บทความทั่วไป

31/07/2565

ร้านขายทองในสปป.ลาว


สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้ค้าขายทองคำมาเป็นเวลากว่า 100 แล้วและมีการจัดตั้งเป็นสมาคมค้าทองคำเมื่อปี 2550 เริ่มแรกมีสมาชิก 20-30 ร้านค้า และเพิ่มเป็นกว่า 100 ร้านค้าในปัจจุบัน แหล่งค้าทองหลักของสปป,ลาวอยู่ที่เวียงจันทร์ จำปาศักดิ์ สะวันเขต หลวงพระบาง และแขวงเมืองใหญ่ๆรวมแล้ว 600 ร้านค้า ส่วนที่แขวงอื่นๆมีบ้างประปรายในช่วงทียังไม่มีการตั้งสมาคม การค้าทองในประเทศลาวเป็นลักษณะต่างคนต่างขาย จนกระทั่งได้เห็นว่าเมืองไทยมีสมาคมค้าทองคำ จึงได้มีการจัดตั้งสมาคมค้าทองคำขึ้นในลาวและเริ่มมีร้านค้าเข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเป้าหมายสูงสุดของสมาคมค้าทองคำของลาวคือการทำให้การค้าทองคำได้มาตรฐานเทียบเท่าสากล มีการส่งข้อมูลข่าวสารให้ร้านค้าสมาชิกเพื่อให้ก้าวทันโลก และให้การฝึกอบรมในด้านต่างๆแก่สมาชิกการค้าทองคำส่วนใหญ่ในประเทศลาวจะเป็นทองรูปพรรณความบริสุทธิ์ 99.99% มีบ้างที่ซื้อทองคำแท่งไปเก็บไว้เพื่อเป็นการออมและขายทำกำไร ปัจจุบันเริ่มมีการหันมาลงทุนในทองคำมากขึ้นแต่ก็เพิ่งอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเพิ่มเติมทั้งทองคำแท่ง โกลด์ฟิวเจอร์สและหุ้นทองคำ ส่วนลวดลายที่ร้านค้านำมาวางขายในอดีตมีไม่มากนักแต่หลังจากมีการก่อตั้งสมาคมค้าทองคำทำให้ได้เรียนรู้รูปแบบและลวดลายที่หลากหลายขึ้นทั้งจากไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย แต่การทำทองรูปพรรณจากทอง99.99% ก็ทำให้ถูกจำกัดในเรื่องของลวดลายเพราะเป็นทองเนื้ออ่อน เสียหายง่ายจึงเหมาะกับลวดลายที่มีความทนทานเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาช่วยในการผลิตทำให้สินค้าดูมีความทันสมัยขึ้น โดยทองรูปพรรณที่ขายในลาวคิดค่ากำเหน็ดเส้นต่อเส้นปัจจุบัน ราคารับซื้อทองคำที่ประกาศเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ทองรูปพรรณรับซื้อที่บาทละ 19,689,000 กีบ ซึ่งถือเป็นราคาที่สูงสุดในประวัติการณ์ ทำให้มีคนที่มีทองอยู่ในมือพากันนำทองมาขายจำนวนมาก

Read More

30/07/2565

เมื่อทองคำรัสเซียโดนแบนจากกลุ่ม G7 ใครได้รับผลกระทบ


กลุ่ม G7 ประกาศแบนทองคำจากรัสเซียโดยให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการสกัดกั้นรายได้หลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศรัสเซียที่ส่งออกทองคำมากเป็นอันดับสองของโลกรองจากจีน และเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอันดับสองของรัสเซีย รองจากเชื้อเพลิง โดยรัสเซียครองสัดส่วนเกือบ 5% ของตลาดทองคำโลก กลุ่ม“G 7” หรือกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 แห่ง ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี แคนาดา และญี่ปุ่น ร่วมด้วยสหภาพยุโรป(อียู) 90% ของทองคำที่ส่งออกจากรัสเซียมีประเทศกลุ่มจี 7 เป็นลูกค้ารายใหญ่ โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุด The London Bullion Market Association (LBMA) สมาคมตลาดทองคำแห่งลอนดอนถือเป็นผู้คุมตลาดทองคำขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลก ซึ่งนอกจากทองคำแล้วยังคุมตลาดโลหะมีค่าชนิดอื่นๆอีกด้วยเช่น เงิน แพตินั่ม นิกเกิล ทองแดง อีกหลายรายการ ซึ่งถ้ามีการแบนทองคำจากรัสเซียนั่นหมายถึงทองประมาณ 9.5% จะหายไปจากตลาด Gold Futures ของอังกฤษ รวมถึงตลาดอันดับที่ 2 อย่าง CME ตลาดเก่าแก่ของสหรัฐด้วย การประกาศแบนทองคำจากรัสเซียของกลุ่มG7 ทำให้นักลงทุนหลายคนออกมาแสดงความเห็นคัดค้านเพราะมองว่า จะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวอเมริกันและตลอดทองคำโดยรวม เพราะทองคำจะหายไปจากตลาดและจะทำให้ทองคำมีราคาแพงขึ้น ซึ่งเป็นการเสริมประโยชน์ให้กับรัสเซียมากกว่าไม่ต่างอาหารและพลังงานที่ยิ่งแซงชั่นรัสเซียยิ่งรวยอย่างไรก็ดีการสั่งห้ามนำเข้าทองคำครั้งนี้จะมีผลกับเฉพาะทองคำที่ขุดได้ใหม่หรือสกัดใหม่ แต่จะไม่มีผลกระทบกับทองคำที่เป็นของรัสเซียที่ได้ส่งออกจากรัสเซียมาก่อนหน้านี้แล้ว

Read More

29/07/2565

ปรับค่าแรงงานช่างเครื่องประดับ..เพิ่มแรงจูงใจในตลาดแรงงาน


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบปรับอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน ใน 3 กลุ่มอาชีพ 16 สาขาแรงงานได้แก่กลุ่มสาขาอาชีพช่างก่อสร้าง กลุ่มสาขาอาชีพภาคบริการ และกลุ่มสาขาอาชีพช่างอุตสาหกรรมศิลป์ที่ประกอบด้วย ช่างฝีมือเครื่องประดับแนวอนุรักษ์ (เทคนิคโบราณ) และช่างเครื่องถมกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้แบ่งเกณฑ์วัดระดับฝีมือแรงงาน และมีเกณฑ์มาตรฐานฝีมือแรงงานที่แตกต่างกันในแต่ละสาขา โดยใช้ความรู้ ความสามารถ และทัศนคติในการทำงานเป็นเกณฑ์วัดระดับฝีมือแรงงานซึ่งผู้ที่ผ่านการทดสอบจะได้ใบรับรองจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและได้รับอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือโดยช่างเครื่องประดับ หากมีมาตรฐานฝีมือระดับ 1 จะได้รับค่าจ้าง 450 บาท/วัน ระดับ 2 ค่าจ้าง 550 บาท/วัน และระดับ 3 ค่าจ้างอยู่ที่ 650 บาท/วัน ช่างเทคนิคโบราณ ระดับ 1 จะได้ค่าจ้าง 525 บาท/วัน ส่วนช่างเครื่องถม มาตรฐานฝีมือระดับ 1 ค่าจ้างอยู่ที่ 625 บาท/วัน การปรับมาตรฐานอัตราค่าจ้างนี้จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานมีฝีมือในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับได้ อนึ่งแรงงานช่างที่มีทักษะฝีมือสูงอย่างช่างเจียระไนพลอยสีและเพชรจะได้รับค่าจ้างสูงกว่ามาตรฐานอยู่แล้ว จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในปี 2564 มีแรงงานในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับทั้งสิ้น 664,325 คน โดยส่วนใหญ่เกือบ 80% เป็นแรงงานในอุตสาหกรรมปลายน้ำ รองลงมาอยู่ในในอุตสาหกรรมกลางน้ำ (สัดส่วน 18%) และอุตสาหกรรมต้นน้ำ (สัดส่วน 2%) ตามลำดับปัจจุบันอัญมณีและเครื่องประดับเป็นสินค้าส่งออกใน 3 อันดับแรกของสินค้าส่งออกโดยรวมของประเทศ สร้างงานสร้างรายได้แก่ประเทศเป็นจำนวนมาก โดยแรงงานในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเป็นแรงงานมีฝีมือที่สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ได้ เช่นช่างทำทอง ช่างพลอยสี เป็นต้น ข้อมูล : ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

Read More

28/07/2565

ตู้ขายเครื่องประดับอัตโนมัติ ทางเลือกสำหรับผู้บริโภค


ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่เข้ามาสร้างความสะดวกสบายให้ผู้บริโภคในการเข้าถึงสินค้าที่ต้องการโดยไม่ต้องเดินทางไปซื้อถึงร้าน โดยประเทศญี่ปุ่นถือเป็นต้นแบบของตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นริมทางเดิน แหล่งท่องเที่ยว สถานีขนส่ง หรือแม้แต่บนรถไฟ ข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่นประมาณการณ์ว่า จำนวนตู้ขายสินค้านี้ในญี่ปุ่นมีจำนวนมากกว่า 5.5 ล้านตู้ โดยมีขายตั้งแต่สินค้าพื้นฐานอย่างเครื่องดื่ม อาหาร ไปจนถึงหนังสือ ร่ม ของเล่น รวมไปถึงของแปลกๆอย่างเครื่องรางจากวัดและศาลเจ้า ถุงน่อง แม้แต่สัตว์เลี้ยงที่มีชีวิต จนมาถึงตู้ขายเครื่องประดับอัตโนมัติMarla Aaron เจ้าของแบรนด์เครื่องประดับ ต้องการสื่อสารการตลาดกับผู้บริโภคในแบบที่แตกต่างเพื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก ได้นำแรงบันดาลใจจากตู้ขายสินค้าอัตโนมัติในการเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่นมาเป็นไอเดียในการขยายช่องทางค้าปลีกเครื่องประดับ โดยหน้าจอแสดงวีดิโอแนะนำแบรนด์และรูปแบบการใช้งานให้ผู้สัญจรไปมาได้รับรู้ หากลูกค้าสนใจหรือชื่นชอบก็เพียงแค่กดปุ่มไม่กี่ปุ่มก็จะได้รับเครื่องประดับที่ต้องการไปสวมใส่ได้ทันที โดยสนนราคาอยู่ระหว่าง 100-1,600 ดอลลาร์สหรัฐนอกจากตู้ขายเครื่องประดับของแบรนด์ Marla Aaron แล้ว ที่ญี่ปุ่นยังมีตู้ขายเครื่องประดับมุกอะโกย่าของแบรนด์ Preno ที่มีหลากหลายแบบ ทั้งสร้อยคอ ต่างหู แหวน หรือสร้อยข้อมือ ที่มาพร้อมใบรับรองคุณภาพเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้ออีกด้วย ข้อมูล : ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครืองประดับ

Read More

27/07/2565

ความต้องการเครื่องประดับทองปี 2022 ยังไม่ฟื้น


สภาทองคำโลก (World Gold Council : WGC) รายงานใน Gold Demand Trends Q1 2022 ระบุว่า ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2022 ความต้องการเครื่องประดับทองทั่วโลก ลดลงร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2021มาอยู่ที่ 474 ตัน ซึ่งเป็นผลมาจากราคาทองที่สูงและปัจจัยลบต่อเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทั้งนี้เมื่อเทียบราคาทองเฉลี่ยของไตรมาสแรกของปีนี้เทียบกับปี 2021 จะสูงกว่าราวร้อยละ 5 อยู่ที่ 1,877.2 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่การชะลอตัวของตลาดจีนและอินเดียซึ่งเป็นตลาดหลักก็ส่งผลให้ความต้องการเครื่องประดับทองลดลงเช่นกัน โดยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ความต้องการเครื่องประดัทองในจีนลดลงร้อยละ 8 มาอยู่ที่ 178 ตันอันเนื่องมาจากการปิดเมืองอย่างเข้มงวดของจีนตามนโยบายควบคุมการระบาดของโควิดให้เป็นศูนย์ ส่วนในอินเดียความต้องการเครื่องประดับทองก็ลดลงถึงร้อยละ 26 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2021 เหลือเพียง 94 ตัน เนื่องจากสถานการณ์โควิดทำให้การจัดงานแต่งงานลดลง โดยทั้งจีนและอินเดียมีปริมาณการซื้อเครื่องประดับทองในไตรมาสแรกของปีนี้รวมกันยังคงมากถึงร้อยละ 57 ของปริมาณความต้องการเครื่องประดับทองทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ความต้องการเครื่องประดับทองในตะวันออกกลางและยุโรปยังคงแข็งแกร่ง โดยมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 18 และร้อยละ 14 ตามลำดับ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2021WGC ยังรายงานเพิ่มเติมว่าความต้องการเครื่องประดับทองในตลาดส่วนใหญ่ยังคงชะลอตัว เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณความต้องการในช่วงปี 2019 และพบว่าความต้องการในไตรมาสแรกของปีนี้ยังคงต่ำกว่าไตรมาสแรกของปี 2019 โดยเฉพาะในอินเดีย จีน ฮ่องกง ตุรกี และหลายตลาดในเอเชีย อาทิเช่น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และไทย ข้อมูล : ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

Read More

26/07/2565

ขุมสมบัติแห่งซัคคารา


นักโบราณคดีค้นพบรูปปั้นทองสัมฤทธิ์และโลงศพของมัมมี่อียิปต์โบราณอายุมากกว่า 2,500 ปี จำนวนมากจากสุสานแห่งซัคคาราใกล้กรุงไคโร ซึ่งทั้งหมดยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ โดยรัฐบาลอิยิปต์คาดหวังว่านี่จะกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกEgypt's Supreme Council of Antiquities หน่วยงานที่ดูแลด้ายโบราณวัตถุของอิปต์รายงานว่ามีการค้นพบรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ของเทพเจ้าอียิปต์มากมายกว่า 150 ชิ้นและโลงศพของมัมมี่อียิปต์โบราณอีก 250 โลงจากสุสานแห่งซัคคาราใกล้กรุงไคโร โลงศพทั้งหมดทำด้วยไม้ยังคงปิดสนิทและอยู่ในสภาพสมบูรณ์ลวดลายบนฝาโลงยังคงชัดเจน ภายในโลงพบสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่างที่ต้องนำไปศึกษาต่อในห้องปฏิบัติการของพิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโร เช่นต้นกกที่ยังมีความสมบูรณ์ ม้วนกระดาษปาปิรัสยาว 9 เมตรที่ทีมงานเชื่อว่าเป็นบทสวดเพื่อนำทางผู้เสียชีวิตไปยังดินแดนหลังความตาย เป็นต้นส่วนรูปปั้นกว่า 150 ชิ้นนั้นทำจากทองสัมฤทธิ์เป็นรูปเทพเจ้าอียิปต์ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าบาสท์ (Bastet) เทวีแห่งความรักผู้มีศีรษะเป็นแมว, เทพเจ้าอนูบิส (Anubis), เทพเจ้าโอซิริส (Osiris), เทพเจ้าไอซิส (Isis), เทพเจ้าแห่งความหอมเนเฟอร์เทม (Nefertum หรือ Nefertem), และเทพเจ้าฮาเธอร์ (Hathor) เทพีแห่งความรักการค้นพบทั้งหมดได้จากการขุดในพื้นที่เพียง 91 เมตรจากพื้นที่ทั้งหมดที่ยาวกว่า 402 เมตร จึงคาดว่ามีขุมทรัพย์อีกมากให้ค้นพบ ทั้งนี้ซัคคารา หรือ Saqqara เป็นสุสานขนาดใหญ่ของวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกถือเป็นแหล่งโบราณคดีที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

Read More

26/07/2565

ผ้าไทยลายทอง


ผ้าโบราณของไทย เป็นอาภรณ์ประดับกายที่มีคุณค่ามากกว่าแค่เครื่องนุ่งห่ม โดยเฉพาะผ้าไทยที่ใช้ในราขสำนักหรือชนชั้นสูง ล้วนแล้วแต่งดงาม ฝีมือการทอประณีต ผลิตจากฝ้ายหรือไหมชั้นดีและมีส่วนผสมของเส้นใยทองคำ เช่น ผ้ากรองทอง ผ้าเขียนทอง ผ้ายกดิ้นทอง เป็นต้น ผ้ากรองทอง เป็นผ้าที่ถักด้วยแล่งเงินหรือแล่งทอง ถักให้เป็นลวดลายต่อกันเป็นผืน ส่วนมากนำมาทำเป็นผ้าสไบ ใช้ห่มทับลงบนผ้าแถบและผ้าสไบอีกทีหนึ่ง มักใช้แต่เฉพาะเจ้านายผู้หญิงชั้นสูง มีขนาดกว้างยาวเท่ากับผ้าสไบ ชายผ้าด้านกว้างปล่อยเป็นชายครุย เมื่อต้องการให้ผ้ากรองทองมีความงดงามเพิ่มมากขึ้น นิยมนำปีกแมลงทับมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ เหมือนรูปใบไม้ และปักลงไปบนผ้ากรองทอง ผ้าเขียนทอง เป็นผ้าพิมพ์ลายอย่างดี เน้นลวดลาย เพิ่มความสวยงาม ด้วยการเขียนเส้นทองตามขอบลาย ผ้านี้เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และใช้ได้เฉพาะพระมหากษัตริย์ลงมาถึงชั้นพระองค์เจ้าโดยกำเนิดเท่านั้นผ้าปักไหม เป็นผ้าที่ใช้กันในบรรดาเจ้านายชั้นสูง มีทั้งผ้านุ่ง ผ้าห่ม ใช้ห่มทับสไบ ผ้าปูลาด และผ้าห่อเครื่องทรง ส่วนมากใช้ผ้าไหมพื้นเนื้อดี ปักลวดลายด้วยไหมสีต่างๆ ทั้งผืน การปักไหมนี้ถ้าใช้ไหมสีทองมากก็เรียกว่า “ผ้าปักไหมทอง”ผ้ายกดิ้นทอง ปรากฏในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ ลำพูน และในภาคใต้ เช่น นครศรีธรรมราช และอำเภอพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี คำว่า “ยก” มาจากการเรียกกระบวนทอ เวลาทอเส้นด้ายหรือไหมที่เชิดขึ้น เรียกว่า “เส้นยก” เส้นด้ายหรือไหมที่จมลงเรียกว่า “เส้นข่ม” แล้วพุ่งกระสวยไปในระหว่างกลาง ถ้าจะให้เป็นลาย เลือกยกเส้นข่มขึ้นบางเส้น ก็เกิดลายยกขึ้น จึงเรียกว่า “ผ้ายก” ไทยเราผลิตผ้ายกได้ดี ทั้งยกไหม และยกดิ้นนอกจากนี้ยังมีผ้าพื้นเมืองที่ทำจากวัสดุพื้นถิ่น และมีชื่อเสียงในเวลาต่อมา เช่น ผ้ากาสาเป็นผ้าดิบเนื้อหยาบ ไม่ได้ย้อมฝาด มีสีหม่นไม่ขาวทีเดียว คำว่า กาสา (Kassar) เป็นคำมลายู แปลว่า หยาผ้าขาวม้าเดิมเรียก “ผ้ากำม้า” เป็นผ้าประจำตัวของผู้ชาย ใช้เป็นทั้งผ้านุ่ง ผ้าเช็ดตัว ผ้าเคียนพุง และผ้าพาดไหล่ เป็นผ้าฝ้ายผืนยาวทอเป็นลายตาตารางผ้าตามะกล่ำ/ผ้าตาเล็ดงา/ผ้าตาสมุก เป็นผ้าฝ้าย สีคล้ำมีลายเล็กๆ ใช้เป็นผ้านุ่ง ผ้าบังปอก ผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ ชาวบ้านใช้ โดยเฉพาะผู้หญิงใช้เป็นผ้านุ่ง เป็นต้น

Read More

26/07/2565

เมื่อ “เพชรรัสเซีย”กำลังจะกลายเป็น “เพชรสีเลือด”


สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนไม่เพียงส่งผลกระทบต่อราคาทองคำ ตลาดเงิน ตลาดทุนและราคาน้ำมันเท่านั้น แต่มันกำลังส่งผลกระทบไปถึงเพชรรัสเซีย อัญมณีขึ้นชื่ออีกชนิดหนึ่งของรัสเซียที่กำลังถูกตีตราว่าเป็นเพชรสีเลือดสหภาพยุโรปหรืออียู กำลังมีความพยายามที่จะนิยามเพชรรัสเซีย ว่าเป็นเพชรสีเลือด อันหมายถึงเพชรที่มาจากแหล่งที่ไม่ชอบธรรม เพราะชาติตะวันตกเห็นว่ารายได้จากการขายเพชรของรัสเซียนั้นถูกนำไปใช้เป็นท่อน้ำเลี้ยงในการทำสงคราม ซึ่งเรื่องนี้จะมีการพูดถึงการประชุมเพชรแห่งความขัดแย้งระหว่างประเทศในบอตสวานา รัสเซียคัดค้านแนวคิดนี้อย่างหนักโดยได้รับการสนับสนุนจากเบลารุส สาธารณรัฐแอฟริกากลาง (CAR) คีร์กีซสถาน และมาลีกรอบความตกลงกระบวนการคิมเบอร์ลี (Kimberley Process)หรือKP ได้นิยามเพชรแห่งความขัดแย้งเอาไว้ว่า เป็นเพชรที่ใช้ในการสนับสนุนขบวนการก่อความไม่สงบที่ต้องการบ่อนทำลายรัฐบาลที่มีความชอบธรรม ซึ่งความเห็นที่ไม่เป็นเอกฉันท์ของKPนี้อาจทำให้ความพยายามของอียูเป็นหมัน เพราะโดยปกติแล้วต้องอาศัยการตัดสินใจที่เป็นเอกฉันท์ข้อตกลงจึงจะมีผลบังคับใช้สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างอิงจดหมายจำนวนหนึ่งว่า เกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับข้อเสนอของยูเครน สหภาพยุโรป (EU) ออสเตรเลีย อังกฤษ แคนาดา และสหรัฐ ที่ต้องการให้หารือกรณีรัสเซียรุกรานยูเครน และขยายคำจำกัดความของ KP เกี่ยวกับเพชรแห่งความขัดแย้ง (conflict diamond) หรือเพชรสีเลือด ให้ครอบคลุมผู้แสดงบทบาทที่เป็นรัฐ (state actor) ในที่ประชุมวันที่ 20-24 มิ.ย. ณ ประเทศบอตสวานาก่อนหน้านี้ สหรัฐและอังกฤษได้ออกมาตรการคว่ำบาตรต่อบริษัทอาโรซา สัญชาติรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตเพชรดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยสัดส่วนการผลิตเพชรคิดเป็นประมาณ 30% ของผลผลิตโลกในปีที่ผ่านมา และรัฐบาลรัสเซียมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของต้องติดตามกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้วบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร

Read More

25/07/2565

ไทยยืนหนึ่ง ซื้อทองคำมากที่สุดในโลก


สภาทองคำโลก (World Gold Council) ออกรายงายว่าปี 2564 ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ “แบงก์ชาติ” กลายเป็นนักลงทุนสถาบันผู้ซื้อทองคำมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกที่ 90 ตัน เพิ่มขึ้น 59% เมื่อเทียบกับปี 2563 พร้อมทั้งทำสถิติสำรองทองคำมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ด้วยปริมาณ 244 ตันสภาทองคำโลก (World Gold Council) วิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยว่า การเข้าซื้อทองคำจำนวนมากของธนาคารแห่งประเทศไทยนี้ก็เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภัยคุกคามเงินเฟ้อ และเป็นการเตรียมพร้อมต่อการไหลออกของเงินทุนที่อาจจะเกิดขึ้นจากทิศทางนโยบายทางการเงินของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อาทิ สหรัฐ เป็นต้นอย่างไรก็ตาม ในปี 2565 นี้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกดูจะเลวร้ายกว่าที่คาดการณ์ไว้ หลังสงคราม“รัสเซีย-ยูเครน” ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง และดันราคาน้ำมันถีบตัวขึ้นสูงกว่า 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซ้ำเติมระดับเงินเฟ้อทั่วโลกให้เข้าใกล้ระดับวิกฤติมากไปกว่าเดิม และส่งผลให้ “ราคาทองคำ” สินทรัพย์ที่นับว่าสามารถป้องกันความเสี่ยงได้ดีที่สุด ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จากสถานการณ์นี้ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งถือเป็นนักลงทุนสถาบันจึงถูกคาดว่าจะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมากจากการสำรองทองคำไว้ในระดับสูงขณะที่แนวโน้มความต้องการทองคำในปี 2565 สภาทองคำโลกคาดว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้จะยังเห็นความต้องการทองคำที่เพิ่มขึ้น โดยมีแรงหนุนทั้งจากการกลับมาซื้อทองคำของผู้บริโภคทั่วไป ภายหลังเชื่อมั่นเศรษฐกิจกลับมาเติบโต และอีกส่วนมาจากความต้องการซื้อของนักลงทุนสถาบันโดย 10 อันดับประเทศที่เข้าซื้อทองคำมากที่สุดในปี 2564 ได้แก่อันดับ1 ประเทศไทยอันดับ2 ประเทศอินเดียอันดับ3 ประเทศฮังการีอันดับ 4 ประเทศบราซิลอันดับ 5 ประเทศอุซเบกิสถานอันดับ 6 ประเทศสิงคโปร์อันดับ 7 คาซัคสถานอันดับ 8 มองโกเลียอันดับ 9 กัมพูชาอันดับ 10 เบลารุส

Read More

24/07/2565

“ครอบพระเศียรทองคำ” หายไปได้คืน


5 ปีเต็มของความพยายาม ในที่สุด “ครอบพระเศียรทองคำ” โบราณวัตถุล้ำค่าของไทยก็ได้เดินทางกลับสู่มาตุภูมิเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมาหลังจากสูญหายไปหลายสิบปี“ครอบพระเศียรทองคำ” เป็นโบราณวัตถุศิลปะล้านนา มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 20-21สร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชาใช้ประดับพระเศียรพระพุทธรูปพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหิน สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้ตรวจสอบเนื้อวัสดุแล้วพบว่าทำจากทองคำ 95 % ด้วยเทคนิคการดุนทองและตีทอง ส่วนครอบพระเศียรมีขาดกว้าง 14 เซนติเมตร ยาว 17.6 เซนติเมตร. น้ำหนัก 12.7 กรัม และส่วนพระรัศมีสูง 12.7 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร หนัก 29.9 กรัมทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้น หรือ 5 ปีหลังการแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ภายใต้ความร่วมมือกับสำนักงานสืบสวนเพื่อความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐอเมริกา ในการติดตามโบราณวัตถุในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศ โดยวัตถุโบราณชิ้นสำคัญที่ได้รับคืนมาก่อนหน้านี้คือทับหลัง 2 รายการ จาก Asian Art Museum ได้แก่ ทับหลังปราสาทหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ และทับหลังปราสาทเขาโล้น จังหวัดสระแก้ว ที่ถูกขโมยไปนานเกือบ 60 ปี นอกจากนี้ ยังมีความคืบหน้าเกี่ยวกับประติมากรรมสำริด โบราณคดีประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ถูกจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งเดนเวอร์ ซึ่งมีแนวโน้มอาจได้กลับคืนประเทศไทยในลำดับถัดไป ปัจจุบันยังมีโบราณวัตถุของไทยที่ถูกนำออกนอกประเทศเป็นจำนวนมากทั้งที่จัดแสดงและเก็บรักษาภายในพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศ อยู่ในความครอบครองของเอกชน หรือมูลนิธิเอกชน สถาบัน การศึกษา หรือซื้อขายผ่านสถาบันการประมูลโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลจะได้ติดตามโบราณวัตถุของไทยที่อยู่ในต่างประเทศให้กลับมาเป็นสมบัติและมรดกวัฒนธรรมของชาติต่อไปสำหรับ“ครอบพระเศียรทองคำ”ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีล้านนา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของการทวงคืนโบราณวัตถุจากต่างประเทศ

Read More

22/07/2565

เปิดตัวเลขเหมืองทองคำในกัมพูชา


ทองคำล็อตแรกจากเหมืองทองคำแห่งแรกในกัมพูชาออกสู่ตลาดแล้วหลังการเปิดเหมืองปี 64 โดยทองคำทั้งหมด มาจากการถลุงในเหมืองทองคำเพียงหนึ่งแห่งจากหลายแห่งของประเทศเท่านั้นกัมพูชาเริ่มใช้ทรัพยากรธรรมชาติส่วนหนึ่งที่แสวงหามาได้ เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศ การถลุงแร่ทองคำครั้งแรกนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2564 ที่เหมืองทองคำในจังหวัดมณฑลคีรี ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ โดยบริษัท เรเนซองส์ มิเนอรัลส์ (กัมพูชา) จำกัด ในเครือเอมเมอรัลด์ รีซอร์ซิส เอ็นแอล (Emerald Resources NL) ซึ่งจดทะเบียนในออสเตรเลีย เป็นผู้พัฒนาเหมืองทองคำในพื้นที่โอกะวาว เขตแก้วสีมา ซึ่งคาดว่าบริษัทจะสามารถผลิตทองคำบริสุทธิ์ได้ประมาณ 3 ตันต่อปี ภายในระยะเวลา 8 ปีแรกกัมพูชาประมาณการว่า เหมืองแร่ทองคำของเรเนซองส์ มิเนอรัลส์ จะสร้างรายได้ประมาณ 185 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6,180ล้านบาท ต่อปี โดยเงินประมาณ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,340 ล้านบาท จะถูกอัดฉีดเข้าคลังของรัฐบาลกัมพูชา ผ่านภาษีและสัมปทานรัฐบาลกัมพูชาเชื่อมั่นว่า รายได้จากการผลิตทองคำนี้จะสามารถชดเชยความสูญเสีย จากกรณีที่คริสเอเนอร์จี (KrisEnergy) บริษัทน้ำมันในสิงคโปร์ ยื่นขอชำระบัญชีและเลิกกิจการ เพราะการผลิตน้ำมันดิบแห่งแรกในอ่าวไทยที่อัปสรา แปลงA แหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งแห่งหนึ่งของกัมพูชา ไม่เป็นไปตามที่เป้าคาดการณ์ ไว้ส่งผลให้คริสเอเนอร์จีไม่สามารถชำระหนี้ได้เหมืองทองของบริษัท เรเนซองส์ มิเนอรัลส์ (กัมพูชา) จำกัดนี้ตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าพนมพริก และเป็นที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยพื้นเมืองจำนวนหนึ่ง และเกิดกรณีขัดแย้งมีการปะทะกับเจ้าหน้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพวกเขากล่าวหาว่าโครงการเหมืองทองนี้ปกปิดการตัดไม้ทำลายป่าอันมีค่าแต่รัฐบาลยืนยันว่าโครงการเหมืองแร่ทองคำดำเนินการด้วย ‘ความรับผิดชอบอย่างสูงต่อการปกป้องสิ่งแวดล้อมและสังคม’

Read More

22/07/2565

เงิน-ทองคำสองรอง มูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ของรัสเซียถูกอายัด จากมาตรการคว่ำบาต


กระทรวงการคลังรัสเซียออกมาเปิดเผยว่าสินทรัพย์ของธนาคารกลางรัสเซียถูกอายัดจากมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจของชาติตะวันตกหลายระลอก เพื่อตอบโต้ที่รัสเซียยกทัพบุกยูเครน ซึ่งขณะนี้ก้าวเข้าสู่เดือนที่สี่แล้ว โดยสินทรัพย์ที่ถูกอายัดส่วนหนึ่งคือเงินและทองคำสำรองของรัสเซียมูลค่าถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของรัสเซียทั้งหมด 640,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามมาตรการคว่ำบาตรัสเซียจากสถานการณ์บุกยูเครนรัสเซียมีทองคำและเงินตราต่างประเทศฝากไว้ในรูปของเงินสกุลหยวน ซึ่งรัสเซียทราบดีกว่าจีนก็ถูกแรงกดดันจากชาติตะวันตกให้จำกัดการค้ากับรัสเซีย รวมถึงถูกกดดันไม่ให้รัสเซียเข้าถึงทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่ฝากอยู่กับจีน แต่รัสเซีย เชื่อว่าการเป็นหุ้นส่วนกับจีนจะช่วยให้จีนและรัสเซียยังคงรักษาความร่วมมือระหว่างกันได้ รวมถึงการเพิ่มการใช้เงินหยวนในสภาพแวดล้อมที่ถูกชาติตะวันตกปิดกั้นได้ โดยรัสเซียจะชำระหนี้ของรัฐบาลด้วยการจ่ายเป็นเงินสกุลรูเบิลให้เจ้าหนี้ จนกว่าทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของรัสเซียจะถูกยกเลิกการอายัดทองคำและทุนสำรองระหว่างประเทศของรัสเซีย ซึ่งมีมูลค่าราว 6.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 21.4 ล้านล้านบาท เกือบครึ่งหนึ่งถูกอายัดไว้ หลังรัสเซียถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากสงครามกับยูเครนซึ่งแม้ความขัดแย้งนี้จะสร้างความยุ่งยากให้กับสถาบันการเงินรัสเซีย แต่รัสเซียเชื่อว่าทุนสำรองของประเทศนี้จะช่วยให้ธนาคารต่างๆดำเนินการต่อไปได้ภายใต้ข้อจำกัด โดยรัสเซียมีเงินเพียงพอจะรับประกันการผลิตสินค้าสำคัญ และธนาคารกลางจะจัดสรรสภาพคล่องอันจำเป็นให้ระบบการเงินได้ทั้งนี้ รัสเซีย เป็นผู้ถือครองทองคำรายใหญ่เป็นอันดับห้าของโลกและในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาธนาคารกลางรัสเซียก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ซื้อทองคำเป็นเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก

Read More

21/07/2565

การขุดบิตคอยน์ VS การขุดทองคำ


มีการเปรียบเทียบว่าบิตคอยน์ (Bitcoin) เป็นทองคำดิจิตอล(Digital Gold) เพราะมันมีลักษณะหลายอย่างคล้ายกัน ทั้งปริมาณที่จำกัดเเละต้องมีต้นทุนในการผลิต ซึ่งเรียกว่าการขุดนั่นเอง คราวนี้เราตจะมาทำความเข้าใจกันว่าการขุดทองและการขุดบิตคอยน์นั้นเหมือนหรือต่างกันอย่างไรกิจกรรมการขุดบิตคอยน์การขุดทองคำการทำเหมืองใช้กำลังไฟฟ้า/ใช้การ์ดจอหรือใช้เครื่องขุดโดยเฉพาะที่เรียกว่า Application-Specific Integrated Circuit หรือ ASICต้องมีการสำรวจ/ ลงทุนสร้างเหมือง /ขุดเจาะ /นำมาหลอมขึ้นรูปใหม่ต้นทุนการผลิตหลักๆมีอยู่ 2 ปัจจัยก็คือประสิทธิภาพ/กำลังเครื่องขุดและค่าไฟฟ้าของแต่ละประเทศ และสมมติให้เครื่องขุดใช้เวลาขุด 4 ปีเพื่อให้ได้ 1 Bitcoin คิดค่าไฟในประเทศสหรัฐฯที่ 0.15 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงต้นทุนเฉลี่ยการขุดจะอยู่ที่ประมาณ 33,000 เหรียญต่อ 1 BTCในโลกมีบริษัททำเหมืองทองคำขนาดใหญ่อยู่ 5 แห่งคือ Newmont Barrick/ Gold Crop/ Kinross/ AngloGold/ Ashanti Gold Fields ต้นทุนราคาหน้าเหมืองที่แท้จริงอยู่ที่ประมาณ 1,060 เหรียญ/ออนซ์ปริมาณที่ขุดได้/ปีถูก Fix ด้วย Code ทำให้ในเเต่ละปีจะมีกำลังการผลิตคงที่ไม่ว่าจะมีคนขุดมากน้อยแค่ไหนก็ตาม Bitcoin ก็จะมีปริมาณออกมาคงที่อยู่ดีรวมปริมาณการผลิตของ 5 เหมืองใหญ่อยู่ที่ 102 ตัน(Newmont 3 ตัน/Barrick Gold Crop 9 ตัน/Kinross 6 ตัน/AngloGold Ashanti 79 ตัน/Gold Fields 5 ตัน)ทั้งนี้ ปริมาณทองคำที่ขุดได้ต่อปีสามารถปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้เล็กน้อย ในกรณีที่เหมืองต้องการเพิ่มหรือลดกำลังการขุดจะเห็นได้ว่าทั้งทองคำเเละบิตคอยน์ มีส่วนที่คล้ายและต่างกัน คือ ใช้กระบวนการผลิตที่เรียกว่าการขุดเหมือนกัน เเต่มีรายละเอียดต่างกันมาก มีอยู่อย่างจำกัดเเละผลิตออกมาต่อปีได้อย่างจำกัดคล้ายกัน

Read More

18/07/2565

หุ้นเหมืองทอง...น่าลงทุนหรือไม่


การลงทุนในหุ้นเหมืองทองคำนั้นต่างจากการลงทุนในทองคำแท่ง เพราะเป็นธุรกิจที่สามารถเติบโตหรือล้มละลายลงได้ ผู้สนใจลงทุนในหุ้นเหมืองทองจึงต้องศึกษารายละเอียดต่างๆของหุ้นแต่ละตัวในประเด็นที่มีผลต่อราคาหุ้นได้แก่อายุของสัมปทานและเหมืองสำรองที่รอการสำรวจและขุด ซึ่งจะสามารถดูความสม่ำเสมอของรายได้และความมั่นคงทางธุรกิจได้ต้นทุนการผลิต และสัดส่วนหนี้ต่อทุนของบริษัท ถ้าต้นทุนต่ำเวลาทองคำเพิ่มขึ้นกำไรก็จะเพิ่มในอัตราที่สูงกว่า ในขณะที่ถ้ามีการใช้เงินกู้สูงๆ เวลาราคาทองคำตก บริษัทอาจจะประสบปัญหาทางการเงินได้แนวโน้มการเติบโต ทิศทางราคาทองคำ และโครงการต่างๆ ที่ทำให้บริษัทมีมูลค่าเพิ่มขึ้นความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์ ความเกี่ยวข้องกับรัฐบาล เสถียรภาพทางการเมือง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกรทบที่อาจเกิดกับสัมปทาน หุ้นเหมืองทองนั้นมีความผันผวนสูงกว่าการลงทุนในทองคำหรือทองคำแท่ง ผู้ลงทุนจึงต้องรู้ข้อมูลของหุ้นแต่ละบริษัทว่าตัวไหนควรลงทุนหรือควรหลีกเลี่ยง โดยหุ้นเหมืองทองที่น่าสนใจเช่น1. Newmont Mining – บริษัทขุดทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีรายได้เกือบ 12 พันล้านดอลลาร์ต่อปี บริษัทตั้งอยู่ในโคโลลาโด มีเหมืองทองคำในโคโลลาโด เนวาดา ควิกเบก อาเจนตินา เปรู ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆอีกหลายแห่ง2. Barrick Gold – บริษัทขุดทองและทองแดงที่มีไซต์ทั่วโลก 16 แห่ง เป็นบริษัทเหมืองแร่ทองคำที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกที่ผลิตทองคำได้ 4-5 ล้านออนซ์ใน2564 นับเป็นหุ้นพื้นฐานดีในสายหุ้นเหมืองทองคำอีกตัว 3. Freeport-McMoRan – เจ้าของเหมืองทองคำที่ใหญ่และทำกำไรได้มากที่สุดในโลก เป็นเจ้าของเหมือง Grasberg ในเมืองปาปัว ประเทศอินโดนีเซีย เป็นเหมืองทองคำที่ใหญ่และทำกำไรได้มากที่สุดในโลก จึงเป็นหุ้นเหมืองทองคำที่น่าสนใจมาก 4. Newcrest Mining – บริษัทขุดทองชั้นนำของออสเตรเลีย เป็นบริษัทย่อยของ Newmont Mining ก่อนที่จะถูกแยกออกเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก การทำเหมืองของพวกเขาตั้งอยู่ในออสเตรเลีย ปาปัวนิวกินี และโกติวัวร์ เป็นหุ้นเมืองค่อนข้างน่าสนใจมากอีกตัวหนึ่ง

Read More

16/07/2565

ต้นทุนหน้าเหมืองทอง คิดเป็น65% ของราคาทองในตลาด


เราได้ยินคำว่าต้นทุนหน้าเหมืองกันบ่อยๆ แต่อาจยังไม่รู้ว่าต้นทุนหน้าเหมืองคืออะไร ประกอบด้วยค่าจ่ายอะไรบ้าง และคิดเป็นร้อยละเท่าไหร่ของการกำหนดราคาทองในท้องตลาดต้นทุนหน้าเหมืองคือ AISC (All-In Sustaining Cost) คือต้นทุนทั้งหมดของการขุดทอง ที่เหมืองนั้นสามารถดำเนินธุรกิจได้ ประกอบไปด้วยต้นทุน Cash Cost /ต้นทุนสำนักงาน/ ต้นทุนธุรการ/ค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายในการสำรวจ ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นทุนที่สะท้อนทุกค่าใช้จ่ายของการผลิตทองคำนั่นเองการจะได้ทองคำหนึ่งออนซ์ (31.167 gram) ต้องถลุงก้อนแร่ที่มีทองคำอยู่หลายตัน และต้องขุดเหมืองลึกลงไปหลายสิบเมตร ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีค่าใช้จ่ายสูงและมีผลต่อราคาขายทองคำมากที่สุด ซึ่งต้นทุนการผลิตจากเหมืองทองคำคิดเป็นสัดส่วน 65% โดยประมาณส่วนอีก 35% ของราคาทองคำในตลาดโลกนั้นมาจากความต้องการในตลาดไม่ว่าจะแรงซื้อ-แรงขายในภาคเครื่องประดับ, การลงทุนทองคำในทุกประเภท, แรงซื้อทองคำจากธนาคารกลางและภาคเทคโนโลยี รวมไปถึงการเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์ต้นทุนการผลิตจากเหมืองทองคำมีความสำคัญอย่างมากต่อการประเมินราคาขั้นต่ำที่เป็นไปได้ของทองคำ ข้อมูลของสภาทองคำโลกระบุว่า All-in Sustaining Costs (AISC) หรือต้นทุนหน้าเหมืองทองคำในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำเฉลี่ยอยู่ที่ 1,129 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยAISC เฉลี่ยในปี 2021 เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าสู่ระดับ 1,068 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2013 หรือสูงที่สุดในรอบเกือบ 10 ปี ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากหลายปัจจัย ทั้งอัตราเงินเฟ้อของต้นทุนวัตถุดิบ การแข็งค่าของสกุลเงินผู้ผลิตในท้องถิ่นเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19

Read More

15/07/2565

มาตรการโควิด-19 เป็นศูนย์ของจีน ทำตลาดทองรูปพรรณซบ


ตลาดทองรูปพรรณในประเทศจีนี่เริ่มกลับมาคึกคักในช่วงเทศกาลตรุษจีนเนื่องจากการผ่อนคลายจากวิกฤติโควิด-19 ต้องกลับมาอยู่ในภาวะซบเซาลงอีกครั้งภายหลังจากการระบาดของโควิดในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ที่นำไปสู่มาตรการล็อกดาวน์ภายใต้ข้อปฏิบัติตามนโยบายเฝ้าระวังโควิดที่เคร่งครัดของจีน การล็อกดาวน์ของจีนส่งผลให้ความต้องการทองรูปพรรณลดลง ความต้องการซื้อทองคำทั่วโลกจึงลดลงเหลือ 474 ตัน คิดเป็น 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากอุปสงค์ที่ลดลงในจีน ในขณะที่ประเทศอินเดีย ก็มีการลดการจัดงานแต่งงานและงานเฉลิมฉลองในวันมงคลต่างๆลงในไตรมาสแรก จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อการซื้อทองคำในประเทศ ประกอบกับราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ทำให้ผู้บริโภคชาวอินเดียจำนวนมากชะลอการซื้อทองคำลงอย่างมากสภาทองคำโลกประเมินว่า ผู้บริโภคทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพที่จะต้องระมัดระวังในการใช้เงิน แม้ว่าความต้องการของผู้บริโภคจะฟื้นตัวจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด แต่ความต้องการซื้อเครื่องประดับที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจหยุดชะงัก ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจโดยทั่วไปอย่างไรก็ดีแม้ความต้องการทองรูปพรรณจะลดลง แต่ความต้องการทองคำในด้านเทคโนโลยีกลับเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีที่ 82 ตัน คิดเป็น 1% ในไตรมาสแรกของปี 2564 แต่ถึงแม้ว่าภาคธุรกิจจะมีการเติบโตพอประมาณ แต่ก็พบว่ายังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญเนื่องจากศูนย์กลางทางการเงินและอุตสาหกรรมที่สำคัญอย่างเซี่ยงไฮ้อยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โดยตรงต่อไปอีกระยะ

Read More

14/07/2565

ความต้องการทองคำในไทยลด สวนทางความต้องการทองคำโลก


สภาทองคำโลกรายงานสถานการณ์ความต้องการทองคำในประเทศไทยว่า ในขณะที่ความต้องการทองคำทั่วโลกในไตรมาสที 1/65 เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1,234 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 3 ปี แต่ความต้องการซื้อทองคำของผู้บริโภคในประเทศไทยกลับลดลงจาก 8.3 ตันในไตรมาสแรกของปี 2564 ไปอยู่ที่ 3.8 ตันในไตรมาสแรกของปี 2565 ซึ่งนับว่าลดลงถึง 54% เลยทีเดียวผู้แทนสภาทองคำโลกประจำภูมิภาคสรุปว่า สาเหตุที่การบริโภคทองคำในประเทศไทยลดลงเนื่องจากผู้บริโภคทองคำในประเทศไทยมีแนวโน้มอ่อนไหวต่อราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะด้วยราคาขายภายในประเทศที่สูงนี้ส่งผลให้นักลงทุนจำนวนมากเลือกที่จะขายทำกำไรเมื่อราคาถึงเป้าที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทองคำในประเทศไทยยังคงเผชิญกับคู่แข่งสำคัญอย่างการลงทุนแบบไม่ต้องถือครองผลิตภัณฑ์หรือที่เรียกว่า Paper Gold นั่นเองดังนั้นภาพรวมการบริโภคทองคำของไทยจึงลดลง ทั้งการลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญที่ลดลงถึง 74​% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จาก 6.2 ตันในไตรมาส 1/64 ไปอยู่ที่ 1.6 ตันในไตรมาส 1/65 แต่ความต้องการซื้อเครื่องประดับในกลุ่มผู้บริโภคขยับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแม้จะยังไม่กลับไปเท่ากับช่วงก่อนเกิดโรคระบาดแต่การกลับมาเปิดประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวก็ส่งผลให้ความต้องการเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จาก 2.0 ตันในไตรมาส 1/64 ไปเป็น 2.2 ตัน ในไตรมาส 1/65 อนึ่ง การที่ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้น ไปอยู่ที่ 2,070 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงเวลาสั้นๆ ในเดือนมีนาคม ทำให้ผู้บริโภคยังคงชะลอการซื้อทองคำไว้ก่อนและเลือกที่จะขายทำกำไรจากราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นแต่โดยภาพรวมสภาทองคำโลก ระบุว่าในไตรมาสแรกของปี 2565 ทองคำยังมีสถานะที่แข็งแกร่งเนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีความปลอดภัยสำหรับนักลงทุนและผู้บริโภครายย่อย

Read More

13/07/2565

สงครามรัสเซีย-ยูเครนและเงินเฟ้อ ผลักความต้องการทองคำโลกพุ่งในไตรมาส1/65


สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) รายงานตัวเลขความต้องการทองคำทั่วโลกหลังผ่านไตรมาส 1/65 ว่ายังคงเพิ่มสูงขึ้นถึง 34% แตะระดับ 1,234 ตัน ซึ่งเป็นยอดที่สูงที่สุดในรอบ 3 ปี เนื่องจากวิกฤตสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน และอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกทำให้นักลงทุนหันมาซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง ผู้บริหารประจำภูมิภาคแห่งสภาทองคำโลก กล่าวว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ความต้องการและการลงทุนในทองคำจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ผู้บริโภคบางส่วนจะหลีกเลี่ยงการซื้อทอง เนื่องจากถูกกดดันจากราคาทองคำที่เพิ่มขึ้น และการชะลอตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลกก็ตาม อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 2/65 ความต้องการทองคำอาจจะลดลง จากการที่ประเทศจีนขยายพื้นที่การล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการระบาดของโควิด โดยเฉพาะฝั่งนักลงทุนสถาบันที่จะเข้าลงทุนในทองคำผ่าน Gold ETF มากขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ Fed เร่งดำเนินนโยบายปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน โดยข้อมูลจากรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำ (Gold Demand Trends Report) ฉบับล่าสุดของสภาทองคำโลก ระบุว่า การลงทุนในกองทุนรวมทองคำ (Gold ETF) มีเงินทุนไหลเข้ารายไตรมาสสูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3/63 ที่ 269 ตัน มากกว่าเงินทุนไหลออกสุทธิรายปีซึ่งอยู่ที่ 173 ตันในปี 2564 โดยได้แรงหนุนส่วนหนึ่งจากราคาทองคำที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันความต้องการซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองคำปรับสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปี อยู่ที่ 11% หรือ 282 ตัน แต่การที่จีนประกาศปิดประเทศอีกครั้ง และราคาทองที่สูงในตุรกีล้วนมีส่วนทำให้ความต้องการซื้อทองลดลงกว่า 20% เมื่อเทียบกับความต้องการซื้อที่สูงมากในไตรมาส 1/64

Read More

13/07/2565

SCS-007 มาตรฐานเหมืองทองยั่งยืน


ปัจจุบันผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีความยั่งยืนมีจริยธรรม และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น ซึ่งรวมถึงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ โดยเฉพาะทองคำ ที่บริโภคจะคำนึงถึงกระบวนการได้มาตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางว่าได้มาตรฐาน SCS-007 หรือไม่มาตรฐาน SCS-007 นั้น ประกอบไปด้วย 5 เสาหลัก คือ แหล่งที่มาโปร่งใสตรวจสอบได้ มีความรับผิดชอบที่มีจริยธรรม การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ กระบวนการผลิตที่เน้นความยั่งยืน และการลงทุนเพื่อความยั่งยืน มาตรฐาน SCS-007 เป็นความร่วมมือของ 2 องค์กรเพื่อกำหนดมาตรฐานการดำเนินธุรกิจทองคำอย่างยั่งยืน ได้แก่ SCS Global Services (SCS) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านการรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน รวมทั้งทำหน้าที่ในการตรวจสอบ การทดสอบ และการพัฒนามาตรฐาน และ Alliance for Responsible Mining (ARM) องค์กรระดับโลกที่ให้การสนับสนุนการทำเหมืองแร่แบบดั้งเดิมและขนาดเล็กในการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งช่วยดูแลคุณภาพชีวิตของคนงานเหมืองและชุมชน ซึ่งทั้งสององค์กรได้ประกาศข้อตกลงในการขยายมาตรฐาน SCS-007 ที่ใช้เพื่อจัดอันดับความยั่งยืนสำหรับเครื่องประดับ ทั้งที่ได้จากการทำเหมืองทองคำขนาดใหญ่และทองคำที่ได้จากเหมืองแร่แบบดั้งเดิมและเหมืองขนาดเล็ก (ASM) เข้าไปด้วย ปัจจุบันผู้บริโภคอัญมณีและเครื่องประดับในถึง 75% ให้ความสำคัญต่อประเด็นการเอารัดเอาเปรียบแรงงาน การใช้แรงงานเด็ก และการทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังนั้นการกำหนดมาตรฐาน SCS-007 จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่า เครื่องประดับทองคำที่ลูกค้าเลือกซื้อมานั้น มาจากแหล่งที่มีความรับผิดชอบและเชื่อถือได้ การร่วมมือกันของ SCS กับ ASM นั้น จะทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการเหมืองแร่เพื่อความยั่งยืนของ ARM ได้รับการประเมินว่าทองคำที่นำมาผลิตเป็นเครื่องประดับนั้นเป็นทองคำที่ได้รับการรับรองความยั่งยืนภายใต้มาตรฐาน SCS-007 ได้มาตรฐานด้านจริยธรรมรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อความสบายใจของผู้บริโภค

Read More

13/07/2565

เครื่องประดับไทยในตลาดอเมริกา


อัญมณีและเครื่องประดับเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับที่สวมใส่ในชีวิตประจำวัน ในพิธีแต่งงาน หรือในงานพิธีต่างๆ และไทยก็เป็นหนึ่งในตลาดนำเข้าที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา ทั้งเพชรเจียระไน พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เครื่องประดับทอง เครื่องประดับเงิน และเครื่องประดับเทียม โดยกลุ่มคนมิลเลนเนียลคือกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงสุด ข้อมูลจาก Brookings.com ระบุว่าร้อยละ 22 ของประชากรของสหรัฐอเมริกา คือกลุ่มมิลเลนเนียลที่มีการบริโภคเฉลี่ย 59,866 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี และเป็นการบริโภคอัญมณีและเครื่องประดับมากเป็นลำดับต้นๆ โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเริ่มฟื้นตัวก็มีแนวโน้มที่จะนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากไทยเพิ่มขึ้นหลายรายการยกเว้นพลอยเนื้ออ่อนเจียระไนที่มีการนำเข้าลดลง เนื่องจากมีปัญหาล้นตลาด จากการแพร่ระบาดหนักของโควิด-19 ตั้งแต่ปี2020 เป็นต้นมา มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยไม่รวมทองคำ ในไตรมาสแรกของปี 2565 ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 39.96 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านั้น โดยสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับหนึ่ง ตามมาด้วย อินเดียฮ่องกง เยอรมนี สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เบลเยียม อิตาลีและญี่ปุ่น โดยมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาที่เติบโตขึ้น เนื่องจากการส่งออก เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับทอง เพชรเจียระไน และพลอยเนื้อแข็ง ที่ขยายตัวได้ร้อยละ 5.05, ร้อยละ 35.69, ร้อยละ199.41, และร้อยละ 163.43 ตามลำดับทั้งนี้ MediaPost และ Pew Research Center ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียลพบว่าส่วนมากให้ความสำคัญกับการใช้อินเทอร์เน็ตหาข้อมูลที่สนใจ ผู้ประกอบการนำเสนอข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับด้วยวีดีโอและรูปภาพผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างเหมาะสม จะสามารถดึงดูดคนกลุ่มนี้ให้มาเลือกซื้อสินค้าได้มากขึ้น นอกจากนั้นตลาดอัญมณีและเครื่องประดับมืสองก็เป็นสิ่งที่ชาวอเมริกาให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น เพราะเห็นว่าเป็นการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ โดยการนำของที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนและลดการใช้เชื้อเพลิงในปริมาณมากด้วย

Read More

13/07/2565

เมื่อพลอยสีมาแรงแซงทองคำในตลาดจีน


ทองคำ หยก และไข่มุก ครองตลาดเครื่องประดับในจีนมายาวนาน แต่ปัจจุบันพลอยสีเริ่มได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้น นอกจากเจ้าของฉายาบิ๊กทรี อย่าง ทับทิม แซปไฟร์ และมรกตแล้ว พลอยสีประเภทอื่นอย่าง สปิเนล พาราอิบา และทัวร์มาลีน ก็อยู่ในคามสนใจของผู้บริโภคชาวจีนเช่นกัน พลอยสี อย่างทับทิม แซปไฟร์ และมรกต เพิ่งมาเริ่มได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีนราวปี 2013 และเริ่มเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอด ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาความสนใจพลอยสีเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากจากการสนับสนุนและประชาสัมพันธ์ผ่านคนดังในประเทศพลอยสีที่มีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นได้แก่พลอยสีในกลุ่มทับทิม 1 กะรัต แซปไฟร์ 2 กะรัต รวมถึงมรกต 3 และ 4 กะรัต ขณะที่สปิเนลจากแอฟริกา โดยเฉพาะสปิเนลสีแดงและสีชมพูขนาด 2 กะรัตขึ้นไป และสปิเนลจากเมียนมา ที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 กะรัต ก็กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงเช่นกัน ส่วนทัวร์มาลีน อะความารีน และมอร์แกไนต์ ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดระดับกลาง ทั้งนี้ ยอดค้าปลีกทองคำ โลหะเงิน และเครื่องประดับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 29.8 ในปี 2021 คิดเป็นมูลค่า 304.1 พันล้านหยวน หรือ ราว 47.14 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตามข้อมูลจาก National Bureau of Statistics of China ขณะที่ข้อมูลจาก Gems and Jewelry Trade Association of China ยอดขายปลีกเครื่องประดับโดยรวมในปี 2020 แตะระดับที่ 88,440 ล้านเหรียญสหรัฐ เครื่องประดับทองล้วนทำยอดขายคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 55.7 สินค้ายอดนิยมตามปกติในตลาดจีน อันได้แก่ หยกเจไดต์ หยกเนไฟรต์ และไข่มุก คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22.2 เครื่องประดับเพชรนั้นทำยอดขายเป็นสัดส่วนร้อยละ 13.1 ของมูลค่ายอดขายปลีกเครื่องประดับทั้งหมด ขณะที่พลอยสีอื่นๆ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.9 ส่วน

Read More

12/07/2565

THE BOSS... "Always in our hearts"


รูปปั้นทองสัมฤทธิ์บนฐานหินอ่อนสีน้ำเงินปูด้วยหินทรายพีคมัวร์ จากเหมืองหินในเขตแสตนตัน มัวร์ และตกแต่งรายละเอียดด้วยวัสดุที่ทำจากทองเหลือง คืออนุสาวรีย์บุรุษผู้สร้างปาฎิหาริย์และนำความเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่มาสู่เมืองและเลสเตอร์ ซิตี้ บุรุษผู้ได้รับฉายา THE BOSS.. คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ อนุสาวรีย์นี้ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของสนาม คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 64 ปี ของคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2565 โดยคุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ คนปัจจุบัน บริเวณรอบๆอนุสาวรีย์ตกแต่งด้วยกระถางต้นไม้สีเขียวสี่ต้นที่ทำมาจากหินโบราณของเมืองวอห์นคลิฟฟ์ และเก้าอี้ที่ทำจากไม้ซุงของต้นโอ๊คในท้องถิ่นของประเทศอังกฤษ จัดวางเป็นรูปทรงแปดเหลี่ยม ซึ่งเลขแปดเป็นเลขประจำตัวคุณวิชัยและตรงกับหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นสิ่งที่คุณวิชัยยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด ส่วนฐานของอนุสาวรีย์จารึกถ้อยคำด้วยโลหะทองเหลือง แทนคำพูดและความรู้สึกจากใจของครอบครัวเลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยคำว่า "Always in our hearts" ด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของคุณวิชัย ภายใต้การบริหารงานของ คุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา และได้กลายเป็นหัวใจหลักและจิตวิญญาณของสโมสร ที่จะนำพาให้สโมสรพัฒนาก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา ดำรงตำแหน่งประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ระหว่างปี พ.ศ. 2553 - 2561 ตลอดระยะเวลา 8 ปี ในฐานะประธานสโมสร คุณวิชัยได้สร้างตำนานให้กับวงการฟุตบอล โดยนำทีมเลสเตอร์ ซิตี้ จากลีกระดับ 2 ขึ้นสู่ลีกสูงสุด และนำนักเตะคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จในฤดูกาล 2015/16 หรือปี พ.ศ. 2559 นอกจากเรื่องการบริหารทีมฟุตบอลแล้ว คุณวิชัยยังได้บริจาคทรัพย์สินส่วนตัวให้กับองค์กรการกุศลต่างๆในเมืองเลสเตอร์ ภายใต้มูลนิธิคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา อนุสาวรีย์แห่งนี้จึงถือเป็นสถานที่ให้ชาวเมืองเลสเตอร์และผู้มาเยือนจากทั่วโลกได้รำลึกถึงผู้สร้างแรงบันดาลใจและผู้สร้างช่วงเวลาแห่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของทีมเลสเตอร์ ซิตี้

Read More

08/07/2565

โลหะเงินในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ


สถาบันโลหะเงินคาดการณ์ว่า ในปี 2022 ความต้องการโลหะเงินในอุตสาหกรรมเครื่องประดับจะเติบโตถึง 11% โดยได้รับแรงผลักดันจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลายประเทศ ทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจการใช้จ่ายมากขึ้น อีกทั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสแฟชั่นมาสู่การออกแบบเครื่องประดับที่เรียบง่าย ประณีต สไตล์มินิมอล ที่สามารถสวมใส่ได้ทุกวัน ทำให้เครื่องประดับที่มีราคาในระดับกลางๆ อย่างเครื่องประดับเงินได้รับความนิยมมากขึ้น ผลจากความต้องการโลหะเงินที่เพิ่มขึ้นในหลายอุตสาหกรรม รวมทั้งอุตสาหกรรมเครื่องประดับ ส่งผลให้ผู้ผลิตรายใหญ่อย่างไทยได้รับประโยชน์จากการเติบโตนี้ด้วย โดยเห็นได้จาก ในปี 2021 โลหะเงินที่เป็นวัตถุดิบมีการส่งออกของไทยขยายตัวได้ 24.14% โดยเฉพาะการส่งออกไปยังสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทำการหลอมใหม่มีมูลค่าสูงถึง 57.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากที่เคยส่งไปเพียงหลักแสนดอลลาร์สหรัฐเท่านั้นขณะที่เครื่องประดับเงินที่เป็นสินค้าสำเร็จรูป ในปี 2021 ไทยสามารถส่งออกได้ราว 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ในปี 2019 ที่มีมูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้เพราะตลาดส่งออกสำคัญหลายตลาดอย่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ฮ่องกง และอินเดีย ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันถึง 54.67% สามารถเติบโตได้ดีนั่นเองนอกจากความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ต่างๆรอบด้านที่ส่งผลให้โลหะมีค่าโดยเฉพาะโลหะเงินกลายเป็นที่สนใจมากขึ้นทั้งในด้านการถือครองเพื่อเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย การใช้เป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือใช้ในการทำโซลาเซลล์แล้ว การสวมใส่เครื่องประดับเงินยังเข้ากับรูปแบบการใช้ชีวิตได้ง่าย ใช้ได้ในหลายโอกาส ทั้งยังปรับให้เข้ากับสไตล์การแต่งตัวได้หลากหลาย ปี 2022 จึงนับเป็นปีทองของโลหะเงินและเครื่องประดับเงินอย่างแท้จริง

Read More

07/07/2565

โลหะเงินกับการลงทุน


โลหะเงิน เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนให้ความสนใจไม่แพ้ทองคำ ในช่วงที่ผ่านมาโลหะเงินได้รับความนิยมในการลงทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาโลหะเงินมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง และด้วยราคาต่อหน่วยที่ถูกกว่าทองคำ ทำให้มีโอกาสทำกำไรได้สูงกว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 โลหะเงินสามารถทำราคาสูงสุดที่ 29.585 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงสุดในรอบ 8 ปี และเมื่อพิจารณาถึงอัตราผลตอบแทนการลงทุนแล้ว ในปี 2022 นักลงทุนยกให้โลหะเงินมีความน่าสนใจมากกว่าทองคำ ข้อมูลจากสถาบันโลหะเงิน(The Silver Institute) ระบุว่ามีการใช้ไปเพื่อการลงทุน24.47% ของการโลหะเงินทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันมีการใช้โลหะเงินในอุตสาหกรรมต่างๆนอกเหนือจากการลงทุน คือ การใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต (40.56%) ใช้ทำเครื่องประดับ (17.85%) และใช้ทำโซล่าเซลล์ (10.17%) ในปี 2021 มีการผลิตโลหะเงินจากเหมืองราว 24,000 ตัน เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยประเทศผู้ผลิตโลหะเงินรายใหญ่ 5 อันดับแรก คือ เม็กซิโก จีน เปรู ชิลี และรัสเซีย คิดเป็นสัดส่วนราว 23.33%, 14.17%, 12.50%, 6.67% และ 5.42% ตามลำดับ ส่วนการรีไซเคิลโลหะเงินเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เติบโตสูงจากแนวทางการลดขยะ นำของเก่ากลับมาใช้ใหม่ และมาตรการลดการก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอน ทำให้ในปี 2021 การรีไซเคิลโลหะเงินเติบโตสูงสุดในรอบ 9 ปี คิดเป็นปริมาณ 6,103 ตัน เพิ่มขึ้น 7.73% และยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากหลายอุตสาหกรรมที่มีอุปสงค์เข้ามาเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19ทั้งนี้ สถาบันโลหะเงินคาดการณ์ว่า ในปี 2022 ปริมาณความต้องการในโลหะเงินทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 8% คิดเป็นปริมาณราว 1,110 ล้านออนซ์ ซึ่งจะเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีมา โดยเป็นแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อนหน้าจากการที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังซื้อฟื้นตัว มีการบริโภคเพิ่มขึ้น การเติบโตของเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ กระแสการใช้พลังงานสีเขียว ทำให้โลหะเงินซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตโซลาร์เซลล์เป็นที่ต้องการในตลาดมากขึ้น รวมทั้งสถานการณ์อัตราเงินเฟ้อสูง ทำให้โลหะเงินเป็นที่หมายตาของนักลงทุนเพิ่มขึ้นด้วย ข้อมูล : GIT

Read More

06/07/2565

เครื่องประดับเงิน-ทอง... ใหญ่พอกันในอินเดีย


อินเดียไม่เพียงเป็นตลาดผู้บริโภคเครื่องประดับทองรายใหญ่ของโลกเท่านั้น ในตลาดเครื่องประดับเงินอินเดียก็เป็นผู้บริโภครายใหญ่ด้วยเช่นกัน โดยราคาเฉลี่ยในการซื้อเครื่องประดับเงินเพื่อสวมใส่ในชีวิตประจำวันของชาวอินเดียนั้น อยู่ที่ 38,000 รูปีต่อปี หรือราว 500 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดเครื่องประดับเงินในอินเดียเติบโตเพิ่มมากขึ้นในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยมิลเลนเนียลและคนเจน Z ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศที่มีจำนวนกว่า 440 ล้านคน และ 472 ล้านคนตามลำดับ คิดเป็น 34% และ 36% ของประชากรทั้งหมด โดยแบรนด์เครื่องประดับเงินที่มีชื่อเสียงในอินเดียอย่าง Divas Mantra ได้ทำการสำรวจผู้บริโภคในเมืองสำคัญทั่วอินเดียอย่างเช่น เบงกาลูรู (Bengaluru) เจนไน (Chennai) ไฮเดอราบัด (Hyderabad) กัลกัตตา (Kolkata) มุมไบ (Mumbai) และนิวเดลี (New Delhi) ถึงความนิยมเครื่องประดับเงินที่เพิ่มมากขึ้น พบว่า คนกลุ่มนี้นิยมเครื่องประดับเงินมากกว่าเครื่องประดับทอง เหตุผลที่ทำให้คนสองกลุ่มนี้นิยมเครื่องประดับเงินมากกว่าเครื่องประดับทองเพราะ มีดีไซน์ที่ดูทันสมัย มีลวดลายละเอียดประณีต มีรูปแบบหลากหลาย สามารถประยุกต์เข้ากับการแต่งกายในชีวิตประจำวันและงานพิธีต่างๆ ได้อย่างลงตัว รวมทั้งยังมีราคาที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้มากกว่าเครื่องประดับทอง ซึ่งนอกจากเครื่องประดับเงินแท้ 925 ที่ให้ความรู้สึกทันสมัย อินเทรนด์ มีสไตล์มินิมอลตามแฟชั่นแล้วหนุ่มสาวชาวอินเดียยังนิยม เครื่องประดับเงินรมดำที่ให้ความรู้สึกในแบบวินเทจ มีความคลาสสิกอีกด้วยทั้งนี้การสวมใส่เครื่องประดับเงินขนาดใหญ่ในแถบชนบท ซึ่งเดิมเป็นเป็นการแสดงออกถึงฐานะ ความมั่งคั่ง และเป็นลวดลายที่แสดงถึงชุมชนหรือเผ่าพันธุ์ของผู้สวมใส่นั้น ปัจจุบันสไตล์แบบโบราณนี้ก็ยังคงได้รับความนิยมและยังเพิ่มขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษาโดยเฉพาะสายศิลปะที่นิยมเครื่องประดับที่สะท้อนดีไซน์รูปแบบในท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งยังมีเซเลบคนดังและดาราใน Bollywood ที่มีส่วนช่วยสร้างความนิยมในเครื่องประดับเงินประเภทนี้ด้วย

Read More

05/07/2565

NFT การลงทุนที่กำลังมาแรงแซงทองคำ


NFT หรือ Non-Fungible Tokens เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่งที่ไม่สามารถทดแทนหรือแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่นได้ และสร้างขึ้นบนระบบบล็อกเชน ซึ่งต่างจากสกุลเงินคริปโทเคอร์เรนซี ที่สามารถทดแทนแลกเปลี่ยนกับเงินดิจิทัลสกุลอื่นหรือสิ่งอื่นๆได้ ซึ่ง NFT แต่ละชิ้นจะมีเพียงชิ้นเดียว โดยสิทธิ์ของการถือครองผลงานแต่ละชิ้น เป็นของเจ้าของผลงานแต่เพียงผู้เดียว หรือขึ้นอยู่กับเงื่อนไขข้อตกลงการซื้อขายด้วยจากความผันผวนของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา มีการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกมากขึ้น นอกเหนือจากสินทรัพย์ปลอดภัยประเภทโลหะมีค่าอย่างทองคำหรือโลหะเงิน ที่เป็นที่นิยมมาแต่เดิม หรือสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างคริปโทเคอร์เรนซีสกุลหลักอย่างบิตคอยน์ (BTC) อีเทอเรียม (ETH) หรือไบแนนซ์ (BNB) ที่เป็นที่สนใจของนักลงทุนเพิ่มมากขึ้น แต่ที่มาแรงสุดๆในช่วงสองปีนี้คือสินทรัพย์ดิจิทัลที่เรียกว่า NFT นั่นเองจุดเริ่มต้นของ NFT เริ่มขึ้นในปี 2014 จากงานศิลปะชื่อว่า "Quantum" ของ Kevin McCoy ที่วางขายผลงานในแพลตฟอร์มซื้อขายศิลปะของ Sotheby's สามารถทำเงินได้ 140,000 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากนั้นงาน NFT ไม่เพียงได้รับความนิยมในงานศิลปะ ยังขยายไปสู่การสร้างผลงานดิจิทัลทั้งภาพถ่าย เพลง คลิปวีดิโอสั้นๆ เกมส์ ของสะสม หรือมีม (Meme) ต่างๆ กระทั่งปัจจุบันบริษัทชั้นนำและแบรนด์สินค้าที่มีชื่อเสียงต่างก็เริ่มเข้าสู่ NFT อย่างจริงจังข้อมูลจาก DappRadar แพลตฟอร์มยอดนิยมที่วิเคราะห์และนำเสนอข่าวสารในวงการคริปโทเคอเรนซี, NFT เกม หรือการทำธุรกรรมผ่านบล็อกเชน ระบุว่า ในปี 2021 ตลาด NFT มีมูลค่ากว่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2020 ปัจจุบันมีบัญชีกระเป๋าเงินซื้อขาย NFT ที่มีการใช้งานราว 28.6 ล้านบัญชีเลยทีเดียวการขายงาน NFT เป็นการจัดแสดงงานและขายผ่านแพลตฟอร์มโดยไม่ต้องเดินทางหรือพบปะกัน จึงเป็นทางเลือกที่ดีในช่วงที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงอยู่ ทำให้ตลาดนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว งาน NFT นั้นมีวิธีการขายโดยการตั้งราคาหรือผ่านการประมูลเหมือนกับงานศิลปะทั่วไป แต่แตกต่างกัน ในแง่ของกรรมสิทธิ์เพราะงานทุกชิ้นจะถูกบันทึกบนระบบบล็อกเชนถึงสิทธิผู้ครอบครองทุกคน ไม่ว่างานนั้นจะถูกขายมากี่ครั้งแล้วก็ตาม อีกทั้งเมื่องานถูกนำมาขายต่อเป็นทอดๆ เจ้าของเดิมคนแรกยังได้รับส่วนแบ่ง หรือRoyalty Fee ราว 5-10% ของการขายแต่ละครั้งด้วย ทั้งนี้ งาน NFT ส่วนใหญ่ในตลาดมีราคาเฉลี่ยราว 150-4,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังมีงานอีกหลายชิ้นที่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้แก่ผู้สร้างสรรค์ผลงาน โดย 5 อันดับผลงาน NFT ที่มีราคาสูงสุด ได้แก่ 1. The Merge ราคา 91.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 2. Everydays:The First 5000 Days ราคา 69.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 3. Clock 52.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 4. Human One ราคา 28.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 5. CryptoPunk #5822 ราคา 23.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ข้อมูล: GIT

Read More

04/07/2565

เทคโนโลยี AR กับธุรกิจเครื่องประดับ


เทคโนโลยีซอฟต์แวร์จำลองโลกเสมือนจริง หรือ AR (Augmented Reality)ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับมากขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยแนวคิดการออกแบบที่สามารถให้บริการลูกค้าโดยไม่มีการสัมผัส ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถออกแบบเครื่องประดับได้เอง โดยเลือกอัญมณี ตัวเรือนโลหะ รวมถึงส่วนประกอบอื่นๆที่ต้องการ และเปลี่ยนงานออกแบบให้เป็นภาพสามมิติได้ด้วยการทำภาพจำลองเสมือนจริงในรูปแบบของภาพสามมิติแล้วส่งต่อไปยังเครื่องพิมพ์สามมิติตามร้านค้าเครื่องประดับ เพื่อสร้างแบบจำลองชิ้นงานจากขี้ผึ้งหรือส่งไปยังโรงงานของบริษัทเพื่อผลิตออกมาเป็นเครื่องประดับที่เสร็จสมบูรณ์ได้ทันทีคาดกาณ์ว่าจะมีผู้ใช้เทคโนโลยี AR ผ่านมือถือถึง 2,400 ล้านคนภายในปี 2023 จึงเป็นไปได้ว่าเครื่องประดับที่ลูกค้าสามารถออกแบบได้ด้วยตัวเองจะถูกนำมาใช้เพื่อให้บริการมากขึ้น เช่นเดียวกับช่องทางดิจิทัลสำหรับติดต่อกับลูกค้า เพื่อช่วยลดช่องว่างระหว่างแพลตฟอร์มการขายทางออนไลน์กับร้านค้าแบบดั้งเดิม อีกทั้งการชำระเงินแบบออนไลน์ก็จะมีส่วนแบ่งในตลาดสูงขึ้นและน่าจะคงความสำคัญต่อไปในวิถีชีวิตแบบใหม่ เมื่อผู้คนไว้วางใจและเชื่อมั่นในระบบ e-wallet รวมถึงการซื้อสินค้าทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้นทั้งนี้ McKinsey & Co. ประเมินว่าอุตสาหกรรมเครื่องประดับแท้ทั่วโลกจะเติบโตที่อัตราร้อยละ 3 - 4 ต่อปีนับจากปี 2021 จนถึงปี 2025 หรือคิดเป็นมูลค่าค้าปลีกราว 340,000-360,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยความต้องการที่เพิ่มขึ้นมาจากกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยมูลค่าการค้าเครื่องประดับออนไลน์จะมีสัดส่วนร้อยละ 21 ของมูลค่าการค้าเครื่องประดับทั่วโลก ขณะที่งานวิจัยของ Research and Markets ระบุว่า ตลาดการค้าเครื่องประดับออนไลน์ทั่วโลกมีมูลค่าถึง 21,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2020 และคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 58,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2027 หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 15.5 ต่อปีเลยทีเดียว

Read More

04/07/2565

ธุรกิจทองคำและเครื่องประดับทองในยุค Next Normal


การระบาดของโควิด-19 ช่วยเปิดมุมมองให้ภาคธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับไทยหันมาพิจารณากระบวนการดำเนินงานของตนเองใหม่ โดยได้มีการพัฒนาและปรับตัวเข้าสู่ช่องทางดิจิทัลอย่างชัดเจนมากขึ้นทั้งในด้านอีคอมเมิร์ซและโซเชียลมีเดีย จนทำให้เกิดโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ที่สอดรับกับเทรนด์ Next Normal การซื้อขายเครื่องประดับทางออนไลน์กำลังเติบโตผ่านกลยุทธ์การทำตลาดที่เน้นให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าจากหลากหลายช่องทาง (Omni Channel) ผู้ประกอบการไทยไม่ว่าจะรายใหญ่หรือรายย่อยต่างผันมาทำการตลาดออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ อีกทั้งกระแสความนิยมของไลฟ์สตรีม (Livestreaming) ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สร้างยอดขายเครื่องประดับเพิ่มมากขึ้น ด้วยการนำเสนอสินค้าและโปรโมชั่นราคาพิเศษเพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะคนรุ่นมิลเลนเนียล และ Gen Z ธุรกิจค้าทองคำและเครื่องประดับทองได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามายกระดับช่องทางบริการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และคำนึงถึงความปลอดภัยในการซื้อขายมากยิ่งขึ้น มีการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจด้วยการพัฒนานวัตกรรมด้านการซื้อขายทองคำทั้งทองคำแท่งและทองรูปพรรณ มีการนำนวัตกรรม Gold Blockchain เชื่อมต่อแอปพลิเคชันของธนาคาร เพื่อเพิ่มศักยภาพและช่องทางสำหรับผู้ที่สนใจซื้อขายทองคำ เช่น Krungthai Gold Wallet ที่เปิดให้มีการซื้อขาย 99.99% อิงตามราคาทองคำในตลาดโลกด้วยสกุลเงินเหรียญสหรัฐต่อออนซ์ผ่านช่องทางออนไลน์แบบเรียลไทม์ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนกว่าหมื่นรายในช่วง 1 เดือนหลังเปิดให้บริการ เป็นต้น ทั้งนี้ การก้าวผ่านจาก New Normal มาสู่ Next Normal นั้นเป็นการนำเทคโนโลยีรวมถึงนวัตกรรมดิจิทัลใหม่ๆ และความตระหนักถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้าสู่การใช้ชีวิตของทุกคนมากขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการควรปรับตัวเพิ่มทักษะทางดิจิทัล ทำความเข้าใจถึง Digital Transformation เรียนรู้ด้านการตลาดออนไลน์ เพื่อเพิ่มช่องทางการขายให้ทันพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค สื่อสารกับลูกค้า เพื่อให้เกิดการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น Next Normal คือวิถีชีวิตใหม่ของสังคมที่จะเกิดขึ้นหลังการแพร่ระบาดของโควิด19 คลี่คลายลง โดยคาดการณ์ว่าจะเกิดการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงในแทบทุกธุรกิจ

Read More

02/07/2565

ตลาดอัญมณีปี 2022…ได้เวลาโต


การค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลกหยุดชะงักลงชั่วคราวในช่วงสองปีที่ผ่านมา เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 แต่ปัจจุบันตลาดอัญมณีเริ่มฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจของโลกที่ปรับตัวดีขึ้น จากการคาดการณ์ของFuture Market Insights (FMI) ระบุว่ามูลค่าตลาดอัญมณีของโลกในปี 2022 อยู่ที่ราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะมีมูลค่าสูงถึง 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2032 หรือมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 5.6% ต่อปีเลยทีเดียวเพชร เป็นสินค้าที่ยังคงเป็นที่ต้องการสูงสุดในปี 2021 เพชรทำรายได้ในสัดส่วนถึง 80% ของรายได้ในตลาดอัญมณีโดยรวม โดยมีอัญมณีอื่นๆ ได้รับความนิยมตามมาได้แก่ โอปอล บุษราคัม อเล็กซานไดรต์ และแทนซาไนต์ เป็นต้น ส่วนเครื่องประดับตกแต่งพลอยสีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ แหวนหมั้นและแหวนแต่งงานที่ตกแต่งด้วยทับทิม ไพลิน และมรกต รวมถึงสร้อยคอ จี้ และกำไลที่ตกแต่งด้วยพลอยสี ก็เป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นมากด้วยเช่นกันพลอยสีเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐอเมริกาและจีน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจซื้อพลอยสีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากราคาไม่สูงมากนักและมีความเป็นเอกลักษณ์ ส่วนตลาดยุโรปที่น่าจับตา คือ ฝรั่งเศส มีแนวโน้มเติบโตดีจากกลุ่มผู้หญิงทำงาน ซึ่งมีกำลังใช้จ่ายซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มมากขึ้น รวมถึงอินเดีย ก็เป็นอีกตลาดสำคัญโดยได้รับแรงผลักดันจากความเชื่อเกี่ยวกับการใช้พลอยสีแต่ละชนิดมาตั้งแต่โบราณ ซึ่งพลอยสีถือเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์และความหรูหราที่ยังคงใช้กันอย่างแพร่หลายมาจนถึงทุกวันนี้ การเติบโตของตลาดพลอยสีและเครื่องประดับตกแต่งพลอยสีจึงเป็นโอกาสอันดีของผู้ประกอบการไทยที่จะเพิ่มยอดขายในปีนี้ได้เพิ่มมากขึ้น เพราะไทยเป็นผู้ผลิตและผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับสำคัญของโลก โดยในปี 2021 ไทยเป็นผู้ส่งออกพลอยสีในอันดับที่ 4 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกเครื่องประดับแท้ในอันดับที่ 9 ของโลก ตลาดคู่ค้าของไทยคือสหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย รวมถึงตลาดใหม่ที่น่าสนใจอย่างฝรั่งเศส อย่างไรก็ดีการขยายตัวของตลาดอัญมณีของโลกส่วนหนึ่งมาจากความนิยมอัญมณีที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ประกอบกับรายได้ของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น และการนำเครื่องประดับตกแต่งอัญมณีไปใช้ในงานพิธีสำคัญต่างๆ เพิ่มขึ้นนั่นเอง สำหรับสินค้าส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทย 5 อันดับแรกได้แก่ ทองคำ เพชรเจียระไน เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับทอง และพลอยเนื้อแข็งเจียระไน

Read More

10/04/2565

แหวนหมั้นแบบไหนโดนใจในพ.ศ.นี้


การเลือกซื้อแหวนหมั้นหรือแหวนแทนใจเพื่อมอบให้คนรักหรือคู่ครองนั้น นอกจากจะขึ้นอยู่กับรสนิยมและความชอบส่วนบุคคลแล้ว อาจจะขึ้นอยู่กับเทรนด์และแฟชั่นในแต่ละยุคสมัยด้วย และนี่คือเรื่องราวของทิศทางตลาดและรูปแบบของแหวนหมั้นในปี 2022แม้ทั่วโลกจะเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 แต่ตลาดแหวนหมั้นก็ยังคงเติบโตต่อเนื่อง มีการประมาณการตลาดแหวานหมั้นระหว่างปี 2021-2026 ว่าจะเติบโตเฉลี่ย 1.2% ต่อปี โดยปี 2026 จะมีมูลค่าถึง 42,777 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แหวนหมั้นที่มีแนวโน้มเป็นที่นิยมในปี 2022 ได้แก่ แหวน Toi et Moi (You&Me) แหวนทรงรูปไข่ และแหวนสไตล์วินเทจ ส่วนรูปแบบเพชรที่นิยมนำมาทำหัวแหวนนั้น ทรงกลมได้รับความนิยมสูงสุดที่ 44% รองลงมาคือรูปไข่19% ทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส11% ทรงหมอน 7% และทรงหยดน้ำ 7%ส่วนแหวนหมั้นพลอยสีที่นิยมที่สุดคือ ไพลิน ทับทิม มรกต อความารีน และมอร์แกไนต์ เนื่องจากเป็นที่ชื่นชอบขอคนรุ่นใหม่ มีสสันหลากหลาย และราคาสมเหตุสมผล สำหรับโลหะมีค่าที่นิยมนำมาทำตัวเรือนนั้น 45% เลือกทองคำขาว ตามมาด้วยทองสีเหลือง 20% แพลตตินั่ม14% ทองชมพู11% และโลหะเงิน10%การเติบโตของตลาดแหวนหมั้นนั้นมีปัจจัยสำคัญมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน อินเดียและสหรัฐอเมริกา ทำให้การจัดงานหมั้น งานแต่งมีแนวโน้มสูงขึ้น

Read More

09/04/2565

โอกาสอัญมณีและเครื่องประดับไทยในซาอุดีอาระเบีย


ซาอุดีอาระเบียเป็นตลาดสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในตะวันออกกลาง เนื่องจากมีประชากรมากถึง 35 ล้านคน และประชากรมีกำลังซื้อสูง จึงมีศักยภาพในการบริโภคสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจำนวนมาก แม้ว่าซาอุดีอาระเบียจะมีวัตถุดิบอัญมณีและทองคำ รวมถึงผลิตเครื่องประดับได้เองในประเทศ หากแต่ปริมาณที่ผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ ประกอบกับคนรุ่นใหม่หันมานิยมเครื่องประดับรูปแบบทันสมัยแนวตะวันตกมากขึ้น จึงต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาซาอุดีอาระเบียก็นำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับมากกว่าส่งออกกว่าเท่าตัว แต่นำเข้าจากไทยในสัดส่วนไม่ถึง 1% ดังนั้น การฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบียในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีของไทยในการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไปยังซาอุดีอาระเบียได้มากขึ้น อย่างไรก็ดี การผลิตอัญมณีและเครื่องประดับไปจำหน่ายในตลาดซาอุดิอาระเบียนั้น ก็มีข้อควรระวังที่ผู้ประกอบการไทยต้องให้ความสำคัญ คือ รูปแบบสินค้านั้นต้องไม่ขัดกับหลักศาสนาอิสลาม เช่น ต้องไม่มีสัญลักษณ์ที่เป็นรูปคน รูปสัตว์ ไม้กางเขนหรือรูปบูชาของศาสนาอื่นๆ ต้องมีใบรับรองมาตรฐาน CoC (Certificate of Conformity) ของสำนักงานมาตรฐานสินค้า SASO (Saudi Arabian Standard Organization) เป็นต้น ทั้งนี้ เครื่องประดับทองที่ส่งออกไปยังซาอุดีอาระเบียจะต้องมีค่าความบริสุทธิ์ของเนื้อทองตั้งแต่ 18 กะรัตขึ้นไป ส่วนเครื่องประดับเงินจะต้องมีปริมาณเนื้อเงินอย่างน้อย 92.5% และจะต้องตีตราประทับค่าบริสุทธิ์ให้ถูกต้อง อนึ่ง ประเทศซาอุดีอาระเบียมีประวัติการทำเหมืองทองมาเป็นเวลาหลายพันปี และมีแหล่งผลิตทองคำในประเทศหลายแห่ง ซึ่งในปี 2021 ซาอุดีอาระเบียผลิตทองคำได้ประมาณ 400,000 ออนซ์จากเหมือง 5 แห่งที่พัฒนาขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คาดว่ามีปริมาณทองคำใต้ดินอยู่ราว 323.7 ตัน และผลการศึกษาปริมาณสำรองแร่ฟอสเฟต ทองคำ ทองแดง ซิงค์ นิกเกิล และแร่หายากอื่นๆ ในประเทศ พบว่ามีมูลค่าประมาณ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐนอกจากนี้ ยังสามารถพบอัญมณีในพื้นที่ Harrat Al-Hurra ทางตอนใต้ของเมือง Sakaka ซึ่งอัญมณีที่พบ ได้แก่ มูนสโตน แซปไฟร์ เบริล แอมะซอไนต์ ควอตซ์ เพอริโด และการ์เน็ต อย่างไรก็ดี ปริมาณการผลิตทองคำและอัญมณีไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ จึงต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ

Read More

08/04/2565

ตลาดอัญมณีและเครื่องประดับของซาอุดิอาระเบีย


หลังรัฐบาลไทยและซาอุดิอารเบียกลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตสู่ภาวะปกติ หลังห่างเหินกันนานกว่า 32 ปี ตลาดการค้าซาอุดิอารเบียก็กลับมาอยู่ในโฟกัสของผู้ประกอบการไทยอีกครั้งโดยเฉพาะตลาดอัญมณีและเครื่อประดับ ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศผู้ผลิตเครื่องประดับรายใหญ่ในตะวันออกกลาง โดยมีผู้ผลิตเครื่องประดับทองหลายร้อยราย มีร้านจำหน่ายเครื่องประดับทองทั่วประเทศอยู่ราว 6,000 แห่ง มีแรงงานในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับประมาณ 30,000 คน เป็นหนึ่งในตลาดผู้บริโภคเครื่องประดับทองและเพชรรายใหญ่ของโลก เครื่องประดับทองที่จำหน่ายในซาอุดีอาระเบียส่วนใหญ่มีค่าความบริสุทธิ์ 18 และ 22 กะรัต โดยผู้ชายชาวซาอุดีอาระเบียมักจะให้เครื่องประดับทองเป็นสินสอดทองหมั้นแก่คู่หมั้น และยังคงเป็นของขวัญที่ผู้หญิงซาอุดีอาระเบียชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นของขวัญวันเกิด การฉลองการตั้งครรภ์ หรือวันครบรอบแต่งงานก็นิยมมอบทองคำให้กันจากข้อมูลของ World Gold Council พบว่า ในปี 2021 ซาอุดีอาระเบียมีความต้องการบริโภคเครื่องประดับทองเป็นอันดับสองในภูมิภาคตะวันออกกลางรองจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีส่วนแบ่งตลาดเครื่องประดับราว 35% ของตลาดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งในปีที่ผ่านมาชาวซาอุดีอาระเบียต้องการบริโภคเครื่องประดับทองราว 33.3 ตัน เพิ่มขึ้น 47% เมื่อเทียบกับปี 2020 บริษัทวิจัยตลาดได้ประมาณการว่าในปี 2022 ตลาดเครื่องประดับเพชรและทองของซาอุดีอาระเบียจะมีมูลค่าราว 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากข้อมูลของ Global Trade Atlas พบว่า ในปี 2021 ซาอุดีอาระเบียนำเข้าสินค้าด้วยมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งออก 3.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในจำนวนนี้เป็นอัญมณีและเครื่องมูลค่าราว 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกหลักเป็นทองคำและเครื่องประดับทอง โดยส่งออกไปยังสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และอินเดีย ตามลำดับ ส่วนไทยเป็นตลาดอันดับที่ 22 หรือมีมูลค่า 9,267 ดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกหลักมายังไทยเป็นเครื่องประดับทอง รองลงมาเป็นเครื่องประดับเทียม และพลอยเนื้ออ่อนเจียระไนส่วนการนำเข้านั้น ซาอุดีอาระเบียนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับด้วยมูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้านำเข้าหลักเป็นเครื่องประดับทอง ทองคำ และเครื่องประดับเทียม แหล่งนำเข้าหลักคือ สวิตเซอร์แลนด์ สหราช-อาณาจักร สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย ตามลำดับ ในขณะที่ไทยเป็นแหล่งนำเข้าในอันดับที่ 8 หรือมีมูลค่านำเข้า 20.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสินค้านำเข้าหลักจากไทยส่วนใหญ่ราว 90% เป็นเครื่องประดับทอง

Read More

08/04/2565

อะเมโซไนท์ ...หยกแห่งอะเมซอน


“อะเมโซไนท์” (Amazonite) เป็นนชื่อเรียกพลอยเนื้ออ่อนชนิดหนึ่งในตระกูลเฟลด์สปาร์ มีสีเขียวอมฟ้า เนื้อพลอยค่อนข้างทึบแสง มีความแข็งที่ระดับ 6.0 - 6.5 ตามโมห์สเกล และเนื่องจากมีสีโทนเขียวคล้ายกับสีของแม่น้ำและป่าอเมซอน จึงได้รับสมญานามว่า ‘หยกแห่งอะเมซอน’หรือ Amazon Jade อะเมโซไนท์ พบได้ที่ประเทศ อินเดีย บราซิล ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา รัสเซีย มาดากัสการ์ และแทนซาเนีย เป็นต้น ชาวไอยคุปต์เป็นชนชาติแรกๆ ที่นำอัญมณีชนิดนี้มาใช้ประโยชน์ในวงกว้างทั้งในชนชั้นกษัตริย์ และสามัญชน โดยมีการขุดพบข้าวของเครื่องใช้และสร้อยลูกปัดทำจากอะเมโซไนท์ในพีระมิดของฟาโรห์ตุตันคาเมน นอกจากนี้ พวกเขายังได้นำพลอยชนิดนี้มาแกะสลักเป็นรูปเคารพของเทพเจ้าต่างๆ ซึ่งเป็นที่นับถือ ทั้งยังถูกไปทำเป็นเครื่องรางและเครื่องประดับอีกด้วย จึงกล่าวได้ว่ามนุษย์รู้จักแร่ชนิดนี้มาหลายพันปีมาแล้ว ความเชื่อเกี่ยวกับอะเมโซไนท์นั้นมีหลายอย่าง เช่น เชื่อว่าสามารถบำบัดรักษาโรคต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็น โรคที่เกี่ยวกับกระดูกและฟัน ระบบประสาท ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ ทั้งยังมีฤทธิ์ช่วยสมานแผล อีกทั้งยังเป็นอัญมณีที่ช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยทางใจช่วยปรับสมดุลทางอารมณ์ ลดทอนความกลัวและความกังวลในจิตใจ เสริมพลังงานด้านบวกและเพิ่มความเชื่อมั่นในตนเองได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ในสมัยโบราณชาวบราซิลโดยเฉพาะบรรดานักรบต่างๆ นิยมนำอะเมโซไนท์มาตกแต่งอาวุธ เช่น ทำด้ามดาบและโล่เพราะเชื่อกันว่าจะช่วยเพิ่มความกล้าหาญ และป้องกันอันตรายในสนามรบได้ อีกทั้งยังนำพลอยชนิดนี้มาทำเป็นเครื่องรางเพื่อพกไว้ติดตัวไว้ด้วยปัจจุบันแบรด์เครื่องประดัชั้นนำของโลกนำอะเมโซไนท์มาเป็นส่วนประกอบของเครื่องประดับ และได้รับความนิยมไม่แพ้อัญมณีชนิดอื่นๆ เช่นสร้อยข้อมือทองชมพู แตกแต่งด้วยอะเมโซไนท์กำไลข้อมือทำจากทอง 18 กะรัต ตกแต่งด้วยอะเมโซไนท์ จากTiffany & Co.เป็นต้น

Read More

06/04/2565

ดิจิทัลเจน พลังขับเคลื่อนตลาดเครื่องประดับในอนาคต


ข้อมูลจาก Alioze แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ สัญชาติอังกฤษ ระบุว่าชาวมิลเลนเนียลและชาวเจน Z จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในตลาดสินค้าหรูอย่างเครื่องประดับในอนาคตข้างหน้านี้ ปัจจุบันชาวมิลเลนเนียลมีสัดส่วนใน ตลาดสินค้าหรู 35% และจะขยายตัวเป็น 45% ในปี 2025 ส่วนชาวเจน Z มีสัดส่วนราว 4% ในปัจจุบันและจะขยายตัวเป็น 40% ภายใน 15 ปีจากนี้ โดยในปี 2025 ชาวมิลเลนเนียลและเจน Z จะมีสัดส่วนถึง 55% ในตลาดสินค้าหรู ซึ่งจะเป็นกลุ่มหลักที่เข้ามาสร้างความเติบโตให้ตลาดทดแทนกลุ่มช่วงอายุมากกว่านี้ซึ่งมีกำลังซื้อสินค้าหรูลดลง อย่างไรก็ตาม ในการเลือกซื้อเครื่องประดับของคน 2 กลุ่มนี้ ก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง โดยชาวมิลเลนเนียล นิยมสินค้าที่มีคุณภาพ พิถีพิถัน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผลิตจากแหล่งที่มีจริยธรรม และใส่ใจสิ่งแวดล้อม ขณะที่ชาวเจน Z ชอบอ่านรีวิว เปรียบเทียบสินค้า สนใจสินค้าที่ราคาไม่แพงนัก แต่มีนวัตกรรมใหม่ๆ และกำลังเป็นที่นิยม รวมทั้งการนำเสนอที่ตรงจุด ไม่ยืดเยื้อ ทั้งนี้ จากการเติบโตของผู้บริโภคหลักทั้งสองกลุ่มนี้ ทำให้มีแบรนด์ชั้นนำในอุตสาหกรรมเริ่มจับตลาดกลุ่มนี้ชัดเจนมากขึ้น ตัวอย่างแบรนด์เครื่องประดับหรูที่เริ่มปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับตลาดทั้งสองกลุ่มนี้เช่น Pandora บริษัทเครื่องประดับยักษ์ใหญ่ สัญชาติเดนมาร์ก ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ 6-8% ต่อปี ได้ขยายฐานไปยังลูกค้ากลุ่มมิลเลนเนียลและเจน Z มากขึ้นโดยเน้นไปที่การใช้วัสดุรีไซเคิลเป็นหลักในการผลิต ซึ่งประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคทั้งสองกลุ่มหลักให้ความสำคัญ Cartier แบรนด์เครื่องประดับหรูหรา จากฝรั่งเศส ที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน (ก่อตั้งในปี 1847) เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่พลิกโฉมหน้าภาพลักษณ์เดิมๆ ด้วยการกล้าที่จะใช้กลยุทธ์การตลาด Digital First กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มชาวมิลเลนเนียลและเจน Z มากขึ้นโดยเฉพาะ ในประเทศจีนTiffany & Co อีกหนึ่งแบรนด์เครื่องประดับชั้นนำของโลก สัญชาติอเมริกันที่หันมาให้ความสำคัญกับตลาดคนวัยมิลเลนเนียลและ Gen Z ด้วยการขยายช่องทางสู่ออนไลน์ให้มากขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้เรื่องราวของแบรนด์ ทำให้กลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นเหล่านี้มีความคุ้นเคยกับแบรนด์เพิ่มขึ้นคงปฏิเสธไม่ได้ว่า อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไม่สามารถใช้แนวทางการค้าในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป นอกจากการค้าออนไลน์และเทคโนโลยีดิจิทัลที่พัฒนามาตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่แล้ว รูปแบบของสินค้ากระบวนการผลิต วัตถุดิบ การให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาและอัตลักษณ์ของแบรนด์ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

Read More

05/04/2565

UAE ถูกขึ้นบัญชีเฝ้าระวังประเทศที่มีความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน


สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือUAE ไม่เพียงเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกเท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมอื่นๆ เพื่อสร้างรายและลดการพึ่งพาน้ำมัน ทั้งการส่งเสริมการค้าการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษสำหรับชาวต่างชาติ การส่งเสริมให้นครดูไบ เป็นศูนย์กลางการค้าทองคำที่สำคัญของโลก ทำให้UAEกลายเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาค และด้วยกฎระเบียบการเปิดเสรีทางการค้านี้เองได้กลายเป็นช่องทางให้มีการใช้UAEเป็นแหล่งฟอกเงินและลักลอบค้าทองในต้นเดือนมีนาคม 2565 ที่ผ่านมาคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงินและการสนับสนุนด้านการเงินแก่การก่อการร้าย (Financial Action Task Force : FATF)ได้ประกาศบัญชีเฝ้าระวังประเทศที่มีความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน (Grey List) ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศแอลเบเนีย บาร์เบโดส บูร์กินาฟาโซ กัมพูชา หมู่เกาะเคย์แมน เฮติ จาเมกา จอร์แดน มาลี มอลตา โมร็อกโก เมียนมา นิการากัว ปากีสถาน ปานามา ฟิลิปปินส์ เซเนกัล ซูดานใต้ ซีเรีย ตุรกี ยูกันดา และเยเมน และประเทศที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่ในครั้งนี้ คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทั้งนี้ การที่มีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ปรากฏในรายชื่อดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการค้าในทันที แต่อาจเป็นอุปสรรคที่เพิ่มขึ้นในการทำธุรกิจโดยเฉพาะในดูไบที่เป็นแหล่งเขตปลอดภาษีราว 75% ของทั้งประเทศ ซึ่งดูไบไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว การค้าทองคำ แต่ยังเป็นศูนย์กลางการค้าเพชรก้อนที่สำคัญไม่แพ้ Antwerp ในเบลเยียมอีกด้วย นอกจากนี้ Jewelers Vigilance Committee (JVC) ในสหรัฐอเมริกา ได้ให้ความเห็นว่า ควรต้องมีความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นในประเด็นการฟอกเงิน ถ้ากิจการมีหุ้นส่วนทางธุรกิจที่ตั้งอยู่ในประเทศที่มีรายชื่อในบัญชีเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้นแผนกตรวจสอบของธนาคารจะต้องสอดส่องรายการทำธุรกรรมระหว่างบริษัทในสหรัฐอเมริกากับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อย่างเข้มงวดด้วยทั้งนี้ ในปี 2564 ไทยส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์คิดเป็นมูลค่า 192.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องประดับทอง เพชรเจียระไน และพลอยเนื้อแข็งเจียระไน ในสัดส่วน 59.05%, 33.74% และ 2.42% ตามลำดับ

Read More

04/04/2565

ธนาคารกลางทั่วโลกสำรองทองคำรวมกันสูงสุดในรอบ 3 ทศวรรษ


มีรายงานว่าธนาคารกลางทั่วโลกมียอดซื้อทองคำสุทธิติดต่อกันนานถึง 12 ปี (2553-2564) โดยในปี 2564 มีปริมาณการซื้ออยู่ที่ 463 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 82 เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่มียอดซื้อสุทธิต่ำสุดในรอบทศวรรษที่ 255 ตัน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกมีทองคำสำรองรวมกันเกือบ 35,600 ตัน สูงสุดในรอบเกือบ 30 ปีมีธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่15 แห่ง ซื้อทองคำเพิ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้ว และนับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษที่มีการซื้อทองคำจำนวนมากจากธนาคารกลางในตลาดพัฒนาแล้ว โดยในไตรมาส 2 ของปีที่แล้ว ธนาคารกลางสิงคโปร์ได้ซื้อทองคำเพิ่มกว่า 26 ตัน เป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบอย่างน้อย 21 ปี ตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูล ส่งผลให้สิงคโปร์มีทองคำสำรองเพิ่มขึ้นเป็น 154 ตัน หรือเป็นสัดส่วนร้อยละ 2 ของทุนสำรองทั้งหมดในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซื้อทองคำมากที่สุดราว 90 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 59 เมื่อเทียบกับปี 2563 ส่งผลให้ ธปท. ถือครองทองคำอยู่ที่ 244 ตัน คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 6 ของทุนสำรองทั้งหมด และกลายเป็นธนาคารกลางที่มีปริมาณการถือครองทองคำสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รองลงมาเป็นธนาคารกลางอินเดียที่ซื้อทองคำในปีที่แล้ว 77 ตัน มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งซื้อทองคำ 200 ตัน จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และอันดับ 3 คือ ธนาคารกลางฮังการีที่ซื้อทองคำ 63 ตันในปีที่แล้ว เพิ่มปริมาณทองคำสำรอง 3 เท่าจากเดิม รายงานยังระบุด้วยว่า ราคาทองคำเฉลี่ยในปี 2564 เคลื่อนไหวอยู่ที่ 1,799 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สูงกว่าราคาเฉลี่ยในปี 2563 ราว ๆ ร้อยละ 2 และยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับนี้ ด้านการผลิตทองคำในปีที่แล้ว อยู่ที่ 4,666.1 ตัน ลดลงร้อยละ 1 จากปีก่อนหน้า และเป็นการลดลงต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน ถือเป็นครั้งแรกที่การผลิตทองคำลดลงติดกันในรอบกว่าทศวรรษ โดยการผลิตจากเหมืองทองคำมีปริมาณอยู่ที่ 3,561 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 แต่ยังเป็นระดับที่ต่ำกว่าปี 2562 เล็กน้อย เช่นเดียวกับการขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงของผู้ผลิต ที่อยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2557 และปริมาณการรีไซเคิลทองคำอยู่ที่ 1,150 ตัน ลดลงร้อยละ 11สำหรับการซื้อทองคำในปี 2564 ของไทยมีปริมาสูงสุดเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาค รองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม อีกทั้งยังเป็นประเทศที่ปริมาณการซื้อทองคำต่อหัวสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสิงคโปร์ และยังสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างกลุ่มประเทศยุโรป อังกฤษ และฝรั่งเศส แต่ส่วนใหญ่เป็นความต้องการซื้อของผู้ลงทุนรายย่อยในตลาดทองรูปพรรณ

Read More

03/04/2565

ETF ฉุดทองคำเพื่อการลงทุนลดลง ขณะที่ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพิ่มขึ้น


World Gold Council : WGC รายานตัวเลขการลงทุนทองคำเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งแบ่งเป็นทองคำแท่งและเหรียญทองคำ กับกองทุนรวม (ETF)ที่อิงกับทองคำ ลดลงร้อยละ 43 อยู่ที่ 1,007 ตัน ในส่วนความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำ เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 แตะระดับสูงสุดในรอบ 8 ปีที่ 1,180 ตัน ซึ่งความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว อยู่ที่ 318 ตัน มากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 4 ของปี นับตั้งแต่ปี 2559 ปัจจัยหลักที่ทำให้ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพิ่มขึ้นมาจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และเยอรมนี ที่ความต้องการส่วนนี้เพิ่มขึ้นมาก สำหรับการถือครอง ETF ที่อิงกับทองคำ ลดลง 173 ตัน ในปี 2564 ซึ่งแตกต่างจากในปี 2563 ที่อยู่ที่ 874 ตัน เนื่องจากนักลงทุนปรับสัดส่วนการลงทุนตามสภาวะของตลาด บางรายได้ลดการป้องกันความเสี่ยงในช่วงต้นปี เมื่อประชาชนทั่วไปเริ่มได้รับวัคซีนป้องกันโควิด ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้การถือครองทองคำมีราคาแพงขึ้น แต่การไหลออกของทองคำมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับทองคำปริมาณถึง 2,200 ตัน ที่กองทุน ETF ได้สะสมไว้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สภาทองคำโลกยังจัดทำรายงานแนวโน้มทองคำปี 2565 แยกออกมา โดยประเมินว่า ในปีนี้ทองคำอาจเผชิญกับความเคลื่อนไหวที่คล้ายกับเมื่อปีที่แล้ว แต่จะเผชิญกับแนวโน้มที่ธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกคุมเข้มนโยบายการเงินด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และเงินเฟ้อทั่วโลกที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งถือเป็น 2 ปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อทิศทางทองคำ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯหรือเฟด ส่งสัญญาณที่จะใช้มาตรการเข้มงวดขึ้น โดยจากประมาณการการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (dot plot) คาดว่าน่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมถึงการลดวงเงินซื้อสินทรัพย์ภายใต้โครงการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี)แม้ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบต่อราคาทองคำ แต่ประสบการณ์จากอดีตสะท้อนว่า ผลกระทบมีจำกัด และไม่ใช่ว่าธนาคารกลางทุกแห่งจะพร้อมใจกันขึ้นดอกเบี้ย เพราะต้องการประคองการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต่อไปก่อน เมื่อประกอบกับสถานการณ์เงินเฟ้อในระดับสูง ทำให้ยังมีความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

Read More

03/04/2565

ความต้องการทองคำทั่วโลกพุ่ง แตะระดับสูสุดในรอบ 2 ปี


สภาทองคำโลก (World Gold Council) รายงานสถานการณ์ทองคำในปี2564 ที่ผ่านมาว่าความต้องการทองคำทั่วโลก ไม่นับรวมการซื้อขายแบบ over-the-counter (OTC) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 4,021 ตัน โดยได้แรงหนุนจากความต้องการในไตรมาส 4 ที่เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 50 สู่ระดับสูงสุดในรอบ 10 ไตรมาส หรือ 2 ปีครึ่ง ความต้องการทองคำฟื้นตัวขึ้นมากหลังได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในปี 2563 ทั้งความต้องการทองคำที่เป็นเครื่องประดับ และทองคำสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ที่ฟื้นตัวตลอดทั้งปีตามการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น ขณะที่ธนาคารกลางซื้อทองคำในปีที่แล้วมากกว่าปี 2563 รวมทั้งมีความต้องการลงทุนท่ามกลางปัจจัยต่าง ๆ เช่น อัตราเงินเฟ้อสูงแข่งกับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ในส่วนของทองคำที่ใช้ในภาคเทคโนโลยีเมื่อปี 2564 ก็เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 อยู่ที่ 330 ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี แม้ความต้องการด้านเทคโนโลยียังน้อยกว่าภาคส่วนอื่น ๆ แต่ทองคำถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายประเภท อยู่ที่ 272 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากปี 2563 ส่วนความต้องการทองคำที่ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็ฟื้นตัวเช่นกัน อยู่ที่ 47 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 ยกเว้นความต้องการด้านทันตกรรมที่ยังลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยลดลงร้อยละ 4 อยู่ที่ 11 ตัน สำหรับความต้องการเครื่องประดับทองคำในปี 2564 อยู่ที่ 2,123.6 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 52 นับเป็นการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งนับตั้งแต่ปี 2562 โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่ความต้องการอยู่ที่ 713 ตัน ถือเป็นความต้องการที่แข็งแกร่งสุดรายไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2556 ซึ่งอินเดียเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในไตรมาสที่ 4 แต่ความต้องการเครื่องประดับในตลาดทั่วโลกแข็งแกร่งขึ้นเมื่อเทียบปีต่อปี จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และมาตรการจำกัดพื้นที่ หรือล็อกดาวน์ เพื่อควบคุมโควิด-19 ที่เข้มงวดลดลง

Read More

01/04/2565

วิกฤติปริมาณทองคำสำรองของเวเนซุเอลา


รายงานการเงินของธนาคารกลางเวเนซุเอลาระบุว่าปริมาณทองคำแท่งสำรองของประเทศลดลงแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 50 ปี ซึ่งทองคำนี้เป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองระหว่างประเทศสำหรับบริหารจัดการการเงินของชาติท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจและปัญหาสังคมที่ยืดเยื้อมานานหลายปี โดยมูลค่าของทองคำสำรองดังกล่าวนี้นับถึงเดือนธันวาคมปีที่แล้วอยู่ที่4,560 ล้านดอลลาร์ ลดลง 493 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี2563ในรายงานยังระบุว่า เมื่อปีที่แล้วธนาคารกลางเวเนซุเอลาซื้อทองคำมาสำรองไว้ 79 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่ลดลง 7 ตันจากปี 2563 (86 ตัน) และประเมินว่าราคาเฉลี่ยของทองคำสำรองในปี2564 อยุ่ที่ 1,799 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2563 ที่อยู่ที่ 1,833 ดอลลาร์ต่อออนซ์ธนาคารกลางเวเนซุเอลาเคยถือครองทองคำมากกว่า 300 ตันมานานหลายทศวรรษ แต่ก็เกิดจุดเปลี่ยนขึ้นเมื่อเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่าปี 2558-2560 รัฐบาลจึงเริ่มใช้ทองคำเป็นหลักประกันกู้เงินกับธนาคารของต่างประเทศขณะที่การผลิตน้ำมันลดลง รวมไปถึงการคว่ำบาตรของสหรัฐที่ขัดขวางการส่งออกน้ำมันดิบทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร หันมาใช้ทองคำเป็นแหล่งเงินทุน ขณะที่เมื่อเดือนมีนาคมปีก่อนฝ่ายค้านได้กล่าวหารัฐบาลว่าส่งทองคำให้กับประเทศมาลีโดยเครื่องบินของรัสเซียแล้วนำไปขายต่อในสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์เพื่อแลกกับเงินยูโยและเงินดอลลาร์สหรัฐที่ผ่านมามีการกล่าวหาว่ารัฐบาลของมาดูโรมาโดยตลอดว่านำทองคำสำรองออกขายมาตั้งแต่เกิดวิกฤติการเมืองในเวเนซุเอลา โดยในปี2562 รัฐบาลของนายมาดูโรได้ขอถอนทองคำมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์จากธนาคารแห่งอังกฤษ (บีโออี) แต่ถูกปฏิเสธและมีรายงานข่าวว่าเวเนซุเอลาขายทองคำจำนวน 15 ตันจากแบงก์ชาติให้กับสหรัฐอารับเอมิเรสต์เพื่อแลกกับเงินยูโร เช่นเดียวกับการถอนทองคำรวม 29 ตันจากธนาคารกลางในกรุงการากัส ให้กับสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ในปีเดียวกันแลกกับเงินสกุลยูโรเพื่อนำไปเพิ่มสภาพคล่องและซื้อสินค้าพื้นฐานย้อนกลับไปเมื่อปี 2561 เวเนซุเอลาก็เคยขายทองคำมูลค่า 900 ล้านดอลลาร์ให้กับตุรกีมาแล้ว การนำทองคำออกมาขายนี้เป็นผลมาจากการผลิตน้ำมันตกต่ำ เศรษฐกิจล่มสลาย โดนสหรัฐคว่ำบาตรอย่างหนักส่งผลกระทบต่อรายได้ของประเทศ ในขณะที่การขอกู้ระหว่างประเทศเป็นไปได้ยาก

Read More

14/03/2565

ศก.ไทยส่งสัญญาณฟื้นตัว หลังตัวเลขความต้องการทองคำพุ่งในปี’64


สภาทองคำโลก (WCG) เปิดเผยตัวเลขความต้องการทองคำทั่วโลกในปี 25664 เพิ่มขึ้น รวมถึงประเทศไทยที่คัวเลขความต้องการทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะในไตรมาสที่4 ที่เพิ่มขึ้นถึง 44% สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังเผชิญวิกฤติโควิดยานานสองปีความต้องการทองคำในประเทศไทยปี 2564 ที่ผ่านมาแนวโน้มความต้องการทองคำของผู้บริโภคแตะระดับ 12 ตัน ในไตรมาสที่ 4 หรือเพิ่มขึ้น 44% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า รวมถึงความต้องการเครื่องประดับทองรายปีของประเทศไทยอยู่ที่ 8 ตัน เพิ่มขึ้น 38% จาก 6 ตัน ในปี 2563 และความต้องการใช้เครื่องประดับเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกันในการเติบโตแบบปีต่อปีเรียกได้ว่าเป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดตั้งแต่เกิดการระบาดโควิด-19 และสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยได้ฟื้นตัวจากผลกระทบของโควิดอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญยังเพิ่มขึ้นแตะ 29 ตัน เทียบกับปี 2563 ที่มีการขายสุทธิที่ 87 ตันนอกจากนี้สภาทองคำโลก ยังรายงานความต้องการทองคำทั่วโลกในปี 2564 ว่าฟื้นตัวขึ้นนับตั้งแต่เกิดสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 มาอยู่ที่ 4,021 ตัน โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ความต้องการทองคำทั่วโลกเพิ่มขึ้นเเตะ 1,147 ตัน เพิ่มขึ้นเกือบ 50% เมื่อเทียบรายปีขณะที่ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้น 31% สู่ระดับสูงสุดในรอบ 8 ปีที่ 1,180 ตัน เนื่องมาจากนักลงทุนรายย่อยมองหาสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยท่ามกลางสภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการระบาดของโควิด-19

Read More

14/03/2565

พระศรีรัตนเจดีย์


ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว มีพระเจดีย์สีทองเหลืองอร่ามตั้งตระหง่านอยู่ในภายวัด พระเจดีย์นั้นมีชื่อว่า ‘พระศรีรัตนเจดีย์’ สร้างขึ้นตามพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อปี พ.ศ. 2398 โดยได้จำลองแบบมาจากเจดีย์ 3 องค์ของวัดพระศรีสรรเพชญ์ เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ทรงนำมาจากลังกา สถาปัตยกรรมของพระศรีรัตนเจดีย์นั้น องค์พระเจดีย์เป็นทรงกลมแบบลังกา มีลักษณะเหมือนระฆังคว่ำ มีความสูงประมาณ 40 เมตร เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนประดับกระเบื้องโมเสกสีทองทั้งองค์ ภายในกลวง ประกอบด้วยฐานเขียง มีมาลัยเถา 3 ชั้น สลับด้วยฐานบัวคว่ำบัวหงาย รองรับระฆัง เหนือขึ้นไปเป็นบัลลังก์สี่เหลี่ยมมีเสาหานรองรับปล้องไฉนซึ่งทำเป็นบัวลูกแก้วจากใหญ่ขึ้นไปหาเล็กซ้อนกันจำนวน 20 ชั้น จากนั้นเป็นปลีและยอดเม็ดน้ำค้าง มีซุ้มประตูทางเข้า 4 ทิศ ภายนอกปิดด้วยกระเบื้องโมเสกสีทองทั้งหมด ภายในบุด้วยหินอ่อน ลักษณะของทางเข้าเป็นรูปโค้งแหลม เหนือซุ้มเป็นลายปูนปั้นรูปช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้ง ตอนบนของซุ้มตั้งพระเจดีย์องค์เล็กลักษณะเดียวกับพระศรีรัตนเจดีย์บนฐานสี่เหลี่ยม มีมุข 4 ด้านทำเป็นหน้าบันประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้ง บานประตูเป็นประตูหูช้างทำด้วยไม้ปิดทองประดับกระจกลงยา เป็นลายช่อดอกไม้สีเขียวแก่แดงเข้มและเงิน เหนือประตูเป็นช่องลมระบายอากาศกรุลวดตาข่าย กรอบประตูตอนบนจำหลักเป็นรูปพญานาค 2 ตัวหางชนกันตรงกลางห้อยเศียรลงด้านข้างภายในองค์เจดีย์เป็นห้องโถงกลม ผนังโบกปูนทาสีขาวสอบไปตามความสูงของพระเจดีย์ ตรงกลางห้อยฉัตรสีขาวตรงกับพระเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ผนังตอนล่างประดับหินอ่อนสีเทา สูงจากพื้นประมาณ 60 เซนติเมตร พื้นปูหินอ่อนสีเทารูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสลายทแยงมุม ตรงกลางห้องเป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์องค์เล็กซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีลักษณะเหมือนกับพระศรีรัตนเจดีย์ทุกประการ ยกเว้นแต่เป็นเจดีย์ลงรักสีดำทั้งองค์ ตั้งอยู่บนฐานก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น ฐานล่างเป็นรูปแปดเหลี่ยม มีมุข 4 มุข ฐานบนเป็นฐานบัวหงายวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2325 เป็นวัดที่อยู่ในพระบรมมหาราชวังเช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ในพระราชวังหลวงในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต เป็นสถานที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลของพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ และไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ มีแต่ส่วนพุทธาวาส ไม่มีส่วนสังฆาวาส ประกอบด้วยกลุ่มอาคาร 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มพระอุโบสถ กลุ่มอาคารประกอบ และกลุ่มฐานไพที โดยพระศรีรัตนเจดีย์ที่จะกล่าวถึงอยู่ในกลุ่มนี้ ที่มานุกรมเสรี / silpa-mag

Read More

11/03/2565

"ประตูกะอ์บะฮ์ " ฝีมือช่างไทยในซาอุฯ


เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ มีคณะราชวงศ์ของประเทศซาอุดีอาระเบีย เยือนประเทศไทย มีเจ้าชายอามีร มายิด ผู้ว่าการนครมักกะฮ์เป็นหัวหน้าคณะ ติดต่อไม้มะค่าโมงจากประเทศไทยเพื่อเอาไปทำประตูกะอ์บะห์พร้อมหาช่างไม้และช่างทองฝีมือดีของไทยไปร่วมสร้างประตูนี้ด้วย หลังการประสานงานจากผู้เกี่ยวข้องในที่สุดก็ได้ไม้มะค่าโมงซึ่งมีอายุถึง ๒๐๐ ปี มีความหนา ๓ นิ้ว กว้าง ๑.๖ เมตร ยาวกว่า ๒ เมตร จำนวน ๘ แผ่น ซึ่งไม้นี้เป็นไม้ที่ได้มาจากต้นไม้เพียงต้นเดียวกันใช้เวลาเลื่อยและอบที่ประเทศไทยนาน ๓ เดือน และได้ช่างไม้ 3 คนชื่ออีซา กาสุรงค์ ,ฮุเซ็น และอิ่ม และสุไลมาน ซันหวัง ส่วนช่างทอง ได้แก่ อาลี มูลทรัพย์,ฮุไซนี อารีพงษ์ และคุณกอเซ็ม ชนะชัยการทำประตูกะอ์บะฮ์นั้นมีปัญหาเกี่ยวกับความร้อนสูงและความชื่นภายในกะบะห์อาจทำให้ไม้นั้นยืดและหดตัวได้ จึงต้องใช้วิธีตัดซอยไม้จากแผ่นใหญ่ออกให้เป็นส่วนที่เล็กลง เพื่อทำการเข้าลิ่ม เหมือนกับบ้านไทยโบราณโดยใช้กาว และตะปูเป็นตัวเชื่อม เพื่อให้รองรับการยืดหดตัวของไม้ส่วนในเรื่องของทองนั้นช่างทอง ต้องหลอมและรีดให้เป็นแผ่น ขนาด ๑ คูณ ๓ เมตร แล้วเขียนแบบตัวอักษรอาหรับแล้วจึงตอกเป็นตัวนูน ซึ่งผู้ที่เขียนภาษาก็คือ เช็คอับดุลรอฮีม อามีน ใช้เวลาในการเขียนนาน ๒ ปีกว่าเนื่องจากป่วยต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นระยะสำหรับขั้นตอนในการติดตั้งประตูกะอ์บะฮ์นั้น ผู้ที่คอยดูแลในขณะที่ติดตั้งเป็นประจำคือ เช็คตอฮา อัชชัยบี ผู้ถือกุญแจประตูกะอ์บะฮ์ในขณะนั้น ต้องใช้อุปกรณ์ติดตั้ง เช่น นั่งร้าน ตอนติดตั้งก็ต้องให้ทีมงานช่างไทยไปติดตั้งภายในกะอ์บะฮ์ก็มีประตูอีกบานหนึ่ง เป็นประตูสำหรับช่องที่มีมันไดขึ้นไปยังหลังคากะอ์บะฮ์ โดยจะขึ้นไปเวลาเปลี่ยนผ้าคลุมกะอ์บะฮ์ ใช้เวลาติดตั้งเป็นสัปดาห์ "ประตูกะอ์บะฮ์ ฝีมือช่างไทย"นี้ตั้งอยู่ใจกลางมัสยิดฮะรอม ในนครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย กะอ์บะฮ์เป็นจุดหมายในการหันหน้าไป ของมุสลิมทั่วโลกในเวลาละหมาด และเป็นสถานที่ฏอวาฟ (เวียนรอบ) ในการประกอบพิธีแสวงบุญ คือ อุมเราะฮ์ และฮัจญ์ กะอ์บะฮ์ เป็นคำภาษาอาหรับ แปลว่า ลูกบาศก์ เป็นอาคารที่ถูกสร้างขึ้นด้วยหินธรรมชาติ ตัวอาคารเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมมีความกว้างยาวด้านละประมาณ ๔๐ ฟุต และสูงประมาณ ๕๐ ฟุต ผนังทั้งสี่ไม่มีหน้าต่าง มีแต่เพียงประตูด้านเดียว ข้างในว่างเปล่า ตรงมุมด้านหนึ่งของตัวอาคารเป็นที่ตั้งของหินดำ แต่เนื่องจากผ้าคลุมกะอ์บะฮ์นี้มีสีดำ จึงทำให้คนเข้าใจว่าหินดำคือตัวกะอ์บะฮ์ แต่ความจริงแล้วหินดำคือพลอยสีดำที่ติดตั้งอยู่ที่มุมกะอ์บะฮ์ จึงทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่ากะอ์บะฮ์คือหินดำศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวมุสลิมเคารพบูชา ซึ่งความจริงแล้ว กะอ์บะฮ์เป็นเพียงจุดศูนย์รวมและจุดศูนย์กลางในการประกอบศาสนกิจของมุสลิมทั่วโลกเท่านั้นข้อมูลจาก อาจารย์เอาลา มูลทรัพย์

Read More

11/03/2565

Eileen Gu…Golden Girl In Beijing 2022


ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว หรือ Beijing 2022 Eileen Gu ไม่มีใครโดดเด่นไปกว่านักสกีสาววัย 18 ปี ลูกครึ่งอเมริกัน-จีน ที่สามารถคว้าเหรียญทองจากการแข่งขันฟรีสกีบิ๊กแอร์ได้เป็นผลสำเร็จ นอกจากความสามารถด้านสกี หน้าตาน่ารักสดใสแล้วเธอยังเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์หรูชื่อดังมากกว่า 20 แบรนด์ การขึ้นสแตนด์รับเหรียญทองของเธอจึงเป็นที่จับจ้องของแฟนกีฬาทั้งโลกEileen Gu ไม่เพียงเป็นตัวแทนนักกีฬาวัยเยาว์ที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางออนไลน์ด้านแฟชั่นและเครื่องประดับ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มวัยหนุ่มสาวอย่างมิลเลนเนียลและเจน Z การคว้าเหรียญทองของเธอในครั้งนี้นอกจากเป็นชัยชนะด้านกีฬาแล้ว ยังเป็นชัยชนะของแบรนด์ Tiffany & Co. ในการทำตลาดจีนได้เพิ่มขึ้นอีกด้วยทั้งนี้เพราะภายหลังจากการคว้าเหรียญทอง แฮชแท็ก “Gu Ailing won the Gold medal”ถูกรีวิวมากกว่า 300 ล้านวิว ผ่านสื่อออนไลน์อย่าง Weibo ทำให้แหวนและกำไล Tiffany & Co. ที่เธอใส่ระหว่างพิธีมอบรางวัลได้กลายเป็นแฟชั่นสุดฮิตทันที ก่อนหน้านี้ Eileen Gu สามารถคว้าแชมป์สกีระดับโลกมาแล้วหลายรายการนับตั้งแต่เธออายุเพียง 15 ปี และนอกจากแบรนด์Tiffany & Co. แล้วเธอยังเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับอีกหลายแบรนด์ไม่ว่าจะเป็น Cadillac, Chanel, Estée Lauder, และLouis Vuitton อนึ่งในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว หรือ Beijing 2022 นี้เจ้าภาพจีนได้นำรูปแบบของอัญมณีและเครื่องประดับหยกในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (202 ปีก่อนคริสตศักราช-ค.ศ. 9) มาใช้ในการออกแบบเหรียญรางวัลครั้งนี้ โดยตัวเหรียญมีสัญลักษณ์ 5 ห่วงโอลิมปิกอยู่กึ่งกลาง และมีวงล้อมรอบเป็นชั้นๆ ซึ่งทำเป็นลวดลายก้อนเมฆ หิมะ และน้ำแข็ง โดยเหรียญนี้มีชื่อว่า Tong Xin หรือหมายถึง การรวมกันเป็นหนึ่ง

Read More

09/03/2565

ภาพรวมการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยในปี’64


ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) สรุปตัวเลขการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดัของไทยตลอดปี2564 ว่า สินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุดในรอบปีคือ ทองคำที่ยัง มิได้ขึ้นรูปหรือทองคำกึ่งสำเร็จรูปด้วยสัดส่วนร้อยละ 38.68 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยรวม สินค้าส่งออกในอันดับ 2 คือเครื่องประดับแท้ ทั้งเครื่องประดับเงิน เครื่องประดับทอง และเครื่องประดับแพลทินัมในสัดส่วน ร้อยละ 33.62 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.73 รองลงมาคือเพชร พลอยสี และเครื่องประดับเทียมตามลำดับ ทั้งนี้มูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยใน รอบ 12 เดือนของปี2564 ปรับตัวลดลงร้อยละ 44.79 แต่หาก พิจารณาถึงมูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย เมื่อไม่รวมการส่งออกทองคำ พบว่า เติบโตได้ร้อยละ 26.94 และหากพิจารณาถึงมูลค่าส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทย เมื่อหักออกด้วยมูลค่าการส่งออกทองคำฯ และมูลค่าสินค้าส่งกลับจากต่างประเทศ พบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณี และเครื่องประดับสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.26 มูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงของ ไทย (ไม่รวมทองคำ) ในรอบปี 2564 ที่เติบโตได้นั้น เนื่องจาก การฟื้นตัวกลับมาของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจ ที่สำคัญซึ่งเป็นคู่ค้ากับไทย ส่วนใหญ่สามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เป็นปกติจากการดำเนินนโยบายทั้งการเงินและการคลังของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการใช้มาตรการทางสาธารณสุขที่นำมาใช้ ควบคู่กับการเร่งกระจายวัคซีนทำให้ครอบคลุมทั่วถึงประชากร ส่วนใหญ่จึงสามารถลดอัตราการเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิตลง ได้อย่างมีนัยยะ อีกทั้งภาคการผลิตและการบริโภคทั่วโลก สามารถขยายตัวได้ มีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยบวกที่ส่งเสริมให้การบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย รวมทั้งอัญมณีและเครื่องประดับให้เติบโตได้ดีนับตั้งแต่มีนาคม 2564 เป็นต้นมา โดยสินค้าที่มีความโดดเด่นของไทย คือ เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับทอง เครื่องประดับแพลทินัม เครื่องประดับเทียม รวมทั้งเพชรเจียระไน พลอยเนื้อแข็งและ เนื้ออ่อนเจียระไน

Read More

08/03/2565

ตะวันออกกลาง...รสนิยมเครื่องประดับที่เปลี่ยนไป


ที่ผ่านมาผู้บริโภคในภูมิภาคอาหรับมักนิยมอัญมณีและเครื่องประดับทอง แต่ปัจจุบันความต้องการอัญมณีและเครื่องประดับเพชรและพลอยสีกำลังเพิ่มสูงขึ้น ด้วยผู้บริโภคหันกลับมาให้ความสนใจกับความสดใส สีสัน และความรื่นเริงหลังจากผ่านบรรยากาศที่ซบเซาในช่วงการระบาดของโควิด-19 ผู้ค้าอัญมณีระบุว่า รสนิยมของผู้บริโภคในภูมิภาคอ่าวอาหนรับ(GCC) นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยผู้บริโภครุ่นใหม่หันมาสนใจอัญมณีและเครื่องประดับขนาดเล็กที่ดูทันสมัยกันมากขึ้น เพราะอ่าวอาหรับมีประชากรอายุน้อยเป็นจำนวนมาก ประชากรราวร้อยละ 65 มีอายุต่ำกว่า 25 ปี หญิงสาวชาวอ่าวอาหรับเริ่มสนใจอัญมณีและเครื่องประดับขนาดเล็กที่ดูประณีตและทันสมัย พวกเธอหลีกเลี่ยงงานออกแบบขนาดใหญ่เทอะทะ สร้อยคอยาว และอัญมณีและเครื่องประดับน้ำหนักมาก แล้วหันมาสนใจอัญมณีและเครื่องประดับตามเทรนด์ใหม่ๆ แทน ผู้บริหารของ DGJG บริษัทผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับขนาดใหญ่ระบุว่าแม้รสนิยมดังกล่าวจะทำให้น้ำหนักอัญมณีและเครื่องประดับที่ขายได้นั้นลดลง แต่ผู้ขายก็ได้รับการชดเชยในแง่ปริมาณที่มากขึ้น เพราะผู้บริโภคซื้ออัญมณีและเครื่องประดับชิ้นเล็กลงแต่ก็ซื้อบ่อยขึ้นเพื่อให้ทันเทรนด์แฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การออกคอลเล็คชันใหม่ปีละ4-5ครั้งเพื่อสนองความต้องการสินค้าใหม่ๆ ในตลาด ช่วยให้ขายอัญมณีเครื่องประดับได้มากขึ้น และการขายก็ง่ายขึ้น นอกจากตลาดในภูมิภาคอ่าวแล้วแอฟริกาเป็นตลาดอีกแห่งหนึ่งที่มีศักยภาพสำหรับกิจการอัญมณีและเครื่องประดับ ประเทศอย่างเช่นไนจีเรียและเซเนกัลซึ่งเป็นผู้ส่งทองคำมายังดูไบเพื่อผลิตเป็นอัญมณีและเครื่องประดับแล้วส่งออกไปยังตลาดในแอฟริกา ก็ต้องการอัญมณีและเครื่องประดับที่แวววาว และมีสีสัน เช่นกัน

Read More

07/03/2565

ดูไบ ศูนย์กลางธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับหลังวิกฤติโควิด-19


หลังวิกฤติโควิด-19 ผู้ปะกอบการอัญมณีและเครื่องประดับเริ่มสำรวจเทคโนโลยี แนวคิด และมองหาตลาดใหม่ๆ เพื่อนำธุรกิจของตนให้ก้าวขึ้นไปอีกระดับ และตะวันออกกลางก็เป็นภูมิภาคที่มักได้รับการกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะท่ดูไบ เมืองดูไบในสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (UAE) เปรียบเสมือนโอเอซิสอันรุ่งโรจน์ที่มีทั้งความทันสมัย ความสร้างสรรค์ และนวัตกรรม กิจกรรมการตลาดของสินค้าเครื่องประดับและอัญมณี มีศูนย์กลางอยู่ที่นี่ โดย DMCC หรือ Dubai Multi Commodities Centre หน่วยงานที่ดูแลทางด้านการค้า วิสาหกิจ และสินค้าโภคภัณฑ์ของรัฐบาลดูไบ เขื่อว่าดูไบพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญ เพราะเชื่อมโยงประชากรโลกร้อยละ 60 ผ่านเส้นทางบิน สามารถสร้างการเติบโตในธุรกิจทองคำ อัญมณี เพชร และเครื่องประดับได้ QYResearch Group รายงานผลการศึกษาไว้ในเดือนมิถุนายน 2021 ว่าตลาดอัญมณีและเครื่องประดับทอง ทองคำแท่ง และโลหะเงินในสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์มีมูลค่า 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020 และคาดว่าน่าจะใกล้แตะระดับ 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปลายปี 2030 โดยมีอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) อยู่ที่ร้อยละ 3.66 ในช่วงปี 2021 ถึง 2030 นอกจากนี้ สภาทองคำโลก: World Gold Council (WGC) ยังได้ระบุว่าตะวันออกกลางเป็นหนึ่งในตลาดที่ผลักดันการเติบโตของอัญมณีและเครื่องประดับทองในช่วงไตรมาสที่สามของปี 2021 ร่วมกับจีนและอินเดีย WGC ระบุว่า“ตลาดทุกแห่งในตะวันออกกลางมีการเติบโตในไตรมาสที่สามจากช่วงเดียวกันของปี 2020 เนื่องจากราคาทองต่ำลงและค่อนข้างมีเสถียรภาพในขณะที่มาตรการควบคุมโควิด-19 เริ่มผ่อนคลายลง” ความต้องการเครื่องประดับทองในสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์เติบโตขึ้นร้อยละ 116 เป็น 8.2 ตันในช่วงไตรมาสที่สามของปี 2021 จากเดิมที่ 3.8 ตันในไตรมาสที่สามของปี 2020 สภาทองคำโลกยังบอกว่าว่าการมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอินเดียนั้นได้ช่วยกระตุ้นความต้องการเครื่องประดับทองเติบโตขึ้น.ปริมาณการบริโภคอัญมณีและเครื่องประดับรายปีของดูไบอยู่ในช่วงระหว่าง 200 ถึง 220 ตัน ตามข้อมูลจากองค์กรผู้ค้าส่งและค้าปลีกอัญมณีและเครื่องประดับรายใหญ่ที่สุดในดูไบที่มีสมาชิกเป็นบริษัทราว 600 แห่งให้ความเห็นว่าการผลิตเครื่องประดับทองภายในประเทศเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 60 ถึง 70 ตัน ในขณะที่ดูไบยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางหลักสำหรับการจัดส่งอัญมณีและเครื่องประดับไปยังประเทศอื่นๆ ในกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) อันได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ บาห์เรน โอมาน และคูเวต ประเทศอื่นๆ ภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกาตอนเหนือ กลาง และใต้ เอเชียกลาง ยุโรปตอนใต้และรัสเซียอีกด้วย

Read More

06/03/2565

ลงทุนอัญมณีชนิดไหนดี มีมูลค่าสูง


เพชร ทับทิม แซปไฟร์ และมรกต ได้ชื่อว่าเป็น Big4 แห่งอัญมณี ซึ่งมีประวัติการค้ามาหลายพันปี และยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเพื่อสะสมเป็นมรดกตกทอด เป็นของขวัญ ของแต่งงาน และลงทุนเพื่อการเก็งกำไรในระยะยาว และในยามที่ตลาดค้าอัญมณีโลกชะลอตัวลงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่แนวโน้มตลาดอัญมณี Big 4 ก็ยังคงสดใสอยู่Future Market Insights คาดว่ายอดขายอัญมณี Big 4 ในตลาดโลกระหว่างปี 2021 – 2031 จะเติบโตเฉลี่ย 5.7% ต่อปี และเมื่อเปรียบเทียบราคาของอัญมณีทั้ง 4 ชนิดจะพบว่ามีทิศทางไปในทางบวก และน่าสนในสำหรับนักลงทุนเพชร อัญมณีเพชรแท้มีปริมาณน้อยและหายาก จึงทำให้มีราคาสูง จากข้อมูลของ DG Diamant Gems ระบุว่า เพชรคุณภาพสูงขนาด 1 กะรัต หรือ 0.2 กรัม จะมีมูลค่าเทียบเท่าทองคำแท่ง 1 กิโลกรัม และแนะนำว่าควรลงทุนอัญมณีเพชรขนาด 1 กะรัตขึ้นไป ทรงกลม (Round Brilliant Cut) สี D ถึง F และความสะอาด IF ถึง VVS2 6 จากสถิติราคาอัญมณีเพชร พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 1960 จนถึงปี 2019 ราคาอัญมณีเพชรต่อกะรัตเติบโตเฉลี่ย 14% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ7 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอัญมณีเพชรขนาด 3 กะรัต ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงถึง 123% นอกจากนี้ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา อัญมณีเพชรสีหายากยิ่งให้ผลตอบแทนสูง โดยเฉพาะอัญมณีเพชรสีชมพูมีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า 200% เลยทีเดียวทับทิม ทับทิมคุณภาพสูงไม่ปรับปรุงคุณภาพเป็นที่นิยมลงทุนมากที่สุด โดยเฉพาะอัญมณีทับทิมสีแดงเลือดนกของเมียนมา เป็นพลอยสีที่หายากมากและมีมูลค่าสูงที่สุด จากข้อมูลราคาของ Gemworld10 สำหรับทับทิมเมียนมา คุณภาพดีที่สุดไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพขนาด 2 กะรัต ในปี 2016 ราคาอยู่ที่ 36,000 ดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2021 ราคาขึ้นมาอยู่ที่ 47,500 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2016 เกือบ 32% ซึ่งทับทิมที่มีคุณภาพดีที่สุดมีมูลค่าสูงสุดได้ถึงกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อกะรัต11 ส่วนทับทิมคุณภาพดีจากแหล่งอื่น เช่น มาดากัสการ์ โมซัมบิก และแทนซาเนีย ก็มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาราคาทับทิมปรับเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าแซปไฟร์แซปไฟร์ที่ได้รับความนิยมมากคือ แซปไฟร์สีน้ำเงิน โดยแซปไฟร์แคชเมียร์หรืออินเดีย ถือว่าเป็นอัญมณีหายากและมีค่ามากที่สุดเพราะไม่มีการขุดค้นแร่ใหม่มานานกว่าศตวรรษแล้ว รองลงมาคือแซปไฟร์จากเมียนมา ศรีลังกาหรือซีลอน และมาดากัสการ์ รวมถึงแซปไฟร์แฟนซี สีเหลือง ชมพู และพัดพารัดชาก็เป็นที่นิยมมากขึ้น ปกติแซปไฟร์คุณภาพดีขนาด 2 – 3 กะรัตจะมีราคาราว 1,600 – 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อกะรัต จากข้อมูลราคาของ Gemworld สำหรับอัญมณีแซปไฟร์เมียนมาคุณภาพดีที่สุดไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพขนาด 2 กะรัต ในปี 2016 มีราคาราว 8,480 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2021 มีราคาอยู่ที่ 8,750 ดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 3.18% จากปี 2016 ทั้งนี้ แซปไฟร์คุณภาพสูงอาจมีราคาได้สูงกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อกะรัต มรกต มรกตขนาดใหญ่ที่ไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพซึ่งหาได้ยากมากเป็นที่ต้องการอย่างสูงในหมู่นักลงทุน โดยอัญมณีมรกตจากโคลอมเบียจะมีราคาแพงที่สุดในโลก เพราะมีสีเขียวสดค่อนข้างใส ถือเป็นสีที่สวยเป็นที่นิยมมากที่สุดในโลก รองลงมาคือมรกตบราซิล และแซมเบียปัจจุบันอัญมณีมรกตธรรมชาติมีราคาตั้งแต่ 200 ดอลลาร์สหรัฐไปจนถึง 18,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อกะรัต ขึ้นอยู่กับคุณภาพและแหล่งกำเนิดของพลอยนั้น จากข้อมูลราคาของ Gemworld มรกตคุณภาพดีขนาดต่ำกว่า 8 กะรัตในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เมื่อพิจารณามรกตขนาด 8 กะรัตในปี 2021 ราคาอยู่ที่ 9,500 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6% จากปี 2016 ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 8,750 ดอลลาร์สหรัฐจะเห็นว่าเพชรและพลอยสีทั้ง 3 ชนิดมีราคาสูงมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน และมีแนวโน้มมูลค่าจะเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคต เพราะผลิตได้น้อยลง แต่มีความต้องการในตลาดสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพลอยสีคุณภาพสูงไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพ

Read More

05/03/2565

ทิศทางการค้าอัญมณี ในปี 2022


จากข้อมูลของ PR Newswire ในเครือ Cision ผู้ให้บริการเผยแพร่ข่าวสาร ระบุว่าในปี 2020 การค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลกจะมีมูลค่าราว 366,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มเป็น 451,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 3.5% อย่างไรก็ตาม แม้ว่าธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับจะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่การดำรงธุรกิจให้ยังคงอยู่ในตลาดได้อย่างยั่งยืนจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมของผู้ซื้อในตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงในตลาดอัญมณีและเครื่องประดับประกอบด้วย หนึ่ง การซื้อสินค้าออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อมีการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับต่างหันมาให้ความสำคัญกับตลาดออนไลน์มากขึ้น เพราะผู้ซื้อเกือบทั้งหมดหันมาซื้อสินค้าออนไลน์ ส่งผลให้ช่องทางอีคอมเมิร์ซเติบโตสูงขึ้น จาากรายงานของ Bain & Company ระบุว่า ในปี 2020 ยอดขายปลีกเพชรออนไลน์เพิ่มขึ้น 20% หรือจากรายงานของ Mastercard ระบุว่าในช่วงครึ่งแรกปี 2021 ตลาดสหรัฐฯ มียอดซื้อเครื่องประดับออนไลน์พุ่งสูงถึง 75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งนี้ การค้าอีคอมเมิร์ซและการโต้ตอบลูกค้าออนไลน์ กลายเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับเพิ่มมากขึ้นสอง การค้นหาข้อมูลก่อนการตัดสินใจซื้อ ปัจจุบันผู้ซื้อมักต้องการความรู้เกี่ยวกับสินค้าที่จะซื้อ โดยเฉพาะอัญมณีราคาแพง จึงมักค้นหาข้อมูลทางออนไลน์ก่อนการตัดสินใจซื้อ ฉะนั้นการสื่อสารข้อมูลให้กับลูกค้าจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยช่องทางที่นิยม ได้แก่ Instagram Facebook หรือ YouTube ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์กระแสหลักที่นิยมใช้งานทั่วโลกสาม การเติบโตของการบริโภคอย่างมีจริยธรรมและยั่งยืน ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับที่มีจริยธรรมและยั่งยืน นับเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้ออัญมณีหรือเครื่องประดับของผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น ได้มีการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคจำนวน 8,400 รายในสหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี และแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็น 7 ตลาดผู้บริโภคเพชรหลักของโลก พบว่า ผู้บริโภคราว 60% พิจารณาปัจจัยความยั่งยืนก่อนการตัดสินใจซื้อ และอีกกว่า 80% ได้รับอิทธิพลจากคนรอบข้างที่เลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม อีกทั้งยังพบว่า เครื่องประดับแท้ เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคซื้อบ่อยเป็นอันดับที่ 3 รองจากอาหารและเสื้อผ้า โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านความยั่งยืนเป็นหลัก สำหรับเครื่องประดับเพชร การพิจารณาความยั่งยืนถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้บริโภคในทุกตลาด ดังนั้น ความต้องการบริโภคสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับอย่างมีจริยธรรมและยั่งยืนจึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจะกลายเป็นกระแสหลักให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในอนาคตต้องปรับตัวในการสร้างสรรค์ชิ้นงานที่สวยงาม ด้วยการใช้วัตถุดิบซึ่งมีแหล่งที่มาโปร่งใสและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

Read More

04/03/2565

อัญมณีและเครื่องประดับมือสอง..โอกาสทางการตลาดในยุโควิด


ตลาดสินค้ามือสองโดยเฉพาะสินค้าหรูอย่างเครื่องประดับและอัญมณีมีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยเฉพาะในประเทศจีนซึ่งเป็นขนาดตลาดใหญ่ โดยมี 4 เหตุผลที่ผู้ซื้อใช้ประกอบในการตัดสินใจซื้ออัญมณีและเครื่องประดับมือสองคือ หนึ่ง มูลค่าของอัญมณีและเครื่องประดับ เพราะนอกเหนือจากความต้องการและรูปแบบที่มีอยู่ในใจของผู้ซื้อแล้ว ราคาสินค้าก็มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อด้วยเช่นกัน สอง ความเก่า/ความหายาก/ความชอบส่วนบุคคล การซื้ออัญมณีและเครื่องประดับมือสอง นอกจากความเก่า ความหายากเฉพาะตัวแล้ว การตัดสินใจซื้อยังขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล ความรู้สึกพิเศษหรือความไม่เหมือนใครด้วย สาม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นมาก การเลือกซื้ออัญมณีและเครื่องประดับมือสองก็เป็นเหตุผลหนึ่งในการลดการทำลายสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการที่ผู้ขายให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมก็สามารถเพิ่มความน่าสนใจให้กับอัญมณีและเครื่องประดับมือสองได้ในอีกทางหนึ่ง สี่ คุณภาพของอัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องประดับมักเป็นสิ่งของที่ถูกส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง นั่นหมายความว่า การส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นก็จะมีการส่งต่อคุณภาพของอัญมณีและเครื่องประดับร่วมอยู่ด้วย อีกทั้งการส่งต่ออัญมณีและเครื่องประดับสู่มือผู้ขาย ก็จะทำให้มีการคัดกรองคุณภาพเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่าผู้ที่เลือกซื้ออัญมณีและเครื่องประดับมือสองจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่ดีกว่าไปโดยปริยาย หากประมวลเหตุผลในด้านต่างๆ รวมไปถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบันเข้าด้วยกันแล้ว ตลาดอัญมณีและเครื่องประดับมือสองจึงเป็นอีกตลาดหนึ่งที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างชัดเจน และมีความยั่งยืนในอนาคตอีกด้วย

Read More

13/02/2565

นานเท่าไหร่แล้วที่มนุษย์ใช้ประโยชน์จากทองคำ


ทองคำเป็นแร่ธาตุที่ไม่เปลี่ยนแปลงสี แตกต่างจากแร่ชนิดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น เหล็ก ตะกั่ว เงิน และทองแดง ความมั่นคงและมูลค่าที่ไม่เคยตกของทองคำ ทำให้ความต้องการทองคำเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา และนักวิทยาศาสตร์ก็ได้เรียนรู้ว่า ไม่มีกรดชนิดใดสามารถทำลายทองได้ มนุษย์ จึงเรียนรู้ที่จะนำทองคำมาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตนอกเหนือจากการทำเครื่องประดับ และมีวิวัฒนาการเรื่อยมานับพันปี นับจากก่อนคริสตศักราช 700 ปี ชาว Etruscan ที่เคยตั้งรกรากอยู่ทางตอนกลางของประเทศอิตาลีปัจจุบัน เริ่มรู้จักการใช้ทองคำมาทำทันตกรรม ในค.ศ. 1803 ช่างโลหะชาวอิตาลีชื่อ Luigi Brugnatelli ได้ลองใช้ทองคำเคลือบเหรียญเงินเป็นครั้งแรกในปี 1848 ได้เกิดเหตุการณ์ตื่นทองในรัฐ California ของประเทศสหรัฐอเมริกา มีการขุดพบแร่ทองคำจำนวนมาก ในปี 1887 นักเคมี McArthur Forest ได้ใช้สารประกอบ cyanide ในการสกัดทองคำออกจากแร่ดิบได้เป็นครั้งแรก ปี 1957 Jack Kilby ได้นำลวดทองคำมาใช้ในวงจรรวม (integrated circuit , IC) เป็นครั้งแรก สิ่งประดิษฐ์นี้ทำให้ Kilby ได้รับรางวัลโนเบลฟิสิกส์ประจำปี 2000ในปี 1985-87 Masatake Haruta นักเคมีชาวญี่ปุ่น กับ Graham Hutchings นักเคมีชาวอังกฤษ ได้พบว่าละอองนาโนทองคำ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (catalyst) เคมีที่ดีในปี 1996 Chad Mirkin และ Paul Alivisatos สองนักเคมีชาวอเมริกันได้พบวิธีพัฒนาละอองนาโนทองคำ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์และวินิจฉัยโรคต่าง ๆ รวมถึงใช้ในการปฏิรูปเซลล์ไฟฟ้า และสร้างวัสดุ LED (Light Emitting Diode)ในปี 2000 บริษัท Boston Scientific ของอเมริกาได้พัฒนาวงลวดเทียม (stent) ที่เคลือบด้วยทองคำ เพื่อใช้ในการผ่าตัดหัวใจ เพราะทองคำไม่เป็นพิษต่อเนื้อเยื่อของร่างกาย เป็นต้นทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการนำทองคำมาใช้ประโบชน์ของมนุษยชาติ

Read More

13/02/2565

ล้างมือในอ่างทองคำ และสำนวนทองคำจากทั่วโลก


ล้างมือในอ่างทองคำ เป็นสำนวนจีน อุปมา หมายถึงการ วางมือ เลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวบุญคุณความแค้นต่างๆ ในยุทธภพ ปัจจุบันยังหมายถึง “ วางมือจาก กิจการ หรือ อำนาจ ” ใช้กับ ผู้มีอำนาจ ผู้มีบทบาท ผู้มีอิทธิพล สำนวนนี้ เดิมทีหมายถึง การวางมือจากกิจการอาชีพที่ไม่ดี เลิกทำในสิ่งที่ไม่ดี แต่ปัจจุบัน ยังใช้ในความหมาย “วางมือจากกิจการหรืออาชีพที่ทำมานาน” เช่น ประธานบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง ประกาศวางมือจากการบริหารธุรกิจของบริษัททั้งหมด ให้รุ่นลูกรุ่นหลานหรือผู้อื่นบริหารแทน เป็นต้นนอกจากในสำนวนจีนแล้ว ทองคำยังเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนวนของคนทั่วโลก เช่นชาวกรีก บอกว่า ทองคำสามารถพิสูจน์นิสัยคนได้ฉันใด ไฟก็สามารถพิสูจน์คนไดฉันนั้นไม่มีป้อมปราการใดในโลก ที่ลาบรรทุกทองคำจะเดินผ่านไปไม่ได้ชาวเยอรมัน บอกว่า ทองคำคือกุญแจที่สามารถไขได้ทุกประตูชาวอังกฤษ บอกว่า ไม่มีฝุ่นละอองใด ที่ทำให้หูและตาคนมั่วได้ยิ่งกว่าทองคำ ชาวฝรั่งเศส บอกว่า สิ่งที่น่าเกลียด ถ้าถูกเคลือบด้วยทองคำก็จะกลายเป็นสิ่งสวยงามในทันทีทองคำคือเลือดที่หล่อเลี้ยงรัฐต่าง ๆของประเทศชาวลิทัวเนีย บอกว่า ทองคำเปล่งประกายแสงได้ดี แม้จะตกอยู่ในโคลนตมก็ตามชาวนอร์เวย์ บอกว่า ในบ้านทองคำของเศรษฐี วันเวลาจะล่วงไปอย่างยืดยาดชาวเช็ค บอกว่า ม้ากินข้าวโอ๊ต วีรบุรุษดื่มเบียร์ ศักดินาประดับประดาตัวเองด้วยทองคำ ส่วนของไทยก็มีสำนวนไทยที่เกี่ยวข้องกับทองหลายคำเช่น ทองแผ่นเดียวกัน อย่าเอาทองไปลู่กระเบื้อง เสียทองเท่าหัว ไม่ยอมเสียผัวให้ใคร เป็นต้น

Read More

Loading...
More