บทความ

25/12/2561

ทองคำแห่งหิมาลัย


หิมาลัย มาจากภาษาสันสกฤต หมายถึง ที่อยู่ของหิมะ เป็นเทือกเขาในทวีปเอเชีย เป็นที่ตั้งของยอดเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก และยังมียอดเขาที่มีความสูงมากกว่า 7,200 เมตร อีกมากกว่าร้อยยอด กินพื้นหลายประเทศ ตั้งแต่อินเดีย ปากีสถาน อัฟกานิสถาน จีน ภูฏาน เนปาล และหลังคาโลกอย่างทิเบตที่เทือกเขาหิมาลัยมีสมุนไพรชนิดหนึ่งชื่อ ถั่งเช่า หรือตังถั่งเช่า หรือตังถั่งแห่เช่า หรือที่ชาวทิเบตเรียกว่ายาร์ซากุมบา ซึ่งมีความหมายว่า ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า เกิดจากหนอนผีเสื้อแถบที่ราบสูงธิเบตที่จำศีลอยู่ใต้ดินในฤดูหนาวได้ถูกสปอร์ของเห็ดรา Ophiocordyceps มาอาศัยเป็นปรสิตและเติบโตสร้างเส้นใยออกมาทางส่วนหัวของตัวหนอนในฤดูร้อน พบได้มากที่บางมณฑลในทิเบต เทือกเขาหิมาลัย เนปาล และภูฏาน ถั่งเช่า มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงครอบจักรวาล บรรเทาอาการหย่อนและเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เชื่อว่าช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ด้วย ถั่งเช่ามีความต้องการในท้องตลาดสูงทำให้มีราคาแพงยิ่งกว่าทองคำจนได้ชื่อว่าทองคำแห่งหิมาลัย ว่ากันว่า ซุปถั่งเช่าบำรุงกำลังและสมรรถนะทางเพศ ที่ปรุงจำหน่ายในลาสเวกัส มีราคาถึงชามละ 688 ดอลลาร์สหรัฐฯหรือ ราว 23,000 บาท แม้จะใช้ถั่งเช่าเป็นวัตถุดิบเพียงแค่ 7 กรัมเท่านั้น ปัจจุบันมีผู้มีอาชีพเก็บถั่งเช่าในแถบเทือกเขาหิมาลัยหลายแสนคน และมีคนต่างถิ่นหลั่งไหลเข้ามาขุดทองที่หิมาลัยกันมากขึ้น มูลค่าการค้าถั่งเช่าในตลาดโลกมีมากถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯผลจากความต้องการบริโภคถั่งเช่าที่พุ่งสูงขึ้นนี้เอง ทำให้มีการอพยพเข้ามาหาถั่งเช่าของคนจำนวนมากส่งผลต่อระบบนิเวศในแถบเทือกเขาหิมาลัยที่ถูกทำลายอย่างรวดเร็ว คุณภาพดินเสื่อมลง ต้นไม้และพุ่มไม้ถูกตัดมาทำฟืนเป็นจำนวนมาก และมีการทิ้งขยะในบริเวณแคมป์ที่พักของผู้เก็บถั่งเช่าจำนวนมากทำให้ปริมาณถั่งเช่าเริ่มลดลง นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศก็ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ตั้งแต่ปี 1979 เป็นต้นมาบางแห่งมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นถึง 4 องศาเซลเซียสทำให้เชื้อราถั่งเช่าเจริญเติบโตในพื้นที่เดิมได้ยาก และเชื้อราไม่สามารถขึ้นไปอยู่ในที่สูงซึ่งอากาศเย็นกว่าได้ เพราะเชื้อราต้องอาศัยซากหนอนผีเสื้อเป็นอาหาร แต่หนอนผีเสื้อสามารถไม่อพยพขึ้นไปอยู่บนที่สูงได้ จึงมีแนวโน้มว่าถั่งเช่าอาจสูญพันธุ์ถึง 1 ใน 3 ของถั่งเช่าที่มีทั้งหมด ภายในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้านี้เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

25/12/2561

Brexit กับราคาทองคำ


วันที่ 23 มิถุนายน 2559 พลเมืองกว่า 17 ล้านคนของสหราชอาณาจักร(UK)ลงประชามติสนับสนุนให้ UK ออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) เหตุการณ์ในครั้งนี้ถูกเรียกกันในโลกการเงินว่า “Brexit” (มาจากคำว่า British รวมกับ Exit) ซึ่งส่งผลค่อรูปแบบเศรษฐกิจ การเงินการลงทุนของUK และของตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้รวมถึงราคาทองคำและการลงทุนในทองคำในช่วงที่ผล Brexit ประกาศออกมา ราคาทองคำปรับขึ้นอย่างแรงทำจุดสูงสุดที่ระดับ1,324 เหรียญดอลลาร์ต่อออนซ์ จากที่ก่อนจะทราบผล Brexit ราคาทองคำเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 1,260 เหรียญดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นมาแรง เป็นโอกาสดีของนักลงทุนในการขายทำกำไร เหตุการณ์ Brexit นี้ทำให้นักลงทุนเรียนรู้ที่จะกระจายการกระจายการลงทุน ไปยังตราสารหนี้ หุ้น และทองคำ ทำให้ได้รับผลกระทบทางลบน้อยกว่าคนที่ลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียว ผ่านมาถึงตอนนี้ ทองคำยังได้รับประโยชน์จากการเป็น สินทรัพย์ที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทุน(Safe-Heaven )ที่ผ่านมาราคาทองคำ อ่อนตัวลงเพราะธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ เป็นปัจจัยให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นจึงกดให้ราคาทองคำอ่อนตัวอย่างไรก็ตาม ความวิตกกังวลกรณีการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) หลังจากนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ มีการส่งร่าง Brexit ต่อคณะกรรมาธิการสหภาสพยุโรป หรือยูโรโซนเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็เป็นสถานการณ์ที่กลับมากดดันสินทรัพย์เสี่ยงและผลักดันให้ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยปรับตัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งอย่างไรก็ตามในปี 2019 ประเด็นของการขอถอนตัวออกจากสภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) จะกลับมาเป็นปัจจัยต่อราคาทองคำอีกครั้งหนึ่ง เพราะแม้ว่านางเทเรซ่า เมย์นายกรัฐมนตรีอังกฤษจะผ่านการลงมติไม่ไว้วางใจมาได้ แต่การ จะขอเสียงสนับสนุนในเรื่องร่างที่เสนอต่อคณะกรรมาธิการสหภาสพยุโรป หรือยูโรโซน ยังไม่อาจตั้งความหวังได้ว่าจะผ่านมติในที่ประชุมสภา ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่กดดันค่าเงินปอนด์ และกดดันในส่วนของราคาทองคำได้เช่นกัน เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

25/12/2561

ทองคำกับสำนวนไทย


ทองคำมีความผูกพันกับคนไทยมาช้านาน คนไทยถือว่า ทองคำเป็นของมงคลและมีค่า จึงมักนำมาใช้ตั้งชื่อคน ชื่อสถานที่สำคัญ เช่นสนามบินสุวรรณภูมิ ชื่อจังหวัดเช่น อ่างทอง สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ชื่อวัด เช่น วัดภูเขาทอง วัดธาตุทอง วัดสุวรรณาราม วัดสุวรรณคูหา เป็นต้น หลายคำในภาษาไทยก็มีความหมายว่า ทองคำ เช่น สุพรรณ สุวรรณ กนก และกาญจนาเป็นต้น นอกจากนี้ทองคำยังถูกนำมาใช้ในสำนวนไทยเพื่อเปรียบเปรยสิ่งต่างๆ ซึ่งมีหลายสำนวนได้แก่ทองไม่รู้ร้อนหมายถึง เฉยเมย ไม่กระตือรือร้น ไม่สะดุ้งสะเทือนทองแผ่นเดียวกันหมายถึง เกี่ยวดองกันโดยการแต่งงานผ้าขี้ริ้วห่อทองหมายถึงผู้ที่มีฐานะร่ำรวย แต่ทำตัวสมถะหรือแต่งตัวซ่อมซ่อ เหมือนคนยากจนเรือล่มในหนอง ทองจะไปไหนหมายถึง การแต่งกันของคนมีฐานะดีทั้งฝ่ายหญิงและชาย เมื่อแต่งงานแล้วทรัพย์สินเงินทองก็จะอยู่ในเครือญาติของทั้งคู่กิ่งทองใบหยกหมายถึง เหมาะสมกันกิ้งก่าได้ทองหมายถึง คนที่ไม่มีความสำคัญ ไม่เคยมีสมบัติและไม่มีความคิด เมื่อได้รับลาภยศแม้เพียงเล็กน้อย ก็คิดว่าตนมีความสำคัญเหนือผู้อื่น เกิดความเห่อเหิมลืมตัวแสดงความเย่อหยิ่งจองหองวางท่าใหญ่โต คนเช่นนี้ ย่อมเป็นที่รังเกียจของคนทั่วไปปิดทองหลังพระหมายถึงการที่บุคคลกระทำการใดๆที่เป็นประโยชน์อย่างมากกับกิจกรรมนั้นๆ แต่ผู้อื่นจะไม่ทราบว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นมานั้น ใครเป็นผู้ทำให้มีทองเท่าหนวดกุ้ง นอนสะดุ้งจนเรือนไหวหมายถึง มีสมบัติเพียงเล็กน้อยแต่กังวลจนนอนไม่หลับปัจจุบันคนนิยมใช้ทองคำเป็นเครื่องประดับหรือเก็บสะสมเป็นทรัพย์สมบัติ หรือซื้อทองเพื่อการลงทุน เห็นได้จากมีร้านขายทองคำอยู่ทั่วไปทุกอำเภอ ทุกจังหวัด ทำให้ในแต่ละวันมีเงินหมุนเวียนที่มาจากการซื้อ-ขายทองคำเป็นจำนวนมากเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

19/12/2561

ลูกโลกทองคำ Golden Globe Award


ในปี1944 สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำฮอลลีวูด (Hollywood Foreign Press Association) หรือ HFPA จัดให้มีการมอบรางวัลรางวัลลูกโลกทองคำ(Golden Globe Award)ให้กับภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ ที่สตูดิโอของฟ็อกซ์ หลังจากนั้นการมอบรางวัลก็ทำกันมาอย่างต่อเนื่องทุกปี ในสถานที่ต่างๆกันเช่นที่ Beverly Hills Hotel, Hollywood Knickerbocker Club และ Hollywodd Roosevelt Hotel การมอบรางวัลลูกโลกทองคำ จะจัดกันในช่วงต้นปีก่อนการมอบรางวัลออสการ์ โดยยึดผลจากการโหวดของนักข่าวและสื่อมวลชนในสหรัฐอเมริกา ผู้มีสิทธิเข้าชิงจะคัดเลือกกันในช่วงหลังวันที่1 ตุลาคมซึ่งแตกต่างจากรางวัลออสการ์ที่ใช้เกณฑ์วันที่1 มกราคม ในช่วงต้นศตวรรษที่ 1950 HFPA ได้ตัดสินใจเพิ่มรางวัลพิเศษเพื่อมอบให้กับผู้ที่มีผลงานโดดเด่นในวงการบันเทิงเป็นบุคคลความสำคัญและเป็นบุคคลทรงคุณค่าในวงการบันเทิงโดยมอบรางวัลให้กับ เซซิล บี. เดอมิลล์ (Cecil B. DeMille) ในปีค.ศ. 1952 หลังจากนั้นได้ใช้ชื่อของเขาเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของรางวัลบุคคลทรงคุณค่า ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัล เซซิล บี. เดอมิลล์ เป็นคนแรกคือ วอลท์ ดิสนีย์ ในปีถัดมา รางวัลลูกโลกทองคำต่างจากรางวัลออสการ์ตรงที่นอกจากจะมอบรางวัลให้กับภาพยนตร์แล้วยังมีการมอบรางวัลให้กับผลงานในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ด้วย จึงทำให้เวทีลูกโลกทองคำเป็นเวทีเดียวที่คนในวงการหนังได้มากระทบไหล่กับคนวงการทีวี อีกทั้งขั้นตอนวิธีการตัดสินรางวัลก็ต่างกัน คือลูกโลกทองคำจะมีสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำฮอลลีวูด (HFPA) ซึ่งเป็นสื่อมวลชนจากประเทศต่าง ๆ กว่า 50 ประเทศทั่วโลกเป็นคณะกรรมการตัดสิน ซึ่งในปัจจุบันมีกรรมการตัดสินกว่า 90 คน แตกต่างกับรางวัลออสการ์ที่ใช้กรรมการลงคะแนนเสียงกว่าพันคน เพราะรางวัลจากสถาบันศิลปะและวิชาการทางภาพยนตร์นี้มีสมาชิกที่สามารถลงคะแนนให้กับหนังที่ตนเองคิดว่าเหมาะสมกว่า 6,000 คนรวมทั้งนักแสดงชื่อดัง โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ คนเขียนบทและผู้คนในแวดวงภาพยนตร์จำนวนมากด้วยวิธีการตัดสินที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนี้เองผู้ที่ได้รางวัลลูกโลกทองคำบางครั้งก็ไม่ใช่ผู้ชนะรางวัลออสการ์เสมอไป แต่จากสถิติในหลายปีที่ผ่านมาพบว่าผู้ชนะของทั้งสองเวทีจะใกล้เคียงกันรางวัลลูกโลกทองคำถูกเป็นรางวัลที่ผู้คนให้ความเชื่อถือศรัทธาที่สุด และเป็นธรรมเนียมทุกปีที่รางวัลลูกโลกทองคำจะประกาศผลก่อน รางวัลออสการ์ และเป็นรายการแจกรางวัลที่มีผู้ชมมากเป็นอันดับ 3 สำหรับ รองจากรางวัลออสการ์ และรางวัลแกรมมี่รางวัลลูกโลกทองคำ มาจากทองคำ 24 กะรัต มีความสูง 10.75 นิ้ว กว้าง 3.5 นิ้ว หนักราว ๆ 2.5 กิโลกรัม มีมูลค่าประมาณ 25,000 บาท บาบรา สตรัยแซนด์เป็นเจ้าของรางวัลลูกโลกทองคำมากที่สุด 9 ตัว เมอรีล สตรีพ 8 ตัว , แจ๊ค นิโคลสัน มี 6 ตัว และ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า , โอลิเวอร์ สโตน , เชอร์ลีย์ แม็คเลน , โรซาลินด์ รัสได้คนละ 5 ตัว เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

19/12/2561

กรุทองคำวัดราชบูรณะ สมบัติล้ำค่าของชาติ


การขุดกรุสมบัติวัดราชบูรณะเมื่อปี 2499 ทำให้พบเครื่องราชูปโภคทองคำจำนวนมาก จากคำให้การคนร้ายที่ลักลอบขุดกรุมหาสมบัติในพระปรางค์ รวมกับคำบอกเล่าของผู้เห็นเหตุการณ์และนักค้าของเก่า ประมาณการกันว่าเครื่องทองคำที่ขุดได้จากกรุวัดราชบูรณะนี้น่าจะมีน้ำหนักราว 100 กิโลกรัม แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าสมบัติชาติบางส่วนถูกขายไปอยู่ในมือของชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก เครื่องทองคำส่วนหนึ่งที่กรมศิลปากรตามคืนมาได้ขณะนี้จัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จ.พระนครศรีอยุธยา จากบันทึกของคำให้การที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรมีใจความสำคัญที่ทำให้เห็นภาพว่ามีเครื่องทองจำนวมมหาศาลภายในพระปรางค์วัดราชบูรณะ ....กรุข้างล่างนั้นมีโต๊ะสำริด 3 ตัวตั้งอยู่ทิศตะวัน ออก ทิศใต้ และทิศเหนือ ตรงกลางของกรุ ทำเป็นรูปสี่ เหลี่ยมกว้างราว 1 วาเศษ บน แท่นศิลากลางกรุ มีถาดทองคำ 3 ใบ บนถาดมีกระโถนทองคำ 4 ใบ มีไข่มุกอยู่เต็มกระโถน และพบแหวนประมาณ 2,000 วง บนแท่นยังพบพระแสงทองคำปักไว้ข้างขอบ โต๊ะ มีเสื้อทองคำ 8 ตัว มหามงกุฎกว้าง 1 ศอก สูง 2 ศอกเศษ มีจอกทองคำประดับด้วยทับทิม และมงกุฎราชินี 3 อัน ตลับทอง 12 ใบส่วนบนโต๊ะด้านทิศตะวันออก มีมหามงกุฎราชินี 5 อัน วางไว้บนโต๊ะ เสื้อทองคำของพระมหากษัตริย์ เรือหงส์ทองคำ 1 ลำ คนพายเรือทองคำ พระพุทธรูป 20 องค์ กระบวยทองคำ 8 อัน พร้อมม่านทองคำขึงท้องพระโรงก้อนใหญ่ โต๊ะทางทิศใต้เต็มมีพระพุทธ รูป 25 องค์ ตลับพระแก้วมรกต 4 องค์ พระพุทธรูปทำด้วยทอง นาก เงิน มีผ้าพับไว้อย่างดี แต่เมื่อถูกก็เป็นผุยผง นอกจากนี้มีพระราชรถคันหนึ่งมีม้าเทียมคู่หนึ่งทำด้วยทองคำ มีขวด 6 ลูก ทำด้วยสีขาว มีแหวนอยู่เต็มขวด และเศษทองอีก 10 กระสอบโบราณวัตถุสำคัญอีกชิ้นหนึ่งคือองค์พระปรางค์จำลองที่มีแผ่นทองแปะอยู่ซึ่งคนร้ายไม่สามารยกพระปรางค์ทั้งหมดออกไปขายจึงใช้วิธีฉีกแผ่นทองออกไปเนื่องจากเป็นทอง 100 เปอร์ เซ็นต์ มีความอ่อนทองที่ฉีกไปนี้คาดว่านำไปหลอมหมดแล้ว นึกภาพไม่ออกว่าถ้าสมบัติทุกชิ้นยังอยู่ครบจะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้พบเห็นได้มากแค่ไหน ปัจจุบัน เครื่องประดับทองคำ เครื่องใช้ทองคำของพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นมงกุฎทองคำ เข็มขัด ปั้นเหน่ง แหวน กำไล สร้อยพระหัตถ์ แผ่นทองคำ พระแสงขรรค์ชัยศรี จัดแสดงอยู่บนชั้นสอง ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยาเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

19/12/2561

พระแสงขรรค์ชัยศรีทองคำ


“...ข้างบนของแท่นนั้นมีโต๊ะสำริด ๓ ตัวบนโต๊ะนั้นทาง ทิศเหนือ มีพระแสงทองคำปักไว้ข้างขอบโต๊ะนั้นทางเหนือบนโต๊ะ ทางเหนือมีเสื้อทองคำ อยู่แปดตัว และมหามงกุฎอีกอันหนึ่ง...” นี่คือส่วนหนึ่งของบันทึกคำให้การของคนร้ายที่ลักลอบเข้าไปขุดหาสมบัติกรุวัดราชบูรณะเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๙ เป็นเวลาถึง ๕๓๒ ปี นับจากปีที่สร้างวัดราชบูรณะในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ หรือเจ้าสามพระยาในปีพ.ศ.๑๙๖๗พระแสงทองคำที่พูดถึงก็คือพระแสงขรรค์ หนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่มีขนาดเท่าองค์จริง และมีมีรูปแบบที่ไม่เหมือนพระขรรค์องค์ใดเท่าที่มีการบันทึกหรือเท่าที่จะสามารถศึกษาได้ เช่น ฝักพระแสงขรรค์ แยกเป็นสองแฉกเหมือนหางนกแซงแซว ซึ่งต่างจากพระแสงขรรค์ชัยศรีรัตนโกสินทร์(องค์ปัจจุบัน)ที่ตัดตรงเหมือนฝักดาบทั่วไป รูปทรงของใบพระแสงขรรค์กรุฯวัดราชบูรณะก็ค่อนข้างแบนไม่หนามาก ต่างจากพระแสงขรรค์ชัยศรีรัตนโกสินทร์ ที่หนาเหมือนใบหอก และต่างจากดาบทรง หรือพระขรรค์เล่มอื่นๆ แต่กลับมีความสอดคล้องกับรูปแบบดาบ อินเดียโมกุล หรือ อินโด-อิราเนียน ซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ โดยดาบสองคมรูปแบบนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า คานดา หรือ เคนด์ (Khande) ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในกลุ่ม ราชบุตร (Rajputs) รัฐราชาสถาน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกติดกับประเทศปากีสถานลงมาจนถึงอินเดียตอนใต้ ซึ่งนับถือศาสนา ฮินดู (คำว่า Khande มีรากศัพพ์มาจากภาษาสันสกฤต หมายถึงดาบหรืออาวุธมีคมซึ่งออกเสียง และมีความหมายเดียว กันกับคำว่า “ขรรค์” ในภาษาไทย ศัตราวุธนี้มีประวัติยาวนานสืบย้อนไปได้ถึงสมัยพุทธกาล)พระแสงขรรค์ชัยศรีทองคำ มีความยาว 115 เซนติเมตร องค์พระแสงขรรค์ทำด้วยเหล็กมีคม 2 ด้าน แฝงความหมายของความยุติธรรมแห่งองค์พระมหากษัตริย์ หากต้องลงดาบจะไม่สามารถเลือกด้านใดด้านหนึ่งได้ ฝักทองคำจำหลักลายประจำยาม ลายกนกประดับอัญมณี ด้ามทำด้วยเขี้ยวหนุมาน หรือหินควอทซ์ซึ่งมักเรียกว่าแก้วผลึกเป็นรูปแปดเหลี่ยม พระแสงขรรค์ชัยศรีทองคำ จากกรุพระปรางค์วัดราชบุรณะเป็นหนึ่งในตัวอย่างของศัตราวุธ ที่แสดงให้เห็นถึง การผสมผสานระหว่างงานช่างชาวสยามกับรูปแบบของต่างชาติโดยปรับให้มีความเหมาะสมกับการใช้งาน และ ความงามอย่างไทย เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

12/19/2561

ศึกษาทองโบราณด้วยรังสีX


กรุสมบัติวัดราชบูรณะและวัดมหาธาตุเป็นโบราณสถาน2 แห่งสำคัญที่มีการขุดพบเครื่องทองโบราณเป็นจำนวนมากซึ่งรอดพ้นจากการศูนย์เสียให้พม่าเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2310 หลังจากนั้นได้มีการนำเครื่องทองโบราณที่พบมาวิเคราะห์ ศึกษาลักษณะเฉพาะ และแหล่งที่มาของทองของทองโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา เพื่อเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ ด้านสังคม วิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยนั้นด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า “วิธีการวาวรังสีเอกซ์”หรือ “เอกซ์อาร์เอฟ”นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.)ร่วมกับกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมกันทำงานวิจัยนี้ โดยได้ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างโบราณวัตถุจากพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยาที่ได้จากกรุสมบัติวัดราชบูรณะและวัดมหาธาตุ จำนวน 12 ชิ้น ประกอบด้วยเครื่องทอง โบราณ 10 ชิ้น และตัวอย่างที่ทำจากวัสดุไม่ใช่ทองอีก 2 ชิ้น ตัวอย่างทองคำจากแหล่งโบราณคดีทางภาคใต้ 2 ชิ้น และได้นำทองรูปพรรณสมัยปัจจุบัน จำนวน 11 ชิ้น มาวิเคราะห์เปรียบเทียบ ด้วยเครื่องวิเคราะห์การวาวรังสีเอกซ์แบบพกพา (Portable XRF) วัดรังสีเอกซ์จากตัวอย่าง โดยใช้เวลาในการวัดตัวอย่างละ 60 วินาที วัดอย่างน้อยตัวอย่างละ 2 ตำแหน่ง แล้วนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ทางสถิติ ผลการวิเคราะห์สรุปได้ว่าทองคำ จากกรุวัดมหาธาตุและวัดราชบูรณะมีความบริสุทธิ์อยู่ในช่วง 19 ถึง 23 K(กระรัต) ยกเว้น 2 ชิ้นงานที่มีความบริสุทธิ์สูงถึงเกือบ 24 K ได้แก่ ผอบทองคำ และแผ่นตาลบัตรจำลอง ซึ่งทั้ง 2 ชิ้นนี้อยู่ในเจดีย์ศรีสุริโยทัย สันนิษฐานว่า การที่ชิ้นงานดังกล่าวมีความบริสุทธิ์สูงเป็นพิเศษ น่าจะมาจากกระบวนการผลิตที่แตกต่างจากชิ้นอื่น ซึ่งเมื่อเปรียบกับทองในปัจจุบันมีการกระจายตัวของความบริสุทธิ์ตั้งแต่ 9 ถึง 24 K และมีส่วนผสมของดีบุกด้วย ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ทองจากอยุธยามีส่วน ผสมของดีบุกได้อย่างไร เพราะดีบุกมาจากทางภาคใต้จึงได้ทำการศึกษาตัวอย่างทองจากภาคใต้พบว่ามีส่วนผสมของดีบุกและมีองค์ประกอบของธาตุอื่นเหมือนกันจึงสันนิฐานว่าน่าจะมาจากแหล่งเดียวกัน การใช้เทคนิคทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่าการวาวรังสีเอกซ์นี้ในต่างประเทศมีมานานกว่า 20 ปีที่แล้ว เป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกเพราะสามารถวิเคราะห์ธาตุได้เกือบทั้งหมด มีไม่ถึง 20 ธาตุจากร้อยกว่าธาตุที่อาจวิเคราะห์ไม่ได้และเป็นการตรวจวิเคราะห์ที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทองโบราณที่นำมาศึกษาด้วยข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งเครื่องมือ เพื่ออ้างอิงและพิสูจน์ทองคำอื่นๆอีกหลายชิ้น และหากพบว่าชิ้นใดเป็นเครื่องทองที่อยู่ในสมัยอยุธยา จะนำมารวบรวมไว้ที่พิพิธภัณฑ์เครื่องทองโบราณหลังใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565 และจะเป็นพิพิธภัณฑ์หลังแรกของไทยที่มีการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกของเครื่องทองโบราณที่ได้จากการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ มาตอบโจทย์การวิจัยทางโบราณคดีที่เป็นรูปธรรมเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

12/19/2561

พิพิธภัณฑ์ทองคำ โคลัมเบีย


ประเทศโคลอมเบีย ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของทวีปอเมริกาใต้ มีเมืองคาตาเฮน่าเป็นเมืองสำคัญ และเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างทวีปอเมริกาเหนือกับอเมริกาใต้ มีกรุงโบโกต้า เป็นเมืองหลวงของประเทศ ซึ่งมีความเก่าแก่และมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 5 ศตวรรษ ตั้งอยู่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 2,600 เมตรจึงมีอากาศหนาวเย็นตลอดปี และเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ทองคำ (Gold Museum – El Museo del Oro) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก พิพิธภัณฑ์ทองคำ เอลมิวซิโอเดลโอโร (El Museo del Oro) จัดแสดงชิ้นงานล้ำค่า เครื่องใช้ เครื่องประดับที่ทำจากทองคำในช่วง Pre-Hispanic กว่า 55,000 ชิ้น โบราณวัตถุสำคัญชิ้นหนึ่งที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คือเครื่องประดับที่ทำเลียนแบบนกหรือแมลง มีอายุระหว่าง 800-500 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีความยาว 6 เซนติเมตรกว้าง 5 เซนติเมตร รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ในอดีตที่ขุดพบในโคลอมเบียซึ่งบอกเล่าถึงวัฒนธรรมและการดำรงชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองในอดีตการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ที่ชั้นสอง จัดแสดงการทำเหมือง การหลอมและการทำโลหะ มีนิทรรศการผู้คนกับทองคำ การใช้โลหะของชุมชนโบราณที่ปกครองโคลอมเบียก่อนยุคพรีฮิสแพนิก จัดแสดงเครื่องปั้นดินเผาอายุตั้งแต่ 1500 ปีก่อนคริสต์ศักราชไปจนถึง 100 ปีก่อนคริสต์ศักราช รวมถึงคอลเล็กชั่นหน้ากากทองคำและเครื่องประดับตั้งแต่ 200 ปีก่อนคริสต์ศักราชไปจนถึงคริสต์ศักราช 1200 ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมยุคพรีฮิสแพนิก ไม่ว่าจะเป็นงานหัตถกรรมจากพืชและสัตว์ มงกุฎที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรม อุปกรณ์ล่าสัตว์ รวมถึงหน้ากากและโกศที่ใช้ในงานศพ มีนิทรรศการการบูชา ศาสนาและความเชื่อเรื่องการเข้าทรง การแสดงแสงสีเสียงที่ช่วยให้เข้าใจพิธีกรรมการเข้าทรงและบวงสรวงได้ดียิ่งขึ้นนอกจากทองคำแล้ว Gold Museum – El Museo del Oro ยังจัดแสดงคอลเลกชั่นงานศิลปะจากศิลปินชื่อ โบเทโร(Botero)การจัดแสดงงานศิลปะโดย เดอะแบงโกเดอลารีพับลิกา(the Banco de la Republica)มากกว่าสามพันชิ้นให้ได้ชมกันอีกด้วย พิพิธภัณฑ์ทองคำตั้งอยู่ทางเหนือของย่านประวัติศาสตร์ La Candelaria ในโบโกตา เดินจากสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองที่สำคัญ อาทิเช่น Plaza de Bolívar และพิพิธภัณฑ์ Botero โดยใช้เวลาไม่นาน เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันอังคารถึงวันอาทิตย์ และเข้าชมฟรีทุกวันอาทิตย์ เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

12/19/2561

พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ทองคำ ไต้หวัน


พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ทองคำจินกวาสือ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานนิเวศวิทยา Gold ecological Park เมืองนิวไทเป เขตรุ่ยเฟิง เปิดตัวเมื่อปี 2004 โดยรัฐบาลไต้หวัน เพื่อรวมพลังของชุมขนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิทัศน์ การทำเหมืองทองคำ ความทรงจำทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมล้ำค่าไว้ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของสำนักงานเหมืองแร่ Taiwan Metal Mining Corpจินกวาสือ เคยเป็นแหล่งการทำเหมืองทองคำและทองแดงที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการพบแร่ทองคำครั้งแรกเมื่อปี 1890 โดยมีการขุดอุโมงค์ลึกกว่า 600 กิโลเมตรจากภูเขาที่ล้อมรอบเพื่อทำเหมืองแร่ ซึ่งพื้นที่ด้านในส่วนใหญ่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ทั้งนี้การทำเหมืองแร่ได้ยุติลงเมื่อปี 1970 เนื่องจากชาวเมืองส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้มีการทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่อีกต่อไปเนื่องจากหวั่นเกรงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดว่ายังมีแร่ทองคำหลงเหลืออยู่อีกกว่า 8 ล้านออนซ์ รัฐบาลจึงหันมาพัฒนาจินกวาสือให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ทองคำจินกวาสือ ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ทองคำจินกวาสือ นอกจากจะมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แล้วยังถือเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของไต้หวันที่ถูกสร้างมาจากแนวคิดเชิงสวนนิเวศน์แบบบูรณาการและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็น๋ศูนย์การศึกษาและมีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและลักษณะทางธรณีวิทยาและยังได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 2002 ภายในพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ทองคำจินกวาสือ แบ่งออกเป็น 2 ชั้น ชั้นที่1 จัดแสดงเส้นทางการค้นพบทองคำในอดีต, อุโมงค์ Benshan Fifth Tunnel การทำเหมืองแร่ในอดีต, ระบบขนส่งของการทำเหมืองแร่และข้อมูลเกี่ยวกับค่ายนักโทษจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สองของฝ่ายพันธมิตรประเทศญี่ปุ่น ในส่วนของอุโมงค์ Benshan จะมีรูปปั้นจำลองชาวเหมืองในอดีตและทองคำแกะสลักสวยๆ จัดแสดงอยู่ภายในให้ได้ศึกษากันอีกด้วยชั้นที่ 2 ส่วนจัดแสดงทองคำ ผลงานศิลปะจากทองคำและข้อมูลเกี่ยวกับทองคำบริสุทธิ์ ขนาดกว่า 220 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 7.8 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมป้ายที่เขียนไว้ว่า“หากคุณสามารถยกขึ้นได้เราจะให้นำกลับบ้านไปเลย!” ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางที่ใครจะทำได้ ด้านนอกของพิพิธภัณฑ์จะเป็นพื้นที่ของสวนสาธารณะที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนทั้งยังเป็นจุดชมดอกซากุระขึ้นชื่อของไต้หวันอีกแห่งหนึ่งด้วยเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

12/19/2561

พิพิธภัณฑ์ทองคำ เยาวราช


พิพิธภัณฑ์ทองคำ เยาวราชเยาวราช เป็นย่านที่มีร้านทองมากกว่า 130 ร้าน ร้านทองที่เก่าแก่ที่สุดในย่านนี้มีอายุกว่า 160 ปีก็คือห้างทองตั้งโต๊ะกังซึ่งเปิดกิจการมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ห้า ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำทองให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ถึงความลำบากในการทำทองรูปพรรณแต่ละเส้นที่ต้องอาศัยความชำนาญ ความอดทนและฝีมือ เป็นเป็นงานทำมือที่ไม่ได้ใช้เครื่องจักรเหมือนในปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ทองคำห้างทองตั้งโต๊ะกัง ตั้งอยู่บนชั้นที่ 6 ของตึกสำนักงานเก่าที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 และได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดแสดงเครื่องไม้เครื่องมือในการทำทอง เช่นแม่พิมพ์ในการปั๊มทองคำ เป็นลวดลายต่างๆ เช่น มังกร สิงโตจีน เทวดานางฟ้า เวลาจะทำลวดลายก็นำแผ่นทองคำมาวางบนแม่พิมพ์แล้วใช้แรงกระแทกบนแม่พิมพ์ ก็จะเกิดลายขึ้นมา มีเบ้าหลอมทอง แท่นตีทอง และเตาต้มทอง นอกจากนี้ก็ยังมี ตราชั่งไม้โบราณสำหรับชั่งน้ำหนักทอง ไหน้ำกรดเป็นที่เก็บน้ำกรดเพื่อใช้ในการสกัดทองคำบริสุทธิ์ที่สั่งทำเป็นพิเศษจากจังหวัดราชบุรี ปัจจุบันเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นพลาสติกแล้วจัดแสดงโต๊ะทำงานของช่างทำทองสมัยก่อน บนโต๊ะมีเครื่องมือประเภทปากคีบ คีมหนีบ ค้อน กรรไกร ตะไบ ซึ่งทั้งหมดเป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับทำลวดลายทองรูปพรรณ นอกจากจะได้ชมเครื่องมือการทำทองแล้ว ยังมีการจัดแสดงรูปถ่ายเก่าๆ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ตราตั้งครุฑพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 โต๊ะช่างทองที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงทดลองทำทองเมื่อครั้งที่เสด็จมายังห้างทองตั้งโต๊ะกัง รวมถึงมีการสาธิตการหลอมทอง การทำงานของช่างทอง การผลิตทองคำแท่ง การตีตรา และการทำทองรูปพรรณ ให้ชมกันอย่างใกล้ชิดอีกด้วย พิพิธภัณฑ์ทองคำห้างทองตั้งโต๊ะกัง เปิดให้เข้าชมทุกวันวันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 9.30 น. – 16.00 โดยไม่เสียค่าเข้าชม สนใจเรียนรู้การทำทองในสมัยก่อนก็ไปเที่ยวชมกันได้ หรืออยากซื้อทองเยาวราชก็มีร้านทองให้เลือกนับร้อยร้านเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

12/10/2561

เครื่องประดับเงิน ทอง กับสุขภาพ


การใส่เครื่องประดับไม่ได้เพียงเพื่อความสวยงามหรือแสดงสถานะทางสังคมเท่านั้น แต่การใส่เครื่องประดับที่ทำจากเงินและทองยังส่งผลต่อสุขภาพ เพราะในร่างกายของคนเรามีธาตุ ดิน น้ำ ไฟซึ่งจะทำปฏิกิริยากับเงินและทองในภาวะที่ต่างกัน ทอง เป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ มีลักษณะเป็นหยาง เครื่องประดับที่ทำจากทอง จะช่วยทำให้ลมสูงขึ้น เหมาะกับคนที่อยู่ในภาวะหยินอ่อน สีหน้าซีด มึนหัว ตาลาย ร่างกายอ่อนแอ ความดันเลือดต่ำ และชีพจรเต้นเบา เงิน เป็นโลหะที่มีลักษณะเป็นหยิน อ่อนโยนคล้ายแสงจันทร์ มีสรรพคุณช่วยขจัดลมร้อน อาการบวม และทำจิตใจให้สงบ ในผู้ป่วยที่มีอาการร้อนตามใบหน้าและอก หน้าแดงบวม คอบวม อกบวมและเจ็บ รวมทั้งคนที่ลำคอและใต้รักแร้มีไขมันสะสมได้ง่าย สร้อยคอเงินและตุ้มหูเงินช่วยให้ดีขึ้นได้ และไม่ควรใส่เครื่องประดับเงินในฤดูหนาว เพราะทำให้รู้สึกเย็น ใส่ในหน้าร้อนจะเหมาะกว่า รวมถึงไข่มุก หยก คริสตัลสีม่วง มีลักษณะเป็นหยินเช่นกัน การใส่จะเครื่องประดับชนิดใด ตรงส่วนไหนของร่างกายเพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะ หยิน หยาง ก็มีผลต่อสุขภาพ เช่นกัน การใส่แหวนเงินที่นิ้วโป้ง จะช่วยให้ปอดของเราแข็งแรง เพราะ ธาตุเงินจะช่วยดูดสารพิษจากปอดและทำให้ระบบการหายใจดีขึ้นด้วย ส่วนการ ใส่แหวนทอง จะช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้นใส่แหวนเงิน ที่นิ้วชี้ช่วยในเรื่องการขจัดสารพิษที่ม้าม ทำให้ระบบน้ำเหลืองดีขึ้น ช่วยเรื่องเบาหวานและช่วยสลายไขมันในร่างกาย ใส่การใส่แหวนทอง จะทำให้กระเพาะอาหารแข็งแรงและแก้อาการปวดเข่าได้ใส่แหวนเงิน ที่นิ้วกลาง จะขจัดสารพิษในเลือดที่ไหลผ่านหัวใจป้องกันอาการหัวใจวาย และการใส่แหวนทอง ช่วยทำให้อุณหภูมิในร่างกายเกิดสมดุลใส่แหวนเงิน ที่นิ้วนาง ช่วยล้างสารพิษในตับ เพราะ ช่วยสลายไขมันในร่างกายทำให้ผอมลง ส่วนการใส่แหวนทอง ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรน และทำให้หลับสนิม ขึ้นใส่แหวนเงิน นิ้วก้อยช่วยขจัดสารพิษออกจากไต แต่ถ้าใส่แหวนทองจะทำให้ระบบภายในของผู้หญิงทั้ง มดลูก รังไข่ ปีกมดลูก แข็งแรงขึ้น ส่วนผู้ชายจะช่วยป้องกันไส้เลื่อนได้ การเลือกเครื่องประดับอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง และสวมใส่ให้ถูกต้องกับส่วนต่างๆของร่างกายนอกจากจะสวยงามแล้วยังทำให้สุขภาพดีขึ้นด้วยเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

12/10/2561

ไข่มุกสีทอง


หมู่เกาะปาลาวัน ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นท้องทะเลที่ธรรมชาติยังคงความบริสุทธิ์และอุดมสมบูรณ์ ฌากส์ บราเนลเล็ค นักบินชาวฝรั่งเศสผู้หลงใหลในความงามของอัญมณีแห่งท้องทะเล ละทิ้งอาชีพนักบินเข้าหันมาจับมือกับ Mr.มานูแอล โคจองโก นักธุรกิจชาวฟิลิปปินส์ร่วมกันก่อตั้งฟาร์มไข่มุกชื่อ Jewelmer International Corporation เมื่อปีพ.ศ. 2522 และร่วมกันคิดค้น พัฒนาการเลี้ยวไข่มุกสีทองจนประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก ไข่มุกสีทองเป็นมุกหายากและมีราคาแพงที่สุดในโลก การเลี้ยงหอยมุกให้ได้ไข่มุกสีทองต้องผ่านกระบวนการต่างๆถึง323 ขั้นตอน ใช้เวลาเลี้ยงยาวนานถึง 5 ปีจึงจะเก็บหอยมุกสีทองได้ เริ่มตั้งแต่การเพาะเลี้ยงตัวอ่อนของหอยมุกสายพันธุ์ Pinctada Maxima ใต้ทะเลที่ระดับความลึก 15 เมตร คนงานในฟาร์มต้องบันทึกสภาพอากาศและการเปลี่ยนแปลงของน้ำทะเลอย่างสม่ำเสมอตลอด2-3 ปีแรก จากนั้น จึงทำการย้ายเนื้อเยื่อและฝังเชลล์บีดลงในส่วนของอวัยวะสืบพันธุ์ เมื่อหอยมุกเกิดการระคายเคืองก็จะปล่อยน้ำมุกออกมาเคลือบหุ้มเชลล์บีดซึ่งจะใช้เวลาอีก 2-3 ปี สำหรับการสร้างชั้นผลึกคริสตัลทับถมกันรอบๆ เชลล์บีดที่ใส่เข้าไป ระยะนี้หอยมุกจะถูกเลี้ยงอยู่ในตะกร้าและต้องนำขึ้นมาตรวจเช็คความแข็งแรงด้วยเครื่องเอกซเรย์อย่างสม่ำเสมอ Jewelmer ผลิตไข่มุกได้ปีละ 1 ล้านเม็ด แต่มีไข่มุกที่มีคุณภาพสูงสมบูรณ์คือลักษณะกลมได้สัดส่วน สะอาด ผิวสดใสเงางาม และให้สีสวยงามเพียง 200-300 เม็ด เท่านั้น ปัจจุบัน Jewelmer มีฟาร์มไข่มุกสีทองอยู่ 6 แห่งบนหมู่เกาะปาลาวัน มีสถานที่อนุบาลหอยมุกและห้องแล็ปวิจัย 2 แห่ง โรงงานเครื่องประดับ 1 แห่ง และโชว์รูมเครื่องประดับ 10 แห่ง ใน 7 ประเทศทั่วโลก ทั้งฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา มีร้านค้าปลีกกระจายตัวอยู่ในโรงแรมระดับห้าดาวและห้างสรรพสินค้าในฟิลิปปินส์ ดูไบ ฮ่องกง เมลเบิร์น และปารีส นอกจากไข่มุกสีทองที่เลี้ยงโดยวิธีธรรมชาติแล้ว ยังมีนวตกรรมเปลี่ยนไข่มุกธรรมดาให้เป็นไข่มุกสีทองเพื่อเพิ่มมูลค่าได้เป็นครั้งแรกของโลกด้วยวิธีการใช้แสงซินโครตรอน ซึ่งค้นพบโดยคนไทยนายณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ นักวิจัยผู้คิดค้นและผลิตต้นแบบไข่มุกสีทอง จากสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จ.นครราชสีมา เทคโนโลยีนี้สามารถเปลี่ยนไข่มุกน้ำจืดสีขาวราคาเม็ดละ 30-35 บาท เป็นเม็ดละ 3,000-5,000 บาท และยังสามาถ พิมพ์ลวดลายสีทองลงบนไข่มุกด้วยแสงซินโครตรอนได้ด้วยเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

12/10/2561

ช่องทางการลงทุนใหม่ที่ไม่ใช่ทองคำ


ปัจจุบันนักลงทุนพยามหาช่องทางการลงทุนรูปแบบใหม่ๆมากขึ้นเพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาการลงทุนกับหุ้นหรือทองคำทำกำไรยากขึ้น ส่วนการลงทุนกับหินแร่ อัญมณี หรืออสังหาริมทรัพย์ก็ยังไม่ใช่คำตอบ แต่ก็น่าแปลกใจที่ช่องการการลงทุนใหม่ๆที่ว่าคือ กระเป๋าแบรนด์เนม ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นHermes Birkin และ Chanel Classic คือกระเป๋า 2 แบรนด์ที่เป็นมากกว่ากระเป๋าแต่เป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะทางสังคมของสุภาพสตรี และเป็นที่ต้องการของนักลงทุน Hermes Birkin เปิดตัวครั้งแรกในปี 1892 เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดตลอดกาล มีราคาตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านราคา ขึ้นอยู่ตามวัสดุว่ามีความพิเศษแค่ไหน ฝีมือประณีตและผลิตจำนวนจำกัด จึงทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด ปัจจุบัน Hermes Birkin มีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 500% นับตั้งแต่ปี 1980 ที่มีราคา 2,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ขยับขึ้นเป็น 2,750 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1990 ปี 2000 ราคาปรับขึ้นเป็น 4,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ปี 2014 ราคาอยู่ที่ 12,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ และยังคง ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าแบรนด์ Hermes ในรุ่นอื่นๆ Chanel ผลิตกระเป๋าที่ได้รับความนิยมหลายรุ่น ทั้งรุ่น Classic รุ่น Coco รุ่น Boybag และรุ่นReissue แต่ที่ได้รับความนิยมและถือเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดคือ Chanel Classic Bag โดยมีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปี จากปี 1955 Chanel Classic ออกวางจำหน่ายครั้งแรกด้วยไซส์ Medium ในราคาเพียง 220 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น แต่อีก 35 ปีต่อมาราคากลับพุ่งสูงขึ้นถึง1,150 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ และปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2,850 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2010 อีก 3 ปีต่อมา(ปี 2013)ปรับราคาอีกครั้งเป็น 2,850 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ปี 2016 ราคาพุ่งขึ้นไปที่ 4,900 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ เป็นราคาของกระเป๋าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 70% ซึ่งสูงกว่ารุ่นอื่นๆภายใต้แบรนด์ Chanel นักสำรวจตลาดพบว่าในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาด้วยกระเป๋า Chanel Classic มีอัตราการเติบโตด้านราคาสูงกว่าอสังหาริมทรัพย์ ที่มีอัตราเพิ่มขึ้น 8.1% และยังสูงกว่าดัชนีหุ้นของS&P 500 ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 13.2% ดังนั้นกระเป๋า HERMES และ CHANEL จึงเป็นกระเป๋าที่ไม่ได้มีแค่ความสวยงามคลาสสิกแต่ยังเป็นที่หมายตาของนักลงทุนในแง่ของการสร้างผลตอบแทนสูงกว่าทองอีกด้วยเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

12/10/2561

รองเท้าแตะที่แพงเหมือนทอง


โลกวันนี้หมุนเวียนด้วยแฟชั่น สินค้าแบรนด์ดังออกผลิตภัณฑ์นานาชนิดมาปรนเปรอสาวกด้วยราคาแสนแพงไม่ว่าจะเป็น แชลแนล กุชชี่ หลุยวิตตอง แอร์เมส ต่ไม่ว่าจะแพงแค่ไหนก็สามารถดูดเงินในกระเป๋าผู้บริโภคได้เพราะความภักดีในแบรนด์นั่นเอง จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมรองเท้าแตะหน้าตาธรรมดาแถมยัง ดูเชยๆ กลับราคาโหดร้ายนัก ที่สำคัญสาวกหรอแฟชั่นนิสต้ายังพร้อมควักกระเป๋าจ่ายซะอีก และนี่คือตัวอย่างรองเท้าแตะพรีเมียมที่แพงเหมือนทองหคำ RAF SIMONS X ADIDAS ORIGINALS ADILETTE RUBBER SLIDES รองเท้าแตะจากการออกแบบของดีไซน์เนอร์ระดับโลกชาวเบลเยี่ยม ที่ออกจาก Dior มาทำปั้นแบรนด์ของตัวเองและร่วมงานกับ Adidas และหนึ่งในผลงานเหล่านั้นคือรองเท้าแตะที่ราคาจับต้องได้ 130 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ GUCCI ‘PURSUIT ’72 SLIDE’ SANDAL รองเท้าแตะรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Gucci ชื่อรุ่น ’72 slides’ สัญลักษณ์จากวัฒนธรรมป็อปในทุกยุคทุกสมัยแถมยังฮิตในหมู่นักร้องฮิปฮอปชื่อดังอีกด้วยเปิดขายในราคาเบาๆแค่ 210 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ PAUL SMITH RUBEN STRIPED RUBBER SLIDES รองเท้าแตะชั้นสูงของผู้ที่หลงใหลแถบสี ผลงานของตำนานนักออกแบบชาวอังกฤษราคารองเท้าแตะรุ่น RUBEN นี้อยู่ที่ 225 เหรียญดอลลาร์สหรัฐVALENTINO GARAVANI CAMOUFLAGE SLIDES ลายคาโมยังคงความอมตะไม่เสื่อมคลายและ VALENTINO GARAVANI คู่นี้ก็ทำออกมาได้ดีเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นคู่สีหรือความสบายในการสวมใส่เหนือสิ่งอื่นใดคือราคาที่สมน้ำสมเนื้อกับความไฮเอ็นด์ 295 เหรียญดอลลาร์สหรัฐBALENCIAGA Logo Print Slide Sandal ตัวท็อปที่สุดของรองเท้าแตะก็น่าจะเป็น BALENCIAGA รองเท้าแตะคู่นี้มีจุดเด่นตรงที่ทำจากหนังแกะและสกรีนโกโล้สีขาวของแบรนด์ลงบนตัวรองเท้าสีดำทั้งคู่ ราคามาพร้อมกับความพิเศษที่ 650 เหรียญดอลลาร์สหรัฐสนใจคู่ไหนก็ลองหามาซื้อใส่กันได้เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

12/10/2561

อะไร ๆ ก็ทอง


ขึ้นชื่อว่าคนรวย สามารถทำอะไรก็ได้ จะกินอาหารที่มีส่วนผสมของทองคำ หรือขับถ่ายในโถส้วมทองคำก็ไม่มีใครว่า และนี่คือสุดยอดของกินของใช้ที่ทำด้วยทอง จากบรรดามหาเศรษฐีบนโลกนี้ยาลดไขมันทองคำ ชื่อว่าShit Gold Pillsแบบตรงตัวก็คือ ยาอึทอง ยานี้ถูกประดิษฐ์โดยศิลปินที่ชื่อว่าTobiasWongและ Ken Courtney ใช้เวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาตัวนี้นาน 7 ปี (2005-2012)มีลักษณะเป็นเกล็ดสีทองภายในแคปซูนบรรจุผงทอง 24k เมื่อกินเข้าไปแล้วก็จะไปแตกตัวในท้อง แล้วไปเกาะตัวกับของเสียในลำไส้และขับถ่ายออกมา ก็จะมีสีทองระยิบระยับ แม้จะมีคนมองว่าเป็นเพียงเรื่องตลก แต่มันสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตได้จริง โดยขายในราคาเม็ดละ 420 ดอลล่าร์ เชฟมาร์ค กีเบิร์ต เชฟชื่อดังจากประเทศอังกฤษ รังสรรค์เมนูของหวานพุดดิ้งทองคำขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเปิดโอกาสให้เศรษฐีที่สนใจได้ลิ้มลองสุดยอดขนมของเขา โดยพุดดิ้งนี้ทำจากช็อกโกแลตเบลเยี่ยม เยลลี่ แชมเปญ เพชร 2 กะรัต แผ่นทองคำแบบรับประทานได้ทำเป็นรูปใบไม้ และคาเวียร์ ใครอยากชิมพุดดิ้งทองคำต้องจ่ายเงินสูงถึง 35,000 ดอลล่าร์ห้องน้ำทองคำ เป็นของมหาเศรษฐีชาวฮ่องกง ชื่อเจ้าสัวหลินใช้ทองคำทั้งสิ้น 380 กิโลกรัม และอัญมณีอีก 6,200 เม็ด พื้นห้องน้ำทำจากฟอสซิลไม้กลายเป็นหินอายุถึง 150 ล้านปี ระบบน้ำถูกตั้งค่าให้ไหลเวียนแบบอัตโนมัติ ของใช้อย่างกล่องกระดาษชำระ อ่างล้างหน้า แปรงสีฝัน กรอบกระจก โคมไฟ ล้วนทำจากทองคำแท้ ห้องน้ำทองคำนี้มีมูลค่า 38 ล้านเหรียญฮ่องกง ได้รับการบันทึกไว้ในกิสเนสบุ๊กเมื่อปี 2002 ว่าเป็นสุขาที่หรูหราที่สุดในโลก และ เป็นสุขาที่แพงที่สุดในโลก โดยเจ้าสัวหลินเป็นผู้ดูแลออกแบบการสร้างเองทั้งหมด รวมระยะเวลาในการสร้างหนึ่งปี ต้นคริสต์มาสแพงที่สุดในโลก อยู่ที่โรงแรม เอมิเรตส์ พาเลซ เมื่องอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรต เป็นต้นคริสต์มาสสูง 13 เมตร ประดับด้วยอัญมณี สร้อย ต่างหูเพชร ไข่มุก กำไลทับทิมและมรกต รวม181 ชิ้น ตกแต่งด้วยโบว์เงิน โบว์ทอง รวมมูลค่าต้นคริสต์มาสนี้มากกว่า 11 ล้านเหรียญสหรัฐหรือมากกว่า 331 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีไอโฟนทองคำ เป็นโทรศัพท์มือถือที่แพงที่สุดในโลก ตัวเครื่องทำจากทองแท้ 22 กะรัต ด้านข้างของเครื่องและโลโก้รูปแอปเปิ้ลทำจากเพชรมูลค่า15 ล้านดอลล่าร์ รถแลมโบกินี่ที่สร้างจากทอง, แพลตตินั่ม แล เพชร ราคา 62 ล้าน ดอลล่าร์ และโลงทองคำ ทำด้วยทอง 24 กะรัตมาพร้อมกับกรอบรูปทองคำและของที่ระลึกทองคำในโลงราคา 50,000 ดอลล่าร์ เป็นต้นเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

12/10/2561

น้ำหอมที่แพงกว่าทองคำ


น้ำหอมเป็นไอเทมที่บางคนชอบ บางคนไม่ชอบ คนที่ไม่ชอบถ้าจะให้เสียหลักพันเพื่อแลกกับน้ำหอมสักขวด เป็นสิ่งที่ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบน้ำหอมมากถึงขั้นคลั่งไคล้ หลงใหลในกลิ่นแล้วละก็เสียเงินเท่าไหร่ถ้าไม่แพงจนเกินไปก็พยายามหามมาใช้จนได้ ถ้าน้ำหอมราคาท้องตลาดราคาก็อยู่ที่หลักพันบาทต่อออนซ์ แต่ก็มีน้ำหอมอีกประเภทหนึ่งที่เห็นราคาแล้วอาจอ้าปากค้างเพราะราคาต่อออนซ์แพงกว่าทองคำเสียอีด และนี่คือน้ำหอมจากแบรนด์ดัง 5 รุ่นที่มีราคาตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อออนซ์ อันดับ 5 Clive Christian No. 1 แบรนด์นี้ผลิตน้ำหอมดีๆออกมาเยอะมาก รุ่น No.1เป็นรุ่นที่เคยติดอันดับ ความนิยมสูงสุดช่วงปี 2001-2006 มี 2 กลิ่น คือ Floral Oriental สำหรับผู้หญิง และ Woody Oriental สำหรับผู้ชาย บรรจุในขวดแก้วคริสตัล ปากขวดประดับด้วยทองคำ 24K และเงิน สนนราคาออนซ์ละ 70,000 บาท อันดับ 4 Chanel Grand Extrait เอกลักษณ์ของแบรนด์นี้คือ กลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้ และ ดีไซน์ขวดสวย เป็นน้ำหอมรุ่นแรกๆของแบรนด์ที่มีราคาแพง ถูกคิดค้นเมื่อปีค.ศ.1921 โดยเลือกสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพดีที่สุด ราคาแพงที่สุด เช่น ดอกกระดังงา, ดอกกุหลาบพันธุ์ de Mai, และดอกมะลิจากเมืองกราส์ เป็นน้ำหอมที่มีกลิ่นพิเศษ ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ ราคาออนซ์ละ 138,000 บาทอันดับ 3. Baccarat Les Larmes Sacrees de Thebes เป็นหนึ่งในรุ่นท็อป ของแบรนด์ มีกลิ่นหอมพิเศษ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สกัดจากยางต้นเทียน, ยางสน, มัสค์, ต้นจันทร์เทศ, ดอกกระดังงา, ดอกมะลิ และดอกเจราเนี่ยม บรรจุในขวดแฮนด์เมดทำจากคริสตัลทรงพีระมิด ราคาออนซ์ละ 223,000 บาทอันดับ 2. Clive Christian No. 1 Imperial Majesty Perfume น้ำหอมรุ่นนี้สกัดจากวนิลาคุณภาพดีที่สุดในโลก พันธุ์ตาฮิเตียน และชะเอมจากอิตาลี ผสมกับดอกไม้ป่าต่างๆ เช่น ดอกกะดังงา ดอก rosa centafolis และดอกกุหลาบ ให้ความรู้สึกหอมหวานและสดชื่น บรรจุในขวดที่ทำจากทองคำ 18K และเพชร ราคาออนซ์ละ 418,000 บาท อันดับ1. DKNY Golden Delicious Million Dollar Fragrance Bottle มีกลิ่นหอมหวานแบบดอกไม้กลางคืน ผสมกับความสดชื่นจากผลไม้ บรรจุอยู่ในขวดที่ประดับด้วยเพชรสีเหลือง ขนาด 2.43 กะรัต, เพชรสีชมพูอีก 4.03 กะรัต, ทัวร์มาลีนอีก 1.06 กะรัต, ไพลินจากศรีลังกา ขนาด 7.18 กะรัต และทับทิมขนาด 3.07 กะรัต นอกจากนี้ยังมีเพชรกว่า 2,700 เม็ด และไพลินสีเหลืองอีก 183 เม็ด น้ำหอมขวดนี้ถูกขายไปเพื่อการกุศลไปด้วยราคา 32 ล้านบาท ถูกในแบรนด์ไหน รุ่นอะไรก็เลือกซื้อหามาใช้ได้ตามกำลังทรัพย์ แต่ถ้าไม่ชอบน้ำหอมก็เปลี่ยนมาซื้อทองคำก็ได้เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

12/10/2561

เครื่องแต่งกายทองคำ


ขี้นชื่อว่าคนรวย ย่อมทำสิ่งที่แตกต่างจากคนทั่วไปเพื่อแสดงออกถึงความมั่งคั่ง ซึ่งสิ่งหนึ่งที่สามารถสื่อถึงความร่ำรวยได้อย่างชัดเจนก็คือ ทองคำ นอกจากการใส่เครื่องประดับทองที่บ่งบอกสถานทางสังคมแล้ว การนำทองคำมาทำเป็นเครื่องแต่งกายก็ยากที่คนธรรมดาจะจินตนาการ แต่สิ่งนี้ก็เกิดขึ้นแล้วกับเศรษฐีหลายคนนายปันกาจ ปาราก เศรษฐีและนักธุรกิจด้านสิ่งทอในประเทศอินเดีย คือหนึ่งในเจ้าของเสื้อทองคำมูลค่า12,700 ปอนด์ เขาสวมใส่เสื้อที่ทำด้วยทองคำบริสุทธ์หนัก 4 กิโลกรัม ไปทำบุญที่วัดฮินดู ในนครมุมไบ ก่อนหน้านี้เขาเคยมีเสื้อทองคำมาแล้ว 1 ตัว ตัดเย็บโดย Shanti Jewellersบริษัทออกแบบเครื่องประดับชั้นนำ โดยใช้ช่างกว่า 20 คนและใช้เวลาทำนานกว่า 3,200 ชั่วโมงในการตัดเย็บ ซึ่งเสื้อตัวนั้นเขาสวมมันในพิธีแต่งงาน เนื้อผ้าทำมาจากทองคำแท้ ประดับด้วยเพชร พลอย และอัญมณีต่างๆ เศรษฐีที่เป็นเจ้าของเสื้อทองคำอีกคนหนึ่งชื่อ นาย ดัตตา พูจี เป็นคนอินเดียเหมือนกัน เสื้อทองคำของเขาเป็นเสื้อเชิ้ตที่ทำจากทอง 22 กระรัต มีผ้ากำมะหยี่สีขาว นำเข้าจากต่างประเทศรองเป็นฐานสำหรับการทอไหมทองคำ ใช้คริสตัลจากชวารอฟสกีมาทำเป็นกระดุม และมีเข็มขัดที่ทำจากทองคำเข้าชุดกัน รวมทองและคริสตัส 14,000 ชิ้น น้ำหนัก 3.32 กิโลกรัม ต้องใช้ช่างฝีมือถึง15 คนช่วยกันทำนาน 16 วัน เสื้อทองคำของเขามีมูลค่า 12.7 ล้านรูปีหรือราว 240,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 8.4 ล้านบาท นายพูจี เป็นคนหลงใหลในทองคำมาก นอกจากเสื้อทองคำแล้ว เขายังใส่เครื่องประดับทองเต็มตัวทั้งสร้อยข้อมือ สร้อยคอและแหวน ทำให้เศรษฐีเงินกู้ชาวอินเดียคนนี้ได้รับฉายาว่า "มนุษย์ทองคำ" แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่นายดัตตา พูจีได้เสียชีวิตลงแล้ว หลังถูกรุมทุบตีทำร้านร่างกายด้วยกลุ่มชายฉกรรจ์ 12 คน เมื่อปี 2016ที่ฉังซา มณฑลหูหนัน ประเทศจีนมีการผลิตชุดชั้นในทองคำแท้มูลค่า 4,000,000 หยวน หรือ ราว 20 ล้านบาท มีน้ำหนักชินลพ 900 กรัม(มี 2 ชุด รวม 4 ชิ้น)ใช้นักออกแบบและตัดเย็บ 5 คน ใช้เวลาตัดเย็บนาน 6 เดือนชิ้นบนแกะสลักเป็นรูปมังกรและหงส์ฝีมือการแกะสลักประณีตงดงามที่สุดในแผ่นดินใหญ่ทีเดียว ชุดชั้นในทองคำอีกชุดหนึ่ง อยู่ที่เมืองหวู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ทางตอนกลางของจีน น้ำหนักรวมถึง 3 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 5ล้านหยวน หรือราว 27 ล้านบาท ในเมืองไทยก็เคยมี เดรสทองคำแท้สุดหรูมูลค่า 45 ล้านบาท นำเข้ามาจากอเมริกาออกแบบโดยไซด์เนอร์ชื่อดังระดับโลก เพื่อมาใส่โชว์ในงานเปิดตัวไอศครีมดังยี่ห้อหนึ่ง เป็นเดรสที่ตกแต่งด้วยทองคำแท้ 24 K จำนวนกว่า 10,000 แผ่น ประดับลงบนเดรสทีละชิ้นๆ ร้อยเรียงกันรับกับทรวดทรงของผู้สวมใส่งดงามจนน่าตกตะลึงเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

12/07/2561

เอล-โดราโด มหานครทองคำ


ตามตำนานมหานครทองคำเอล-โดราโด เริ่มขึ้นในยุคล่าอาณานิคมเมื่อนายพลฟรานซิสโก ปิซาโร (Francisco Pizarro)แห่งสเปน นำกำลังทหารเข้าไปยังดินแดนของชนเผ่าอินคา(ประเทศเปรูในปัจจุบัน)เพื่อหวังยึดครอง ในขณะที่ชาวอินคามีความเชื่อว่าจะมีพระเจ้าผิวขาว หนวดเครารุงรังนำพาวัฒนธรรมและวิทยาการต่างๆมาให้พวกตน จึงเข้าใจผิดคิกว่าผู้รุกรานเป็นพระเจ้า จึงให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เมื่อนายพลฟรานซิสโก ปิซาโร ได้เห็นความเป็นไปในอาณาจักรอินคาเห็นว่าทั้งกำลังพลและอาวุธ ยุทโธปกรณ์ที่มีไม่สามารถสู้กองทัพตนได้จึงบุกโจมตีชาวอินคาทันทีและจับกุมกษัตริย์มาได้ แต่ก่อนที่จะลงมือสังหาร กษัตริย์อินคาเสนอทองคำจำนวนหนึ่งให้กับปิซาโรเพื่อแลกกับการปลดปล่อยพระองค์ให้เป็นอิสระ เมื่อปิซาโรเห็นช่องทางและโอกาส จึงเสนอค่าไถ่เป็นทองคำเต็มห้องที่ใช้ขังกษัตริย์และให้หามาให้ได้ภายใน 2 วัน แม้จะดูเป็นข้อเสนอที่ยากจะเป็นไปได้แต่กษัตริย์อินคาก็ตอบตกลงและมีบัญชาให้ชาว อินคาเร่งขุดทองคำมาเติมเต็มห้องขังทันที ตามตำนานเล่าว่าชาวอินคาเดินทางไปยังนครลึกลับแห่งหนึ่งที่ว่ากันว่ามีแต่ทองคำแต่ช่วงเวลา 2 วันนั้นน้อยเกินไปจึงไม่สามารถหาทองคำมาได้ทัน ปิซาโรคิดว่าตนโดนหลอกจึงสังหารกษัตริย์ชาวอินคาเสีย เมื่อชาวอินคาทราบเรื่องการสิ้นพระชนม์ของกษัตร จึงนำทองคำที่ขุดมาแล้วและอยู่ระหว่างขนส่งเปลี่ยนเส้นทางเอาทองคำไปซุกซ่อนไว้ในนครลึกลับอีกแห่งหนึ่งท่ามกลางป่าลึก ชาวสเปนจึงได้ออกตามหาทั้งนครที่เป็นเหมืองทองของชาวอินคา และนครลี้ลับกลางป่าที่ชาวอินคานำเอาทองคำไปซ่อนไว้ แต่ก็หาไม่เจอ จึงเป็นที่มาของการออกตามล่าหานครทองคำเอล-โดราโด มาจนถึงปัจจุบัน เอล-โดราโด เป็นภาษาสเปนแปลว่า มนุษย์ทองคำ อันเนื่องมาจากเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1535 ชาวสเปนได้พบชายชราคนหนึ่ง ได้เล่าถึงการประกอบพิธีกรรมบูชาสุริยเทพท่ามกลางผืนน้ำของกษัตริย์อินคา โดยจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์สวยงาม ประดับประดาด้วยทองคำและอัญมณี แล้วประทับในแพทองคำล่องไปในแม่น้ำ จากนั้นจะถอดอาภรณ์ล้ำค่าออก แล้วชโลมร่างกายด้วยผงทองคำละเอียดจนกลายเป็น มนุษย์ทองคำ ทำให้เชื่อว่านครทองคำน่าจะมีจริงแม้จะมีความพยายามค้นหาอย่างไรก็ไม่มีใครเคยพบมหานครทองคำ จนเมื่อปีค.ศ.1856นักโบราณคดีได้ค้นพบแพทองคำ(Muisca Raft) ที่มีรูปสลักของกษัตริย์และข้าทาสนับสิบประดับอยู่บนแพในถ้ำใกล้ทะเลสาบกัวตาบีตา ทางตอนใต้ของกรุงโบโกตา สันนิฐานว่าถูกสร้างราวคริสตศักราช 600 – 1,600 พร้อมกับทองคำอีกหลายชิ้น บางทีนี่อาจทำให้ความเชื่อว่ามหานครทองคำ เอล-โดราโด มีจริงหนักแน่นขึ้นเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

12/07/2561

แผ่นทองคำที่เขาชัยสน จ.พัทลุง


เมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 มีเหตุการณ์ตื่นทองเกิดขึ้นที่ ม.7 ต.เขาชัยสน จ.พัทลุง คือมีการขุดพบแผ่นทองคำโบราณ ทองรูปพรรณและโบราณวัตถุจำนวนมากในพื้นที่สวนปาล์มของนายวิ ทับแสง และมีชาวบ้านนับพันแห่ไปขุดทองที่สวนแห่งนี้ จนหน่วยงานราชการ ต้องเข้าควบคุมพื้นที่ ตลอดจนเรียกร้องให้ผู้ที่ขุดทองได้นำมาคืนหน่วยงานรัฐโดยให้ค่าตอบแทนตามที่กฎหมายกำหนด ปรากฏว่ามีชาวบ้านที่มีสำนึกรักหวงแหนสมบัติชาตินำทองที่ขุดได้มาส่งคืนกรมศิลปากรจำนวนมาก ทองคำที่ชาวบ้านขุดพบและนำมามอบให้กรมศิลปากรมีจำนวน 22 รายการ ประกอบด้วย ทองรูปพรรณ 4 รายการ ได้แก่ กำไลหัวมังกร ชิ้นส่วนกำไล จี้รูปปลัดขิก ลูกปัดทองคำ และแผ่นทองคำที่มีจารึกอักษรจีนอีก13 รายการ การศึกษาเบื้องต้นโดยผู้เชี่ยวชาญทำให้ได้ข้อมูลว่า ทองคำดังกล่าวน่าจะมีอายุราว พ.ศ.1670–1822 หรือประมาณ 700-800 ปีมาแล้ว นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์ตัวอักษรจีนที่ประทับลงบนแผ่นทองคำโดยดร.อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร พบว่าแผ่นทองคำที่พบนั้นน่าจะใช้แลกเปลี่ยนซื้อขายแทนเงินตรา เปรียบเสมือนการใช้ธนบัตรในปัจจุบัน ซึ่งการผลิตทองคำแผ่น ต้องมีการสัมปทานจากรัฐ หรือราชสำนักจึงต้องมีการปั๊มตัวหนังสือลงไปบริเวณมุมแผ่นทอง และกลางแผ่นทองคำ สังเกตดูจะพบว่ามีตัวหนังสือคล้ายๆกันกระจายไปทั่วทั้งแผ่นซึ่งในแผ่นทองคำที่พบ มีอักษรจีนคำว่า ป้าเป่ยเจียซี คำว่าป้าเป่ยคือชื่อของสถานที่ เจียแปลว่าถนน ซี แปลว่าตะวันตก เมื่อแปลความหมายโดยรวมแล้วหมายถึง โซนฝั่งตะวันตกของถนนป้าเป่ย หรือถนนป้าเป่ยฝั่งตะวันตก ชื่อป้าเป่ย เป็นคำโบราณ ซึ่งนักวิจัยพบว่าชื่อนี้ใช้เรียกกันในสมัยราชวงศ์ ชุ้งใต้ ปัจจุบันไม่พบชื่อนี้แล้ว ตำแหน่งต่อไปพบบริเวณส่วนกลางของแผ่นทองคำคือชื่อผู้การันตี หรือรับรองคุณภาพทองคำว่าเป็นทองคำแท้ จากอักษรตัวนามสกุลอ่านได้ว่า แซ่หาน และท้ายสุดเป็นอักษรที่บอกเปอร์เซ็นต์ทอง ซึ่งอ่านได้ว่าสือเฟินจิน สือเฟินแปลว่าสิบส่วน จิน แปลว่าทอง รวมแล้วหมายถึงทองคำสิบส่วน แปลว่าเป็นทองที่มีคุณภาพสูงหรือเปอร์เซ็นต์ทองคำสูง ซึ่งทองที่พบมีความบริสุทธิ์ของทองคำถึง 97% ที่เหลือเป็นเงิน จากการศึกษาชั้นดินใน พื้นที่สวนปาล์มแห่งนี้ พบว่าในอดีตน่าจะเคยเป็น หนองน้ำที่เชื่อมไปยังคลองพะเนียดและคลองท่ามะเดื่อ ไหลออกสู่ทะเลสาบสงขลาแล้วออกทะเลที่อ่าวไทย จึงมีข้อสันนิษฐานว่า ทองคำที่พบในสวนปาล์มนี้อาจเป็นของพ่อค้าหรือบุคคลมีฐานะหรือบุคคลชั้นสูงชาวจีน ที่เดินทางผ่านเส้นทางนี้โดยทางเรือ อาจมาเพื่อการค้าหรือกิจธุระอื่นใด ก่อนที่เรือจะล่มลงพร้อมกับทองคำในบริเวณนี้ ปัจจุบันการขุดหาทองได้ยุติลงไปแล้ว และกรมศิลปากรได้คืนพื้นที่ให้เจ้าของนำกลับไปทำสวนปาล์มแล้ว แต่หากมีการขุดพบทองคำอีกก็ให้แจ้งกรมศิลปากรทราบทันทีเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

12/07/2561

ปลียอดทองคำ พระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช


พระบรมธาตุเจดีย์ เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าตั้งอยู่ภายในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช ตามตำนานเล่าว่าหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน เมืองต่างๆ ในแคว้นชมพูทวีปได้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุไปเก็บรักษาเพื่อเคารพบูชา พระนางเหมชาลาพร้อมพระธิดาและพระโอรสอัญ แห่งเมืองทนธบุรีได้อัญเชิญพระทันตธาตุ ลงเรือหนีจากชมพูทวีปจะไปยังลังกาเพราะเกรงจะถูกแย่ง ระหว่างทางเกิดพายุทำให้เรือกำปั่นแตกมาฝั่งที่หาดทรายแก้วจึงได้ฝังพระทันตธาตุไว้ ต่อมาพระเจ้าศรีธรรมโศกราชเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ได้มาพบพระทันตธาตุจึงโปรดให้ สร้างพระบรมธาตุเจดีย์เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและสร้างเมืองขึ้น ณ หาดทรายแก้วจนสำเร็จเมืองดังกล่าว คือ เมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงเสด็จประพาสเมืองนคร จึงได้พระราชทานนามวัดว่าวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารองค์พระบรมธาตุเจดีย์เป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนาทรงระฆังคว่ำ ส่วนปลียอดหุ้มด้วยแผ่นทองคำ มีทั้งที่เป็นแผ่นทองเรียบ แผ่นทองดุนลาย และแผ่นทองที่มีจารึกส่วนยอดบนสุดเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ถักจากลูกปัดร้อยเข้ากันด้วยเส้นลวดทองคำ การหุ้มปลียอดพระธาตุด้วยทองคำแท้นี้เป็นการถวายแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามความเชื่อของพุทธศสานิกชนเพื่อให้ผู้ถวายได้พบกับพระนิพพาน ตามประวัติศาสตร์การบูรณะองค์พระบรมธาตุเจดีย์ทำมาแล้วหลายครั้ง โดยการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อราว 30 ปีก่อนได้ปลดเอาทองคำทั้งหมดที่ปลียอดพระธาตุลงมาชั่งรวมกันได้มากถึง 216 กิโลกรัม พบแท่นจารึกทองคำ 74 รายการ ทั้งอักษรขอมและอักษรไทยอ่านแปลไปแล้ว 40 รายการ ในจารึกระบุถึงการซ่อม น้ำหนักทอง นามและถิ่นที่พำนักของผู้ซ่อม จารึกที่เก่าแก่ที่สุดที่พบคือปี พ.ศ. 2155 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถแห่งกรุงศรีอยุธยา หลังจากนั้นมีจารึกตามมาอีกหลายแผ่นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2159 จนถึง พ.ศ.2377 แสดงให้เห็นว่ามีการซ่อมบำรุงมาโดยตลอดนอกจากนี้ยังมีจารึกเป็นหลักฐานยืนยันว่ายอดพระบรมธาตุเจดีย์เคยชำรุดหักลงมาแล้วและได้มีการซ่อมสร้างขึ้นใหม่เมื่อปีพ.ศ.2190 ดังคำจารึกว่า "พุทธศักราชได้สองพันร้อยเก้าสิบพระพรรษาเศษได้สี่วัน เมื่อยอดพระเจ้าหัก วันจันทร์ เดือนหก แรมสี่ค่ำ ปีมะเมีย เพลาชายแล้วสองยาม สร้างตรลบหกสู่ยอดเจ้าหั้นแล เมื่อได้ทำการนั้นเดือนสิบ วันศุกร์ เวลาเช้าขึ้นถึงสิบชั้นเป็นสุดเอย" จารึกนี้ถูกจารลงในแผ่นทองคำ เป็นหลักฐานสำคัญที่ถูกค้นพบเมื่อกว่า 30 ปีก่อนเช่นกัน ขณะนี้กระทรวงวัฒนธรรมกำลังดำเนินการเพื่อเข้าสู่กระบวนการประกาศให้วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นมรดกโลก โดยได้จัดทำเอกสารฉบับภาษาไทยเสร็จสมบูรณ์แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างแปลเอกสารฉบับภาษาอังกฤษ โดยผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากร คาดว่าจะดำเนินการได้ในปี 2562 นี้ ซึ่งปัจจุบันวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารอยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลกจากยูเนสโก้แล้วเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

12/07/2561

แผ่นบันทึกข้อมูลทองคำในอวกาศ


วอยเอจเจอร์ 1-2 เป็นยานสำรวจที่นาซ่าส่งออกไปเพื่อปฏิบัติภารกิจสำรวจระบบสุริยะชั้นนอกเมื่อปี 1977 โดยยานวอยเอจเจอร์ 1 (Voyager Spacecraft-1) ออกเดินทางเมื่อวันที่ 05 กันยายน 1977 อยู่ห่างจาก โลกกว่า 139 AU.(นับถึงปี 2017) ด้วยความเร็ว 38,000 ไมล์ต่อชั่วโมง มีเป้าหมายสู่ช่องว่างระหว่างดวงดาว (Interstellar Space) และยานวอยเอจเจอร์ 2 (Voyager Spacecraft -2) ออกเดินทางเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 1977 ห่างจากโลกกว่า 114 AU. .(นับถึงปี 2017) ด้วยความเร็ว 34,000 ไมล์ต่อชั่วโมง ยานทั้งสองใช้เวลาเดินทางไปแล้ว 41 ปี(นับถึงปี2018) และมีการอัพเดทตำแหน่งระยะทางทุกๆ 5 นาที และอาจใช้เวลา 40,000 ปี เดินทางในความว่างเปล่าเพื่อไปถึง ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่น (Extrasolar Planet ปัจจุบัน ยานวอยเอเจอร์ 1 เป็นวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นที่อยู่ห่างจากโลกมากที่สุด คืออยู่ห่างไป 12,000 ล้านไมล์ นอกจากภารกิจสำรวจระบบสุริยะชั้นนอกแล้ว ยังมีสิ่งหนึ่งที่ถูกส่งไปกับยานนี้ด้วย ก็คือแผ่นบันทึกข้อมูลทองคำ แผ่นบันทึกข้อมูลนี้ทำจากแผ่นทองแดงเคลือบผิวด้วยทองคำ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 เซนติเมตร ภายในแผ่นทองคำนั้นบันทึกภาพในชีวิตประจำวัน เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ที่สำคัญๆบนโลก และเสียงต่างๆ ตั้งแต่เสียงรถวิ่งบนถนน เสียงวาฬสีน้ำเงิน ดนตรีคลาสสิค ดนตรีร็อค เป็นต้นและข้อมูลภาพอีก 117 ภาพ เช่น ภาพกายวิภาคศาสตร์ อวัยวะเพศมนุษย์ กำแพงเมืองจีน ภาพใต้น้ำที่มีนักประดาน้ำและปลา ทารกในครรภ์ นักกายกรรม สนามบิน และอื่นๆ รวมถึงคำทักทาย ในภาษาต่าง ๆอีก55 ภาษา การใส่ข้อมูลลงในแผ่นบันทึกทองคำแล้วส่งไปกับยานสำรวจอวกาศวอยเอเจอร์ นี้ก็เพื่อแสดง ให้เห็นถึงความหลากหลายของชีวิตและวัฒนธรรมบนโลก นั่นหมายความว่า หากมีสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาอยู่ในดาวดวงอื่นจริง และพวกเขาอยู่ในแนวเดียวกับที่ยานทั้งสองส่งไป ยานสำรวจอวกาศสองลำนี้อาจจะเป็นหลักฐานแรกของอารยธรรมของมนุษย์ที่พวกเขาพบก็เป็นได้สำหรับเรื่องราวของประเทศไทยถูกบันทึกไว้ในแผนทองคำนี้ 2 ส่วนคือภาพคุณลุงช่างแกะสลักไม้จากภาคเหนือของไทย และคำกล่าวทักทายภาษาไทยที่ว่า “"สวัสดีค่ะ สหายในธรณีโพ้น พวกเราในธรณีนี้ ขอส่งมิตรจิตมาถึงท่านทุกคน" การส่งบันทึกไปกับยานนี้ไม่ได้หวังผลว่าจะได้รับคำตอบกลับมา แต่โดยนัยยะอาจเป็นการส่งสาร ไปยังมวลมนุษยชาติว่า ควรก้าวข้ามความแตกแยกระหว่างเชื้อชาติ ศาสนา หรือประเทศ แล้วรวมกันเป็นหนึ่งเดียวนั่นเองเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

12/07/2561

มงกุฎทองคำกับอาร์คีมีดีส


อาร์คิมิดีส เป็นนักคณิตศาสตร์ นักฟิสิกส์ วิศวกร และนักประดิษฐ์คนสำคัญของโลก เป็นผู้คิดวิธีหาพื้นที่และปริมาตรของรูปทรงเรขาคณิตมากมาย เป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมเครื่องจักรกลหลายชนิด รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องทุ่นแรงที่ยังใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบัน การค้นพบที่นำชื่อเสียงมาสู่ อาร์คิมิดีสมากที่สุดก็น่าจะเป็นเหตุการณ์หาปริมาตรทองคำจากมงกุฎของกษัตริย์ เฮียโร (Hiero) ที่ 2 แห่งเกาะซิซิลี เมื่อพระองค์ต้องการได้มงกุฎทองคำ จึงพระราชทานทองคำจำนวนหนึ่ง ให้ช่างทองประจำราชสำนักนำไปทำมงกุฎ เมื่อช่างทองทำเสร็จเรียบร้อยก็ได้นำมงกุฎมาถวายให้ทอดพระเนตร ซึ่งมีน้ำหนักเท่ากับน้ำหนักทองคำที่ให้ไป ครั้งแรกพระองค์รู้สึกพอพระทัย แต่ต่อมาเกิดความสงสัยว่า ช่างทองจะซื่อสัตย์จริงอย่างที่พระองค์คิดหรือไม่หรือมีการนำโลหะอื่นมาหลอมรวมให้ได้เท่ากับน้ำหนักทอง แล้วยักยอกนำทองคำบางส่วนไปเก็บไว้เสียเอง กษัตริย์ เฮียโรไม่รู้ว่าจะพิสูจน์เรื่องนี้ได้อย่างไร จึงให้อาร์คีมีดีสหาทางพิสูจน์ว่าช่างทองซื่อสัตย์หรือไม่ มงกุฎของพระองค์เป็นทองคำแท้อย่างที่คิดหรือเปล่า อาร์คีมีดีสใช้เวลาคิดอยู่หลายวัน ก็ยังไม่สามารถหาวิธีพิสูจน์ได้ วันหนึ่งขณะที่เขากำลังจะก้าวลงอ่างอาบน้ำ ก็สังเกตเห็นว่าเมื่อเขาลงไปในอ่างทำให้น้ำส่วนหนึ่งล้นออกมา ทำให้เขารู้วิธีหาปริมาตรวัตถุได้จึงอุทานขึ้นมาด้วยความดีใจว่า "ยูเรก้า ยูเรก้า" (ต่อมายูเรก้าใช้เรียกภาชนะที่ใช้สำหรับหาปริมาตรของวัตถุ) การทดลองของอาร์คีมีดีสทำได้ด้วยวิธีการที่ง่ายมาก เขานำมงกุฎจากพระราชาจุ่มลงไปในน้ำ ให้น้ำล้นออกมา เขาตวงวัดปริมาตรของน้ำ ซึ่งเท่ากับปริมาตรของมงกุฎ ต่อมาเขาเอาทองคำบริสุทธิ์ที่มีน้ำหนักเท่ากับมงกุฎจุ่มลงน้ำเช่นเดียวกันเพื่อหาปริมาตร ผลปรากฏว่าปริมาตรของทองคำบริสุทธิ์มีขนาดน้อยกว่าปริมาตรของมงกุฎ ซึ่งหมายความว่าในมงกุฎนั้นมีโลหะอื่นเจือปนอยู่ ในที่สุดช่างทองยอมรับผิด วิธีการของอาร์คีมีดีสคือการหาความถ่วงจำเพาะ ของวัตถุที่มีรูปร่างขรุขระไม่เป็นไปตามรูปทรงทางเรขาคณิต หลักการคือน้ำหนักของวัตถุที่หายไปในน้ำ ย่อมเท่ากับน้ำหนักของน้ำ ที่ถูกวัตถุนั้นแทนที่ ซึ่งต่อมากฎนี้ถูกเรียกว่า " หลักของอาร์คิเมดีส " (Archimedes's Principle) " อาร์คิมิดีส เป็นชาวกรีก เกิดเมื่อ 287 ปีก่อนคริสต์ศักราช ที่เมืองซีรากูซา บนเกาะซิซิลี ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี ในวัยเด็กอาร์คิมิดีสเดินทางไปศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ ที่เมืองอเล็กซานเดรียทางตอนเหนืออียิปต์ซึ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคนั้น หลังจบการศึกษาอาร์คิมิดีสกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองซีรากูซาบ้านเกิด เป็นนักคิดและนักประดิษฐ์คนสำคัญ ทำงานและช่วยแก้ปัญหาให้กับพระเจ้าเฮียโรที่ 2 กษัตริย์ผู้ปกครองเมืองซีรากูซา จนเป็นที่โปรดปรานของกษัตริย์และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบรรดานักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดและเป็นนักคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในยุคโบราณเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

12/07/2561

หลวงพ่อทองคำ


“หลวงพ่อทองคำ” เป็นชื่อเรียกพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นพระพุทธรูปทองคำองค์แรกของไทยที่ได้รับการบันทึกไว้ใน The Guinness Book of World Record เมื่อ ปี พ.ศ.2534ว่า เป็นพระพุทธรูปทองคำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก หลวงพ่อทองคำ มีขนาดหน้าตักกว้าง 6 ศอก 5 นิ้ว ความสูงจากพระเกตุมาลาถึงฐานที่รองรับพระพุทธรูป 7 ศอก 1 คืบ 9 นิ้ว น้ำหนักประมาณ 5.5 ตัน และที่สำคัญคือสร้างด้วยทองคำแท้ มีมูลค่าสูงกว่า 21 ล้านปอนด์ (ตามราคาทองคำในปีที่หนังสือกินเนสส์บุ๊คบันทึกไว้) ถึงเวลานี้ประเมินไม่ได้ว่าราคาจะขึ้นไปถึงเท่าไหร่ หลวงพ่อทองคำนี้สันนิฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย ต่อมาชาวบ้านได้ร่วมกันพอกปูนทับเนื้อทองคำไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกศัตรูเห็น จนล่วงมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพระพุทธรูปจากหัวเมืองต่างๆมาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ รวมถึงหลวงพ่อทองคำด้วย โดยตอนแรกประดิษฐานอยู่ที่วัดพระยาไกรจนถึงพ.ศ.2478 จึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดสามจีน(ชื่อเก่าวัดไตรมิตรวิทยาราม) และกว่าจะรู้ว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำไม่ใช่พระปูนปั้นก็ผ่านไปนานถึง 20 ปีเวลานั้นมีการประกอบพิธีอัญเชิญองค์พระมาประดิษฐ์ฐานบนพระวิหาร ปรากฏว่าเชือกที่ยกองค์พระนั้นขาดลงทำให้พระพุทธรูปตกลงมาทำให้ปูนที่พอกไว้กะเทาะออกและเมื่อล้างรักที่ลงไว้ออกก็ปรากฏเห็นเป็นพระพุทธรูปทองคำทั้งองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ว่า"พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร" ปัจจุบันหลวงพ่อทองคำประดิษฐานในพระมหามณฑปเฉลิมพระเกียรติฯ ที่สร้างขึ้นเมื่อคราวเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ60 ปี และทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา เมื่อปีพ.ศ. 2549และ พ.ศ. 2550 ตามลำดับ พระมหามณฑปออกแบบเรียบง่าย โดยคำนึงถึงความจำเป็นและประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก โครงสร้างของอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กตัวอาคารก่ออิฐถือปูนบุด้วยหินอ่อน กว้าง 30 เมตร สูง 60 เมตร รูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์สมัยรัตนโกสินทร์ ยอดพระมณฑปทรงจตุรมุข ประดับด้วยตราสัญลักษณ์เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ส่วนวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เดิมชื่อ วัดสามจีน ตามตำนานเล่าว่าเป็นวัดที่สร้างโดยชาวจีน 3 คน ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในเมืองไทยกลุ่มแรกๆ สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจนร่ำรวย จึงร่วมกันสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นและเรียกว่าวัดสามจีน ต่อมาภายหลังมีการปฏิสังขรณ์วัดครั้งใหญ่ได้เปลี่ยนชื่อจากวันสามจีนเป็นวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร แต่ก็ยังคงมีความหมายว่าเพื่อนสามคนเหมือนเดิมเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

12/07/2561

เศษทองคำแท้ไม่มีอยู่จริง


เดี๋ยวนี้มีประกาศขายเครื่องประดับทองทางเฟสบุ๊คมากมาย บางเพจก็ขายเครื่องประดับทองคำแท้ในราคาท้องตลาด แต่บางเพจก็ประกาศขายในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมากแล้วโฆษณาว่าทำจากเศษทองคำแท้เยาวราช โดยอ้างว่านำสะเก็ดของทองคำแท้ที่หลุดออกมาหลังจากการเจียระไน มาหลอมรวมกันแล้วเจียระไน เป็นเครื่องทองประดับชิ้นใหม่นำออกขายในราคาที่ถูกกว่าทองคำแท้ ซึ่งหลายคนก็ยังสงสัยว่าเครื่องประดับที่ทำจากเศษทองเหล่านี้มีจริงหรือ ใช่ทองคำแท้หรือเปล่า แล้วนำไปขายต่อได้หรือไม่ คำตอบก็คือ เครื่องประดับที่ทำจากเศษทองคำแท้ ไม่มีอยู่จริง เพราะทองคำ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด ก็ยังคงเป็นทองคำที่มีค่า มีราคาเทียมเท่ากับทองคำทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นสะเก็ด เศษผงหรือ ละออง อีกทั้งในกระบวนการผลิตทองรูปพรรณ มีการควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อจำกัดการสูญเสียทองจากกระบวนการผลิตให้น้อยที่สุด มีการเก็บกวาดรวบรวมเศษทองไปหลอมเป็นทองบริสุทธิ์เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่เสมอ ว่ากันว่าขนาดพรมปูพื้นในโรงงานผลิตทองรูปพรรณ ยังมีคนมารับซื้อเพื่อนำไปผ่านกระบวนการสกัด( refine)นำเศษทองที่ติดอยู่กับพรมออกมาขายได้ในราคาทองคำแท้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการนำเศษทองคำมาแปรรูปเป็นทองรูปพรรณแล้วขายในราคาที่ถูกกว่าท้องเตลาดมาก เช่นสร้อยคอ จากเศษทองคำแท้เยาวราช น น้ำหนักหนึ่งบาท ขายเพียง 1,250 บาท แถมส่งEMS ฟรีให้ถึงบ้านเป็นต้นแต่ถ้ายืนยันว่าสินค้าดังกล่าวนำเศษทองแท้มาทำการผลิตจริงโดยใช้วิธีการชุบแบบโบราณ (กะไหล่) บนโลหะชนิดอื่น หรือชุบแบบสมัยใหม่ก็ตาม ก็จะมีปริมาณทองคำไม่เพียงพอต่อการนำมาสกัดใหม่หรือมีมูลค่าทองมากพอในการรับซื้อคืน ดังนั้นทองประเทศนี้ จึงจำนำหรือนำไปขายตามร้านทองไม่ได้เพราะเขาไม่ซื้อ แต่หากทางร้านที่ขายสินค้าดังกล่าว บอกว่ามีใบรับประกัน และการันตีการซื้อคืน เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะทำแบบนั้นได้จริง เพราะการซื้อขายไม่มีหน้าร้าน ขายตามหน้าเพจหากเพจร้านปิด เราก็ขายคืนไม่ได้อยู่ดีข้อสำคัญหากรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นำเครื่องประดับทองที่เราเข้าใจว่าทำจากเศษทองเหล่านี้ไปขายตามร้านทอง อาจเจอข้อหาขายทองปลอม ถือว่าผิดกฎหมายฐานฉ้อโกง โดนถูกดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง และอาญาอาจโดนจำคุก หรือโดนปรับ โดยไม่ทั้นตั้งตัวก็เป็นได้เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/28/2561

ร้านทองกับกฎหมายฟอกเงิน


หลังจากพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ฉบับที่ 3) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 ทำให้ผู้ประกอบอาชีพ9 ประเภทต้องรายงานการทำธุรกรรมให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ตรวจสอบ อย่างละเอียดตามเงื่อนไนในกฎหมาย ตั้งแต่ธุรกิจขาย-เช่าซื้อรถ นายหน้าค้าที่ดิน ที่ปรึกษาการลงทุน บัตรเครดิต บัตรเงินสดที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน และร้านค้าอัญมณี เพชรพลอย ทองคำ สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าทองคำ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้ออกกฎหมายเพิ่มเติมกำหนดให้ร้านทองต้องดำเนินการตามกฎหมาย ปปง. ที่บังคับใช้เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ ซึ่งมีสาระสำคัญคือ • ต้องรายงานธุรกรรมต่อ ปปง. เมื่อลูกค้าซื้อ-ขายทองคำด้วยเงินสดที่มีมูลค่าตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป โดยส่งแบบรายงานที่ทำขึ้นระหว่าง วันที่ 1- 15 ให้รายงานปปง.ภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 15 ของเดือน ส่วนแบบรายงานที่ทำขึ้นระหว่างวันที่ 16 – สิ้นเดือน ให้รายงานภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันถัดจากวันสิ้นเดือน สำหรับธุรกรรมที่กระทำผ่านสถาบันการเงิน เช่น เช็ค เงินโอน หรืออื่น ๆ ไม่ต้องจัดทำรายงาน • ต้องรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยไม่ว่าลูกค้าจะซื้อด้วยจำนวนเงินเท่าไหร่หรือจะซื้อด้วยเงินสด เช็ค เงินโอน หรืออื่นๆก็ตาม หากเห็นว่ามีพฤติกรรมหรือลักษณะอันน่าสงสัยว่าจะเป็นการฟอกเงินก็ต้องรายงานต่อปปง.เช่น มีการปกปิดร่องรอยเจ้าของเงินที่แท้จริง หรือ ทำธุรกรรมที่ไม่สอดคล้องกับสภาพฐานะของลูกค้า เป็นต้น นอกจากหน้าที่การรายงานธุรกรรมแล้ว ผู้ประกอบอาชีพค้าทองคำ ยังมีหน้าที่ช่วยป้องกันการฟอกเงิน โดยให้ลูกค้าทำธุรกรรม ด้วยเงินสด เช็ค เงินโอน หรืออื่นๆ ที่เป็นการชำระค่าสินค้าทั้งซื้อหรือขาย จำนวน 7 แสนบาทขึ้นไป ในครั้งแรก ร้านทองต้องให้ลูกค้าแสดงตัวตน เช่นแสดงข้อมูลในบัตรประจำตัวประชาชน ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวกของลูกค้าหรือข้อมูลของบริษัทหากลูกค้าเป็นนิติบุคคล และเก็บข้อมูลของลูกค้าไว้ ๕ ปี โดยไม่ต้องรายงานต่อ ปปง. ในกรณีบังเอิญธุรกรรมนั้น เป็นการฟอกเงิน จะช่วยให้ร้านทองไม่ต้องรับผิดชอบต่อธุรกรรมนั้น ๆ หากไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินกำหนดบทลงโทษ • บุคคลธรรมดา– โทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000 – 200,000 หรือทั้งจำทั้งปรับ นิติบุคคล– ปรับ 200,000 – 1,000,000 บาท • ผู้มีหน้าที่รายงาน ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ปปง.ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง • รายงาน โดยแจ้งแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดความจริงต่อเจ้าหน้าที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 บาท – 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/28/2561

อาหารชาววังตระกูล “ทอง”


อาหารชาววัง คือกับข้าวของเจ้านาย ซึ่งมีลักษณะพื้นฐานใกล้เคียงกับอาหารชาวบ้าน แต่จะเน้นวัตถุดิบที่สดใหม่ มีกรรมวิธีในการปรุงที่ซับซ้อนและประณีตสวยงามมากกว่า ต่อมาเมื่อเจ้านายได้ขยับขยายออกไปอยู่นอกพระบรมมหาราชวัง ได้สร้างสรรค์ตำรับอาหารของตนเองขึ้นมาจนเกิดเป็นอาหารชาววังแบบประยุกต์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น แต่ยังคงความพิถีพิถันซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของอาหารชาววังไว้ นอกจากนี้อาหารชาววังยังถือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของไทยอีกด้วยนอกจากความประณีต วิจิตรบรรจงแล้ว อาหารชาววังยังตั้งชื่อให้ไพเราะ มีความหมายดีเป็นสิริมงคลเช่นขนมในตะกูล ทอง ซึ่งปัจจุบัน ยังคงมีให้รับประทานอยู่ตามร้านอาหารไทย และมีสูตรเผยแพร่ให้สามารถทำได้เองที่บ้าน เช่นกระทงทอง ถุงทอง และทองโปร่งกระทงทองเป็นอาหารว่างไทยแบบชาววัง ครบถ้วนด้วยความสวยทั้งรูปลักษณ์ สีสัน และรสชาติที่อร่อยลงตัว ขนาดชิ้นพอดีคำ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับทุกมื้ออาหาร หรือรับประทานเป็นของว่างยามบ่ายคู่กับน้ำชา ประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นกระทงทำจากแป้งและส่วนที่เป็นไส้ ทำจากผักต่างๆผัดกับกุ้งและหมูสับผัด เช่น ข้าวโพด แครอท ถั่วลันเตา แต่งหน้าด้วยผักชีและพริกซอย สีสันสวยน่ารับประทานกระทงทองที่ดีสีต้องสวยแบบเหลืองทองอ่อนไม่เข้มจนเกินไปตัวไส้ต้องมีรสชาติเข้มข้นแต่ไม่จัดจ้าน ถึงแม้ว่ากระทงทองจะเป็นอาหารว่างที่มีวิธีทำค่อนข้างยากใช้เวลามาก แต่ก็เป็นอาหารว่างไทยที่ควรอนุรักษ์ไว้เพราะมีความสวยงามเหมือนงานศิลปะและรับประทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ถุงทอง เป็นอาหารว่างยอดนิยมอีกชนิดหนึ่งประเภทเดียวกับกระทงทอง เปาะเปี๊ยะทอด ทำโดยใช้แป้งแผ่นห่อไส้ที่นำหมูสับ กุ้งสับ เห็ดหอม แห้ว น้ำตาล รากผักชี กระเทียม น้ำปลา และซีอิ๊วขาวมาผัดรวมกันห่อให้เป็นถุงขนาดพอดีคำและทอดจนมีสีเหลืองทอง เสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มบ๊วยหรือน้ำจิ้มไก่ สมัยก่อนนิยมทำอาหารชนิดนี้ใช้ในงานมงคล แต่ปัจจุบันมักจะใช้ในงานเลี้ยงดินเนอร์ หรือจัดให้เป็นอาหารเรียกนํ้าย่อยตามงานบุฟเฟ่ต์ต่างๆ ถุงทอง เป็นอาหารที่มีชื่อเป็นมงคล เพราะคำว่าถุงเงิน ถุงทอง คล้ายกับการอวยพรให้มีเงินมีทองใช้ตลอดไป จึงนิยมให้ถุงทองในงานเทศกาลต่างๆเช่นปีใหม่ ทำให้สุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ ขนมทองโปร่ง หรือขนมหน้านวลเป็นขนมไทยโบราณดัดแปลงมาจากขนมโปรตุเกสในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีส่วนผสมของ ไข่แดง น้ำตาลทราย และ แป้ง รูปทรงคล้ายเรือ มีสีเหลืองนวล กรอบนอก และด้านในโปร่งมีฟองอากาศ เป็นอีกหนึ่งขนมจากการประดิษฐ์ของเท้าทองกีบม้ากระทงทอง ถุงทอง ทองโปร่ง เป็นอาหารชาววังที่ชาวบ้านยังคงหารับประทานได้ และนอกจากจะได้ความอร่อยแล้วยังได้ทานอาหารที่มีชื่อเป็นมงคลอีกด้วยเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/28/2561

Rose Gold, Ping Gold, นาก


ในอดีตคนไทยและคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นิยมเครื่องประดับที่ทำจากทองคำเป็นหลักเพราะถือเป็นของมีค่า ทั้งในแง่ของความสวยงามและการแสดงสถานะทางสังคม แต่ปัจจุบันเครื่องประดับที่ไม่ใช่ทองคำแท้ แต่ใช้ทองคำผสมกับโลหะอื่นตามแบบตะวันตกเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เนื่องจากมีสีสันสวยงาม และรูปแบบทันสมัย เช่น Rose gold และ Ping goldRose gold, Ping gold รวมถึงเครื่องประดับของไทยที่เรียกว่านาก ล้วนมีส่วนผสมของทองคำ เงิน และทองแดงเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงเปอร์เซ็นต์ของส่วนผสมแต่ละชนิด ทำให้มีสีต่างกันออกไปRose Gold คือทองกะรัตหรือที่เรียกว่าทองk มีส่วนผสมองทองคำและทองแดงเป็นหลักในบ้านเราจะเรียกทอง18K คือมีส่วนผสมของทองคำราว 75% เนื้อทองออกสีrose ในขณะที่ประเทศทางโซนยุโรปและอเมริกาจะนิยม ทองค่ำที่มีค่าความบริสุทธิ์ต่ำกว่าคืออยู่ที่ 14K และ 10K เท่านั้นทำให้ทองที่ได้มีสีอ่อนกว่าเรียกว่า Ping goldPing gold หรือทองชมพู มีสีใกล้เคียงกับ Rose Gold ค่าความบริสุทธิ์ของทองPing Gold ที่นิยมในประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ที่14-18K แต่ถ้าในยุโรปเช่นอิตาลี อังกฤษนิยม 9-22K ซึ่งสีสันก็ขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์ของของทองแดงและทองขาว เช่นถ้าทอง 9-10 K ก็จะมีปริมาณทองแดงสูงมากถึง 35-45% แต่โดยรวมคือมีความสวยงามและสดใสแตกต่างจากทองรูปพรรณทั่วไปที่มีสีเหลือง และมีคงทนแข็งแรงกว่าทองรูปพรรณจึงนิยมนำมาทำตัวเรือนเครื่องประดับ เช่นแหวน ต่างหู กำไลข้อมือ อีกทั้งเครื่องประดับที่ทำจากPing Gold ยังนิยมนำมาใช้เป็นตัวแทนความรักของคนหนุ่มสาวจึงนิยมซื้อให้กันในช่วงเวลาพิเศษต่างๆเช่นวันครบรอบแต่งงาน วันวาเลนไทน์ เป็นต้น ความจริงคนไทยรู้จักping gold มานานแล้วแต่เราเรียกกันว่า นาก ซึ่งมีความบริสุทธิ์ของทองคำอยู่ที่ 40-60% ลักษณะของสีจะไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับการผสมของแต่ละร้าน เวลาขายคืนมักจะไม่ได้ราคาเหมือนทองรูปพรรณ ส่วนมากต้องขายคืนร้านทองที่ซื้อมาเท่านั้น ประกอบกับรูปแบบและลวดลายที่ไม่ทันสมัยทำให้นากไม่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ต่างจากPing GoldและRose Gold ที่มีการออกแบบสวยงามสะดุดตาเช่นเครื่องประดับจากแบรนด์ดังอย่าง cartier, Bvlgari จึงได้รับความนิยมมากกว่าและราคาแพงกว่าส่วนราคาซื้อขายก็ขึ้นอยู่กับราคาทองคำในขณะนั้นและส่วนผสมของทองคำเช่น rose gold 18K (75%) ราคาก็จะสูงกว่า ping gold 14K (58%) เพราะมีปริมาณทองคำมากกว่า นอกจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับแบรนด์และการออกแบบ การเลือกซื้อก็ต้องดูว่ามีการประทับตราค่าความบริสุทธิ์เช่น 18K,14K หรือไม่จากนั้นก็ดูที่ค่าความถ่วงจะเพาะ ถ้าเป็นทองคำบริสุทธิ์ค่าความถ่วงจำเพาะอยู่ที่ 19.63 ทอง18K ค่าความถ่วงจำเพาะจะอยู่ที่ 15.58 ส่วนทอง14K ก็จะอยู่ที่ประมาณ 13.40 (ขอให้ทางร้านชั่งให้ดูได้)จากนั้นก็ดูความน่าเชื่อถือของร้าน ขอใบรับประกัน ส่วนราคาก็คำนวณจากเปอร์เซ็นต์ทองบวกค่าแรง ค่ารูปแบบก็จะรู้ราคาโดยประมาณจะได้ไม่ต้องโดนหรอกการดูแลรักษา เมื่อใส่แล้วควรทำความสะอาดทุกครั้งเพื่อขจัดคราบเหงื่อโดยใช้น้ำยาทำความสะอาดจิวเวลรี่ที่หาซื้อได้จากร้านทองหรือร้านขายจิวเวลรี่ทั่วไปเสร็จแล้วเก็บใส่ถุงซิปล็อคเพื่อไม่ให้ทำปฏิกิริยากับอากาศเพราะถ้าทิ้งไว้จะทำให้หมองได้เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/28/2561

ราคาทองคำโลกสะเทือนเมื่อคนอินเดียแต่งงาน


ทองคำมีอิทธิพลต่อชาวอินเดียทั้งในด้านการลงทุน การแสดงออกถึงสถานะทางสังคม และความเชื่อที่ว่าทองคำเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ความสำเร็จและความโชคดี คนอินเดียจึงชื่นชอบในทองคำมากทั้งการสวมใส่ในชีวิตประจำวันและใช้ประกอบในพิธีกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในพิธีแต่งงาน ส่งผลให้ความต้องการบริโภคทองคำของชาวอินเดียสูงมากเมื่อเข้าสู่เทศกาลงานแต่งงาน ในแต่ละปีมีคนอินเดียแต่งงานมากกว่า 20 ล้านคู่ ซึ่งนอกจากเครื่องแต่งกายสวยงามแล้วสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือทองคำ ผู้หญิงอินเดียจำนวนมากนิยมเก็บสะสมทองคำตั้งแต่ยังเป็นเด็กหญิง เพื่อจะสวยที่สุดด้วยเครื่องประดับทองในงานแต่งงานของพวกเธอ นอกจากคู่บ่าวสาวแล้ว ญาติผู้ใหญ่ มิตรสหาย หรือแขกในงานก็ให้ความสำคัญกับการซื้อเครื่องประดับทองสำหรับสวมใส่ไปร่วมงาน หรือมอบเป็นของขวัญแก่คู่บ่าวสาวด้วยเช่นกัน World Gold Council ระบุว่าอินเดียบริโภคทองคำปีละ 800-1000 ตัน มากเป็นอันดับสองของโลกรองจากจีน ซึ่งความต้องการบริโภคทองคำจะเพิ่มมากขึ้นในช่วงเวลาที่ชาวอินเดียนิยมแต่งงานของทุกปีคือราวเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ ความต้องการใช้ทองคำในพิธีแต่งงานของคนอินเดียนี้มีความสำคัญถึงขนาดกำหนดราคาทองคำในตลาดโลกได้ สังเกตได้จากทุกปีในเทศกาลแต่งงานของอินเดีย ราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้น โดยความต้องการใช้ทองคำส่วนใหญ่อยู่ในรูปของทองรูปพรรณ และใช้แต่งตัวเจ้าสาวถึง 50-60 %ปัจจุบันตลาดเครื่องประดับเพื่อการแต่งงานในอินเดียมีมูลค่าสูงถึงปีละ 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีอัตราการขยายตัวสูงถึงร้อยละ 25-30 ค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องประดับแต่งงานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 35-45 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ใช้ในการจัดงาน ซึ่งคนอินเดียมองว่าการทุ่มเงินซื้อเครื่องประดับนั้นเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินที่ยังคงอยู่หลังจากพิธีแต่งงานจบลง สำหรับในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2018 นี้คาดว่าการนำเข้าทองคำของอินเดียอาจเพิ่มขึ้นถึง 8% จากปีก่อนสู่ระดับ 250 ตันเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2017 ที่อินเดียนำเข้าทองคำจำนวน 229.6 ตันส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดโลกขยับตัวสูงขึ้น ซึ่งความต้องการทองคำของอินเดียที่เพิ่มขึ้นในปีนี้นอกจากแรงซื้อตามฤดูกาลเพื่อใช้ในเทศกาลแต่งงานและเทศกาลดิวาลีแล้ว ยังมีปัจจัยหนุนจากการร่วงลงของตลาดหุ้นอินเดียทำให้นักลงทุนลดความเสี่ยงจากตลาดหุ้นมาลงทุนทองคำมากขึ้นเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/28/2561

ความหมายในเครื่องประดับทองของชาวอินเดีย


อินเดียถือเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมเข้มแข็งที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ที่แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่การดำเนินชีวิตของชาวอินเดียยังคงยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีและความเชื่อตามศาสนาไม่เปลี่ยนแปลง เช่นพิธีการแต่งงานของขาวอินเดียในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่ยังคงให้ความสำคัญกับการแต่งกายและการใส่เครื่องประดับที่ทำจากทองคำ ที่มีความหมายตามความเชื่อแฝง ปัจจุบันมีคู่บ่าวสาวอินเดียเข้าสู่พิธีแต่งงานมากกว่าปีละ 10 ล้านคู่ ในวันงานทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวต้องแต่งกายงดงามและประดับด้วยเครื่องประดับมีค่าสำหรับพิธีแต่งงาน ซึ่งแต่ละชิ้นไม่ใช่แค่สิ่งที่แสดงถึงความมั่งคั่งของผู้สวมใส่ แต่ยังมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ ความเชื่อ โชคลางของชาวอินเดียด้วย ตามธรรมเนียมการแต่งงานของอินเดียเจ้าสาวจะสวมใส่เครื่องประดับสำคัญรวม 9 ชิ้น ได้แก่ จี้ห้อยหน้าผาก เครื่องประดับจมูก ต่างหู สร้อยคอ แหวน กำไลข้อมือ เครื่องประดับที่เอว แหวนนิ้วเท้า และ สร้อยข้อเท้า ซึ่งเครื่องประดับที่มีความสำคัญที่สุด 4 ชิ้น ที่จะขาดไม่ได้คือเครื่องประดับจมูก สร้อยคอ กำไลข้อมือ และแหวนนิ้วเท้าแหวนนิ้วเท้า หรือบีชีย่า (Bichiya)ใช้สวมใส่นิ้วเท้าทุกนิ้ว ยกเว้นนิ้วก้อยทั้งสองข้างเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการแต่งงาน หลังจากแต่งงานแล้วจะใส่ไว้เฉพาะที่นิ้วโป้งข้างซ้ายเท่านั้น บางครั้งผู้ชายก็ ใส่ด้วยเพราะเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งและสามารถรักษาโรคได้ บีซีย่าเป็นเครื่องประดับชนิดเดียวที่ไม่ได้ทำจากทองคำ เพราะสำหรับคนอินเดียแล้วถือว่าทองเป็นของสูง จะไม่นำมาประดับร่างกายตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ส่วนใหญ่จึงทำจากเงิน เครื่องประดับจมูก หรือห่วงจมูก (Nose Ring) เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ มักสวมที่จมูกด้านซ้าย เพราะถือว่าจมูกด้านซ้ายเกี่ยวข้องกับอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิง จะทำให้คลอดบุตรง่าย ลดอาการ ปวดประจำเดือน โดยสตรีชาวอินเดียจะต้องใส่ห่วงจมูกในวันแต่งงานและจากนั้นก็จะใส่ไปตลอดเชื่อว่าจะช่วยให้ลมหายใจบริสุทธิ์และปกป้องสุขภาพของสามีได้ด้วยสร้อยคอ (Mangalsutra) หรือสร้อยมงคลสูตรประกอบด้วยจี้ทองคำและด้ายสีเหลืองที่ได้จากการย้อมขมิ้น ร้อยด้วยลูกปัดสีดำ ซึ่งแต่ละภูมิภาคของอินเดียอาจเรียกชื่อแตกต่างกันออกไป ถือเป็นเครื่อง ประดับที่สำคัญมาก เพราะเจ้าสาวจะต้องสวมใส่ไปตลอดชีวิต โดยเจ้าบ่าวจะเป็นผู้สวมให้แก่เจ้าสาวในวันแต่งงาน เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นภรรยา อีกทั้งเชื่อว่าลูกปัดสีดำมีอำนาจแห่งเทพที่ช่วยพิทักษ์สามี และชีวิตสมรส ถือเป็นเครื่องหมายสูงสุดของความรักและความนับถือหรือกำไลข้อมือ หรือชูดี (Chudi) เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงสถานะการสมรสของสตรีชาวอินเดีย คล้ายกับแหวนแต่งงานของชาวตะวันตก และจะใส่ได้เฉพาะสตรีที่แต่งงานแล้วเท่านั้น มีหลายสี ทำจากวัสดุหลายชนิด ตามธรรมเนียมชาวฮินดู เจ้าสาวจะสวมใส่กำไลแก้วเล็กๆ จำนวนมากในวันแต่งงาน เพราะเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความสุขและชีวิตแต่งงานที่เต็มเปี่ยมด้วยรัก ส่วนกำไรสีเขียวหรือสีแดงเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความปลอดภัย และความโชคดี หากสามีทำกำไลหักโดยไม่ตั้งใจ อาจเป็นลางบอกเหตุว่าจะเกิดสิ่งไม่คาดฝันกับสามีได้ และถ้าสามีเสียชีวิตสตรีต้องหักกำไลทิ้งเพื่อเป็นการไว้ทุกข์ ชูดีอาจทำจากวัสดุที่มีค่าอย่างทองดคำ หรือวัสดุอื่นๆก็ได้เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/28/2561

สินสอด ทองหมั้น


ประเพณีการแต่งงานของไทยนั้น เมื่อมีการเจรจาสู่ขอและตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมักจะให้มีการหมั้นกันก่อนแต่งงานสักระยะหนึ่ง เพื่อเปิดให้โอกาสให้ฝ่ายหญิงและฝ่ายชายได้ศึกษาอุปนิสัยกันมากขึ้น แต่ปัจจุบันขั้นตอนนี้ถูกตัดทอนลงไป โดยจะรวบไว้เดียวกับวันแต่งเลย แต่สิ่งที่ต้องมีไม่เปลี่ยนแปลงคือสินสอดทองหมั้น นั่นเอง สินสอด หมายถึง ทรัพย์สินที่ฝ่ายชายมอบให้แก่พ่อแม่ของฝ่ายหญิง เพื่อเป็นการตอบแทนที่ยินยอมให้ฝ่ายหญิงสมรสด้วย หรืออาจถือได้ว่าเป็นค่าเลี้ยงดูและค่าน้ำนม ตามธรรมเนียมซึ่งสินสอดนี้จะตกเป็นสิทธิของพ่อแม่ หรือผู้ปกครองของฝ่ายหญิงทันทีแม้ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันก็ตาม ทองหมั้น หรือ ของหมั้น หมายถึง ทรัพย์สินต่างๆไม่ว่าจะเป็น เงิน ทอง เครื่องประดับ ของมีค่า รถยนต์ บ้าน คอนโด ที่ดิน รวมไปถึงสิทธิต่างๆ ที่สามารถตีมูลค่าเป็นเงินได้ ที่ฝ่ายชายมอบไว้ให้กับฝ่ายหญิง ตามประเพณีโบราณของหมั้นนั้นจะตกเป็นของฝ่ายหญิง หากเป็นเครื่องทองก็จะนำมาใช้เป็นเครื่องประดับให้กับเจ้าสาวสินสอด เป็นประเพณีไทยที่เกิดจากกุศโลบายของคนในสมัยก่อนที่หญิงชายมักจะแต่งงานกันในแบบที่เรียกว่าคลุมถุงชนคือไม่ค่อยมีโอกาสได้พบและศึกษาดูใจกันมากนัก จึงต้องมีการเรียกสินสอดทองหมั้น ไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายชายทอดทิ้งการแต่งงาน อีกทั้งยังเป็นหลักประกันเพื่อแสดงว่า ฝ่ายชายสามารถเลี้ยงดูฝ่ายหญิงได้ในอนาคต ทั้งนี้เพราะในสมัยนั้นฝ่ายหญิงจำเป็นต้องพึ่งพาฝ่ายชายในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่และทางเศรษฐกิจ เงินสินสอดจึงเปรียบเสมือนเครื่องการันตีความมั่นคงให้กับชีวิตของฝ่ายหญิงหากมีเกิดอะไรขึ้นในอนาคตจะสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ในส่วนของพ่อแม่นั้นเมื่อมีการสู่ขอลูกสาวเป็นเรื่องที่มีหน้ามีตาในสังคม จึงอาจจะเรียกสินสอดทองหมั้นในจำนวนมาก และส่วนใหญ่มักจะเรียกเป็นเครื่องประดับหรือทองคำเพื่อให้เจ้าสาวได้มีเครื่องแต่งตัวที่สมเกียรติในวันแต่งงาน รวมทั้งเป็นทรัพย์สมบัติติดตัวต่อไปด้วย ปัจจุบันการเรียกค่าสินสอดมีการปรับรูปแบบ ให้เข้ากับสถานการณ์ และสถานภาพของสังคมไทยมากขึ้น เพราะส่วนมากเกิดขึ้นจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ทำให้มีคู่บ่าวสาวจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะเก็บเงิน วางแผน และจัดงานแต่งงานกันเอง แต่ถึงอย่างนั้นเงินสินสอดก็ยังมีความสำคัญอยู่ แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนจากเดิมที่ครอบครัวฝ่ายชายเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด มาเป็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวรับผิดชอบร่วมกันเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/28/2561

ม้าทองคำ Golden Horse Awards


รางวัลม้าทองคำ หรือ Golden Horse Awards เป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่มอบให้กับภาพยนตร์ที่ ภาษาจีนของไต้หวัน ฮ่องกง และจีนแผ่นดินใหญ่ เปรียบเสมือนเป็นออสการ์ของภาพยนตร์จีนรางวัลม้าทองคำเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2505 โดยสำนักงานข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของจีน พิธีมอบรางวัลจะจัดขึ้นราวเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคมในไทเป ในครั้งแรกใช้ชื่อว่า "Mandarin Film Award Regulation of Year 1962" โดยภาพยนตร์ที่ชนะรางวัลจะได้รับมอบม้าทองคำ ส่วนนักแสดงจะได้รางวัลเป็นเงินสด รางวัลม้าทองคำ ถือเป็นหนึ่งในรางวัลอันทรงเกียรติที่สุดในวงการภาพยนตร์ของเอเชีย การเลือกม้าเป็นสัญลักษณ์เพื่อเป็นเกียรติแก่ความสำเร็จของผู้ได้รับรางวัล เนื่องจากม้าเป็นตัวแทนของ ความแข็งแกร่งความงาม ความแข็งแรง ความกล้าหาญ และจิตวิญญาณของคนจีน เช่นเดียวกับผู้อยู่ที่อยู่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังที่อุทิศตนให้กับการสร้างภาพยนตร์ สร้างงานศิลปะ สร้างสุนทรียให้กับผู้ชมโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ม้าทองคำนี้ออกแบบโดย Yuyu YANG ประติมากรหนุ่มที่เพิ่งกลับมาจากอิตาลี ซึ่งตลอด 55 ปีของการมอบรางวัลนั้น แม้จะมีการเปลี่ยนสี วัสดุ และขนาดของรางวัลมาเป็นระยะ แต่ยังคงสัญลักษณ์ของม้าไว้ไม่เปลี่ยนแปลง การประกาศผลโกลเด้น ฮอร์ส อวอร์ดส หรือ "รางวัลม้าทองคำ" ในปี 2018 เป็นครั้งที่ 55 จัดที่อนุสรณ์สถานซุนยัตเซ็น ในกรุงไทเป รางวัลใหญ่ของงานภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ปีนี้ตกเป็นของภาพยนตร์เรื่อง An Elephant Sitting Still ผลงานของหู ป๋อผู้กำกับหนุ่มวัย 29 ปี ที่เพิ่งจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายที่กรุงปักกิ่งเมื่อปีที่2017 ผู้ที่ขึ้นมารับรางวัลก็คือคุณแม่ของเขานั่นเอง ส่วนรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมตกเป็นของ จาง อี้ โหมว วัย 68 ปี จากภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์และศิลปะการต่อสู้เรื่อง Shadow รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมเป็นของ สวี่ เจิ้ง (Xu Zheng) นักแสดงหนุ่มใหญ่ชาวจีน จากภาพยนตร์เรื่อง Dying to Survive สวี่ เจิ้ง เป็นที่รู้จักในไทยจากผลงานภาพยนตร์ดังเรื่อง Lost In Thailand ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นยอดนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยเพิ่มขึ้น เและนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมตกเป็นของเซี๊ยะ อิง-ซวน (Hsieh Ying-xuan) ชาวไต้หวัน จากผลงานภาพยนตร์เรื่อง Dear Ex การแจกรางวัลม้าทองคำเริ่มตั้งแต่ปี 1962 ในช่วงที่ผ่านมาแม้ไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่มีการปะทะ ทางการเมืองสถานการณ์ทหารตึงเครียดในบางครั้ง แต่เวทีม้าทองคำเป็นการโชว์ผลงานภาพยนตร์จีนทั่วโลก ดึงดูดดารานักแสดงชาวไต้หวัน ฮ่องกง จีนแผ่นดินใหญ่ และในส่วนอื่นๆ ของโลกมาร่วมงานเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/22/2561

เดือนแห่งทองคำ


ดิวาลี หรือ"เทศกาลแห่งแสงสว่าง"เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองที่ใหญ่ที่สุดเพื่อบูชาพระนางลักษมี ซึ่งถือเป็นเทพีแห่งโชคลาภ และ ความเจริญรุ่งเรืองของชาวฮินดู โดยเฉพาะบริเวณตอนเหนือของอินเดีย ความยิ่งใหญ่ของเทศกาลดิวาลีนั้นใครเคียงกับประหนึ่งเทศกาลตรุษจีนของคนจีน หรือเทศกาลคริสต์มาสของชาวคริสต์ งานเทศกาลจะมีขึ้นราวเดือน ตุลาคม - พฤศจิกายน ของทุกปี(ปี2018 ตรงกับวันที่ 7 พฤศจิกายน)โดย1 เดือนก่อนถึงวันเทศกาล ทั่วทั้งประเทศจะคึกคักไปด้วยบรรยากาศของการจับจ่ายใช้สอยเพื่อซื้อของขวัญ ของฝากให้ญาติมิตรและเพื่อนร่วมงาน ถนนหนทางจะถูกตบแต่งไปด้วยไฟหลากสีระยิบระยับ ร้านค้า ห้างสรรพสินค้าจัดดิสเพลย์จัดโปรโมชั่นเพื่อโฆษณาสินค้าและกระตุ้นยอดขายกันทั้งประเทศไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องประดับ ไปจนถึงทองคำ เป็นช่วงเดือนที่เศรษฐกิจอินเดียมีเงินสะพัดมากที่สุด เรียกได้ว่าเป็นช่วง “เดือนทองคำ” เลยทีเดียวในช่วงเทศกาลจริงๆจะจัดขึ้นติดต่อกันตลอด 5 วัน โดยชาวอินเดียจะเริ่มทำความสะอาดบ้าน เพราะถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวฮินดู และประดับตกแต่งบ้านให้สวยงาม เพื่อต้อนรับพระนางลักษมีตามความเชื่อที่ว่าพระนางจะลงมาเยี่ยมเยือนบ้านของชาวฮินดู ผู้คนจะสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ และร่วมกันแจกขนมหวานให้กับสมาชิกในครอบครัว เครือญาติและเพื่อนฝูงในช่วงเทศกาลดิวาลีสินค้าที่ขายดีที่สุด คือ ตะเกียงดินเผาขนาดเล็ก หรือ เรียกกันในชื่อว่า ดิยา สัญลักษณ์ของความดีที่เอาชนะความชั่ว ชาวฮินดูจะนำตะเกียงมาจุดในช่วงเวลากลางคืนในทุกๆสถานที่โดยเฉพาะบริเวณริมแม่น้ำ สรายู (Sarayu) ซึ่งในปีนี้ (2018)มีการจุดตะเกียงดินเผาดิยามากถึง 300,150 ดวง จนได้รับการบันทึกเป็นสถิติโลกจากทาง กินเนส เวิลด์ เรคคอร์ดนอกจากนี้ผู้คนจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มสตรีต่างพากันไปซื้อเครื่องประดับชิ้นใหญ่ ที่ทำจากทองคำ หรือรูปบูชาของพระนางลักษมีกันอย่างเนืองแน่นนอกเหนือจากทองรูปพรรณ ซึ่งในปีนี้คนอินเดียซื้อทองได้ถูกกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากปัจจัยราคาทองตลาดโลกที่ลดลง ค่าเงินรูปีที่กลับมาแข็งค่าขึ้น และค่าพรีเมี่ยมที่ลดลงอย่างมาก เนื่องจากมีการลักลอบนำเข้าทองคำผิดกฎหมายจำนวนมาก ซึ่งทางสภาทองคำโลกประเมินว่ามีราว 200 ตัน หรือราว 1 ใน 5 ของความต้องการทองคำรวมของอินเดียทั้งหมด อินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน แม้จะเป็นประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รํ่ารวยนัก แต่ด้วยวัฒนธรรมที่มีความผูกพันกับทองคำทำให้อินเดียมีสัดส่วนในการบริโภคทองคำสูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลดีวาลีที่นิยมซื้อทองคำให้กัน และตามมาด้วยฤดูกาลแห่งการแต่งงานของหนุ่ม-สาวชาวอินเดียที่นิยมให้สินสอดเป็นทองคำรูปพรรณและการแต่งกายด้วยเป็นเครื่องประดับทองของเจ้าบ่าวเจ้าสาว ซึ่งในแต่ละปีมีคู่แต่งงานหลายล้านคู่ ทำให้ความต้องการทองคำของอินเดียพุ่งสูงที่สุดในช่วง 3-4 เดือนนี้เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/22/2561

เมืองแห่งทองคำ City of Gold


ดูไบพัฒนาตัวเองจากเมืองเล็กๆที่มีแต่ทะเลทราย กลายเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน การเดินทางทางอากาศระหว่างประเทศ และศูนย์กลางการค้าทองคำของโลก จนได้รับขนานนามว่าเป็น ซิตี ออฟ โกลด์ หรือ เมืองแห่งทองคำการเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจค้าทองคำที่ยิ่งใหญ่ของโลก เริ่มต้นจากตลาดค้าทองแบบดั้งเดิม ในซุค ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้ปกครองประกอบกับคุณภาพทองคำที่มีความบริสุทธ์สูง งานออกแบบมีให้เลือกหลากหลาย การค้าแบบปลอดภาษี ทำให้ทองคำที่ดูไบมีราคาที่ถูกกว่าประเทศอื่น การค้าทองในตลาดทองคำพื้นบ้านจึงยกระดับตนเองสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำโลกสภาทองคำโลก (WGC) ระบุว่าในช่วง 10 หรือ 15 ปีก่อนหน้านั้น ดูไบมีชื่อเสียงเพียงเรื่องตลาดค้าทองคำอย่างโกล์ดซุกเท่านั้น แต่หลังได้รับการพัฒนาและยกระดับการค้าการลงทุนขึ้นมาทำให้ตลาดค้าทองคำแบบโบราณกลายมาเป็น เมืองแห่งทองคำ จากปริมาณการค้าทองคำของทั้งโลกที่หมุนเวียนผ่านเมืองดูไบมีถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ เปรียบเปรยกันว่าหากเอาทองคำที่หมุนเวียนในดูไบทั้งหมดมารวมกัน จะมีน้ำหนักมากกว่าช้าง 354 ตัวเลยทีเดียว เหตุผลสำคัญที่ทำให้ดูไบการเป็นศูนย์กลางการค้าขายทองคำ เป็นแม่เหล็กดึงดูดเหล่านักลงทุนจากทั่วโลกก็คือนโยบายปลอดภาษีของรัฐบาลนั่นเองทำให้การซื้อทองคำที่ดูไบจะได้ปริมาณทองคำเต็มมูลค่าสามารถทำกำไรให้ผู้ซื้อหรือนักลงทุนได้มากในแต่ละปีจึงมีเศรษฐีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาซื้อทองคำที่ดูไบจำนวนมาก นอกจากมาเลือกซื้อเครื่องประดับทองรูปพรรณที่มีรูปแบบและลวดลายสวยงามทันสมัยแล้ว ยังสามารถซื้อได้จำนวนมากเพื่อนำกลับไปขายต่อทำกำไรหรือนำทองคำเก่ามาหลอมเพื่อแปรรูปเป็นเครื่องประดับชิ้นใหม่แล้วนำกลับไปขายก็ได้ เพราะกระบวนการแปรรูปทองคำที่ดูไบถูกกว่าและดีกว่า อีกทั้งยังไม่ต้องจ่ายภาษีอีกด้วยซึ่งวิธีการนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มลูกค้าเศรษฐีชาวแอฟริกา นอกจากการเป็นศูนย์กลางการค้าขายทองคำแล้ว ดูไบยังขึ้นชื่อเรื่องความร่ำรวย ทำอะไรก็ล้วนมีทองคำเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้นเช่นการตกแต่งภายในของโรงแรม 7 ดาวอย่าง Burj Al Arab พื้นที่ภายในโรงแรมกว่า 1,790 ตารางเมตรประดับตกแต่งไปด้วยทองคำ 24 กะรัต ว่ากันว่าใช้ทองคำจำนวนมากพอที่จะห่อภาพวาดโมนาลิซ่าได้ถึง 46,265 ภาพเลยทีเดียว และที่สร้างความฮือฮาไม่น้อยคือข่าวการให้บริการiPadทองคำ 24 เคสำหรับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ หรือการมีตู้เอทีเอ็มเอาไว้จำหน่ายทองคำแท่งก็ยิ่งทำให้ฉายาเมืองแห่งทองคำของดูไบเป็นจริงยิ่งขึ้น ดูไบ เป็นหนึ่งในเจ็ดรัฐของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีพื้นที่ราว 4,000 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 2 ล้านคน เป็นเมืองท่าสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อีกทั้งยังมีอัตราการเติบโตของเมืองเร็วมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วยเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/22/2561

เหรียญทองโอลิมปิก


ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกมีการมอบเหรียญรางวัลสำหรับผู้ชนะการแข่งขันอันดับ 1-2-3 ด้วยเหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง ซึ่งการมอบเหรียญรางวัลนี้มีมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 ปี 1896 การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์จัดขึ้นครั้งแรกที่กรุงเอเธนส์ประเทศกรีซ และได้มีการนำพิธีมอบเหรียญรางวัลมาใช้อย่างเป็นทางการ โดยผู้ชนะเลิศจะได้รับเหรียญร่วมกับมงกุฎช่อมะกอกอันเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะและสันติภาพ ซึ่งเหรียญรางวัลทั้ง 3 ชนิดทำมาจาก ทองคำแท้ เงินบริสุทธิ์ และทองแดง มีการบันทึกไว้ว่าการแข่งขันที่โอลิมปิกที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในปี 1908 เหรียญรางวัลที่มอบกับนักกีฬาในครั้งนั้นมีขนาดเล็กที่สุดคือมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 3.5 เซนติเมตรเท่านั้น เนื่องจากทำด้วยทองคำแท้ น้ำหนัก 72 กรัม เมื่อเทียบกับราคาทองในปัจจุบันจะมีราคาถึง 2,947 ดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว การมอบเหรียญทองคำแท้ถูกยกเลิกไปในปี 1912 โดยการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 1916 ได้มีปรับเปลี่ยนเหรียญรางวัลทั้ง 3 ชนิดเป็นแบบผสม โดยเหรียญทองจะมีส่วนผสมของทองคำเพียง 1.34% เงิน 93% และทองแดงอีก 6% เหรียญเงินประกอบด้วยเงิน 93% และทองแดง 7% ส่วนเหรียญทองแดง ทำมาจากทองแดงล้วน และกำหนดขนาดของเหรียญรางวัลให้มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 6 ซม. และหนาไม่น้อยกว่า 0.3 ซม. หลังจากนั้นการผลิตเหรียญรางวัลก็ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เช่นการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก Rioเกมส์ 2016 ที่ประเทศบราซิล มีการใช้วัสดุรีไซเคิลมาเป็นส่วนประกอบในการผลิตเหรียญถึง 30% เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการจัดทำเหรียญจำนวน 2,488 เหรียญ เป็นเหรียญทอง และเหรียญเงิน อย่างละ812 เหรียญ เหรียญทองแดง864 แต่ละเหรียญมีเส้นเส้นผ่านศูนย์กลาง 85 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักถึง 500 กรัม จัดว่าเป็นเหรียญโอลิมปิกฤดูร้อนที่ใหญ่และหนักที่สุดเท่าที่เคยมีมา เฉพาะเหรียญทองมีส่วนประกอบของทองคำเพียง 1.34% เท่านั้นที่เหลือเป็น เงิน 92.5% และทองแดง 6.16% มีมูลค่าประมาณ 600 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ สำหรับการแข่งขันโอลิมปิก 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เจ้าภาพได้เตรียมนำส่วนผสมที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือเก่ามาใช้รีไซเคิลเพื่อเปลี่ยนเป็นเหรียญรางวัลถึง 5,000 เหรียญ โดยในโทรศัพท์มือถือมีส่วนผสมของโลหะที่สามารถนำมารีไซเคิลได้คือ ทอง 0.048 กรัม เงิน 0.26 กรัม และทองแดง 12 กรัม ซึ่งทางฝ่ายจัดการแข่งขันได้ตั้งชื่อโครงการนี้ว่า Tokyo 2020 Medal Project: Towards an Innovative Future for All จนถึงขณะนี้รัฐบาลโตเกียว ได้รับบริจาคโทรศัพท์มือถือใช้แล้วกว่า 80,000 เครื่อง รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกหลายชนิดเพื่อนำมารีไซเคิลทำเหรียญรางวัล ด้วยความหวังว่าประชาชนทั้งประเทศจะได้มีส่วนร่วมในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่ยิ่งใหญ่และมีคุณค่าในครั้งนี้ เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/22/2561

ทองเหลือง (Brasses)


ทองเหลือง เป็นโลหะที่มีสีเหลืองและมีคุณสมบัติคล้ายกับทองคำ คือมีความต้านทานต่อการเกิดสนิมได้ดี แต่ทองเหลืองไม่ใช่ทองคำและไม่มีทองคำเป็นส่วนประกอบแต่อย่างใดทองเหลืองเป็นโลหะที่เกิดจากการผสมระหว่างทองแดงและสังกะสีแต่จะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน ตามอัตราส่วนและความต้องการในการใช้งาน โดยทั่วไปจะผสมทองแดงลงในอัตราส่วน 5-45% หรือเพิ่มตามต้องการ ส่วนที่เหลือเป็นสังกะสี และโลหะเจือปนอื่นเล็กน้อย ซึ่งมนุษย์รู้จักใช้ทองเหลืองมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งการผลิตทองเหลืองในสมัยนั้น อาศัยการหลอมละลายทองแดงกับแร่คาลาไมน์ ซึ่งเป็นแร่สังกะสีชนิดหนึ่ง ทำให้ได้โลหะที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในยุคนั้นและมีชื่อเรียกว่า โอริคัล ก็คือทองเหลืองนั่นเองคุณสมบัติของทองเหลือง คือ มีผิวแวววาว มีความแข็งสูง ทนต่อแรงกระแทกได้ดี ทนต่อการกัดกร่อนได้สูง มีจุดหลอมเหลวไม่สูง สามารถทำได้ในครัวเรือนโดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน และทนทานต่อการใช้งานในปัจจุบันจึงมีการนำเครื่องทองเหลืองมาใช้ในหลายรูปแบบ เช่นใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมยานยนต์ ทำเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ อย่างท่อทองเหลือง หรือข้อต่อทองเหลือง ชุดเครื่องใช้ในบ้าน เช่นขันทองเหลือง พานทองเหลือง กระทะทองเหลือง และใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องจักรอุตสาหกรรม เป็นต้นการนำทองเหลืองไปใช้งานประเภทใดนั้นขึ้นอยู่กับส่วนผสมและอัตราส่วนของสังกะสีได้แก่ทองเหลืองที่ผสมสังกะสีไม่เกิน 5% มีชื่อเรียกทางการค้าว่า Gilding metal ใช้ทำเหรียญทองเหลืองที่ผสมสังกะสี 10% เรียก Commercial bronze ใช้ งานคล้ายคลึงกับ Gilding metalทองเหลืองที่ผสมสังกะสี 12.5% เรียก Jewerlry bronze ใช้ทำเครื่องประดับทองเหลืองที่ผสมสังกะสี 15% เรียก Red Brasses หรือทองเหลืองแดงทองเหลืองที่ผสมสังกะสี 30% เรียก Cartridge brass ใช้ทำปลอกกระสุน ปืน ทำท่อที่ต้องอาศัยการอัดขึ้นรูป เป็นต้นทองเหลืองได้รับความนิยมในการนำมาใช้งานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมเพราะนอกจากจะมีความแข็งแกร่งและสามารถต้านทานต่อการกัดกร่อนได้ดีแล้วยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วยเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/22/2561

ศัพท์ควรรู้ เกี่ยวกับทองคำ


ทองตู้แดง หมายถึงทองที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาดเช่นทองเยาวราช ส่วนใหญ่จะเป็นทอง 96.5% และผลิตด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัย เหตุที่เรียกว่าทองตู้แดงเนื่องจากร้านทองส่วนใหญ่มักนิยมตกแต่งร้านด้วยสีแดงตู้ใส่ทองก็จะนิยมใช้สีแดง ปูด้วยกำมะหยี่สีแดง คนจึงเรียกกันว่าทองตู้แดงและ เรียกร้านขายทองว่าร้านทองตู้แดงนั่นเอง ถมทอง เป็นศิลปหัตถกรรมชั้นสูงประเภทหนึ่งของเครื่องถม นอกเหนือจากถมเงินหรือถมดำ และถมตะทอง ซึ่งถมทองก็คือเครื่องถมที่มีลวดลายสีทองบนพื้นดำ โดยใช้การระบายน้ำทองทับลงบนลวดลายสีเงินของถมเงิน เครื่องถมนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ช่างถมที่ถือว่าฝีมือดีที่สุดคือ ช่างถมเมืองนครศรีธรรมราช ถมตะทองหมายถึงการละลายทองคำแท้ๆลงในปรอท แล้วนำไปแต้มบนลวดลายเพื่อให้เป็นสีทองโดย การเน้นเป็นจุดๆเพื่ออวดลวดลายที่สวยงาม ถมตะทองเป็นเครื่องถมที่หายากกว่าถมเงินและถมทอง นิยมมากในสมัยกรุงศรีอยุธยาลงยา เป็นหนึ่งในวิธีการตกแต่งสิ่งของ เครื่องใช้ และเครื่องประดับที่ทำด้วยทองแดง เงิน และทองคำคือ การแต้มสีหรือน้ำยาลงในร่องลายของภาชนะ อาวุธ หรือเครื่องประดับที่เป็นโลหะแทนการฝังอัญมณี เดิมใช้เฉพาะสีแดง เขียว ต่อมามีเพิ่มสีน้ำเงิน และฟ้าเข้าไปด้วยลงยาราชาวดี คือ การลงยาด้วยน้ำยาสีขี้นกการเวก หรือสีฟ้า เขียว เป็นสีที่พบใหม่ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เรียกว่า ราชาวดี ซึ่งเป็นสีที่พระองค์ทรงโปรดมาก ทองเค เค (k) นั้นเป็นคำย่อมาจากคำว่า Karat หรือกะรัต ซึ่งเป็นหน่วยเรียกค่าของทอง (หน่วยการเรียกค่าของเพชรจะใช้คำว่า Carat อ่านออกเสียงเหมือนกันแต่สะกดไม่เหมือนกัน ) ทองคำแท้ที่มีค่าความบริสุทธิ์อยู่ที่ 99.99% เรียกว่าทอง 24 เค และที่คนไทยคุ้นเคยได้ยินชื่อบ่อยๆอย่างทอง 18เค นั้นมีค่าความบริสุทธิ์ของทองคำอยู่ที่ 75% ทอง 14เค เทียบเท่ากับ ทอง 58.33%ทอง 10เค เทียบเท่ากับ ทอง 41.67%ทอง 9เค เทียบเท่ากับ ทอง 37.50%ส่วนทองคำรูปพรรณของบ้านเราที่มีเนื้อทอง96.5% นั้นเทียบได้เท่ากับ 23.16 Kทองสุโขทัยเป็นทองในยุครัตนโกสินทร์ที่มีแหล่งกำเนิดที่อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เอกลักษณ์ของทองสุโขทัยคือ ทำจากทองบริสุทธิ์ 99.5% -99.99% ใช้ศิลปะการทำทองแบบโบราณ เช่นการถักตั้งแต่ 3 เสาไปถึง 200 เสา มีความละเอียดประณีต และทำด้วยมือทุกชิ้นทุกขั้นตอน ทำให้มีราคาที่สูงกว่าทองรูปพรรณตามร้านทองตู้แดงทั่วไป ลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งคือจะมีสีเลืองเหมือนดอกจำปาต่างจากทองทั่วไปที่จะมีสีอมส้มกว่าเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/22/2561

กำไลมาศ กำไลทองคล้องใจ


กำไลมาศ หลายคนได้ยินชื่อนี้ครั้งแรกจากละครโทรทัศน์ ที่ออกฉายไปเมื่อหลายปีก่อน เรื่องราวในนิยายจะจริงเท็จอย่างไรไม่รู้ แต่กำไลมาศนั้นมีจริงและเป็นความรักแท้จริงของพระพุทธเจ้าหลวงและเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน แต่ยังตราตรึงถึงปัจจุบันเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ เกิดเมื่อวันที่6 มีนาคม พ.ศ.2433 เป็นธิดาในหม่อมเจ้าเพิ่ม ลดาวัลย์ กับหม่อมช้อย เมื่ออายุได้ 11 ปี เจ้าจอมมารดาจีนผู้เป็นหม่อมย่าได้พามาถวายตัวเป็นข้าหลวงในตำหนักพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงอบรมเลี้ยงดูหม่อมราชวงศ์สดับเป็นอย่างดีในฐานะพระญาติ ทั้งยังโปรดให้เรียนหนังสือทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ รวมถึงหัดงานฝีมือ และอาหารคาวหวานจนเชี่ยวชาญ ต่อมาเจ้าจอมสดับมีโอกาสได้ถวายการรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยได้พระกรุณาโปรดเกล้าให้เจ้าจอมสดับเป็นผู้ดูแลและจัดการแสดงละครเรื่องเงาะป่าในงานฉลองพระมณเฑียรใหม่ที่พระที่นั่งอัมพรสถาน เมื่อปี ๒๔๔๙ หลังจากละครเลิกเจ้าจอมสดับได้ตามเสด็จพระพุทธเจ้าหลวงขึ้นไปรับใช้บนพระที่นั่ง และได้รับพระราชทาน กำไลทองคำแท้ เป็นทองคำจากบางสะพาน น้ำหนัก ๔ บาท ออกแบบเป็นรูปตาปูโบราณสองดอกส่วนหัวของตาปูไขว้กัน ที่ส่วนปลายตาปูลีบเป็นดอกเดียวกัน โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานสวมให้ด้วยพระหัตถ์เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับได้บันทึกเหตุการณ์ในคราวนั้นไว้ว่า “ในวันเฉลิมพระที่นั่งนี้ทรงพระมหากรุณาสวมกำไลทองรูปตาปูพระราชทานข้าพเจ้า ทรงสวมโดยไม่มีเครื่องมือ บีบด้วยพระหัตถ์ รุ่งขึ้นจึงต้องรับสั่งให้กรมหลวงสรรพศาสตร์พาช่างทองแกรเลิตฝรั่งชาติเยอรมันนำเครื่องมือมาบีบให้เรียบร้อย”กำไลวงนี้ นอกจากจะสลักพระปรมาภิไธย “จุฬาลงกรณ์ ป.ร.” แล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังโปรดฯ ให้จารึกบทพระราชนิพนธ์ร้อยกรอง ไว้บนกำไลวงนี้ด้วย ความว่า“กำไลมาศชาตินพคุณแท้ ไม่ปรวนแปรเป็นอื่นย่อมยืนสีเหมือนใจตรงคงค่ำร่ำพาที จะร้ายดีขอให้เห็นเป็นเสี่ยงทายตาปูทองสองดอกตอกสลัก ตรึงความรักรับไว้อย่าให้หายแม้นรักร่วมสวมไว้ให้ติดกาย เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอย” กาลเวลาผ่านไปนับร้อยปีจนปัจจุบันคำกลอนที่จารึกไว้เลือนหายไปแล้ว แต่พระปรมาภิไธยยังคงปรากฎอยู่อย่างชัดเจนเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับได้สวมกำไลมาศนี้ติดกายไว้ตลอดระยะเวลากว่า ๗๐ ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับพระราชทานมาจนกระทั่งถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2526 สิริรวมอายุ 93 ปี ทายาทของท่านจึงได้ถอดกำไลทองพระราชทานออกจากข้อมือ และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เก็บรักษาไว้ในห้องพระบรรทมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งวิมานเมฆเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/22/2561

น้ำประสานทอง


ในการทำทองรูปพรรณ มีการใช้สารเคมีตัวหนึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมทองให้เป็นเนื้อเดียวกัน เราเรียกกันว่าน้ำประสานทองหรือบอแรกซ์ น้ำประสานทองเป็นเกลือโซเดียมโบเรต(Sodium borate) พบได้ในธรรมชาติมีมากในประเทศอินเดีย เนปาล ทิเบต และจีน ที่ใช้ในประเทศไทยนำเข้ามาจาก 2 แหล่งคือ จากอินเดีย เรียก น้ำประสานทองเทศ และจากจีน เรียกน้ำประสานทองจีน เป็นผลึกใสหรือเป็นผงสีขาว ไม่มีกลิ่น รสหวาน ถ้าอยู่ในรูปที่มีน้ำอยู่ในโมเลกุลเรียกว่าบอแรกซ์ เมื่อให้ความร้อนที่ ๗๕ องศาเซลเซียสอย่างรวดเร็ว จะหลอมละลาย และถ้าเผาที่ความร้อน ๓๕๐ องศาเซลเซียส จะไม่มีน้ำอยู่ในโมเลกุล เรียกน้ำประสานทองสะตุ หรือ “Fused Sodium Borate” หรือ “Borax Glass” หรือ “Fused Borax” มีลักษณะเป็นผงหรือเป็นแผ่นคล้ายกระจก(แก้ว) จะขุ่นขาวเมื่อถูกอากาศ ละลายได้ในน้ำอย่างช้าๆ น้ำประสานทอง ๑ กรัม ละลายน้ำได้ ๑๖ มล. คุณสมบัติของน้ำประสานทองที่นำมาใช้เชื่อมประสานทองรูปพรรณนั้นจะต้องหลอมละลายก่อนทอง เช่น ทองคำบริสุทธิ์ 99.99% หลอมละลายที่ 1,000 องศาเซลเซียส น้ำประสานทอง ต้องมีจุดหลอมละลายที่ประมาณ 800 องศาเซลเซียส เพราะเมื่อน้ำประสานทองละลายแล้วจะทำให้ทองยึดติดกันก่อนที่เนื้อทองจะหลอมละลายนั่นเอง งานทองรูปพรรณที่มีลวดลายสลับซับซ้อนก็ยิ่งต้องใช้น้ำประสานทองมากตามไปด้วย เครื่องประดับที่ใช้น้ำประสานทองในการเชื่อมจุดต่างๆ มากเมื่อใส่บ่อยๆ หรือเก็บไปนานๆ มักจะมีสีออกแดง หรือ อาจจะเปลี่ยนสีเป็นน้ำตาล ทำให้ดูกระดำกระด่างคล้ายทองลอก ไม่ต้องตกใจว่าเป็นทองปลอมเพราะความจริงคือส่วนที่ถูกประสานด้วยน้ำประสานทอง เวลาเจอเหงื่อไปนาน ๆ จะทำให้ทองเปลี่ยนสีนั่นเองวิธีแก้ง่ายๆก็แค่ส่งไปทำความสะอาดที่ร้านทองที่เราซื้อมา แค่นี้รอยประสานจากน้ำประสานทอง ก็จะหายไป ได้ทองที่สุกสว่างเหมือนทองใหม่กลับมาอีกครั้ง นอกจากการใช้ประโยชน์ในการเป็นตัวเชื่อมทองแล้ว น้ำประสานทองยังถูกนำมาใช้ ในทางอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น ในอุตสาหกรรมทำแก้ว ช่วยให้เกิดความเหนียว แข็งแรง ใช้เป็นส่วนผสมในการฉาบภาชนะเครื่องเคลือบดินเผา ทำให้มีความมันวาว ใช้เป็นส่วนผสมของยารักษาโรคโดยเฉพาะยาภายนอกร่างกาย ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าเชื้อรา เป็นต้น และที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือการเอาน้ำประสานทองหรือที่เรียกว่าบอแรกซ์ไปผสมลูกชิ้นทำให้เด้งกรอบ ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามเพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/20/2561

ความต้องการทองคำของอิหร่านหลังสหรัฐประกาศคว่ำบาตร


มีความกังวลมากมายในตะวันออกกลางหลังจากสหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ทำกันมาตั้งแต่ปี 2015 และประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจรอบใหม่ต่ออิหร่าน เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2018 ซึ่งส่งผลกระทบราคาน้ำมัน และคามต้องการทองคำของประชาชน สภาทองคำโลก (World Gold Council) รายงานสถานการณ์ความต้องการทองคำในตะวันออกกลางว่า ในไตรมาสแรกของปี 2018 ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำของประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียทะยานขึ้นสู่ระดับ 9.3 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ทั้งนี้เนื่องมาจากความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันย่ำแย่ระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา เฉพาะในประเทศอิหร่าน ประชาชนซื้อทองคำจำนวนมากขึ้นในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ โดยมียอดขายทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน(2017) มาอยู่ที่ 24.5 ตัน โดยทองคำที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากประชาชนชาวอิหร่านคือเหรียญทองคำที่ออกโดยรัฐบาล เพราะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บจากการซื้อขายทองคำ ทำให้ราคาขายถูกกว่าราคาทองคำในตลาดการขายเหรียญทองคำนี้ถือเป็นแหล่งรายได้โดยตรงของรัฐบาลอิหร่าน และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจรอบใหม่ ของสหรัฐ ทำให้ค่าเงินสกุล เรียลแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แม้รัฐบาลอิหร่านจะพยามใช้มาตรการต่างๆในการพยุงค่าเงินเรียล เมื่อแลกเปลี่ยนกับเงินดอลลาร์สหรัฐแล้วก็ตามอย่างไรก็ดีชาวอิหร่านได้ออกมาร่วมกันปกป้องทรัพย์สินของตนเองด้วยการยกเลิกบัญชีธนาคารสกุลเงินดอลล่าร์ และหันมาซื้อเหรียญทองคำที่ออกโดยรัฐบาลแทนเงินดอลล่าร์แล้วทั้งนี้มาตรการคว่ำบาตรที่รัฐบาล ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ของอิหร่านต้องเผชิญคือ ทางภาคยานยนต์ การค้าทองคำและโลหะมีค่า และการซื้อสินทรัพย์สหรัฐฯ เช่น ธนบัตร โดยรัฐบาลอิหร่าน เป็นต้น และ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2018 สหรัฐฯ จะกลับมาคว่ำบาตรในภาคพลังงาน การทำธุรกรรมเกี่ยวกับปิโตรเลียม และการบริการจัดจำหน่ายประกันของอิหร่าน เป็นต้น รวมถึงบทลงโทษทางการเงินกับประเทศที่ทำการค้าขายน้ำมันกับอิหร่านหลังจากนี้ด้วย ผลกระทบจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯต่ออิหร่านจะไปจบที่ตรงไหน เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/20/2561

มหัศจรรย์เหมืองทองคำ 2000 ปี


แคว้นกาสตีญา – ลีออง เป็นแคว้นใหญ่ที่สุดแคว้นหนึ่งในยุโรป มีอาณาเขตกว้างใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน ซึ่งมีประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมและภูมิประเทศอันน่ามหัศจรรย์ หนึ่งในนั้นคือเหมืองทองลาส เมดูลัส (Las Médulas) ที่ได้ชื่อว่าเป็นเหมืองทองคำ 2,000 ปี ลาส เมดูลัส (Las Médulas)เหมืองแร่โบราณ ตั้งอยู่ใกล้เมือง Ponferrada เขต El Bierzo จังหวัดเลออน ประเทศสเปน เคยเป็นเหมืองทองที่มีความเฟื่องฟูมากในสมัยจักรวรรดิโรมัน มีการทำเหมืองแร่ทองคำที่นี่ตั้งแต่ในศตวรรษที่1 ด้วยเทคโนโลยีพลังงานไฮโดรลิก โดยการสร้างอุโมงค์นำน้ำจากแหล่งน้ำใกล้เคียงไปใช้ในการทำเหมือง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่น่าทึ่งของยุคโรมันโบราณ เชื่อกันว่าชาวโรมันขุดแร่ทองคำจากเหมืองแห่งนี้ได้มากกว่า 800 ตัน หลังการทำเหมืองผ่านไปนับพันปี ธรรมชาติมีการปรับตัวทำให้เหมืองทองลาส เมดูลัส กลายเป็นทิวทัศน์ที่มหัศจรรย์ แปลกตา แต่ก็ยังทิ้งร่องรอยที่แสดงให้เห็นว่าสถานแห่งนี้เคยเป็นเหมืองแร่ทองคำของโรมัน จนองค์การยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2540 ปัจจุบันเหมืองทองลาส เมดูลัส กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจแห่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวที่ชอบการผจญภัย โดยสามารถเดินทางเข้าไปชมได้ด้วยการเดินเท้า ปั่นจักรยานเสือภูเขา หรือขี่ม้าผ่านช่องแคบโบราณไปตามเครื่องหมายที่คนงานโรมันทำไว้บนผนังตั้งแต่เมื่อกว่า 2, 000 ปีที่ผ่านมา นอกจากชมความมหัศจรรย์ของเหมืองทองคำลาส เมดูลัส (Las Médulas) แล้วในกาสตีญา – ลีอองยังมีสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น มหาวิหารซาลามังกา สะพานโรมันข้ามแม่น้ำตอร์เมส อาสนวิหารซัลวาดอร์ สำนักชีเซนต์เทเรซา และสะพานส่งน้ำโบราณอายุ 2,000 ปี เป็นต้นเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/20/2561

ความนิยมเครื่องประดับทองคำและอัญมณีของสตรีชาวอิหร่าน


แม้สตรีชาวอิหร่านจะแต่งกายมิดชิดตามหลักศาสนาเช่นเดียวกับประเทศมุสลิมอื่นๆ แต่ภายใต้ผ้าคลุมนั้นกลับประดับประดาไปด้วยเครื่องประดับราคาแพงที่ทำด้วยอัญมณีและทองคำ ซึ่งจะเปิดเผยหรือเอาออกมาใส่โชว์กันก็เฉพาะเวลาที่บ้าน หรือในสถานที่ที่เป็นส่วนตัวเท่านั้น สตรีชาวอิหร่านส่วนใหญ่ชื่นชอบเครื่องประดับทองคำและอัญมณีราคาแพงที่ออกแบบอย่างประณีต พิถีพิถันและมีความสวยงาม ส่วนใหญ่ยังคงนิยมรูปแบบดั้งเดิมที่จำหน่ายเป็นชุดมีทั้งสร้อยคอ สร้อยข้อมือ ตุ้มหู และแหวน โดยคิดเป็นประมาณ 70 % ของยอดขายเครื่องประดับทั้งหมด แต่ชาวอิหร่านก็ยังเปิดใจให้กับแฟชั่นและดีไซน์ใหม่ๆด้วย เช่นเครื่องประดับสไตล์ยุโรปที่เน้นสีขาวและสีผสมโดยเฉพาะสร้อยข้อมือ ซึ่งเป็นที่นิยมมากขึ้นในเมืองใหญ่ๆ ชาวอิหร่านมักจะซื้อเครื่องประดับอัญมณีและทองคำเมื่อถึงโอกาสสำคัญต่างๆ เช่น งานปีใหม่ งานมงคลสมรส และงานรื่นเริงต่าง ๆ โดยร้อยละ 15 ซื้อเพื่อเป็นของขวัญ ร้อยละ 25 ซื้อเพื่องานแต่งงาน และประมาณร้อยละ 60 จะซื้อเพื่อเป็นการลงทุน เครื่องประดับส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ ในโรงงานกว่า 6,000 แห่งที่กระจายตัวอยู่ใน 5 เมืองใหญ่ ได้แก่ในกรุงเตหะรานราวร้อยละ 45 และในเมืองอีสฟาฮานอีกราวร้อยละ 30 ซึ่งโรงงานส่วนใหญ่มีขนาดเล็กมีแรงงานไม่เกิน 5 คน มีเพียงประมาณร้อยละ 50 ของโรงงานผลิตเครื่องประดับทั้งหมดที่มีการจ้างคนงาน 20 คนขึ้นไป ทั้งนี้ก็เพราะมีข้อจ้ากัดด้านมาตรการการจ้างงานและภาษีต่างๆอย่างไรก็ดีการผลิตเครื่องประดับของอิหร่านก็ยังมีศักยภาพไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคในประเทศ เนื่องจากรัฐบาลไม่มีนโยบายและแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้อย่างจริงจัง อีกทั้งยังขาดแรงงานทักษะฝีมือชั้นสูง ขาดแคลนเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตที่ทันสมัย ดังนั้นผู้ค้าและผู้ผลิตเครื่องประดับทองและอัญมณีของอิหร่านจึงหันไปนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศแทนโดยมีตุรกีและไทยเป็นตลาดนำเข้าสำคัญ แต่ทั้งนี้การนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับทองเป็นสิ่งต้องห้ามในประเทศอิหร่าน ร้อยละ 80 ของสินค้าที่จำหน่ายในอิหร่านส่วนใหญ่จึงเป็นการถูกน้าเข้าอย่างผิดกฎหมายผ่านประเทศที่สามนั่นเอง เช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/20/2561

เครื่องประดับทองสมัยอยุธยา


ตลอด 417 ปี ของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เป็นช่วงสมัยที่มีการบันทึกเรื่องราวของเครื่องประดับเป็นลายลักษณ์อักษรไว้มามากที่สุด ดังปรากฏอยู่ในกฎหมายตราสามดวง กฎมณเฑียรบาล จดหมายเหตุและบันทึกของชาวต่างชาติที่เข้ามาติดต่อค้าขายและเจริญสัมพันธไมตรี รวมถึงจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งต่างจากสมัยสุโขทัยที่แทบไม่มีการบันทึกไว้เลย จากบันทึกต่างๆทำให้เราสามารถแบ่งเครื่องประดับในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ เครื่องประดับสำหรับพระมหากษัตริย์ มเหสี ราชวงศ์และขุนนางในราชสำนัก กับเครื่องประดับสำหรับคนทั่วไปในสมัยอยุธยานั้นกษัตริย์เปรียบเสมือนสมมติเทพ เครื่องประดับจึงต้องที่ดูสง่างามสมพระเกียรติโดยเฉพาะในเวลามีพระราชพิธี หรือเสด็จออกท้องพระโรง ทำด้วยโลหะมีค่าต่างๆเช่น ทองคำ เงิน ทองเหลือง และอัญมณี ต่างๆ รูปแบบของเครื่องประดับมักได้รับอิทธิพลจากอินเดีย เปอร์เซีย และชาวตะวันตกนำมาผสมผสานกับการทำเครื่องประดับของไทยให้แปลกใหม่ออกไปจากเดิมเครื่องประดับสำหรับกษัตริย์ มเหสี ราชวงศ์และขุนนางในราชสำนัก มีระบุไว้ในกฎมณเฑียรบาล มี 10 ชนิดได้แก่ 1.มงกุฎหรือชฎาเป็นเครื่องประดับประเภทศิราภรณ์ใช้สำหรับกษัตริย์และมเหสี 2.เทริด (อ่านว่า เซิด)สำหรับกษัตริย์และมเหสี และราชวงศ์3.พระเกี้ยว มีลักษณะเป็นวงคล้ายพวงมาลัยใช้สำหรับรัดผมหรือรัดจุก4.พระกุณฑลคือ ตุ้มหู หรือต่างหู5.สังวาล เป็นสร้อยที่คล้องลงมาจากบ่าทั้ง ๒ ข้าง 6.สร้อยพระศอ หรือสร้อยคอ 7.พาหุรัดหรือกำไลรัดต้นแขน 8.ทองพระกร หรือกำไลข้อมือ 9.ทองพระบาทหรือกำไลข้อเท้า นิยมใส่เฉพาะสตรี 10.พระธำมรงค์ หรือ แหวน .ส่วนเครื่องประดับสำหรับบุคคลทั่วไปนั้น นิยมใส่แหวนไว้ที่นิ้วกลาง นิ้วนาง หรือนิ้วก้อยโดยอนุญาตให้ใส่ได้มากเท่าที่จะใส่ได้ผู้หญิงนิยมใส่ต่างหูทำด้วยทองคำ เงิน หรือเงินกะไหล่ทอง แต่ผู้ชายไม่นิยมใส่ ลูกของคนมีฐานะดีนิยมสวมกำไลข้อมือจนมีอายุ ๖ - ๗ ขวบ และอาจสวมกำไลต้นแขนและกำไลข้อเท้าด้วย ในขณะที่ลูกสาวของขุนนางนิยมสวมรัดเกล้าทองคำในพิธีแต่งงานเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/20/2561

เครื่องประดับทองสมัยสุโขทัย


กรุงสุโขทัยมีอสยุประมาณ200 ปี นับตั้งแต่ พ.ศ. 1792 -พ.ศ.1981 นับตั้งแต่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ทรงขึ้นครองราชย์ จนถึงสิ้นรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ 4 สมัยสุโขทัยมีหลักฐานเกี่ยวกับเครื่องประดับไทยไม่มากนัก ส่วนใหญ่ศึกษาจากศิลปวัตถุและภาพจิตรกรรมที่ยังหลงเหลืออยู่ ในโบราณสถานบางแห่ง ซึ่งพออนุมานได้ว่า เครื่องประดับในสมัยสุโขทัยมีที่มาจากศิลปะของชนพื้นเมืองที่เป็นคนไทย ผสมผสานกับศิลปะขอมสมัยอาณาจักรลวปุระหรือละโว้ และศิลปะมอญสมัยอาณาจักรทวารวดี ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียอีกทอดหนึ่ง เช่นเดียวกับอาณาจักรโบราณที่เคยมีมาก่อนหน้านี้แล้ว คือ อาณาจักรฟูนัน และอาณาจักรศรีวิชัย ทางภาคตะวันออกและภาคใต้ ของคาบสมุทรอินโดจีน ตามลำดับ แบ่งออกเป็น ๓ รูปแบบ คือ1.เครื่องประดับของเทวรูป แม้พระพุทธศาสนาจะอิทธิพลอยู่มากในราชสำนักแต่ศาสนาพราหมณ์ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ดังนั้นจึงมีการสร้างเทวรูปเป็นจำนวนมากและมีการประดับตกแต่งอย่างเต็มรูปแบบตามความเชื่อทั้ง มงกุฎ เทริด กรองศอหรือสร้อยคอ พาหุรัด หรือกำไลที่ต้นแขน และกุณฑลหรือตุ้มหู ซึ่งในช่วงแรกทำเป็นรูปแบบเรียบง่าย ต่อมามีการตกแต่งลวดลายให้วิจิตรงดงามมากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากเทวรูปสำริดพระอิศวรสมัยสุโขทัย ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ที่วัดป่ามะม่วง เครื่องทรงครบชุดทั้ง มงกุฏ กรองศอ สังวาล และพาหุรัด เป็นต้น 2.เครื่องประดับของเทวดา กษัตริย์ และบุคคลชั้นสูง เน้นที่มงกุฎ ชฎา และเทริดเป็นเครื่องประดับศีรษะ โดยมีกะบังหน้า และมีกรรเจียกจอนเพิ่มเข้ามา หากเป็นสตรีจะมีรัดเกล้าเป็นเครื่องประดับส่วนบนของศีรษะ มีทั้งแบบปลายยอดทรงกรวยแหลม และทรงเปลว นอกจากนี้ก็มีเครื่องประดับส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ได้แก่ กรองศอ พาหุรัด กุณฑล ทองกร ธำมรงค์ โดยทองกรนั้นทำเป็นแหวนเกลี้ยง3-4 วง สวมใส่ไว้ที่ต้นแขนหรือข้อมือ ดังเช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังบนบานประตูพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แสดงให้เห็นการแต่งกายของเทวดาที่ใช้เครื่องประดับตกแต่งร่างกายอย่างเต็มที่ 3.เครื่องประดับของสามัญชน บุคคลที่เป็นสามัญชน เช่น พ่อค้า และชาวบ้านทั่วไป พบหลักฐานการใช้เครื่องประดับแค่เพียง ต่างหู เช่น บนภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่วัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัยเท่านั้น แม้จะมีหลักฐานไม่มาก แต่ก็เชื่อว่าเครื่องประดับทองสมัยสุโขทัยมีอิทธิพลต่อรูปแบบและงานศิลปของเครื่องประดับสมัยอยุธยาในเวลาต่อมาเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/20/2561

วิวัฒนาการ เครื่องประดับทองของไทย


เครื่องประดับทองของไทย มีประวัติศาสตร์มายาวนาน ในช่วงแรกได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากอินเดียเมื่อครั้งที่มีการติดต่อค้าขายกัน และได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์และฮินดูที่เข้ามาในประเทศไทยผ่านทางอาณาจักรเขมร ต่อมารูปแบบเครื่องประดับได้ถูกผสมผสานเข้ากับศิลปะของคนไทยพื้นเมืองและได้เกิดเป็นรูปแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้น เครื่องประดับทองในยุคแรกมุ่งเน้นไปที่ เครื่องราชูปโภค เครื่องสักการะในพระพุทธศาสนา และเครื่องสังฆภัณฑ์ที่ทำด้วยโลหะทองคำ เครื่องประดับทองจัดเป็นผลงานประณีตศิลป์ชั้นสูง และเป็นสมบัติของชาติที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งมีรูปแบบและลวดลายทางศิลปะที่แตกต่างกันไปตามยุคสมัย ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ช่วงคือ สมัยกรุงสุโขทัย สมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์เครื่องประดับสมัยสุโขทัย ช่วงแรกมีลักษณะและรูปแบบคล้ายงานศิลปะเขมร ต่อมารูปแบบของเครื่องประดับมีการเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีการเผยแผ่พระพุทธศานาและศาสนาพราหมณ์เข้ามาในราชอาณาจักรสุโขทัย ทำให้รูปแบบของเครื่องประดับเปลี่ยนไปยึดแบบแผนมาจากเครื่องประดับของเทวรูป เช่น มงกุฎ เทริด รัดเกล้า กรองคอ สังวาลย์ พาหุรัด กุณฑล เป็นต้นสมัยอยุธยายังคงรับเอารูปแบบของเครื่องประดับมาจากสมัยสุโขทัย แต่ในยุคนี้ได้มีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติทั้งชาวตะวันตกและชาวเปอร์เซียมากขึ้น จึงได้มีการนำเอาวัสดุและวิธีการทำเครื่องประดับของต่างชาติเข้ามาผสมผสานและดัดแปลง ทำให้รูปแบบของเครื่องประดับดูแปลกใหม่และแตกต่างจากในยุคสุโขทัย ยุคนี้ถือได้ว่าเป็นยุ่งเฟื่องฟูของเครื่องทองไทย มีการใช้ทองคำเพื่องานประณีตศิลป์ในหลาย ๆ ประเภทสมัยกรุงธนบุรี และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นตั้งแต่รัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 3 การใช้เครื่องประดับในสมัยนี้ ยังคงสืบเนื่องมาจากสมัยอยุธยาในทุกๆ ด้าน จนถึงรัชกาลที่ 4 วัฒนธรรมการใช้เครื่องประดับจึงเริ่มเปลี่ยนแปลง เมื่อมีการติดต่อสัมพันธไมตรีกับประเทศทางตะวันตกมากขึ้น มีการใช้เครื่องประดับที่เรียกว่า เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงสร้างขึ้น เพื่อพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นบำเหน็จความชอบ ในราชการ หรือส่วนพระองค์ รวมทั้งพระราชทานให้แก่ประมุขของรัฐต่างประเทศ ที่มีสัมพันธไมตรีอันดีกับประเทศไทย สมัยรัชกาลที่ 5ถึงปัจจุบัน ถือเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของศิลปะและรูปแบบของเครื่องประดับทองอย่างชัดเจน เพราะมีการติดต่อกับตะวันตกมากขึ้น ทำให้ศิลปะการใช้เครื่องประดับแบบชาวตะวันตกได้รับความนิยมมากขึ้น การทำเครื่องประดับทองไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในราชสำนักเท่านั้น แต่เกิดช่างทำทองรูปพรรณขึ้นมากมาย ทั้งช่างไทยและช่างจีน ทั้งในพระนครและตามหัวเมืองต่างๆ เช่นช่างทองจากเมืองนครศรีธรรมราช และช่างทองเมืองเพชรบุรี กลุ่มช่างทองที่ถนนตีทอง ข้างวัดสุทัศนเทพวราราม จนวิวัฒนาการมาเป็นศูนย์กลางทองคำของประเทศที่ถนนเยาวราชในปัจจุบันเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/20/2561

ต้นมะขามช่างทอง ร้านทองแห่งศาลเจ้าโรงทอง


เมื่อพูดถึงทองคำ ก็ต้องนึกถึงย่านเยาวราชเพราะเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำและมีร้านทองตั้งอยู่เรียงรายสองฟากฝั่งถนน ร้านทองที่เก่าที่สุดอายุกว่า 160 ปีก็ตั้งอยู่ที่นี่ นอกนั้นก็เป็นร้านทองที่มีอายุหลายสิบปีอีกหลายร้าน แต่เชื่อหรือไม่ว่ามีร้านทองอีกแห่งหนึ่งที่มีอายุมากกว่า 100 ปีที่ไม่ได้อยู่ที่เยาวราช ชื่อร้านต้นมะขามช่างทองแห่ง ตั้งอยู่ที่ศาลเจ้าโรงทอง จ.อ่างทองร้านต้นมะขามช่างทอง เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2453หรือเมื่อ108 ปีก่อน บริเวณ ริมฝั่งแม่น้ำน้อย ตำบลศาลเจ้าโรงทอง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง จำหน่ายเครื่องทอง นาก เงิน จากฝีมือช่างของคนในครอบครัว ด้วยเครื่องมือน้อยชิ้น เรียบง่าย แต่อาศัยการสร้างสรรค์ การออกแบบที่สวยงามและความละเอียดประณีต ทำให้เครื่องประดับทองของร้านต้นมะขามช่างทองมีชื่อเสียงไปทั่วในชื่อของช่างทองโคนมะขาม จากนั้นทุกอย่างได้พัฒนาเรื่อยมาและได้ส่งต่อความรู้และประสบการณ์ในการทำทอง จากรุ่นสู่รุ่น จนทำให้ผลงานเป็นที่ยอมรับ ด้วยผลงานที่มีเอกลักษณ์ ตั้งแต่การหลอม ตี ดึง ร้อย เชื่อมข้อ การออกแบบลายสลัก ขัดเงา จนทำให้ขณะนี้ร้านต้นมะขามช่างทอง ดำเนินกิจการมาถึงรุ่นที่ 4 แล้วและที่ชื่อร้านต้นมะขามช่างทองก็เพราะตั้งอยู่ใต้ต้นมะขามใหญ่นั่นเองงานออกแบบของร้านต้นมะขามช่างทองจัดว่าเป็นการหัตถศิลป์ประเภทงานสานและลงยา จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยฝีมือช่างทองโบราณที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ผสมผสานกับเครื่องมือที่ทันสมัย แต่ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมของงานศิลป์บ้านต้นมะขามไว้ คือ การฉลุลายลงบนทอง ทั้งลายใบมะขาม, ลายใบโพธิ์, ลายม้วน, ลายขัดแตะและกลุ่มลายไทยต่างๆ เสริมด้วยเทคนิคของช่างทองโบราณ เช่น สตางค์แดง ข้อมะขามปล้องไผ่และลูกคิด เครื่องประดับทองของร้านต้นมะขาม ช่างทอง จึงเป็นที่ชื่นชอบลูกค้าที่ต้องการเครื่องประดับทองที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใครเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/06/2561

สถานการณ์การส่งออกเครื่องประดับทองของไทย


สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ(องค์การมหาชน)รายงานว่า ในปี2560 สินค้าในหมวดอัญมณีและเครื่องประดับที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุดคือ ทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูปหรือทองคำกึ่งสำเร็จรูปในสัดส่วนร้อยละ 44.5 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีแ ละเครื่องประดับไทยทั้งหมด โดยตลาดหลักส่งออกทองคำที่สำคัญของไทย คือ สวิตเซอร์แลนด์ซึ่งมีสัดส่วนสูงสุดกว่าร้อยละ 57 รองลงมาคือ กัมพูชา และสิงคโปร์ เครื่องประดับแท้ เป็นสินค้าส่งออกสำคัญเป็น อันดับ 2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 28.61 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย เติบโตสูงขึ้นร้อยละ 2.96 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี2559 ซึ่งหากแยกพิจารณาในสินค้ารายการสำคัญพบว่า เครื่องประดับทอง ปรับตัวลดลงร้อยละ 3.71 เนื่องจากอุปสงค์ต่อเครื่องประดับทองลดลงตามความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ ไทยส่งออกไปยังหลายตลาดสำคัญได้น้อยลง โดยเฉพาะตลาด หลักใน 3 อันดับแรกอย่าง ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงสหราชอาณาจักร นอกจากนี้อีกสามเหตุที่ทำให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นำเข้าเครื่องประดับทองจากไทย ลดลง เนื่องจากรัฐบาลUAE มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเครื่องประดับทองร้อยละ 5 อย่างจริงจัง จากเดิมที่เคยผ่อนผันให้เสียภาษีนำเข้าไม่เกินร้อยละ 1 มีผลทำให้เครื่องประดับทองนำเข้ามีราคาสูงขึ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561ที่ผ่านมา ส่วนสวิตเซอร์แลนด์ ผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อและส่วนใหญ่นิยมเครื่องประดับทอง ไทยจึงยัง สามารถส่งออกเครื่องประดับทองไปยังสวิตเซอร์แลนด์ได้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.60เมื่อรวมสินค้าทั้งหมดทั้ง อัญมณี เครื่องประดับ และทองคำ ตลาดส่งออกที่มีมูลค่าสูงสุดในปี 2560 คือสวิตเซอร์แลนด์ ในสัดส่วนร้อยละ 27.44 รองลงมาคือฮ่องกง สหรัฐอเมริกา กัมพูชา และสิงคโปร์ตามลำดับ ในขณะที่การนำเข้าทองคำที่ยังมิได้ ขึ้นรูปหรือทองคำกึ่งสำเร็จรูป ก็มีการขยายตัวสูงถึงร้อยละ 86.86 เนื่องจากราคาทองคำในตลาดโลกอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่นำเข้าทองคำเพิ่มขึ้นเพื่อเก็บสะสมไว้เก็งกำไรโดยการรอเทขายในช่วงที่ราคาทองคำปรับสูงขึ้น และอีกส่วนหนึ่งนำมาผลิตเป็นเครื่องประดับทองรูปพรรณจำหน่ายภายในประเทศ ซึ่งราคาที่ลดลงจูงใจให้คนไทยต้องการซื้อทองรูปพรรณมากขึ้นเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/06/2561

ออสเตรเลีย ตลาดส่งออกเครื่องประดับทองของไทย


ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญของไทย ปี 2559 ที่ผ่านมา ออสเตรเลียนำเข้าเครื่องประดับเงินและทองคำกึ่งสำเร็จรูปจากไทยมากที่สุดเนื่องจากมีความโดดเด่นทั้งฝีมือปราณีตและมีคุณภาพสูง โดยเฉพาะเครื่องประดับประเภทสร้อยคอ ต่างหู สร้อยข้อมือและกำไลข้อมือ ยังเป็นสินค้ายอดนิยม ความจริงแล้วรสนิยมของคนออสเตรเลียในการเลือกซื้ออัญมณีและเครื่องประดับนั้นมีความคล้ายคลึงกับชาวตะวันตก คือนิยมเครื่องประดับที่เป็นเงินและเครื่องประดับทอง 9K ,18K ซึ่งแตกต่างจากบ้านเราที่นิยมทองคำที่มีเปอร์เซ็นทองหรือความบริสุทธิ์มากกว่า โดยปัจจัยที่มีผลในการตัดสินใจซื้ออัญมณีและเครื่องประดับของชาวออสเตรเลีย คือคุณภาพ ราคา และความคุ้มค่า รองลงมา คือ การโฆษณา การบอกต่อหรือการแนะนำของเพื่อนหรือคนรู้จักและการรับประกันสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยได้รับการยอมรับอย่างมากในตลาดโลก เนื่องจากช่างไทยมีทักษะและฝีมือจึงทำให้ไทยเป็นผู้ส่งออกเครื่องประดับ เครื่องเงิน และทองรายใหญ่เป็นอันดับ 1 และอันดับ 9 ของโลก ตามลําดับ อย่างไรก็ดี ฮ่องกง อินเดีย และอิตาลี คือคู่แข่งสำคัญของไทยในตลาดออสเตรเลีย โดยฮ่องกงนั้นมีข้อได้เปรียบไทยที่ฝีมือการออกแบบเทียบเท่าผู้ผลิตในยุโรป อินเดียมีความพร้อมทั้งในด้านแรงงาน วัตถุดิบ และอุตสาหกรรมสนับสนุน เช่น อุตสาหกรรมซอฟแวร์ที่ช่วยในกระบวนการผลิตและออกแบบ ขณะที่อิตาลีมีความโดดเด่นในการผลิตเครื่องประดับคุณภาพสูง และมีอิทธิพลต่อการกําหนดทิศทางแฟชั่นและรูปแบบของเครื่องประดับของโลก อีกทั้งยังมีตราสินค้าของตนเองด้วย อย่างไรก็ตามไทยเราก็ยังมีข้อได้เปรียบจากแต้มต่อทางภาษี ตามข้อตกลง TAFTA และข้อตกลง AANZFTA (ภาษี 0%) ประกอบกับ ผู้ประกอบการไทยมี ศักยภาพในการผลิตเครื่องประดับแท้ส่งผลให้ไทยเป็น แหล่งนําเข้าเครื่องประดับแท้รายใหญ่อันดับ 1 ของออสเตรเลีย ด้วยส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 25 ของมูลค่านำเข้าเครื่องประดับแท้ทั้งหมด (คิดเฉพาะเครื่องประดับแท้ไม่รวมเครื่องประดับเทียม)โดยในปี 2559 ออสเตรเลียนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากไทยมากเป็นอันดับ 3 รองจากปาปัวนิวกินี และญี่ปุ่น มีมูลค่ารวม 782 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 237 เมื่อเทียบกับปี 2558 สินค้านำเข้าสำคัญ 3 อันดับแรก ได้แก่ ทอง มูลค่า 539.8 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 69 เครื่องเพชร พลอย รูปพรรณและส่วนประกอบ มูลค่า 209.7 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 26.8 และเครื่องอัญมณีและเครื่องประดับเทียม มูลค่า 23.5 ล้านเหรียญสหรัฐเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/06/2561

ตลาดเครื่องประดับทอง ในออสเตรียเลีย


ออสเตรเลียเป็นตลาดมีกำลังซื้อสูง เพราะประชากรมีโดยรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี สูงถึง 55,510 ดอลลารสหรัฐ ซึ่งค่อนข้างสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆที่เป็นตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ฝ่ายวิจัยธุรกิจ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย รายงานตัวเลขส่วนแบ่งการตลาดของไทยจากการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปออสเตรเลียว่าอยู่ที่ ร้อยละ 11.6 เป็นอันดับ 3 รองจากสหรัฐอเมริกาที่ ร้อยละ 12.9 และฮ่องกงที่ครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด ร้อยละ 21.7 ที่เหลือก็เป็นนิวซีแลนด์และอินเดียอัญมณีและเครื่องประดับที่ออสเตรเลียนําเข้าร้อยละ 70 เป็นอัญมณีและเครื่องประดับแท้ ครึ่งหนึ่งเป็นการนําเข้า เครื่องประดับทอง รองลงมา คือ เพชร และเครื่องประดับเงิน ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 30 เป็นการนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับเทียม เนื่องจากประชากรในออสเตรเลียประกอบด้วยผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติส่งผลให้ความต้องการอัญมณีและเครื่องประดับค่อนข้างหลากหลาย ซึ่งแบ่งได้ตามกลุ่มผู้ซื้อ คือกลุ่มตลาดระดับบน ราวร้อยละ 5-10 ของจํานวนผู้ซื้อในออสเตรเลีย กลุ่มนี้เป็นผู้มีรายดได้สูง นิยมซื้ออัญมณีและเครื่องประดับ แบรนด์เนมชั้นนำของโลก เช่น Cartier, Tiffany & Co., รวมถึงแบรนด์เนมชั้นนำของออสเตรเลียอย่าง Parspaley เป็นต้น กลุ่มที่สองือผู้ซื้อในตลาดระดับกลาง เป็นประชากรสวนใหญ่ของออสเตรเลียราวร้อยละ 80-90 ผู้ซื้อกลุ่มนี้จะคํานึงถึงประโยชน์ใช้สอยและความคุ้มค่าของอัญมณีและเครื่องประดับเป็นประเด็นสำคัญ รวมทั้งไม่ยึดติดกับสินค้าแบรนด์เนมกลุ่มสุดท้ายคือผู้ซื้อในตลาดระดับล่าง ราวร้อยละ 5-10 เป็นกลุ่มชาวพื้นเมือง และชาวต่างชาติส่วนใหญ่ที่เข้าไปทํางานในออสเตรเลีย เช่นกลุ่มคนเอเชีย ผู้ซื้อกลุ่มนี้นิยมอัญมณีและเครื่องประดับเพื่อเพิ่มความสวยงาม และสามารถเก็บไว้เป็นสินทรัพย์ได้ ส่งผลให้เครื่องประดับทองที่มีปริมาณเนื้อทองค่อนข้างสูงได้รบความนิยมเช่นเครื่องประดับทอง 22K เครื่องประดับที่จำหน่ายในออสเตรเลีย ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ แหวน ราวร้อยละ 60 ของมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด รองลงมาคือ ต่างหู สร้อยคอ และสร้อย /กำไลข้อมือ ทั้งนี้ตลาดอัญมณีและเครื่องประดับในออสเตรเลียมีแนวโน้มขยายตัวตัวต่อเนื่องตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ มูลค่าการนำเข้าสูงกว่า 1.4 พันล้านดอลลร์สหรัฐต่อปี แม้ออสเตรเลียจะมีวัตถุดิบ อย่าง ทองคำ เพชร และไข่มุกเป็นจำนวนมากแต่ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกในรูปของวัตถุดิบ ส่งผลให้ออสเตรเลีย ยังมีความต้องการนําเข้าอัญมณีและเครื่องประดับต่อเนื่อง เพราะการนำเข้าเครื่องประดับสำเร็จรูปมีราคาถูกกว่าการแปรรูปภายในประเทศ เนื่องจากต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่สูงมากนั่นเองเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/06/2561

ทองคำ ยังมีให้ขุดมากมายในออสเตรเลีย


การค้นพบแร่ทองคำจำนวนมากในช่วง4-5 ปีที่ผ่านมาในออสเตรเลียอาจทำให้ยุคตื่นทองกลับมาอีกครั้งหนึ่ง และยืนยันได้ว่าแหล่งแร่ทองคำในออสเตรเลียยังไม่หมดไปง่ายๆ สมกับการติดอับประเทศที่ผลิตทองคำมากที่สุดในโลกจริงๆ (ข้อมูลจากปี 2016 ออสเตรเลียผลิตทองคำได้ 270 ตันเป็นอันดับ2รองจากจีนที่ผลิตได้ 455 ตัน)การพบทองคำครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนกันยายน 2018 เมื่อชายวัยหลังเกษียณคนหนึ่ง ใช้เครื่องตรวจจับโลหะออกรสำรวจหาทองคำที่พื้นที่ห่างไกล ของโกลด์ฟิลส์ (Goldfields)ซึ่งอยู่ทางเหนือของรัฐเวสเทิร์น เขาใช้ความพยามยามอยู่หลายปีในการสำรวจ และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการล่าทองอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดโชคก็เป็นของเขาเมื่อได้พบทองคำก้อนโตมูลค่ามากกว่าแสนดอลลาร์สหรัฐทองคำก้อนที่เขาพบอยู่ในดินเหนียว ลึกลงไปใต้ดินแค่ 800 มิลลิเมตร เขาใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ในการค่อยๆ ขุดมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง จนได้สัมผัสกับทองคำก้อน น้ำหนัก 3.2 กิโลกรัม ซึ่งมีปริมาณทองคำ 2.11 กิโลกรัม การค้นพบทองในครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่ายังคงมีทองคำอยู่ใต้พื้นดินของออสเตรเลียอีกมาก แม้แต่ในพื้นที่ที่คิดว่าอาจถูกค้นพบและขุดไปจนหมดแล้วก็ตาม ในเวลาใกล้เคียงกันคือช่วงต้นเดือนกันยายน 2018 คนงานเหมืองของบริษัทอาร์เอ็นซี มิเนอรัลส์ ได้ค้นพบทองคำขนาดมหึมา 2 ก้อน ขณะทำงานอยู่ที่เหมืองทอง เบต้า ฮันท์ ในพื้นที่โกลด์ฟิลส์ เช่นกัน โดยอยู่ใกล้กับแคมบาลดา อยู่ห่างจากเมืองเพิร์ท 391.5 ไมล์ทองคำ 2 ก้อนนี้ ก้อนหนึ่งมีน้ำหนัก 95 กิโลกรัม มีปริมาณทองคำฝังราว 2,400 ออนซ์ ส่วนอีกก้อนมีน้ำหนัก 63 กิโลกรัม คาดว่ามีประมาณทองคำอยู่ราว 1,600 ออนซ์ ประเมินมูลค่าหินสองก้อนนี้ประมาณ 100 ล้านบาท และ 65 ล้านบาทตามลำดับ เพียงแค่ช่วงเวลา1 สัปดาห์ของการทำเหมือง บริษัทได้ค้นพบทองคำปริมาณ 9,250 ออนซ์ มูลค่า 15.9 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย และผ่านไปราว 3 สัปดาห์บริษัทเผยมูลค่าเฉลี่ยของการค้นพบทองคำ กว่า 24,000 ออนซ์ คิดเป็นมูลค่ากว่า 40.3 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียเลยทีเดียว การค้นพบครั้งนี้ทำให้หุ้นของบริษัทเหมืองแร่ RNC Mineralsของแคนาดา ซึ่งได้รับสัมปทานเหมืองแร่ที่เมืองคัมบัลดา พุ่งขึ้นไปเกือบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ หลังจากนักลงทุนที่ทราบข่าว การขุดพบก้อนแร่ทองคำขนาดใหญ่ และการค้นพบแหล่งแร่ทองคำที่เหมืองแห่งนี้ ปกติเหมืองเบตาฮันต์ (Beta Hunt) จะขุดแร่นิกเกิลเป็นหลัก และบริษัทRNC Mineralsเจ้าของเหมืองมีความคิดจะขายสัมปทานต่อ แต่หลังจากพบสายแร่ทองคำซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ดิน 500 เมตร เมื่อเดือนมิถุนายนกา รทำให้ความคิดนี้ล้มเลิกไปจนมาได้พบทองคำครั้งใหญ่ นอกจากไม่ขายแล้วยังเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยเหมืองแร่ทองคำนี้อย่างเข้มงวด เพื่อกันคนภายนอกบุกเข้ามาแอบขุดหรือร่อนทองเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/06/2561

การสกัดทอง


การแยกทองคำออกจากแร่ด้วยวิธี การบดหยาบ และการบดละเอียด ไม่สามารถสกัดทองคำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากทองคำที่พบในแร่มีปริมาณน้อยมากไม่เกิน 10 กรัมต่อตัน ดังนั้น ดังนั้นการสะกดทองคำด้วยสารเคมีโดยการใช้สารละลายไซยาไนด์จึงได้รบความนิยม เพราะสามารถสกัดทองคําได้มากกว่า 90 % จึงนับว่าเป็น กระบวนการที่มีประสิทธิภาพสูงและคุ้มทุนกว่า กระบวนการผลิตทองคําด้วยการใช้สารละลายไซยาไนด์ประกอบด้วย การนําแร่ที่ขุดได้มาบดให้มีขนาดตามต้องการ จากนั้นนําไปผ่านกระบวนการทางเคมี เพื่อแยกโลหะ เช่น ทองคํา เงิน และทองแดง ออกจากสินแร่ แล้วนําโลหะผสมที่สกัดได้ไปหลอม และทําการแยกทองคําให้บริสุทธิ์ เพื่อนําไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆปัจจุบันกระบวนการสกัดทองคำให้บริสุทธิ์มีหลายวิธี แต่วิธีที่ทำให้ได้ทองคำที่มีความบริสุทธิ์มากกว่า 99.5% มี4 กระบวนการคือ1. กระบวนการ “Chorination” เป็นกระบวนการใช้แก๊สคลอรีน (Chorine) เป็นตัวทำปฏิกริยาให้ได้ความบริสุทธิ์ ซึ่งในกระบวนการนี้จะทำให้ได้ความบริสุทธิ์ 99.5%2. กระบวนการ “Electrolysis” เป็นกระบวนการที่ดีที่สุดในปัจจุบัน โดยจะใช้กระบวนการทางไฟฟ้าเป็นตัวทำปฏิกริยาและใช้คอมพิวเตอร์เป็นตัวควบคุมกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้ได้ความบริสุทธิ์ 99.99%3. กระบวนการ "กิมซั่ว" เป็นการสกัดเเบบโบราณที่นิยมใช้กันมากในประเทศไทย ซึ่งใช้น้ำกรดไนตริกเป็นหลักในการสกัด การสกัดเเบบนี้ต้องใช้โลหะเงินเป็นจำนวนมาก เพื่อหลอมเข้ากับทองที่ต้องการสกัด เเล้วนำไปต้มในน้ำกรดไนตริก ซึ่งทองที่สกัดจากวิธีนี้จะได้ความบริสุทธิ์อยู่ระหว่าง 98 % – 99 %4. กระบวนการ "Aqua Regia" เป็นที่นิยมมากในต่างประเทศเพราะให้ความบริสุทธิ์ที่สูงกว่าการกัดเเบบ กิมซั่ว เพราะใช้น้ำกรด 2 ตัวคือ กรดไนตริกเเละกรดไฮดรอคลอลิค ซึ่งความบริสุทธิ์ของทองคำที่ได้นั้นประมาณ 99.9x% การสกัดเเบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้โลหะเงิน อย่างไรก็ดีการสกัดทองคำ โดยสารไซยาไนด์ อาจทำให้เกิดการปนเปื้อนทำให้เกิดปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้หากไม่ได้รับการบำบัดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยก่อนปล่อยกากของเสียออกสู่ธรรมชาติเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

11/06/2561

ท้าวทองกีบม้า ผู้สร้างตำนานขนมไทยตระกูลทอง


มารี กีมาร์ หรือ ท้าวทองกีบม้า เป็นหัวหน้าห้องเครื่องต้นในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา เจ้าตำรับขนมไทยตระกูล ทอง ที่ได้รับอิทธิพลมาจากอาหารโปรตุเกส ไม่ว่าจะเป็นทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองม้วนขนมหม้อแกง และอื่นๆอีกหลายชนิดจนได้สมญาว่าเป็น“ราชินีแห่งขนมไทย”ท้าวทองกีบม้าเป็นบุตรสาวของนายฟานิก กูโยมาร์ บิดาที่มีเชื้อสายโปรตุเกส ญี่ปุ่น และเบงกอล กับมารดาชื่ออูร์ซูลา ยะมะดะ ชาวญี่ปุ่น ทั้งสองลี้ภัยความขัดแย้งด้านศาสนามาจากญี่ปุ่นมาสร้างครอบครัวที่กรุงศรีอยุธยา มีอาชีพค้าขาย ขณะที่มีอายุเพียง 16 ปี มารีได้สมรสกับเจ้าพระยาวิชเยนทร์ หรือ คอนสแตนติน ฟอลคอน ขุนนางชาวกรีกซึ่งเป็นคนโปรดของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีบุตรชายด้วยกันสองคนและและรับเลี้ยงบุตรสาวของฟอลคอนกับหญิงชาววังอีกคนหนึ่ง นอกจากนี้เธอและสามียังอุปถัมภ์เด็กที่เข้ารีตในนิกายโรมันคาทอลิกอีกกว่า 120 คน หลังจากเจ้าพระยาวิชเยนทร์ผู้เป็นสามีถูกตัดสินประหารชีวิตและริบสมบัติหลังสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพียงไม่กี่วัน มารีจึงอยู่ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัวและถูกจับคุมขัง ต่อมาได้ถูกนำตัวไปเป็นคนใช้ในวังและได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานเครื่องต้นในวังหลวงของกรุงศรีอยุธยา ต่อมามารีได้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าเครื่องต้น ทำหน้าที่กำกับชาวพนักงานหวานในพระราชวัง ตำแหน่ง ท้าวทองกีบม้า จึงได้สร้างสรรค์ขนมหวานหลากหลายชนิด โดยดัดแปลงมาจากตำรับอาหารของโปรตุเกสให้เป็นขนมหวานของไทย โดยผสมผสานความรู้ด้านการทำอาหารที่มีมาแต่เดิมประยุกต์เข้ากับวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น ทั้งยังถ่ายทอดความรู้ให้แก่นางข้าหลวงในปกครอง จนตำรับขนมของท้าวทองกีบม้าเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและตกทอดมาถึงปัจจุบัน ถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมโปรตุเกสที่ผสมผสานกับสังคมไทยได้อย่างกลมกลืน ด้วยเหตุนี้มารีจึงได้รับการยกย่องให้เป็น ราชินีขนมไทย ขนมที่เชื่อว่า ท้าวทองกีบม้า ได้ดัดแปลงเป็นขนมหวานของไทยนั้นได้แก่ ทองม้วน ทองหยิบ ทองหยอด ทองพลุ ทองโปร่ง ฝอยทอง กะหรี่ปั๊บ ขนมหม้อแกง สังขยา ขนมผิง สัมปันนี ขนมขิง ขนมไข่เต่า และลูกชุบเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

Loading...
More