บทความทั่วไป

27/11/2562

ทำการตลาดอย่างไรกับคนGen Y ในอาเซียน


บริษัทสำรวจและวิจัยได้ประเมินประชากรอาเซียนของอาเซียนในปี 2020 คาดว่าจะมีจำนวนประชากร 680 ล้านคน มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากจีนและอินเดีย โดยประชากรในสัดส่วนราวร้อยละ 40 นั้นเป็นคนในกลุ่ม Gen Y อัตราการบริโภคของอาเซียนจะขยายตัวสูงขึ้นจากหลายปัจจัยโดยเฉพาะรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น จนผลักดันให้ประชากรในอาเซียนราว 60 ล้านคนยกระดับเข้าสู่การเป็นผู้บริโภคที่มีกำลังจับจ่ายใช้สอยในระดับกลางค่อนไปทางสูง และมีความต้องการสินค้าฟุ่มเฟือยซึ่งรวมถึงอัญมณีและเครื่องประดับเพิ่มขึ้น พฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่น Gen Y ในอาเซียนแปรเปลี่ยนไปจากเดิมที่คนส่วนใหญ่มีค่านิยมซื้อทองรูปพรรณหรือเครื่องประดับทองโทนสีเหลืองเพื่อสวมใส่ในชีวิตประจำวัน มาเป็นเพียงการซื้อเพื่อสวมใส่ในงานแต่งงานหรือประเพณีสำคัญต่างๆ และเป็นการออมสะสมความมั่งคั่งเสียมากกว่า คนรุ่น Gen Y มักมองว่าการสวมใส่เครื่องประดับทองเริ่มไม่เข้ากับการแต่งกายและการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งนอกจากความกังวลเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแล้ว ยังได้รับอิทธิพลจากเทรนด์แฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กลุ่มคน Gen Y ในตลาดอาเซียนทั้งชายและหญิงจึงค่อนข้างใส่ใจกับการแต่งตัวให้ดูดี มีสไตล์เป็นของตนเอง สนใจเครื่องประดับที่มิกซ์แอนด์แมตช์เข้ากับเสื้อผ้า และมักตามติดกระแสเทรนด์แฟชั่นอยู่เสมอ คนรุ่นนี้นิยมเครื่องประดับที่ทำด้วยโลหะโทนสีขาวกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับทองขาว เครื่องประดับเงิน ทั้งที่ตกแต่งหรือไม่ตกแต่งด้วยอัญมณี เครื่องประดับเงินลงยาประเภทชาร์มหรือตกแต่งลูกปัดแก้วมูราโนหลากสี ไปจนถึงเครื่องประดับแฟชั่น เน้นดีไซน์และคุณภาพของสินค้ามากกว่าราคา นำไปสู่การยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้สินค้าที่ตอบโจทย์กับความต้องการของตนเอง ดังนั้นกลยุทธ์ทางการตลาดที่จะชนะใจลูกค้าชาว Gen Y ก็คือการคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าและตอบสนองความต้องการให้ตรงจุด ด้วยการสร้างจุดขายให้แก่สินค้า ด้วยการออกแบบสร้างสรรค์ดีไซน์เครื่องประดับที่มีความแปลกและแตกต่างมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร หรือบอกเล่าเรื่องราวของชิ้นงานเครื่องประดับที่มีความพิเศษเป็นเอกลักษณ์ มีความหายากและความงามตามธรรมชาติของอัญมณีแต่ละเม็ด หรือสอดแทรกเรื่องราวความเชื่อทางวัฒนธรรมที่มีความคล้ายคลึงกันในประเทศอาเซียน รวมถึงชิ้นงานเครื่องประดับนั้นสามารถปรับแต่งให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ เช่น เครื่องประดับที่ลูกค้าสามารถออกแบบได้เองหรือออกแบบร่วมกับดีไซน์เนอร์ทั้งนี้ แคมเปญทางการตลาดที่คนกลุ่มนี้ชื่นชอบก็คือ การจัดโปรโมชั่น การให้ส่วนลดหรือสิทธิพิเศษต่างๆ ซึ่งแบรนด์ต้องพูดหรือแสดงให้ชัดเจนว่าจะให้โปรโมชั่น หรือสิทธิพิเศษกับคนกลุ่มนี้อย่างไรโดยไม่อ้อมค้อม เพราะคนกลุ่มนี้มีเวลาน้อย การสื่อสารทุกอย่างจึงต้องรวดเร็ว รวมถึงการออกสินค้าคอลเลกชันใหม่ๆ ตามเทศกาลสำคัญต่างๆ หรือตามเทรนด์กระแสแฟชั่นในช่วงเวลานั้นนอกจากนั้นการนำเสนอบริการหลังการขายเช่น บริการทำความสะอาดหรือซ่อมแซมเครื่องประดับสำหรับลูกค้าเดิม ก็ยังช่วยสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้า เป็นกลยุทธ์หลักที่ช่วยให้ลูกค้าเกิดความไว้วางใจ เชื่อมั่นและจูงใจให้กลับมาซื้อซ้ำ รวมถึงการบอกต่อไปยังกลุ่มเพื่อนหรือคน อื่นๆ ให้ลองมาใช้บริการหรือซื้อสินค้า ส่วนกลุ่มลูกค้าใหม่ควรเน้นไปที่การให้ข้อมูลหรือคำแนะนำถึงคุณภาพสินค้า การเลือกซื้อหรือตรวจสอบอัญมณี และการบริการหลังการขาย โดยเลือกใช้ช่องทางการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียไปยังคนกลุ่มนี้ จะช่วยให้แบรนด์ได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็วและเป็นที่รู้จักในวงกว้างได้มากขึ้น

Read More

27/11/2562

พระบรมราชินีพระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี


พระชนกทอง ณ บางช้าง เป็นพระราชชนกในสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี พระบรมราชินีพระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี เดิมชื่อทอง เกิดที่บ้านบางช้าง ตำบลอัมพวา อำเภอเมืองสมุทรสงคราม ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชา เป็นบุตรของท่านตาเจ้าพรกับท่านยายเจ้าชี ท่านทองได้สืบทอดมรดกของบิดามารดาเป็นคหบดีและเป็นเศรษฐีแห่งบ้านบางช้าง ได้สมรสกับนางสั้นมีโอรส-ธิดาด้วยกัน 11 พระองค์หนึ่งในนั้นคือนาค ซึ่งต่อมาคือสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ระบรมราชินีพระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรีสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี มีพระนามเดิมว่า นาค เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2280 ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งอาณาจักรอยุธยา เป็นพระธิดาของพระชนกทอง ณ บางช้าง และสมเด็จพระรูปศิริโสภาคย์มหานาคนารี(สั้น)เป็นอรรคชายาเดิม ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และเป็นสมเด็จพระพันปีหลวงในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีบันทึกว่าเมื่อครั้งที่พระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงศรีอยุธยา โปรดให้มหาดเล็กสืบเสาะหาสตรีรูปงามไปถวาย มหาดเล็กคนสนิทกราบทูลว่า มีสตรีรูปงามในแขวงบางช้างนางหนึ่งเป็นบุตรของนายทอง เศรษฐีบางช้าง จึงโปรดให้เจ้าเมืองราชบุรีไปสู่ขอต่อบิดา-มารดา ด้วยสมัยนั้นเมืองสมุทรสงครามเป็นหัวเมืองตรีขึ้นต่อเมืองราชบุรี ส่วนเมืองราชบุรีเป็นหัวเมืองชั้นโท นายทองและภรรยา ได้บ่ายเบี่ยงว่าขอถามความสมัครใจของธิดาก่อน ด้วยธิดาของนายทองไม่สมัครใจเป็นนางสนมในวัง นายทองสงสารธิดาจึงนำความไปปรึกษาพระแม่กลองบุรี(เสม) เจ้าเมืองแม่กลองซึ่งเป็นญาติ จากนั้นทั้งสองคนจึงนำความเข้าหารือกับหลวงพินิจอักษร (ทองดี) เสมียนตรากรมมหาดไทย หลวงพินิจอักษรก็ได้เกิดปัญญาว่านายทองด้วงบุตรชายได้บวชเรียน แล้วยังไม่มีคู่ครอง หากได้ธิดาเศรษฐีทองมาเป็นภรรยาก็นับว่าเหมาะสมกันยิ่ง เพราะเป็นหญิงอุดมด้วยทรัพย์สมบัติและรูปสมบัติ ฝ่ายชายแลก็รูปงามมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด รับราชการในวังนับว่าเหมาะสมกันดียิ่งนัก ทั้งยังเป็นเกราะป้องกันมิให้ธิดาตกเป็นสนมในวัง เมื่อคิดอุบายได้ทั้งสองฝ่าย จึงเห็นดีด้วย หลวงพินิจอักษร (ทองดี)จึงได้ทำฎีกากราบทูลว่าธิดาท่านเศรษฐีบางช้างตนได้สู่ ขอให้นายทองด้วงบุตรชายแล้วขอพระราชทานให้แก่บุตรชายของตนเสียเถิด พระเจ้าแผ่นดินได้ทราบเพียงกิตติศัพท์ความงามของนางนาก แต่ยังมิเคยได้ทอดพระเนตรรูปร่างหน้าตา จึงมิได้อาลัยและพระราชทานอนุญาตให้วิวาห์ได้ตามความประสงค์ ธิดาท่านเศรษฐีทองจึงได้สมรสกับนายทองด้วงทหารมหาดเล็ก ซึ่งต่อมาได้ตำแหน่งหลวงอร่ามฤทธิ์ หลวงยกบัตรราชบุรี และเมืองสมุทรสงคราม รับราชการในกรุงธนบุรีได้เลื่อนเป็นพระราชวรินทร์ เจ้ากรมพระตำรวจซ้าย พระยาอภัยรณฤทธิ์ พระยายมราช เจ้าพระยาจักรี สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเมื่อหมดบุญสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ปราบดาภิเษกเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ธิดาของนายทองจึงได้เป็นอัครมเหสีของพระมหากษัตริย์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นายทองได้พิราลัยในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อ นาค ธิดาของท่านได้รับการสถาปนาเป็น "สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี"นางสั้นมารดาจึงได้รับการสถาปนาเป็น "สมเด็จพระรูปศิริโสภาคย์มหานาคนารี" ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานนามสกุล และได้พระราชทานนามสกุล ณ บางช้าง แก่ผู้สืบเชื้อสายจากท่าน

Read More

27/11/2562

เรือพระที่นั่ง ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก


ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 ธันวาคม 2562นี้ จะมีการริ้วขบวนเรือตามโบราณราชประเพณีโดยมีเรือพระราชพิธี 52 ลำ ในจำนวนนี้เป็นเรือพระที่นั่งที่มีความสำคัญยิ่ง 4 ลำคือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์โขนเรือแกะสลักเป็นรูปหงส์ มีพู่ห้อยที่ตรงปลายพู่เป็นแก้วผลึก ลำตัวเรือทอดยาวคือส่วนตัวหงส์ จำหลักไม้ลงรักปิดทอง ภายนอกทาสีดำ ท้องเรือทาสีแดง ตอนกลางลำเรือมีที่ประทับเรียก ราชบัลลังก์กัญญา สำหรับพระเจ้าอยู่หัวหรือพระราชวงศ์ชั้นสูง เรือมีความยาว 46.15 เมตร กว้าง 3.17 เมตร ลึกจนถึงท้องเรือ 94 เซนติเมตร กินน้ำลึก 41 เซนติเมตร น้ำหนัก 15 ตัน ใช้กำลังพลประกอบด้วย ฝีพาย 50 คน จัดเป็นเรื่องพระที่นั่งที่มีความสำคัญและสง่างามที่สุดในขบวนเรือพระราชพิธี นอกจากนี้องค์การเรือโลกแห่งสหราชอาณาจักร(The World Ship Trust Maritime Heritage) ยังมอบรางวัลมรดกทางทะเลขององค์กรเรือโลก แก่เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ โดยคณะกรรมการขององค์การเรือโลกแห่งสหราชอาณาจักรได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเหรียญรางวัลมรดกทางทะเลโลกประจําปีพ.ศ.2535ด้วย เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง มีโขนเรือเป็นรูปพญานาค 7 เศียร ลงรักปิดทองประดับกระจก กลางลำเรือเป็นบุษบกประดิษฐานพระพุทธรูปหรือผ้าพระกฐิน สร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 3 และสร้างขึ้นอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 6 มีความยาว 44.85 เมตร ใช้ฝีพาย 54 คน ในภาษาสันฤกต คำว่า อนนฺตะ หมายถึง ไม่สิ้นสุดหรือความเป็นนิรันดร นาคะ หมายถึง นาคหรืองู ส่วนคำว่า ราชะ แปลว่า เจ้านายหรือพระราชา ดังนั้นอนันตะ จึงหมายถึง ราชาแห่งนาคหรืองูทั้งหลายเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์หัวเรือลงรักปิดทองลายรดน้ำเป็นรูปนาคตัวเล็กจำนวนมาก ภายนอกทาสีชมพู ท้องเรือภายในทาสีแดง เรือมีความยาว 45.67 เมตร ใช้ฝีพาย 61 คน กลางลำเรือมีราชบัลลังก์กัญญา ใช้เป็นที่ประทับเปลื้องเครื่อง หรือเปลื้องพระชฎามหากฐินของพระเจ้าอยู่หัว ก่อนเสด็จขึ้นหรือลงเรือพระที่นั่งอีกลำ สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 สร้างขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก พ.ศ.2539 โดยกองทัพเรือร่วมกับกรมศิลปากร และเนื่องจากชื่อเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณมีมาแล้วตั้งแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ 3 จึงเติมคำว่า “รัชกาลที่ 9” เพื่อแสดงว่าเรือลำนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 9 ขบวนพยุหยาตราชลมารคในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เริ่มเป็นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2394 เพื่อให้ราษฎรได้ชื่นชมพระบารมีกษัตริย์พระองค์ใหม่ และจะได้เป็นพระเกียรติยศไปภายหน้าพระราชพิธีครั้งนั้นไม่เพียงจะยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ยังเป็นการเริ่มต้นธรรมเนียมปฏิบัติในรัชกาลต่อ ๆ มาด้วยโดยการจัดขบวนพยุหยาตราชลมารคในครั้งนั้น มีเรือในขบวนถึง 269 ลำ มีเรือนอกขบวนที่เข้าร่วมด้วยกว่า 50 ลำ และมีจำนวนฝีพายทั้งหมดกว่า 10,000 คน โดยเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยทางชลมารครอบพระนคร เริ่มจากท่าราชวรดิษฐ์ เข้าคลองรอบพระนครไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร จากนั้นจึงเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดอรุณราชวราราม แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับยังพระบรมมหาราชวัง การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกห่างหายไปนานกว่าร้อยปีเพราะในสมัยรัชกาลที่ 8 ไม่ได้จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขณะที่ในสมัยรัชกาลที่ 9 นั้น ไม่มีการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราชลมารคในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แม้ว่าจะมีขบวนพยุหยาตราชลมารคหลายครั้งก็ตามด้วยเหตุนี้ ระยะห่างจากการจัดพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งสุดท้ายในสมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2469 จึงห่างจากพระราชพิธีในในวันที่ 12 ธันวาคม 2562 ในสมัยรัชกาลที่10 ถึง 93 ปีเลยทีเดียว

Read More

27/11/2562

ไม้เท้ายอดครุฑ


ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออก เพื่อทรงรับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิส ประมุขแห่งนครรัฐวาติกัน เสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งที่คนไทยได้เห็น. “ไม้เท้ายอดครุฑ”ที่สมุหราชมณเฑียร หรือรองเลขาธิการพระราชวัง ฝ่ายที่ประทับ ถือนำเสด็จสมเด็จพระสันตปะปาเข้าเฝ้า “ไม้เท้ายอดครุฑ” เป็นไม้กลมยาวทำด้วยไม้มะเกลือสีดำ ที่หัวไม้เป็นรูปครุฑทำด้วยโลหะสีทอง ไม่มีชื่อเรียกเฉพาะใช้เป็นไม้ถือประจำตำแหน่งของสมุหราชมณเฑียรหรือสมุหพระราชพิธี ตำแหน่งนี้เข้าใจว่าเริ่มมีมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โดยได้แบบอย่างมาจากราชสำนักอังกฤษ นอกจากการนำออกมารับเสด็จบุคคลสำคัญแล้ว “ไม้เท้ายอดครุฑ” ยังนำมาใช้เมื่อมีเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการถวายอักษรสาส์นตราตั้ง โดบมุหราชมณเฑียร หรือรองเลขาธิการพระราชวัง ฝ่ายที่ประทับ จะปฏิบัติหน้าที่ถือไม้เท้ายอดครุฑ นำอกอัครราชทูตเข้าเฝ้าฯ เสมอ สำหรับพิธีการนำเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายอักษรสาร์นตราตั้งนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กำหนดวันให้เอกอัครราชทูตเข้าเฝ้าถวายพระราชสาสน์แล้ว คณะทูตจะต้องมารอที่กระทรวงการต่างประเทศ สำนักพระราชวังจะจัดขบวนรถพระประเทียบไปรับมายังพระบรมมหาราชวัง โดยมีอธิบดีกรมพิธีการทูตและเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศมาร่วมในขบวนด้วย เมื่อเข้ามาถึงพระบรมมหาราชวังแล้วขบวนรถของคณะทูตจะจอดเทียบชาลาอัฒจันทร์พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทด้านตะวันออก สมุหพระราชมณเฑียรยืนถือไม้เท้ายอดครุฑรอรับอยู่พร้อมด้วยกรมวังผู้ใหญ่และราชองครักษ์ จากนั้นสมุหพระราชมณเฑียรจะนำเอกอัครราชทูตและคณะไปพักที่ห้องมุขกระสันด้านทิศตะวันออก ในขณะเดียวกันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งมายังพระบรมมหาราชวังเข้าทางประตูศักดิ์ไชยสิทธิ์ และผ่านประตูราชสำราญเข้าเขตพระราชฐานชั้นใน แล้วเทียบรถพระที่นั่งที่ชาลาอัฒจันทร์พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทด้านตะวันออก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินขึ้นบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทและทรงประทับพัก ณ ห้องเฉลียงท้องพระโรงหลังพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินสู่ท้องพระโรงกลาง ประทับยืนหน้าพระแท่นบัลลังก์นพปฎลมหาเศวตฉัตรภายในท้องพระโรงกลางมีข้าราชการยืนเฝ้ารับเสด็จอยู่ดังนี้คือ ๑.สมุหราชองครักษ์ ๒.ราชเลขาธิการ ๓.เลขาธิการสำนักพระราชวัง ๔.ราชองครักษ์ ๕.หัวหน้ากองวัง ๖.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินสู่ท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ประทับยืนหน้าพระแท่นบัลลังก์นพปฎลมหาเศวตฉัตรแล้ว มหาดเล็กเวรแย้มพระทวารเพื่อให้สมุหราชองครักษ์เดินออกไปบอกคณะทูตว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพร้อมแล้ว สมุหพระราชมณเฑียรจะจัดแถวคณะทูต แล้วเดินนำออกจากมุขกระสันด้านตะวันออก ไปตามทางเข้าสู่ท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท สมุหพระราชมณเฑียรหยุดหน้าพระทวาร และให้สัญญาณต่อมหาดเล็กหลวงหับเผยพระทวาร โดยใช้ไม้เท้ายอดครุฑเคาะตรงประตูมหาดเล็กจึงเผยพระทวารออกให้สมุหพระราชมณเฑียรนำคณะทูตเข้าเฝ้าถวายพระราชสาสน์ต่อไป

Read More

27/11/2562

ชุดเครื่องเขียนเงินลงถมตะทอง ของขวัญถวายพระสันตประปา


เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้เสด็จลง ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงออกรับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งนครรัฐวาติกันในโอกาสเสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ถวาย"ชุดเครื่องเขียนเงินลงถมตะทอง ประดับอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.ชุดใหญ่" เป็นของขวัญแด่องค์พระสันตประปาด้วย นอกจาก"ชุดเครื่องเขียนเงินลงถมตะทอง ประดับอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.ชุดใหญ่" แล้วยังมีเหรียญที่ระลึกในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 แผ่นคำจารึกของขวัญประดับพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. และอักษรพระนามาภิไธย ส.ท.ทองคำลงยาติดบนแท่นไม้มะค่า และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ถวายเทียนหอม ในส่วนของสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรานซิสทรงถวายภาพวาดบนกระเบื้องสีโมเสก สร้างจากภาพต้นแบบ "การอวยพรของสมเด็จพระสันตะปาปา ณ ลานมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์", เหรียญที่ระลึกในโอกาส ครบ 7 ปี การสมณภิเษกของสมเด็จพระสันตะปาปา และหนังสือที่ระลึกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายเหรียญที่ระลึกในโอกาสเสด็จเยือนประเทศไทย และญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 19-26 พ.ย.2562 แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เป็นการแลกเปลี่ยนด้วย ศิลปะการทำถมตะทอง หมายถึง วิธีการระบายทองคำ ละลายปรอท หรือแต้มทองเป็นแห่งๆ เฉพาะที่ มิใช่ระบาย จนเต็มเนื้อที่อย่างเดียวกับการทำถมทอง โดยเอาทองคำแท้ๆ ใส่ลงในปรอท ทองละลายอยู่ในน้ำปรอท เมื่อเอาน้ำปรอท ที่มีทองคำละลายปนอยู่ ไปแต้มตามแห่งที่ต้องการให้เป็นสีทองนั้น ในขั้นแรกปรอท จะยังคงอยู่ เมื่อไล่ด้วยความร้อนปรอทจะหลุดออกมา เหลือเนื้อทองติดแน่นอยู่บนตำแหน่งหรือลายที่แต้ม ทองนั้น การแต้มทองหรือระบายทองในที่บาง แห่งของถมดำ เป็นการเน้นจุดเด่น หรือต้องการ แสดงอวดภาพหรือลายเด่นๆ ฉะนั้นเครื่องถม ตะทองจึงเป็นของที่หายากกว่าถมเงินหรือถมทอง ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีความนิยมในถมตะทอง มากกว่าถมทอง สำหรับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงได้รับแต่งตั้งและทรงเข้าดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสันตะปาปา เป็นองค์พระประมุขแห่งคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก พระองค์ที่ 266 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2556 สืบต่อจากอดีตสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ที่ทรงสละตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตอย่างสมถะ เรียบง่ายเสมอมา การเสด็จมาเยือนประเทศไทยของพระสันตะปาปาฟรานซิส นับเป็นการเสด็จมาเยือนขององค์พระประมุขคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิกครั้งแรกในรอบ 35 ปี นับตั้งแต่พระสันตะปาปา จอห์น ปอลที่ 2 ได้เสด็จมาเยือนประเทศไทย เมื่อปี 2527 เพื่อทรงต้องการเสริมสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างผู้นับถือศาสนาคริสต์กับชาวพุทธ ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น สำหรับการเสด็จมาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ได้นำมาซึ่งความปลื้มปีติยินดีแก่ปวงชนชาวไทยทุกเชื้อชาติศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคริสต์ศาสนิกชนในประเทศไทย ที่ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2557 ระบุว่า มีจำนวน 814,508 คน ของประชากรในประเทศไทย 64,076,033 ล้านคน และในจำนวนคริสต์ศาสนิกชนในไทย นับถือนิกายโรมันคาทอลิก 369,636 คน

Read More

27/11/2562

จอกกาลิกส์ เงินกะไล่ทอง มรดกแห่งความสำพันธ์คริสค์จักรในสยาม


ในพิธิมิสซา หรือการประกอบพิธีบูชาขอบพระคุณ ที่สนามศุภชลาศัยและอาสนวิหารอัสสัมชัญ เมื่อวันที่ 21-22 พฤศจิกายน 2562 สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทยได้นำจอกเก่าแก่ใบหนึ่งหรือที่เรียกว่าจอกกาลิกส์ ออกมาให้สมเด็จพระสันตะปะปาฟรานซิสใช้ในการประกอบพิธี ซึ่งจอกใบนี้มีประวัติความเป็นมามีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และคุณค่าทางจิตใจต่อคริสตศาสนิกจนคาทอลิกในประเทศไทยเป็นอย่างยิ่งถ้วยเล็ก ๆ ที่มีก้านยาวเชื่อมต่อระหว่างตัวถ้วยกับฐานรองใบนี้ คือ จอกกาลิกส์ หรือ ถ้วยใส่เหล้าองุ่นเพื่อรำลึกถึงอาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูคริสต์ ซึ่งจากการสืบค้นทางประวัติศาสตร์เชื่อว่าจอกใบนี้เป็นสมบัติส่วนตัวของพระสังฆราชฌอง บัปติสต์ ปัลเลอกัว มิชชันนารีฝรั่งเศสคนสำคัญที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 173 ปีจอกกาลิกส์ นี้ถูกผลิตขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1846 หรือช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 ผู้ที่ชื่อโชเซฟ พิลลิปป์ เดอล์ฌอง ซึ่งเป็นช่างเงินที่มีชื่อเสียงของราชสำนักนโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส มีการแกะสลักลวดลายซึ่งเป็นคริสตศิลป์จำนวนมากปรากฏอยู่ ทำจากเงินแท้ทั้งใบ และใช้กรรมวิธีกะไหล่ทอง คือกรรมวิธีให้เนื้อทองคำซึมเข้าไปในเนื้อเงินด้วยสารปรอท และใช้ความร้อนไล่ปรอทออกมาเพื่อเคลือบจอกด้วยเนื้อทอง เราจึงเห็นบางส่วนของจอกเป็นสีทอง และบางส่วนยังคงความเป็นสีเงินอยู่ ตามลวดลายศิลปะยุคบาโรกที่ใช้การออกแบบจอกกาลิกส์นี้จอกกาลิกส์มีความสำคัญในพิธีมิสซาเพราะ เชื่อกันว่าเป็นจอกศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของการถวายบูชามิสซา เมื่อเทเหล้าองุ่นลงไปขณะที่อยู่ในพิธีกรรม เหล้าองุ่นนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นพระโลหิตของพระเยซูเจ้า ซึ่งทุกพิธีมิสซาจำเป็นต้องมีจอกกาลิกส์เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเสมอ “พิธีมิสซา”คือ พิธีบูชาขอบพระคุณพระเป็นเจ้า (Eucharistic Celebration) เป็นการแสดงออก ซึ่งความเป็นหนึ่งเดียวกันของคริสต์ศาสนิกชน โดยมีองค์พระเยซูเจ้าเป็นเครื่องบูชาเพื่อไถ่บาปมนุษย์ อาศัยพระกายและพระโลหิตที่พระองค์ทรงยอมสละและพลีชีวิต ดังนั้น การร่วมในพิธีมิสซา จึงหมายถึง ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่คริสต์ศาสนิกชนจะขอบพระคุณพระเจ้าที่ได้ทรงประทานพระบุตรของพระองค์ ลงมาไถ่บาปของมนุษย์ทุกคน ส่วนฌ็อง-บาติสต์ ปาลกัว หรือที่รู้จักในนามพระสังฆราชปัลเลอกัวซ์ผู้สร้างจอกกาลิกส์ เป็นบาทหลวงสังกัดคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส ปฏิบัติหน้าที่มิชชันนารีในประเทศไทยในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีสมณศักดิ์เป็นประมุขมิสซังสยามตะวันออก และมุขนายกเกียรตินามแห่งมาลลอสหรือมัลลุส ท่านได้นำวิทยาการการถ่ายรูปเข้ามาในประเทศไทย และยังจัดทำพจนานุกรมสี่ภาษาเล่มแรกของไทยขึ้นคือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และภาษาละติน อีกด้วยเนื่องในโอกาส 350 ปีมิสซังสยาม คุณค่าจอกกาลิกส์ใบนี้จึงเป็นเหมือนตัวแทนของความเชื่อที่บรรดามิชชันนารีได้นำเข้ามาสู่มิสซังสยามในหลายร้อยปีก่อน เป็นมรดกที่มิชชันนารีได้มอบให้กับสังคมไทยจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันเก็บรักษาที่อาสนวิหารอัสสัมชัญ บางรัก

Read More

27/11/2562

อาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์ ถวายแด่สมเด็จพระสันตะปาปา


ในการเสด็จเยือนประเทศไทยของพระสันตปะปาฟรานซิส ระหว่างวันที่ 20-22 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ทูลเกล้าฯ ถวายฉลองพระองค์อาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์ (holy vestment) ที่เรียกว่าเสื้อกาสุลา เพื่อเป็นของที่ระลึก และทรงสวมในการประกอบพิธีมิสซา โดยแผนกอาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์และศาสนภัณฑ์ คณะภคินีพระหฤทัยแห่งกรุงเทพมหานครเป็นผู้รับผิดชอบในการตัดเย็บมี 2 ชุดตือ ชุด“สีทอง”และชุด“สีแดง” ฉลองพระองค์ของพระสันตะปาปาทั้ง 2 ชุด เป็นผ้าไหมไทยซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นุ่ม มีน้ำหนักและมีความมันวาวในตัว ดูสง่างาม โดยชุดสีทองนั้นใช้ในวันงานที่สนามศุภชลาศัยวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ เพราะสีทองและสีขาวแสดงถึงความบริสุทธิ์และความชื่นชมยินดี ตรงกับวันระลึกถึงแม่พระถวายพระองค์ที่พระวิหาร ส่วนชุดสีแดงใช้ในวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ที่อาสนวิหารอัสสัมชัญ โดยสีแดงเป็นการระลึกถึงนักบุญเซซีลีอา ซึ่งเป็นมรณสักขี หรือนักบุญผู้พลีชีพเพื่อยืนยันความเชื่อในพระเจ้า จึงใช้สีแดงที่สะท้อนถึงความรักและโลหิตที่หลั่งออกมาเพราะความรักต่อพระเจ้า ชุดกาสุลา ของ “สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส”ทั้งสีทองและสีแดงมีความพิเศษ การปักลวดลายกระหนกลงบนเนื้อผ้า เพื่อสื่อถึงความอ่อนช้อยแบบไทย เรียบง่ายแต่สง่างาม สะท้อนวัฒนธรรมไทยให้ทั่วโลกได้เห็น ซึ่งนอกจากอาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์ของพระสันตะปาปาแล้ว ทีมงานยังต้องตัดเย็บอาภรณ์ของบรรดามุขนายก สีทอง 120 ชุด และ สีแดง 76 ชุด โดยใช้วิธี “พิมพ์แบบซัพพลีเมนชั่น” คือการใช้ความร้อนพิมพ์ลายบนผ้าแทนการปักเพื่อความรวดเร็วในการผลิตและประหยัดต้นทุน นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังได้จัดทำอาภรณ์ศักด์สิทธิ์เพื่อถวายเป็นที่ระลึดแด่องค์พระสันตประปาอีก 4 ชุดซึ่งออกแบบโดย อธิวัฒน์ ชื่นวุฒิ นักออกแบบอาภรณ์ในพิธีกรรม โดยเลือกใช้ผ้าแพรวาจากอีสาน ในการตัดเย็บเพราะต้องการสนองพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเป็นผู้นำการเผยแพร่ผ้าไหมไทยสู่ประชาคมโลก และเพื่อระลึกถึงบุญราศีและมรณสักขีชาวไทยอีสานทั้ง 7 ท่านแห่งสองคอน (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งในจังหวัดมุกดาหาร) ที่ได้ยืนหยัดในความเชื่อทางศาสนาของตนแม้จะต้องพลีชีวิตก็ตามส่วนลวดลายที่ปักประกอบไปด้วยลายไม้กางเขน รวงข้าว และเถาองุ่น อันเป็นลายสัญลักษณ์ทางศาสนาคริสต์ ไม้กางเขนหมายถึงการไถ่บาปให้มนุษย์ของพระเยซูเจ้าด้วยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระองค์, รวงข้าวและเถาองุ่น ยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญในพิธีมิสซา นอกจากนี้ยังมีลวดลายอีสาน และลวดลายไทยประยุกต์ต่างๆ อาทิเช่น ลายขอท้องปุ้ง ลายขอไต่เครือ ลายขอไต่น้อย ลายบันไดสวรรค์ ลายกระหนก ลายประจำยาม ฯลฯ เพื่อสื่อถึงความเป็นไทยสำหรับสีของอาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 ชุด เป็นสีแบบไทยโบราณหรือที่เรียกกันว่า Thai Tone ได้แก่ • ชุดสีขาว ตัวชุดเลือกใช้ผ้าโทนสีสังข์ ปักแถบกลางและปกคอเป็นสีฝาด ซึ่งสีขาวในคริสตศาสนามีความหมายถึงพระเยซู เแม่พระ และนักบุญที่ไม่เป็นมรณสักขี ใช้สำหรับช่วงเทศกาลคริสต์มาสและอีสเตอร์ • ชุดสีแดงผ้าตัวชุดใช้ผ้าสีแดงตัด ผ้าปักแถบกลางและคอปกเป็นสีก้านดอกกรรณิการ์ ซึ่งสีแดงสื่อความหมายถึงเลือด แสดงถึงความรักและการเสียสละชีวิตเพื่อพระศาสนา • ชุดสีเขียว ผ้าตัวชุดใช้ผ้าสีเขียวตองอ่อน ผ้าปักแถบกลางและคอปกเป็นสีเขียวไพร สีเขียวสื่อถึงความเจริญเติบโต มีชีวิตชีวา ใช้ในเทศกาลธรรมดา • สีม่วงผ้าตัวชุดใช้ผ้าสีม่วงเม็ดมะปราง ผ้าปักแถบกลางและคอปกเป็นสีลูกหว้าเม็ดมะปราง สีม่วงเป็นสีที่ใช้ในพิธีมิสซา เทศกาลมหาพรต ทั้งนี้ปกตินักบวชในศาสนาคริสต์จะใส่ชุดเสื้อผ้าสีขาว เหมือนกับเป็นเครื่องแบบปกติ แต่ในพิธีกรรมของคาทอลิก จะมีการใช้อาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์สีต่างๆ 5 สี คือ สีขาว, เขียว, แดง, ม่วง และชมพู ที่มีการใช้แตกต่างกันไปตามที่ปฏิทินคาทอลิกกำหนดไว้ นอกจากนี้ยังมีหมวกทรงสูง หรือ Mitre หนึ่งในอาภรณ์ของบรรดามุขนายก ที่ใช้เป็นเครื่องแต่งกายร่วมในพิธีพร้อมกับ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสด้วย สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จเยือนราชอาณาจักรไทยระหว่างวันที่ 20-23 พ.ย. 2562 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลไทยและสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย เนื่องในโอกาสเชิญเฉลิมฉลอง 350 ปี แห่งการสถาปนามิสซังสยาม และฉลอง 50 ปีแห่งสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและนครรัฐวาติกัน

Read More

22/11/2562

สินทรัพย์ปลอดภัย คืออะไร


Safe Haven คือที่หลบภัยในการลงทุน เป็นทรัพย์สินอะไรก็ได้ที่นักลงทุนสามารถเข้าไปทำกำไรหรือนำเงินลงทุนไปพักไว้ชั่วคราวเมื่อตลาดอยู่ในภาวะผันผวน ซึ่งอันดับแรกที่นักลงทุนจะนึกถึงก็คือ มองคำนั่นเอง ทองคำ เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมของนักลงทุน โดยให้ผลตอบแทนเป็นส่วนต่างของราคาซื้อขาย ซึ่งทองคำถือเป็นสินทรัพย์ที่สามารถป้องกันความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อได้ เพราะทองคำบนโลกนั้นมีอยู่อย่างจำกัด ไม่เหมือนเงินสกุลต่างๆ ที่สามารถพิมพ์เพิ่มขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา ปัจจุบัน การลงทุนในทองคำมีทั้งการซื้อทองคำจริงๆ มาเก็บไว้หรือ ลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมทองคำนอกจากนี้ยังมีทรัพย์สินอื่นๆที่อยู่ในฐานะ Safe Haven ด้วยได้แก่พันธบัตรรัฐบาล เป็นตราสารหนี้ระยะยาวออกโดยหน่วยงานราชการ หรือรัฐบาล มีผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ย แม้ว่าพันธบัตรรัฐบาลมีผลตอบแทนต่ำ แต่ก็มีความผันผวนน้อย เมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ เพราะเราจะได้ดอกเบี้ยในอัตราที่แน่นอน และได้เงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดอายุ เงินสด เรามักได้ยินคำพูดที่ว่า“Cash is King” แม้ว่าเงินสดจะเป็นที่การลงทุนที่มีความไม่แน่นอน และการถือเงินสดก็ไม่ได้สร้างผลตอบแทนอะไร แต่นักลงทุนบางคน ยอมที่จะถือเงินสดอยู่ในมือมากๆ โดยอาจฝากธนาคารไว้ เพื่อรอโอกาสเข้าไปลงทุน เวลาที่สินทรัพย์หลายๆ อย่าง มีราคาลดลง เมื่อเทียบผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่เป็น Safe Haven ทั้ง 3 ประเภทระหว่างปี 2008-2018 จะพบว่าทองคำให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4.3% ต่อปี พันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.2% ต่อปี เงินสด (กรณีฝากประจำ 12 เดือน) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 1.7% ต่อปี ในขณะที่ผลตอบแทนของตลาดหุ้น SET Index ในช่วงเวลาดังกล่าวซึ่งอาจมีความผันผวนและไม่จัดอยู่ในทรัพย์สินปลอดภัยกลับให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 13.3% ซึ่งมากกว่าทองคำ พันธบัตรรัฐบาล 10 ปี และ เงินสด จึงอาจกล่าวได้ว่า ในช่วงที่ภาวะการลงทุนมีความไม่แน่นอนและผันผวนสูง การนำเงินมาลงทุนในสินทรัพย์ที่เป็นหลุมหลบภัยเป็นการรักษาเงินต้นมากกว่าที่จะสร้างผลตอบแทนสูงๆ เพราะโดยธรรมชาติแล้ว การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำย่อมได้ผลตอบแทนที่ต่ำตามไปด้วย สำหรับประเทศไทยเอง ถูกนักลงทุนต่างชาติมองว่าเป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่(Emerging Markets: EMs) ส่วนหนึ่งเพราะมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี คือ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงทั้งในดุลการค้าและบริการ เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ สูงขึ้นหลังรัฐบาลเร่งผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ด้านคมนาคมขนส่ง พลังงาน สาธารณูปโภค เครือข่ายดิจิทัล รวมถึงโครงการ EEC และมีความชัดเจนในนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ๆ ทำให้เศรษฐกิจไทยมีกระแสรายได้เงินตราต่างประเทศเข้ามาต่อเนื่อง เสถียรภาพต่างประเทศเข้มแข็งจากเงินสำรองระหว่างประเทศสูง สัดส่วนหนี้ต่างประเทศต่ำ และสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติที่ถือหลักทรัพย์ไทยไม่สูงนัก ทำให้ไทยสามารถรองรับความผันผวนการไหลเข้าออกของเงินลงทุนต่างชาติได้ค่อนข้างดี อย่างไรก็ดี การถูกมองเป็นแหล่งลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยก็มีส่วนทำให้ค่าเงินแข็งกว่าประเทศอื่น

Read More

22/11/2562

เงินกับทอง ของคู่กัน


เงิน ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน ดังนั้นความเชื่อมั่น จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อขายสินค้าเพื่อแลกกับเงิน ย่อมต้องการความมั่นใจว่าเงินนั้นสามารถนำไปแลกเป็นสินค้าอื่นๆที่เราต้องการต่อไปได้ ในสมัยโบราณมนุษย์จึงใช้สิ่งที่เชื่อว่ามีมูลค่ามากมาเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยน เช่นเกลือ โลหะมีค่าต่างๆและทองคำ ในช่วงศตวรรษที่ 19 จักรวรรดิอังกฤษเป็นศูนย์กลางการเงินที่สำคัญที่สุดของโลกได้นำ “ระบบมาตรฐานทองคำ (Gold Standard)” มาใช้ผูกกับเงินปอนด์ในฐานะสกุลเงินหลักของโลก จนมาถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1รัฐบาลของประเทศต่างๆ มักจะห้ามการนำเข้าหรือส่งออกทองคำ เนื่องจากต้องการเก็บทองคำไว้ในประเทศของตนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการซื้อสินค้าหรือแม้แต่อาวุธที่จำเป็นในยามสงคราม เนื่องจากเชื่อมั่นในทองคำมากกว่าเงินสกุลต่างๆทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนทองคำขึ้น ซึ่งนำไปสู่ระบบการเงินใหม่ที่เรียกว่า “มาตราปริวรรตทองคำ (Gold Exchange Standard)”มาตราปริวรรตทองคำ คือ ให้ประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งและเป็นศูนย์กลางการเงิน เป็นผู้ถือทองคำแทนประเทศต่างๆ และประเทศเหล่านั้นก็นำเงินของประเทศศูนย์กลางนี้ไปถือไว้แทนทองคำ ช่วงนี้เองที่ อังกฤษเริ่มสูญเสียความเป็นพี่ผู้นำในเงินสกุลปอนด์ให้กับเงินดอลลาร์ของประเทศเกิดใหม่อย่าง สหรัฐอเมริกา และ“ดอลลาร์สหรัฐ” ก็กลายมาเป็นสกุลเงินที่สำคัญที่สุดจนถึงปัจจุบัน ระยะแรกนั้นเงินดอลลาร์สามารถนำไปแลกกลับมาเป็นทองคำได้ ในฐานะใบแทนทองคำแต่ในเวลาต่อมามีการพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาเกินกว่าปริมาณทองคำที่มีอยู่ ทำให้รัฐบาลสหรัฐไม่สามารถหาทองคำที่มีมูลค่าเท่ากันมาคืนให้ได้หากมีการขอแลกเงินกลับไปเป็นทองคำ ซึ่งว่ากันว่ารัฐบาลสหรัฐพิมพ์เงินออกมาเป็นมูลค่าเท่ากับทองคำอย่างน้อย 30,000 ตันในขณะที่ทองจริงๆนั้นมีเพียงราว 6,000 ตันเท่านั้นด้วยเหตุนี้รัฐบาลสหรัฐจึงแก้ปัญหาการมีทองคำไม่พอด้วยการยกเลิกการผูกติดเงินดอลลาร์กับทองคำและออกกฎหมาย(5 มิถุนายน 1933) ห้ามเจ้าหนี้เรียกคืนหนี้ ในรูปแบบทองคำแต่ให้เรียกคืนหนี้ในรูปแบบเงินดอลลาร์เท่านั้น นั่นคือเริ่มต้นของออกจากมาตรฐานทองคำอย่างเต็มตัว แต่ถึงแม้จะยกเลิกมาตรฐานทองคำแล้ว คนก็ยังเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์อยู่จนในปี 1971 ประธานาธิปดีนิกสัน ได้ประกาศเลิกรับแลกดอลลาร์สหรัฐกับทองคำโดยสิ้นเชิง ทองคำจึงได้จบการทำหน้าที่เป็นเงินสำรองระหว่างประเทศโดยสมบูรณ์มาตั้งแต่นั้นปัจจุบันสิ่งที่เป็นหลักค้ำประกันแทนทองคำ คือ เงินตราสำรองต่างประเทศ โดยเกือบทุกประเทศก็จะมีเงินดอลลาร์ หรือ พันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก อาจจะมีบ้างที่ทุนสำรองระหว่างประเทศยังเป็นรูปแบบทองคำ แต่ก็ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากประเทศที่มีเงินสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกตอนนี้ คือ ประเทศจีน ซึ่งมีมากถึง 100 ล้านล้านบาท

Read More

22/11/2562

ซื้อทองจริงหรือซื้อกองทอง แบบไหนดีกว่ากัน


ปัจจุบันการลงทุนในทองคำได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ทั้งในรูปแบบของการสะสมทองคำแท่งซึ่งเป็นการลงทุนที่ง่ายและคนไทยคุ้นเคยที่สุด กับการลงทุนในรูปแบบใหม่ๆที่นักลงทุนอาจยังไม่ค่อยคุ้นเคยเช่นการลงทุนในกองทุนทองคำหรือ Gold Fund จึงทำให้ไม่แน่ใจว่าการลงทุนแบบไหนดีกว่ากัน ก่อนอื่นคงต้องบอกว่าการลงทุนกับทองคำนั้นให้ประโยชน์หลายทางเช่น มีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการที่ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำอาจจะมีความผันผวน แต่เนื่องจากทองคำเป็นทรัพยากรที่จำกัดทำให้ทองคำมีโอกาสที่จะมีราคาสูงขึ้นได้ในระยะยาว ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อได้เพราะถ้าอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ราคาทองคำก็มักจะขยับขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังเป็นการกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงด้วย ในส่วนของข้อดี ข้อเสีย ของการลงทุนในทองคำแท่งและทองทุนทองคำ มีเรื่องที่นักลงทุนต้องคำนึงถึงคือ การลงทุนในทองคำแท่งนั้น ต้องคำนึงถึงราคาทองคำที่มีความผันผวน เรื่องของการเก็บรักษาและส่วนต่างของราคาระหว่างซื้อขาย จะเห็นว่าการลงทุนทองคำแท่งมีข้อจำกัดหลายอย่าง แต่ข้อดีคืออุ่นใจที่มีทองเก็บไว้ในมือ การลงทุนกองทุนรวมทองคำหรือ Gold Fund นั้นเป็นการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนหลักในต่างประเทศ โดยการนำเงินไปลงทุนในทองคำแท่ง 99.99% หรือ 99.50% อีกทีหนึ่ง มูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนรวมจึงไม่ได้ขึ้นลงตามราคาทองคำในประเทศ แต่จะอิงกับราคาทองคำโลก แต่การที่กองทุนนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศก็มีความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนมาเกี่ยวข้องด้วย ข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวมทองคำ คือ นักลงทุนใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่มาก ส่วนใหญ่กำหนดเงินลงทุนไว้ต่ำกว่า 10,000 บาท และสามารถทำการซื้อขายได้สะดวกโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปร้านทอง และปลอดภัยเนื่องจากไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญหาย มีมืออาชีพคอยดูแลบริหารจัดการให้ และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างมูลค่าหน่วยลงทุนเมื่อสั่งขายหรือได้รับเงินปันผลจากกองทุนนอกจากนี้ หากต้องการขายทำกำไรหรือทยอยสะสมซื้อ ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องซื้อหรือขายทองคำแท่งทั้งก้อน แต่ข้อเสียคือจะมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาว และไม่มีเวลาติดตามราคาทองคำมากนัก โดยสิ่งที่เราจะนำมาพิจารณาในการเลือกลงทุนในกองทุนรวมทองคำ ได้แก่ ผลตอบแทนย้อนหลัง ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมของกองทุน และนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในการเลือกซื้อกองทุนรวมทองคำ หากสนใจเฉพาะผลตอบแทนจากราคาทองคำเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยน ก็อาจเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้เต็มจำนวน (Fully Hedged) แต่ถ้าหาโอกาสทำกำไรเพิ่มเติมจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ก็ควรเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงไว้เลย (Non-hedged) แต่ต้องระวังว่ามีโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เช่นกัน

Read More

22/11/2562

พระสันตะปาปา กับ แหวนชาวประมง


แหวนชาวประมง (The Ring of the Fisherman) เป็นเครื่องหมายประจำพระองค์ของสมเด็จพระสันตะปาปา ประมุขแห่งศาสนจักรโรมันคาทอลิก ถือเป็นหนึ่งในเครื่องสมณกกุธภัณฑ์ในพระสันตะปาปา ปรากฏครั้งแรกในปี ค.ศ. 1265 ในสมัยพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 4 (Pope Clement IV) สมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ที่ 183 ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติของวาติกันพระคาร์ดินัลผู้ที่ได้การคัดเลือกให้เป็นสมเด็จพระสันตะปาปา (ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจากการประชุมของคณะพระคาร์ดินัลทั้วโลก)จะได้รับแหวนทองซึ่งสลักรูปนักบุญปีเตอร์สมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์แรกในอิริยาบถกำลังเหวี่ยงแหจับปลาเนื่องด้วยพระองค์เคยเป็นชาวประมงมาก่อน โดยมีการสลักพระนามของสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ปัจจุบันไว้ที่บริเวณหัวแหวนแหวนชาวประมงนี้นอกจากใช้เป็นเครื่องแสดงสมณศักดิ์แล้ว ในอดีตยังถูกใช้เป็นตราประทับบนเอกสารควบคู่กับลายเซ็นของพระสันตะปาปาด้วยแต่ภายหลังถูกยกเลิกไป และเมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์นั้นๆสิ้นพระชนม์ลง สำนักวาติกันจะมีการประกอบพิธีทำลายแหวนโดยคาเมอร์เลงโก(Camerlengo)หรือเลขาธิการพระราชวังพระสันตะปาปา ด้วยการใช้ฆ้อน ทุบทำลายแหวนให้ยุบตัวลง ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการสิ้นสุดสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์นั้น และเพื่อเป็นการป้องกันการแอบอ้างนำตราประจำพระองค์ไปใช้โดยมิชอบอีกด้วย สำหรับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ที่ 1 (Pope Francis) ประมุขแห่งศาสนจักรโรมันคาทอลิกพระองค์ที่ 266 องค์ปัจจุบันนได้เลือกแหวนชาวประมง ที่ทำจากเงินเป็นแหวนประจำตำแหน่งแทนแหวนทองคำ ออกแบบโดย เอ็นริโก้ มานฟรินี ประติมากรชาวอิตาลี ผู้สร้างผลงานทางศาสนามาหลายชิ้น รวมทั้งยังได้เคยออกแบบแหวนให้สมเด็จพระสันตะปาปาอีกหลายองค์ เช่น สมเด็จพระสันตะปาปาปีอุส ที่ 12 และสมเด็จพระสันตะปาปาปอล ที่ 4 โดยลวดลายของแหวนนั้น เป็นรูปของนักบุญเซนต์ ปีเตอร์ ถือกุญแจไว้คู่หนึ่ง ซึ่งแทนสัญลักษณ์ของสมเด็จพระสันตะปาปา ที่ได้กุมกุญแจสู่สรวงสวรรค์ที่นักบุญเซนต์ ปีเตอร์มอบให้ เป็นแหวนวงใหม่ที่ใช้ลวดลายแบบเดียวกับแหวนวงเดิมที่ใช้โดยสมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 4 ไม่มีการบอกเหตุผลว่าเพราะเหตุใดสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส จึงเลือกแหวนที่ทำจากเงินชุบทองแทนแหวนที่ทำจากทองคำ และก่อนหน้านี้สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ปฏิเสธการแขวนสร้อยคอกางเขนทองคำของสมเด็จพระสันตะปาปา ในการปรากฏตัวครั้งแรกหลังจากการเลือกตั้งอีกด้วยและเป็นที่น่ายินดีสำหรับคริสต์ศาสนิกชน คาทอลิกในประเทศไทย เมื่อสำนักวาติกันเปิดเผยว่า สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส (Pope Francis) ประมุขแห่งศาสนจักรโรมันคาทอลิกพระองค์ที่ 266 มีหมายกำหนดการเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 20-23 พฤศจิกายนนี้ พระองค์ทรงเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ที่ 2 ที่เสด็จเยือนประเทศไทย ต่อจากสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2 (Pope John Paul II) ซึ่งเสด็จมาเมื่อเดือนพฤษภาคม 1984 การเสด็จเยือนประเทศไทยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสในครั้งนี้ ยังตรงกับวาระ 350 ปี แห่งการสถาปนาศาสนจักรคาทอลิกไทยอีกด้วย

Read More

22/11/2562

อะไรทำให้คนอินเดียซื้อทองลดลง


มีรายงานว่า ในช่วงเทศกาลดิวาลีหรือเทศกาลแห่งแสงไฟของอินเดียเมื่อเดือนตุลาคม (2019)ที่ผ่านมา มียอดการซื้อทองคำลดลงถึง 24% แม้ทองคำเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอินเดียมาอย่างยาวนาน ทั้งในฐานะของเครื่องประดับและการลงทุน แต่สภาพสังคมอินเดียที่กำลังพัฒนาก้าวเข้าสู่สังคมเมืองมากขึ้นในปัจจุบัน อาจส่งผลให้ความต้องการทองคำของอินเดียลดลงในระยะยาว ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อินเดียถือว่าเป็นผู้บริโภคทองคำแท่งและทองรูปพรรณคิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของความต้องการทองคำทั่วโลก แต่การนำเข้าทองคำของอินเดียในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมาลดลงต่ำสุดในรอบ 3 ปีแม้ส่วนหนึ่งจะเป็นผล มาจากราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นสูงมากกว่า 30,000 รูปี (ราว 422.97 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อ 10 กรัมอันเป็นผลจากค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าลง แต่ปัจจัยระยะยาวที่จะส่งผลกระทบต่อความต้องการทองคำของอินเดีย คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในชนบทของอินเดียที่กำลังชะลอตัว จากอัตราการเกิดต่ำและการอพยพเข้าสู่เมืองใหญ่ของคนชนบท ทั้งนี้เพราะตลาดซื้อขายทองคำประมาณ 2 ใน 3 ของอินเดียจะเกิดขึ้นในพื้นที่ชนบทเพื่อเป็นทั้งเครื่องประดับตามวัฒนธรรมประเพณี ทั้งเพื่อการออมหรือการลงทุนซึ่งสามารถนำออกมาขายหากต้องการใช้เงิน ทองคำจึงมีบทบาทต่อชนบทของอินเดียมาก ในขณะที่ธนาคารได้ขยายบริการเข้าถึงชนบทมากขึ้น ทำให้คนชนบทมีทางเลือกในการออมและการลงทุนที่หลากหลายมากกว่าการซื้อทองคำเพียงอย่างเดียว โดยธนาคารโลกรายงานว่าสัดส่วนผู้คนชนบทในอินเดียที่มีบัญชีธนาคารเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2011 ที่มีเพียง 33% ของจำนวนประชากรเพิ่มเป็น 79% ในปี 2017 ทำให้อินเดียมีสัดส่วนประชากรที่มีบัญชีธนาคารมากกว่าฮังการีและตุรกีในปัจจุบัน อีกทั้งธนาคารกลางแห่งอินเดีย ยังกำหนดอัตราดอกเบี้ย เงินฝากอยู่ที่ 6.4% ต่อปี ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อของอินเดียอยู่ที่ระดับ 3.99% ยิ่งดึงดูดให้ผู้คนหันไปฝากเงิน กับธนาคารมากขึ้น เพราะได้ผลตอบแทน ที่ดีและมั่นคงกว่าซื้อทองคำเพื่อเก็งกำไร สภาทองคำโลกระบุว่า คนยุคมิลเลนเนียลอายุราว 22-37 ปี ในสังคมเมืองของอินเดียนิยมซื้อสินค้าอื่นมากกว่าทองคำ โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนมและสมาร์ทโฟน นอกจากนี้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และธนาคารกลางของอินเดียยังประเมินว่าปีหน้าจะแย่ลงอีก ขณะที่อัตราการว่างงานพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี ทำให้ผู้บริโภคต่างชะลอการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เพราะแม้แต่ตลาดรถยนต์ ซึ่งเป็นตัวเลือกสำคัญในการใช้จ่ายของคนอินเดียปีนี้ยอดขายก็ลดลงเช่นกัน ซึ่งรวมถึงการซื้อทองคำในฐานะเครื่องประดับด้วยอย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วงที่ชาวอินเดียจะมีการแต่งงานเป็นจำนวนมากและทองคำเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับชุดเจ้าสาวและในพิธีแต่งงาน (สภาทองคำโลกระบุว่า ทองคำที่ถูกใช้เป็นเครื่องประดับชุดเจ้าสาว คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของความต้องการเครื่องประดับทองคำของอินเดียทั้งหมด)สถานการณ์การซื้อขายทองคำของอินเดียน่าจะกลับมาคึกคักอีกครั้งแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม ซึ่งสัญญาณความต้องการที่ลดลงจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ นักลงทุนต้องระมัดระวังความผันผวนของตลาดทองคำอินเดียที่อาจไม่ใช่ยุคทองอีกต่อไป

Read More

22/11/2562

เศรษฐกิจทรุด ซื้อ-ขายทองคำซบ


สงครามการค้าสหรัฐกับจีนยังมีอิทธิพลต่อภาพรวมตลาดทองคำโลกโดยประเมินราคาทองคำช่วงนี้(พ.ย.2019)อยู่ที่1,445-1,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ส่วนราคาทองคำในประเทศอยู่ที่บาทละ 20,800 บาท ขณะที่มาตรการของแบงก์ชาติ ที่อนุญาตให้คนไทยลงทุนทองคำผ่านบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ(เอฟซีดี) ที่เปิดกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศโดยไม่ต้องแลกเป็นเงินบาท เพื่อรอลงทุนในครั้งต่อไปนั้น เชื่อว่าจะมีส่วนช่วยให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้หากมาตรการได้ผล จะทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นอยู่ที่บาทละ 21,000 บาทสมาคมค้าทองคำประมาณการว่า ช่วงปลายปีนี้ภาพรวมการซื้อขายทองคำในประเทศจะไม่คึกคักเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ดูได้จากปริมาณการซื้อทองคำรูปพรรณที่มีมูลค่าลดลงมาก เพราะปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ยังมีแนวโน้มย่ำแย่ มีการเลิกจ้าง หยุดไลน์การผลิต งดโอที ส่งผลให้กำลังซื้อทองรูปพรรณในช่วงเทศกาลพิเศษต่างๆของลูกค้าที่เป็นลูกจ้างโรงงาน หายไป รวมทั้งกลุ่มลูกค้าที่เป็นเกษตรกรก็ยังประสบปัญหาราคาสินค้สตกต่ำ ภัยแล้งและบางส่วนเกิดน้ำท่วมทำให้กำลังซื้อทองคำในตลาดหายไปด้วยเนื่องจากต้องนำเงินไปใช้ในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและฟื้นฟูกิจการมากกว่าปัจจัยต่างๆเหล่านี้ทำให้บรรยากาศซื้อขายทองคำเงียบเหงาลงไป เพราะกำลังซื้อทองคำรูปพรรณภายในประเทศหดหายไป ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำประจำเดือนพฤศจิกายน 2562 ลดลงอยู่ที่ 54.25 จุด ลดลง 2.10 จุด มาจากการแข็งค่าของเงินบาท กระแสเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น การเจรจาสงครามทางการค้าแรงขายเก็งกำไรของกองทุนและทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยจากการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 306 ตัวอย่าง พบว่า 40.20% จะไม่ซื้อทองคำในช่วงเดือนนี้ ขณะที่ 33.33% ไม่แน่ใจว่าจะซื้อทองคำหรือไม่ และ 26.47% คาดว่าจะซื้อทองคำอย่างไรก็ดี ทองคำยังคงเป็นสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุดในช่วง 9 เดือนแรกของปี โดยทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูปหรือทองคำกึ่งสำเร็จรูป มีการส่งออกในสัดส่วนร้อยละ 51.86 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยรวม ด้วยเติบโตขึ้นกว่า 1 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี2561 อันเป็นผลจากการส่งออกเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคา เนื่องด้วยราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจนมาอยู่ที่ระดับราคาเฉลี่ย 1,511.31 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์นั่นเอง โดยตลาดส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับและของไทยที่มีมูลค่าสูงสุดในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ในสัดส่วนร้อยละ 33.28 เพิ่มขึ้นกว่า 2เท่า รองลงมาคือฮ่องกง สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย

Read More

22/11/2562

นวัตกรรมกับอุตสาหกรรมเครื่องประดับ


ปัจจุบันนวัตกรรมหรือความคิดสร้างสรรค์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับทั้งด้านการผลิตและการขาย เช่นการปรับปรุงคุณภาพอัญมณีด้วยกรรมวิธีต่างๆ เช่น ความร้อน ความดัน การเติมสารเคมี เป็นต้น หรือแม้แต่การผลิตทองสีชมพู ทองสีม่วง ส่วนการขายนั้นการประยุกต์ใช้สื่อออนไลน์ก็เป็นอาวุธทางนวัตกรรมที่สำคัญเพราะทำให้ผู้ขาย-ผู้สามารถสื่อสารกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกก็ตาม ตัวอย่างของการนำนวัตกรรมมาใช้ในการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับเช่น การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ของกลุ่ม The Sahajanand Group ในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักรการผลิต พัฒนายาและเวชกรรม หรือชีววิทยศาสตร์ ได้ออกอบบเครื่องจักรที่ใช้ AI ประมวลผลในการตัดเพชรก้อนได้อย่างแม่นยาและเที่ยงตรง รวมทั้งการบรรจุชิ้นงานลงกล่อง โดยการทำางานแต่ละขั้นตอนไม่จำาเป็นต้องมีผู้ควบคุมเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใดบริษัท Sarine Technologies Ltd. ของอิสราเอลคิดค้นเครื่อง Sarine Clarity เพื่อใช้ตรวจสอบความสะอาดของเพชรและเปรียบเทียบสีของเพชรได้เร็วยิ่งและแม่นยำทำให้ประหยัดเวลาและสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น ส่วนในประเทศไทยเองก็เริ่มมีการนำ AI มาผสานเข้ากับแอปพลิเคชั่นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวความประทับใจผ่านแหวนเพชรของแบรนด์ Jubilee ได้เป็นต้นสำหรับการจัดงานแสดงสินค้าออนไลน์ก็เป็นหนึ่งในนวตกรรมทางเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยในอุตสาหกรรอัญมณีและเครื่องประดับได้เป็นอย่างดี โดยเข้ามาช่วยลดข้อจำจัดจากงานแสดงสินค้าที่ตามสถานที่ต่างๆที่แม้จะทำให้ผู้ซื้อ-ผู้ขายสามารถพบปะกันได้ แต่ผู้ค้าที่อยู่ห่างไกลจากสถานที่จัดงานก็ไม่สามารถมาร่วมงานได้อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆตามมาอีกเช่นค่าพาหนะ ค่าจ้างพนักงานและค่าใช้จ่ายในการออกบู๊ทเป็นต้น การจัดงานแสดงสินค้าออนไลน์ จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว ซึ่งนอกจากสามารถลดค่าใช้จ่ายได้เป็นมากแล้ว ยังนำเสนอสินค้าต่อผู้บริโภคได้ทุกภูมิภาคทั่วโลกอีกด้วยงานแสดงอัญมณีและเครื่องประดับออนไลน์เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นตามสังคมออนไลน์เช่น การจัดแสดงผ่านเวปไซด์ www.jewelryvirtualfair.com ซึ่งทำเป็นแห่งแรกของโลกปัจจุบันมีเครือข่ายให้บริการกว่า 100 ประเทศทั่วโลก หรือการจัดงาน Hong Kong International Jewellery Show Online ของสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (Hong Kong Trade Development Council) ที่มีการสนับสนุนธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับแก่ผู้ค้าทั้งในประเทศและทั่วโลกโดยในหน้าเว็บไซต์มีรายละเอียดของผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิดจากนานาประเทศ ซึ่งผู้ซื้อสามารถติดต่อกับผู้ขายได้โดยตรงไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัพท์หรืออีเมล์ นอกจากงานแสดงอัญมณีและเครื่องประดับออนไลน์ที่นำมาตอบโจทย์ผู้ซื้อและผู้ขายแล้ว อีกทางเลือกหนึ่งสาหรับการจัดแสดงสินค้าและซื้อขายออนไลน์ก็คือ การประมูล เช่น www.gemrockauctions.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่มีการรักษาความปลอดภัยข้อมูลตามกฎข้อบังคับของ EU ในหน้าเว็บไซต์มีการแบ่งประเภทอัญมณีและเครื่องประดับแต่ละชนิดไว้อย่างละเอียด ตลอดจนสามารถใช้การค้นหาจากช่วงราคา ประเภท สี หรือตามรูปแบบการประมูล โดยผู้ซื้อสามารถใช้การชำระแบบ PayPal บัตรเครดิต หรือโอนเข้าบัญชีโดยตรงได้อีกด้วยขอขอบคุณข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

Read More

13/11/2562

เจาะลึกขุมทรัพย์ที่สูญหายไปหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2


หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง นอกจากทั้งร่องรอยความสูญเสีย ความล่มสลาย ความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจให้กับคนทั้งโลกแล้ว ว่ากันว่ายังมีการสูญเสียขุมทรัพย์ล้ำค่าจำนวนมหาศาลที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านมานานเกือบ 80 ปีแล้วก็ตามขุมทรัพย์มหาศาลที่สูญหายไปหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ปัจจุบันก็ยังไม่มีใครรู้ว่าหายไปอยู่ที่ใด ได้แก่ 1. รถไฟขนทองคำของนาซี ในช่วงสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพแดงแห่งสหภาพโซเวียตรุกคืบเข้ามาใกล้เมืองวรอตสวัฟ ประเทศโปแลนด์ โดยนาซีได้ส่งรถไฟหุ้มเกราะเพื่อไปขนถ่ายทองคำจำนวนมหาศาลจากธนาคารในเมืองวรอตสวัฟ ซึ่งว่ากันว่ามีน้ำหนักรวมกันมากถึง 300 ตัน หรือมีมูลค่าหนึ่งหมื่นล้านอลลาร์ในปัจจุบัน แต่หลังจากที่ถูกส่งไปทำการขนทองคำ พบเห็นรถไฟขบวนนี้ครั้งล่าสุดในเดือน พฤษภาคม ปี 1945 ก่อนจะหายสาบสูญไป อย่างไรก็ตามในเดือนธันวาคมปี 2015 มีสองนักล่าสมบัติได้อ้างว่าพวกเขาได้ค้นพบรถไฟขบวนนี้แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด 2. ห้องอำพัน เป็นห้องที่ผนังประดับด้วยทองคำและเรซิน โดยครั้งหนึ่งเคยได้รับพิจารณาให้เป็น สิ่งมหัศจรรย์ของโลกลำดับที่ 8 ตั้งอยู่ภายในพระราชวังแคทเธอรีนที่หมู่บ้านซาร์สโคเยอเซโลไม่ไกลจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ปรเทศรัสเซีย สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1701 ถึงปี ค.ศ. 1709 จากความร่วมมือระหว่างช่างฝีมือชาวเยอรมันและชาวรัสเซีย แต่แล้วในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางการเคลมลินได้สั่งให้ใช้กระดาษปกปิดฝาผนังโดยรอบ เพื่อป้องกันจากการถูกยึดโดยนาซี แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ อำพันทั้งหมดถูกนาซีขนย้ายออกไป หลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้พบอำพันเหล่านี้อีกเลย เชื่อกันว่าอำพันเหล่านี้อาจอัปปางไปพร้อมกับเรือเดินสมุทรของนาซีเยอรมัน 3.ขุมทองของนายพลยามาชิตะ ขุมทรัพย์ที่กองทัพญี่ปุ่นที่ได้ปล้นมาจากดินแดนในตะวันออกเฉียงใต้ ก้อนนำไปฝังไว้ใต้ดินบนเกาะเล็กๆในประเทศฟิลิปปินส์ ขุมทองนี้ตั้งชื่อตามนายพล โทโมยูกิ ยามาชิตะ ที่ต้องการรวบรวมคลังมบัติมาใช้ สำหรับออกรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยผู้ที่รู้เกี่ยวกับสมบัตินี้พากันล้มตายและถูกสังหารเพื่อปิดปาก ในปี 1971 มีนักล่าสมบัติรายหนึ่งอ้างว่าค้นพบขุมทองดังกล่าวในถ้ำแห่งหนึ่ง แต่ถูกยึดโดยอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส และถูกสั่งให้ปกปิดสถานที่ค้นพบเป็นความลับ 4. ยุมทรัพย์ป้อมอัลไพน์ เป็นป้อมที่ตั้งอยู่ในแคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมัน ที่มั่นสุดท้ายของกองทัพนาซี เชื่อกันว่าเก็บเงินจำนวนมาก ทองคำ และเพชรพลอย ที่ควบคุมโดยผู้บัญชาการหน่วยเอสเอส ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ มีข่าวลือว่าสมบัติทั้งหมดใช้เป็นทุนสนับสนุนปฏิบัตการลับที่ชื่อว่า "Werwolf" แต่ถึงบัดนี้เชื่อว่ามันยังถูกซ่อนที่ไหนสักแห่งในแคว้นบาวาเรีย โดยที่มีกับดักระเบิดซุกซ่อนไว้ 5. เรื่อเอวะ มารุ เรือเดินสมุทรของบริษัท Nippon Yusen Kaisha ที่กลายมาเป็นเรือของกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงคราม เชื่อกันว่าในเรือนั้นบรรทุกทองคำทั้งหมด 40 ตัน ทองคำขาว 12 ตัน และเพชรกว่า 150,000 กะรัต มีมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ เรือลำนี้ถูกเรือดำน้ำของกองทัพสหัรฐฯโจมตีจนอับปาง และหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ทั้งหมดนี้คือปริศนาที่ยังรอคอยคำตอบต่อไปว่า 5 ขุมทรัพย์นี้ หายไปไหน

Read More

13/11/2562

สมบัติใต้ทะเลของจีน


การสำรวจครั้งใหญ่ที่กินเวลานานหลายปีกำลังสิ้นสุดลงเมื่อคณะนักโบราณคดีจีนรายงานปฏิบัติการพบวัตถุโบราณจำนวนมหาศาลกว่า 143,000 ชิ้นจากซากเรือสินค้ายุคราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ.960-1279) ซึ่งถูกกู้ขึ้นมาจากทะเลจีนใต้ในปี 2007 เมื่อเดือนมีนาคม ปี2019 นายชุย หย่ง รองผู้อำนวยการสถาบันโบราณคดีและวัตถุทางวัฒนธรรมกว่างตง ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมขุดค้นซากเรือสินค้าหนานไห่ (Nanhai) หมายเลข 1 ระบุว่านับตั้งแต่กอบกู้เรือขึ้นมาจากทะเล ซากเรือได้ถูกเคลื่อนย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์เส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road Museum) ในเมืองหยางเจียง มณฑลกว่างตงทางจีนตอนใต้ โดยรักษาสภาพอยู่ในน้ำทะเลและทราย ตลอดเวลา บัดนี้การทำงานต่อเนื่องยาวนานใหล้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อ นักโบราณคดีได้ค้นพบโบราณวัตถุจำนวนมาก ภายในส่วนของหัวเรือประกอบด้วยเครื่องลายคราม ทองคำ เงิน ทองแดง และเหล็ก รวมถึงเหรียญทองแดงจำนวนมาก คาดการณ์จำนวนวัตถุโบราณทั้งหมดอาจเกิน 160,000 ชิ้นนอกจากนั้นนักโบราณคดียังค้นพบเครื่องเคลือบทำจากไม้ไผ่และไม้ รวมถึงซากต้นไม้และสัตว์ที่อยู่ในสภาพดีจากลำเรือที่มีขนาดกว้าง 9.35 เมตร ยาว 22.1 เมตร และเชื่อว่าเป็นหนึ่งในเรือสินค้ายุคราชวงศ์ซ่งขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมาหลังจากปฏิบัติการขุดค้นวัตถุโบราณภายในซากเรือสินค้าเก่าแก่ลำนี้เสร็จสิ้น คณะนักโบราณคดีจะเริ่มการขุดสำรวจส่วนหลักของลำเรือ ซึ่งนอนอยู่ก้นทะเลจีนใต้มานานหลายร้อยปีเป็นขั้นต่อไปเรือหนานไห่หมายเลข 1 เป็นเรือสินค้าสมัยราชวงศ์ซ่งซึ่งจมลงสู่ก้นทะเลจีนใต้เมื่อ 800 กว่าปีมาแล้ว ทรัพย์สมบัติมหาศาลภายในเรืออันได้แก่ ถ้วยชาม เครื่องเงิน เครื่องทอง เครื่องเคลือบ และเครื่องไม้ได้รับการกู้คืนมาอีกครั้ง รวมถึงเหรียญทองแดงมากกว่า 17,000 เหรียญและตัวอย่างซากพืชซากสัตว์รวม 2,600 ชิ้นซากเรือหนานไห่หมายเลข 1 ถูกพบเมื่อปี 2007 ที่ทะเลจีนใต้นอกชายฝั่งตะวันออกของเมืองหยางเจียง ที่ความลึกของน้ำประมาณ 20 เมตร และตัวเรือโดนฝังไปประมาณ 2 เมตร ขณะที่ค้นพบ ซากเรืออายุ 800 ปียังคงอยู่ในสภาพดี ถูกฝังอยู่ในสภาพตั้งตรง

Read More

13/11/2562

ตุรกียึดคืนไบเบิ้ลทองคำ จากขบวนการลักลอบซื้อขายวัตถุโบราณ


เมื่อต้นปี2019 ( วันที่ 4 กุมภาพันธ์) เจ้าหน้าที่ของทางการตุรกี ได้จับกุมกลุ่มผู้ลักลอบซื้อขายวัตถุโบราณในเมือง Diyarbakir ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ได้ทั้งหมด 6 ราย และพร้อมของกลางที่เป็นวัตถุโบราณจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือคัมภีร์ไบเบิลทองคำ คัมภีร์ไบเบิลที่ถูกยึดไว้นี้เป็นคัมภีร์หนังที่มีลวดลายทางศาสนาทั้งบนปกและภายในที่ทำจากทองซึ่งอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์นัก มีความหนา 34 หน้า และคาดว่ามีอายุตั้งแต่ 1,100-1,200 ปี ทางการตุรกีรายงานความเป็นไปได้ว่าวัตถุโบราณชิ้นนี้น่าจะถูกลักลอบนำเข้ามาจากประเทศซีเรียที่กำลังอยู่ในระหว่างสงครามกลางเมือง เนื่องจากกลุ่มรัฐอิสลามอย่าง ISIS มีชื่อเสียงเรื่องการลักลอบจำหน่ายวัตถุโบราณเพื่อหาทุนมาเป็นเวลานานแล้ว และคัมภีร์ไบเบิลที่พบนี้น่าจะเคยถูกเก็บไว้ในโบสถ์มาก่อน เนื่องจากโบสถ์ในซีเรียมักจะมีความเก่าแก่มากโดยเฉพาะในเมือง Antioch และ Damascusปัจจุบันคัมภีร์ไบเบิลที่ถูกพบคาดกันว่าถูกนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนที่จะมีการนำไปเข้ากระบวนการทางกฎหมายต่อไป ในช่วงหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลตุรกีได้ปฏิบัติการต่อต้านการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายมาแล้วมากกว่า 1,000 ครั้ง แต่ก็ดูเหมือนว่าการลักลอบซื้อขายวัตถุโบราณก็ยังคงไม่หมดไปจากประเทศ ก่อนหน้านี้ระหว่างปฎิบัติการต่อต้านการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมายในปี 2000 ตำรวจตุรกีได้ยึดคัมภีร์ไบเบิ้ลโบราณอายุกว่า 1500 ปีมาจากขบวนการลักลอบซื้อขายวัตถุโบราณและได้นำไปเก็บรักษาไว้อย่างดีจนถึงปี 2010 คัมภีร์ไบเบิ้ลนี้ได้ถูกส่งต่อไปยังพิพิธภัณฑ์ศึกษาด้านชาติพันธุ์วิทยาในกรุงอันคาร่าเพื่อทำการซ่อมแซม รายงานระบุว่า เนื้อหาในพระคัมภีร์เขียนเกี่ยวกับคำสอนของพระเยซูในยุคต้นๆ รวมทั้งการพยากรณ์การกำเนิดของนบีมูฮัมหมัดโดยเขียนตัวอักษรด้วยทองคำเป็นภาษาท้องถิ่นอราเมียน(Aramaic)บนหนังสัตว์ ซึ่งเป็นภาษาที่พระเยซูใช้ในการเทศนาในสมัยนั้น คาดว่าพระคัมภีร์นี้มีมูลค่าถึง 15 ล้านดอลล่าร์

Read More

13/11/2562

อิหร่านเปิดเหมืองแร่ทองคำเพิ่ม สู้มาตรการคว่ำบาตรรอบสอง


มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านรอบสองของสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2018 ทำให้อิหร่านเพิ่มการทำเหมืองแร่ทองคำมากขึ้น เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ เพิ่มการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ชุมชนท้องถิ่น หลังจากที่เคยเปิดโรงงานถลุงแร่ทองแบบเต็มพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไปแล้วเมื่อปี 2015Iran Minerals Production and Supply Company (IMIDRO) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบรรษัทเหมืองแร่และอุตสาหกรรมเหมืองแร่แห่งชาติอิหร่าน เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับกลุ่มอุตสาหกรรมและบริษัทเอกชนในการพัฒนาเหมืองแร่แบบดั้งเดิมรวมถึงเหมืองทองคำขนาดเล็ก 6 แห่ง ทั่วทั้งประเทศโดยเฉพาะทางตอนกลางของจังหวัดอิสฟาฮาน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดโคราซาน ตะวันออกและตะวันตกของจังหวัดอาเซอร์ไบจาน ซึ่งนอกจากจะเพื่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจแล้ว การพัฒนาเหมืองแร่ในครั้งนี้ก็เพื่อทำให้เหมืองแร่เหล่านี้เป็นเหมืองแร่ที่ถูกกฎหมายด้วย มีรายงานของศูนย์เบลเฟอร์เพื่อวิทยาศาสตร์และกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่าอิหร่านเป็นเจ้าของทรัพยากรแร่ของโลกประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ เป็นเจ้าของน้ำมันที่พิสูจน์ 10 เปอร์เซ็นต์ และเป็นเจ้าของก๊าซธรรมชาติสำรอง 16 เปอร์เซ็นต์ของโลก นอกจากนี้อิหร่านยังมีเงินทุนำรองในรูปทองคำประมาณ 320 ตัน มีสังกะสี ทองแดง และเหล็กเป็นทุนสำรองอีกจำนวนมากสภาทองคำโลก (WGC) รายงานว่าความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองของอิหร่านเพิ่มขึ้น 200% เมื่อเทียบเป็นรายปี มาแตะที่ระดับ 15.2 เมตริกตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี ทั้งนี้เป็นเพราะมาตรการคว่ำบาตรที่ทำให้ผู้คนเกิดความไม่มั่นใจในเศรษฐกิจ ค่าเงินลดลง ทำให้ความต้องการ ทองคำแท่งและเหรียญทองคำมีมากขึ้น ก่อนหน้านี้ในปี 2015 อิหร่านได้เปิดโรงงานถลุงแร่ทองแห่งใหม่ ใกล้เหมืองซาเรห์ ชูราน ในจังหวัดอาเซอร์ไบจันตะวันตก ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยสินแร่ทองคำ เงิน และปรอท พร้อมคาดการณ์เหมืองแห่งนี้มีทรัพยากรแร่กว่า 20 ล้านตันโรงถลุงแร่แห่งใหม่ของอิหร่านแห่งนี้ มีมูลค่ากว่า 31 ล้านดอลลาร์ ประมาณ 1,017.5 ล้านบาท ถือว่าใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยกระบวนการผลิตจะใช้เทคโนโลยีเฉพาะที่คิดค้นขึ้นโดยชาวอิหร่าน สามารถให้ผลผลิตที่เป็นทองคำได้ปีละ 3 ตัน ผลิตแร่เงินได้ปีละ 2.5 ตัน และผลิตปรอทได้ปีละ 1.5 ตัน โครงการเปิดโรงถลุงแร่ทองคำนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจของอิหร่าน ที่มุ่งเน้นเสริมสร้างศักยภาพของเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงใช้ทรัพยากรในประเทศอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมทางเศรษฐกิจโดยใช้ความรู้เป็นพื้นฐาน และอิหร่านตั้งเป้าว่าจะต้องเป็นประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจโดยมีความรู้เป็นพื้นฐานอันดับ 1 ของภูมิภาคให้ได้

Read More

13/11/2562

ตุรกีจับมือ เวเนซุเอลา ทำธุรกิจทองคำ ไม่สนมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ


จากมาตรการการคว่ำบาตรของสหรัฐฯและแรงกดดันจากนานาชาติ ทำให้รัฐบาลเวเนซุเอลาต้องหาทางออกในการหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ โดยหันไปพึ่งพาหุ้นส่วนในตะวันออกกลางมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ ประเทศตุรกี ที่ล่าสุดได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการเป็นหุ้นส่วนธุรกิจเหมืองทองคำ และการให้ความช่วยเหลือด้านการสาธารณสุข การศึกษาและด้านมนุษยธรรม คาดว่าข้อตกลงร่วมมือในธุรกิจเหมืองทองคำนี้เกิดขึ้นเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการผลิตแห่งชาติของเวเนซุเอลา เดินทางเยือนตุรกีเมื่อต้นปี 2019 ซึ่งมีรายงานข่าวออกมาว่าเขาได้ไปเยี่ยมชมโรงงานอุตสาหกรรมทองคำในเมืองโครัม ซึ่งเป็นโรงสกัดทองคำที่มีกำลังการผลิต 365 ตันต่อปี ทั้งนี้มีรายงานว่า เวเนซุเอลาส่งออกทองคำไปยังตุรกีเพื่อความปลอดภัยตั้งแต่ต้นปีที่2018 แต่ถึงตอนนี้จุดประสงค์หลักในการส่งออกทองคำของเวเนซุเอลาไม่ใช่เพื่อความปลอดภัยแล้ว แต่เพื่อปรับแต่งแร่มีค่าให้บริสุทธิ์และสร้างเงินทุนให้ไหลเข้าสู่เวเนซุเอลา ซึ่งมีแนวโน้มที่จะอยู่ในรูปแบบของให้บริการเนื่องจากการคว่ำบาตรของสหรัฐที่ห้ามสถาบันการเงินทำธุรกรรมกับเวเนซุเอลาในรูปของดอลลาร์มีรายงานว่าในช่วงเก้าเดือนแรกของปี2018 ตุรกีนำเข้าทองคำจากเวเนซุเอลาถึง 900 ล้านดอลลาร์( ราว 28,800 ล้านบาท หรือประมาณ 23.6 ตัน ชี้ให้เห็นว่าทองคำกำลังเข้ามาแทนที่น้ำมันในฐานะแหล่งรายได้หลักของเวเนซุเอลา ซึ่งความสัมพันธ์ของตุรกีกับเวเนซุเอลานี้ น่าจะสร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลสหรัฐมากยิ่งขึ้น เนื่องจากรัฐบาลตุรกีละเมิดมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศโดยการซื้อทองคำหลายตันของเวเนซุเอลานั่นเองนอกจากตุรกีแล้วรัฐบาลวอชิงตันยังกำลังจับตาความเคลื่อนไหวทางการค้าระหว่างเวเนซุเอลากับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี ) มีรายงานว่ารัฐบาลอารากัสของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา เตรียมส่งออกทองคำแท่งน้ำหนักรวมมากถึง 15 ตันไปยังยูเออีตามความร่วมมือแบบเดียวกับตุรกี โดยข้อมูลข่าวกรองของรัฐบาลวอชิงตันอ้างว่ารัฐบาลมาดูโรส่งทองคำไปยังยูเออีแล้ว 3 ตัน เมื่อเดือนมกราคม 2019 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ มีรายงานด้วยว่าเวเนซุเอลาฝากทองคำแท่งไว้กับธนาคารแห่งอังกฤษ ( บีโออี ) มากถึง 132 ตัน และส่งออกทองคำจำนวนหนึ่งไปยังรัสเซียเมื่อไม่นานมานี้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีฝ่ายใดออกมาแสดงท่าทีต่อรายงานดังกล่าว แต่สหรัฐฯกำลังพิจารณาทุกมาตรการที่เป็นไปได้ต่อสถานการณ์ในเวเนซุเอลา และยืนยันว่ามาตรการทางทหารจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆนี้

Read More

13/11/2562

บทบาทของจีน ในตลาดทองคำโลก


สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐยังไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆแม้ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณจะลงนามในข้อตกลงการค้าเฟสแรกกับจีนในเร็วๆนี้ แต่ก็ไม่มีอะไรยืนยันว่าการลงนามนี้จะเกิดขึ้นจริง ขณะที่สหรัฐฯยังคงเรียกเก็บภาษีสินค้าจากจีนต่อไปทุกรายการ เพื่อลดอัตราสี่ยงและการกระจายพอร์ตเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ จีนจึงดำเนินนโยบายลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯลงและหันไปเพิ่มทองคำสำรองแทนกระทรวงการคลังของสหรัฐฯเปิดเผยข้อมูลเมื่อสิ้นเดือนตุลาคม 2019 ที่ผ่านมาว่าจีนลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯลงสู่ระดับตํ่าสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2017 โดยลงไปที่ระดับ 1.104 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ตั้งแต่ต้นปี 2019 เป็นต้นมาจีนได้ลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯลงเกือบ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ และเกือบ 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์หากนับตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว แต่ถึงแม้การถือครองจะลดลงแต่จีนยังคงเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น ขณะเดียวกันจีนก็ได้ถือครองทองคำสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นมาออย่างต่อเนื่องด้วย นับตั้งแต่เดือนธันวาคมปี2018 ถึงเดือนกันยายน 2019 จีนซื้อทองคำรวมแล้ว 105.7 ตัน และไม่ใช่แค่จีนเท่านั้นที่เพิ่มการถือครองทองคำ ยังมีธนาคารกลางรัสเซีย ตุรกีและคาซัคสถาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเบลารุส ที่เพิ่มปริมาณทองคำสำรองในปี 2019 นี้ หรือแม้กระทั่งเยอรมนีก็ได้เพิ่มการถือครองทองคำเป็นครั้งแรกในรอบ 21 ปีในเดือนกันยายนจากระดับ 108.25 ล้านออนซ์สู่ระดับ 108.34 ล้านออนซ์ หรือเพิ่มขึ้นราว 2.8 ตันความต้องการทองคำในภาคธนาคารกลางจึงถือว่ามีบทบาทสำคัญในตลาดทองคำโดยคิดเป็นสัดส่วน 10% ของความต้องการ(อุปสงค์)ทองคำทั้งหมด สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อทองคำในหมู่ธนาคารกลางทั่วโลกได้เป็นอย่างดี ขณะที่สภาทองคำโลก(WGC) คาดการณ์ว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปในอีก 12 เดือนข้างหน้า นี่จึงน่าจะเป็นอีกปัจจัยประการหนึ่งที่สร้างเสถียรภาพให้แก่ราคาทองคำในตลาดโลกก่อนหน้านี้ (กันยายน 2018 ) สภาทองคำโลก (WGC) ได้ประกาศระหว่างการประชุมประจำปีที่เมืองโคโลราโดสปริงส์ ในสหรัฐอเมริกาว่าจะมีการจัดตั้งไชน่า แชปเตอร์ (China Chapter) เพื่อขยายความร่วมมือระหว่างสภาทองคำโลกและอุตสาหกรรมทองคำของจีน โดยแถลงการณ์ของ ประธานสภาทองคำโลกระบุว่าอุตสาหกรรมทองคำของจีนได้พัฒนาอย่างยอดเยี่ยมตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา และปัจจุบันจีนถือเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก นอกจากนั้นสภาทองคำโลก ซึ่งมีฐานอยู่ในกรุงลอนดอน ยังแต่งตั้งนายซ่ง ซิน ประธานสมาคมทองคำแห่งประเทศจีน (CGA) และวิสาหกิจทองคำแห่งประเทศจีน (CNGC) เป็นประธานคนแรกของไชน่า แชปเตอร์อีกด้วย ทั้งนี้

Read More

13/11/2562

ประกันภัยร้านทอง ของมันต้องมี


ปัจจุบันการปล้นร้านทองเกิดขึ้นแทบจะทุกวัน ซึ่งในแต่ละครั้งก่อให้ความสูญเสียต่อทรัพย์สินและชีวิตของเจ้าของร้าน ลูกจ้าง และผู้ประสบเหตุ การประกันภัยร้านทองจึงน่าจะเป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการร้านทองในกรณีที่ร้านทองถูกชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์เพื่อช่วยแบ่งเบาความเสียหายนี้ การประกันภัยร้านทอง คือ การประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองความเสียหายให้กับเจ้าของร้านทองในกรณีที่ร้านทองถูกชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ เป็นหลักประกันที่ผู้ประกอบกิจการร้านทองควรทำไว้ เพราะการประกันภัยร้านทองให้ความคุ้มครองเบื้องต้นใน 3 หมวดคือ • ให้ความคุ้มครองต่อทองรูปพรรณและทองคำแท่งที่ถูกชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์ หรือวิ่งราวทรัพย์ไปภายในสถานที่เอาประกันภัย • ให้ความคุ้มครองตัวอาคาร ตู้นิรภัย กระจก เฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่ง เครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ เครื่องชั่ง และโทรทัศน์วงจรปิดที่เกิดจากการชิงทรัพย์หรือการปล้นทรัพย์ภายในสถานที่เอาประกันภัย • ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและเงินชดเชยผลประโยชน์การเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ สายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงของ เจ้าของร้าน บุคคลในครอบครัว ลูกจ้าง พนักงานรักษาความปลอดภัย ที่เกิดจากการชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์หรือวิ่งราวทรัพย์ด้วย กรมการประกันภัย ได้ร่วมมือกับสมาคมประกันวินาศภัย บริษัทประกันวินาศภัย และสมาคมค้าทองคำ พิจารณาหาแนวทางในการจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยร้านทองเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการร้านทองโดยสรุปรายละเอียดของเบี้ยประกันไว้ดังนี้(1) ความเสียหายต่อทองคำที่มีไว้เพื่อจำหน่ายอันเกิดจากการชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์ภายในสถานที่เอาประกันภัย โดยกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยอยู่ระหว่าง 0.90%-1.10% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย(2) ความเสียหายต่อตัวอาคาร ตู้นิรภัย กระจก เฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งติดตั้ง ตรึงตรา เครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ตู้แสดงสินค้าทองคำ เครื่องชั่ง และโทรทัศน์วงจรปิด อันเกิดจากการชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ หรือวิ่งราวทรัพย์ภายในสถานที่เอาประกันภัย โดยกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยอยู่ระหว่าง 0.05%-3% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย(3) กรณีการเสียชีวิต การสูญเสียอวัยวะ สายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง และ ค่ารักษาพยาบาลของผู้เอาประกันภัย บุคคลในครอบครัว ลูกจ้าง และ/หรือพนักงานรักษาความปลอดภัย และลูกค้าซึ่งเกิดจากการชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ภายในสถานที่เอาประกันภัย โดยกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยอยู่ระหว่าง 0.03%-0.075% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยทั้งนี้สมาคมค้าทองคำ ยังได้ประสานงานไปยังบริษัทประกันภัย เพื่อให้แต่ละบริษัทจัดทำแพ็คเกจเบี้ยประกันภัยและความคุ้มครองที่เหมาะสมกับร้านทอง และมอบส่วนลดพิเศษสำหรับสมาชิกของสมาคมค้าทองคำซึ่งมีบริษัทประกันภัยเข้าร่วมโครงการ จำนวน 7บริษัท ได้แก่ บริษัทแองโกลอีสต์ บริษัทกรุงเทพประกันภัย บริษัทวิริยะประกันภัย บริษัทเมืองไทยประกันภัย บริษัททิพยประกันภัย บริษัทมิตรแท้ประกันภัย และบริษัทเจพีประกันภัย ซึ่งสมาชิกสมาคมค้าทองคำสามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลค่าเบี้ยประกันภัย ความคุ้มครอง และอัตราส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับสมาชิกได้ตามความเหมาะสมจากข้อมูลข้างต้น

Read More

13/11/2562

ความสำคัญของเครื่องประดับไทย


เครื่องประดับไทยนั้น มี 2 ประเภท คือ ศิราภรณ์ หมายถึง เครื่องประดับศีรษะ และ ถนิมพิมพาภรณ์ หมายถึง เครื่องประดับกาย แต่ปัจจุบันเรียกรวมๆกัน ว่า เครื่องประดับ ซึ่งมีความหมายถึง เครื่องหรือวัตถุที่ผลิตจากวัสดุมีค่า เช่น ทองคำ เงิน และ อัญมณี ใช้ในการประดับตกแต่งบนร่างกายมนุษย์ เครื่องประดับของไทยที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนั้น มีต้นกำเนิดและพัฒนาการที่ยาวนาน ตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงรัตนโกสินทร์ และได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นมา มิใช่เพียงเพื่อใช้ตกแต่งร่างกาย หรือเพื่อแสดงทักษะทางฝีมืออันประณีตเท่านั้น แต่ใช้ในการแสดงออกทางด้านจิตใจ ความเชื่อ และแสดงสถานะทางสังคม ดังนั้นเครื่องประดับของไทยจึงมีบทบาทสำคัญในหลายด้านได้แก่ • เพื่อตกแต่งร่างกายให้มีความสวยงาม เช่น การใช้สร้อยคอ สร้อยข้อมือ กำไลแขน กำไลข้อมือ กำไลข้อเท้า แหวน ต่างหู เข็มขัด เข็มกลัด ปิ่นปักผม เครื่องประดับเหล่านี้มีการออกแบบ ตลอดจนการใช้วัสดุที่แตกต่างกันไปตามยุคสมัย บางอย่างก็เลิกใช้ไปแล้ว เช่น "จับปิ้ง" ที่ทำด้วยเงิน ทอง หรือนาก และเข็มขัดทอง เข็มขัดนาก ซึ่งไม่ค่อยมีให้เห็นแล้วในปัจจุบัน • เพื่อแสดงฐานะทางเศรษฐกิจของผู้สวมใส่ หากใช้เครื่องประดับที่มีราคาแพง เช่น ทำจากวัสดุที่มีค่าและราคาแพงมาก ก็แสดงว่าผู้สวมใส่มีฐานะดี แต่ถ้าทำจากวัสดุที่มีราคาไม่แพงนัก หรือไม่ใช้เครื่องประดับใดๆ ก็แสดงว่า บุคคลนั้นอาจมีฐานะยากจน • เพื่อแสดงสถานภาพทางสังคมของผู้สวมใส่ เช่น เป็นกษัตริย์หรือพระราชวงศ์ เป็นขุนนางชั้นสูง และเป็นพราหมณ์หรือผู้ประกอบพิธีทางศาสนาในราชสำนัก เครื่องประดับดังกล่าวนี้ มักมีการกำหนดไว้ในกฎมณเฑียรบาล หรือตามโบราณราชประเพณี บุคคลสามัญไม่สามารถตกแต่งด้วยเครื่องประดับเช่นนั้นได้ • เพื่อแสดงออกถึงความเชื่อในศาสนา และสิ่งเคารพบูชา เช่นพุทธศาสนิกชน ที่นิยมสวมใส่พระเครื่องไว้ที่คอ รวมทั้งเครื่องรางของขลังต่างๆ เช่น ตะกรุด ผ้ายันต์ นอกจากจะเป็นการแสดงออกถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเชื่อว่าช่วยคุ้มครองป้องกันภยันตรายต่างๆ ได้ด้วยนอกจากนี้เครื่องประดับยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อของผู้สวมใส่ด้วยเช่น • ไม่ควรห้อยหรือคล้องเครื่องประดับรูปกรงนก ติดตัวคนโบราณเชื่อว่ากรงนกเป็นเหมือนเครื่องพันธนาการกักขังผู้สวมใส่ทำให้ชีวิตขาดอิสระ แม้จะดูเก๋ก็ตาม • ไม่ควรใส่เครื่องประดับรูปจระเข้ เพราะจะโดนหักหลัง มีศัตรู • การใส่แหวนนิ้วก้อย จะไม่ต้องทำงานหนัก ใส่กำไลหยก จะมีอำนาจ สุขภาพดี ใส่ กำไรเงิน ชีวิตจะได้มี แต่กำไรเงินทองไหลมาเทมา

Read More

13/11/2562

การส่งออกเครื่องประดับไทยไปตลาดอาเซียน


อาเซียนถือเป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ เพราะตลาดมีขนาดใหญ่ด้วยมีประชากรมากกว่า 640 ล้านคน มีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น มีอัตราการเติบโตของ GDP อยู่ในระดับสูง อีกทั้งยังเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมากกว่า 125 ล้านคนต่อปี และมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหล่านี้เป็นปัจจัยบวกที่ทำให้ตลาดอาเซียนมีความน่าสนใจโดยเฉพาะการค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่ว่าจะเป็น เพชร พลอยสี เงิน ทองคำ และเครื่องประดับเทียม และเป็นโอกาสของไทยในตลาดอาเซียนด้วยเช่นกัน สิงคโปร์ ประเทศคู่ค้าหลักของไทยในอาเซียน ประชาชนมีฐานะความเป็นอยู่ดีและมีกำลังซื้อ ชาวสิงคโปร์มีรายได้สุทธิต่อเดือน 3,169.24 ดอลลาร์สหรัฐ สูงเป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกา ประชาชนนิยมใส่เครื่องประดับทั้งในชีวิตประจำวัน และในโอกาสสำคัญต่างๆ นอกจากนี้ ชาวสิงคโปร์ยังนิยมลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ รวมทั้งทองคำ ซึ่งมีการนำเข้าจำนวนมาก โดยไทยสามารถส่งออกทองคำไปยังสิงคโปร์ได้เป็นอันดับ 2 ของการส่งออกทองคำทั้งหมดไปยังตลาดโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งเศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยทองคำ ก็เป็นสินค้าอีกรายการที่สิงคโปร์นำเข้าจากไทยในปริมาณสูงเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน กัมพูชา มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 6-7% และมีกลุ่มผู้มีกำลังซื้อ 20% ของจำนวนประชากรที่มีอยู่ราว 16 ล้านคน รสนิยมในทองคำและเครื่องประดับทองของชาวกัมพูชา เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยให้ความสนใจสินค้าที่มีคุณภาพและแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมากขึ้น และมีความต้องการทองคำและเครื่องประดับทองเพื่อการเก็งกาไรและสร้างความมั่งคั่งมากขึ้น กัมพูชาจึงนำเข้าทองคำจานวนมากจากไทยและมีการส่งเศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยทองคำมายังไทยเพื่อทำการหลอมใหม่เป็นจานวนมาก นอกจากนี้ เพชรยังเป็นสินค้าอีกชนิดหนึ่งที่กัมพูชานิยมนำเข้าจากไทยด้วย อินโดนีเซีย มีประชากรมากกว่า 270 ล้านคน อยู่ในอันดับ 4 ของโลก รองจากจีน อินเดีย และสหรัฐอเมริกาจึงเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ชาวอินโดนีเซียนิยมบริโภคอัญมณีและเครื่องประดับทองคำเป็นอย่างมากตามวัฒนธรรมและค่านิยม แต่เนื่องจากราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นทำให้ผู้บริโภคหันมานิยมเครื่องประดับเงินมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับสินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปอินโดนีเซียเกือบทั้งหมด คือ ทองคำ รองมา คือ โลหะเงิน และเครื่องประดับเงิน ตามลำดับ เมียนมา เป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะพลอยสีเช่น ทับทิม และไพลิน เหล่านี้เป็นปัจจัยดึงดูดการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ ยังมีจำกัดเรื่องช่างฝีมือและเทคโนโลยีการผลิต ทำให้มีการส่งพลอยก้อนมาไทยและจีนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ปัจจุบัน มูลค่าการค้าอัญมณีและเครื่องประดับระหว่างไทยกับเมียนมายังไม่สูงนัก และสินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปเมียนมา คือ ทองคำ มาเลเซีย เป็นแหล่งผลิตและส่งออกเครื่องประดับทองที่มีศักยภาพแห่งหนึ่งในตลาดโลก แต่แนวโน้มของคนรุ่นใหม่ชอบเครื่องประดับที่มีการดีไซน์ที่ทันสมัย จึงมีการนำเข้าจากไทยซึ่งออกแบบได้ตรงความต้องการ ทำให้ไทยสามารถส่งออกเครื่องประดับทองไปยังมาเลเซียได้เป็นอันดับ 3 รองจากการส่งออกไปสิงคโปร์และกัมพูชา สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยเป็นสินค้าที่ผลิตเพื่อส่งออกจาหน่ายในต่างประเทศเป็นหลัก เนื่องจากทักษะฝีมือแรงงานของไทยมีความชำนาญ ทั้งการเจียระไนอัญมณีและผลิตเครื่องประดับ โดยอาเซียนก็เป็นอีกตลาดที่สำคัญและมีแนวโน้มการขยายตัวดี โดยเฉพาะ ตลาดทองคำ เศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยทองคำ เครื่องประดับทอง เครื่องประดับเงิน และเครื่องประดับเทียม อาเซียนจึงเป็นเสมือนขุมทรัพย์ที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม

Read More

13/11/2562

การค้าเครื่องประดับของไทยกับอาเซี่ยน


สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) รายงานตัวเลขมูลค่าการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยกับอาเซียน ระหว่างเดือนมกราคม-สิงหาคม 2019 พบว่า มีมูลค่าการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้น 42.94% โดยประเทศคู่ค้าสำคัญ 3 อันดับแรก คือ สิงคโปร์ มีมูลค่าการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้น 1.01 เท่า รองมา คือ กัมพูชา เพิ่มขึ้น 20.41% และอินโดนีเซีย ลดลง 25.90% ขณะที่เมียนมาเป็นประเทศคู่ค้าที่มีอัตราการขยายตัวสูงที่สุดถึง 1.21 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้าที่ส่งออกไปยังอาเซียนมากที่สุดคือ ทองคำ สำหรับประเทศไทย อัญมณีและเครื่องประดับเป็นสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับที่3 รองจากรถยนต์ และคอมพิวเตอร์ โดยการส่งออกไปยังตลาดอาเซียนนั้นคิดเป็น 15.36% ของการส่งออก อัญมณีและเครื่องประดับทั้งหมด โดยมี สิงคโปร์ กัมพูชา และอินโดนีเซีย เป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญและมีสินค้าที่ส่งออกมากที่สุด 6 อันดับได้แก่1. ทองคำ คิดเป็นสัดส่วน 76.97% ของการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปอาเซียน โดยมีสิงคโปร์เป็นประเทศคู่ค้าหลัก คิดเป็นสัดส่วน 70.95% ด้วยมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 2.09 เท่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการส่งออกทองคำเพื่อการลงทุนและเพื่อไปสกัดให้เป็นทองคาบริสุทธิ์ 99.99% ประเทศคู่ค้ารองลงมา คือ กัมพูชา คิดเป็นสัดส่วน 23.08% แต่มีมูลค่าส่งออกลดลง 71.65% โดยทองคำที่ส่งไปกัมพูชาส่วนใหญ่เพื่อบริโภคภายในประเทศและใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเครื่องประดับทองของโรงงานต่างชาติที่เข้าไปตั้งฐานการผลิตในกัมพูชา2. เครื่องประดับเทียม คิดเป็นสัดส่วน 3.07% ของการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปอาเซียน ซึ่งสิงคโปร์เป็นประเทศคู่ค้าหลัก คิดเป็นสัดส่วน 97.38% รองลงมา คือ เวียดนาม 3. เครื่องประดับทอง คิดเป็นสัดส่วน 2.21% ของการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปอาเซียน โดยสิงคโปร์เป็นประเทศคู่ค้าหลัก คิดเป็นสัดส่วน 52.47% ด้วยมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น 22.16% ถัดมา คือ กัมพูชา คิดเป็นสัดส่วน 16.14% 4. เครื่องประดับเงิน คิดเป็นสัดส่วน 1.14% ของการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปอาเซียน ซึ่งสิงคโปร์เป็นประเทศคู่ค้าหลัก คิดเป็นสัดส่วน 45.99% ประเทศคู่ค้ารองลงมา คือ มาเลเซีย คิดเป็นสัดส่วน 41.93% 5. พลอยสีเจียระไน คิดเป็นสัดส่วน 0.87% ของการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปอาเซียน โดยสิงคโปร์เป็นประเทศคู่ค้าหลัก คิดเป็นสัดส่วน 79.39% รองลงมา คือ มาเลเซีย คิดเป็นสัดส่วน 9.80% 6. เพชรเจียระไน คิดเป็นสัดส่วน 0.81% ของการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปอาเซียน ซึ่งมีกัมพูชาเป็นประเทศคู่ค้าหลัก คิดเป็นสัดส่วน 67.28% ประเทศคู่ค้ารองลงมา คือ เวียดนาม คิดเป็นสัดส่วน 11.30% ในส่วนของการนำเข้านั้นพบว่า ในช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม ปี 2019 ไทยมีการนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับจากประเทศอาเซียนลดลงทุกประเทศ โดยสินค้านำเข้าหลักจากอาเซียนยังคงเป็นทองคำด้วยมูลค่า 991 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 64.94% ของการนาเข้าจากอาเซียน โดยนำเข้าจากสิงคโปร์และกัมพูชาเกือบทั้งหมด รองลงมา คือ เศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยทองคา ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นการนำเข้าจากกัมพูชาด้วยมูลค่า 476.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 31.21% ของการนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับจากอาเซียนทั้งหมด

Read More

13/11/2562

เมื่อเวียดนามจะกลายเป็นฐานการผลิตเครื่องประดับแทนไทย


การที่สหรัฐตัดสิทธิพิเศษทางการค้ากับไทย ทำให้สินค้าหลายประเภทได้รับผลกระทบ รวมถึงสินค้าเครื่องประดับอัญมณี ทองคำและเงิน กระกอบกับปัจจุบันอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยกาลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงาน ทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปไม่น้อย ซึ่งคู่แข่งในอุตสาหกรรมเครื่องประดับและอัญมณีที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียนของไทยก็คือ เวียดนามนั่นเองสาเหตุที่ทำให้เวียดนามได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกมาจากปัจจัยหลายอย่าง หนึ่งคือมีแรงงานจำนวนมากและมีค่าจ้างแรงงานไม่สูงมากเมื่อเทียบกับไทย โดยค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในเวียดนามซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค จะอยู่ที่ 2,920 – 4,180 ล้านดองต่อเดือนหรือ3,854.82 – 5,518.20 บาทต่อเดือน ส่วนไทยมีค่าจ้างขั้นต่ำสูงกว่าเวียดนามประมาณ 1.5-3 เท่าตัว อีกทั้งเวียดนามยังมีประชากรวัยแรงงานถึง 58 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนมากพอสำหรับการรองรับการลงทุนทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่สำคัญแรงงานเวียดนามนั้นมีความขยันและมีทักษะฝีมือที่สามารถพัฒนาได้ เนื่องจากมีพื้นฐานจากการเป็นประเทศที่ผลิตเครื่องประดับทองด้วยมืออยู่แล้วนอกจากนี้จากการที่เวียดนามวางเป้าหมายเป็นฐานการผลิตของโลกในปี 2563 รัฐบาลจึงได้มีการปรับปรุงกฎระเบียบและกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ รวมถึงการอำนวยความสะดวกให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างมาก ที่สำคัญเวียดนามยังได้รับ สิทธิพิเศษทางการค้าจากความตกลงการค้าเสรีต่างๆ และสิทธิ์ GSP จากสหรัฐและสหภาพยุโรป จึงอาจดึงดูดให้ชาวต่างชาติเลือกเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตเครื่องประดับในเวียดนามแทนไทย และเวียดนามอาจกลายเป็นคู่แข่งของไทยในการลงทุนและส่งออกเครื่องประดับได้ในอนาคต แม้ว่าปัจจุบันเวียดนามจะมีบริษัทต่างชาติที่ตั้งโรงงานผลิตเครื่องประดับจานวนน้อยและเป็นรองไทยอยู่มากก็ตามในอดีตอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องประดับเวียดนามดำเนินการโดยผู้ประกอบการท้องถิ่นรายเล็ก ในลักษณะธุรกิจครอบครัว ผลิตสินค้าแบบดั้งเดิมที่ไม่มีตราสินค้าเป็นของตนเอง เน้นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก แต่ในช่วงกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมาเวียดนามได้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ และเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ ผู้ประกอบธุรกิจท้องถิ่นหลายรายจึงได้เริ่มพัฒนาการลงทุนเป็นการผลิตแบบโรงงานขนาดใหญ่ มีการสร้างตราสินค้าเป็นของตนเองมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศแล้วยังส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้นด้วย สำหรับการลงทุนผลิตเครื่องประดับในเวียดนามไม่มีข้อจากัดมากนัก และต่างชาติสามารถจัดตั้งบริษัทโดยถือหุ้นได้ถึงร้อยละ 100 หรือร่วมทุนกับคนท้องถิ่น ไม่จำกัดเงินทุนขั้นต่ำ แต่โดยทั่วไปเงินทุนขั้นต่ำอยู่ที่ 10,000 เหรียญสหรัฐขึ้นไป แต่หากจะลงทุนผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับทองคำ ซึ่งนอกจากการขอใบรับรองการลงทุนและหนังสือรับรองการจดทะเบียนจากหน่วยงานของรัฐที่ทาหน้าที่รับจดทะเบียนการลงทุนแล้ว ผู้ลงทุนยังจะต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจและใบรับรองจากธนาคารแห่งชาติเวียดนามด้วย

Read More

13/11/2562

ผลกระทบต่อสินค้าเครื่องประดับของไทย เมื่อสหรัฐฯตัดสิทธิ GSP


การตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือGSP ของสหรัฐกับสินค้าบางชนิดที่นำเข้าจากประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ จากเดิมที่เคยเสียภาษี ร้อยละ 0 เกือบทุกรายการ อาจต้องเสียภาษีการนำเข้าในอัตราที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เครื่องประดับแท้ เครื่องทองหรือเครื่องเงิน ไข่มุก และรัตนชาติ หลังคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ใน 6 เดือนข้างหน้า (วันที่ 25 เมษายน 2563)การระงับสิทธิGSP ในครั้งนี้ส่งผลให้สินค้าไทย จำนวน 22 รายการย่อย ใน 4 สินค้าหลักได้แก่ พิกัด 7113 เครื่องประดับแท้ พิกัด 7114 เครื่องทองหรือเครื่องเงิน พิกัด 7116 ของทำด้วยไข่มุก และรัตนชาติรวมถึงพิกัด 7117 เครื่องประดับเทียม ที่จะส่งออกไปยังสหรัฐฯตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2563 เป็นต้นไปจะต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราปกติ ต่ำสุดคือ ร้อยละ 0 เช่น ไข่มุด เพชร ฝุ่นหรือผงของรัตนชาติหรือกึ่งรัตนชาติ โลหะแพลทินัม เป็นต้น ส่วนอัตราสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 13.5 ได้แก่ เครื่องประดับแท้ ส่วนทองคำเสียภาษีในอัตราร้อยละ 4.1อย่างไรก็ดี ปัจจุบันไทยได้รับการต่อสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ในกลุ่มสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไปแล้วก่อนหน้านี้โดยผลบังคับใช้ไปจนถึงปลายปี 2563 ทำให้การนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไปยังสหรัฐฯ มีอัตราภาษีเป็นร้อยละ 0 เกือบทุกรายการ ยกเว้นพิกัด 7113.11.50 เครื่องประดับเงินซึ่งมีมูลค่าเกินกว่าโหล/ชิ้นละ 18 เหรียญสหรัฐฯ และพิกัด 7113.19.50 เครื่องประดับแท้ที่ทำด้วยทองคำหรือแพลทินัม ที่ต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 5.0 และร้อยละ 5.5 ตามลำดับ ทั้งนี้ ในปี 2561 สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยรวมเป็นมูลค่า 1,354.61 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 5.25 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งการตัดสิทธิ GSP จะทำให้การส่งออกสินค้าในกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับของไทยมีต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 6.43 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เนื่องจากจะถูกเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 5.79 จึงอาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย เครื่องประดับแท้ที่ทำด้วยทองคำหรือแพลทินัม ยังเป็นสินค้าไทยที่มีศักยภาพในการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ด้วยมูลค่าการนำเข้ารวมเป็นมูลค่า 831.88 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 61.41 ของมูลค่านำเข้ารวมทั้งหมด ส่วนการนำเข้าสินค้าในหมวดอัญมณี (เพชร พลอยสี และไข่มุก) ซึ่งมีอัตราภาษีนำเข้าปกติเป็น 0 จึงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ด้วยมูลค่านำเข้าจากไทย 364.13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 7.27 หรือคิดเป็นสัดส่วนการนำเข้าร้อยละ 26.88 ของมูลค่านำเข้ารวมจากไทยทั้งหมดทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกามีคำสั่งให้ระงับข้อตกลงตามมาตรการสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) กับสินค้าบางชนิดที่นำเข้าจากประเทศไทยเป็นการชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่าไทยไม่สามารถยกระดับสิทธิแรงงานให้เทียบเท่ามาตรฐานสากลได้ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ใน 6เดือนข้างหน้า หรือภายในวันที่ 25 เมษายน 2563 ส่งผลกระทบต่อสินค้าไทยที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงราว 1 ใน 3 ส่วน คิดเป็นมูลค่ารวม 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 39,000 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับด้วย

Read More

13/11/2562

โกลด์โคสต์ (GOLD COAST) สวรรค์ของคนรักเซิร์ฟ


เมืองโกลด์โคสต์ (Gold Coast) อยู่ในรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นเมืองใหญ่อันดับ 6 ของออสเตรเลีย และใหญ่เป็นอันดับ 2 ของรัฐควีนส์แลนด์ ยู่ห่างจากเมืองหลวงราว 75 กม. เป็นเมืองติดทะเล มีหาดทรายสีทองสวยงาม และเติบโตขึ้นอย่างมากหลังจากสร้างโรงแรมเซอเฟอส์พาราไดส์ ในปลายคริสต์ทศวรรษ 1920 ในฐานะสวรรค์ของนักท่องเที่ยวที่รักน้ำทะเล สวนสนุก กิจกรรมหวาดเสียว และสถานบันเทิงยามค่ำคืน เมืองโกลด์โคสต์ (Gold Coast) มีจุดเล่นกระดานโต้คลื่นที่ได้รับความนิยมถึง 2 แห่งคือ หาด Burleigh และหาดเซอเฟอร์พาราไดส์ (Surfers Paradise) ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ จะมีนักเล่นกระดานโต้คลื่นมืออาชีพจากทั่วโลกเดินทางมาแข่งขันโต้คลื่นกันที่นี่ ขณะเดียวกันก็มีกิจกรรมยอดฮิตอย่างเป็นปีนหน้าผา หรือกระโดดร่มสำหรับผู้ชื่นชอบการท้าทายให้สนุกกันอีกด้วยเมืองโกลด์โคสต์ยังเป็นแหล่งรวมคาสิโน สถานที่ช้อปปิ้ง และโรงแรมหรูและเป็นที่ตั้งของสวนสนุกที่มีชื่อเสียงในออสเตรเลีย เช่น Warner Brothers Movie World หรือ Movie World เป็นสวนสนุกที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นสุดตื่นเต้น การแสดงโชว์โลดโผน และขบวนพาเหรดของเหล่าตัวการ์ตูนชื่อดังจากค่าย Warner Brothers มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Batman, Austin Powers, Marilyn Monroe, Scooby-Doo and Shaggy, Looney Tunes เหมือนกับได้หลุดเข้าไปอยู่ในโลกภาพยนตร์กันเลยทีเดียว อีกทั้งยังมีโซนสัตว์น้ำSea World ที่มีการแสดงโชว์น่ารักๆของปลาโลมาและแมวน้ำแสนรู้ มีรถไฟเหาะ ที่มีความเร็วถึง 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เรือไวกิ้ง ล่องแก่ง และมีสวนน้ำสำหรับเด็กๆ อีกด้วย Wet’n’Wild Water World สวนสนุกแนวสวนน้ำที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นน่าตื่นเต้นทั้งของเด็ก และผู้ใหญ่ เช่น สไลเดอร์ความเร็วสูง Dream World เป็นสวนสนุกสุดมหัศจรรย์ที่รวมทุกอย่างไว้ที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นสุดหวาดเสียว สัตว์ป่าสุดน่ารัก และเหล่ามาสค๊อต ตัวการ์ตูนต่างๆ White Water World เป็นสวนน้ำอีกแห่งที่มี สไลเดอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Dreamworld มีเครื่องเล่นสุดตื่นเต้นมายมาย เช่น The Wedgie / The Green Room / The Cave of Waves Australian Outback Spectacular ชมการแสดงที่เล่าถึงตำนานและความกล้าหาญของคนในออสเตรเลีย ที่เสมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริง เมืองโกลโคสต์ยังเป็นแหล่งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทุกปีในช่วงเดือนมิถุนายน – พฤศจิกายนจะมีปลาวาฬหลังค่อมมาชุมนุมกันอยู่ตามแนวชายฝั่งมากถึง 25,000 ตัว สามารถนั่งเรือออกไปชมฝูงวาฬได้อย่างใกล้ชิด และมีศูนย์อนุรักษ์โคอาล่าแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลียชื่อ Lone Pine Koala Sanctuary มีโคอาล่าเป็นซึ่งเป็นสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์อาศัยอยู่มากถึง 130 ตัว ที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวทอลองอุ้มได้(วันละ 30 นาที)ที่โกลด์โคสต์มีสนามบินชื่อคูลังกัตตา (Coolangatta Airport) การเดินทางมาท่องเที่ยวเมืองนี้จึงง่ายและสะดวกสบายมาก

Read More

13/11/2562

ทองคำ ไม่ชอบความสงบ


นับจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี นักวิเคราะห์ชี้ว่าราคาทองคำ ยังคงแกว่งตัวในระดับสูงต่อไป จากเหตุปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้ง ของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดซึ่งจะทำมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้วถึง 3 ครั้งในปีนี้ สถานการณ์การBrexit ของอังกฤษที่ยังคงมีความผันผวน นโยบายผ่อนคลายการเงินของธนาคารกลางยุโรปหรือ ECB และตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯที่ดูเหมือนจะย่ำแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ สถานการณ์เหล่านี้หนุนให้ราคทองคำขยับไปต่อไป ซึ่งนักลงทุนสามารถทำกำไรระยะสั้นได้จากการแกว่งตัวเป็นหลักอีกปัจจัยที่อาจส่งผลต่อราคาทองคำคือการส่งสัญญาณให้การหนุนหลังไต้หวันและฮ่องกงในการต่อต้านรัฐบาลกลางกลางจีนของสหรัฐอเมริกา อาจทำให้ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศมีมากขึ้นแม้ที่ผ่านมาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนจะมีความคืบหน้ามากขึ้นแล้วก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวอาจมีการนำมาหารือกันในที่ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่จะมีขึ้นเร็วๆนี้ ซึ่งนั่นก็จะต้องจับตาดูว่าทางการจีนมีท่าทีหรือมีแนวโน้มการตอบโต้รัฐบาลสหรัฐฯอย่างไร ขณะเดียวกันก็คาดว่า Brexit น่าจะมีการขยายเวลาออกไปอีกอย่างน้อย 3 เดือน (ต้องรอฟังจากสหภาพยุโรปว่าจะให้ขยายหรือไม่) ส่งผลให้ราคาทองคำสวิงอยู่ในกรอบ 1480-1510 และในช่วงปลายสัปดาห์ก็จะมีการเปิดเผยรายงานตัวเลขเศรษฐกิจโดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร อัตราการว่างงาน รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงของสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำทั้งสิ้นเหตุปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนทองคำเนื่องจากราคายังมีความผันผวนและมีการเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยพื้นฐานหรือกระแสข่าวที่เข้ามากระทบ ดังนั้นการทำกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัวของทองคำจึงน่าจะเป็นการลงทุนที่เหมาะกับสถานการณ์ที่สุด ทั้งนี้นักวิเคราะห์ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,487 -1,476 เหรียญ ซึ่ง 1,476 ถือเป็นระดับต่ำสุดก่อนหน้าหากราคาอ่อนตัวหรือย่อตัวลงมาไม่ถึงในระดับนี้สามารถใช้โซนดังกล่าวในส่วนของการเข้าซื้อ เพื่อทำกำไรระยะสั้นใน อย่างไรแล้วก็ตามหากราคาขยับหรือดีดตัวขึ้นในหลายครั้งราคายังไม่สามารถผ่านในส่วนของกรอบแนวต้านด้านบนได้ ดังนั้นการที่ราคาขยับหรือดีดตัวขึ้นและแรงซื้อไม่ได้สนับสนุนมากพออาจทำให้เกิดแรงขายที่เพิ่มสูงขึ้น นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อยอาจจะทยอยแบ่งทองคำออกขายเพื่อลดความเสี่ยง แต่ถ้าหากรับความเสี่ยงได้สูงอาจจะถือครองทองคำต่อเพื่อไปขายที่แนวต้านถัดไป โดยอาศัยข่าวและปัจจัยพื้นฐานเข้ามาประกอบ ถ้าสถานการณ์โลกยังเป็นเช่นนี้ราคาทองคำก็จะแกว่งตัวต่อไป

Read More

13/11/2562

การเปิดAEC กับผลกระทบการค้าทองรูปพรรณในไทย


การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)ทำให้มีการยกเว้นภาษีการนำเข้าเครื่องประดับและอัญมณี ส่งผลต่อการค้าทองรูปพรรณไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะทำให้มีการนำเข้าเครื่องประดับทองหรือสร้อยม้วนที่มีทองคำเป็นส่วนประกอบ และมีการนำเข้าเครื่องประดับทองที่มีค่าความบริสุทธิ์ 22K หรือ 91.5% เข้ามามากขึ้น ทำให้การค้าทองรูปพรรณ (96.5% หรือ 23.16K) ของบ้านเราได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะธุรกิจการผลิตเครื่องประดับทองขนาดกลางและขนาดย่อมรวมถึงแรงงานช่างฝีมือในอุตสาหกรรมนี้ด้วยแม้จะรับผลกระทบแต่การลดหรือยกเลิกภาษีอากรนำเข้าและส่งออกสินค้าเครื่องประดับและอัญมณี ก็ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้ประโยชน์จากการนำเข้าวัตถุดิบจากอาเซียนมาใช้เป็นปัจจัยการผลิตได้ แต่ทั้งนี้ผู้ประกอบการไทยก็ต้องเร่งพัฒนารูปแบบสินค้าและบริหารต้นทุนการผลิตให้เหมาะสมเพื่อการส่งออกไปยังตลาดในภูมิภาคอาเซียนและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยไปตลาดอาเซียน จะต้องทำความเข้าใจโครงสร้างตลาด และพฤติกรรมการซื้ออัญมณีและเครื่องประดับของคนในอาเซียนด้วย โดยเฉพาะตลาด สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย ที่คนนิยมซื้ออัญมณีและเครื่องประดับเป็นอย่างมาก ตลาดอัญมณีและเครื่องประดับสิงคโปร์มีมูลค่าราว 8.52 หมื่นล้านบาท โดยคนนิยมซื้อเครื่องประดับทองมากกว่าเครื่องประดับเงิน เนื่องจากมักซื้อเพื่อการลงทุนและเก็งกำไร ตลาดมาเลเซีย มีมูลค่า 376,300 ล้านบาท ชาวมาเลเซียชอบเครื่องประดับทองมากกว่าเครื่องประดับเงินเช่นกัน โดยเทศกาลที่มีการซื้อขายมากคือ เดือนถือศีลอดของมุสลิม ฮารีรายอ ตรุษจีน คริสต์มาส และงานแต่งงาน โดยส่วนใหญ่การซื้อขายจะคึกคักช่วง 6 เดือนหลังของปีตลาดบรูไน มีมูลค่าประมาณ 2,480 ล้านบาท ชาวบรูไนนิยมทองรูปพรรณ เครื่องประดับทอง และหากเป็นเครื่องประดับเงินจะชอบเครื่องประดับที่มีขนาดใหญ่และหนากว่าไทย แต่มีน้ำหนักเบา และไม่นิยมซื้อต่างหู เนื่องจากผู้หญิงบรูไนจะสวมผ้าโพกศีรษะ ช่วงที่มีการซื้อสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสูงคือช่วงครึ่งปีหลัง แต่การซื้อขายแต่ละครั้งมีมูลค่าไม่มาก เพราะคนบรูไนระมัดระวังการใช้จ่าย ตลาดอินโดนีเซีย มูลค่าตลาดอัญมณีและเครื่องประดับ 1.36 ล้านล้านบาท ชาวอินโดนีเซียชอบทองรูปพรรณคล้ายชาวบรูไน และหากเป็นเครื่องประดับเงินจะเน้นเครื่องประดับลวดลายดอกไม้ ดวงดาว และรูปทรงเรขาคณิต สินค้าที่นิยมมากคือ กำไลข้อมือ แหวน สร้อยคอ และที่กลัดเสื้อ ชอบเครื่องประดับขนาดใหญ่และหนากว่าไทย แต่ต้องมีน้ำหนักเบา คนอินโดนีเซียมักซื้อทองและเครื่องประดับเพื่อลงทุนและเก็งกำไร โดยกลุ่มลูกค้าหลักคือผู้หญิง เมื่อมองโดยภาพรวมการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนี้ สร้างความกังวลให้ผู้ประกอบการค้าทองรูปพรรณของไทยไม่น้อย เพราะนอกจากทองรูปพรรณของไทยจะมีค่าความบริสุทธิ์ของทอง แตกต่างจากประเทศอื่นในอาเซียนแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่นลาวและกัมพูชาต่างก็ไม่นิยมนำเข้าจากไทย เนื่องจากสามารถผลิตเครื่องประดับทองภายในประเทศเองได้ อีกทั้งรูปแบบและสีสันที่นิยมก็แตกต่างออกไป แต่ในทางกลับกันการเปิด AEC จะทำให้มีการนำเข้าเครื่องประดับทองจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์มายังไทยเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดเพิ่มมากขึ้นด้วย

Read More

13/11/2562

ธปท.-กนง.ออกมาตรการควบคุมการซื้อขายทองคำ แก้ปัญหาบาทแข็ง


ธนาคารแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)เตรียมพิจารณาออก 3 มาตรการเพื่อแก้ปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทหนึ่งในนั้นคือมาตรการดูแลการซื้อขายเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับทองคำเนื่องจากประเทศไทยมีการส่งออกทองคำมูลค่าค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในภาวะราคาทองคำตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ที่ผ่านมาจึงมีเงินทุนจากการขายทองคำไหลเข้ามาถึงประมาณ 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นแรงกดดันค่าเงินบาท ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงจะเข้าไปดูเพื่อลดแรงกระแทกและไม่ให้มีผลกระทบต่อค่าเงินบาท ทั้งนี้เพราะการซื้อขายทองคำมีลักษณะเป็นการลงทุนเช่นเดียวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ แต่สร้างผลข้างเคียงด้านค่าเงิน จึงต้องเข้าไปดูกฎเกณฑ์ต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยจะไม่มีการห้ามการลงทุนซื้อขายทองคำ แต่จะเป็นการทบทวนกฎเกณฑ์เพื่อให้รายได้จากการซื้อขายทองคำไม่มีแรงกระแทกกับค่าเงินมากเกินไป ส่วนมาตรการอื่นๆคือ การทำให้เงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้าและออกเกิดความสมดุลมากขึ้น ในลักษณะเปิดเสรีให้นักลงทุนไทยทั้งรายบุคคลและสถาบันไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงให้ผู้ส่งออกสามารถพักเงิน และบริหารจัดการอยู่ในต่างประเทศได้นานขึ้น และมาตรการสุดท้ายคือ การดูประเด็นเชิงโครงสร้างด้านการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด โดยการออกมาตรการลดการเกินดุลบัญชีสะพัด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เช่นภาครัฐที่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ การลงทุนที่จะต้องนำเข้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการนำเข้าก็จะทำให้ลดแรงกดดันของค่าเงินบาทได้มากขึ้น อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่มีผลกับการเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา มาจากทั้งปัจจัยภายในประเทศที่มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง แต่ที่มีผลมากที่สุดาคือปัจจัยจากภายนอกประเทศ จากปัญหาการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ยืดเยื้อ รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความเสี่ยงจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อระบบการเงินและการเมืองโลก จึงส่งผลกระทบต่อค่าเงินสกุลหลัก ๆ และส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับสกุลเงินหลักไปด้วย 3 มาตรการสกัดบาทแข็งที่ ธปท.เตรียมออกมาใช้นั้น เรื่องทองคำ น่าจะเป็นการดูแลที่ถูกจุด จะช่วยลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาทได้ดีที่สุด เพราะถ้าสามารถกระตุ้นให้ผู้ค้าทอง กับธนาคารที่ต้องทำ FX matching มากขึ้น โดยยังไม่ต้องแลกเป็นเงินบาท จะทำให้ยอดส่งออกทองคำมีสัดส่วนถึง 4% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าส่งออก 1-2 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

Read More

13/11/2562

ซื้อทองคำที่ไหน ในอินเดีย


อินเดียเป็นประเทศที่หลงใหลในเสน่ห์ของทองคำด้วยปริมาณการบริโภค 700-800 ตันต่อปี แต่เดิมคนอินเดียจะซื้อเครื่องประดับทองคำจากศูนย์การค้าเฉพาะที่จำหน่ายแต่เครื่องประดับทองเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีแนวทางการค้าปลีกรูปแบบใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายเพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้าและกำลังไปได้สวยในตลาดการค้าเครื่องประดับทองในอินเดีย เราเรียกศูนย์การค้าประเภทนี้ว่า India Gold MallGold Souk ถือเป็นศูนย์การค้าลักษณะ India Gold Mal lแห่งแรกที่ตั้งขึ้นใจกลางกรุงนิวเดลี มีพื้นที่ 1,800,000 ตารางฟุต ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยร้านเครื่องประดับแบรนด์เนม ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงนาฬิกา และเครื่องประดับราคาแพง กว่า 100 แบรนด์ ในแต่ละวันจะมีลูกค้าวนเวียนมาเลือกชมสินค้าราว 800-1,000 คน และเพิ่มเป็น 2,000 คนวันหยุด ในจำนวนนี้ร้อยละ 60 เป็นผู้ซื้อทองคำโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลDiwali ที่มีการมอบของขวัญให้แก่กันจะมียอดจำหน่ายทองคำสูงถึงวันละ 10 ล้านรูปีเลยทีเดียว ปัจจุบันมี Gold Souk กระจายอยู่ใน 24 เมืองใน 9 รัฐของอินเดียAvenue Montaigne ศูนย์การค้าจิวเวอรี่ที่ใหญ่ที่สุดของอินเดียมีพื้นที่10,000,000 ตารางฟุต มีร้านจำหน่ายเครื่องเพชรแบรนด์เนมมั่วโลก ร้านจำหน่ายเครื่องประดับเพชร พลอย ทองคำ หิน เครื่องประดับทองคำขาว นาฬิกาสวิสและอุปกรณ์เสริมต่างๆ นอกจากนี้ยังรับออกแบบและผลิตเครื่องประดับทองให้กับลูกค้าภายใต้แบรนด์ Avenue Montaigne อีกด้วยนอกจากนี้หลายเมืองในอินเดียก็มีตลาดทองคำ ที่ลูกค้าสามารถเลือกซื้อได้จากร้านค้าจำนวนมากในพื้นที่เดียวกัน เช่นที่ Zaveri Bazaar (ตรงข้าม Crawford Market) ในมุมใบ ซึ่งเป็นตลาดทองคำที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในอินเดีย ใน Delhi, Karol Bagh และ South Extension มีอัญมณีทองจำนวนมาก รวมถึงในเจนไน และบนถนน Commercial Street และถนน Dickenson ในเมืองเมืองบังกาลอร์ เป็นต้น ว่ากันว่าคนอินเดียจะไม่ยอมออกจากบ้านถ้าไม่ได้ใส่ทอง หรือเครื่องประดับอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เด็กหรือคนสูงอายุ ดังนั้นการจับจ่ายทองคำในอินเดียจึงมีสัดส่วนถึง 85% ของการจับจ่ายอัญมณีและเครื่องประดับทั้งหมด ส่วนเครื่องประดับเงินมีสัดส่วน 8% ขณะที่เพชรและพลอยสี เช่น ทับทิม และไพลิน มีสัดส่วน 4% และ 2% ตามลำดับ สำหรับแพรตตินัมมีสัดส่วน 1% แม้จะดูน้อยแต่ก็เป็น niche market ที่กำลังมาแรงในหัวเมืองใหญ่มีการประเมินว่าในประเทศอินเดียมีทองคำรวมกันมากกว่า 20,000 ตันที่ชาวอินเดียเก็บไว้ในครอบครอง มากกว่าที่เก็บไว้ในคลังเก็บทองคำของสหรัฐ Fort Knox ในรัฐเคนตั๊กกี้ ถึง 4 เท่าทั้งๆที่ทองคำทั้งหมดนำเข้าจากต่างประเทศเพราะในประเทศอินเดียไม่มีการทำเหมืองทองคำเลย

Read More

13/11/2562

ท้องทุ่งแห่งทองคำ


ถ้าจะมีที่ไหนซักแห่งได้รับการเปรียบเปรยว่าเป็น สวรรค์บนดิน แคชเมียร์ ดินแดนทางตอนเหนือของอินเดีย จะต้องเป็นหนึ่งในคำกล่าวนั้น เพราะที่นี่ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัยที่มีธรรมชาติและทิวทัศน์ที่งดงามจนได้รับการขนานนามว่าเป็น "สวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย" และยังเป็นที่ตั้งของเมืองโซนามาร์ค (Sonsmarg) เจ้าของฉายา “ท้องทุ่งแห่งทองคำ”โซนามาร์คซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่สวยงามของแคว้นแคชเมียร์ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซินด์ (Sindh เป็นธารน้ำแข็ง ที่ไหลลงมาจากยอดเขา บนเทือกเขาหิมาลัย เช่น ธารน้ำแข็งโคลาฮอย เซอร์บาล อมาร์นาถ และมาคอยก่อนไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำสินธุต้นกำเนิดของแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์หลายสายในอินเดีย) เป็นชุมชนหนึ่งบนเส้นทางสายไหมที่เชื่อมต่อไปยังลาดักห์หรือทิเบตน้อยของอินเดีย จึงเป็นที่รู้จักกันในนาม "ประตูสู่ลาดัคห์" จุดสุดท้ายก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังเมือง เลห์ ของลาดัคห์ และเชื่อมต่ไปยังประเทศจีน ที่นี่จึงเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญสายหนึ่งของอินเดีย โซนามาร์ค อยู่บนเส้นทางระหว่างเมืองศรีนาคากับเมืองเลห์ ห่างจากศรีนาการ์ไปทางตะวันตก 80 กิโลเมตร เป็นเมืองที่มีทิวทัศน์งดงามยู่ มีธารน้ำแข็งสีขาวบริสุทธิ์ปกคลุมอยู่ตามลาดไหล่เขา มีเทือกเขาหิมะที่สะท้อนแสงแดดเป็นประกายสีทอง จึงเป็นที่มาของชื่อ โซนามาร์กที่แปลว่า ทุ่งหญ้าสีทอง ส่วนฉายาทุ่งหญ้าทองคำหรือ Meadow of gold นั้น มาจากทุ่งหญ้าสีเหลืองที่เต็มไปด้วยดอกมัสตาร์ดตลอดสองข้างทางนั่นเอง นอกจากนี้ยังมี ป่าสนและป่าวอลนัท ขนาดใหญ่ตลอดสองข้างทาง มีธารน้ำแข็งกราเซีย (Thajiwas Glacier) ที่เกิดจากการทับถมของหิมะมายาวนาน ละลายเป็นธารน้ำแข็งตามแนวเขาจึงทำให้โซนามาร์คกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของแคชเมียร์ แคชเมียร์เป็นรัฐที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศอินเดีย มีเมืองหลวงชื่อ ศรีนาคาร์(Srinagar) มีพื้นที่ประมาณ 222,000 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศปากีสถานและที่ราบสูงทิเบต เป็นดินแดนกลางเทือกเขาหิมาลัยที่มีธรรมชาติสวยงาม และเป็นหนึ่งในรัฐที่มีความหลากหลายทางภูมิประเทศมากที่สุด-ของอินเดีย ลักษณะภูมิประเทศของที่นี่มีทั้งเทือกเขา พื้นที่ราบบนภูเขา ภูเขาหิมะ ทะเลสาบ และทุ่งหญ้า มีอากาศหนาวเย็นสบายตลอดปี ผู้คนในแคชเมียร์เรียกว่าชาวแคชเมียรีที่มีภาษาพูดเป็นของตนเองและนับถือศาสนาอิสลาม บ้านเรือนส่วนมากจะมุงหลังคาด้วยสังกะสีสีน้ำเงิน ผู้คนแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองสไตล์แคชเมียร์คือสวมเสื้อแขนยาวและมีเสื้อคลุมยาวถึงน่อง

Read More

13/11/2562

ทฤษฏีสัดส่วนทองคำ


ทฤษฏีสัดส่วนทองคำ หรือ Golden Ratio เป็นหัวใจของการออกแบบ และงานศิลปะแขนงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพ การวาดรูป งานสถาปัตยกรรม ล้วนเกี่ยวข้องกันสัดส่วนทองคำทั้งสิ้น โดยสัดส่วนทองคำมนี้มาจากทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ โดยเป็นวิธีการคำนวณเพื่อหาสัดส่วนที่งดงามที่สุดในโลก ลีโอนาโด ฟีโบนัชชี นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาลี คือผู้คิดค้นสูตรการคำนวณสัดส่วนทองคำ โดยการพยายามใช้ตัวเลขมาอธิบายความงามของสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ หลักการของสัดส่วนทองคำ คือ 1 : 1.618 ซึ่งเป็นการคำนวณตามหลักการของคณิตศาสตร์ เช่น รูปสามเหลี่ยมที่เป็นสัดส่วนทองคำ รูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วที่มีด้านเท่าสองข้างเท่ากัน และสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำที่มีอัตราส่วนด้านยาวต่อด้านสั้นเท่ากับอัตราส่วนทองคำนั่นเอง แต่ความพิเศษของสี่เหลี่ยมทองคำ ก็คือ ถ้าเราแบ่งสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส และส่วนที่สองเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก็จะพบว่าสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันเล็ก ที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็ยังคงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำอยู่เช่นเดิมและเมื่อแบ่งสี่เหลี่ยมผืนนั้นอีก ก็จะเกิดสี่เหลี่ยมจัตุรัสและสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำ ขึ้นมาใหม่ด้วยวิธีการเดียวกันอีก และจะมีขนาดเล็กลงไปเรื่อย ๆ ซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จบ นอกจากในงานออกแบบแล้ว สัดส่วนทองคำกับใช้กับความงามบนใบหน้าของคนได้ด้วย โดยศัลยแพทย์ชื่อดังชาวอังกฤษ Dr. Julian De Silva ได้นำสัดส่วนบนใบหน้าของนางแบบ เบลล่า ฮาดิด มาคำนวณพบว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกตามหลักสัดส่วนทองคำ โดยได้คะแนนความสมบูรณ์ไปถึง 94.35% และถ้าหากนำสัดส่วนทองคำนี้มาผสมผสานกับเทคนิคทางคอมพิวเตอร์จะสามารถนำไปคำนวณเพื่อวางแผนการผ่าตัดผู้ป่วย ได้ด้วย ส่วนคนอื่นๆที่ได้คะแนนสัดส่วนทองคำลดหลั่นลงมาได้แก่ อันดับที่ 2 บียอนเซ่ 92.44 %อันดับที่ 3 แอมเบอร์ เฮิร์ด 91.85 %อันดับที่ 4 อารีอานา กรานเด 91.81 %อันดับที่ 5 เทย์เลอร์ สวิฟต์ 91.64 %อันดับที่ 6 เคท มอส 91.05 %อันดับที่ 7 สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน 90.91 %อันดับที่ 8 นาตาลี พอร์ตแมน 90.51 %อันดับที่ 9 เคที เพอร์รี 90.08 %อันดับที่ 10 คาร่า เดเลวีน 89.99 % . สัดส่วนทองทำ มีอยู่ทุกที่นอกจากบนใบหน้ามนุษย์ งานศิลปะ หรือ สถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงแล้ว สัดส่วนทองคำยังแฝงอยู่ใน ดอกไม้ สัตว์ การถ่ายภาพ หรือแม้แต่ในในงาน Web และ Print Ads ก็มีสัดส่วนทองคำเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

Read More

13/11/2562

ปิ่นปักผม เป็นมากกว่าเครื่องประดับ


ปิ่นปักผม เป็นเครื่องประดับซึ่งเป็นที่นิยมของสตรีเอเชียมาตั้งแต่อดีต มี หลักฐานการขุดพบปิ่นปักผมในสุสานโบราณเป็นจำนวนมาก ทั้งในประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลีและประเทศไทย มีทั้งที่ทำจากกระดูก เหล็ก สำริด เงินและทอง ปิ่นปักผมที่พบบางอันมีลวดลายเรียบง่าย แต่บางอันก็มีการสลักลวดลายที่งดงามวิจิตรแตกต่างกันไป แต่ว่าจะถูกค้นพบที่ประเทศไหน ปิ่นปักผมก็จะมีรูปทรงเหมือนกัน คือ มีส่วนของยอดปิ่น และก้านปิ่น ซึ่งเป็นรูปทรงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัยก็ตามปิ่นปักผมนอกจากจะถูกนำมาประดับศีรษะเพื่อความสวยงามแล้ว ยังซ่อนความหมายและบอกเล่าถึงอารยะธรรมของแต่ละประเทศได้อีกด้วยในประเทศเกาหลี สมัยโชซอนปิ่นปักผม เป็นเสมือนเครื่องบอกถึงฐานะและยศของผู้หญิง โดยปิ่นปักผมที่แกะสลักเป็นรูปมังกรจะใช้สำหรับพระราชินี พระชนนี พระอัยยิกาเป็นต้น ส่วนปิ่นปักผมที่แกะสลักเป็นรูปนกจะใช้สำหรับพระสนม และองค์หญิงเป็นต้นปิ่นมีความสำคัญอย่างยิ่งในวัฒนธรรมจีนโดยเฉพาะในเพศหญิง การประดับปิ่นลงบนมวยผมนั้น นอกจากจะมีวัตถุประสงค์ในเรื่องของความสวยงามแล้ว ยังถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอันเคร่งครัด เมื่อหญิงสาวมีอายุ 15 ปี ชาวจีนถือว่าสิ้นสุดช่วงเวลาวัยเด็กและก้าวสู่วัยสาวโดยสมบูรณ์ ต้องเลิกถักผมเปียแล้วเปลี่ยนมาใช้การมวยผมหรือเกล้าผมแทนโดยใช้ปิ่นปักลงไปในมวยผม ซึ่งนอกจากจะเป็นการประดับตกแต่งให้สวยงาม ยึดผมไม่ให้หลุดลุ่ยแล้ว ยังเป็นการประกาศเป็นนัยว่า เธอผู้นี้เข้าสู่วัยสาวและพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าสาวแล้ว ปักผมยังถูกนำมาใช้เป็นสิ่งของแทนใจที่หนุ่มสาวนิยมมอบให้แก่กันเพื่อแสดงออกถึงความรัก มีทั้งที่ทำจาก ไม้ เขาสัตว์ ทอง เงิน โลหะ หรือแม้กระทั่งทำจากหยก ซึ่งเป็นอัญมณีมงคลของชาวจีน วัสดุเหล่านี้ยังสื่อถึงระดับชั้นและฐานะทางสังคมของผู้เป็นเจ้าของด้วย ปิ่นปักผมยังเป็นสัญลักษณ์แห่งการครองคู่ของชาวจีนอีกด้วย โดยในประเพณีและธรรมเนียมการหมั้นหมายและการแต่งงานนั้นเจ้าสาวจะต้องนำปิ่นที่ประดับอยู่บนศีรษะของตนมอบให้แก่เจ้าบ่าวในพิธีหมั้น ครั้งเมื่อถึงพิธีแต่งงานเจ้าบ่าวจะนำปิ่นอันเดิมนี้เสียบกลับลงไปบนมวยผมของเจ้าสาว ด้วยความเชื่อที่ว่าปิ่นจะช่วยให้ครองคู่กันไปอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การแต่งงานของบ่าวสาวชาวจีนในอดีตมักมีผู้ใหญ่ ชักนำ ทำให้บางครั้งคู่บ่าวสาวอาจไม่เคยได้พบหน้ากันมาก่อนจนถึงวันแต่งงาน ดังนั้น ในคู่แต่งงานบางคู่ว่าที่เจ้าสาวจะหักปิ่นปักผมออกเป็น 2 ส่วน และฝากแม่สื่อมอบให้กับว่าที่เจ้าบ่าวเก็บไว้ 1 ส่วน จนเมื่อถึงวันแต่งงานคู่บ่าวสาวจึงจะนำปิ่นทั้ง 2 ส่วนมาแสดงต่อกันเพื่อเป็นการยืนยันว่าจะไม่มีการส่งเจ้าสาวผิดตัว อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอีกด้วย ส่วนที่ดินแดนล้านนา ชาวไทยอง หรือไทลื้อเรียกปิ่นปักผมว่า “หมาดโห” ส่วนลาวล้านช้างเรียก “หมั้นเกล้า” ซึ่งปิ่นปักผมของชาวล้านนาเป็นมากกว่าเครื่องประดับ เพราะคือสิ่งที่ใช้แทนดอกไม้ในการบูชาขวัญบนกระหม่อมที่มีถึง 32 ขวัญ เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต และเพื่อการก้มกราบบูชาพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นิยมทำเป็นรูปดอกไม้ มักหล่อด้วยโลหะ เงิน หรือทองเหลือง ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มคนมีเงินหรือเจ้านายชั้นสูง ส่วนชาวบ้านใช้ปิ่นที่ทำจากกระดูกสัตว์

Read More

13/11/2562

Botswana Flower ของรับขวัญ รัชทายาทในลำดับที่ 7 แห่งราชวงศ์วินด์เซอร์


สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระราชทานเข็มกลัดที่มีชื่อว่า “Botswana Flower” เป็นของฝันให้แก่ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ในโอกาสให้กำเนิดพระโอรสรัชทายาทในลำดับที่ 7 แห่งราชวงศ์วินด์เซอร์ และเป็นเหลนคนที่ 8 ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินเบอระเข็มกลัดที่มีชื่อว่า “Botswana Flower” นี้ตัวเรือนทำด้วยทองคำประดับด้วยเพชรเจียระไนรูปทรงหยดน้ำจำนวน 11 เม็ด ที่ถูกขุดพบจากเหมืองเพชรในประเทศบอตสวานา ซึ่งประธานาธิบดีแห่งประเทศบอตสวานาได้ถวายให้แก่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เมื่อปี 2007 โดยเข็มกลัดนี้ออกแบบให้มีลักษณะเป็นรวงข้าวฟ่าง พืชเศรษฐกิจของประเทศบอตสวานา ทั้งนี้บอตสวานาเป็นประเทศที่มีความสำคัญต่อดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ เนื่องจากเป็นสถานที่ซึ่งทั้งสองพระองค์เคยเดินทางไปท่องเที่ยวและใช้เวลาร่วมกันเมื่อครั้งที่ยังทรงคบหาดูใจกันในฐานะคู่รัก อีกทั้งเพชรเม็ดหลักบนแหวนหมั้นที่ดยุกแห่งซัสเซกซ์ทรงมอบให้ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ยังเป็นเพชรจากเหมืองในประเทศบอตสวานาอีกด้วย การมอบเครื่องประดับเพื่อเป็นของขวัญในโอกาสแห่งการให้กำเนิดทารกนั้นแม้ว่าจะไม่ใช่ธรรมเนียมปฏิบัติหรือกฎเกณฑ์ตายตัวของราชสำนัก แต่ได้รับความนิยมในหมู่สมาชิกราชวงศ์ โดยในเดือนพฤศจิกายน 1948 เจ้าหญิงเอลิซาเบธ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ก็เคยได้รับพระราชทานของขวัญจากสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 (พระบิดา) และสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ (พระมารดา) ในโอกาสแห่งการให้กำเนิดเจ้าชายชาร์ลส์ พระโอรสพระองค์แรก เป็นเข็มกลัดที่มีชื่อว่า “The Flower Basket” ที่ออกแบบให้เป็นตระกร้าดอกไม้ ตกแต่งด้วยเพชร ทับทิม ไพลิน และมรกต เข็มกลัด The Flower Basket นี้เป็นเครื่องประดับอีกชิ้นหนึ่งซึ่งสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงโปรดเป็นอย่างมาก ในช่วง 7 ทศวรรษที่ผ่านมา พระองค์มักทรงเข็มกลัดชิ้นนี้อยู่บ่อยครั้ง โดยครั้งล่าสุด คือวันที่ 21 เมษายน 2562 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ และในปีนี้ยังตรงกับวันอีสเตอร์อีกด้วย “อาร์ชี แฮริสัน เมาท์แบตเทน-วินด์เซอร์” (Archie Harrison Mounbatten-Windsor) เป็นพระโอรสของดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ประสูตรในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 6 พฤษภาคม 2562 ตามเวลาท้องถิ่น

Read More

25/10/2562

ขบวนการทองเถื่อนในแอฟริกา


ในแต่ละปีทองคำมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถูกลักลอบขนออกจากทวีปแอฟริกา โดยผ่านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี ซึ่งเป็นประตูทางผ่านทองคำไปสู่ตลาดในยุโรป อเมริกาเหนือ และอื่น ๆ ทองเหล่านี้ได้จากการทำเหมืองแบบดั้งเดิม และถูกขายออกไปโดยไม่เสียภาษีให้ประเทศที่ผลิต ข้อมูลด้านศุลกากรแสดงให้เห็นว่า ยูเออีเป็นประเทศผู้นำเข้าทองคำจากแอฟริกามากที่สุดในโลกด้วยปริมาณ 446 ตัน มูลค่ารวมกว่า 15,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี พ.ศ. 2559 เพิ่มขึ้นจาก 67 ตันมูลค่า 1,300 ล้านดอลลาร์ ในปี 2549 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในจำนวนนี้ไม่นับรวมทองคำที่ถูกลักลอบส่งออกมาจากแอฟริกาอย่างผิดกฎหมาย ไม่ได้ถูกบันทึก ในการส่งออกของหลายประเทศในแอฟริกา นักเศรษฐศาสตร์การค้า 5 รายที่รอยเตอร์สัมภาษณ์บอกว่า นี่เป็นสิ่งบ่งชี้ว่า ทองคำจำนวนมากออกจากกาฬทวีป โดยไม่เสียภาษีให้ประเทศที่ผลิต รายงานและผลการศึกษาก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นถึงวงการค้าทองคำในตลาดมืด การทำเหมืองแร่ทองคำโดยประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขนาดใหญ่ ประชาชนจำนวนมากที่ขุดหรือร่อนทอง โดยแทบไม่ได้รับการควบคุมดูแลจากเจ้าหน้าที่ทางการ ไม่มีใครสามารถระบุตัวเลขได้แน่ชัด สำหรับมูลค่าของทองคำทั้งหมดที่ออกจากแอฟริกาหลายประเทศในแอฟริกา เช่น กานา แทนซาเนีย และแซมเบีย กำลังเผชิญกับการทำเหมืองแร่ทองคำแบบผิดกฎหมาย และการลักลอบขนทองคำออกนอกประเทศในปริมาณมหาศาล ซึ่งทำโดยแก๊งผู้มีอิทธิพลทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ด้วยการรับซื้อจากแร่ทองคำจากชาวบ้าน (ที่ได้จากการทำเหมืองแบบดั้งเดิม เช่นการร่อนแร่) แล้วส่งออกผ่านคนกลาง ซึ่งแน่นอนว่าขบวนการขนทองเถื่อนนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนไม่น้อยจากการขัดผลประโยชน์นอกกฎหมาย กานา ประเทศผู้ผลิตทองคำรายใหญ่อันดับ 2 ของแอฟริกา (รองจากแอฟริกาใต้ และอยู่เหนือแทนซาเนียผู้ผลิตอันดับ 3) ยอมรับว่าการทำเหมืองแบบดั้งเดิม ที่เริ่มต้นจากการลงทุนทำเหมืองทองคำขนาดย่อย แล้วค่อยๆเติบโตเป็นปฏิบัติการขนาดใหญ่และอันตราย ล้วนถูกควบคุมโดยแก๊งมาเฟียต่างชาติ อีกหนึ่งประเทศผู้ผลิตทองคำรายใหญ่อย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) ก็ประสบปัญหาการค้าทองคำเถื่อนเช่นกัน เมื่อตัวเลขการส่งออกทองคำอย่างเป็นทางการของประเทศมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับปริมาณผลิตตามประเมิน โดยทองส่วนใหญ่ถูกลักลอบขนผ่าน 2 ประเทศเพื่อนบ้านคือ ยูกันดาและรวันดา โดยมีแก๊งมาเฟียร์ที่ทรงอิทธิพลข้ามชาติหลายแก๊งบงการอยู่เบื้องหลัง

Read More

25/10/2562

เทคโนโลยีป้องกัน ทองคําแท่งปลอม


นับตั้งแต่ปี 2558 กรมศุลกากรสวิตเซอร์แลนด์ ตรวจพบทองคําแท่งปลอมได้กว่า 655 กิโลกรัม ซึ่งบริษัทผู้ผลิตและอัยการประจํารัฐได้ดําเนินการฟ้องร้องเป็นคดีอาญาไปแล้วหลายคดี ชี้ให้เห็นว่า ทองคำแท่งปลอม เป็นปัญหาที่ผู้ผลิตทองคำแท่งในสวิสเซอร์แลนด์ต้องหาทางแก้ไขเป็นการเร่งด่วนในปี 2560 ธนาคารJPMorganพบว่า ทองคําแท่งที่ฝากไว้ในตู้เซฟของธนาคารฯ มากกว่า 1,000 แห่ง เป็นของปลอม โดยเริ่มจากการตรวจพบว่า หมายเลขserial no.บนทองคําแท่งขนาด 1 กิโลกรัมซ้ำกัน โดย ทองคําแท่งปลอมดังกล่าวมีlogoและตราประทับของบริษัทValcambiและทําเลียนแบบได้ไม่ดีนัก ซึ่งการปลอมแปลงน่าจะเกิดจากการธุรกิจฟอกเงินของนักค้ายาเสพติด หรือนักค้าอาวุธ จากปัญหาการปลอมทองคําแท่งดังกล่าวส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตทองคําแท่งของสวิสเซอร์แลนด์แต่ละแห่งเริ่มทำการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต เพื่อป้องกันการปลอมแปลงของตนเองเช่น บริษัทMetalorได้พัฒนาโครงการBullionProtectโดยใช้ เทคโนโลยีของบริษัทSICPA ซึ่งเป็นผู้นําในการผลิตหมึกพิมพ์ธนบัตรที่มีความปลอดภัยขั้นสูงมาใช้ โดยทองคําแท่งของบริษัท Metalorจะสามารถตรวจสอบความแท้จริงผ่าน หลอดไฟพิเศษ และsecurity Sealได้ทําให้การปลอมแปลงเป็นไปได้ ยากมาก บริษัทMKS Pampใช้ระบบVERISCAN scanning Systemเพื่อตรวจสอบสินค้าของบริษัทฯจากกล้องตรวจสอบลายนิ้วมือหรือพื้นผิวแท่งโลหะ และ บริษัทArgo-Heraeusใช้เทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันแต่จะสามารถตรวจสอบความแท้จริงของทองคำได้ก็ต่อเมื่อละลายทองคําแท่งแล้วเท่านั้นอย่างไรก็ดี อุปสรรคสําคัญต่อวิกฤตการผลิตทองคําปลอมก็คือ กฎหมายการฟองเงินนั่นเอง เพราะตามกฎหมายแล้ว จะให้อํานาจเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบทองคําแท่งที่มีปริมาณทองคําบริสุทธิ์มากกว่าร้อยละ 99.95 เท่านั้น แต่ทองคําแท่งที่ผลิตในสวิตฯ นั้นมีส่วนประกอบของทองคําบริสุทธิ์เพียงร้อยละ 60 – 80 เท่านั้น จึงไม่สามารถ นํากฎหมายต่อต้านการฟอกเงินมาบังคับใช้ได้สวิตเซอร์แลนด์ เป็นประเทศผู้ผลิตทองคําแท่งรายใหญ่ของโลก คือประมาณ 2,000–2,500 ตันต่อปี คิดเป็น มูลค่ากว่าล้านล้านฟรังก์สวิส โดยบริษัทผลิตทองคําแท่งที่มีชื่อเสียงของสวิสได้แก่ บริษัทValcambiเป็นบริษัทผลิต ทองคําแท่งรายใหญ่ของสวิส มีฐานการผลิตที่เมืองNeuchatel บริษัทPAMPบริษัทArgor-HeraeusและบริษัทMetalorซึ่งได้รับการยอมรับจากสถาบันการเงินทั่วโลกในแง่ของคุณภาพ โดยทองคําทุกแท่งจะมีการระบุน้ำหนัก ปริมาณทองคํา เลขทะเบียน และตราประทับของแหล่งผลิตอย่างชัดเจน

Read More

25/10/2562

นักการเมืองกับการคอรัปชั่น


นักการเมืองกับการคอรัปชั่นดูเหมือนจะเป็นของคู่กัน ล่าสุดตำรวจประเทศจีน ตรวจพบขุมทรัพย์มหาศาลซุกซ่อนอยู่ในชั้นใต้ดินของบ้านพักนายกเทศมนตรีเมืองตันโจว มณฑลไห่หนาน และหนึ่งในทรัพย์สินที่ตรวจพบซึ่งสร้างความตื่นตะลึงให้กับคนทั้งโลกคือ ทองคำนำหนักกว่า 13 ตัน ซึ่งมากกว่าทองคำที่ถือครองโดยรัฐบาลกัมพูชาเสียอีก นายกเทศมนตรีเมืองตันโจวคนนี้ชื่อ นายจาง ชี่ วัย 57 ปี ถูกคณะกรรมาธิการตรวจสอบแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์การต่อต้านคอร์รัปชันของสาธารณรัฐประชาชนจีน นำตำรวจเข้าตรวจค้น ที่บ้านพัก ซึ่งนอกจากทองคำแท่งหนักมากกว่า 13 ตัน มูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ ที่ถูกพบซุกซ่อนอยู่ในห้องลับชั้นใต้ดินของบ้านแล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบเงินสดอีกจำนวนมากในสกุลเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นดอลลาร์, ยูโร และหยวน รวมแล้วกว่า 268,000 ล้านหยวนหรือประมาณ 34,000 ล้านยูโร ซึ่งเพียงพอสำหรับการชำระหนี้ให้ประเทศกรีซมากถึง 2 รอบขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบด้วยว่านายจางเป็นเจ้าของบ้านหรูอีกหลายหลัง มีพื้นที่รวมกันหลายพันตารางเมตรและใช้ชีวิตบนทรัพย์สินซึ่งได้มาจากการทุจริต ไม่มีรายละเอียดชัดว่าอดีตนายกเทศมนตรีรายนี้ใช้เวลานานแค่ไหนและสะสมทรัพย์สินจากการทุจริตอย่างมหาศาลนี้ได้อย่างไร ที่แน่ๆ ก็คือโอกาสที่จะถูกประหารชีวิตมีอยู่มาก เดินตามรอยอดีตข้าราชการและนักการเมือง นักธุรกิจรายใหญ่ของจีน ซึ่งทุจริต และถูกตัดสินประหารชีวิตไปแล้ว นับตั้งแต่ถูกแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2013 สี จิ้นผิง ประกาศให้การต่อสู้กับคอร์รัปชันเป็นวาระนโยบายลำดับต้นๆ และนับตั้งแต่นั้น มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ถูกกล่าวหาคอร์รัปชันถูกไล่ออกแล้วอย่างน้อย 254 คน อีกตัวอย่างหนึ่งของการทุจริตคอรัปชั่นที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการปล้นชาติ เกิดขึ้นที่ประเทศเล็กๆอยู่ในทวีปแอฟริกาตอนกลาง ชื่อ อิเควทอเรียลกินี ซึ่งมีรองประธานาธิบดีจอมกังฉินชื่อ นายธีโอโดโร เอ็นคีมา โอเบียง แมงเก ลูกชายแท้ๆของประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งมานานหลายปีนายโอเบียง ถูกพบว่าใช้ชีวิตอย่างหรูหรา จากเงินและทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริต โดยมีทั้งรถซูเปอร์คาร์มากมาย และ คฤหาสน์หรูหลายแห่งในหลายประเทศ โดยเมื่อไม่นานมานี้ ทางการสวิตเซอร์แลนด์ได้นำรถหรูมากถึง 25 คันที่ยึดไว้ในปี 2016 มาเปิดประมูลขายหลังจากที่นายโอเบียงถูกดำเนินคดีข้อหาฟอกเงิน รถแต่ละคันเพิ่งถูกใช้งานไปไม่กี่พันไมล์เท่านั้น และเป็นรถหายาก เช่น โรดสเตอร์ แลมโบกินี เวเนโน ซึ่งมีเพียง 9 คันเพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีของบริษัทผู้ผลิต มีรถ LaFerrari รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น และ Koenigsegg ที่มีเพียง 7 คันเท่านั้นในโลก เป็นต้นการใช้ชีวิตแบบหรูหราของโอเบียงเป็นที่รู้จักกันในกลุ่มผู้รักษากฎหมายหลายประเทศ และก่อนหน้านี้ในปี 2017 เขาเคยถูกศาลฝรั่งเศสตัดสินว่ามีความผิดแต่รอการลงอาญา 3 ปี ข้อหาการครอบครองคฤหาสน์หรู เครื่องบินส่วนตัว และรถซูเปอร์คาร์หลายยี่ห้อโดยมิชอบ ก่อนหน้านั้นโอเบียงยอมจ่ายเงิน 30 ล้านดอลลาร์ ให้กับทางการสหรัฐฯ หลังจากถูกดำเนินคดีในรัฐแคลิฟอร์เนีย ข้อหานำเงินทรัพย์สินจากประเทศของตัวเองมาซื้อคฤหาสน์หรู เครื่องบินส่วนตัว และรถซูเปอร์คาร์ ของที่ระลึกต่างๆ ที่เคยเป็นของ ไมเคิล แจ็กสัน และปีที่ผ่านมา ทางการบราซิลได้ยึดเงินสดจำนวน 16 ล้านดอลลาร์และนาฬิกาหรูจากคณะติดตามนายโอเบียง แถมด้วยรถแอสตัน มาร์ติน รุ่นในหนังเจมส์ บอนด์อีกด้วย ประเทศอีเควทอเรียลกินี มีบ่อน้ำมันดิบมหาศาล จัดว่าเป็นประเทศที่มั่งคั่งน่าจะได้รับการพัฒนาจากทรัพยากรและให้ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี แต่เมื่อมีผู้นำประเทศและครอบครัวมีพฤติกรรมทุจริตก็ทำให้เกิดปัญหาเหมือนประเทศ อื่นๆ บนทวีปนี้ โดยประธานาธิบดี เอ็มบาโซโก ผู้เป็นบิดาของโอเบียง ปกครองประเทศหลังจากการยึดอำนาจในปี 1979 จนปัจจุบันถือว่าเป็นผู้นำประเทศที่ยังดำรงวาระยาวนานที่สุด

Read More

25/10/2562

ยอดน้ำค้างทองคำ บนยอดพระธาตุพนม


ยอดน้ำค้างทองคำน้ำหนักถึง 3 กิโลกรัมถูกอัญเชิญขึ้นไปประดิษฐานบนยอดพระธาตุพนม ร่วมกับกระดิ่งทองคำ 32 ใบและบัวทองคำ ในพิธีการบูรณะยอดพระธาตุในรอบ 40 ปี นับแต่องค์พระธาตุพนมองค์เดิมได้พังทลายลงมาทั้งองค์ เมื่อวันนี้ 7 กันยายน 2562 ที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม มีการประกอบพิธียกยอดน้ำค้างทองคำ กระดิ่งทองคำ และบัวทองคำ ขึ้นประดิษฐานบนยอดองค์พระธาตุ โดยพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ได้เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พระครูโสภณธรรมสโรช (ก้องเกียรติ จิตตวิโล) นำกล่าวถวายยอดน้ำค้างทองคำ กระดิ่งทองคำ และบัวทองคำ อัญเชิญยอดน้ำค้างทองคำและบริวารสู่แท่นยก คล้องพวงมาลัยมงคลบนยอดน้ำค้างทองคำแล้วประกอบพิธียกยอดน้ำค้างทองคำ สำหรับการบูรณะพระธาตุพนมในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี ตั้งแต่องค์พระธาตุพนมองค์เดิมได้พังทลายลงทั้งองค์ โดยชาวพุทธทั่วประเทศรวมพลังศรัทธาร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์ สร้างพระธาตุองค์ใหม่ครอบองค์เดิมโดยยังคงรักษารูปแบบเดิมเอาไว้จนแล้วเสร็จ ในปี พ.ศ. 2522 ซึ่งมีขนาดฐานกว้างด้านละ 12.33 เมตร มีความสูงถึงยอดฉัตร รวม 57 เมตร ต่อมาในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2522 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชพิธีเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระอุรังคธาตุ) ขึ้นบรรจุในองค์พระธาตุพนม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร เสด็จทรงยกยอดฉัตรทองคำ ที่มีน้ำหนักมากถึง 110 กิโลกรัม หลังจากนั้นจากนั้นพุทธศาสนิกชนทั่วทุกสารทิศก็ได้เดินทางมากราบไหว้ บูชา พระธาตุพนมด้วยความเคารพศรัทธาดังเดิม กระทั่งเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 ทางวัดได้ทำหนังสือถึงสำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี ขออนุญาตหุ้มแผ่นทองคำที่ยอดเม็ดน้ำค้างขององค์พระธาตุพนมด้วยทองคำบริสุทธิ์ เพื่อป้องกันกรดที่เกิดจากสิ่งปฏิกูล เนื่องจากปัจจุบันยอดเม็ดน้ำค้างมีนกเกาะและได้ทำรังนอน ถ่ายรดสิ่งปฏิกูล ทำให้ส่วนยอดเม็ดน้ำค้างดำและด่าง รวมทั้งจะมีการทำความสะอาดภายนอกองค์พระธาตุพนม ทาสีใหม่ และปิดทองคำเปลวพิธีอัญเชิญยอดน้ำค้างทองคำและบริวารขึ้นสู่ยอดพระธาตุพนมในครั้งนี้มีพุทธศาสนิกชนที่มีจิตศรัทธาเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

Read More

25/10/2562

เปิดตัวเลขการถือครองทองคำประจำปี 2019 (World Official Gold Holdings)


สภาทองคำโลก (World Gold Council) เปิดเผยปริมาณการถือครองทองคำอย่างเป็นทางการของแต่ละรัฐบาลทั่วโลก (World Official Gold Holdings) ประจำเดือนเมษายน พ.ศ.2562 จำนวน 100 อันดับ โดยอาศัยข้อมูลจากรายงาน International Financial Statistics ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund - IMF) พบว่า รัฐบาลทั่วโลกถือครองทองคำรวมกัน 33,871.36ตัน เพิ่มขึ้นประมาณ 2200ตัน จากช่วงกลางปี พ.ศ.2556 ประเทศที่ถือครองทองคำมากที่สุด 10 อันดับแรกยังไม่เปลี่ยนแปลง โดยสหรัฐอเมริกายังคงถือครองทองคำมากที่สุดที่ ปริมาณ 8,133.5 ตัน คิดเป็นอัตราส่วนร้อยละ 74.9% ต่อทุนสำรองทั้งหมด ตามมาด้วยเยอรมนีด้วยปริมาณ 3,369.7 ตัน คิดเป็น ร้อยละ 70.6 ต่อทุนสำรอง และ IMF ถือครองทองคำปริมาณ 2,814.0 ตัน อันดับ4 คืออิตาลีอยู่ที่ 2,451.8 ตัน คิดเป็น ร้อยละ 66.9 อันดับ5 ฝรั่งเศส 2,436 ตัน อันดับ 6 รัสเซีย 2,150.5 ตัน อันดับ7 จีน 1,874.3 ตัน อันดับ8 สวิสเซอร์แลนด์ 1,040.0 ตัน อันดับ9 ญี่ปุ่น 765.2 ตัน และอันดับ10 เนเธอแลนด์ 612.5 ตันส่วน ไทยถือครองทองคำอยู่มากเป็นอันดับที่ 27 ของโลก มีปริมาณ 154 ตัน คิดเป็นร้อยละ 3.1 ต่อทุนสำรอง ซึ่งนับว่ามากเป็นอันดับสองของประเทศในกลุ่มอาเซียน เป็นรองเพียงรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่มีทองคำปริมาณ 197.9 ตัน โดยปริมาณการถือครองทองคำของประเทศต่างๆมีดังนี้

Read More

25/10/2562

ราชา รองเท้าทองคำ (Golden Shoes )


ลิโอเนล เมสซี่ ดาวเตะอาร์เจนไตน์ ของบาร์เซโลน่า ผงาดคว้ารางวัล รองเท้าทองคำ (Golden Shoes) ซีซั่น 2018/19 ทำให้เขากลายเป็นนักเตะคนแรกที่ได้รางวัลนี้ถึง 6 สมัย แซงหน้าคริสเตียโน่ โรนัลโดคู่แข่งตลอดกาลที่ได้ 4 สมัยไปเรียบร้อยลิโอเนล เมสซี่ ซึ่งทำไปถึง 36 ประตูให้เจ้าบุญทุ่ม บาเซโลน่า คว้าแชมป์ ลา ลีกา สเปนเมื่อซีซั่น 2018/19 ที่ผ่านมา คิดเป็น 72 คะแนนจากค่าสัมประสิทธิ์ของรางวัล Golden Shoes เอาชนะ คีลิย็อง เอ็มบับเป้ หัวหอกทีมชาติฝรั่งเศส สตาร์ดังของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่ ยิงไป 33 ประตูในลีก เอิง ได้ค่าสัมประสิทธิ์ไป 66 คะแนน เมสซี่ ดาวเตะวัย 32 คว้ารางวัลรองเท้าทองคำยุโรป เป็นสมัยที่ 6 หลังก่อนหน้านี้เคยได้มาแล้วในปี 2010, 2012, 2013, 2017 และ 2018 ซึ่งเจ้าตัวกล่าวว่า “ขอบคุณอย่างมากสำหรับครอบครัวของผม ผู้จัดการทีม เพื่อนร่วมทีม หากปราศจากพวกเขามันคงไม่ประสบความสำเร็จในรางวัลนี้ ไม่แม้แต่ครั้งเดียว” การได้รางวัลครั้งนี้ทำให้ เมสซี่ ทิ้่งห่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ไปถึง 2 สมัย หลังดาวเตะโปรตุกีส ได้มาแล้ว 4 ครั้งในปี 2008, 2011, 2014 และ 2015 แต่หนนี้โรนัลโดไม่ติดแม้กระทั่งท็อปเท็นThe European Golden Shoes คือรางวัลที่มอบให้แก่นักเตะที่มีผลงานการทำประตูมากที่สุดของทุกลีกในยุโรป โดยนับเฉพาะในเกมส์ลีกของตัวเองเท่านั้น เป็นอีกหนึ่งรางวัลใหญ่ที่ทรงคุณค่า แต่มักไม่ค่อยได้รับรู้จากสื่อมากเท่ากับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า และรางวัลบัลลง ดอร์ ซึ่งล่าสุดนักเตะที่คว้ารางวัลทองเท้าทองคำ ของยุโรปในปีนี้ คือ นักเตะที่ได้ชื่อว่า เป็นมนุษย์ต่างดาว เขา คือ ผู้ที่ได้รับรางวัลบัลลง ดอร์ 5 สมัย มากที่สุดเป็นประวัติการณ์อยู่ในตอนนี้ เจ้าของรางวัลรองเท้าทองคำแห่งยุโรป (European Golden Shoes)ที่ผ่านมาได้แก่1996/97 : โรนัลโด้ อดีตศูนย์หน้าร่างอวบของทีมชาติบราซิล เขาคือ คนที่ได้รางวัลรองเท้าทองคำเป็นคนแรก เพราะรางวัลนี้เริ่มจัดให้มีในปีนั้น 1997/98 : นิกอส มาชลาส ดาวยิงจอมถล่มประตูของทีมชาติกรีซ เขาทำไป 34 ประตู กับสโมสรวิเทสส์ อาร์เนม ในลีกฮอลแลนด์1998/99 : มาริโอ ยาร์เดล ดาวยิงจากปอร์โต้ ทำ 34 ประตู 1999/00 : เควิน ฟิลลิปส์ ศูนย์หน้าจากซันเดอร์แลนด์ดาวซัลโวสูงสุดของพรีเมียร์ลีกในซีซั่นนั้นด้วยจำนวน 30 ประตู2000/01: เฮนริค ลาร์คสัน อดีตศูนย์ทีมชาติสวีเดน เขาทำ 35 ประตู ให้กับกลาสโกว์ เชลติกในสกอตแลนด์ 2001/02 : มาริโอ ยาร์เดล เป็นครั้งที่สองที่ศูนย์หน้าจอมถล่มประตูได้รับรางวัลไปครองด้วยจำนวน 42 ประตู 2002/03 : รอย มาคาย จาก เดปอร์ติโว ลา คอรุนญ่า ยิงได้ถึง 29 ประตู ในปีนี้นั้น 2003/04 : เธียร์รี่ อองรี ที่ระเบิดฟอร์มสุดยอดทำไป 30 ประตู คว้าดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกและของยุโรปมาครอง และพาอาร์เซนอลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบไร้พ่ายอีกด้วย2004/05 : เธียร์รี่ อองรี/ดิเอโก้ ฟอร์ลัน 2 ดาวยิงทำได้เท่ากันคนละ 25 ประตู 2005/06 : ลูก้า โทนี่ ยิงให้ฟิออเรนติน่าไป 31 ประตู ทำให้เขาคว้ารางวัลดาวซัลโวในกัลโช่ ซีเรีย อา และรางวัลรองเท้าทองคำมาครองในปีนั้นได้อีกด้วย2006/07 : ฟาสเชสโก ต็อตติ จากโรมาทำได้ 26 ประตู2007/08 : คริสเตียโน โลนัลโด้ จากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยจำนวน 31 ประตู2008/09 :ดิเอโก้ ฟอร์ลัน จากแอตเลติโก มาดริด ทำได้ 32 ประตูและตั้งแต่ 2009-2019 มีเพียงคริสเตียโน โลนัลโด้ และลิโอเนล เมสซี่ เท่านั้นที่ผลัดกันได้รางวัลคนละ 4 และ 6 ครั้งตามลำดับ

Read More

25/10/2562

งานวิจัยชี้ คนไทยยังนิยมซื้อทองคำเพื่อใช้เป็นเครื่องประดับมากกว่าการลงทุน


ศูนย์วิจัยทองคำร่วมกับคณะบริหารธุรกิจและสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทำการสำรวจความรู้พื้นฐานและพฤติกรรมการซื้อหรือขายทองคำของประชาชนไทย โดยการสุ่มตัวอย่างกระจายไปทุกภูมิภาคของประเทศ จำนวน 926 ตัวอย่าง ผลการสำรวจด้วยแบบสอบถาม พบว่าประชำชนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 68 ซื้อทองคำรูปพรรณ เพื่อใช้เป็นเครื่องประดับมากที่สุด และส่วนใหญ่ซื้อทองจากร้านทอง มีเพียง5% เท่านั้นซื้อทองคำจากร้านทองออนไลน์ หรือทองแท่งออนไลน์ในการสำรวจครั้งนี้กลุ่มตัวอย่างประมาณร้อยละ 29 มีอายุ 31-40 ปี รองลงมาคือกลุ่มอายุ 21-30 ปี คิดเป็นร้อยละ27 ของตัวอย่างทั้งหมด ทั้งนี้มีกลุ่มอายุ 41-60 ปีประมาณร้อยละ 29 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นหญิงคิดเป็นร้อยละ 66 โดยเป็นพนักงำนบริษัทเอกชนและข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน คือร้อยละ 28 และ 24 ตามลำดับ และส่วนใหญ่จบปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 57 ของตัวอย่างทั้งหมดจากการสำรวจความรู้พื้นฐานและพฤติกรรมการซื้อหรือขายทองคำของประชำชนไทย โดยการสุ่มตัวอย่างให้กระจายไปทุกภูมิภาคของประเทศ ผลการสำรวจด้วยแบบสอบถามพบว่าประชาชนมากกว่าร้อยละ 50 รู้ว่าทองคำ 1 บาท มีน้ำหนักประมาณ 15 กรัม โดยคนส่วนใหญ่ (ประมำณร้อยละ 80) รู้ว่าทองคำ 1 บาท เท่ากับ 4 สลึง ประชาชนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 68 เคยซื้อทองรูปพรรณ โดยซื้อเพื่อเป็นเครื่องประดับ สร้อยคอและแหวนเป็นที่นิยมมากที่สุด และประมาณร้อยละ 75 เลือกซื้อทอง 96.5% โดยให้เหตุผลว่ามีลวดลายให้เลือกหลากหลาย มีร้านทองให้เลือกซื้อขายได้สะดวก ประชาชนร้อยละ 45 เคยมีประสบการณ์การขายทองรูปพรรณ โดยให้เหตุผลว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงินยามฉุกเฉิน ทั้งนี้พบว่าความถี่ในการขายทองคำไม่บ่อยนัก คือมากกว่า 6 เดือนต่อครั้ง นั่นคือคนส่วนใหญ่ซื้อเพื่อการเก็บออม โดยทองรูปพรรณและทองตำแท่งหนัก 1 บาท เป็นที่นิยมของประชำชน มีเพียงร้อยละ 20 ของกลุ่มตัวอย่างที่เคยซื้อทองคำแท่ง และเป็นการซื้อเพื่อการลงทุนเป็นหลัก โดยคาดหวังกำไรตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปต่อทองคำหนึ่งบาท มีประชาชนจำนวนไม่มากนักที่รู้จักและเคยใช้บริการช่องทางทองคำออนไลน์หรือทองแท่งออนไลน์ โดยกลุ่มที่รู้จักและเคยใช้บริการได้แก่กลุ่มที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี มีรายได้สูง และประกอบธุรกิจส่วนตัวการทำวิจัยในครั้งนี้เพื่อสำรวจความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับทองคำขอคนไทยและศึกษาพฤติกรรามการซื้อและการขายทองคำของคนไทย @page { margin: 0.79in } p { margin-bottom: 0.1in; direction: ltr; line-height: 115%; text-align: left; orphans: 2; widows: 2 }

Read More

18/10/2562

Midas ราชาผู้มีสัมผัสเป็นทองคำ


ตามตํานานของกรีก เมื่อพระราชา Midas สัมผัสสิ่งใดสิ่งนั้นจะกลายเป็นทอง ไมดาส เป็นชื่อของกษัตริย์พระองค์หนึ่งที่ปกครองนครไฟร์เกียซึ่งเป็นหนึ่งในนครที่มั่งคั่งและรุ่งเรืองที่สุดนครหนึ่ง ด้วยพระปรีชาสามารถในการบริหารปกครองของพระเจ้ากอดิอุสพระราชบิดา โดยตำนานสัมผัสทองคำเริ่มขึ้นเมื่อวันหนี่ง พระเจ้าไมดาสเสด็จประพาสยังริมฝั่งแม่น้ำซานการิอัสและได้พบชายชราขี้เมาผู้หนึ่งถูกมัดนอนกลิ้งอยู่กับพื้น พระองค์จึงเข้าไปช่วยแก้มัดให้ชายผู้นั้น ทว่าชายคนไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป แต่คือ ไซเลนนัส พระอาจารย์ของเทพไดโนนีซุส เทพเจ้าแห่งไวน์และการเฉลิมฉลอง โดยในวันนั้น ไซเลนนัสที่กำลังเมาไวน์ได้ที่ เกิดพลัดกับขบวนของเทพไดโอนีซุสและได้ไปพบกับพวกชาวนาที่มีความเชื่อว่า หากเจอไซเลนนัสตอนกำลังเมาให้จับตัวเขามัดไว้ แล้วจะสามารถถามเรื่องในอนาคตจากไซเลนนัสได้หลังจากกษัตริย์ไมดาสทรงช่วยแก้มัดให้ไซเลนนัส เทพไดโนนีซุสก็เสด็จมาถึง พระองค์ทรงโปรดปรานไมดาสเป็นอันมากที่ช่วยพระอาจารย์ของพระองค์ จึงทรงออกปากว่าจะให้พรไมดาสหนึ่งข้อตามแต่จะขอ ซึ่งเมื่อได้ยินดังนั้น กษัตริย์ไมดาสก็ลืมองค์ปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำ จึงทรงขอพรที่แปลกประหลาดที่สุด โดยทรงขอแก่เทพไดโอนีซุสว่า “ขอให้ทุกสิ่งที่ตนสัมผัสนั้นกลายเป็นทองคำ”แม้จะทรงแปลกพระทัย แต่ไดโอนีซุสก็ประทานพรให้ตามที่ไมดาสขอ จากนั้นพระองค์พร้อมกับพระอาจารย์ก็เสด็จจากไป ส่วนไมดาสนั้นเมื่อได้พรแล้วก็ทรงทดลองด้วยการแตะของต่างๆในวังจนกลายเป็นทองคำไปหมด ยังความปรีดาให้แก่พระองค์เป็นอันมากทว่า เมื่อถึงเวลาที่จะเสวย ไมดาสก็ทรงพบว่า ทั้งอาหารและน้ำที่พระองค์สัมผัสกลายเป็นทองคำจนหมดสิ้น ทำให้พระองค์ไม่สามารถเสวยสิ่งใดได้เลย และที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือ พระองค์เผลอไปโอบกอดพระธิดาองค์น้อยที่ทรงรักมากเข้า ทำให้พระธิดากลายเป็นรูปปั้นทองคำไปในทันทีราชาไมดาสทรงเสียพระทัยเป็นอันมาก พระองค์ได้สวดอ้อนวอนขอให้เทพไดโอนีซุสทรงเมตตาลบล้างพรที่ทรงประทานให้ ในที่สุด เทพเจ้าไดโอนีซุสทรงเกิดความสงสารจึงให้ไมดาสไปชำระล้างพรที่แม่น้ำแพคโตลัส ราชาไมดาสทรงทำตามที่เทพเจ้าตรัสบอก และพรวิเศษก็หายไป พร้อมกับทุกสิ่งกลับคืนดังเดิม อย่างไรก็ตาม พรของไดโอนีซุสที่ถูกชำระล้าง ก็ได้ทำให้แม่น้ำทั้งสายกลายเป็นผงทองคำ มาถึงยุคปัจจุบัน สัมผัสของ Midas กลายเป็นสํานวนหมายถึง การทําให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดผลกำไรงอกเงยขึ้นมา

Read More

18/10/2562

โอกาสทองของเครื่องประดับเงินในอินเดีย


กระทรวงพาณิชย์เผย โอกาสทองของเครื่องประดับเงินในอินเดีย เพราะกำลังได้รับความนิยมและมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ยอดส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยไปอินเดีย ในไตรมาสแรกของปีนี้(2562)ทะลุ 2,000 ล้านบาท ขยายตัว 3% สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเจนไน ประเทศอินเดีย รายงานว่า ชาวอินเดียนิยมซื้ออัญมณีและเครื่องประดับเพื่อใช้สำหรับการแต่งงาน มอบเป็นของขวัญในเทศกาลต่างๆ และมีการทำเครื่องทองเป็นรูปเทพต่างๆ เพื่อสักการบูชา และยังนิยมหาซื้อเครื่องประดับทองและเครื่องประดับเงินเพื่อการลงทุนอีกด้วย ทั้งนี้ชาวอินเดียในแต่ละภูมิภาคจะมีรสนิยมการซื้อหาอัญมณีและเครื่องประดับแตกต่างกันไป เช่น ชาวอินเดียเหนือนิยมเพชร พลอยสี และไข่มุก ส่วนชาวอินเดียใต้นิยมเครื่องประดับทอง เป็นต้น ซึ่งหาก พิจารณาโอกาสของผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยในการตีตลาดอินเดีย พบว่ายังมีโอกาสอยู่มาก โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2562 (มกราคม-มีนาคม) ไทยส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ไปยังประเทศอินเดีย มูลค่ารวม 88.05 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,765 ล้านบาท) ขยายตัวสูงขึ้นต่อเนื่องร้อยละ 3 โดยสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เพชร เงิน และพลอยชาวอินเดียนิยมซื้อพลอยสีจากไทย และยอมรับว่าไทยเป็นแหล่งการค้าพลอยสีและอัญมณีสำคัญระดับโลก ช่างฝีมือไทยมีความเชี่ยวชาญในการคัดและเจียระไนพลอยได้สวยงาม ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรใช้ศักยภาพดังกล่าวสร้างข้อได้เปรียบเพื่อเจาะตลาดอินเดีย โดยเน้นเรื่องการออกแบบ การรักษามาตรฐานคุณภาพสินค้า และมาตรฐานการเจียระไน เพื่อมัดใช้ผู้ซื้อชาวอินเดีย อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาความนิยมเครื่องประดับของชาวอินเดียในปัจจุบันพบว่า เครื่องประดับเงินเป็นสินค้าที่น่าจะเป็นโอกาสใหม่ที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะส่งออกสินค้าไปยังอินเดียเพิ่มขึ้น เพราะตลาดเติบโตทะลุ 100% ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี2560 เนื่องด้วยเครื่องเงินไทยมีความโดดเด่นด้านการออกแบบที่ทันสมัยและคุณภาพที่ดี โดยได้รับความนิยมในกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง (Super Rich) กลุ่มงานแต่งงาน และกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมเครื่องประดับเงินดีไซน์ทันสมัย จึงเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยในการเจาะตลาดเครื่องประดับเงินในอินเดีย

Read More

18/10/2562

เครื่องประดับในงานแต่งของชาวอเมริกัน


ในสหรัฐอเมริกา ยอดจําหน่ายเครื่องประดับสําหรับงานหมั้นและงานแต่ง มีมูลค่าราว 11,000ล้านเหรียญสหรัฐ โดยถูกยึดครองโดยเครื่องประดับเพชร ตามมาด้วย ทองขาว แพลทินัม ทองคํา และโลหะทางเลือกอื่นๆ เพชรสีขาวคู่กับโลหะมีค่าสีขาวยังคงเป็นตัวเลือกซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่เจ้าบ่าว เจ้าสาวที่ต้องการหาแหวนหมั้นหรือแหวนแต่งงาน จากการศึกษาพบว่าเจ้าสาวร้อยละ 53 ในสหรัฐฯ เลือกใช้เพชรทรงกลม (Round Cut) เป็นเพชรเม็ดหลักในแหวนหมั้นของตน ตามมาด้วยเพชรทรง สี่เหลี่ยมจตุรัส (Princess Cut) ร้อยละ 30 ส่วนเพชรเหลี่ยมมรกต (Emerald Cut) และเพชรรูปวงรี (Oval Cut) ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพชรรูปทรงแฟนซีอื่นๆ ที่ไม่ได้ใช้กันมาแต่เดิม เช่นเพชรรูปหัวใจ ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยน้ำหนักกะรัตเฉลี่ยของเพชรที่ได้รับความนิยมยังคงอยู่ที่หนึ่งกะรัต นอกจากนี้คู่บ่าวสาวจํานวนมากยังนิยมแหวนหมั้นและแหวนแต่งงานที่ทำจากอัญมณีที่แตกต่างไปเช่นไพลิน เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้โลหะมีค่าอย่างทองขาว (White Gold) ก็ยังคงเป็นโลหะมีค่ายอดนิยมในแหวนหมั้นเพชรซึ่งนอกจากราคาที่ไม่สูงมากแล้ว การที่ทองขาวผสมได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นโลหะที่แข็งแกร่งทนทานเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทําให้ผู้บริโภคหันไปนิยมทองขาวเพิ่มขึ้น โดยผู้บริโภคจะเลือกทองขาวกะรัตต่ำเพื่อนํางบประมาณไปใช้กับเพชรขนาดใหญ่คุณภาพสูง ส่วนลําดับความนิยมของโลหะมีค่าอื่นๆที่ใช้ในเครื่องประดับแต่งงานได้แก่ แพลทินัม ทองคํา และโลหะทางเลือกอื่นๆ สําหรับทองคํานั้นพบว่มีผู้ให้ความสนใจเพิ่มขึ้น แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ทำยอดจำหน่ายมากนักในกลุ่มแหวนหมั้น นอกจากนี้ผู้บริโภคที่เป็นเจ้าสาวยังหันไปสั่งทำแหวนแต่งงานที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเองกันมากขึ้น ทําให้ร้านเครื่องประดับยกสถานะกลายเป็นแบรนด์ ส่วนเจ้าบ่าวยังคงเน้นโลหะทางเลือก แต่แหวนแต่งงานทองคําสําหรับเจ้าบ่าวก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

Read More

18/10/2562

จีไอที ร่วมพัฒนารูปแบบเครื่องประดับทองคำเพื่อโอกาสใหม่ๆของผู้ค้าทองคำ


สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือจีไอที มีแผนที่จะพัฒนาเครื่องประดับที่ทำจากทองคำในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อสนองความต้องการของตลาดที่มีความต้องการเครื่องประดับทองคำที่มีความทันสมัย ตามแผนการพัฒนาผู้ประกอบการร้านทอง หรือทายาทร้านทองที่ต้องการจะพัฒนาธุรกิจหรือต้องการจะสร้างแบรนด์ใหม่ๆ เพื่อฉีกหนีจากการจำหน่ายทองคำในรูปแบบเดิม ในการนี้ทางสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติจะเข้าไปช่วยเหลือพัฒนาผู้ประกอบการร้านทองในประเทศไทยที่มีอยู่เป็นจำนวนมากโดยจะเข้าไปช่วยสอน ให้ความรู้ ทั้งการดีไซน์ การใช้วัสดุ แนวโน้มสินค้าที่ตลาดต้องการ จนถึงการผลิตเป็นสินค้าเพื่อนำออกจำหน่าย ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการค้าขายและเพิ่มรายได้ จากเดิมที่ทำการผลิตเครื่องประดับทองที่มีความเป็นท้องถิ่นและมีอัตลักษณ์ของตนเองเท่านั้น นอกจากนี้สถาบันฯ ยังมีแผนที่จะเข้าไปช่วยเหลือร้านทอง ในการการจำหน่ายสินค้าสินค้าทางออนไลน์ ทั้งการขายผ่านเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก หรือช่องทางออนไลน์อื่นๆ รวมถึงการผลักดันให้เข้าไปจำหน่ายในแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่สถาบันฯ ได้เชื่อมโยงไว้ เช่น Zilingo จากสิงคโปร์ หรืออาลีบาบา ที่จะใช้ในการเจาะเข้าสู่ตลาดจีน เป็นต้นทางสถาบันยังจะผลักดันให้ผู้ประกอบการร้านทอง ให้ความสำคัญกับการรับรองคุณภาพสินค้าตามโครงการซื้อด้วยความมั่นใจ (BWC) เพื่อเป็นการการันตีว่าสินค้าที่ผลิตได้ผ่านการตรวจสอบและรับรองโดยสถาบันฯ แล้วผู้ซื้อที่ซื้อสินค้าไปจะได้มีความมั่นใจว่าได้สินค้าดี มีคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันนี้มีการซื้อขายออนไลน์กันมากผู้ประกอบร้านทองที่เข้าร่วมโครงการ จะมีโอกาสทางการขายมากกว่า เพราะผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นว่าได้สินค้าดีมีคุฯภาพเพราะมีสถาบันฯการันตีคุณภาพสุดท้าย สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ มีแผนที่จะร่วมมือกับผู้ประกอบการร้านค้าทองคำในถนนเยาวราช ในการผลักดันให้เยาวราชเป็นถนนสายทองคำเพื่อดึงดูดให้คนที่จะซื้อทองคำเดินทางเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือนักท่องเที่ยว และยังผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ด้วย

Read More

18/10/2562

ทองคนโง่ (Fool Gold)


สืบเนื่องจากมีการพบก้อนหินและเศษหินจำนวนมากจากโครงการก่อสร้างถนนสี่เลน บ้านคำพอก ตำบลโนนยาง อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร มีสีเหลือ มีลักษณะแวววาว ระยิบระยับ ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าหินที่พบนี้เป็น แร่ทองคำ เพราะในอดีตที่บริเวณนี้เคยมีการขุดพบทองคำและซากเต่าดึกดำบรรพ์อายุกว่า 150 ล้านปีมาแล้ว แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ลงไปตวจสอบกลับพบว่าเห็นก้อนสีเหลืองดังกล่าวไม่ใช่แร่ทองคำ แต่เป็นเพียง เพชรหน้าทั่ง หรือไพไรต์ (Pyrite) หรือทองของคนโง่ หรือ Fool's gold แค่นั้นเอง ไพไรต์ (Pyrite)คือผลึกแร่โลหะชนิดที่มีสีเหลืองอร่าม คำว่าไพไรต์ มาจากภาษากรีก ที่มีความหมายว่าไฟ (Pry) เหตุที่เรียกว่าไฟก็เนื่องมาจากไพไรต์เมื่อนำไปกระทบกับเหล็กแรงๆ ก็จะทำให้เกิดประกายไฟออกมา ประโยชน์ของไพไรต์ส่วนใหญ่จะนิยมนำไปทำเป็นเครื่องประดับ หรือนำไปเป็นส่วนผสมในการทำกรดกำมะถัน เนื่องจากไพไรต์มีสีเหลืองอร่ามจนดูคล้ายกับทองคำ จึงมักจะทำให้ผู้ที่พบเห็นเข้าใจผิดอยู่เสมอว่ามันคือทองคำ จนได้ฉายาว่า“ทองคนโง่”หรือ Fool Gold ส่วนเหตุที่ได้รับฉายาว่าทองคนโง่ ต้องย้อนกลับไปเมื่อศตวรรษที่ 15เซอร์มาร์ติน โฟรบิสเชอร์นักสำรวจชาวอังกฤษได้พบกับก้อนทองคำบนเกาะในประเทศแคนาดา จึงคิดว่าโชคเข้าข้างและได้ขนเอาก้อนทองคำเหล่านั้นกลับมาที่อังกฤษ และได้นำไปให้พ่อค้าทองตรวจพิสูจน์ ผลปรากฏว่าก้อนทองคำที่เอามานั้นมันคือ “ไพไรต์” ทั้งหมด อย่างไรก็ตามแม้จะรู้ว่าแร่ที่พบไม่ใช่ทองคำและเป็นเพียง "เพชรหน้าทั่ง" หรือทองคนโง่ แต่ชาวบ้านก็ยังคงเก็บแร่ดังกล่าวไว้เพราะ "เพชรหน้าทั่ง" นี้มักจะถูกนำไปเป็นส่วนประกอบของเครื่องรางของขลังหายากหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อด้านโชคลาง เช่น นำไปทำหัวแหวนป้องกันเสนียดจัญไร กันศาสตราวุธ คมหอกคมดาบนอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับศาสตร์ด้านฮวงจุ้ยอักด้วย เพราะตามปกติ "ไพไรต์" หรือทองคนโง่ มีความสัมพันธ์กับธาตุดิน เป็รพลังงานแห่งความมั่นคง ความอดทน ความซื่อสัตย์ ความสมดุลและความมั่งคั่ง หากใช้ไพไรต์ทำพื้นในที่อยู่อาศัยจะช่วยให้ผู้อยู่อาศัยมีความปลอดภัย และได้รับการปกป้องคุ้มครองจากพลังของธาตุดินนั่นเอง

Read More

18/10/2562

ครอบครัวคุณทองแดง


คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประสบความสำเร็จ ในการผสมเทียมสุนัขหลวง จากน้ำเชื้อของ “คุณทองเอกและคุณทองหยิบ” ลูกของ “คุณทองแดง” ที่ผ่านการเก็บน้ำเชื้อนานกว่า 14 ปี จนได้ได้สุนัขหลวงจำนวน 8 ตัวโดยเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ได้มีการแถลงข่าวเรื่อง “ครอบครัวคุณทองแดง จากการผสมเทียมน้ำเชื้อแช่แข็งลูกคุณทองแดง โดยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรักษา สืบสาน ต่อยอด ตามพระปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงโปรดให้มีการขยายพันธุ์สายเลือดของคุณทองแดง เพื่อจะให้ประชาชน ได้รำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ คุณทองแดง โดยทรงโปรดเกล้าฯให้คณะ สัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินการผสมเทียมน้ำเชื้อแช่แข็งลูกคุณทองแดง ชื่อ “คุณทองเอกและคุณทองหยิบ” ซึ่งเก็บน้ำเชื้อแช่แข็งไว้เมื่อวันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2548ในการผสมเทียมครั้งนี้ได้สายเลือดคุณทองแดง ลูกสุนัขหลวง ชุดใหม่ จำนวน 2 ชุด ประกอบด้วยชุดที่ 1 น้ำเชื้อแช่แข็งของ “คุณทองเอก” (ลูกคุณทองแดงลำดับที่ 3) ผสมเทียมกับสุนัขหลวงชื่อ “คุณแอสลี่” พันธุ์บาเซนจิ เมื่อวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 2562 จนประสบความสำเร็จตั้งท้องและมีการคลอดลูกสุนัขด้วยวิธีธรรมชาติ ณ โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จำนวน 5 สุนัข เมื่อวันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน 2562 และทรงพระราชทานชื่อสุนัขทั้ง 5 สุนัข ดังนี้.1. คุณทองโมกมัน เพศเมีย สีดำ.2. คุณทองศรีตรัง เพศเมีย สีน้ำตาล.3. คุณทองพิกุล เพศเมีย สีน้ำตาล.4. คุณทองอินทนิล เพศผู้ สีดำ.5. คุณทองกันเกรา เพศผู้ สีน้ำตาล.ชุดที่ 2 น้ำเชื้อแช่แข็งของ “คุณทองหยิบ” (ลูกคุณทองแดงลำดับที่ 6) ผสมเทียมกับสุนัขหลวงชื่อ “คุณแอน” พันธุ์บาเซนจิ เมื่อวันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม 2562 จนประสบความสำเร็จตั้งท้องและมีการคลอดลูกสุนัขด้วยวิธีธรรมชาติ ณ โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จำนวน 3 สุนัข เมื่อวันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2562 และทรงพระราชทานชื่อทั้ง 3 สุนัข ดังนี้1. คุณทองชัยพฤกษ์ เพศผู้ สีน้ำตาล2. คุณทองรวงผึ้ง เพศผู้ สีน้ำตาล3. คุณทองจามจุรี เพศผู้ สีน้ำตาลโดยสุนัขทั้งสองชุดทั้ง 8 สุนัข มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดีทั้งนี้คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการถวายงานดูแลสุนัขหลวง และสุนัขทรงเลี้ยง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสุนัขหลวงที่ทรงโปรดมากที่สุด คือ “คุณทองแดง” โดยลักษณะพิเศษของคุณทองแดง เป็นสุนัขที่มีความซื่อสัตย์ อ่อนน้อม ถ่อมตน และเลี้ยงง่าย คุณทองแดง มีคู่ผสมชื่อ “คุณทองแท้” เป็นสุนัขพันธุ์บาเซนจิ มีการสืบสายเลือดจำนวน 9 สุนัข และมีลูก มีหลาน เพิ่มขึ้น ปัจจุบันลูกสุนัขทั้ง 9 สุนัข ได้เสียชีวิตทั้งหมดแล้ว แต่ยังมีสุนัขรุ่นหลานอยู่จำนวนหนึ่ง ที่ปัจจุบันก็ได้ลดลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น จึงได้ดำเนินการผสมเทียมเพื่อขยายพันธุ์สายเลือดของคุณทองแดงในครั้งนี้

Read More

18/10/2562

หลวงวิจารณ์เจียรนัย ช่างทองหลวงในรัชกาลที่ 4


หลวงวิจารณ์เจียรนัย เดิมชื่อ เฮง เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๘๐ ในตระกูลแซ่เจีย บรรพบุรุษอพยพมาจากเมืองจีนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อโตขึ้นพ่อส่งไปเรียนภาษาที่เมืองจีน แล้วได้วิชาแกะสลักและการทำทองกลับมา ด้วยความสามารถในงานช่างแกะสลักและช่างทำทองจึงเข้ารับราชการป็นนายช่างทองในสมัยพระบามสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่โปรดปรานเป็นอย่างยิ่ง หลวงวิจารณ์เจียรนัยนี่เองที่เป็นแกะสลักพิมพ์พระสมเด็จให้สมเด็จโตตั้งแต่องค์แรกโดยใช้หินแม่น้ำ และแกะอีกหลายๆ พิมพ์ถวายในหลวงรัชกาลที่ ๔ และแกะให้สมเด็จโตนำพระไปแจกชาวบ้านมีข้อมูลทางประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า เมื่อปีพ.ศ. 2408 คุณหลวงวิจารณ์ เจียรนัย ซึ่งเป็นช่างทองในวังหลวงได้ข้ามฟากไปเฝ้าท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตฯที่วัดระฆังอยู่บ่อยๆ ครั้งหนึ่งได้เห็นพระพิมพ์ชิ้นฟักที่สมเด็จโตจัดสร้างคุณหลวงวิจารณ์ เจียรนัย เห็นว่าองค์พระที่ได้สร้างไว้ แม่พิมพ์ ตลอดถึงการตัดของของพระองค์ไม่สวยเท่าที่ควร คุณหลวงฯ จึงดำเนินการแกะแม่พิมพ์ด้วยหินอ่อนไปถวายให้ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ 2 พิมพ์ พร้อมทั้งแนะวิธีการตัดขอบขององค์พระเพื่อให้ได้สัดส่วนและสวยงามยิ่งขึ้น จนมีตำนานบันทึกไว้ทุกแหล่งประวัติสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ว่าพระพิมพ์ของคุณหลวงวิจารณ์ เจียรนัย มีความสวยงามที่สุดเจ้าประคุณสมเด็จโตฯ จึงได้จัดเตรียมสร้างพระโดยใช้แม่พิมพ์ของคุณหลวงวิจารณ์ เจียรนัย ที่นำมาถวายทั้ง 2 พิมพ์ คุณหลวงวิจารณ์ รู้ว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้นำพระพิมพ์ของท่านมากดพิมพ์พระ จึงได้ข้ามฟากมาวัดระฆังเพื่อดูผลงานแม่พิมพ์ของท่าน เมื่อเห็นพระที่ทำสำเร็จแล้วกำลังผึ่งให้แห้งอยู่ จึงหยิบขึ้นมาดูและวิจารณ์ว่าเนื้อพระไม่ค่อยประสานกันเท่าไร จึงเรียนให้ท่านเจ้าประคุณฯ ทราบว่า องค์พระเมื่อแห้งแล้วหักชำรุดได้ง่าย เข้าใจว่าน้ำตาลอ้อยคงเคี่ยวยังไม่ได้ที่ ไม่เหนียวพอและได้เรียนว่า น่าจะใช้น้ำมันตั้งอิ้วเป็นตัวประสานแทนน้ำอ้อยเคี่ยวจะดีและแน่นกว่าท่านเจ้าประคุณฯจึงให้ศิษย์นำพระพิมพ์ทั้งหมดที่กำลังผึ่งลมอยู่นั้นไปจุ่มหรือชุบในน้ำมันตั้งอิ้วทำให้องค์พระมีความเงามันเพราะมีน้ำมันตั้งอิ้วเคลือบอยู่แต่อาจไม่เรียบเสมอกันตามความแห้งของเนื้อองค์พระ ประกอบกับท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯได้นำผงวิเศษและมวลสารมงคลต่างๆมากมายหลายชนิดผสมลงไป ทำให้เห็นเนื้อพระมีส่วนผสมคล้ายขนมกระยาสารทมากจึงตั้งชื่อเรียกกันว่า"เนื้อกระสารท"และเป็นตำนานเล่าขานสืบทอดต่อๆมาจนถึงปัจจุบันปัจจุบัน พระสมเด็จ และบล็อกสมเด็จจำนวนมาก อยู่ในการครอบครองของ "คุณธรรมยุทธ์ เจนพิชิตกุลชัย" ประธานบริษัทในเครือฟุกเทียน กรุ๊ป ทายาทรุ่นที่ ๖ ของ "หลวงวิจารณ์เจียรนัย"ในศูนย์หยกจักรพรรดิ

Read More

03/10/2562

ความลับที่ซ่อนอยู่ในเครื่องประดับทองคำรูปทรงอากาศยาน


ที่ทวีปอเมริกาใต้ นักโบราณคดีได้ค้นพบเครื่องประดับที่ทำทำจากทองคำ รูปร่างคล้าย “เครื่องบิน” มากมายหลายชิ้นที่อาจแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาอันล้ำยุคของผู้คนในสมัยโบราณแถบนี้ หรือนี่เป็นเพียงแค่ความบังเอิญ บรรดาเครื่องประดับทองคำรูปทรงอากาศยานเหล่านี้ มีขนาดราว 5 เซนติเมตร คาดกันว่าเป็นฝีมือของวัฒนธรรมชิมู (Chimu) ที่รุ่งเรืองอยู่ในอเมริกาใต้เมื่อราว 200 ปีก่อนคริสตกาล ถึงช่วงประมาณปี ค.ศ. 800 นอกจากนั้นยังมีการพบเครื่องประดับประเภทนี้แต่คาดว่ามาจากฝีมือของชนเผ่าอื่นๆ เช่น วัฒนธรรมโทลิมา (Tolima)ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่บนภูเขาสูงของประเทศโคลัมเบียราวๆ ค.ศ. 200 ถึง ค.ศ. 1000 รวมทั้งยังมีผลงานที่น่าจะเป็นของวัฒนธรรมคาลิมา (Calima) ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโคลัมเบียเมื่อปี ค.ศ. 200 ถึง ค.ศ. 600 อีกด้วยเครื่องประดับปริศนานี้มีคล้ายคลึงกับอากาศยานความเร็วสูง จึงทำให้นักโบราณคดีและผู้สนใจในศาสตร์ลึกลับต่างให้ความคิดเห็นแตกต่างกันไปคนทาง ซึ่งนักโบราณคดีชื่อว่า เครื่องบินทองคำเหล่านี้น่าจะเป็นผลงานการออกแบบของช่างศิลป์โบราณที่เลียนแบบรูปร่างของสัตว์ หรือแมลงบางประเภทมาเท่านั้น เช่น นก ค้างคาว กระรอกบิน หรือแม้กระทั่งปลาบินบางชนิดที่มีอยู่อย่างชุกชุมในบริเวณนี้ ส่วนผู้ที่สนใจศาสตร์ลี้ลับก็ออกมาตอบโต้ด้วยคำถามที่นักโบราณคดีไม่สามารถอธิบายได้ เช่นถ้ารูปเครื่องประดับเหล่านี้คือ ภาพจำลองของสัตว์ แล้วมันคือสัตว์ชนิดใดกันแน่ รวมถึงถ้าสังเกตโบราณวัตถุชิ้นอื่นๆ ที่ค้นพบในบริเวณเดียวกัน และแสดงเป็นรูปสัตว์ที่ไม่ใช่รูปทรงของเครื่องบินทองคำ ก็จะพบว่าชนโบราณเหล่านี้ได้แสดงความชัดเจนลงไปในศิลปวัตถุเอาไว้เสมอว่า สิ่งนั้นคือสัตว์ชนิดใด แต่สำหรับเครื่องบินทองคำ น่าแปลกที่พวกเขากลับไม่แสดงความชัดเจนในรูปลักษณ์ของสัตว์เหล่านั้นเลยสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ แหล่งข้อมูลหลายแห่งมักจะกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า บรรดาเครื่องประดับเหล่านี้ถูกค้นพบในสุสานต่างๆ ทั้งอเมริกากลางและอเมริกาใต้ แต่กลับไม่ได้ระบุถึงเวลาหรือสถานที่ที่ค้นพบอย่างแน่ชัด ทำให้นักโบราณคดีหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโบราณวัตถุเหล่านี้ได้ยากขึ้น อีกทั้งยังเป็นไปได้ว่าเครื่องประดับอากาศยายทองคำโบราณเหล่านี้ อาจจะโดนขโมยหรือลักลอบขุดออกมาขายให้ตลาดมืด ก็เลยไม่มีข้อมูลการขุดค้นอย่างเป็นทางการหลงเหลือมาให้ศึกษา วิศวกรชาวเยอรมันได้สร้างแบบจำลองโกลด์ฟลายเออร์ออกมา เพื่อพิสูจน์เสถียรภาพทางการบินของเครื่องประดับทองคำจากโคลัมเบีย ผลการทดลองสรุปได้ว่าเครื่องประดับทองคำนี้ น่าจะเป็นส่วนประกอบของเครื่องบินมากกว่าอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของสัตว์ หรือแมลงเสีย แต่นักโบราณคดีก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่า ชนโบราณแห่งโคลัมเบียจะสร้างเครื่องประดับทองคำเหล่านี้เพื่อให้เป็นอากาศยานที่บินบนท้องฟ้าได้จริงๆ เพราะอย่างน้อยก็ยังไม่มีการค้นพบเครื่องยนต์ที่จะขับเคลื่อนเครื่องประดับเหล่านี้ให้ลอยอยู่บนท้องฟ้าได้เรื่องนี้ยังคงเป็นปริศนาและรอการพิสูจน์ความเป็นไปได้กันต่อไป

Read More

03/10/2562

ตัวเรือนแหวนแต่งงาน


ส่วนใหญ่แหวนแต่งงานถ้าไม่ทำจากทองคำ ก็เป็นแหวนประดับอัญมณีที่มีตัวเรือนเป็นสีเงินวาว ซึ่งวัสดุที่นำมาทำตัวเรือนนั้นอาจทำมาจากเงิน ทองขาว(White Gold) ทองคำขาวหรือแพลตินัม (Platinum)และทองคำชุบขาว (Yellow Gold) ซึ่งแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันคือตัวเรือนเงินมักจะมีการสลักที่ทองแหวนว่า 925 ซึ่งมีความหมายว่าใช้เนื้อเงิน 92.5% ส่วนอีก 7.5% เป็นทองแดง ซึ่งเหตุผลที่ต้องผสมทองแดงเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับเงินจนสามารถขึ้นรูปเป็นตัวเรือนแหวนได้ เมื่อขึ้นรูปแล้ว ฝังอัญมณีแล้ว จึงนำไปชุบโรเดี่ยมเพื่อให้เกิดความแวววาวและสวยงาม ตัวเรือนเงินนี้ไม่เป็นที่นิยมเท่าใดนักตัวเรือนทองขาวและตัวเรือนทองคำขาว มักมีความสับสนกันระหว่างตัวเรือน 2 ประเภทนี้ทั้งชื่อเรียกและเนื้อวัสดุ ตัวเรือนทองขาว คือแหวนทองคำ (Yellow Gold) ที่มีส่วนผสมของทองำบริสุทธิ์ 75% บวกกับส่วนผสมของโลหะอื่นๆ อีก 25% อาจเป็นโลหะเงิน ผลที่ออกมาคือ แหวนสีเงินที่ออกนวลๆ ตา จากนั้นนำไปชุบโรเดี่ยมเพื่อให้กลายเป็นสีเงินวาว ซึ่งเมื่อใช้ไปนานๆโรเดี่ยมจะค่อยๆ หลุดออกเผยให้เห็นสีเนื้อแท้ของทองขาวนวลๆ หรือออกเหลือง สามารถนำไปชุบใหม่ได้ส่วนแหวนทองคำขาวหรือแหวนแพลตินัม ตัวเรือนแบบนี้ไม่มีทองคำเป็นส่วนผสมเลย ส่วนผสมหลักเป็นโลหะล้วน มีความแข็ง ขึ้นรูปยาก ต้องใช้ช่างผู้ชำนาญและเครื่องมือเฉพาะทาง ทำให้มีราคาในการผลิตสูง แต่มีข้อดีคือ สีไม่เปลี่ยน ไม่ดำง่ายและทนมากส่วนตัวเรือนทองคำ ชุบขาว คือตัวเรือนทองคำ 18K คือมีทองคำบริสุทธิ์อยู่ที่ 75% เป็นส่วนผสมที่เหมาะกับการทำตัวเรือนเพราะจะมีความแข็งพอเหมาะ ไม่นิ่มเกินไปซึ่งจะทำให้ตัวเรือนเปลี่ยนรูปทรงและบิดเบี้ยวได้ง่าย เมื่อฝังเพชรหรืออัญมณีแล้วนำมาชุบโรเดี่ยมก็จะได้ตัวเรือนสีเงินวาวเช่นกันตัวเรือนอีกประเภทที่กำลังได้รับความนิยมคือตัวเรือนทองชมพู หรือ Pink Gold หรือ โรสโกลด์ (Rose Gold) ที่แม้จะไม่ได้ชุบโรเดี่ยมให้ความแวววาว แต่ความสวยของสีทองชมพูนั้นก็ดุสวย ทันสมัยจึงมักเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆของคู่บ่าวสาวยุคใหม่ บางครั้งมีการสับสนว่าทองชมพู กับ นาก เหมือนกันหรือไม่ คำตอบคือไม่เหมือนกัน เพราะมีเปอร์เซ็นต์ทองต่างกัน คือตัวเรือนทองชมพูจะมี ส่วนผสมของทอง 75% เงิน 9% และทองแดง 16% ส่วนนากจะมีส่วนผสมของทอง 37.5% เงิน 20% และทองแดง 42.5%

Read More

Loading...
More