บทความทั้งหมด

12/05/2564

ปันหยู..ศูนย์กลางการผลิตเครื่องประดับครบวงจรของจีน


ตลอดช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา เขตปันหยูของเมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้งกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องประดับแบบรวมศูนย์อย่างเต็มตัวของจีน โดยมีทั้งโรงงานและบริการด้านการผลิต การฝังอัญมณี การออกแบบ การตลาด รวมถึงเป็นศูนย์ฝึกอบรม ห้องปฏิบัติการ และผู้ให้บริการด้านลอจิสติกส์ โดยมี Da Luo Tang และ Shawan เป็นเมืองศูนย์กลางการผลิตเครื่องประดับสองเมืองในเขตนี้เขตอุตสาหกรรมเครื่องประดับ Shawan เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตเครื่องประดับ 25 แห่ง อาคารสำนักงาน 2 แห่ง สำนักงานศุลกากร คลังสินค้าทัณฑ์บน ศูนย์ตรวจสอบอัญมณีแห่งชาติ (National Gemstone Testing Center) ตลาดแลกเปลี่ยนเพชรกวางโจว (Guangzhou Diamond Exchange) และตลาดแลกเปลี่ยนหยกและอัญมณีกวางตุ้ง (Guangdong Jade & Gems Exchange) บริษัทเครื่องประดับในฮ่องกงหลายบริษัทเช่น Chow Tai Fook Jewellery Group, Chow Sang Sang Group, ล้วนมีฐานการผลิตอยู่ในปันหยูตามข้อมูลจากสมาคม Guangzhou Panyu Jewellery Manufacturers Association การส่งออกเป็นแกนสำคัญของธุรกิจเครื่องประดับในปันหยู การค้าเครื่องประดับโดยใช้ฮ่องกงเป็นแหล่งส่งสินค้าออกไปยังประเทศอื่นอีกต่อหนึ่งนั้นร้อยละ 70 เป็นสินค้าที่มาจากเขตปันหยู ปันหยูส่งออกเครื่องประดับคิดเป็นราวร้อยละ 60 ของการส่งออกเครื่องประดับของจีนทั้งหมด โดยสินค้าจำนวนมากส่งไปยังสหภาพยุโรป ฮ่องกง สหรัฐ สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย และรัสเซียอย่างไรก็ดี ในช่วงไม่กี่ปีมานี้เขตปันหยูหันมาหาตลาดภายในประเทศมากขึ้นเพื่อรับมือกับการส่งออกที่ลดลงนับตั้งแต่วิกฤติการเงินโลกเมื่อปี 2008 จนมาถึงการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้การสั่งซื้อจากต่างประเทศลดลงขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กิจการเครื่องประดับในปันหยูจึงต้องเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจจากที่เน้นการส่งออกมาเป็นกิจการที่สนองความต้องการของตลาดหลายแห่งเพื่อการขายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ปันหยูยังปรับบทบาทไปเป็นฐานการจัดหาสินค้าให้แก่แบรนด์เครื่องประดับทั้งในและต่างประเทศ ด้วยเป้าหมายมูลค่าการผลิตกว่าหนึ่งแสนล้านหยวนต่อปี พร้อมๆกันกับการเปลี่ยนแนวทางอุตสาหกรรมเครื่องประดับจากการ“ผลิตในปันหยู” มาเป็นการ“สร้างสรรค์ในปันหยู”เพื่อมุ่งส่งเสริมให้ปันหยูเป็นแหล่งสร้างสรรค์ชิ้นงานเครื่องประดับที่มีเอกลักษณ์แปลกใหม่ให้แก่ตลาดทั้งในและต่างประเทศปัจจุบันปันหยูเป็นที่ตั้งของบริษัทเครื่องประดับกว่า 400 แห่งจากภูมิภาคและประเทศต่างๆ กว่า 30 ประเทศ กำลังการผลิตเครื่องประดับคิดเป็นรายผลิตภัณฑ์กว่า 700,000 ชิ้นต่อปี ในแต่ละปีมีการฝังพลอยสีกว่า 70 ตันลงในเครื่องประดับ มีโรงงานเจียระไนพลอยสีราว 1,000 แห่ง มีบริษัทในธุรกิจการขายกว่า 2,000 แห่ง มีพนักงานทั้งหมดราว 100,000 คน นักออกแบบเครื่องประดับกว่า 800 คนและแบบผลิตภัณฑ์ที่คิดขึ้นใหม่กว่า 100,000 แบบ

Read More

12/05/2564

มัมมี่ลิ้นทองคำ สุดยอดการค้นพบทางโบราณคดีแห่งปี 2020


ที่วิหาร "ทาโปไซริส แม็กนา" (Taposiris Magna) ในเมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ มีการค้นพบทางโบราณคดีครั้งสำคัญที่ถือเป็นสุดยอดการค้นพบแห่งปี 2020 คือการขุดพบมัมมี่ซึ่งมีอายุเก่าแก่ราว 2,000 ปี ที่มีลักษณะพิเศษต่างจากมัมมี่ทั่วไปที่เคยพบก่อนหน้านี้ เพราะมัมมี่ดังกล่าวมีลิ้นที่ทำจากแผ่นทองคำอยู่ในปาก นักโบราณคดีบางกลุ่มเชื่อกันว่า วิหารซึ่งเป็นสถานที่ฝังร่างมัมมี่แห่งนี้อาจเป็นสุสานเดียวกันกับที่ฝังร่างของพระนางคลีโอพัตราที่ 7 อันโด่งดังด้วยมัมมี่ลิ้นทองคำร่างนี้ฝังอยู่ในช่องเก็บศพซึ่งเจาะเข้าไปในก้อนหินขนาดใหญ่ ร่วมกับมัมมี่อื่น ๆ อีก 15 ร่างที่มีสภาพไม่สมบูรณ์นัก ทีมนักโบราณคดีผู้ค้นพบคาดว่า มัมมี่เหล่านี้เคยมีชีวิตอยู่ในยุคราชวงศ์ทอเลมี (Ptolemy) ซึ่งวัฒนธรรมกรีก-โรมันได้เข้ามามีอิทธิพลอย่างสูงในอียิปต์ หรืออาจมาจากยุคที่จักรวรรดิโรมันเริ่มเข้ามาปกครองอียิปต์อย่างเต็มตัวยังไม่ทราบแน่ชัดว่า การประดิษฐ์เครื่องรางขึ้นเป็นรูปลิ้นจากแผ่นทองคำ แล้วนำเข้าไปไว้แทนที่อวัยวะจริงในช่องปากนั้น ทำไปด้วยสาเหตุใดกันแน่ แต่อาจเป็นได้ว่าผู้ตายมีความพิการหรือความผิดปกติทางการพูด จึงจำเป็นต้องมีลิ้นใหม่เพื่อใช้พูดจากับเทพโอไซริส (Osiris) ผู้พิพากษาตัดสินวิญญาณของคนตายในปรโลกนอกจากมัมมี่ลิ้นทองคำแล้ว ยังพบมัมมี่เพศหญิงที่มีหน้ากากและกล่องบรรจุร่าง ที่ชั้นในของโลง โดยกล่องบรรจุร่างนี้ทำจากปูนปลาสเตอร์ ผ้าลินิน และกาว ปั้นเป็นรูปทรงใบหน้าและลำตัวที่พอดีกับร่างผู้ตาย แล้วประดับตกแต่งด้วยทองคำเปลวเป็นรูปสัญลักษณ์ต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งมงกุฎ เขาสัตว์ งูเห่า รวมทั้งสร้อยคอที่มีจี้รูปหัวนกเหยี่ยว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเทพฮอรัสก่อนหน้านี้มีการค้นพบเหรียญเงินจำนวนมากที่วิหารทาโปไซริส แม็กนา ซึ่งเหรียญเหล่านี้สลักชื่อและภาพใบหน้าของพระนางคลีโอพัตราที่ 7 ฟาโรห์องค์สุดท้ายของอาณาจักรอียิปต์โบราณ อันนับเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่า ยังมีการใช้งานวิหารแห่งนี้บูชาเทพโอไซริสและเทพีไอซิสในสมัยที่พระนางครองอำนาจอยู่ ทำให้น่าสงสัยว่าอาจจะเป็นสถานที่ฝังพระศพซึ่งปัจจุบันก็ยังค้นหาไม่พบราชวงศ์ทอเลมีเป็นชาวกรีกที่ปกครองอียิปต์ระหว่างช่วง 304 - 30 ปีก่อนคริสตกาล โดยหลังจากพระนางคลีโอพัตราพ่ายแพ้ต่อกองทัพของจักรพรรดิออกัสตัส ทำให้อียิปต์ตกไปอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิโรมันอย่างสมบูรณ์ในที่สุดที่มา : เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก

Read More

12/05/2564

ขบวนเสด็จทองคำ


ขบวนราชรถที่ตกแต่งด้วยลวดลายสีทองเหลืองอร่ามงดงาม เคลื่อนไปอย่างช้าๆพร้อมรถม้าศึกจำลองแบบโบราณ บนถนนที่มีการปรับและปูพื้นใหม่ให้ราบเรียบเสมอกัน ขนาบด้วยขบวนรถของเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยเพื่อนำร่างฟาโรห์และราชินี 22 พระองค์ไปยังที่ประทับแห่งใหม่ผู้คนจำนวนมากออกมาที่รอที่สองข้างทางระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร บนถนนสายหลัก ใจกลางกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เพื่อคอยชม"ขบวนเสด็จทองคำของฟาโรห์" แห่ร่างมัมมี่ของฟาโรห์และราชินี 22 พระองค์ จากพิพิธภัณฑ์อียิปต์ (Egyptian Museum) ไปยังพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอารยธรรมอียิปต์ (NMEC) ซึ่งจะเป็นที่ประทับถาวรแห่งใหม่ในขบวนแห่ที่ตกแต่งอย่างหรูหราสมพระเกียรตินี้ ประกอบไปด้วยราชรถขนย้ายพระศพของฟาโรห์ 18 พระองค์ และราชินีอีก 4 พระองค์แห่งยุคราชอาณาจักรใหม่ เรียงตามลำดับช่วงเวลาการขึ้นครองราชย์ในประวัติศาสตร์ เริ่มจากฟาโรห์เซเคเนนเร ทาว ที่ 2 "นักรบผู้กล้า" จากราชวงศ์ที่ 17 ไปจนถึงฟาโรห์รามเสสที่ 9 ซึ่งปกครองอียิปต์ในช่วง 1,200 ปีก่อนคริสตกาลร่างมัมมี่ของฟาโรห์ที่โดดเด่นน่าสนใจในขบวนนี้ คือฟาโรห์รามเสสที่ 2 ซึ่งครองราชย์ยาวนานถึง 67 ปี และได้ชื่อว่าเป็นผู้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพฉบับแรกของโลก รวมทั้งพระนางฮัตเชปซุตซึ่งได้ขึ้นนั่งบัลลังก์เป็นฟาโรห์หญิง ในยุคที่ธรรมเนียมโบราณไม่อนุญาตให้สตรีครองราชย์ได้ร่างมัมมี่ของกษัตริย์เหล่านี้เคยถูกขนย้ายมาแล้วหลายครั้ง นับแต่มีการขุดค้นพบเมื่อปี 1881 และ 1898 ที่เมืองลักซอร์ทางตอนเหนือของอียิปต์ โดยมีการขนส่งลงเรือมาทางแม่น้ำไนล์เพื่อนำมายังกรุงไคโร และในบางครั้งก็ขนย้ายโดยเก็บไว้ในตู้รถไฟชั้นหนึ่งอนึ่ง หอจัดแสดงร่างมัมมี่กษัตริย์ในพิพิธภัณฑ์ NMEC ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของการขนย้ายที่สร้างขึ้นใหม่นี้ มีการจำลองสภาพภายในของสุสานที่ฝังพระศพแบบเหมือนจริงที่หุบเขากษัตริย์ รวมทั้งมีการนำหีบพระศพและสมบัติที่ขุดพบมาจัดแสดงไว้ในที่เดียวกันด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่มีการจัดแสดงมัมมี่ให้ดูสวยงามสมศักดิ์ศรีของผู้วายชนม์ โดยมุ่งรักษาเกียรติของอดีตกษัตริย์ และทำให้เหมือนจริงเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา

Read More

12/05/2564

ของขวัญแห่งมิตรภาพไทย-สหรัฐ


“Great and Good Friend” ถูกใช้เป็นคำขึ้นต้นจดหมายอย่างเป็นทางการที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเขียนกราบบังคมทูลพระกรุณาพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสยาม นับตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มของความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศ เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐ เป็นไปด้วยดีตลอดระยะเวลากว่า ๒๐๐ ปี และมีการแลกเปลี่ยนของขวัญแห่งมิตรภาพระหว่างกันมาเป็นระยะ ของขวัญระหว่างมิตรภาพชุดแรกเริ่มขึ้นเมื่อคราวที่มีการลงพระปรมาภิไธยในสนธิสัญญาแฮร์ริสเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๙ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง ได้พระราชทานของขวัญหลายชิ้นให้แก่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ แห่งสหรับอเมริกา และประชาชนอเมริกัน ทั้งเครื่องถม ผ้า และศาสตราวุธ ซึ่งมีความหมายมิใช่เป็นแต่เพียงของขวัญเท่านั้น หากยังหมายถึงทรงเชื้อเชิญแขกเมืองให้มายังราชสำนักสยามอีกทางหนึ่งด้วยชุดของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ พ.ศ. ๒๓๙๙ • ผ้านุ่งสำหรับขุนนาง ขนาด ๙๖ x ๓๑๙ ซม. • ขันถมทอง ขนาด ๑๑.๒ x ๒๑.๕ ซม. • พานรองถมทอง ขนาด๑๐.๕ x ๒๑.๑ ซม • พานรองถมทอง ขนาด ๑๐.๕ x ๒๑.๑ ซม • กรรไกรเครื่องตัดผมถมทอง ความยาว ๓๕.๓ ซม. • ดาบทำอย่างญี่ปุ่น ฝักไม้แก้วกริชเหล็กไหลมลายู และฝักไม้แก้วของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่ประธานาธิบดีเจมส์ บูแคนัน (ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นเป็นผู้รับ) ดาบทำอย่างญี่ปุ่น ฝักถมทองพ.ศ. ๒๔๐๔ ยาว ๘๖.๔ ซม.ในขณะที่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ ทูลเกล้าฯถวายภาพเหมือนประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ และภาพเหมือนประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตันแด่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๙ ด้วยเช่นกัน ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๔๑๙ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๕ ได้มีการพระราชทานของขวัญอีกหลายชิ้นให้แก่สถาบันสมิธโซเนียน ประกอบด้วย • ชุดเชี่ยนหมากถมตะทองและชุดเครื่องแป้งถมตะทอง กาน้ำ ซองพลู พานรอง ขัน โถปริก และกระโถนปากแตรใหญ่ • ดาบกับกริช สัญลักษณ์แห่งอำนาจที่บ่งบอกถึงฐานันดรศักดิ์ในราชสำนักสยาม อาวุธเหล่านี้เน้นให้เห็นถึงความเป็นพหุสังคมของกรุงเทพมหานคร ที่เปิดรับวัฒนธรรมจากหลายประเทศทั่วเอเชีย รวมถึงญี่ปุ่น และหมู่เกาะแถบคาบสมุทรมลายู • ดาบทำอย่างญี่ปุ่น ฝักไม้แก้วและฝักถมทอง • กริชเหล็กไหลมลายู และฝักไม้แก้ว ฉลองพระองค์ครุย เสื้อคลุมปักทองอันประณีต นอกจากเป็นฉลองพระองค์สำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าตามขัตติยราชประเพณีแล้ว ยังใช้เป็นของขวัญที่มอบให้แก่ผู้ที่มีตำแหน่งสำคัญในต่างประเทศ เพื่อเจริญความสัมพันธ์ทางการทูตอีกด้วย ในการนี้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทานแก่สถาบันสมิธโซเนียน เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๙๐

Read More

12/05/2564

ดาบทองคำสลักรูปนกอินทรีและช้าง ปฐมบทสัมพันธภาพไทย-สหรัฐ


ราชอาณาจักรไทยกับสหรัฐอเมริกา มีการติดต่อกันครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) เมื่อสตีเฟน วิลเลียมส์ กัปตันเรือชาวอเมริกันนำเรือเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือกรุงเทพ ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๖๑ แต่ความสัมพันธ์กระชับแน่นขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีการทำสนธิสัญญาไมตรีและการค้าระหว่างกันและการถวายดาบฝักทองคำจากประธานาธิบดีสหรัฐแด่รัชกาลที่๓ ในในวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ.๒๓๗๖ประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็กสันส่งนายเอ็ดมัน โรเบิร์ตส เป็นเอกอัครราชทูตเดินทางมาทำสนธิสัญญาไมตรีและการค้ากับสยามจุดประสงค์หลักของสนธิสัญญาฉบับนี้คือการกำหนดระบบอากรที่ใช้กำกับการนำเข้าและส่งออกสินค้าโดยพ่อค้าชาวอเมริกัน สนธิสัญญาฉบับดังนี้นับเป็นฉบับแรกที่สหรัฐฯ ลงนามเป็นคู่สัญญากับประเทศในเอเชียในการเจรจาทางการทูตระหว่างทั้งสองฝ่าย ได้มีการแลกเปลี่ยนบรรณาการระหว่างรัฐต่อรัฐ โดยนายโรเบิร์ตส เป็นผู้แทนประธานาธิบดีแจ็กสันถวายดาบฝักทองคำที่มีด้ามสลักเป็นรูปนกอินทรีและช้างศึก สัญลักษณ์ของทั้งสองประเทศแต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะเดียวกันพระองค์ก็ได้พระราชทานดีบุก งาช้าง ไม้ให้แก่ประธานาธิบดีแจ็กสันเป็นการตอบแทน นายโรเบิร์ตส์ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ว่า "เมื่อวาน และวันนี้ได้รับสิ่งของพระราชทาน ผ่านเจ้าพระยาคลัง ดังนี้ งาช้าง น้ำตาล น้ำตาลปึก พริกไทย กระวาน รงทอง ไม้กฤษณา ไม้ฝาง และคราม" หลังจากนั้นในปีพ.ศ.๒๓๙๙ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้ง 2 ประเทศได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดีในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๓๗๔ เป็นต้นมามีคณะหมอสอนศาสนาชาวอเมริกันหลายคนเดินทางเข้ามาในสยามเช่น ดร.เดวิด แอบบีล,ดร.วิลเลี่ยม คลิฟตัน ดอดด์ และ ดร.แดเนี่ยล แบรดเลย์หรือที่คนไทยเรียกกันว่าหมอบรัดเลย์ เป็นต้นชาวอเมริกันได้มาจัดตั้งโรงพยาบาลและโรงเรียนทั้งที่กรุงเทพฯและในหัวเมืองใหญ่ๆในส่วนภูมิภาค เช่นรพ.กรุงเทพคริสเตียน รพ.แมคคอร์มิค รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย รร.วัฒนาวิทยาลัย รร.ปรินซ์รอยัล รร.ดาราวิทยาลัย และมีคนอเมริกันมาตั้งรกรากที่กรุงเทพฯเชียงใหม่ เชียงราย และอีกหลายๆเมืองไม่น้อยหลังจากนั้นในสมัยต่อๆมาพระมหากษัตริย์ไทยได้ทรงมีพระราชสาส์นติดต่อกับประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาหลายคน และประธานาธิบดีสหรัฐก็เดินทางมาเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อพ้นตำแหน่งแล้วในปีพ.ศ.๒๔๒๒ ที่กรุงเทพมหานครอีกด้วยนอกจากนี้พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ได้เสด็จฯทรงเยือนสหรัฐอเมริกาคือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปีพ.ศ.๒๔๔๕ ขณะทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ.๒๔๖๗ และ๒๔๗๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จฯ ในปี ๒๔๖๙ ขณะเป็นพระโอรสของสมเด็จพระราชบิดาเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ส่วนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่๙ ทรงประสูติที่สหรัฐอเมริกาและเมื่อครองราชย์แล้วยังเสด็จฯทรงเยือนสหรัฐอเมริกาพร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ถึง ๒ ครั้ง ในปีพ.ศ.๒๕๐๓ และปี พ.ศ.๒๕๑๐ หลังจากการแลกเปลี่ยนเครื่องบรรณาการในครั้งแรกแล้วพระมหากษัตริย์ไทยยังได้พระราชทานของขวัญให้แก่ชาวอเมริกันอีกหลายครั้ง เช่น ขันถมทอง พานรองถมทอง กาน้ำถมทอง กรรไกรเครื่องตัดผมถมทอง ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ พ.ศ. ๒๓๙๙ ชุดเชี่ยนหมากถมตะทองและชุดเครื่องแป้งถมตะทอง กาน้ำ ซองพลู พานรอง ขัน โถปริก และกระโถนปากแตรใหญ่ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่สถาบันสมิธโซเนียน พ.ศ. ๒๔๑๙ เป็นต้น

Read More

12/05/2564

พระแสงราชศัสตรา ประจำเมืองกำแพงเพชร ๑ เดียวที่สร้างในสมัยร.๑


พระแสงราชศัสตรา ประจำเมืองกำแพงเพชร เป็นพระแสงประจำเมืองหนึ่งเดียวที่สร้างมาตั้งแต่สมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่๑ ในขณะที่พระแสงดาบประจำเมืองของจังหวัดอื่นๆ ล้วนสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมาทั้งสิ้น โดยพระองค์พระราชทานแก่พระยากำแพงเพชร (นุช) เป็นบำเหน็จเมื่อครั้งไปราชการทัพที่เมืองปัตตานีพระแสงศัตราประจำเมืองกำแพงเพชรนี้เป็นพระแสงด้ามทอง ฝักทอง เป็นอาวุธประจำกายมิได้ไว้รบ เป็นพระแสงดาบคู่พระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีลักษณะเหมือนดาบล้านนา คือเรียวยาวและขนาดเล็ก มีความยาว 88.5 เซน ด้ามยาว 39.5 เซน ฝักยาว 49 เซน ใบดาบยาว 45.5 เซน ใบดาบกว้าง 2.4 เซน มีน้ำหนักของด้ามพร้อมใบพระแสงราชศัสตรา 471 กรัม น้ำหนักของฝักพระแสงราชศัสตรา 165.2 กรัม รวมน้ำหนัก 632.2 กรัม พระราชทานแก่ พระยากำแพง(นุช) เมื่อคราวไปรบชนะ "เมืองปัตตานี " พร้อม"แขกปัตตานีเชลย" มาไว้ที่ เกาะแขก จำนวน 100 ครอบครัวและพระราชทานตำแหน่งให้เป็นที่ " พระยารามรณรงค์สงครามรามภักดีอภัยพิริยปรากรมพาหุ" กินเมืองกำแพงเพชร ดาบฝักทอง พระแสงอาญาสิทธิ์เป็นของพระราชทานประจำตระกูลเจ้าเมืองกำแพงเพชรมาหลายชั่วอายุคน คือ พระยากำแพง(นาค) พระยากำแพง(บัว) พระยากำแพง(น้อย) พระยากำแพง(เกิด) พระยากำแพง(อ้น) และตกทอดมาถึงหลวงพิพิธอภัย (หวล ) บุตรพระยากำแพงอ้น ซึ่งมิได้เป็นเจ้าเมืองกำแพงเพชร เมื่อเดือนสิงหาคมพุทธศักราช ๒๔๔๙ พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสต้น เมืองกำแพงเพชร หลวงพิพิธอภัย จึงได้นำดาบฝักทองพระราชทานไปถวายคืนแก่พระพุทธเจ้าหลวง แต่พระองค์พระราชทานกลับคืนมาให้เป็นสมบัติประจำเมืองกำแพงเพชร พระแสงดาบศาสตราเมืองกำแพงเพชร เก็บรักษาไว้ที่ห้องมั่นคง สำนักงานคลังจังหวัดกำแพงเพชร โดยไม่ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชม ยกเว้นทายาทพระยากำแพงเพชร ในสายสกุลต่างๆ ที่มาร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายพระพุทธเจ้าหลวง เนื่องในวันปิยะมหาราช เดือนตุลาคม เท่านั้น หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไม่มีการพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองอีกส่วนพระแสงองค์เก่าก็เก็บรักษาไว้ในคลังของแต่ละจังหวัดในสมัยรัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชนิยมโปรดกล้าฯให้สร้างพระพุทธนวราชบพิตรพระราชทานไปประดิษฐานในจังหวัดต่างๆแทน และยังทรงอนุรักษ์สืบสานโบราณราชประเพณีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับการถวายพระแสงราชศัสตราประจำเมืองคืนขณะพระองค์เสด็จไปประทับ ณ เมืองนั้น และเมื่อจะเสด็จพระราชดำเนินกลับ ก็ได้พระราชทานคืนให้จังหวัดรักษาไว้ดังเดิม

Read More

12/05/2564

พระแสงราชศัสตรา สัญลักษณ์ของพระราชอำนาจที่กษัตริย์มอบให้เจ้าผู้ครองนคร


พระแสงราชศัสตรา หรือเรียกอีกอย่างว่า พระแสงราชาวุธเป็นดาบที่ทำด้วยทองคำหรือวัสดุอื่นที่พระมหากษัตริย์มอบให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด เพื่อให้บุคคลผู้นั้นมีอำนาจราชสิทธิ์เด็ดขาดในการปฏิบัติราชกิจแทนพระองค์บุคคลผู้ที่ได้รับพระราชทานพระแสงราชศัสตราจึงเปรียบเสมือนเป็นผู้แทนพระองค์ในการใช้อำนาจราชสิทธิ์ มีอำนาจเต็มในการออกคำสั่งได้ทุกเรื่องสามารถตัดสินพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดถึงขั้นสูงสุด คือสั่งประหารชีวิตได้โดยไม่ต้องกราบบังคมทูลให้ทรงทราบก่อนในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชดำริที่จะให้ผู้ว่าราชการมณฑลและเจ้าเมืองทั้งหลายที่ทรงแต่งตั้งออกไปบริหารราชการและดูแลทุกข์สุกของราษฎรต่างพระเนตรพระกรรณได้ปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสะดวก และสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วโดยไม่ต้องกราบทูลหรือรายงานมายังส่วนกลางก่อนจึงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานพระแสงราชศัสตรา ไว้ประจำมณฑลและเมืองต่างๆ เป็นเครื่องหมายพระราชอำนาจของพระองค์ในการปกครองแผ่นดินดัง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ในหนังสือ“พระราชหัตถเลขาคราวเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือ” ตอนหนึ่งว่า “...จึงโปรดฯให้สร้างพระแสงราชาวุธขึ้นสำหรับพระราชทานไว้ประจำจังหวัดละองค์ จังหวัดอันเป็นที่ตั้งที่ว่าการมณฑลเป็นพระแสงด้ามทอง ฝักทองลงยาราชาวดีจังหวัดนอกนั้นเป็นพระแสงด้ามทอง ฝักทอง เมื่อเสด็จไปถึงเมืองไหนก็พระราชทานพระแสงสำหรับจังหวัดนั้น และมีพระราชกำหนดว่า ถ้าเสด็จไปประทับในจังหวัดใด เมื่อใดให้ถวายพระแสงราชาวุธสำหรับจังหวัดมาไว้ประจำพระองค์ตลอดเวลาที่เสด็จประทับอยู่ในจังหวัดนั้นอย่างหนึ่ง และให้ชุบน้ำพิพัฒน์สัตยาด้วยพระแสงนั้นด้วยอย่างหนึ่ง...”การพระราชทานพระแสงราชศัสตรานี้ไม่ได้ทำพร้อมกันทุกจังหวัด แต่เมื่อเสด็จไปจังหวัดใดจึงพระราชทานให้เป็นรายๆไปและเมื่อพระองค์เสด็จไปประทับอีก ก็ต้องถวายคืนชั่วระยะที่พระองค์ประทับอยู่และจะพระราชทานคืนให้เมื่อเสด็จกลับในช่วงรัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทานพระแสงราชศัสตรานี้ให้กับ ๑๓ เมือง คือ ๑.มณฑลกรุงเก่า ๒.เมืองอ่างทอง๓.เมืองสิงห์บุรี ๔.เมืองชัยนาท ๕. เมืองอุทัยธานี ๖.มณฑลนครสวรรค์ ๗.เมืองพิจิตร ๘.มณฑลพิษณุโลก๙.เมืองพิชัย ๑๐.เมืองกำแพงเพชร ๑๑.เมืองตราด ๑๒.มณฑลจันทบุรี ๑๓.มณฑลปราจีนบุรีในสมัยรัชกาลที่๖ ได้พระราชทานอีก ๑๓ เมือง คือ ๑.มณฑลราชบุรี ๒. เมืองเพชรบุรี ๓.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ๔.มณฑลปัตตานี ๕.เมืองสายบุรี ๖.เมืองนราธิวาส ๗.มณฑลนครศรีธรรมราช ๘.เมืองตรัง๙.เมืองนครศรีธรรมราช ๑๐.มณฑลชุมพร ๑๑.เมืองระนอง ๑๒.มณฑลภูเก็ต ๑๓.มณฑลนครชัยศรีส่วนสมัยรัชกาลที่ ๗ พระราชทานเพียง ๖ เมือง คือ ๑.เมืองลำปาง ๒.เมืองแพร่ ๓.เมืองเชียงราย๔.เมืองเชียงใหม่ ๕.เมืองลำพูน ๖.เมืองพังงา ต่อมามีการยุบเมืองพิชัยรวมเข้ากับเมืองอุตรดิตถ์ และยุบเมืองสายบุรีเข้ากับเมืองปัตตานี จึงได้ถวายคืนลักษณะของพระแสงราชศัสตราประจำเมือง มีความคล้ายคลึงกันทุกรัชกาลคือเป็นดาบไทยยาวประมาณ ๑๐๐ เซนติเมตร ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และที่ ๖ มีคำจารึกที่ใบดาบ“พระแสงสำหรับมณฑล...”และ“พระแสงสำหรับเมือง...”ส่วนในรัชกาลที่ ๗ ไม่มีจารึก ที่ฝักพระแสงสลักลวดลายที่สะท้อนภาพวิถีชีวิตและภูมิประเทศของเมืองนั้นๆ เช่นฝักพระแสงของหัวเมืองภาคเหนือ จะเป็นป่า เขา ช้าง และสัตว์ป่านานาชนิด ฝักพระแสงทางภาคใต้จะเป็นทะเล เรือ และสัตว์น้ำ ส่วนภาคกลางจะเป็นบ้านเรือน ทะเลและป่ากำแพงเมืองและป้อม ปืนใหญ่ เป็นต้นในจำนวนนี้ พระแสงของเมืองกำแพงเพชรนับว่าพิเศษกว่าทุกเมืองเพราะสร้างมาตั้งแต่สมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่๑ ในขณะที่พระแสงดาบประจำเมืองของจังหวัดอื่นๆ ล้วนสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมาทั้งสิ้นข้อมูล : MGR ONLINE

Read More

12/05/2564

Lost Golden City เมืองแห่งยุคทองที่หายสาบสูญ


สำนักข่าวซินหัวรายงานรายงานการค้นพบ“นครทองคำที่หายสาบสูญ” (Lost Golden City)นครโบราณที่มีอายุกกว่า3,000ปีใต้ผืนทรายในเมืองลักซอร์เมืองที่มีโบราณสถานสำคัญหลายแห่งของอียิปต์ ซึ่งการค้นพบนี้เป็นผลงานจองคณะนักโบราณคดีของอียิปต์ร่วมกับสภาโบราณวัตถุแห่งอียิปต์(SCA)นครทองคำที่หายสายสูญ แห่งนี้มีชื่อว่า“เดอะไรส์ออฟอาเทน” (The Rise of Aten) นายซาฮี ฮาวาสส์ นักโบราณคดีชาวอียิปต์หัวหน้าคณะทำงาน แถลงว่า การขุดค้นในพื้นที่แห่งนี้สืบเนื่องมาจากการค้นหาวิหารที่ใช้ฝังพระศพของตุตันคาเมน ทำให้พบวิหารของฟาโรห์โฮเรมเฮบ(Horemheb)และฟาโรห์ไอย์(Ay) ไปก่อนหน้านั้นจนการทังมาพบนครทองคำที่หายสาบสูญในเวลาต่อมาฮาวาสส์ระบุว่านครทองคำถือเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่สุดที่ขุดพบในอียิปต์ เป็นนครที่สถาปนาขึ้นโดยฟาโรห์แอเมนโฮเทปที่3ฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งของอียิปต์และเป็นฟาโรห์ลำดับที่9ของราชวงศ์ที่18ที่ปกครองอียิปต์ระหว่าง1391-1353ปีก่อนคริสต์ศักราช ฟาโรห์แอเมนโฮเทปที่4หรือแอเคนาเทน(Akhenaten)โอรสของฟาโรห์แอเมนโฮเทปที่3ปกครองเมืองแห่งนี้ร่วมกับพระราชบิดาเป็นเวลา8ปีนครทองคำแห่งนี้มีพื้นที่สิ่งก่อสร้างด้านการปกครองและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดในยุคจักรวรรดิอียิปต์ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของเมืองลักซอร์ มีบ้านเรือนตั้งขนาบสองข้างถนนบางส่วน ห้องหลายห้องเต็มไปด้วยเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของคนสมัยโบราณ มีกำแพงล้อมรอบเมืองสูงถึง3เมตรและอยู่ในสภาพสมบูรณ์ นายเบ็ตซี ไบรอัน ผู้เชี่ยวชาญด้านอียิปต์และโบราณคดีของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ กล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้เป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญเป็นอันดับสองรองจากสุสานแห่งฟาโรห์ตุตันคาเมน เมื่อเกือบร้อยปีก่อนเลยทีเดียว การขุดค้นในครั้งนี้ยังพบเครื่องประดับต่างๆอีกหลายชนิดรวมทั้ง เครื่องปั้นดินเผาลงสี เครื่องรางรูปแมลงปีกแข็ง และแผ่นอิฐสลักพระนามของฟาโรห์แอเมนโฮเทปที่ 3 อีกด้วย

Read More

12/05/2564

สำรวจสมบัติเจ้าพระยาวิชาเยนทร์


ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ถือได้ว่าการค้าระหว่างประเทศรุ่งเรืองถึงขีดสุด ส่วนหนึ่งเป็นฝีมือของชาวต่างชาติที่ชื่อว่า คอนสแตนติน ฟอลคอน ชาวตะวันตกคนแรกที่เข้ามารับราชการในสมัยรุศรีอยุธยา และเป็นที่วางพระราชหฤทัยของสมเด็จพระนารายณ์จนได้อวยยศเป็น เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ตำแหน่งเจ้าพระคลัง (ในปัจจุบันคือตำแหน่งรัฐมนตรีการว่าการกระทรวงคลัง) มีหน้าที่ดูแลการค้าทั้งในและต่างประเทศ และที่สำคัญคือการดูแลท้องพระคลังของพระเจ้าอยู่หัว ทำให้ฟอลคอนมีอำนาจและอภิสิทธิ์เหนือใครเพียงแค่ 10 ปีเศษที่เข้ามารับราชการ ก็สามารถกอบโกยทรัพย์สมบัติและแก้วแหวนเงินทองไว้มากมาย สามารถใช้ชีวิตได้อย่างฟุ่มเฟือยในคฤหาสน์ใหญ่โต ที่มีโบสถ์คาทอลิกอยู่ในเขตที่พัก มีชีวิตเฉกเช่นขุนนางชั้นสูงหรือเจ้านายในยุโรปมีทหารฝรั่งเศสคอยรับใช้ 20 นาย มีเลขานุการเป็นชาวอังกฤษ อาหารแต่ละมื้อเตรียมไว้อย่างดีสำหรับแขกเหรื่อไม่น้อยกว่า 40 คนทุกวัน ไม่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานแน่ชัดว่าเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ มีเงินทองและทรัพย์สินมากน้อยแค่ไหนจากค่าคอมมิชชั่นและของกำนัลจากท้องพระคลังหลวง แต่พอจะมีหลักฐานชี้ว่าเมื่อพระเพทราชายึดอำนาจจากขุนหลวงนารายณ์ได้แล้ว มีการจับฟอลคอนไปประหารชีวิตคฤหาสน์ของเขาโดนยึด โดนรื้อค้น สมบัติมากมายถูกลักขโมยไป บางส่วนนางมารี กลีมาร์ ภรรยาของเขาขนออกไปจากคฤหาสน์ โดยแบ่งเครื่องเพชร เครื่องทองและทรัพย์สินออกเป็น 3 ลัง นำไปฝากไว้กับบาทหลวงเยซูอิต 2 ลัง ส่วนอีกลังมอบให้นายร้อยทหารฝรั่งเศส แต่บาทหลวงเกิดความกลัวจึงฝากลังสมบัติไปกับนายพันโบชองส์เอาไปเก็บไว้ที่ป้อมที่บางกอกส่วนอีกลังที่อยู่กับนายร้อยก็นำลงไปที่ป้อมที่บางกอกเช่นกัน สุดท้ายมีการคืนสมบัติฟอลคอนให้กับออกญาโกษาธิบดี แต่ทรัพย์สินที่คืนไปนั้น มีแค่หนึ่งในสามเท่านั้นทรัพย์สมบัติอีก 1 ใน 3 ถูกนายพลเดส์ฟาร์จ ผู้บัญชาการกองกำลังฝรั่งเศสนำออกนอกประเทศ แต่ต่อมาท่านนายพลเกิดเสียชีวิตระหว่างทาง และกองกำลังฝรั่งเศสถูกพวกฮอลันดาจับกุม พร้อมกับยึดสมบัติฟอลคอน แล้วทรัพย์สมบัติส่วนนั้นก็หายสาบสูญไปจากหลักฐานใหม่ระบุว่า มีทรัพย์สมบัติส่วนน้อยที่ยังตกค้างอยู่ที่ลพบุรี หลังจากนั้นอีกเกือบ 300 ปี มีชาวลพบุรีขุดพบสมบัติบางส่วนที่ข้างพระเจดีย์ในกำแพงวัดพระมหาธาตุ หลังสถานีรถไฟลพบุรี โดยสมบัตินั้นถูกฝั่งอยู่ลึกประมาณ 1 ศอกเศษแล้วนำไปถวายกรมพระนครสวรรค์วรพินิต แล้วพระองค์ประทานต่อไปยังกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เพื่อเก็บไว้เป็นสมบัติของชาติประกอบด้วยศาสนาวัตถุ 5 ชิ้น คือ ถ้วยกาลิศ เงิน กาไหล่ ทอง สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14, ภาชนะเงิน รูปสำเภาจีน,เชิงเทียนเงิน 1 คู่, ฐานทองเหลืองลายกลีบบัว ฝีมือข่างของสมเด็จพระนารายณ์ ต่อมากรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงวินิจฉัยว่า เครื่องบูชานั้นคงอยู่ในวิหารคริสตังที่ลพบุรี 2. คงเอาฝังซ่อนไว้ในที่ลับ จึงมีการนำไปฝังไว้ที่วัดมหาธาตุ และสิ่งของเหล่านั้นฝั่งดินไว้เกือบ 300 ปี แต่ยังมีสภาพดี ซึ่งสันนิษฐานว่าคงเอาใส่ตุ่มดินเผาปิดฝาแล้วฝังไว้ และน่าจะมีเครื่องเงิน เพชร ทอง อีกมากมายฝั่งลงไว้ในตุ่มเช่นกันอนึ่งคอนสแตนติน ฟอลคอน เกิดที่แคว้นเซฟาโลเนีย (ประเทศกรีซ) โดยมีเชื้อสายกรีก-เวนิส ทำงานกับบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษพ.ศ. 2218เดินทางมายังอยุธยาในฐานะพ่อค้า เนื่องจากมีความสามารถพิเศษสามารถพูได้หลายภาษา ทั้งฝรั่งเศส อังกฤษ มลยู จึงเข้ารับราชการในราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในตำแหน่งล่ามนับเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่เข้ามารับราชการในสมัยอยุธยา

Read More

12/05/2564

ราชวงศ์ฮั่น ยุคทองของจีน


ราชวงศ์ฮั่นมีอายุยาวนาน 426 ปี เป็นช่วงที่ประเทศจีนมีความเจริญรุ่งเรื่องทางสังคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก จนกล่าวได้ว่าเป็นยุคทองของจีน เพราะมีการค้าขายกับ โรมัน อาหรับ เปอร์เซีย และอินเดีย ที่เรียกว่าเส้นทางสายไหม เชื่อมต่อกับโลกตะวันตก และดินแดนเอเชียกลาง ในยุคนี้มีการแลกเปลี่ยนสินค้าหลายประเภท ตั้งแต่ผ้าไหมไปถึงทองรูปพรรณ มีการใช้เหรียญกษาปณ์ และระบบชั่งตวงวัด มีการประดิษฐ์ลูกคิด และเครื่อง ตรวจวัดแผ่นดินไหว รวมถึงเริ่มมีการพัฒนาที่ก้าวหน้าขึ้นในเรื่องการขุด การทำเหมืองทองคำ และการทำกระดาษ ในยุคของฮั่นตะวันตกซึ่งเป็นช่วงต้นของราชวงศ์ฮั่นมีการใช้มาตราวัดหน่วยของน้ำหนักทองคำเรียกว่า จิน (Jin)โดย 1 จินในสมัยฮั่นเท่ากับ 248 กรัมในปัจจุบัน แต่ต่อมาในยุคของฮั่นตะวันออก หรือช่วงปลายของราชวงศ์นั้น ทองคำ 1 จินเปลี่ยนไปเท่ากับ 220 กรัม (ในปัจจุบัน 1 จินถูกกำหนดให้เท่ากับ 500 กรัม หรือ 16.1 troy ounces)แม้จะมีข้อโต้แย้งกันว่าช่วงยุคของราชวงศ์ฮั่นนั้นมีทองคำ ประมาณ 248 ตัน ซึ่งประมาณเท่ากับ 40% ของทองคำสำรองของจีนในปีพ.ศ. 2546 ที่มีบันทึกอยู่ประมาณ 600 ตัน แต่เป็นที่ยอมรับว่ายังมากอยู่สำหรับยุคนั้น และฮ่องเต้ราชวงศ์ฮั่นชอบประทานทองคำให้เป็นรางวัลแก่ขุนพลต่างๆ ที่ทำความดีความชอบ เห็นได้จากการค้นพบเหรียญทองจารึก ying yuan จำนวนมากในปี 2015 โดยนักโบราณคดีจีนที่ได้ไปขุดสุสานของฮ่องเต้ราชวงศ์ฮั่นหลังจากสิ้นสุดราชวงศ์ฮั่นก็เป็นยุคของความแตกแยกเข่นฆ่าแย่งชิงอำนาจ เกิดกบฏผ้าเหลืองจนประเทศได้ถูกแบ่งออกเป็นสามอาณาจักรที่เรียกว่า ยุคสามก๊กสู้รบกันเป็นเวลากว่า 60 ปี จึงสามารถกลับมารวมแผ่นดินใหม่อีกครั้ง โดยสุมาเอี๋ยนผู้ ประกาศตั้งราชวงศ์จิ้น ปกครองจีนต่อมา แต่การสงครามกับชนเผ่าต่างๆ ก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อแย่งชิงอำนาจไปจนจบยุคของราชวงศ์เหนือใต้แผ่นดินจีนหาความสงบสุขไม่ได้เลยในช่วง เวลากว่า 400 ปีหลังจากที่สิ้นสุดราชวงศ์ฮั่น การสงครามทำให้การผลิตทองคำในจีนลดลง และมีการเปลี่ยนแปลงให้หน่วยวัดของทองคำให้เล็กลงไปอีกเป็นหน่วย เหลียง (liangXหรือดำลึง (tael)โดย 1 เหลี่ยงทองคำเท่า กับ 50 กรัม (ในฮ่องกงจะกำหนดค่าให้ 1 tael = 37.43 กรัม ซึ่งเป็นมาตรฐานตกทอดมาจากยุคราชวงศ์หมิง และชิง)

Read More

12/05/2564

ประวัติศาสตร์การใช้ทองคำของจีน


ความนิยมทองคำในอดีตนั้นมีให้เห็นจากหลายอารยธรรมเช่น ยุโรป อียิปต์โบราณ เอเชียตะวันตก และอินเดีย เพราะถือว่าเป็นโลหะที่มีค่าสูงและใช้เป็นเครื่องหมายแสดงความมีฐานะความสมบูรณ์พูนสุขและความยิ่งใหญ่ ส่วนอารยธรรมจีนโบราณนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับทองคำมากไปกว่าเพื่อการตกแต่งเครื่องใช้เพื่อความสวยงามเท่านั้น ในวัฒนธรรมจีนหยกหรือสัมฤทธิ์เป็นของมีค่ามากกว่าทองคำเพราะชาวจีนเชื่อว่าหยกหรือสัมฤทธิ์ในเชิงสัญลักษณ์นั้นทำให้เกิดความเป็นสิริมงคลความสุขสงบความกล้าหาญนิยมใช้เป็นเครื่องประดับล้ำค่าของชนชั้นสูงในสังคมจีนรวมถึงเป็นเครื่องใช้สำคัญของจักรพรรดิในแต่ละราชวงศ์ส่วนทองคำนั้นเพียงใช้เป็นแค่เครื่องประดับเพื่อความสวยงามทั่วไปหรือเป็นส่วนประกอบในงานศิลปะเท่านั้น อีกทั้งจีนเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มระบบเงินตราของโลกในอดีตกว่า 2,000 ปีก่อนคริสตกาล โดยใช้หอยที่เรียกว่า ฮั่วเป้ย ในการแลกเปลี่ยนเพื่อชำระค่าสินค้า แตกต่างจากอาณาจักรบาบิโลนที่ใช้โลหะเงินแท่ง และจีนยังใช้เงินกระดาษ (Paper Money) หรือตั๋วแลกเงินเป็นครั้งแรกในโลกเมื่อกว่า 1,000 ปีมาแล้ว อีกด้วย(ตามที่เราได้เห็นมาในนวนิยายกำลังภายในนั้นมีจริง)โดยเกิดขึ้นในยุคสมัยของราชวงศ์ถัง ซึ่งต่อมามีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายในยุโรปโดย มาร์โคโปโล พ่อค้าชาวเมือง เวนิส ประเทศอิตาลีนอกจากนี้ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า มีการหล่อเหรียญทองคำ(Gold Coin) เหรียญแรกขึ้นในประวัติศาสตร์จีนในแคว้นฉู่ของเล่าปี่ เรียกว่าChu Gold Block Moneyมีการใช้ทองคำมากขึ้นในยุคสงครามที่เรียกว่าSix Dynasties of Chinaคือในช่วงของสมัยสามก๊ก จนถึงสมัยราชวงศ์เหนือ-ใต้ เพราะว่ามีการเผยแพร่พุทธศาสนาในจีน จึงใช้ทองคำสร้างเจดีย์ทองคำ พระพุทธรูปทองคำ เพื่อกราบไหว้บูชาในสมัยนั้นเป็นจำนวนมากจีนได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมมานานกว่า 5000 ปี และมีการสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ผ่านยุคที่รุ่งเรืองยิ่งใหญ่และยุคเสื่อมโทรมมานับครั้งไม่ถ้วนดังปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ จนถึงยุคศตวรรษที่ 21 นี้ จีนกำลังพลิกฟื้นประเทศให้กลับมาเป็นพญามังกรอีกครั้ง ด้วยอิทธิพลต่อประชาคมโลกทั้งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การเมือง และการทหาร

Read More

12/05/2564

เครื่องประดับไทยกับการสร้างCountry Brand


อัญมณีและเครื่องประดับไทยนั้น สร้างรายได้ให้กับประเทศคิดเป็นร้อยละ 6 ของ GDP เป็นสินค้าส่งออก 3 อันดับแรกของสินค้าส่งออกของไทย จากสถิติการค้าของ Global Trade Atlas พบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2016-2020) ไทยเป็นผู้ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับมากเป็นอันดับที่ 12 ของโลก มูลค่าการส่งออกเฉลี่ย 14,524.59 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าหลักส่งออกเป็นเครื่องประดับเงิน รองลงมาเป็นเครื่องประดับทอง และพลอยสี โดยไทยเป็นผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินในอันดับที่ 2 ของโลก ส่งออกเครื่องประดับทองเป็นอันดับที่ 11 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกพลอยสีในอันดับที่ 3 ของโลกตลอดหลายปีที่ผ่านมาสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ Made in Thailand ได้รับการยอมรับในคุณภาพจากผู้บริโภคทั่วโลก โดยมีจุดแข็งอยู่ที่ฝีมือ ทักษะ ความชำนาญ และความประณีตในการผลิต เป็นปัจจัยดึงดูดให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย อาทิ Pandora Production Co., Ltd. ซึ่งเลือกไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องประดับเงินเพียงแห่งเดียวที่กระจายสินค้าไปทั่วโลก หรือ Rosy Blue Diamond Co., Ltd. ผู้ผลิตเพชรรายใหญ่ของโลกสัญชาติเบลเยียม ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ในหลายอำเภอในจังหวัดพิษณุโลก เป็นต้น ปัจจุบัน ไทยยังคงเดินหน้าพัฒนาการผลิตสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับให้มีคุณภาพสูง และตรงตามมาตรฐานที่ตลาดโลกต้องการ พร้อมกับการส่งเสริมภาพลักษณ์ Made in Thailand อย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในสินค้าไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการส่งออก และก้าวสู่การเป็นผู้นำการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในตลาดโลกในอนาคตทั้งนี้สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยเป็นที่รู้จักในตลาดโลกมาจากจุดเริ่มต้นของ “ทับทิมสยาม” พลอยสีที่เป็นที่กล่าวขานถึงความสวยงามไร้ที่ติ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดโลกเมื่อหลายสิบปีก่อน แม้ว่าปัจจุบันไทยจะต้องพึ่งพาการนำเข้าพลอยสีจากต่างประเทศ แต่ด้วยฝีมือในการเจียระไนพลอยสีที่ประณีตสวยงาม ความเชี่ยวชาญในการปรับปรุงคุณภาพพลอยด้วยความร้อน และมีตลาดซื้อขายพลอยสีขนาดใหญ่ ตลอดจนแรงงานมีทักษะฝีมือสูงในการผลิตเครื่องประดับ จึงทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกในปัจจุบัน

Read More

12/05/2564

การพัฒนา Country Brand ในธุรกิจเครื่องประดับของอินเดีย


อินเดีย พยายามสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับสินค้าที่ผลิตในประเทศ โดยการสร้าง Country Brand Make in India มาตั้งแต่ปี 2014 เป้าหมายเพื่อการยกระดับสินค้าในเป็นที่ยอมรับและผลักดันให้ประเทศให้เป็นศูนย์กลางการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเฉพาะสินค้าประภทอัญมณีและเครื่องประดับ อัญมณีและเครื่องประดับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอินเดีย สร้างรายได้ให้กับประเทศราวร้อยละ 6-7 ของ GDP โดยในปี 2020 เป็นสินค้าส่งออกในอันดับ 2 รองจากแร่เชื้อเพลิงและแร่น้ำมันดิบ หรือคิดเป็นร้อยละ 12 ของการส่งออกสินค้าโดยรวม อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับอินเดียเริ่มต้นจากการผลิตในครัวเรือนซึ่งอาศัยการผลิตแบบดั้งเดิมในปริมาณน้อยและใช้แรงงานฝีมือจากคนเป็นหลัก จากนั้นได้พัฒนามาใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีทันสมัยในการผลิตมากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับอินเดียมีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบัน ทั้งนี้ อินเดียมีชื่อเสียงในด้านการเจียระไนเพชร ผลิตเครื่องประดับทองและเครื่องประดับเงิน ที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลกจากสถิติการค้าของ Global Trade Atlas พบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2016-2020) พบว่าอินเดียเป็นผู้ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในอันดับ 5 ของโลก มีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ย 37,968.82 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกหลักเป็นเพชร-เจียระไน รองลงมาเป็นเครื่องประดับทอง และเครื่องประดับเงิน ตามลำดับ โดยอินเดียเป็นผู้ส่งออกเพชรเจียระไนและเครื่องประดับเงินเป็นอันดับ 1 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกเครื่องประดับทองในอันดับที่ 3 ของโลก นโยบาย Make In India ที่ภาครัฐฯ มีมาตรการช่วยส่งเสริมผู้ประกอบการให้พัฒนาการผลิตสินค้าได้คุณภาพและมาตรฐานโลก และสนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปตั้งโรงงานผลิตอัญมณีและเครื่องประดับในอินเดีย นอกจากจะสร้างงานและรายได้ให้กับชาวอินเดียแล้ว ยังถือเป็นโอกาสในการเรียนรู้การผลิตที่เป็นมาตรฐานสากลและนำไปต่อยอดพัฒนาการผลิตเครื่องประดับขั้นสูงได้ เมื่อผนวกกับจุดแข็งด้านแรงงานฝีมือที่มีทักษะและความชำนาญสูงแล้ว จะทำให้ภาคการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับของอินเดียเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และนำไปสู่การเป็นสินค้าที่ตลาดโลกต้องการมากขึ้น

Read More

12/05/2564

Country Brand ยกระดับสินค้าเครื่องประดับจีน


ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ระยะเวลา 5 ปี (2016-2021) ของประเทศจีนมีการบรรจุยุทธศาสตร์ Made in China ไว้ในแผนเพื่อกำหนดเป็นนโยบายให้จีนปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากเน้นปริมาณสู่การผลิตที่เน้นคุณภาพ โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิตและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายเป็นมหาอำนาจชั้นนำด้านการผลิตสินค้าของโลกภายใน 10 ปีเรียกว่ายุทธศาสตร์ Made in China 2025 ในสินค้าทุกประเภทรวมถึงินค้าเครื่องประดับ จีนเป็นผู้ผลิตสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับชั้นนำของโลก โดยมีมณฑลกวางตุ้งเป็นฐานการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดในจีน โดยเฉพาะเมืองกวางโจว ซึ่งมีผู้ผลิตรายใหญ่จำนวนมากเป็นชาวฮ่องกง ที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามายังจีนเพื่อลดต้นทุนการผลิต นอกจากเมืองกวางโจวแล้ว ยังมีอีกหลายเมืองที่มีโรงงานผลิตอัญมณีและเครื่องประดับจำนวนมากตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ เช่น เมืองเซินเจิ้น จงซาน ตงกว่าน เป็นต้นในอดีตการผลิตสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของจีนจะใช้แรงงานเป็นหลัก ส่วนใหญ่เป็นการผลิตสินค้าเหมือนกันจำนวนมาก (Mass Product) จำหน่ายกลุ่มกำลังซื้อปานกลางลงมาถึงต่ำทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่เมื่อผู้ประกอบการได้พัฒนาฝีมือแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตมากขึ้น เช่น การนำเทคโนโลยี CNC และ 3D printing มาใช้ในการผลิตเครื่องประดับทำให้มีดีไซน์หลากหลายและทันสมัยมากขึ้น เครื่องประดับจากจีนจึงขยับขึ้นมาจับกลุ่มตลาดระดับกลางถึงระดับบนได้เพิ่มขึ้นจากสถิติการค้าของ Global Trade Atlas พบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2016-2020) จีนเป็นผู้ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในอันดับที่ 11 ของโลก มีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ย 19,727.78 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าหลักส่งออกเป็นเครื่องประดับทอง รองลงมาเป็นเครื่องประดับเทียม และเครื่องประดับเงิน ตามลำดับ โดยจีนเป็นผู้ส่งออกเครื่องประดับทอง และเครื่องประดับเทียมเป็นอันดับ 1 ของโลก และส่งออกเครื่องประดับเงินเป็นอันดับที่ 4 ของโลกการปรับภาพลักษณ์สินค้า Made in China ให้ดูดีในสายตาผู้บริโภคยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ความพยายามในการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิตของจีน ตลอดจนการทำตลาดสร้างภาพลักษณ์อย่างสม่ำเสมอ เชื่อว่าในอนาคตจีนจะสามารถผลิตสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับคุณภาพสูงไปช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดระดับบนได้อย่างไม่น้อยหน้าใครจากเดิมสินค้าจีนมักถูกมองว่าเป็นสินค้าราคาถูกและมีคุณภาพต่ำ แต่จากการส่งเสริมของรัฐบาลจีนให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าคุณภาพดี ได้มาตรฐานสากล และราคาเหมาะสม ทำให้สินค้าจีนยกระดับคุณภาพขึ้นมา อีกทั้งการพยายามทำตลาดและสร้างแบรนด์ของประเทศในรูปแบบต่างๆ ช่วยพลิกโฉมภาพลักษณ์สินค้า Made in China ให้ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วโลกมากขึ้น

Read More

12/05/2564

Tiger’s Eye ความงามและความเชื่อ


Tiger’s Eye หรือพลอยตาเสือ หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า“คดไม้สัก” เป็นอัญมณีในตระกูลควอตซ์เป็นพลอยเนื้อแน่นและทึบแสง มีสีเหลืองอมน้ำตาลไปจนถึงน้ำตาลเข้ม มีลักษณะคลายเส้นไหมเป็นริ้วเรียงตัวไปในทิศทางเดียวกัน สีสันไม่สดใส เหมือนแอเมทิสต์ ซิทริน และโรสควอตซ์ ที่เป็นโทนม่วง เหลือง และชมพู สดใส แต่ Tiger’s Eye จะดูสุขุมในแบบเอิร์ธโทน (Earth Tone)และด้วยลักษณะพิเศษเฉพาะตัวนี้ Tiger’s Eye หรือพลอยตาเสือจึงมักถูกเจียระไนแบบหลังเบี้ย หรือขัดเกลาเป็นลูกปัด เพื่อให้สามารถอวดลวดลายได้อย่างเด่นชัด บริษัทเครื่องประดับชั้นนำนิยมนำมาออกแบบเป็นครื่องประกับคู่กับตัวเรื่อนต่างๆเช่น สร้อยข้อมือลูกปัด แหวนทองชมพูประดับด้วยเพชรและพลอยตาเสือจาก Chopard และ กระดุมข้อมือ (Cufflinks) ตกแต่งด้วยพลอยตาเสือบนตัวเรือนทองคำ 18 กะรัตจากTiffany & Co.เป็นต้นนอกจากจะเป็นเป็นอัญมณีซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมแล้ว พลอยตาเสือยังมีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมความเชื่อต่างๆ ของมนุษย์มายาวนาน เช่นมีการนำมาทำเป็นเครื่องรางด้วยเชื่อกันว่ามันมีพลังในการปกป้องคุ้มครอง สามารถช่วยให้ผู้เป็นเจ้าของแคล้วคลาดจากอันตราย คำสาป และสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ได้ มีตำนานเล่าว่าพระนางคลีโอพัตรา ราชินีผู้เลอโฉมและฉลาดเฉลียวแห่งอียิปต์มักจะมอบพลอยตาเสือให้แก่เหล่าทหารกล้า เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ สร้างความฮึกเหิม และช่วยป้องกันอันตรายเมื่อต้องออกสู่สมรภูมิรบ และด้วยรูปลักษณ์อันน่าเกรงขาม มันถึงถูกยกให้เป็นอัญมณีแห่งความกล้าหาญนอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่าพลอยตาเสือสามารถบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆได้ เช่น ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ ปวดท้อง บรรเทาความเครียด รวมไปถึงโรคที่เกี่ยวความดันโลหิต และด้วยความที่อัญมณีชนิดนี้มีสีน้ำตาลทองจึงมีผู้คนจำนวนมากเชื่อว่ามันเป็นอัญมณีที่จะช่วยบันดาลเงินทอง โชคลาภ และความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ผู้เป็นเจ้าของได้อีกด้วยTiger’s Eye หรือพลอยตาเสือนี้พบมาที่ แอฟริกาใต้ บราซิล อินเดีย ไทย เมียนมา ออสเตรเลีย เป็นต้น

Read More

12/05/2564

ช่างหรีด ผู้สืบสานตำนานหวนกลแห่งเมืองจันท์


ช่างหรีด มีชื่อจริงว่า ชูเกียรติ เนียมทอง เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของช่างทำแหวนกลในจันทบุรี เริ่มต้นฝึกฝนการทำแหวนกลมาตั้งแต่เด็ก อาศัยการถ่ายทอดวิชาจากครูสายัณห์ ภูมิศักดิ์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าเขย เริ่มจากการเรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือช่างประเภทต่างๆ แล้วจึงค่อยๆ พัฒนามาทำแหวนเรียบ แหวนปลอกมีด ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ช่วยช่าง ใช้เวลาฝึกฝนและจดจำเทคนิคนานนับสิบปีจึงสามารถผลิตแหวนกลชิ้นแรกของตนเองได้แหวนกลเมืองจันท์มีอัตลักษณ์ที่บริเวณหัวแหวน ซึ่งประกอบขึ้นจากแหวนวงเล็กๆ ตั้งแต่ 4 วงขึ้นไปนำมาซ้อนไขว้เรียงกันจากเทคนิคและฝีมือช่าง จนออกมาเป็นตัวเรือนแหวนที่มีความสมบูรณ์ โดยรูปแบบของหัวแหวนมักได้แรงบันดาลใจมจากธรรมชาติ เช่น ลายปูทะเล ลายปลา และลายกุ้ง ซึ่งต่อมามีการพัฒนาลวดลายเพิ่มขึ้นตามยุคสมัยเช่น ลายดอกไม้ แมงป่อง ราชสีห์ เต่า และกระต่าย เป็นต้นและช่างหรีดจึงได้หันมาผลิตแหวนกลโดยใช้เงินเป็นวัตถุดิบหลัก แทนที่การใช้ทองคำเหมือนอย่างในอดีต เพื่อต้องการให้แหวนกลเมืองจันท์เข้าถึงผู้บริโภคหลากหลายกลุ่มมากขึ้น นอกจากลวดลายดั้งเดิมแล้ว ยังมีการนำความเชื่อทางด้านโชคลางและความศรัทธามาประยุกต์เป็นลายของหัวแหวนด้วย เช่น ลวดลายสิบสองนักษัตร ลายพญานาค และต่อยอดชิ้นงานให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้นโดยการออกแบบให้เป็นชื่อ หรือนามสกุล มีการตกแต่งด้วยพลอยหรืออัญมณีเพื่อเพิ่มมูลค่า และสร้างความโดดเด่นให้แก่ชิ้นงาน รวมถึงการต่อยอดทำเป็นกำไลกลเมืองจันท์ ในรูปแบบของกำไลนพเก้า กำไลลายพญานาค เป็นต้น ปัจจุบันช่างหรีดยังคงรับผลิตแหวนกลเป็นอาชีพหลักในการเลี้ยงครอบครัว โดยสามารถผลิตชิ้นงานได้ 2 - 3 ชิ้นต่อเดือน ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของชิ้นงาน แหวนกลเมืองจันท์ ถือเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่ล้ำค่า และควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสถึงความงดงามของงานหัตถศิลป์ที่เต็มไปด้วยจินตนาการและภูมิปัญญาที่ควรอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไป

Read More

12/05/2564

ภูเขาทองคำ


เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2564 มีรายงานข่าวจากเว็บไซต์ ABP ว่าที่ภูเขาในหมู่บ้านเซ้าท์ คิวู ในจังหวัดลูฮิฮี ประเทศคองโค มีประชาชนหลายร้อยคนพากันไปขุดดินบนภูเขา หลังจากมีข่าวลือว่าว่า ดินบริเวณนี้เต็มไปด้วยแร่ทองคำ ถึง 60-90% ไม่ว่าจะขุดลงไปตรงไหนก็จะเจอแร่ทอง ซึ่งหลายคนที่ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือก็ใช้มือเปล่าโกยดินใส่ถุง ใส่ตะกร้า เพื่อที่จะเอากลับไปร่อนหาทอง หลังจากมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งล่าสุดรัฐบาลคองโก ประกาศอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่แล้ว โดยมีการส่งทหารเข้าไปป้องกันพื้นที่แล้วปิดพื้นที่ไว้ก่อน โดยประกาศห้ามขุดดินบริเวณดังกล่าว เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจสอบ โดยอ้างความปลอดภัยของประชาชน และเพื่อไม่ให้กระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตทองคำภายใต้กฎหมายการทำเหมืองแร่ของคองโก.อนึ่ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคแอฟริกากลางและเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของทวีป เป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ แต่ก็มีการค้าทองคำในตลาดมืดและการทำเหมืองแร่ทองคำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยมีแก๊งมาเฟียข้ามชาติหลายแก๊งบงการอยู่ เช่นเดียวกับหลายๆประเทศในกาฬทวีป เช่น กานา แทนซาเนีย และแซมเบีย เป็นต้น นอกจากนี้ การทำเหมืองแร่ทองคำแบบผิดกฎหมายในประเทคองโกยังทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งและคร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมากเช่นเมื่อเดือนกันยายนปี 2020 เกิดเหตุเหมืองทองถล่มจากฝนตกหนัก ทำให้บริเวณที่ขุดเจาะไว้ถล่มลง และปากทางเข้าถูกปิดฝังคนงานเหมืองราว 50 คนที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ด้านใน ก่อนหน้านั้น 1 ปีในเดือนตุลาคม มีคนงานเหมืองทองเสียชีวิต 16 คนจากเหตุดินถล่ม และในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน ก็เกิดเหตุดินถล่มที่เหมืองทองแดงและโคบอลต์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 43 คน

Read More

12/05/2564

เครื่องประดับทองยังครอบใจคนรุ่นใหม่ในสหรัฐ


The National Jeweler ได้ทำการสำรวจผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ จำนวน 1,015 ราย ในช่วงอายุระหว่าง 25 – 50 ปี ซึ่งมีรายได้มากกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ และซื้อเครื่องประดับมูลค่ามากกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพบว่าเครื่องประดับทองและเครื่องประดับทองตกแต่งเพชร เป็นสินค้าในกลุ่มเครื่องประดับแท้ที่มีการซื้อมากที่สุด จากการสำรวจพบว่าทั้งผู้ชายและผู้หญิงในสัดส่วนที่เท่ากันคือ 55% มีความชื่นชอบเครื่องประดับทองและเครื่องประดับทองตกแต่งเพชรมากที่สุด รองลงมาเป็นเครื่องประดับเงินตกแต่งเพชร (ผู้ชาย 46% และผู้หญิง 41%) นอกจากนี้ เครื่องประดับทองล้วนไม่ตกแต่งอัญมณีก็ยังเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของผู้ตอบแบบสำรวจชายราว 50% สำหรับปัจจัยหลักอื่นๆที่นำมาประกอบการตัดสินใจซื้อเครื่องประดับของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่าเลือก รูปแบบมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยปัจจัยด้านราคา และโลหะที่ใช้ผลิตเป็นเครื่องประดับ ตามลำดับ โดยผู้หญิง 59% และผู้ชาย 50% จะเลือกซื้อทองขาวเป็นอันดับแรก ตามด้วยทองสีเหลืองจากผลการสำรวจยังพบว่า คนรุ่นใหม่จะคำนึงถึงแหล่งที่มาและประเด็นสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนรุ่นเก่า โดยผู้ตอบแบบสำรวจ 45% จะเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตจากทองคำจากเหมืองที่มีใบรับรองความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และผู้ตอบแบบสำรวจราว 33% ยินดีจ่ายเงินแพงขึ้น 5-10% ส่วนอีก 41% ตอบว่ายินดีจะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นมากกว่า 11% สำหรับสินค้าที่มาจากบริษัทที่ได้รับใบรับรองดังกล่าว นอกจากนี้ ยังพบว่า 25% ของผู้ตอบแบบสำรวจจะซื้อเครื่องประดับรีไซเคิลกระแสสังคมโลกปัจจุบันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวได้ทันก็จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ยาก ฉะนั้น ผู้ประกอบการจะต้องหันมาให้ความสำคัญต่อกระแสดังกล่าวข้างต้น โดยพยายามปรับรูปแบบการผลิตสินค้าให้เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่เอาเปรียบแรงงาน และทำการค้าด้วยจริยธรรม รวมถึงการดำเนินกิจกรรมที่มุ่งเน้นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในรูปแบบต่างๆ เพื่อประโยชน์ต่อธุรกิจ ผู้บริโภค และสังคมในระยะยาว

Read More

12/05/2564

ธุรกิจเครื่องประดับทองในจีน เริ่มสดใสในปี 2021


World Gold Council (WGC)รายงานแนวโน้มความต้องการเครื่องประดับในจีนลดลงร้อยละ 35 เมื่อปีที่แล้ว เนื่องมาจากผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างอื่นๆเช่นการลดปริมาณสินค้าคงคลังของผู้ขาย การควบรวมกิจการซึ่งส่งผลให้จุดวางจำหน่ายเครื่องประดับโดยรวมมีจำนวนลดลง และความนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพากกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีความต้องการเครื่องประดับทองลดลง แต่ในปี2021 นี้ ตลาดเครื่องประดับทองของจีนมีแนวโน้มกลับมาสดใสอีกครั้งแม้ยอดขายเครื่องประดับทองโดยรวมจะลดลง แต่เครื่องประดับแบบดั้งเดิมยังคงทำตลาดได้ในปี 2020 ที่ผ่านมาโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 4 ซึ่งสร้างยอดขายได้เหนือสินค้าหมวดอื่นๆ ด้วยฝีมือช่างอันละเอียดประณีตและการสอดแทรกองค์ประกอบทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมลงไป สินค้าเหล่านี้จึงได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้บริโภคระดับสูงซึ่งไม่ค่อยได้รับผลกระทบด้านรายได้จากการระบาดของโควิด19 เท่าไรนัก นอกจากนี้ ความต้องการในกลุ่มเครื่องประดับแต่งงานที่ผ่านการออกแบบมาเป็นอย่างดีและแฝงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมก็กระเตื้องขึ้นจากความต้องการสะสมจากปีที่ผ่านมา ขณะที่เครื่องประดับทอง 24 กะรัตที่มีการออกแบบให้ทันสมัยก็ได้รับการต้อนรับจากผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีงบประมาณจำกัดเพิ่มขึ้น ทั้งนี้รายงานของ WGC ชี้ว่าแนวโน้มของธุรกิจเครื่องประดับจีนน่าจะเติบโตได้ดีขึ้นในปี 2021 โดยผู้ขายเครื่องประดับรายใหญ่ในจีนยังคงมีความหวัง หลังจากกิจการทำยอดขายได้อย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเหตุผลสำคัญที่สนับสนุนแนวโน้มเชิงบวกสำหรับช่วงหลายเดือนข้างหน้านี้ก็คือ ผู้ขายเครื่องประดับจีนน่าจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนโยบายซึ่งจะเน้นให้ความสำคัญแก่การบริโภคภายในประเทศในช่วงหลายปีข้างหน้า และคาดกันว่าเศรษฐกิจจีนจะแข็งแกร่งต่อเนื่องซึ่งจะทำให้รายได้สุทธิของผู้บริโภคเติบโตอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งการควบรวมกิจการในปี 2020 ก็ส่งผลให้อุตสาหกรรมโดยรวมมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น โดยบริษัทซึ่งมีความแข็งแกร่งทั้งในแง่คุณค่าของแบรนด์และกระแสเงินสดหมุนเวียนก็จะสามารถรอดจากวิกฤตินี้ได้

Read More

05/03/2564

สีเหลืองมาแรง เทรนด์อัญมณีปี 2021


The Pantone Color Institute สถาบันที่คาดการณ์เทรนด์สีในแต่ละปี ประกาศเทรนด์สีที่จะได้รับความนิยมและกลายเป็นสีที่ถูกนำไปใช้ในงานออกแบบ การดีไซน์ และเป็นแรงบันดาลใจในวงการต่างๆ ทั่วโลก สีประจำปี 2021 โดยเลือกให้ คือ สีเหลือง Illuminating และ สีเทา Ultimate Gray เป็น 2 สี สำหรับผู้รักอัญมณีและต้องการตามเทรนด์ก็อาจหาอัญมณีสีเหลืองมาไว้ในครอบครองได้7 อัญมณีโทนสีเหลืองที่ควรหามาครอบครองได้แก่1. Yellow Diamonds หรือที่รู้จักกันอีกชื่อ Canary Yellow Diamonds หรือ Simply Canary Diamonds เป็นเพชรที่มีประกายและสีสวยงาม มีหลายเฉดสีปนกัน ทั้งสีเหลืองอมน้ำตาล เหลืองอมส้ม และเหลืองอมเขียว แต่เพชรที่มีสีเหลืองบริสุทธิ์จะมีมูลค่าสูงที่สุด แหล่งผลิตเพชรสีเหลืองได้แก่ ออสเตรเลีย แอฟริกากลาง แองโกลา เกาะบอร์เนียว บราซิล สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และเซียร์ราลีโอน 2. Yellow Sapphires เป็นแร่คอรันดัม มีค่าความแข็งตามสเกลของโมส์เท่ากับ 9 พบในศรีลังกา แทนซาเนีย มาดากัสการ์ เมียนมา และไทย โดยแซปไฟร์สีเหลืองหรือที่เรียกว่า บุษราคัม จากศรีลังกามีคุณภาพดีที่สุด ทั้งนี้บุษราคัมสีเหลืองตามธรรมชาตินั้นแทบจะหาไม่ได้แล้ว ส่วนใหญ่จำเป็นต้องผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วยความร้อนเพื่อให้มีสีสวยขึ้น ปัจจุบันนิยมนำไพลินสีเข้ม หรือแซฟไฟร์สีเขียว ไปผ่านกระบวนการเผาร่วมกับเบริลเลียม เพื่อให้ได้บุษราคัมสีเหลืองสวยงาม 3. Citrine เป็นแร่ควอตซ์สีเหลือง มีสีเหลืองอ่อน เหลืองเข้ม เหลืองอมน้ำตาล เป็นต้น ซิทรินที่มีสีเหลืองอมส้ม เหลืองเข้มลักษณะดูคล้ายบุษราคัม (Yellow Sapphire)หรือ โทแพซ (Topaz) จะเป็นที่นิยมกว่าสีเหลืองอื่นๆ แหล่งที่พบซิทริน ได้แก่ บราซิล ซึ่งเป็นแหล่งผลิตซิทรินคุณภาพดีและใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ ยังพบได้ในประเทศอาเจนตินา มาดากัสการ์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก นามิเบีย สเปน และรัสเซีย 4. Yellow Topaz เป็นแร่ซิลิเกตที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียม ฟลูออรีน และหมู่ไฮดรอกซิล โทแพซสีเหลืองทอง เรียกว่า Golden Topaz โทแพซสีเหลืองอมส้ม อาจเรียกว่า Imperial Topaz ซึ่ง Yellow Topaz พบมากในประเทศบราซิล รองลงมาคือ เม็กซิโก อเมริกา ศรีลังกา ญี่ปุ่น ไนจีเรีย และรัสเซีย (บริเวณแถบไซบีเรีย และเทือกเขาอูราล)5. Yellow Garnet การ์เนตที่มีสีออกเหลือง เช่น Grossularite พบได้ในรัฐ California, New England region, Eden Mills, Vermont, Washington สหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก ศรีลังกา ออสเตรเลีย เคนย่า แทนซาเนีย ปากีสถาน และบราซิล มาลีการ์เนต (Mali Garnet) เป็นองค์ประกอบผสมกรอสซูลาร์ – แอนดราไดต์การ์เนตส่วนมากพบเป็นสีเหลืองอมเขียว พบที่ประเทศมาลี และทางตะวันออกของแอฟริกา6. Yellow Tourmaline ทัวร์มาลีนสีเหลืองเป็นสีที่หายากที่สุดในตระกูลทัวร์มาลีน ตัวอย่างเช่น Dravite พบได้ในแทนซาเนีย ไนจีเรีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก บราซิล และสหรัฐอเมริกา 7. Yellow Chrysoberyl อยู่ในกลุ่มแร่ออกไซด์ มีโลหะอลูมิเนียมและเบริลเลียมเป็นส่วนประกอบ ส่วนสีเหลืองเกิดจากธาตุเหล็ก คริโซเบริลสีเหลืองทอง (Golden chrysoberyl) พบในบราซิล ศรีลังกา และมาดากัสการ์ สำหรับชนิดของคริโซเบริลที่รู้จักกันดีคือ พลอยตาแมว (Chrysoberyl Cat’s Eye) แหล่งที่พบ ได้แก่ บราซิล อินเดีย จีน ศรีลังกา และซิมบับเว ข้อมูล : สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมีแห่งชาติ

Read More

05/03/2564

พระสยามเทวาธิราช


คนไทยเราแต่โบราณนานมาเชื่อว่า มีเทวดาคุ้มครองเพื่อปกปักรักษาบ้านเมืองไว้ให้อยู่รอดปลอดภัยจากอริราชศัตรู สมัยกรุงสุโขทัยก็มี“พระขพุงผี”เชื่อกันว่า“ถ้าไหว้ดีพลีถูก บ้านเมืองก็เจริญ รุ่งเรือง แต่ถ้าไหว้ดีพลีไม่ถูก บ้านเมืองก็ล่มจม” มาสมัยรัตนโกสินทร์เรามาพระสยามเทวาธิราช เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองไทยพระสยามเทวาธิราช หมายถึง“เทวดาทั้งหมดที่รักษาประเทศสยาม”มีลักษณะเป็นเทวรูปหล่อด้วยทองคำสูง ๘นิ้ว ประทับยืนทรงเครื่องกษัตริยาธิราช ทรงฉลองพระองค์อย่างเครื่องของเทพารักษ์ มีมงกุฎเป็นเครื่องศิราภรณ์ พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นจีบดรรชนีเสมอพระอุระประดิษฐานอยู่ในเรือนแก้วทำด้วยไม้จันทน์ ลักษณะแบบวิมานเก๋งจีน มีคำจารึกเป็นภาษาจีนที่ผนังเบื้องหลัง แปลว่า"ที่สถิตย์แห่งพระสยามเทวาธิราช" เรือนแก้วนี้ประดิษฐานอยู่ในมุขกลางของพระวิมานไม้แกะสลักปิดทอง เรียกว่า พระวิมานไม้แกะสลักปิดทองสามมุข ตั้งอยู่เหนือลับแลบังพระทวารเทวราชมเหศวร์ ตอนกลางพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง ด้านหน้าขององค์พระสยามเทวาธิราชตั้งรูปพระสุรัสวดี หรือพระพราหมี เทพเจ้าแห่งการดนตรีและขับร้องมุขตะวันออกของพระวิมาน ตั้งรูปพระอิศวรและพระอุมา มุขตะวันตกของพระวิมาน ตั้งรูปพระนารายณ์ทรงครุฑพระบาทมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๔สมัยรัชกาลที่ 4 เนื่องมาจากพระราชดำริว่า...“สยามประเทศดำรงความเป็นเอกราช ดำรงความผาสุกยั่งยืนมาตั้งแต่โบราณ แม้หลายครั้งหลายคราวจะมีเหตุที่ทำให้บ้านเมืองเพลี่ยงพล้ำข้าศึกศัตรูหรือมีเหตุจะเสียบ้านเสียเมืองแต่ก็รอดพ้นมาได้ทุกครั้ง ก็น่าจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทพยดาอารักษ์คุ้มครองให้รอดพ้นภัยอันตรายมาได้ทุกครั้ง ...ชะรอยคงจะมี “เทพยดา”ที่“ศักดิ์สิทธิ์”คอยอภิบาลรักษาอยู่สมควรที่จะทำรูปเทพยดาองค์นั้นขึ้นสักการบูชา” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าประดิษฐวรการปั้นรูปสมมติขึ้นแล้วหล่อด้วยทองคำแท่ง และถวายพระนามว่า“พระสยามเทวาธิราช”ล้นเกล้ารัชกาลที่๔พระองค์ทรงเคารพบูชาพระสยามเทวาธิราช เป็นอย่างสูงทรงถวายเครื่องสักการะเป็นประจำทุกวัน...ทรงถวายเครื่องสังเวยทุก“วันอังคาร”และ“วันเสาร์”ก่อนเวลาเพล และโปรดเกล้าฯให้จัดพิธีสังเวยเทวดาในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งตรงกับ“วันขึ้นปีใหม่”ทางจันทรคติแบบโบราณทุกปีด้วย

Read More

05/03/2564

เชื่อปี’64 ราคาทองยังเป็นขาขึ้น


นักวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มราคาทองคำปี 2564 ยังเป็นขาขึ้น ที่ระดับ 2,000 ดอลลาร์ ต่อออนซ์และยังเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดต่อเนื่องจากปี2563 ที่ราคาspot เพิ่มขึ้น 25.1% ขณะที่ราคาทองแท่งในประเทศเพิ่มขึ้น 24.6% ปัจจัยบวกที่จะส่งผลต่อราคาทองคำในปี 2564ได้แก่1) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ2) นโยบายผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางชั้นนำ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ3) แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น4) การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในเอเชีย ทำให้ความต้องการทองคำในปีนี้จะฟื้นตัวขึ้น5) ราคาหุ้นที่แพงและเต็มมูลค่า อาจทำให้ราคาหุ้นเกิดการปรับฐานได้ในบางช่วง และมีเม็ดเงินไหลเข้าลงทุนในทองคำ อย่างไรก็ดียังมีปัจจัยที่ส่งผลลบต่อราคาทองดำอยู่นั่นก็คือ แรงเทขายทองคำในช่วงครึ่งปีหลังของนักลงทุนหลังวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายเนื่องจากมีการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลก ทำให้เศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง และการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐจะคล่องตัวขึ้น ด้วยการครองเสียงข้างมากของเดโมแครตทั้งสภาบนและสภาล่างทำให้มีการคาดการณ์ผ่านกฎหมายต่าง ๆ จะง่ายขึ้น คาดว่ามาตรการเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 อาจจะผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรสได้ก่อนวันที่ 15 มีนาคม ในทางตรงกันข้าม หากมีความล่าช้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะเป็นปัจจัยกดดันต่อราคาทองคำต่อไป เป็นที่น่าสังเกตว่า ความต้องการทองคำภาคเครื่องประดับทั่วโลกในปี 2563 ลดลงต่ำสุดในรอบ 11 ปี เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบ โดยลดลงถึง 34% โดยเฉพาะจีนและอินเดียประเทศที่บริโภคทองคำรายใหญ่อันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลกความต้องการทองคำลดลงถึง 35% และ 42% ตามลำดับ แต่ก็กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 จึงคาดการณ์ว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียโดยเฉพาะจีนและอินเดียจะส่งผลให้ความต้องการทองคำภาคเครื่องประดับปี 2564 ฟื้นตัวขึ้นและช่วยผลักดันให้ความต้องการทองคำโดยรวมเพิ่มขึ้นด้วย

Read More

05/03/2564

สะพานโกลเด้นเกต(Golden Gate Bridge)สิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรม ของโลกยุคปัจจุบัน


สะพานโกลเด้นเกต (Golden Gate Bridge) ทอดยาวข้ามอ่าวตอนเหนือของเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอเนียร์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรม ของโลกยุคปัจจุบัน โครงการก่อสร้างสะพาน ผ่านช่องแคบ ซานฟรานซิสโก ถูกเสนอขึ้นครั้งแรก ในช่วงต้นปี ค.ศ.1872 แต่ไม่ได้รับการอนุมัติ แต่เมื่อมีการตีพิมพ์บทความในหนังสือพิมพ์ "San Francisco Call Bulletin” ในปี ค.ศ.1916 ทำให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก หลังจากนั้นสภานิติบัญญัติแห่งแคลิฟอร์เนีย จึงมีมติอนุมัติให้มีการสร้างสะพานและเขตทางหลวงขึ้น ด้วยงบประมาณ 35 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเริ่มสร้างในปีค.ศ. 1932 เปิดใช้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1937 ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 33 ล้านเหรียญสหรัฐ โกลเด้นเกตเคยเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก (ปัจจุบันสะพานแขวน ที่ยาวที่สุดในโลก คือ Akashi-Kaikyo Bridge ตั้งอยู่ที่ญี่ปุ่น) มีความยาว 2.7 กิโลเมตร สูง 223.5 เมตร ทอดข้ามอ่าวทางตอนเหนือ ของเมืองท่าซานฟรานซิสโกสู่เมืองมาริน ตัวสะพานแขวนโกลเด้นเกททำด้วยเหล็ก ประกอบด้วยหอคอยเหล็กสองข้าง ข้างละ 230 เมตร โดยใช้ลวดเคเบิลสลิง เป็นตัวดึงน้ำหนักสะพาน ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 36 นิ้ว ข้างละ 2 เส้น และยังมีเส้นลวด ที่ยึดสายโยงอีก 27,572 เส้น ตัวสะพานอยู่สูงกว่าระดับทะเล ในอ่าว 61 เมตร ข้างสะพานทั้งสองด้าน มีสะพานช่วงสั้นต่อกัน รวมทั้งหมดเกือบ 7 กิโลเมตร แบ่งเป็นช่องทางรถยนต์โดยสาร 6 ช่องทาง รถบรรทุก 3 ช่องทาง และทางรถไฟ 2 ช่องทาง สะพานนี้ต้องใช้เวลาในการวางแผนก่อนก่อสร้างถึง 10ปี แต่หลังจากนั้นใช้เวลาสร้างจริง 4 ปีมีนายโจเซฟ แบร์มานน์ สเตร๊าซ็ (Joseph Bermann Strauss) เป็นผู้ออกแบบและเป็นหัวหน้าวิศวกร โดยเขาสามารถสร้างสะพานแขวน ที่มีโครงสร้างแข็งแรงในบริเวณที่มีหมอกมากและลมแรงได้แม้ในช่วงแรกจะไม่มีใครคิดว่าจะสร้างสะพานนี้ได้ก็ตามด้วยการออกแบบด้วยความชาญฉลาดสะพานโกลเด้นเกตสามารถต้านทาน พายุเฮอร์ริเคน และได้ทาสีแดงทั่วสะพาน เพื่อป้องกันไม่ไห้เหล็ก ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของสะพานเกิดสนิม เนื่องจากเกลือของลมทะเล ในมหาสมุทรแปซิฟิกนั่นเองอย่างไรก็ดี ภายใต้ความสำเร็จ ของสะพานโกลเด้นเกต กลับมีคนงานที่ต้องเสียชีวิตไปถึง 11 คน จึงได้มี การสร้างตาข่ายไว้ใต้สะพาน เพื่อความปลอดภัยของคนงาน ในกรณีที่เกิดพลัดตกลงมาจากนั่งร้าน ซึ่งหลังจากนั้นก็มีคนงานตกมาอีก 19 คน แต่ก็ปลอดภัย เพราะมีตาข่ายป้องกันนั่นเอง

Read More

05/03/2564

บิตคอยน์ vs ทองคำ


"บิตคอยน์" เป็น "สกุลเงินดิจิทัล" ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในเวลานี้ มีการคาดการณ์กันว่า"บิตคอยน์" จะกลายเป็น safe haven หรือหลุมหลบภัยแห่งใหม่ของนักลงทุน ตีคู่กับ "ทองคำ" ซึ่งการทะยานขึ้นของบิตคอยน์จาก33,099 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 990,000 บาทเมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2564 จนมาแตะระดับ50,603 ดอลลาร์ หรือ1,516,065.88 บาท (คิดด้วยอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 29.96 บาท) เป็นครั้งแรกในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นเครื่องยืนยันความร้อนแรงของบิตบิตคอยน์ได้เป็นอย่างดีว่าต่อไปเงินดิจิตอลสกุลบิตคอยน์จะเข้ามามีบทบาทในโลกการเงินอย่างแน่นอนการพุ่งทะยานเป็นประวัติการณ์ของบิตคอยน์นี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่นักลงทุนกระแสหลักและบริษัทต่างๆ เปิดรับ สกุลเงินคริปโตกันมากขึ้น โดยมูลค่าของบิตคอยน์ที่พุ่งขึ้น 67 เปอร์เซ็นต์ เป็นผลมาจากการที่ นายอีลอน มัสก์ ซีอีโอบริษัท เทสลา ทุ่มเงินมหาศาลเพื่อซื้อบิตคอยน์ และเตรียมเปิดทางให้มีการใช้บิตคอยน์ในการชำระเงินด้วย ขณะที่บริษัทในสหรัฐฯและผู้บริหารการเงินรุ่นเก่าหันมาให้ความสนใจสกุลเงินคริปโตมากขึ้นก่อนหน้านี้ราวเดือนตุลาคม 2563 PayPal ยักษ์ใหญ่แห่งวงการชำระเงินออนไลน์ได้อนุญาตให้ใช้บิตคอยน์ในการซื้อขายกับบรรดาธุรกิจต่างๆได้มากกว่า 26 ล้านแห่ง และช่วงต้นปี 2563 บริษัท Fidelity ก็ได้ยื่นหนังสือต่อสำนักงานกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (SEC) ในการเปิดกองทุนบิตคอยน์ใหม่ ที่ชื่อว่า Wise Origin Bitcoin Index Fund I ในส่วนนักลงทุนที่ไม่ใช่รายย่อยก็สามารถเข้าถึงบิตคอยน์และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆได้ มีการสำรวจพบว่า กว่า 36%ของผู้ลงทุนสถาบันในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ล้วนเป็นเจ้าของสกุลเงินดิจิทัล และอีก 60% เชื่อว่า สินทรัพย์ดิจิทัลจะเป็นหนึ่งในหลักทรัพย์การลงทุนด้านผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าเทรนด์การซื้อบิตคอยน์นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของตลาด ขณะเดียวกันยังพบว่ามีการเปิดกองทุนแลกเปลี่ยนบิตคอยน์ในตลาดหลักทรัพย์โตรอนโตเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย บรรดานักวิเคราะห์มองว่า"บิตคอยน์" มีโอกาสแตะถึง 318,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.5 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2564 นี้มีผู้สันทัดกรณีตั้งข้อสังเกตการก้าวกระโดดของบิตคอยน์ว่าคล้ายกับทองคำ คือในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่ปัจจุบัน ราคาทองคำทะยานมากกว่า 1,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 57,000 บาท บางช่วงแตะถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในประเทศไทยก็แตะถึงราคา 30,000 บาท เหตุผลง่ายๆ ที่ทำให้ "ราคาทะยาน" ขนาดนี้ นั่นก็เพราะว่า"มูลค่าทองคำ" เป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงภาวะเงินเฟ้อ (inflation hedge) ได้เช่นกัน "บิตคอยน์" ก็กำลังอยู่ในบทบาทนั้นในทศวรรษนี้

Read More

05/03/2564

Golden Wattle ดอกไม้ประจำชาติออสเตรเลีย


ในปี 1984 ที่ประเทศออสเตรเลียมีการประกาศให้ดอกโกลเด้น วัทเทิ้ล (Golden Wattle) เป็นดอกไม้ประจำชาติ และมีรูปดอกไม้ชนิดนี้ในเหรียญเงินและแสตมป์ ซึ่งดอกโกลเด้น วัทเทิ้ล เป็นดอกไม้ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ชื่นชอบในออสเตรเลียมาตั้งแต่ปี 1912 ก่อนจะกลายมาเป็นตราสัญลักษณ์ของประเทศในเวลาต่อมาโกลเด้น วัทเทิ้ล มีสีเหลืองสดใสพบได้ทั่วไปออสเตรเลีย ดอกจะบานสะพรั่งพร้อมกันในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิการยน นอกจากจะสวยงามแล้วโกลเด้น วัทเทิ้ล ยังมีความสำคัญทางเศรษฐกิจเพราะเมล็ด และดอกสามารถนำสร้างรายได้ให้แก่ประเทศได้อย่างมากต้นโกลเด้น วัทเทิ้ล มีหลายสายพันธุ์ บางพันธุ์สามารถนำเมล็ดมาทำอาหารได้ โดยนำไปโม่เป็นแป้งสำหรับทำขนมปังหรือทำเส้นพาสตา บางชนิดมีโปรตีนสูงและมีคุณค่าทางอาหารเช่นเดียวกับธัญพืชชนิดอื่น ๆเมื่อนำไปคั่วหรือต้มจะมีรสชาติคล้ายถั่ว ดอกวอตเทิลบางพันธุ์หนึ่งดอกจะมีเมล็ดมากถึง 10 กิโลกรัมนอกจากเมล็ดแล้วต้นโกลเด้น วัทเทิ้ล ยังนำไปใช้ประโยชน์ได้มากมาย ดอก มีกลิ่นหอม จึงนำไปใช้ทำหัวน้ำหอม ต้นโกลเด้น วัทเทิ้ล พันธุ์อาเคเชีย (Acacia acuminate) นำไปทำอาหารสัตว์และยึดดิน บูมเมอแรงชาวอะบอริจินในออสเตรเลียในยุคแรกๆก็ทำมาจากไม้อาเคเชีย และเมื่อตัดมาใหม่ๆ มักจะมีกลิ่นหอมเหมือนลูกราสเบอรี่บด จึงมักถูกเรียกว่า ต้นแยมราสเบอรี่ ในการเสด็จพระราชดำเนิน ณ สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ของพระบาทสมเด็จพะเจ้าอยู่หัวรักาลที่10 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีเมื่อไม่นานมานี้ พระองค์ทรงเล็งเห็นความสำคัญ ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทรงเลือกผ้าไหมมัดหมี่อันเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทย และทรงเลือกใช้สีเขียวและสีทอง "ซึ่งเป็นสีประจำชาติของประเทศออสเตรเลีย" เป็นฉลองพระองค์ในครั้งนั้นด้วยประเทศออสเตรเลีย หรือชื่อทางการว่า “ เครือรัฐออสเตรเลีย “ (Commonwealth of Australia ) เป็นประเทศซึ่งประกอบด้วย แผ่นดินของทวีปออสเตรเลีย เป็นทวีปที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก (แต่ถือว่าเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก) ออสเตรเลียมีสีประจำชาติ คือสีเขียวเข้มและสีเหลืองทอง ซึ่งเป็นสีของดอก Golden Wattle "ดอกไม้ประจำชาติออสเตรเลีย" ออสเตรเลียประกาศใช้สีเขียวเข้มกับสีเหลืองทอง เป็นสีประจำชาติอย่างเป็นทางการเมื่อปีค.ศ.1984 การติดต่อค้าขายในอดีตจะใช้การสัญจรทางน้ำเป็นหลัก ด้วยออสเตรเลีย เป็นทวีปที่มีทะเลล้อมรอบ

Read More

05/03/2564

บริษัทไทยติดอันดับ Gold Class มากที่สุดในโลก


11 บริษัทไทย ถูกจัดอันดับความยั่งยืนระดับ Gold Class ในรายงาน ‘The Sustainability Yearbook 2021’ โดย S&P Global ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดจากการประเมินความยั่งยืนของกว่า 7,000 บริษัททั่วโลกใน 40 ประเทศ ในรายงานการประเมินความยั่งยืนขององค์กรประจำปี 2564 “ The Sustainability Yearbook 2021” ของ S&P Globalผู้ให้บริการข้อมูลด้านการเงิน และการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ได้ประเมินอุตสาหกรรม 61 ประเภท ใน 40 ประเทศทั่วโลก จำนวนทั้งสิ้น 7,032 บริษัท โดยพิจารณาและประเมินผลจากการดำเนินงานครอบคลุมทั้ง 3 มิติได้แก่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (Sustainable Development Goals; SDGs)พบว่า มี10 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และ 1 บริษัทไทยที่ติดอันดับ Gold Class 2021ประกอบด้วย10 บริษัทจดทะเบียน ได้แก่ 1. บมจ.บ้านปู (BANPU) 2. บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) 3. บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) 4. บมจ.ปตท. (PTT) 5. บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) 6. บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) 7. บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) 8. บมจ.ไทยออยล์ (TOP) 9. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) 10. บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) และบริษัทไทยอีก 1 บริษัท ได้แก่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ (ThaiBev)สิ่งที่น่าสนใจคือ S&P Global ได้สะท้อนผลการประเมินระดับความยั่งยืนเทียบชั้นระดับสูงสุดคือ Gold class, Silver class และ bronze class ซึ่งปรากฏว่ามีบริษัทไทยได้รับการประเมินความยั่งยืนอยู่ระดับสูงสุดคือ Gold class มากที่สุดมากกว่าสหรัฐฯ ที่มีบริษัทที่ได้รับการประเมินเทียบชั้นระดับสูงสุด Gold class เพียง 9 บริษัท ตามด้วยญี่ปุ่น 6 บริษัท เกาหลีและไต้หวันประเทศละ 4 บริษัททั้งนี้ใน The Sustainability Yearbook 2021มีบริษัทที่ได้รับการบันทึกจำนวน 631บริษัท(จาก7,032 ที่เข้ารับการประเมิณ) ซึ่งปรากฏว่า มีบริษัทไทยมากถึง 29 บริษัท (รวม Thai BEV) ถือเป็นอันดับ 7 ของโลก รองจากอันดับหนึ่งคือ สหรัฐอเมริกา 92 บริษัท ญี่ปุ่น 78 บริษัท เกาหลีใต้ 30 บริษัท อังกฤษ 37 บริษัท ฝรั่งเศส 35 บริษัท ไต้หวัน 32 บริษัท และไทย 29 บริษัท

Read More

05/03/2564

บอกรักด้วย “ช้อน”


ตำนานการบอกรักของชาวเวลล์นั้นแตกต่างจากคนทั้งโลก เพราะเขาใช้ “ช้อนไม้แกะสลัก”เป็นสื่อรักแทนใจมานานนับศควรรษ ก่อนจะพัฒนามาเป็นช้อนสแตนเลสสตีล รวมถึงโลหะมีค่าอื่นๆเช่นเงินและทองคำ อย่างในปัจจุบันแต่ในประเทศเวลส์ การมอบดอกไม้สื่อรักอย่างที่เราคุ้นเคยดูจะไม่สามารถทำให้หญิงสาวและครอบครัวของเธอซาบซึ้งใจหรือประทับใจได้ แต่หากชายใดมอบช้อนไม้แกะสลักให้ให้กับสาวๆ ที่เขาหมายปอง นอกจากหญิงสาวจะตัดสินใจรับรักได้แบบง่ายๆแล้ว ครอบครัวของเธอก็จะเปิดทางสะดวกให้ด้วยการมอบช้อนแทนคำสารภาพรักนี้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 17ในยุคที่โลกยังไร้โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ และโซเชียลเน็ตเวิร์ก หนุ่มๆ ชาวเวลช์มักใช้เวลาว่างไปกับการฝึกฝีมือแกะสลักไม้ เพื่อทำเป็นช้อนสำหรับมอบให้กับผู้หญิงที่เขาตกหลุมรัก ซึ่งหากสาวเจ้ารับช้อนนั่นไป ก็หมายความว่าเธอมีใจและตอบรับไมตรีจากเขาการมอบช้อนนี้นอกจากจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความรักแล้ว ช้อนไม้แกะสลักยังเป็นเครื่องชี้วัดซึ่งสำคัญต่อความไว้เนื้อเชื่อใจของบิดามารดาฝ่ายหญิงว่าชายหนุ่มผู้นั้นจะสามารถเลี้ยงดูลูกสาวของเขาได้ เพื่อแสดงถึงความสามารถความตั้งใจและเป็นการสร้างความประทับใจ หนุ่มๆชาวเวลล์จึงต้องฝึกฝนฝีมือให้ชำนาญและประณีตเพื่อสร้างสรรค์ช้อนไม้แกะสลักที่มีลวดลายสวยงามและแฝงด้วยสัญลักษณ์ซึ่งสื่อความหมายต่างๆเช่น หัวใจ ดอกไม้ แทนความหมายของความรัก เทวดา นางฟ้า หมายถึงการปกป้องคุ้มครอง หรือระฆัง ไม้กางเขน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของงานแต่งงาน เป็นต้นปัจจุบันการมอบช้อนมีความหมายกว้างกว่าเมื่อในอดีต ด้วยมันกลายเป็นของที่ระลึก และของขวัญในโอกาสต่างๆ อย่างวันขึ้นปีใหม่ วันคริสมาสต์ รวมถึงการต้อนรับสมาชิกใหม่ที่กำเนิดในครอบครัว เป็นต้นบริษัทเครื่องประดับชั้นนำต่างๆจึงนำสัญลักษณ์ช้อนมาทำเป็นเครื่องประดับร่วมสมัยในรูปแบบต่างๆเช่น เข็มกลัดรูปช้อนทำจากเงินตกแต่งคริสตัล ต่างหูรูปช้อนทำจากเงินและทองชมพู จี้เงินรูปช้อนตกแต่งด้วยไพลิน เป็นต้น อีกทั้ง ยังถูกนำไปใช้ในการออกแบบเครื่องประดับเพื่อเป็นของขวัญที่ผู้ชายเลือกหามามอบให้กับหญิงคนรักในโอกาสพิเศษและสำคัญ เช่น วันเกิด วันวาเลนไทน์ และวันครบรอบแต่งงาน อีกด้วย

Read More

05/03/2564

ระวังทองปลอม จากร้านขายทองออนไลน์


ปัจจุบันราคาทองคำสูงถึงบาทละ26,200 บาท (ราคา ณ วันที่23/02/2564)เป็นสาเหตุจูงใจที่ทำให้ มิจฉาชีพ โดยเฉาะร้านค้าออนไลน์หลายแห่ง ใช้โอกาสนี้หลอกขาย"ทองคำปลอม"ในรูปแบบโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เช่น ทองเกรด A ทองไมครอน ทองโคลนนิ่ง ทองยัดไส้ รวมถึงเครื่องประดับทอง 99.99%ในราคาเพียงหลัก "ร้อย"โดยใช้ข้อความในการโฆษณาที่ดึงดูดใจผู้บริโภค เสนอขายพร้อมใบรับประกันของร้านค้า ซึ่งไม่มีการตรวจสอบหรือยอมรับโดยหน่วยงานที่เชื่อถือได้เพื่อป้องกันการถูกหลอก หรือ ได้สินค้าที่ไม่ถูกต้อง ผู้บริโภคต้องศึกษาข้อมูลอย่างรอบครอบก่อนซื้อ ซึ่งเครื่องประดับทองคำนั้นจะต้องมีส่วนผสมของทองคำ 33.33% ขึ้นไปหรือที่รู้จักกันในชื่อของทอง8K และหากมีค่าความบริสุทธิ์ของทองคำต่ำกว่านั้นจะไม่เรียกว่าเครื่องประดับทองคำอย่างไรก็ตามเทคนิคการขายที่เห็นโดยทั่วไป โดยเฉพาะการไลฟ์สดผ่านทางสื่อออนไลน์ มีการลด แลก แจก แถม โดยให้ข้อมูลเพียงว่าสินค้าเป็นเครื่องประดับทองคำ 99.99 เท่านั้น โดยอาจมีใส่จำนวนของทองคำเล็กๆด้านหลัง เช่น 0.01g เป็นต้น ดังนั้นในการตัดสินใจซื้อเครื่องประดับทองคำผู้บริโภคจะสนใจแต่เรื่องราคาเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ควรให้ความสำคัญการเลือกซื้อกับร้านค้าน่าเชื่อถือเช่น ต้องเป็นสมาชิกสมาคมผู้ค้าทองคำหรือร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการซื้อด้วยความมั่นใจ(Buy with Confidence) ของสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ(GIT) เพราะสินค้าในร้านนั้นจะได้รับการตรวจสอบมาตรฐานว่าเป็นของแท้อย่างไรก็ตาม วิธีในการตรวจสอบทองคำปลอม หากเป็นร้านขายทองคำ จะใช้การตะไบเข้าไปในเนื้อทองคำ เพื่อเช็คดูว่ามีการสอดไส้หรือไม่ แต่หากเป็นทองคำแท่งที่ใช้ทองคำจริงมาหุ้มหนาๆ การตะไบก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ เพื่อความมั่นใจแนะนำให้นำตัวอย่างมาตรวจสอบกับ GIT เพราะมีห้องปฏิบัติการที่มีเครื่องมือตรวจสอบขั้นสูง โดยใช้เทคนิคการตรวจสอบที่เรียกว่า คลื่นอัลตราโซนิค เพื่อตรวจสอบความเป็นเนื้อเดียวกันของโลหะมีค่า ที่ไม่ทำลายชิ้นงาน

Read More

05/03/2564

ระวัง!!! กินทองคำเปลววิทยาศาสตร์ อันตรายโดยไม่รู้ตัว


มีอาหารหลายประเภทนิยมนำทองคำและทองคำเปลวมาตกแต่งหรือนำมาเป็นส่วนประกอบด้วยเชื่อว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายหรือเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับอาหารนั้นๆ จนผู้เชี่ยวชาญต้องออกมาเตือนว่าอาจทำให้เป็นอันตรายโดยไม่รู้ตัว เพราะทองคำเปลวที่นำมาใช้นั้นเป็นเพียงทองคำเปลววิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่สามารถบริโภคได้เรื่องนี้สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT แนะผู้บริโภคที่ชอบรับประทานอาหาร Luxury ประดับทองคำเปลว ต้องตรวจสอบให้ดีหลังพบมีการใช้"ทองคำเปลววิทยาศาสตร์" ซึ่งไม่ใช่ทองคำบริสุทธิ์ เพื่อลดต้นทุนและสามารถขายได้ในราคาที่ถูกลง บางครั้งยังพบการปนเปื้อนของโลหะหนัก ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมากทองคำเปลว ที่เป็นของแท้ ผลิตด้วยช่างฝีมือตีจนทองคำที่มีค่าความบริสุทธิ์ 95.00-99.99 % จนเป็นแผ่นบางๆ ปัจจุบันทำได้ยากและมีต้นทุนในการผลิตที่สูง ในทางกลับกันการผลิต "ทองคำเปลววิทยาศาสตร์" ซึ่งไม่ได้มีการใช้ทองคำแท้มาตีให้เป็นแผ่นบาง แต่จะใช้สารประกอบจำพวกไฮโดรคาร์บอนและธาตุโลหะหนักอื่นๆ มาแต่งสี ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับทองคำเปลวแท้จนแยกไม่ออกซึ่งการใช้ทองคำเปลววิทยาศาสตร์ หากนำไปใช้เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือประโยชน์อื่นๆ ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่หากนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร หรือ อุตสาหกรรมความงาม อาจทำให้เกิดปัญหา เนื่องจากว่า ทองคำบริสุทธิ์(AU) สามารถรับประทานได้ ร่างกายไม่ดูดซึม ไม่ย่อย และ ขับถ่ายออกมาตามปกติ แต่หากเป็น ทองคำวิทยาเปลววิทยาศาสตร์อาจจะส่งผลต่อร่างกายได้ เพราะมีโลหะหนักผสมอยู่ และอาจจะสะสมและเป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์ได้ ทำให้เกิดโรคพิษโลหะหนักตามมาหากได้รับในปริมาณที่มากและสะสมมาเป็นระยะเวลานานหากสงสัยว่าอาหารชนิดใดมีส่วนประกอบของทองคำเปลวแท้หรือทองคำเปลววิทยาศาสตร์ สามารถมาตรวจสอบกับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติได้ซึ่งผู้บริโภค หรือผู้ผลิตจะได้มีความมั่นใจ และสามารถนำไปประกอบเป็นสารสำคัญในสินค้าของตนเองได้ต่อไปนอกจากนี้ หากผู้บริโภคมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำ สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของสถาบันได้ ข้อมูล :สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ

Read More

11/02/2564

อินเดียเล็งลดภาษีนำเข้าทองคำและอัญมณี หวังกระตุ้นลาดในประเทศ


หน่วยงานส่งเสริมการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของอินเดีย หรือ The Gem & Jewellery Export Promotion Council (GJEPC) ได้ยื่นเสนอมาตรการลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบอัญมณีและโลหะมีค่าต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สำหรับปีงบประมาณ 2564-2565 ที่จะเริ่มในเดือนเมษายน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศในตลาดโลก รายละเอียดในข้อเสนอการลดภาษีของ GJEPC ต่อกระทรวงการคลังมีดังนี้ - ลดภาษีนำเข้าเพชรที่ตัดหรือเจียระไน จาก 7.5% เป็น 2.5% - ลดภาษีนำเข้าโลหะทองคำ เงิน และแพลทินัม จาก 12.5% เป็น 4% - ลดภาษีนำเข้าพลอยเนื้อแข็งและพลอยเนื้ออ่อนเจียระไนทั้งตัดหรือเจียระไน จาก 7.5% เป็น 2.5% ซึ่งผู้ประกอบการอินเดียมองว่าอัตราภาษีนำเข้าวัตถุดิบอัญมณีและโลหะมีค่าที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันระดับโลก และอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการขยายการผลิตของโรงงานท้องถิ่นสำหรับตลาดโลก ในส่วนของอัญมณีสังเคราะห์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมศักยภาพและอินเดียเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกนั้น GJEPC เสนอให้ปรับเพิ่มภาษีนำเข้าเพชร Cubic Zirconia (เพชรรัสเซีย) จาก 5% เป็น 15% และเพิ่มภาษีนำเข้าพลอยสีสังเคราะห์จาก 5% เป็น 25% เพื่อป้องกันการเข้ามาแข่งขันของประเทศคู่ค้าอื่น เช่น จีน เป็นต้น ทั้งนี้ อินเดียเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย จากสถิติการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ของกรมศุลกากรในระหว่างเดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2563 พบว่า อินเดียเป็นตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในอันดับที่ 4 และหากพิจารณาการส่งออกในเดือนพฤศจิกายน 2563 พบว่า อินเดีย เป็นตลาดส่งออกในอันดับที่ 3 ของไทย (รองจากสหรัฐอเมริกา และฮ่องกง) และมีมูลค่าขยายตัวสูงถึง 65.37% โดยสินค้าสำคัญที่อินเดียนำเข้าจากไทยล้วนเป็นวัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบ ได้แก่ เพชรเจียระไน โลหะเงิน พลอยก้อน พลอยเนื้อแข็งและพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ฉะนั้น หากรัฐบาลอินเดียลดภาษีนำเข้าตามข้อเสนอของ GJEPC ก็จะส่งผลดีต่อไทยในการส่งออกสินค้าวัตถุดิบอัญมณีและโลหะมีค่าไปยังอินเดียได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ข้อมูล : สถาบันวิจัยและพัฒนาเครื่องประดับและอัญมณีแห่งชาติ

Read More

11/02/2564

มองตลาดอัญมณี ปี64 รุ่งหรือร่วง


ในปี 2564 นี้การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลก แม้จะมีการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ไปแล้วในหลายประเทศก็ตาม ขณะที่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากตลอดปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีเชื่อวาปีนี้อุตสาหกรรมเครื่องประดับและอัญมณีจะมีตัวเลขกำไรเพิ่มขึ้น มีข้อมูลจาก Rapaport ได้ทำการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของ 10 บริษัทชั้นนำของโลกด้านเพชรและเครื่องประดับ เช่น ALROSA, Anglo American, Chow Sang Sang, และ Tiffany & Co.เป็นต้น พบว่าในปีที่ผ่านมาบริษัทกลุ่มนี้มียอดขายลดลงถึง 16% จากผลกระทบของโควิด-19 แต่กลับมีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นและให้ผลตอบแทนดีกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนีดาวน์โจนส์ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่ออุตสาหกรรมนี้ และเชื่อว่า ในปีนี้ บริษัทชั้นนำของอุตสาหกรรมเครื่อประดับเหล่านี้จะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยประเมินจากกลยุทธ์ที่บริษัทเหล่านี้ใช้ตลอดรอบปีที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 รายงานวิจัยของ Rapaport ฉบับเดือนมกราคม ชี้ให้เห็นว่า สื่อดิจิทัล ,การฟื้นตัวที่เข้มแข็งของจีน ,แรงผลักดันการซื้อเพชรก้อน เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลที่ดีต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับตั้งแต่ปีก่อนต่อเนื่องมาถึงปีนี้ 1. สื่อดิจิทัล ในรอบปีที่ผ่านมาบริษัทชั้นนำทั้ง 10 บริษัทนี้ ได้ลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้าออนไลน์เป็นอย่างมาก ซึ่งนับเป็นการเตรียมการที่ดีและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้แม้ว่าจะอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดก็ตาม 2. การฟื้นตัวที่เข้มแข็งของจีน เห็นได้จากนักช็อปสินค้าฟุ่มเฟือยชาวจีนซื้อสินค้าจากแบรนด์ดังที่มีสาขาในประเทศค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับยอดซื้อจากต่างประเทศ หลายแบรนด์หรูที่มีร้านสาขาในจีนสามารถทำกำไรได้รับผลตอบรับที่ดีเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ ซึ่งยอดขายตกต่ำเพราะพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติเพียงอย่างเดียว 3. แรงผลักดันเชิงบวกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปีจากแรงซื้อเพชรก้อนจากเหมืองที่มีเข้ามาต่อเนื่องจากวันปีใหม่โดยคาดว่าแรงซื้อจะมีต่อเนื่องกระทั่งถึงวันตรุษจีน ทำให้ทั้ง De Beers และ Alrosa ปรับราคาเพชรก้อนเพิ่มขึ้นตามแรงซื้อ 4-5% และ 6-7% ตามลำดับ โดยถือเป็นโอกาสดีที่ผู้ค้าจะได้ระบายสต็อกคงค้างจากปีก่อนออกไปและต้องพยายามสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานในตลาดให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเพชรล้นตลาด ไม่ว่าปีนี้ เศรษฐกิจของโลกจะดีขึ้นหรือไม่ การค้าในกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับจะฟื้นตัวได้ดังคาดการณ์หรือไม่ผู้ประกอบการก็ต้องเตรียมตัวและความพร้อมตลอดเวลาข้อมูล : สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ

Read More

11/02/2564

จับตาราคาทองคำปี 64


นักวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มราคมทองคำปี 2564 ว่าจะสามารถปรับระดับขึ้นแตะ 30,000 บาทต่อบาททองคำได้อีกครั้งในช่วงกลางปีนี้ ด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของหลายประเทศ เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคาทองคำในปีนี้จะยังเป็นขาขึ้นอยู่ปี 2564 นี้มีหลายสัญญาณบ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะเริ่มนิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงผู้นำสหรัฐฯ ที่จะช่วยลดกระแสความขัดแย้งลงไปได้เมื่อเทียบกับผู้นำคนก่อน ทำให้ทิศทางสงครามการค้าน่าจะดูดีขึ้น จึงคาดว่าจะไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่จะส่งผลต่อตลาดทองคำ ประกอบกับมีปัจจัยบวกต่อทองคำคือ การที่สหรัฐคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับต่ำ 0.00-0.25% รวมถึงการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบเศรษฐกิจผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของธนาคารกลางสหรัฐ 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อแดือน ซึ่งถือปัจจัยบวกต่อการลงทุนในทองคำ ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตามคือ การมาของวัคซีนต้านเชื้อโควิด-19 และการกระจายใช้งานให้ทั่วถึงทุกประเทศทั้งนี้คาดว่าจะสามารถกระจายวัคซีนได้ทั่วถึงในช่วงครึ่งหลังปี 2564 ทำให้การแพร่ระบาดรอบใหม่นี้ หากไม่ได้ส่งผลรุนแรงถึงขั้นทำให้หลายประเทศต้องประกาศล็อกดาวน์เป็นวงกว้างอีกระลอก เชื่อว่าสภาพคล่องที่ไหลเข้าสู่ระบบส่วนหนึ่งจะเข้ามาหาผลตอบแทนจากการลงทุนทองคำ ซึ่งจะสนับสนุนให้ราคาทองคำยังเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างไรก็ดีแม้คาดการณ์ว่าราคาทองในปี 2564 จะเป็นขาขึ้น แต่ก็เชื่อว่าไม่มีการปรับราคาขึ้นแบบร้อนแรงเท่าปีที่ผ่านมา

Read More

11/02/2564

WGC รายงานการถือครองทองคำรับศักราชใหม่


สภาทองคำโลก รายงานข้อมูลการถือครองทองคำล่าสุด เดือนมกราคม 2564 พบว่าธนาคารกลางของอุสเบกิสถานถือครองทองตำเพิ่มขึ้น 16.80 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.47 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดรองลงมาคือ อินเดีย คาซัคสถาน และฟิลิปปินส์ และมีหลายประเทศที่ปริมาณการถือครองทองคำติดลบ โดย รัสเซีย และตุรกี มีอัตราติดลบน้อยที่สุดประเทศที่มีการถือครองทองคำเพิ่มมากที่สุด นอกจากนี้สภาทองคำโลกยังรายงานประเทศและองค์กรที่มีปริมาณการถือครองทองคำมากที่สุด 30 อันดับแรกของโลกว่า อันดับ1 ยังเป็นสหรัฐอเมริกาที่ 8,133.5 ตัน รองลงมาคือเยอรมันนี 3,362.4 และกองทุนการเงินระว่าประเทศหรือไอเอ็มเอฟ 2,814.0 ตัน ส่วนประเทศไทยอยู่ที่อันดับที่ 28 มีประมาณทองคำที่ถือรองอยู่ 154.0ตัน เป็นอันดับสองในอาเซียนรองจากฟิลิปปินส์และอยู่เหนือสิงคโปร์ ปริมาณการถือครองทองคำมากที่สุด 30 อันดับแรกของโลก

Read More

11/02/2564

เครื่องประดับนำโชคของชาวตะวันตก


รูปใบโคลเวอร์ 4 แฉก ที่ถูกนำมาทำจี้ทองขาวประดับเพชร ชาร์มรูปใบโคลเวอร์ และเข็มกลัดรูปใบโคลเวอร์ ของแบรนด์ดังอย่าง Tiffany & Co./ Pandora และChannel กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในฐานะเครื่องประดับนำโชค ที่จะช่วยนำพาความโชคดีมาสู่ผู้สวมใส่ ทั้งในเรื่องของการงาน การเงิน สุขภาพ และความรักต้นโคลเวอร์ เป็นต้นไม้ขนาดเล็กประกอบด้วยใบจำนวน 3 ใบ หรือ 3 แฉก ซึ่งในแต่ละใบได้ถูกแทนค่าด้วยความหมายต่างๆ ได้แก่ ความหวัง (Hope) ความศรัทธา (Faith) และความรัก (Love) ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าต้นไม้ขนาดเล็กนี้ได้ถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติของประเทศไอร์แลนด์ (Ireland) ทั้งยังเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชาวไอริชอีกด้วย นอกจากนี้ต้นโคลเวอร์ยังเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในวงกว้างว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีมานานหลายศตวรรษโดยเฉพาะอย่างยิ่งในซีกโลกตะวันตก โดยเฉพาะ ต้นโคลเวอร์ที่มีใบ 4 แฉก (Four Leaf Clover) ถึงแม้ว่าธรรมชาติจะสร้างสรรค์ให้ต้นโคลเวอร์ประกอบไปด้วยใบจำนวน 3 ใบ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่สามารถพบต้นโคลเวอร์ 4 ใบ หรือ 4 แฉก ว่ากันว่าโอกาสที่จะพบต้นโคลเวอร์ 4 แฉก มีเพียง 1 ใน 10,000 เท่านั้น จึงเกิดเป็นความเชื่อที่ว่าผู้ใดก็ตามที่พบต้นโคลเวอร์ 4 แฉก ผู้นั้นจะประสพแต่ความโชคดี และแน่นอนว่าใบที่ 4 ของต้นโคลเวอร์จึงมีความหมายที่สื่อถึง “ความโชคดี” (Luck) นอกจากความโชคดีแล้ว ยังมีความเชื่ออีกมากที่เกี่ยวโยงกับต้นไม้ชนิดนี้ ตัวอย่างเช่น ชาวไอริชเชื่อว่าต้นโคลเวอร์ 4 แฉก จะช่วยป้องกันพวกเขาจากเหล่าภูติผีปีศาจได้ ขณะที่นักรบในยุคกลาง (ราว ค.ศ. 5-15) เชื่อว่าต้นโคลเวอร์ 4 แฉก เป็นเครื่องรางที่ช่วยป้องกันอันตรายจากสถานการณ์ต่างๆ จึงได้เสาะหาและพกติดตัวเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและเพื่อความโชคดีมีชัยในการสู้รบและความปลอดภัยกลับสู่มาตุภูมิ ด้านหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าการพบต้นโคลเวอร์ 4 แฉก จะทำให้มีโชคในเรื่องความรัก หรือแม้แต่ชาว Abourés ชนเผ่าหนึ่งในประเทศไอวอรีโคสต์ (Ivory Coast หรือ Côte d’Ivoire) ซึ่งมีความเชื่อว่าผู้ที่ได้ครอบครองต้นโคลเวอร์ 4 แฉก จะได้เป็นหัวหน้าเผ่าคนต่อไป เป็นต้นอย่างไรก็ตาม ในทางวิทยาศาสตร์ได้อธิบายว่าต้นโคลเวอร์ 4 แฉก เป็นเพียงความผิดปกติทางพันธุกรรมของพืชเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นความผิดปกติซึ่งเป็นมหัศจรรย์ทางธรรมชาตินี้กลับมีอิทธิพลต่อความเชื่อ และก่อให้เกิดความหวังและความศรัทธาขึ้นในหมู่มนุษย์มาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน จึงมีแบรนด์เครื่องประดับหรูนำมาทำเป็นเครื่องประดับจำนวนมาก

Read More

11/02/2564

ไลฟ์สไตล์การเลือกเครื่องประดับของคนเมียนมายุคใหม่


วิถีชีวิตของเมียนมาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหลังการเปิดประเทศเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี ๒๕๕๓ เป็นต้นมา มีการเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ ทำให้เศรษฐกิจของหลายๆ เมืองมาเติบโตขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่าของประเทศ เนปิดอว์ เมืองหลวงแห่งใหม่ หรือ มัณฑะเลย์ ส่งผลให้ไลฟ์สไตล์ของชาวเมียนมาเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย ทั้งในเรื่องของการแต่งกาย รวมถึงการบริโภคอัญมณีและเครื่องประดับของชาวเมียนมายุคใหม่ ที่แตกต่างไปจากรูปแบบชาวเมียนมาเกือบทุกคนหากมีรายได้มากพอจะต้องการซื้อเครื่องประดับทอง 24K เพื่อการออม การลงทุน และสวมใส่แสดงฐานะทางสังคมชาวเมียนมาผู้หญิงที่ฐานะดีเมื่อออกงานสังคมมักจะสวมใส่เครื่องประดับทองตกแต่งพลอยสี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทับทิมและแซปไฟร์ เครื่องประดับเพชร และเครื่องประดับไข่มุก แบบครบชุดทั้งสร้อยคอ สร้อยข้อมือ แหวน และต่างหู บางรายก็ติดเข็มกลัดพลอยสีหรือเพชรด้วย ส่วนผู้ชายฐานะดีจะนิยมสวมแหวนทองตกแต่งทับทิมและแซปไฟร์หรือแหวนเพชร และสวมใส่นาฬิกายี่ห้อหรูหรือนาฬิกาทองคำแท้ ส่วนในชีวิตประจำวันพวกเขาจะสวมใส่เครื่องประดับทองทั้งตกแต่งและไม่ตกแต่งอัญมณีชิ้นเล็ก 1-2 ชิ้นเท่านั้น ชาวเมียนมาวัยทำงานส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงที่มักสวมใส่เครื่องประดับ 1-2 ชิ้น อาจเป็นเครื่องประดับทองล้วนหรือเครื่องประดับทองพร้อมจี้ทับทิมหรือแซปไฟร์ หรือต่างหูทองทั้งตกแต่งและไม่ตกแต่งพลอยสี หรือกำไลข้อมือชาวเมียนมาวัยรุ่นจะชอบสวมใส่เครื่องประดับแฟชั่นและเครื่องประดับเงิน เพราะราคาไม่แพงและเปลี่ยนแปลงได้บ่อยตามแฟชั่น อีกทั้งยังสามารถใส่เข้ากับเสื้อผ้าแบบสมัยใหม่ได้มากกว่าเครื่องประดับชนิดอื่นๆสำหรับการซื้อเครื่องประดับแท้ ชาวเมียนมาส่วนใหญ่จะซื้อกับร้านค้าปลีกเครื่องประดับที่ซื้อขายกันมานาน ซึ่งร้านค้าปลีกเครื่องประดับจะกระจายอยู่ตามเมืองสำคัญต่างๆ ของประเทศ โดยบริเวณตลาดสก๊อตเป็นแหล่งค้าอัญมณีและเครื่องประดับขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองย่างกุ้งและในประเทศ นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าปลีกเครื่องประดับจำนวนมากตั้งอยู่ในย่านถนนและย่านท่องเที่ยวที่สำคัญ ในปัจจุบันมีร้านค้าเครื่องประดับชั้นนำของเมียนมาหลายรายได้ขยายสาขาไปเปิดในห้างสรรพสินค้าด้วย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ชอบความสะดวกสบาย ส่วนเครื่องประดับแฟชั่นก็หาซื้อได้ตามร้านค้าปลีกในศูนย์การค้าและร้านค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น

Read More

11/02/2564

เครื่องถนิมพิมพาภรณ์ เครื่องประดับทรงคุณค่าแห่งราชวงศ์จักรี


เครื่องประดับตกแต่งร่างกายหรือเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ ที่ปรากฏจากหลักฐานทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศิลปกรรมในผืนแผ่นดินไทยเป็นเครื่องแสดงให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองในอดีตของราชอาณาจักรสยาม จนชาวต่างชาติกังขาว่า ประเทศเล็กๆในเอเซีย ร่ำรวยขนาดที่พระราชินีจะทรงใช้เงินฟุ่มเฟือยซื้อเครื่องเพชรแบบราคาแพงได้หรือ ดังปรากฏความในพระราชนิพนธ์บันทึกเกี่ยวกับเครื่องประดับที่ทรงในงานสำคัญต่างๆไว้ว่า ในการเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาและแคนาดาอย่างเป็นทางการ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และพระบรมราชชนีพันปีหลวง เมื่อปีพุทธศักราช๒๕๑๐ ได้แขกคนสำคัญคนหนึ่งในงานกล่าวถาม ม.จ.วิภาวดี รังสิต นางสนองพระโอษฐ์ ว่า“สร้อยพระศอที่พระราชินีของท่านทรงอยู่นั้น คงเพิ่งซื้อใหม่จากปารีสละมัง” หม่อมเจ้าวิภาวดีทรงตอบว่า “นี่ท่านไม่รู้หรอกหรือว่า เมืองไทยของเรามีอายุกว่า ๗๐๐-๘๐๐ ปีแล้วเครื่องถนิมพิมพาภรณ์จึงมีคุณค่ามากกว่าความงดงามทางศิลปะ และมูลค่าที่มิอาจประเมินได้เพราะแสดงถึงอารยธรรมและความรุ่งเรื่องของชนชาติไทย และมีเครื่องประดับหลายชิ้นที่ตกทอดจากพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาจนถึงสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี โดยมีองค์สำคัญๆที่เคยเห็นผ่านตากันไปแล้วได้แก่พระนพรูปหงส์คาบหยาดเพชร หรือเข็มกลัดหงส์เพชร ทรงนำมาประดับพระอังสา(ไหล่)ร่วมกับฉลองพระองค์ชุดไทย ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีทรงประดับเข็มกลัดนี้เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๒พระปั้นเหน่งทับทิมล้อมเพชร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงพระปั้นเหน่งองค์นี้ในการพระราพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๒พระปั้นเหน่งเพชร ฝังเพชรเม็ดใหญ่ ๙ เม็ด พร้อมรัดพระองค์ทองคำประดับเพชรเม็ดใหญ่ ๒ เม็ด สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ ทรงพระปั้นเหน่งองค์นี้ในพระราชพิธีออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ในการพระราพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๒ . พระปั้นเหน่งดารานพรัตน์หรือพระปั้นเหน่งนพเก้า สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯทรงพระปั้นเหน่งองค์นี้ในพระราชพิธีสำคัญ ๓ ครั้งคือ ครั้งแรกในการพระราพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๒ ครั้งต่อมาในการพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๒ และครั้งล่าสุดในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมาคร ในการพระราพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๒

Read More

11/02/2564

พระปั้นเหน่งนพเก้า


“พระปั้นเหน่งนพเก้า” เป็นหนึ่งในเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ที่ตกทอดมาจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงอันเป็นพระราชมรดกตกทอดของพระราชวงศ์จักรี สู่สมเด็จพระบรมราชินีองค์ปัจจุบันพระปั้นเหน่งนพเก้าที่สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงพร้อมกับฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมาน และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตน์ราชวราภรณ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ เป็นตรานพรัตนและพันธุ์พฤกษา ล้อมด้วยลายสังวาลนพรัตน พร้อมรัดพระองค์ทองคำประดับเพชร ซึ่งประกอบด้วยเพชรเม็ดใหญ่และพลอยสำคัญอีก 8 ชนิด ได้แก่ ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน นิลกาฬ มุกดาหาร เพทาย และไพฑูรย์ เพชรพลอยทั้ง 9 ชนิดนี้เรียกว่า "นพรัตน์" สมบัติตกทอดของราชวงศ์ที่ประเมินค่ามิได้ความเชื่อตามโบราณราชประเพณี “นพรัตน์” นั้น ถือเป็นสัญลักษณ์ของดาวนพเคราะห์ ถือเป็นของสูง เป็นสิริมงคลแก่ผู้เป็นเจ้าของ ใครมีไว้ก็ล้วนแต่เจริญรุ่งเรืองด้วยประการทั้งปวง เลิศด้วยความดีงามทั้งปวง สมัยโบราณมีแต่เจ้านายชั้นสูงเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้สวมใส่ นอกจากพระปั้นเหน่งนพเก้าแล้ว ยังมีพระปั้นเหน่งอีกหลายองค์ ที่เป็นมรดกตกทองมาจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นสมบัติตกทอดของราชวงศ์ที่ประเมินค่ามิได้ได้แก่พระปั้นเหน่ง ฝังเพชรลูกขนาดใหญ่ ๙ เม็ด พร้อมรัดพระองค์ทองคำฝังเพชร ๒ เม็ดรวมเพชรเม็ดใหญ่ ๑๑ เม็ด พระปั้นเหน่งทับทิมล้อมเพชร ระปั้นเหน่งมหาจักรีประดับเพชร เป็นต้น อนึ่ง เครื่องถนิมพิมพาภรณ์ มาขจากคำว่า“ถนิม” หรือ “สนิม” ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาเขมร แปลว่าเครื่องประดับส่วน พิมพาภรณ์ มาจากศัพท์ภาษาสันสกฤตสองคำ คือ พิมพ์ แปลว่า รูป รูปร่าง แบบ และคำว่า อาภรณ์ แปลว่า เครื่องประดับ ถนิมพิมพาภรณ์ หรือ สนิมพิมพ์พาภรณ์ จึงหมายถึง เครื่องประดับตกแต่งร่างกายดังที่ระบุไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต ว่าเป็นเครื่องประดับโบราณที่แสดงถึงทักษะทางฝีมืออันประณีตวิจิตรของช่างไทยอีกแขนงหนึ่งที่สืบทอดต่อมาเป็นสมบัติทางศิลปะอันล้ำค่าของไทยเครื่องประดับตกแต่งร่างกายหรือถนิมพิมพาภรณ์ที่ปรากฏจากหลักฐานทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศิลปกรรมในผืนแผ่นดินไทยเป็นเครื่องแสดงให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองในอดีต

Read More

11/02/2564

พระราชพิธีสถาปนา “สยามมกุฎราชกุมาร” พระองค์แรกในประเทศไทย


ตำแหน่ง "สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร"เป็น พระอิสริยยศที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ทรงกำหนดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2429 เพื่อเป็นรัชทายาทแทนตำแหน่งพระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคลซึ่งใช้สืบเนื่องมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาทรงแต่งตั้งไว้แล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร จนถึงปัจจุบันมีทั้งหมด 3 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร (สวรรคต) สมเด็จพระบรมอาสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ(รัชกาลที่๖) และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร (รัชกาลที่๑๐) เครื่องประดับพระอิสริยยศประจำตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ในปัจจุบัน ประกอบด้วย พระสุพรรณบัฏพร้อมหีบทองคำลงยา ภปร. ประดับเพชร และพระราชลัญจกร พระอนุราชมงกุฎ พระมาลาเส้าสูงเครื่องทองคำลงยา พระแสงฝักทองเกลี้ยง พระแสงกระบี่สันปรุทองคำลงยาศีรษะนาคสามเศียร พระสังวาลพระนพน้อย พระประคำทองคำ พระดิ่งทองคำสายทอง พระตะกรุดทองคำลงยาประดับเพชรสายทอง พระธำมรงค์นพรัตน์ พานพระศรีทองคำลงยาเครื่องพร้อม พระคนโททองคำลงยาพร้อมพานรอง พระสุวรรณศรีทองคำลงยา หีบพระศรีไม้แดงหุ้มทองคำลงยาพร้อมพานรอง ที่ชงทองคำเครื่องพร้อม กากระบอกทองคำ ในการพระราพิธีสถาปณาสยามมกราชกุมารระองค์แรกมีการบันทึกไว้ว่า วันศุกร์ ที่ ๑๔ มกราคม ๒๔๒๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับ ณ พระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ทรงรับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอฯ จากพระราชยาน สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอฯ ทรงเปลี่ยน พระภูษาฉลองพระองค์ เสร็จแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอฯ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการทรงรับพระกรสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอไปประทับที่พลับพลาหน้าพระที่นั่งชลังคพิมาน ทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการเสร็จแล้วสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ถวายศีล จากนั้น ทั้งสองพระองค์เสด็จลงยังแพยังพระที่นั่งโธรน พราหมณ์ลอยกุ้งทอง กุ้งเงิน กุ้งนาก ปลาทอง ปลาเงิน ปลานาก มะพร้าวงอกทอง มะพร้าวงอกเงิน ที่มุมกรงสำหรับสรงสนาน แล้วจุดเทียนบูชาอวยชัย โหรบูชา พระฤกษ์และลอยบัตรตามกระแสน้ำ เรือเจ้าพนักงานตรวจตราความเรียบร้อยถึงเวลาพระมหามงคลฤกษ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับพระกรสมเด็จ พระเจ้าลูกยาเธอฯ โปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช รับพระกรต่อจากพระหัตถ์นำเสด็จลงจุ่มพระองค์ในกรงสรงสนานพร้อมด้วยมะพร้าว คู่ปิดเงิน ปิดทองถวายให้ทรงโผไปมา ๓ ครั้ง ขณะเดียวกันเจ้าพนักงานประโคมดนตรี พระราชาคณะสวดถวายไชยมงคล กรมพระแสงปืนต้นยิงปืนสัญญาณขึ้นพร้อมกัน เจ้าพนักงานประจำเรือทอดทุ่นล้อมวงยิงปืนใหญ่น้อยขึ้นผลัดเปลี่ยนกันไปจนกว่าจะสิ้นเวลาสรงสนาน ปืนใหญ่ยิงสลุตถวายพระเกียรติแห่งละ ๒๑ นัด การละเล่นสมโภช ก็เล่นขึ้นพร้อมกันครั้นลงสรงสนานพอสมควรแล้วก็เชิญเสด็จขึ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสอดพระธำมรงค์นพรัตน์แก่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอฯ และพระราชทานน้ำพระมหาสังข์ทักษิณาวรรตและพระเต้าเบญจครรภ์ พระมหาสังข์ ๕ พระมหาสังข์ ๓ และพระเต้า จากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ และพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้า ฝ่ายใน และเสนาบดี ถวายน้ำพระพุทธมนต์ พราหมณ์ถวายน้ำกลศ น้ำสังข์ เสร็จแล้วทรงผลัดพระภูษาและแต่งพระองค์ด้วยฉลองภูษาครุย จากนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงส่งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอฯ ประทับบนพระราชยาน ตั้งกระบวนแห่กลับ เสด็จขึ้นสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทครั้นได้มหาพิไชยฤกษ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) เจ้ากรมอาลักษณ์ อ่านประกาศยอพระเกียรติเฉลิมพระปรมาภิไธย สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร

Read More

11/02/2564

เครื่องนมัสการทองทิศกะไหล่ทอง


วัฒนธรรมการเคารพบูชาของไทยนั้นมีความละเอียดอ่อนและแฝงไปด้วยความหมาย และมีความเป็นอารยธรรมในชนชาติ โดยแสดงออกผ่าน “เครื่องนมัสการ” ที่แบ่งเป็นเครื่องนมัสการของหลวง และเครื่องนมัสการของราษฎร์ เครื่องนมัสการของราษฎร์หรือของบุคคลทั่วไปนั้น ประกอบไปด้วย ดอกไม้ ธูป เทียน ซึ่งต่างจากเครื่องนมัสการของหลวง ที่มีการจัดลำดับความสำคัญและรายละเอียดมากกว่า และมีหลายประเภท เช่น เครื่องนมัสการทองใหญ่ เครื่องนมัสการพานทองสองชั้น เครื่องนมัสการทองคำลงยาราชาวดี เป็นต้น แตละประเภทจะใช้ในงานพระราชพิธีที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้มีเครื่องนมัสการที่ ใช้สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินี และผู้แทนพระองค์ ทรงจุดนมัสการหรือจุดนมัสการพระพุทธรูป ตามพระอารามและใช้ทอดในการทรงวางพวงมาลาที่พระบรมราชานุสรณ์ต่าง ๆเรียกว่าเครื่องนมัสการทองทิศกะไหล่ทอง เครื่องนมัสการทองทิศกะไหล่ทอง ทำด้วยกะไหล่ทองประกอบด้วยเชิงกะไหล่ทอง ๑๐ เชิง สำหรับปักธูปไม้ระกำ ๕ เทียน ๕ และพานกะไหล่ทอง ๑๐ พาน สำหรับใส่พุ่มข้าวตอก ๕ พุ่มดอกไม้ ๕ ตั้งบนโต๊ะเท้าสิงห์ฉลุลายอย่างจีนลงรักปิดทองการกะไหล่ คือกรรมวิธีการเคลือบโลหะด้วย “ทองคำหรือเงิน” โดยการใช้ปรอทมาละลายทองคำหรือเงินให้เป็นของเหลว แล้วทาลงบนโลหะที่ต้องการจะเคลือบ จากนั้นก็ไล่ปรอทออกโดยการใช้ความร้อน จะพบการกะไหล่ในงานต่างๆเช่น พานกะไหล่เงิน พานกะไหล่ทองคำสร้อยสังวาลกะไหล่ทองคำ เป็นต้นการกะไหล่ทองคำแตกต่างจากการชุบด้วยทองคำ เพราะการกะไหล่ทองคำจะใช้น้ำหนักทองคำมากกว่า และจะต้องนำทองคำมาผสมกับปรอททำให้ทองคำละลายกลายเป็นของเหลวแล้วจึงนำไปเคลือบบนผิวของโลหะที่จะกะไหล่ ส่วนการชุบทองเป็นการชุบเคลือบผิวโลหะด้วยไฟฟ้า ซึ่งทุกวันนี้ไม่มีช่างทำงานกะไหล่ทองแล้ว เนื่องจากต้องทำงานกับสารปรอทซึ่งเป็นสารพิษที่ร้ายแรง ถ้าสูดดมมากๆจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย งานกะไหล่ทองที่หลงเหลืออยู่จึงเป็นงานเก่าที่สะสมไว้ นอกจากจะพบในข้าวของเครื่องใช้ต่างๆแล้ว ยังพบวิธีการทำกระไหล่ทอง อย่างแพร่หลายในวงการพระเครื่อง ร่วมกับการเปียกทอง และการชุบทอง ซึ่งคุ้นเคยกันดีสำหรับนักสะสมพระเครื่องโดยพระเครื่องที่ผ่านกรรมวิธีกะไหล่ทอง จะมีลักษณะผิวทองบางๆ และมักติดไม่ทั่วองค์พระ ส่วนที่ถูกสัมผัสจะเห็นผิวสีขาวจากตะกั่วที่ทาก่อนเป่าแผ่นทองติดลงไปข้อมูล : เพจหอสมุดพิกุลศิลปาคาร

Read More

14/01/2564

เครื่องประดับกับอารยธรรมต่างๆ ในดินแดนอเมริกาใต้


ทวีปอเมริกาใต้เป็นแหล่งอารยธรรมดั้งเดิมหลายยุคสมัย มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและทรัพยากรณ์ธรรมชาติ จนมีคำเล่าลือว่าอเมริกาใต้ อุดมสมบูรณ์ด้วยทองคำ เงินและโลหะอื่นๆและผู้คนในยุคต่างๆรู้จักนำแร่ธาตุเหล่านี้และวัสดุต่างๆมาทำเป็นเครื่องประดับมานานนับพันปีแล้ว โดยมีรูปแบบแตกต่างกันไปตามัฒนธรรมและความเชื่อนแต่ละยุคสมัย ยุคอารยธรรมพรีโคลัมเบียน มีจุดศูนย์กลางอยู่บริเวณตอนกลางของอเมริกาเมื่อประมาณ 2,200 ปีมาแล้ว เรียกว่า“ชาวเมโสอเมริกา” (Meso-America)และขยายอาณาเขตไปถึงตอนกลางของแม็กซิโก อารยธรรมพรีโคลัมเบียน นับถือเทพเจ้าหลายองค์ เช่นเดียวกับกรีกและโรมัน ศิลปะในยุคนี้สะท้อนออกมาโดยเลียนแบบธรรมชาติเช่น ต้นไม้ สัตว์ และปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ฝน ลม ดวงอาทิตย์ เป็นต้น ในยุคนี้ที่มีโลหะมีค่ามากมาย ทั้งทองแดง ทอง เงิน และโลหะผสมอัลลอยด์ และยังมีการทำลูกปัด จากเปลือกหอย ดินเผา หยก และอัญมณีหลายชนิด เช่นTurquoise,Obsidian,Lapis Lazuliชาวเมโสอเมริกันนิยมใส่เครื่องประดับบนใบหน้า ทั้งชายหญิง ทั้งที่จมูก ริม ฝีปากและหู อีกทั้งยังสวมหน้ากาก ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อเปลี่ยนให้ผู้สวมใส่กลายเป็นตัวแทนของเทพเจ้า ซึ่งหน้ากากนั้นมักตกแต่งอย่างสวยงามด้วยหยก เทอร์คอยส์ หรือมุกที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ มีการขุดพบหลุมฝังศพที่ใส่หน้ากากที่ทำจากทองคำหรือทองแดงที่เรียกว่าdeath maska อยู่ที่มัมมี่ด้วยยุคอารยธรรมในโมเชของชาวเปรู รูปแบบของศิลปมีลักษณะลวดลายที่ซับซ้อนซึ่งสะท้อนออกมาในงานสถาปัตยกรรมและ ชิ้นงานศิลปะที่ทำจากเซรามิคและโลหะทองคำ มีการใช้อักษรภาพที่เขียนลงบนกระเบื้องดินเผา เพื่อบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิต ประเพณี พิธีกรรมต่างๆ ศิลปะแบบเปรูมีการประดับตกแต่งด้วยหินและอัญมณี เช่นTurquoise ,Chrysocolla, Jade,LapisLazuli ,Pearl ,obsidianรวมทั้งเปลือกหอยยุคอารยธรรมมายันให้ความสำคัญกับเครื่องประดับของกษัตริย์ที่แสดงถึงสถานะภาพในสังคม สร้อยคอรูปสัตว์เป็นที่นิยม รวมทั้งเครื่องประดับศีรษะก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่แสดงถึงอำนาจ นอกจากนี้ยังมีหน้ากากที่ทำจากทองคำ หินออบซิเดียน ไม้ หรือแม้กระทั่งเปลือกหอยโดยด้านในจะกรุด้วยหยกที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ยุคอารยธรรมอินดาเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้รุ่งเรืองเป็นระยะเวลายาวนานนัก เนื่องจากการบุกรุกของนักสำรวจชาวสเปน ชาวอินดามีความชำนาญในการทำเครื่องประดับจากทองคำการทำหน้ากากเป็นรูปสัตว์ และเครื่องประดับอื่นๆ

Read More

14/01/2564

วิวัฒนาการเครื่องประดับ ตอนที่ 2


จากยุคอียิปต์โบราณ มาสู่ยุคจีน เครื่องประดับมีวิวัฒนาการเรื่อยมาจนมาถึงยุคยุคเมโสโปเตเมีย ที่เครื่องประดับส่วนใหญ่ยังคงทำมาจาก บรอนซ์ ทอง เงิน และโลหะอัลลอยด์ ในขณะที่อัญมณีต่างๆ เช่นอาเกตAgate แคลเซโดนี (Chalcedony) คาร์เนเลี่ยน (Carnelian) แจสเปอร์ (Jasper) โอนิคส์(Onyx )ลาพิส ลาซูลี่ (Lapis Lazuli)และซาร์โดนิกซ์ (Sadonyx)จะถูกนำเข้ามาจากอนาโทเลีย อียิปต์ และเปอร์เซียลวดลายของเครื่องประดับในยุคเมโสโปเตเมียนิยมทำเป็นลวดลายธรรมชาติเช่น ใบไม้ กิ่งไม้ พวงองุ่นและรูปทรงกรวย หรือรูปก้นหอย มีการนำเทคนิคการเคลือบ การแกะสลักเข้ามาใช้ในงานออกแบบ ทำให้เกิดลวดลายละเอียดสวยงาม เครื่องประดับในยุคนี้ นอกจากการทำขึ้นเพื่อใช้ประดับ เพื่อความสวยงามแล้ว ยังมีการทำเป็นรูปเคารพ หรือสัญลักษณ์ของเทพเจ้า เพื่อใช้บูชา ยุคอารยธรรมกรีกโบราณนี้ เครื่องประดับที่ทำมาจากทองและอัญมณีมีค่ามีมาตั้งแต่ช่วงปลายของยยุคสำริด (Bronze Age) นอกจากนี้ยังนิยมใช้งาช้างแกะสลักเป็นเครื่องประดับอีกด้วย ส่วนลวดลายของเครื่องประดับได้รับอิทธิพลมาจากยุคอียิปต์โบราณและเริ่มมีการทำจี้เป็นครั้งแรในยุคนี้ ในช่วงแรกๆเครื่องประดับของชาวกรีกจะทำแบบเรียบง่าย แต่เมื่อเวลาผ่านไปรูปแบบจะเพิ่มความซับซ้อนและใช้เทคนิคที่สูงขึ้น ชาวกรีกโบราณนิยมใส่สร้อยคอและต่างหูระย้าที่ประดับด้วยอัญมณี โดยทำเป็นรูปนกพิราบหรือเทพErosและ เทพNike ยุคอินเดีย ดินแดนชมพูทวีปนั้นเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุต่างๆมีชื่อเสียงไปทั่วโลกในเรื่องความมั่งคั่ง และเรืองอำนาจโดยเฉพาะในสมัยอาณาจักรKushanมีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าผ่านเส้นทางสายไหม ที่เชื่อมโยงการค้าระหว่าง จีน อินเดีย และโลกตะวันตกมีการใช้เงินเหรียญที่มีสัญลักษณ์ เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนในสมัยอาณาจักรMughalซึ่งมีความมั่งคั่งร่ำรวยมาก ทุกอย่างที่มหาราชาสร้างขึ้นไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ ล้วนแสดงภาพลักษณ์ของความมั่งคั่งหรูหรา ในยุตแรกเครื่องประดับส่วนใหญ่ทำจากโลหะลูกปัด เปลือกหอย และการแกะสลักหิน โดยลูกปัดนั้นทำจากอัญมณี เช่น Agate,Amrthyst,Carnelian,Lapis Lazuli,และTurquoiseต่อมาเริ่มมีการใช้บรอนซ์ ทองแดง เงินและทอง ทำเป็นสร้อยคอ และเครื่องประดับศีรษะและเครื่องประดับอื่นๆ โดยมีการประดับตกแต่งด้วยโลหะที่หล่อเป็นรูปต่างๆ เซรามิค ดินเผา เปลือกหอย และงาช้างแกะสลัก

Read More

14/01/2564

วิวัฒนาการเครื่องประดับ ตอนที่ 1


มนุษย์รู้จักการใช้เครื่องประดับก่อนการประดิษฐ์ตัวอักษร มีการพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายว่ามนุษย์ในยุคหินรู้จักการประดับตกแต่งกายด้วยวัสดุต่างๆเช่น ฟันหรือกระดูกของสัตว์ เปลือกหอยหิน ไม้ จนมาถึงอัญมณีและทองคำในยุคต่อๆมา โดยมีการออกบแบและประดิดประดอยทำให้วัสดุธรรมชาติกลายเป็นเครื่องประดับที่สวยงาม เครื่องประดับยุคแรกของโลก นำมาใช้โดยชาวอียิปต์โบราณ แร่ธาตุที่นิยมนำมาใช้ในการทำเครื่องประดับคือ ทอง เงิน และบรอนซ์ โดยนำมาผสมผสานกับอัญหลากหลายชนิด เช่นคาร์เนเลี่ยน (Carnelian),แจสเปอร์ (Jasper) อัญมณีในตระกูลควอตซ์ ,ลาพิส ลาซูลี (Lapis Lazuli)อัญมณีสีน้ำเงินเข้มซึงมีความสำคัญ และมีความผูกพันกับอารยธรรมความเชื่อของมนุษย์มานานหลายพันปี ,มาลาไคต์(Malachite) หรือแร่ทองแดง ,แก้วหินผลึก (Rock Crystal) เป็น ควอตซ์ ไร้สี โปร่งใส และ เทอร์ควอยซ์(Turquoise) เป็นอัญมณีสีเขียวและฟ้า เครื่องประดับทุกชิ้นถูกออกแบบอย่างงดงาม มีสัญลักษณ์ที่มีความหมาย สื่อถึงเทพเจ้า ตัวแทนความศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ ทั้งนี้ชาวอียิปต์โบราณทั้งชายและหญิงจะสวมเครื่องประดับเพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงความมั่งคั่งร่ำรวยและปกป้องสิ่งชั่วร้าย และเมื่อตายไปแล้ว ก็มีการฝั่งทรัพย์สมบัติลงไปในหลุมฝั่งศพด้วยชาวจีนเป็นอีกชนาติหนึ่งที่เริ่มทำเครื่องประดับมานานกว่า 5,000 ปี และมีการพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งลวดลายที่ละเอียดอ่อนและฝีมือการทำ โดยยังเน้นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อและการนำไปใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งมังกรและหงส์เป็นลายที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในยุคแรกเครื่องประดับของชาวจีนมักทำจาก เงิน ทอง และบรอนซ์ ภายหลังสิ่งที่ทำมีค่าและเป็นที่นิยมใช้มากกว่าคือ“หยก” เนื่องจากมีทั้งความสวยงาม และคงทน หยก ถูกใช้เป็นเครื่องรางที่ช่วยป้องกันผู้สวมใส่ สุภาษิตจีนโบราณกล่าวไว้ว่า“ทองนั้นประเมินค่าได้ แต่หยกนั้นมีคุณค่ามากจนไม่สามารถประเมินได้”ชาวจีนทั้งชายและหญิงนิยมสวมใส่เครื่องประดับ เพื่อแสดงถึงสถานภาพและความมั่นคง ผู้หญิงนิยมสวมเครื่องประดับที่ศีรษะสร้อยคอและแหวนเพื่อความสวยงาม ส่วนผู้ชายนิยมสวมเครื่องประดับ เพื่อเป็นเครื่องรางและเครื่องประดับส่วนตัว สิ่งเหล่านี้จะถูกนำไปฝังพร้อมกับเจ้าของเมื่อเสียชีวิต เพื่อเป็นเครื่องรางปกป้องหลังความตาย สำหรับพระศพของจักรพรรดิและจักรพรรดินีจะถูกฝังในสุสานโดยสวมชุดที่ทำจากหยกทั้งชุด

Read More

14/01/2564

ทองคำขาว ทองขาว ...ขาวเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน


ในการทำเครื่องประดับจากอัญมณีมีค่าอย่างเพชร ทับทิม หรือพลอยสี นิยมทำตัวเรือนสีขาวมากกว่าสีเหลือง เพื่อขับเน้นอัญมณีให้เปล่งประกายมากขึ้น นักออกแบบจึงมักเลือกทองคำขาว หรือทองขาวมาทำตัวเรือนมากกว่าทองคำ ไม่ว่าจะเป็นแหวน กำไล เข็มกลัด หรือจี้คำถามที่ตามมาคือ แล้วทองคำขาวและทองขาวต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร มีจุดเด่นจุดด้อยตรงไหน และราคาเท่ากันหรือต่างกันหรือไม่ บทความนี้จะมาช่วยไขข้อข้องใจเหล่านี้ทองคำขาว เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า แพลทินัม (Platinum) มีเนื้อคล้ายกับทองคำ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเหมือนกัน ต่างกันตรงที่มีชื่อสายแร่ธาตุคนละตัว ทองคำขาวมีสีขาวเงินบริสุทธิ์ แวววาว และเป็นแร่ธาตุที่หายากมากกว่าทองคำถึง 30 เท่า มีความแข็งแรงทนทาน ไม่บุบหรือยุบง่ายมีคุณสมบัติแวววาว ขาวใส ยาวนาน จึงนิยมนำมาใช้ทำเป็นเครื่องประดับ โดยเฉพาะทำตัวเรือน เพราะจะส่งให้เพชรหรืออัญมณีมีความโดดเด่น แวววาว สะดุดตามากกว่าโลหะประเภทอื่นๆ ทองขาว หรือ ไวท์โกลด์ (White gold) ได้จากการผสมทองคำบริสุทธิ์กับโลหะสีขาว เช่น เงิน โดยจะผสมในอัตราส่วนที่โลหะหรือทองขาวออกมาในโทนขาวมากที่สุด หลังจากนั้นจะทำการเคลือบผิวด้วยโลหะสีขาวที่เรียกว่า "โรเดียม" อีกชั้น เพื่อให้ผิวเงางาม แวววาว ดูคล้ายกับทองคำขาวมากที่สุด แต่ทองขาวจะสวยงามในระยะแรกเท่านั้น เนื่องจากตัวโลหะเคลือบจะหลุดออกตามการใช้งานได้รวดเร็วมาก จึงต้องอาศัยการชุบโรเดียมทุกๆ 2-3 ปี เพื่อให้ตัวเรือนมีความสวยงาม แวววาวอยู่เสมอเครื่องประดับที่ทำจากทองขาวมีคุณสมบัติ คงทน เก็บได้นาน ไม่ลอกไม่ดำมีความเงางาม เมื่อสวมใส่หรือขัดเช็ดถูก็จะยิ่งเงาแวววาวมากขึ้น และมีความทนทานมากกว่าทองคำ 100% เพราะมีส่วนผสมของโลหะที่แข็งแรงกว่าเข้าไปด้วยเมือเทียบราคาระหว่างทองคำขาและทองขาว จะพบว่า ทองขาวมีราคาที่ถูกกว่าทองคำขาวหรือแพลทินัมอยู่มากเพราะหาได้ง่าย ทั้งนี้ราคาขึ้นอยู่กับส่วนผสมหรือเปอร์เซ็นต์ของโลหะที่ผสมเข้าไปหากผสมเงินมากราคาก็จะสูงตามไปด้วย ส่วนทองคำขาวจะมีราคาค่อนข้างแพง เพราะอย่างที่บอกว่าหายากมากกว่าทองคำถึง 30 เท่า มูลค่าจึงสูงกว่าทองขาวอยู่หลายเท่าตัวในส่วนของการดูแลทำความสะอาดทองคำขาว เพียงใช้น้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดก็ช่วยให้ตัเรือนมีประกายระยิบระยับ และเป็นเงาแวววาวได้แต่หากเกิดริ้วรอยจากการใช้งาน ก็สามารถซ่อมแซมให้ดีเหมือนเดิมได้โดยการขัดเงา หรือนำไปชุบโรเดียมเพิ่มความเงางาม ก็จะเหมือนใหม่อีกครั้ง การดูแลทำความสะอาดทองขาว จะเกิดรอยขีดข่วนบนพื้นผิวได้ยากกว่าทองคำขาว เพราะส่วนผสมของแร่โลหะมีความแข็งแรงทนทาน จึงไม่เป็นรอยมากนักแต่เมื่อใช้ไปสักระยะ สีที่ได้จากการชุบตัวเรือนจะมีการหลุดลอกออกไปบ้างตามการใช้งาน ซึ่งอาจมองเห็นสีเหลืองอ่อน ๆ จากทองคำที่อยู่ภายใน จึงต้องมีการชุบตัวเรือนใหม่อยู่เสมอ

Read More

14/01/2564

คุณรู้จักทองK จริงๆแล้วหรือยัง?


ทองคำ มีหน่วยวัดค่าความบริสุทธิ์ด้วยกะรัต หรือไฟน์เนส(karat or fineness)โดยทองคำบริสุทธิ์หรือทอง100%จะเท่ากับ24กะรัตหรือ1,000ไฟน์ แต่คนไทยจะเรียกกะรัตหรือKarat สั้นๆว่า“K”หรือทองK ดังนั้นทอง100%ก็คือทอง24k ที่บ้านเราได้ยินบ่อยๆ คือทอง18K ซึ่งก็คือทองคำ18กะรัต หมายถึงโลหะที่มีทองคำผสมอยู่18ส่วน อีก6ส่วนเป็นโลหะชนิดอื่น เช่นอาจเป็น เงิน ทองแดง หรือนิกเกิล แต่ถ้าวัดหน่วยเป็นไฟเนสก็คือทองคำ750ไฟน์ ห รือ75เปอร์เซ็นต์นั่นเอง ทองเคนั้นในเมืองไทยไม่ค่อยได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ แต่ในต่างประเทศนิยมนำทองเคมาทำเป็นเครื่องประดับ เพราะมีสีสันสวยงาม เช่นทอง Pink gold หรือ Rose gold เป็นต้น ซึ่งทองเคจะมีตราประทับ(Hallmark) เพื่อบ่งบอกชนิดของทองแต่ละประเภทได้แก่ – 8K, 8ctหรือ333 ได้รับความนิยมบ้างในกลุ่มประเทศยุโรป– 9K, 9ctหรือ375 ได้รับความนิยมในฝั่งอังกฤษและออสเตรเลีย – 10K, 10ctหรือ416 ได้รับความนิยมในประเทศสหรัฐอเมริกา – 12K, 12ctหรือ500 ส่วนใหญ่จะเป็นนาฬิกาเก่า ไม่ค่อยเห็นนำมาทำเครื่องประดับกัน – 14K 14ctหรือ585 (นิยมกันในตลาดเอเชีย และตลาดต่างประเทศรวมถึงในประเทศสหรัฐอเมริกา)– 18K, 18ctหรือ750 เป็นมาตรฐานทองขั้นต่ำสำหรับขายในอิตาลี เป็นที่นิยมมากที่สุด– 22K, 22ctหรือ916 คนไทยเรียกทอง90ชอบเอามาทำ แหวน กรอบพระต่างๆ – 24K, 24ctหรือ1000 หรือทองบริสุทธิ์ ซึ่งอ่อนเกินไปสำหรับการผลิตเครื่องประดับสำหรับสวมใส่ส่วนในประเทศไทยมาตรฐานทองคำที่ใช้อยู่คือทอง965 ตราประทับนั้นสามารถบอกได้ถึงความบริสุทธิ์ของทอง สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า บนเครื่องประดับ เช่น สร้อยคอและสร้อยข้อมือมักจะมีตราแสตมป์อยู่บริเวณตะขอเกี่ยวหรือข้อต่อ ส่วนแหวนและกำไลจะอยู่บริเวณใต้ท้องเรือน แต่ถ้ามีอักษร EP,GP.HGP (Electro plate, gold plate, hard gold plate ให้ระวัง เพราะอาจหมายความว่าเครื่องประดับชิ้นนั้นเป็นทองชุบก็ได้ ส่วนที่มีคนตั้งข้อสงสัยว่าทองเหลือง (brass) กับ ทองเคสีเหลือง ( yellow gold) เหมือนหรือต่างกันอย่างไร อะไรมีค่ามากกว่า ทองเหลือง ชุบทอง เมื่อทองลอกออกมาภายในก็ยังเป็นสีทอง เพราะเป็นทองเหลือง ส่วนทองเคเมื่อชุบทองแล้ว นานไปสีก็จะจางออกและเนื้อแท้ด้านในจะแสดงให้เห็นสีจริงของเนื้อทองเค แต่ไม่ว่าข้างในจะสีขาวหรือชมพู ก็ยังเป็นทองเค ซึ่งมีส่วนผสมของทองคำแท้ เป็นโลหะมีค่าซื้อขายได้ มีราคากว่าทองเหลืองชุบทองแน่นอน

Read More

14/01/2564

ผลกระทกับธุริจ ทองคำ หลังวิกฤติโควิด-19คลี่คลาย


ผู้เชี่ยวชายวิเคราะห์ว่าหลังเหตุการณ์ COVID-19 คลี่คลายอย่างสมบูรณ์ธุรกิจหลายอย่างได้รับผลระทบ จึงต้องมีการปรับตัว หนึ่งในนั้นคือธุรกิจทองคำในธุรกิจทองคำ โควิด-19 ส่งผลโดยตรงต่อร้านทองเพราะกระแส New Normal จะทำให้เกิดการซื้อขาย Online เพิ่มข้น ที่จากเดิมเติบโตอยู่แล้ว กลายเป็นเติบโตมากขึ้นไปอีก เนื่องจากความกังวลของประชาชนที่ไม่ค่อยอยากจะออกไปสถานที่ที่แออัด ทำให้ร้านทองเองก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน แต่จะทำอย่างไรให้ผู้ที่ต้องการซื้อขายทองคำเกิดความเชื่อมั่นกับทางร้านเนื่องจากทองคำเป็นสินค้าที่มีราคาสูง อีกทั้งการสร้างความมั่นใจเรื่องการรักษาข้อมูลของลูกค้าก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน นอกจากนี้โควิด-19 ยังมีส่วนสำคัญต่อการขึ้น-ลงของราคาทองคำ ซึ่งนักลงทุนต้องปรับตัว โดยเราจะเห็นราคาทองคำในระยะสั้นที่จะเคลื่อนไหวในระดับ 50 – 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์จนเป็นเรื่องปกติซึ่งก็คือความผันผวนของราคาทองคำนั่นเอง ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ในการเก็งกำไรของแต่ละคน แต่สิ่งสำคัญคือตลาดที่มีความผันผวนสูงแบบนี้การวางแนวทางในการบริหารเงินทุน(Money Management)และการใช้ Margin Trade มีความจำเป็นอย่างมาก เพราะถ้าไม่มีการจัดการการเงินให้ดี ก็มีโอกาสสูงมากที่จะทำให้นักลงทุนสูญเสียเงินที่นำมาลงทุนได้ส่วนแนวโน้มราคาทองคำในระยะกลางถึงยาวนั้นมีโอกาสขึ้นต่อได้อีกเนื่องจาก COVID – 19 ทำให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบหนักจนธนาคารกลางทั่วโลกต่างพากันลดดอกเบี้ย ทำให้ผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรต่ำมาก ทำให้ความน่าสนใจในตลาดพันธบัตรลดลง ขณะที่ตลาดหุ้น ก็ไม่ค่อยสดใสนัก กว่าจะฟื้นตัวอาจต้องใช้เวลาเป็นปี ดังนั้นตลาดทองคำจึงดูน่าสนใจกว่าตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น นอกจากนี้ การทำ QE ของสหรัฐอเมริกาหรือการพิมพ์เงินออกมาเท่าไรก็ได้ตามที่เค้าต้องการ ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐด้อยค่าลง ทองคำก็จะมีค่ามากขึ้น ดังนั้นในระยะกลางถึงยาว ทองคำยังคงมีช่องว่างในการขึ้นราคาได้อีกเพราะฉะนั้นอยากให้มองว่าช่วงหลัง COVID-19 ไม่ได้มีเพียงวิกฤตเท่านั้น แต่หากเรามองโอกาสของนักลงทุนทองคำหรือผู้ประกอบการณ์ในธุรกิจนี้ก็พอจะมีทางออกของสถานการณ์นี้ได้ข้อมุล : InterGold

Read More

14/01/2564

แสตมป์ทองคำ ชุดแรกในรัชกาลที่10


บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จัดทำตราไปรษณียากร หรือ แสตมป์ทองคำเพื่อเป็นที่ระลึก 3 ชุดพิเศษ เป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ให้ประชาชนได้จับจองเป็นเจ้าของที่ไปรษณีย์ไทยทุกแห่งทั่วประเทศ และทางช่องทางออนไลน์ตราไปรษณียากรที่ระลึก 3 ชุดพิเศษนี้ ได้แก่ “ฉัตรมงคล ชุด 1” เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4 พฤษภาคม 2562 ประกอบลวดลายไทยดอกรวงผึ้งและอักษรพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. พิมพ์ฟอยล์ทองคำ 22 กะรัต และพิมพ์ฟอยล์สีน้ำเงินดุนนูน ซึ่งนับเป็นแสตมป์ทองคำชุดแรกในรัชกาลที่ 10 ราคาดวงละ 100 บาท (เต็มแผ่น 4 ดวง ) ซองวันแรกจำหน่าย 118 บาท“ฉัตรมงคล ชุด 2” เป็นภาพเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ อันได้แก่ พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกร วาลวิชนี (พัดและแส้) และฉลองพระบาทเชิงงอน 5 แบบ 5 ดวง ราคาดวงละ 5 บาท (เต็มแผ่น 10 ดวง) ซองวันแรกจำหน่าย 39 บาทและชุด 120 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จย่า” ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์แก่ราษฎร เป็นพระฉายาลักษณ์เมื่อครั้งฉลองพระชนมายุครบ 6 รอบ ในปี 2515 ชนิดราคา 3 บาท (เต็มแผ่น 10 ดวง) ซองวันแรกจำหน่าย 14 บาท เป็นภาพดอก “นครินทรา” พรรณไม้ในพระนามโดย แสตมป์ทั้งสามชุดออกจำหน่ายตั้งแต่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่ไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศ พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร และทางออนไลน์ ผ่านแอปหรือเว็บไซต์www.thailandpostmart.comสอบถามเพิ่มเติมฝ่ายบริหารประสบการณ์ลูกค้าบริการไปรษณีย์ โทร. 0 2573 5480, 0 2573 5463 พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสามเสนใน โทร. 0 2271 2439

Read More

14/01/2564

ราคาทอง ปัจจัยสำคัญของการ เพิ่ม-ลด การถือครองทองคำ


ราคาทองคำในตลาดโลก เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเพิ่มการถือครองหรือเทขายทองคำที่มีอยู่ในครอบครองของกองทุนกองทุน ETF ทองคำ และธนาคารกลางทั่วโลกจากการรายงานของสภาทองคำโลก(WGC) พบการเคลื่อนไหวของกองทุน ETF ที่ลงทุนในทองคำทั่วโลก ในเดือนพฤศจิกายนว่า มีการถือครองทองคำและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ใกล้เคียงลดลง 107 ตัน ส่งผลให้เป็นเดือนที่มีทองคำไหลออกสุทธิครั้งแรกในปีนี้โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้กองทุน ETFทองคำได้ซื้อทองคำสุทธิ 916 ตัน ส่งผลให้ยอดการถือครองทองคำรวมทั่วโลกอยู่ที่ 3,793 ตัน หรือประมาณ 2.15 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาพบว่า กองทุน ETF ทองคำในอเมริกาเหนือมีทองคำไหลออก 62.3 ตัน ส่วนกองทุน ETFทองคำในยุโรปมีทองคำไหลออก 42.4 ตัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงต่อเนื่องทั้งนี้กองทุน ETF ทองคำและผลิตภัณฑ์อื่นที่ใกล้เคียง ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในตลาดทองคำนับตั้งแต่ที่มีการเปิดตัวเมื่อปี 2546 และได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยและภาคสถาบันก่อนหน้านั้นในช่วงไตรมาสที่3 ของปี2563 ช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด สภาทองคำโลก (WGC) ได้รายงานว่า ธนาคารกลางทั่วโลกขายทองคำเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2553 โดยเฉพาะธนาคารกลางของประเทศผู้ผลิตทองคำที่ใช้โอกาสในช่วงที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เทขายทองคำเพื่อระดมเงินสดไว้ใช้ในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19ข้อมูลจาก WGC ระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกขายทองคำรวมกันทั้งสิ้น 12.1 ตันในไตรมาส 3/2563 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ธนาคารกลางเข้าซื้อทองคำในปริมาณ 141.9 ตัน โดยธนาคารกลางอุซเบกิสถานและตุรกีนำทองคำออกมาขายมากที่สุด ที่ 34.9 ตันและ 22.3 ตัน ตามลำดับ

Read More

14/01/2564

‘ทองตำตัว’ ทุเรียนชื่อแปลก ของดีเมืองพังงา


ที่จังหวัดพังงา มีทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองที่ได้รับการยอมรับว่ารสชาติดีไม่แพ้ใครชื่อว่า “ทองตำตัว” นอกจากรสชาติดีแล้วยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีสีเหลืองทอง เนื้อละเอียด เม็ดลีบ เปลือกบาง ผลดกและหากินยาก ปีหนึ่งจะได้กินกันแค่ในช่วงเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคมเท่านั้น และเนื่องจากมีผลผลิตไม่มากจึงเป็นที่ต้องการของนักชิม เรียกว่าต้องยืนรอใต้ต้นกันเลยทีเดียวทุเรียนชื่อแปลกนี้ มีที่มาจากลักษณะพิเศษของเนื้อทุเรียนที่มีสีทองสุกอร่าม เอามาผสมกับชื่อตำบลที่ปลูกทุเรียนพันธุ์นี้ คือ ต.ตำตัว อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา จึงกลายมาเป็นชื่อ “ทองตำตัว” ซึ่งปัจจุบันมีคนปลูกกันไม่มาก ที่มีชื่อเสียงก็คือที่สวนของลุงบุญชู ตั้งทรัพย์ วัย 78 ปีเจ้าของสวนทุเรียน ใน จ.พังงา ซึ่งก็มีทุเรียนพันธุ์นี้แค่ 3 ต้น ต้นหนึ่งมีอายุมากถึง 30 ปี ในแต่ละปีให้ผลผลิตราวต้นละ 600 ผลเท่านั้น ด้วยเหตุนี้การจะเป็นเจ้าของทุเรียนทองตำตัว จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเจ้าของสวนเขาไม่รับจองและไม่ตัดขาย ใครอยากได้ไปรับประทานต้องไปยืนเฝ้าใต้ต้นรอให้ผลทุเรียนร่วงลงมาเองจึงจะได้กิน ส่วนใหญ่จึงนิยมซื้อไปเป็นของขวัญของฝากเจ้านายหรือญาติผู้ใหญ่มากกว่ากินเอง อีกทั้งทุเรียน“ทองตำตัว” ยังได้รางวัลชนะเลิศทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านในงานเกษตรแฟร์ จ.พังงา ยิ่งทำให้ได้รับความนิยมมากขึ้นจนผลผลิตไม่พอขาย แต่ถึงกระนั้นเจ้าของสวนก็ไม่ได้ฉวยโอกาสขึ้นราคาแต่อย่างใด ยังขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 100-180 บาทเท่านั้นลุงบุญชูเล่าว่า ที่ไม่อยากรับจองเพราะไม่รู้ว่าผลผลิตแต่ละปีจะมากน้อยแค่ไหน และการส่งทุเรียนให้ลูกค้าก็ไม่สะดวก ฃ เพราะเป็นผลไม้ที่มีกลิ่น บางคนอาจไม่ชอบ สู้ให้คนซื้อมารอที่หน้าสวนเลยจะดีกว่า ซึ่งเมื่อก่อนก่อนที่ทุเรียนพันธุ์นี้จะชนะเลิศพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านในงานเกษตรพ่อค้าแม่ค้ามักมาขอซื้อที่หน้าสวนไปหมดจนชาวบ้านในท้องถิ่นไม่ค่อยได้กิน จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีให้มายืนรอใต้ต้นถ้าจังหวะพอดีกับที่ทุเรียนร่วงก็ได้กิน เพราะเขาปล่อยให้ร่วงเองตามธรรมชาติ ดังนั้นการจะได้กินทุเรียน”ทองตำตัว”อาจต้องรอข้ามปีกันเลยทีเดียว

Read More

14/01/2564

โอกาสทองของไทย เมื่อUK ลดภาษีนำเข้าเครื่องประดับ


ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป สหราชอาณาจักรหรือยูเค จะใช้กฎระเบียบการนำเข้าและอัตราภาษีใหม่กับสินค้าหลายรายการ รวมถึงเครื่องประดับและอัญมณี ซึ่งมีอัตราภาษีลดลง โดยเฉพาะเครื่องประดับเงินและเครื่องประดับทอง มีภาษีนำเข้าลดลงจาก 2.5% เหลือ 2% จึงเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการไทยที่จะมีโอกาสขยายการค้าสินค้าทั้งสองประเภทในตลาดยูเคได้เพิ่มขึ้น สหราชอาณาจักรเป็นตลาดส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสำคัญของไทยมานานนับทศวรรษ จากข้อมูลสถิติการค้าของกรมศุลกากรพบว่า ในเดือนมกราคม-ตุลาคม 2563 ยูเคเป็นตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ในอันดับที่ 12 ของไทย และหากพิจารณาการส่งออกเฉพาะเดือนตุลาคม 2563 พบว่า สหราชอาณาจักรเป็นตลาดส่งออกในอันดับที่ 7 ของไทย สินค้าส่งออกหลักไปยังตลาดนี้เป็นเครื่องประดับทอง ในสัดส่วนราว 45% รองลงมาเป็นเครื่องประดับเงิน ด้วยสัดส่วนราว 33% โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าเครื่องประดับทองเป็นอันดับ 7 และเครื่องประดับเงินเป็นอันดับ 4 ในตลาดสหราชอาณาจักรซึ่งเมื่อเทยลอัตราภาษีนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับอัตราใหม่กับปัจจุบันพบว่าหลายรายการยังคงเหมือนเดิมและหลายรายการมีอัตราภาษีลดลง (ดังตาราง) พิกัดรายการอัตราภาษีนำเข้า (%)อัตราภาษีเดิม (ก่อน31/12/63)อัตราภาษีใหม่(1/1/64)7101ไข่มุก007102เพชร007103พลอยสี007108ทองคำ007113เครื่องประดับแท้2.5-42-47114เครื่องทองหรือเครื่องเงิน227115ของอื่นๆทำหรือหุ้มด้วยของมีค่า0.30.27116ของทำด้วยไข่มุกและรัตนชาติ0-2.50-27117เครื่องประดับเทียม44การที่สหราอาณาจักรลดภาษีนำเข้าสำหรับเครื่องประดับทองและเครื่องประดับเงินลง จึงเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการไทย แต่อย่างไรก็ดี สหราชอาณาจักรก็ได้มีการปรับปรุงกฎระเบียบการนำเข้าสินค้าใหม่ด้วย ผู้ประกอบการจึงควรศึกษากฎระเบียบการนำเข้ารวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวอังกฤษให้มากขึ้น เพื่อจะได้ผลิตสินค้าได้ตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายด้วย

Read More

07/01/2564

การใช้แต้มเพื่อแลกของรางวัล


ห้างทอง เอ เอ เยาวราช ได้มีกิจกรรมพิเศษ สำหรับลูกค้าคนสำคัญของเราที่เข้ามาใช้บริการในเรื่อง การซื้อทองทุกชนิดและการต่อดอกเบี้ยขายฝากคุณลูกค้าจะได้รับแต้มสะสมเพื่อแลกของรางวัลมากมายจากทางเรา โดยมีขั้นตอนการแลกของรางวัล ดังนี้1. ติดตั้ง AA Gold แอปพลิเคชัน ด้วยโทรศัพท์มือถือของท่าน โดยการสแกน QR Code นี้ หรือกดที่นี่ เพื่อติดตั้งแอปพลิเคชัน2. สำหรับลูกค้าห้างทอง เอเอ เยาวราช ลงทะเบียนด้วย “เบอร์โทรศัพท์” และติดต่อขอ “รหัส” ได้จากห้างทอง เอ เอ เยาวราชทุกสาขา จากทุกช่องทางการติดต่อ3. เข้าสู่แอปพลิเคชัน และเลือกของรางวัลที่ต้องการตามแต้มสะสมที่ท่านมีอยู่4. เราจะดำเนินการจัดส่งของรางวัลไปยังที่อยู่ ตามที่ท่านระบุไว้ในแอปพลิเคชัน

Read More

07/12/2563

Golden Bauhinia สัญลักษณ์ของการรวมประเทศ


หลังจากประเทศอังกฤษส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนให้จีนเมื่อปี ค.ศ.1997 ทางการจีน ทางจีนจึงได้มอบรูปปั้น “ดอกชงโคทองคำ” บนฐานหินอ่อนสีน้ำตาลแดง ให้กับฮ่องกง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการรวมประเทศ และการได้รับอิสรภาพของฮ่องกง โดยเรียกบริเวณที่ตั้งรูปปั้นดอกชงโคนี้ว่า “จัตุรัสดอกชงโคทองคำ (Golden Bauhinia Square)” ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญแห่งหนึ่งของฮ่องกง ดอกชงโคนั้นถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของฮ่องกงมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีการส่งมอบคืนให้กับจีน เดิมมีรูปแบบเป็นดอกไม้สมมาตรที่วาดด้วยเส้นเดียวบนพื้นหลังสีแดง ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง ซึ่งรูปแบบของธงฮ่องกงในปัจจุบันคัดเลือกมาจากการประกวดออกแบบธงใหม่เมื่อปี 2530 ภายใต้แนวคิด"1 ประเทศ 2 ระบบ" อันหมายถึงสถานะของฮ่องกงที่มีอำนาจในการปกครองและบริหารจัดการกิจการภายในดินแดนของตนเอง ขณะที่ประชาชนฮ่องกงจะได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพที่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย แม้ว่าจะอยู่ภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนแผ่นดินใหญ่ก็ตาม ในการจัดประกวดครั้งนั้นมีผู้ส่งผลงานเข้ารับการคัดเลือกกว่า 7,000 แบบ ซึ่งหลายผลงานก็ถูกออกแบบในธีมของมังกรตามธงประวัติศาสตร์ราชวงศ์ชิง รูปแบบดาวหลายดวงตามธงของจีน รวมทั้งดอกชงโค โดยผลงานของผู้ได้รับคัดเลือกรอบสุดท้ายถูกส่งให้คณะกรรมการจากทั้งฮ่องกงและจีนเป็นผู้ตัดสิน แต่ก็ถูกปฏิเสธทั้งหมด กรรมการในการตัดสินการแข่งขัน 3 คน ได้แก่ เถา โฮ สถาปนิก, ฮง บิง-หวา นักออกแบบ และ วาน เหลา ช่างแกะสลัก จึงรับหน้าที่ออกแบบธงฮ่องกงแทนท้ายที่สุดแล้ว ในปี พ.ศ.2533 รัฐบาลจีนมีมติเลือกผลงาน“ดอกชงโค” จากการออกแบบของ เถา โฮ สถาปนิกที่จบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มาเป็นธงประจำชาติฮ่องกงอย่างในปัจจุบัน โดยเปลี่ยนจากดอกชงโคแบบสมมาตรแบบเดิมมาเป็นดอกชงโคสีขาว 5 กลีบในแบบหมุนตามเข็มนาฬิกา ทั้งยังใช้สีแดงเฉดเดียวกับธงชาติจีนเป็นพื้นหลัง ในเว็บไซต์ของเขาเถา โฮ อธิบายความหมายของการออกแบบธงของเขาไว้อย่างชัดเจนว่า"ดอกไม้ไม่สมมาตรและรูปแบบของมันสื่อถึงการเคลื่อนไหว ชี้ให้เห็นถึงพลังแห่งประชาธิปไตยและเศรษฐกิจที่มีชีวิตชีวาของฮ่องกง"ขณะที่"พื้นหลังสีแดงเปรียบเสมือนประเทศจีนและดาว 5 ดวง เป็นการสื่อถึงแนวคิดแห่ง '1 ประเทศ 2 ระบบ'"ฮ่องกง เคยตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษนานถึง ๑๕๖ ปี หลังจากที่อังกฤษคืนอธิปไตยเหนือดินแดนฮ่องกงให้แก่จีนในวันครบรอบก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ค.ศ.๑๙๙๗ (พ.ศ.๒๕๔๐) จีนก็ปกครองฮ่องกงด้วยระบอบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ตามที่ระบุในกฎหมายธรรมนูญของฮ่องกงหรือที่เรียกกันว่า กฎหมายเบื้องต้น (Basic Law) และรับประกันว่า ชาวฮ่องกงจะได้รับเสรีภาพและอิสระแห่งตุลาการแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในจีนแผ่นดินใหญ่ พร้อมทั้งให้คำมั่นจะปฏิรูปการปกครองไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย

Read More

Loading...
More