุค2000 นี่เอง ปัจจุบันรัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการรื้อฟื้นและปลูกฝังมารยาทในสังคมของจีนอย่างจริงจังหนึ่งในการรณรงค์ขั้นพื้นฐาน ได้แก่ การใช้คำล้ำค่า 8 คำ เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมสำหรับการทักทายกันของคนในสังคมได้แก่คำว่า 1. สวัสดี การทักทายแรกสุด เพื่อสร้างความประทับใจที่ดี ไม่ว่าจะเป็นคนรู้จักหรือไม่ 2. เชิญ ไว้ใช้นำหน้าคำกริยาต่างๆ เช่น เชิญนั่ง เชิญพูด เพื่อแสดงมารยาท 3. ขอบคุณ การแสดงความขอบคุณ ที่ต้องการเน้นเพื่อแสดงความมีน้ำใจต่อกัน 4. ไม่ต้องเกรงใจ ตอบรับคำขอบคุณของผู้อื่น5. ขอโทษ จีนยุคใหม่มีปัญหาในเรื่องการแข่งขัน กระทบกระทั่ง และสังคมที่เร่งรีบ คำนี้ถูกรณรงค์ให้ใช้มากขึ้น 6. ไม่เป็นไร ปลอบโยน หรือใช้ตอบรับคำขอบคุณของอีกฝ่าย 7. แล้วพบกันใหม่ คำกล่าวอำลา เพื่อแสดงมารยาท 8. ขอให้มีความสุข, โชคดี คำอวยพรเพื่อแสดงถึงไมตรีต่ออีกฝ่าย ใช้อวยพรในการเดินทาง และวาระต่างๆคำเหล่านี้เป็นคำกล่าวง่ายๆที่ใช้กันทั่วโลก ใช้แทบทุกหลายภาษา แม้คำจะแตกต่างไปบ้าง แต่ก็สื่อความหมายคล้ายกัน แสดงไมตรีระหว่างกัน ซึ่งจำเป็นต่อการอยู่ร่วมกันทางสังคม และในทางธุรกิจเอง ก็ถือว่าเป็นคำที่จำเป็นเช่นกันเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/05/2562

วิหารทองคำ แห่งอินเดีย


วิหารทองคำ ฮัรมันดิร ซาฮิบ (Harmandir Sahib หรือ Golden Temple) ศาสนสถานสุดตระการตา ที่มีความสำคัญสูงสุดของศาสนาซิกข์ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอัมริตสาร์ ในรัฐปัญจาบ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ใกล้กับเขตแดนของประเทศปากีสถาน ห่างจากเมืองหลวงนิวเดลีประมาณ 410 กิโลเมตร เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้นับถือศาสนาซิกข์และบรรดาผู้แสวงบุญจากทั่วโลกต้องมาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิตวิหารทองคำฮัรมันดิร ซาฮิบ นี้เริ่มก่อสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1570 เพื่อให้เป็นศูนย์รวมของชาวซิกข์ ใช้เวลาก่อสร้างกว่า 30 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์ รูปแบบการก่อสร้างเป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมฮินดูผสมมุสลิม ทำให้มีความโดดเด่นแตกต่างจากวิหารทั่วไป คือแทนที่จะสร้างบนฐานที่มีระดับสูง ตามลักษณะ สถาปัตยากรรมการสร้างวิหารของฮินดู แต่วิหารทองคำแห่งนี้กลับถูกสร้างบนฐานที่ต่ำกว่าระดับราบของพื้นที่รอบข้าง รวมถึงมีการสร้างประตูทางเข้าออกทั้งสี่ทิศ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับผู้มาเยือนทุกคนโดยไม่แบ่งแยกชนชั้นวรรณะ เชื้อชาติ ศาสนา เพศ และชาติตระกูล ชื่อฮัรมันดิร ซาฮิบ แปลว่า ที่สถิตของพระผู้เป็นเจ้า สถานที่อันเป็นที่ยกย่องว่าศักดิ์สิทธิ์สูงสุดเพราะเป็นที่เก็บรักษาพระมหาคำภีร์อันเป็นหลักธรรมสูงสุดจากองค์พระศาสดาของชาวซิกข์ ตัววิหารชั้นแรกสร้างจากหินอ่อน ผนังภายในแกะสลักเป็นรูปดอกไม้สวยงาม ส่วนชั้นสองขึ้นไปจนถึงยอดโดมเคลือบด้วยทองคำสีทองอร่ามมีน้ำหนักรวมกว่า 800 ตัน ด้านในเป็นที่เก็บรักษาพระมหาคำภีร์ โดยจะมีหัวหน้านักบวชทำหน้าที่อ่านคำสอนผ่านเครื่องกระจายเสียงทุกวัน วิหารทองคำแห่งนี้ ตั้งตระหง่านอยู่กลางบ่อน้ำโซราวอร์ อันศักดิ์สิทธิ์ กว้าง 150 เมตร ซึ่งชาวซิกข์ทุกคนปรารถนาที่จะได้ลงไปอาบน้ำในสระแห่งนี้ เพื่อเป็นการชำระล้างจิตวิญญาณว่ากันว่าถ้าใครเจ็บป่วยแล้วได้อาบหรือดื่มกินน้ำจากที่นี่ จะหายจากโรคภัยไข้เจ็บทำให้ผู้คนเดินทางมาที่วิหารนี้กันมากมาย อัมริตสาร์เมืองที่เป็นศูนย์กลางของศาสนาซิกข์และเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ และสถานที่สำคัญ เป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐ และนับเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรมของชาวซิกข์ที่มีชื่อเสียงที่สุด รวมถึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์โดยเฉพาะ เหตุการณ์สังหารหมู่ชาวอินเดียที่สวนสาธารณะ Jallianwala Bagh ในยุคสมัยที่อินเดียประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ ปี ค.ศ. 1919 จวบจนกระทั่งการก้าวเข้าสู่การระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบันเมืองอมฤตสาร์ มีสนามบินนานาชาติและจุดเชื่อมต่อรถไฟที่ครอบคลุมเมืองสำคัญอื่นๆทั่วอินเดีย และเนื่องจากเป็นเมืองยอดนิยมแห่งหนึ่ง จึงมีการจราจรที่ติดขัด ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุดในการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ คือใช้บริการรถสามล้อ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการมาเยือนคือ ฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคม ซึ่งมีอากาศเย็นสบาย และแจ่มใส ปัจจุบัน นอกจากนักแสวงบุญชาวซิกข์แล้ว เมืองอัมริตสาร์ยังเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั้งในอินเดียและทั่วโลก ที่มาเยือนเมืองอัมริตสาร์และวิหารทองคำมากกว่า 100,000 คนต่อสัปดาห์เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/05/2562

ตลาดส่งออกเครื่องประดับทองของไทย


เครื่องประดับทอง เป็นสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 2 ในหมวดการส่งออกเครื่องประดับแท้ โดยมีมูลค่าราว 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 46.42 ตลาดส่งออกสำคัญ 10 ประเทศคือ ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, สวิตเซอร์แลนด์ ,สหราชอาณาจักร ,อิตาลี, ญี่ปุ่น ,เยอรมนี,ออสเตรเลียและฝรั่งเศส ในส่วนของภาพรวมการส่งออกเครื่องประดับแท้ของโลกในปี 2560 ไทยนั้นมีมูลค่าการส่งออกอยู่ในอันดับที่ 10 ของโลก อินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ และจีน ยังคงเป็นประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุด สหรัฐอเมริกา เป็นผู้นำเข้าเครื่องประดับแท้มูลค่า877.06 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงเป็นอันดับที่ 1 ของไทย แต่หากคิดมูลค่าโดยรวมแล้วสหรัฐอเมริกานาเข้าเครื่องประดับแท้คิดเป็นมูลค่าถึง 9 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยร้อยละ 81.84 เป็นการนำเข้าเครื่องประดับทอง จากอินเดีย ฝรั่งเศส จีน และอิตาลี ขณะที่ไทยมีสัดส่วนการนาเข้าเครื่องประดับทองจากสหรัฐอเมริการ้อยละ 4.83 เท่านั้น ฮ่องกง เป็นผู้นำเข้าเครื่องประดับแท้มีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 1 ของโลกโดยนำเข้าจากจีนและอินเดียมากกว่าครึ่งของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเครื่องประดับทอง ขณะที่ประเทศไทยเป็นแหล่งนำเข้าเครื่องประดับทองของฮ่องกงในลาดับที่ 13 โดยไทยส่งออกเครื่องประดับทอง และเครื่องประดับเงินไปยังฮ่องกงมูลค่าที่ใกล้เคียงกันที่ราวร้อยล้านเหรียญสหรัฐ เยอรมนีเป็นตลาดนำเข้าเครื่องประดับแท้มูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 9 ของโลก และยังเป็นฐานกระจายสินค้าต่อไปยังประเทศอื่นๆ ในกลุ่มสหภาพยุโรป เนื่องจากมีทำเลอยู่กึ่งกลางของทวีป รวมทั้งมีโครงสร้างการคมนาคมที่ทันสมัย โดยในปี 2560 เยอรมนีมีมูลค่าการนำเข้าเครื่องประดับทองร้อยละ 54.32 และเครื่องประดับเงินร้อยละ 45.66 ทั้งนี้แหล่งนำเข้าเครื่องประดับทองของเยอรมนี คือ สวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ขณะที่ไทยเป็นแหล่งนำเข้ามูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 5 มีสัดส่วนราว ร้อยละ 9.56 ในขณะที่ไทยก็มีการนำเข้าเครื่องประดับทองมูลค่าสูงเกือบร้อยละ 70 ของการนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับทั้งหมด รองลงมาคือเครื่องประดับเงิน โดยมีฮ่องกง และอิตาลีเป็นแหล่งนำเข้าเครื่องประดับแท้รายใหญ่ของไทยเหมือนเช่นที่ผ่านมา ขณะที่ตัวเลขการนำเข้าเครื่องประดับแท้จากอินเดียเติบโตเกือบ 1 เท่าตัวเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/05/2562

สงครามการค้า จีน-สหรัฐ กับผลกระทบต่อตลาดเครื่องประดับ(ทองคำ)ของไทย


ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจีนส่งออกเครื่องประดับทองไปยังสหรัฐฯในสัดส่วนราวร้อยละ 70 ของมูลค่าการส่งออกเกือบ 4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับใหญ่เป็นอันดับ 2 ของจีน ในขณะที่จีนนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับจากสหรัฐฯ เฉลี่ยในรอบ 5 ปีไม่ถึง 400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยนำเข้าโลหะเงินเป็นหลักราวร้อยละ 30 รองลงมาเป็นเครื่องประดับหุ้มหรือติดด้วยโลหะมีค่า และเครื่องประดับทองตามลำดับทั้งนี้ ปัจจุบันภาษีนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากจีนไปยังสหรัฐฯ มีอัตราต่าสุดคือ ร้อยละ 0 และอัตราสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 17.9 เช่น ไข่มุกเสียภาษีนำเข้า 0% โลหะแพลทินัม10% เพชร0-10% ทองคำที่หุ้มติดด้วย แพลทินัม20% เครื่องทองหรือเครื่องเงิน 12.7-17.9% โลหะที่หุ้มติดด้วยทองคำ16% และทองคำ10-14.1% เป็นต้น ซึ่งการทำส่งครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯนี้จะส่งผลกระทบต่อทั้งในแง่บวกและลบต่อการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาวคือ ในระยะสั้นไทยจะได้รับทั้งผลดีและผลเสียจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ โดยผลดีที่ไทยจะได้รับนั้นอาจทำให้มูลค่าส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยเพิ่มมากขึ้น เพราะสหรัฐฯ อาจนำเข้าสินค้าจากไทยทดแทนจีน ในขณะเดียวกันไทยก็จะได้รับผลเสียทำให้ไทยอาจส่งออกพลอยสีไปยังจีนได้ลดลง เพราะจีนน่าจะส่งออกเครื่องประดับไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ ได้น้อยลง ก็จะลดการนำเข้าสินค้ากึ่งวัตถุดิบอย่างพลอยสีที่จะนาไปประกอบเป็นเครื่องประดับจากไทยลดลงตามไปด้วย ในระยะยาวไทยจะได้รับผลกระทบในทางลบเพียงอย่างเดียว หากสงครามการค้ายืดเยื้อและทวีความรุนแรงจนทำให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศหยุดชะงัก ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัว การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยไปยังตลาดโลกก็อาจเติบโตในอัตราลดลงตามไปด้วย ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น บริหารสต๊อกวัตถุดิบและสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อจะได้ใช้สร้างโอกาสทางการค้าได้ถูกจังหวะเวลา รวมถึงกระจายความเสี่ยงด้วยการส่งออกไปยังตลาดที่มีศักยภาพอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/05/2562

สมาร์ทโฟนทองคำ


ปัจจุบันโทรศัพท์ เป็นมากกว่าเครื่องมือสื่อสารเพราะมันได้กลายเป็นเครื่องมือบ่งบอกตัวตน รสนิยม ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต หน้าที่การงานและ สถานะทางสังคม เราจึงได้เห็นgedget ใหม่ๆที่เปลี่ยนสมาร์ทโฟนธรรมดา ให้เป็นสมาร์ทโฟนสุดพิเศษไปจนถึงสมาร์ทโฟนทองคำ Gold Elite Paris (Thailand) ร่วมกับ Designer ชั้นนำได้ออกแบบและผลิตโทรศัพท์ทองคำมาตั้งแต่ปี 2014 โดยร่วมกับเจ้าของแบรนด์อย่างซัมซุงไทยแลนด์และแอปเปิล ทำตลาดผ่านซุปเปอร์สตาร์ ดาราและผู้มีชื่อเสียงระดับโลกถือเป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่ทำธุรกิจนี้ GOLD ELITE นำโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นยอดนิยมมาแปลงโฉมเพิ่มเสน่ห์ด้วยทองคำบริสุทธิ์ 24K (99.9%) ผสานเทคนิคการผลิตขั้นสูงของงาน fine jewelry บนตัวเครื่องโทรศัพท์ ให้มีความหรูหรา เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จคู่กับไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ที่ทำมาแล้วมีหลากหมาย Model เช่น Gold Elite iX และ i8 Plus, Gold Elite Samsung Galaxy S8+ และ Note 8 นอกจากนี้ยังมี Power Bank หูฟังไร้สายทองคำ และ Accessoriesอื่นๆ Gold Elite เปิดตัวที่ปารีส และได้พาร์ทเนอร์ที่ฮ่องกงสร้างโรงงานและตั้งเป็นศูน์กระจายสินค้า มีสาขาทั้งที่ฝรั่งเศส มิลาน จีน ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย ลาว เวียดนาม และประเทศไทย นอกเหนือจากผลิตโทรศัพท์มือถือทองคำแล้วยังร่วมกับค่ายโทรศพท์ต่างๆออกแพ็คเกจเพื่อจูงใจลูกค้า โดยจำหน่ายสมาร์ทโฟนทองคำร่วมกับสุดยอดหมายเลขโทรศัพท์เช่น ลงท้ายด้วย 1-1111 ถึง 9-9999 ที่มีจำนวนจำกัดมาก และเพิ่มความพิเศษสุดด้วยเบอร์มงคลระดับ 5 ดาวอีกด้วย นอกจาก Gold Elite แล้ว โรลส์-รอยซ์ (Roll Royce) แบรนด์ซูเปอร์คาร์ระดับโลก ยังกระโจนเข้าตลาดมือถือระดับไฮเอ็นด์ โดยผลิตโทรศัพท์มือถือทองคำรุ่นลิมิเต็ดแพงที่สุดในโลก 34.9 ล้านบาท ดีไซน์พิเศษสลักตรา ‘Spirit of Ecstasy’ หรือ ‘Flying Lady’ สัญลักษณ์เทพีหน้ารถโรลส์-รอยซ์อันเป็นตำนานระดับโลกมากว่า 113 ปี พิเศษสุดสำหรับเจ้าของ ‘โรลส์-รอยซ์ แบล็ค แบดจ์’ (Black Badge) เท่านั้นโทรศัพท์มือถือทองคำนี้แม้ไม่ใช่ปัจจัยสี่ที่มีความสำคัญกับการดำรงชีวิต แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ใครๆ ก็ต้องมีสมาร์ทโฟน ถ้าโฟกัสเฉพาะประเทศไทยตลาดสมาร์ฟนขยายตัวอย่างเร็ว โดยกลุ่มที่มีระดับราคาต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท เป็นตลาดที่มีสัดส่วนเยอะที่สุดราว 70% ส่วนที่มีราคา 1.5 หมื่นบาทขึ้นไปมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 30% เท่านั้น ส่วนตลาดระดับไฮเอ็นด์หรือนิซมาร์เก็ต ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของผู้จำหน่ายโทรศัพท์มือถือทองคำ ก็ยังได้รับการจับตามองอยู่จากกลยุทธ์การตลาดที่เลือกใช้ซุปเปอร์สตาร์ทั่วทั้งเอเชีย และบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการต่างๆ มา เป็นจุดขายเช่น เฉินหลง, เจิ้งอี้เจี้ยน เทียนเล่อ, โทนี่ จา และคริสเตียนโน่ โรนัลโด้ เป็นต้น โทรศัพท์มือถือทองคำจึงเป็นมากกว่าเครื่องมือสื่อสาร แต่คือสิ่งบ่งบอกตัวตนว่าผู้ใช้แตกต่างอย่างมีระดับอย่างไรเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/05/2562

Russian Trio แหวนแห่งรักและศรัทธา


Russian Trio เป็นชื่อเรียกแหวนแต่งงานที่มีดีไซน์สวยเก๋แปลกตา ไม่ล้าสมัยและแฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้งงดงาม ถือกำเนิดในรัสเซียเมื่อราวศตวรรษที่ 19 หรือราว 300 ปีที่แล้ว เป็นแหวนทองเกลี้ยง 3 วง 3 เฉดสี คือทองคำ ทองขาว และทองชมพู ที่เกี่ยวคล้องประกอบรวมกันเป็นวงเดียวไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ถูกนำมาใช้ในพิธีแต่งงานของชาวรัสเซีย นอกจากรูปลักษณ์ที่โดดเด่นแล้ว Russian Trio ยังสื่อถึงความศรัทธา และความเชื่อ โดยแหวนทอง 3 วงที่คล้องเกี่ยวกันนี้เปรียบเสมือนตัวแทนของพระบิดา พระบุตร และพระจิต ตามคติความเชื่อในศาสนาคริสต์ ซึ่งคู่บ่าวสาวจะได้รับพรอันประเสริฐจากการแต่งงานนี้ อีกความหมายหนึ่งแหวนแต่ละวงสื่อถึง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่หลอมรวมคนสองคน ใจสองใจไว้ด้วยกัน เป็นความหมายที่ลึกซึ้งงดงามไปด้วยความรัก นอกจากนี้ ยังว่ากันว่าเจ้าแหวนทองแต่ละเฉดแต่ละวงนี้ แทนนิยามความรักในแง่มุมที่แตกต่างกัน โดยแหวนทองสีเหลืองซึ่งมีความบริสุทธิ์ของทองคำสูงสุด เป็นตัวแทนของความรักที่มั่นคง แหวนทองขาวสื่อถึงความเข้าใจซึ่งกันและกัน ความอ่อนโยน และการประนีประนอม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตคู่ และสุดท้ายคือ แหวนทองชมพูซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรักแท้ตามธรรมเนียมปฏิบัติในพิธีแต่งงานของชาวรัสเซียที่มีมาแต่โบราณนั้น คู่บ่าวสาวจะสวมแหวนแต่งงานไว้ที่นิ้วนางของมือข้างขวา แต่ปัจจุบันมีคู่บ่าวสาวจำนวนมากได้เปลี่ยนมาสวมแหวนบนนิ้วนางที่มือข้างซ้ายเช่นเดียวชาวตะวันตกชาติอื่นๆ ด้วยเหตุผลว่าการสวมแหวนที่นิ้วนางของมือซ้ายได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงสถานภาพทางการสมรสตามแบบสากลไปแล้ว ด้วยความหมายอันลึกซึ้งนี้เองทำให้แหวน Russian Trio ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก มีการพัฒนารูปแบบและดีไซน์ให้มีความหลากหลายมากขึ้น รวมถึงมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปเช่น Russian Wedding Ring หรือ Trinity Ring หรือ Triple-Roll Ring เป็นต้นปัจจุบันแหวนนี้ไม่ได้ถูกจำกัดให้ใช้เฉพาะพิธีแต่งงานแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มันได้กลายเป็นแหวนที่ได้รับความนิยมอย่างสูงที่ชายหนุ่มจะเลือกซื้อเพื่อมอบให้เป็นของขวัญแก่คนรักเนื่องในโอกาสพิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วันเกิด วันวาเลนไทน์ วันคริสต์มาส หรือวันครบรอบแต่งงาน และด้วยดีไซน์ที่แปลกตานี้เอง Russian Trio จึงถูกนำไปผลิตเป็นเครื่องประดับประเภทต่างๆ เช่น กำไลข้อมือ ต่างหู และจี้ อีกด้วยเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/05/2562

แหล่งขายทอง-เงินโบราณ ที่สุโขทัย


ถ้าพูดถึงเครื่องประดับทองและเงินลายโบราณ ก็ต้องนึกถึง สุโขทัย เพราะเป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายเครื่องประดับทองเงินโบราณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างจากแหล่งผลิตอื่น เพราะผลิตด้วยมือและใช้ทองคำ 99.99% เป็นวัตถุดิบ จึงถือเป็นงานหัตถศิลป์และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่หาไม่ได้จากที่ไหน นอกจากการผลิตด้วยมือแล้ว ลวดลายของเครื่องประดับทอง เงินสุโขทัยก็มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครเพราะถอดแบบมาจากโบราณสถาน โบราณวัตถุ รวมถึงสิ่งต่างๆ รอบตัวที่เป็นรากเหง้าของวิถีชุมชน เช่น ลายนางพญาซึ่งมีที่มาจากลายปูนปั้นของวัดนางพญา ลายเครือวัลย์ที่เลียนแบบมาจากเถาวัลย์ เป็นต้น พร้อมทั้งมีการพัฒนาและผสมผสานแนวคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆอยู่เสมอ จึงทำให้ได้รับความนิยมและการยอมรับในฝีมือทั้งในระดับประเทศและในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวจากสปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมา ที่นิยมเดินทางมาเลือกซื้อสินค้าที่ร้านทองต่างๆ รวมทั้งลูกค้าที่สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ซึ่งย่านการค้าเครื่องประดับทองและเงินลายโบราณที่สำคัญของจังหวัดสุโขทัยมี 2 แหล่งใหญ่ๆคือพื้นที่ในอำเภอศรีสัชนาลัย และในเขตอำเภอเมือง 1) ย่านการค้าในตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย บริเวณชุมชนวังยายมาก ใกล้สำนักงานเทศบาลศรีสัชนาลัย และบริเวณชุมชนตลาดท่าชัย ใกล้ตลาดสดเทศบาล ส่วนเส้นทางไปอุทยานศรีสัชนาลัย ก็มีแหล่งผลิตเครื่องประดับทองและเงินลายโบราณตั้งอยู่อีกหลายแห่ง ซึ่งร้านเก่าแก่ดั้งเดิมมีอยู่ 4 ร้าน คือ บ้านทองสมสมัย บ้านทองสมศักดิ์ ร้านทองนันทนา และร้านอรอนงค์ 2) ย่านการค้าในเขตอำเภอเมือง มีร้านเครื่องประดับเงินลายโบราณ และเครื่องประดับอัญมณี ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าสุโขทัย ใกล้กับบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย นอกจากมีร้านเครื่องประดับทองและเงินจำนวนมากแล้วยังเป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายสินค้าเครื่องประดับที่ทั้งลายโบราณและแบบอื่นๆ ให้กับลูกค้าที่มาสั่งทำ รวมถึงรับผลิตชิ้นงานจากร้านเครื่องประดับทองและเงินทั้งในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย และพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะกรุงเทพฯอีกด้วย ทั้งนี้ หากนับรวมช่างทองและช่างเงินทั้งหมดของจังหวัดสุโขทัยทั้งที่ทำงานอยู่ในอำเภอเมือง และอำเภอศรีสัชนาลัย คาดว่าจะมีจำนวนรวมประมาณ 1,000-2,000 คน ซึ่งเป็นช่างฝีมือที่ทำงานประจำอยู่ในร้านเครื่องประดับทองและเงินต่างๆ ในจังหวัดสุโขทัย และเป็นช่างฝีมือที่รับงานอิสระเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

03/05/2562

Toi Et Moi แหวนทองคำประดับด้วยเพชร สัญลักษณ์แห่งรักนิรันดร์


‘Toi Et Moi’ เป็นภาษาฝรั่งเศส มีความหมายว่า เธอและฉัน (You and Me) เป็นชื่อที่ใช้เรียกแหวนทองคำประดับเพชรเจียระไนรูปทรงหยดน้ำที่เคียงคู่อยู่กับไพลินเจียระไนรูปทรงเดียวกัน เป็นแหวนหมั้นที่กษัตริย์นโปเลียนหรือ นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) มอบให้แก่ โจเซฟิน หญิงหม้ายลูกสองที่มีอายุมากกว่าเขาถึง 6 ปีตำนานรักของรักนโปเลียน เริ่มขึ้นเมื่อเขาอายุได้ 26 ปีเขาได้พบรักและแต่งงานกับโจเซฟีน โดยได้มอบแหวน Toi Et Moi ให้แก่นางในวันแจ่งงาน แต่เพียงชั่วข้ามคืน นโปเลียนจำต้องจากสตรีอันเป็นที่รักเพื่อนำกองกำลังฝรั่งเศสออกรบที่ประเทศอิตาลี ตลอดเวลาของการออกศึกนโปเลียนส่งจดหมายพรรณนาความรักและความคิดถึงไปให้แต่โจเซฟีนทุกวัน แต่ความรักของนโปเลียนกลับไม่เป็นดังหวัง เมื่อนางแอบไปมีความสัมพันธ์กับชายอื่น ทำให้ชีวิตสมรสของทั้งสองอับปางลง แต่อย่างไรก็ตาม ในวันที่นโปเลียนสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นจักรพรรดิปกครองฝรั่งเศส เขาก็เลือกที่จะสวมมงกุฎจักรพรรดินีให้แก่โจเซฟีน แต่ในท้ายที่สุดชีวิตคู่ของทั้งสองก็เดินทางมาถึงจุดจบ เมื่อโจเซฟีนไม่สามารถมีทายาทให้แก่นโปเลียนได้ แม้เรื่องราวความรักระหว่างนโปเลียนและโจเซฟีนจะไม่สุขสวยงามเหมือนในเทพนิยาย แต่เขาทั้งสองก็ยังคอยดูแลกันและกันเสมอ เพราะโจเซฟีนเป็นมากกว่าหญิงผู้เป็นที่รัก หากแต่ยังเป็นทั้งเพื่อนและที่ปรึกษาที่ดีให้แก่นโปเลียนอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่นโปเลียนจะเสียใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ทราบข่าวการตายของโจเซฟิน และในวาระสุดท้ายของชีวิต นโปเลียนเขาได้กล่าว 4 คำคือ “ฝรั่งเศส/ กองทัพ / แม่ทัพและ โจเซฟีน...” ก่อนจากไปอย่างสงบปัจจุบันในวงการเครื่องประดับ Toi Et Moi ถูกนำมาใช้เรียกแหวนที่ตกแต่งด้วยอัญมณีจำนวน 2 เม็ด วางอยู่เคียงคู่กัน ซึ่งเป็นดีไซน์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในสมัยวิคตอเรีย โดยมักถูกเลือกใช้เป็นแหวนหมั้นเนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงการหลอมรวมกันเป็นหนึ่งของคนสองคน ในอดีต แหวน Toi Et Moi จะตกแต่งด้วยอัญมณีที่มีรูปทรงการเจียระไนที่เหมือนกัน รวมถึงต้องมีขนาดเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน แต่ในปัจจุบันแหวนประเภทนี้มีสไตล์การออกแบบที่เปิดกว้างและหลากหลายมากขึ้น นักออกแบบเครื่องประดับสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างอิสระโดยไม่จำเป็นต้องยึดติดอยู่กับรูปแบบเดิมๆ อีกต่อไป สำหรับแหวน Toi Et Moi ของนโปเลียนนั้น โจเซฟีนได้มอบให้แก่ฮอร์เทนซ์ บุตรสาวคนหนึ่งซึ่งเกิดจากสามีเก่า ผู้ซึ่งแต่งงานกับหลุยส์ โบนาปาร์ต กษัตริย์ฮอลแลนด์ พี่ชายของนโปเลียน แหวนจึงอยู่ในครอบครองของตระกูลโบนาปาร์ตมานานกว่า 200 ปี ต่อมา ในเดือนมีนาคม 2013 แหวนวงนี้ได้ถูกนำออกประมูลโดย Osenat Auction House ในกรุงปารีส โดยมีผู้ประมูลไปในราคาที่สูงถึง 949,000 เหรียญสหรัฐ แม้ว่ามูลค่าดังกล่าวจะไม่อาจเทียบได้กับความรักที่นโปเลียนมีต่อโจเซฟีน แต่แหวนวงนี้จะช่วยย้ำเตือนว่าความตายพรากเขาทั้งสองได้แค่เพียงร่างกายเท่านั้น หากแต่ความรักจะยังคงอยู่ตราบนิรันดร์ โปเลียนมหาราช หรือ นโปเลียน โบนาปาร์ต นายทหารคนหนึ่งที่มาพร้อมกับความสามารถทางการทหารอันโดดเด่นจนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นจอมจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่แห่งฝรั่งเศส ผู้ซึ่งเขย่าบัลลังก์ราชวงศ์ต่างๆ จนสามารถครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ในทวีปยุโรปไว้ได้ ทั้งสเปน อิตาลี เยอรมนี ออสเตรีย และโปแลนด์เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

Loading...
More