บทความ

11/06/2562

แหวนทองคำใหญ่ที่สุดในโลก ที่ดูไบ


แหวนทองคำใหญ่ที่สุดในโลก ที่ดูไบ"นาจมา ไตบา (Najmat Taiba)" หรือ "Star of Taiba" เป็นชื่อของแหวนทองคำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่จัดแสดงอยู่ที่ "คานซ์ จิวเวลส์" ร้านจิวเวลรี่ที่ตั้งอยู่ในตลาดทองย่านเดียร์ร่า (เดียร์ร่า โกลด์ ซุก) เพื่อโปรโมทสินค้า และหวังเรียกลูกค้าเข้าร้าน พร้อมใบรับรองจากกินเนสส์ บุ๊ค ว่าเป็นแหวนทองคำที่มีขนาดแต่ข้อควรระวังคือ ทองคำและอัญมณีไม่มีการแสดงราคาให้เห็น ดังนั้นผู้ซื้อควรจะต้องมีความรู้และมีทักษะในการเลือกสินค้าและต่อรองราคาด้วยใหญ่ที่สุดในโลกน่าแปลกที่แหวนทองคำวงนี้ซึ่จัดแสดงอยู่ในตลาดทองคำดูไบ แต่กลับผลิตโดยร้านจิวเวลรี่ในประเทศซาอุดิอาระเบียที่มีชื่อว่า "ไตบา (Taiba)" เมื่อปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) ซึ่งต้องใช้ช่างฝีมือถึง 55 คน ทำงานต่อเนื่องวันละ 10 ช.ม. เป็นเวลานานถึง 45 วันจึงแล้วเสร็จ โดย"แหวนทองคำใหญ่ที่สุดในโลก" วงนี้ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ที่วัดจากขอบด้านใน 490 มิลลิเมตร เส้นรอบวง 2,200 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักมากถึง 63.85 กิโลกรัม ผลิตจากทองคำ 21 กะรัต น้ำหนัก 58.7 กิโลกรัม ประดับด้วยคริสตัลชวารอฟสกี้ 615 เม็ดน้ำหนักรวมมากถึง 5.17 กิโลกรัม ในช่วงปี ค.ศ. 2000 ที่ทำการผลิตแหวนวงนี้มีมูลค่า 547,000 ดอลลาร์หรือเกือบ 17 ล้านบาท แต่ปัจจุบันมีมูลค่าสูงกว่า 3 ล้านดอลล่าร์หรือกว่า 90 ล้านบาทเลยทีเดียว Gold Souk เป็น ตลาดทองรูปพรรณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง บนถนนสายแคบๆและตามตรอกซอกซอย ตระการตาไปด้วยเครื่องประดับที่ทำจากทอง ทองคำขาว และเพชร จากร้านจิวเวอรี่นับร้อยร้าน ซึ่งทองคำที่นี่มีค่าความบริสุทธิอยูที่ 21-24 กะรัต และไม่ตำกว่า 18 กระรัต และทองคำที่นี่มีราคาถูกที่สุดในโลก เพราะเป็นสินค้าปลอดภาษี นอกจากนี้ยังสามารถซื้อทองคำแท่งเพื่อการลงทุนได้ด้วย แต่ข้อควรระวังคือ ทองคำและอัญมณีไม่มีการแสดงราคาให้เห็น ดังนั้นผู้ซื้อควรจะต้องมีความรู้และมีทักษะในการเลือกสินค้าและต่อรองราคาด้วยGold Souk เปิดทุกวัน เวลา 10.00 - 22.00 น. แต่จะปิดช่วง 13.00 - 16.00 น. และในวันศุกร์จะเปิดเวลา 16.00 น.

Read More

11/06/2562

ทองคำ vs ดอลลาร์


ทองคำ vs ดอลลาร์รายงานประจำปีของ Metals Focus องค์กรที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องอัญมณีและโลหะมีค่า ระบุถึงปริมาณความต้องการของทองคำในปีนี้ ว่าจะสูงขึ้นไปถึง 4,370 ตันเป็นอย่างน้อยหรือสูงสุดในรอบ4 ปีนับจากปี ค.ศ. 2015 เป็นต้นมา สิ่งที่ทำให้มูลค่าทองคำโดยเฉพาะ"ทองคำแท่ง" สูงขึ้นมาโดยตลอดไม่น้อยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ก็คือการเทขายพันธบัตรเงินดอลลาร์และหันมากวาดซื้อทองคำหรือทองแท่งชองอเมริกาและรัสเซียนั่นเองรัสเซีย กลายเป็นประเทศที่มีทองคำสำรองสูงเป็นอันดับ 5 แซงหน้าจีนไปเมื่อตั้งแต่ปีที่แล้วคือมีทองคำสำรองอยู่ที่ประมาณ 2,150 ตัน ไม่ห่างจากอันดับ 4 คือฝรั่งเศสที่มีสำรองทองคำอยู่ที่ 2,436 ตัน และอิตาลีอันดับที่ 3 ซึ่งมีทองคำสำรองอยู่ที่ 2,451.8 ตัน โดยในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาธนาคารกลางของรัสเซียเพิ่มปริมาณทองคำสำรองโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่าปีละ 200 ตันเฉพาะแค่ช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้รัสเซียกว้านซื้อทองคำแท่งเข้าไปเก็บเป็นทุนสำรองแล้วถึง 37 ตัน ขณะเดียวกันรัสเซียก็เทขายพันธบัตรดอลลาร์ ไปจำนวนมากเหลือไว้เพียงแค่ 22 เปอร์เซ็นต์ของทุนสำรองทั้งหมดเท่านั้น ทั้งนี้เพราะประธานาธิบดีรัสเซียเชื่อว่า การนำเอาเงินดอลลาร์ไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ หรือนำไปใช้เป็น "เครื่องมือทางการเมือง" ของรัฐบาลสหรัฐฯ นั้น สุดท้ายจะนำไปสู่การล่มสลายของเงินดอลลาร์ เมื่อถึงเวลานั้นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดอย่าง "ทองคำ" นั่นเอง นายเดวิด เคลลี นักยุทธศาสตร์การเงินระดับโลก เชื่อว่าการเสื่อมค่าของเงินดอลลาร์นั้น อาจมีโอกาสเกิดขึ้นถ้าหากอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2019 ชะลอตัวอยู่ที่ระดับ 2 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กาเบรียลา ซานโตส นักยุทธศาสตร์การเงินอีกรายหนึ่งได้ตั้งสมมติฐานเอาไว้ว่า ถ้าหาก 1. ธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2. เศรษฐกิจอเมริกาชะลอตัว และ 3. เสถียรภาพความมั่นคงของโลกยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นบ้าง สิ่งที่เราจะได้เห็นก็คือการเสื่อมของเงินดอลลาร์ครั้งร้ายแรง และเมื่อนั้นทองคำก็จะกลายเป็นที่ต้องการทั่วโลก ถึงขณะนี้สถานการณ์นั้นยังไม่เกิดขึ้นแต่ก็มีสัญญาณไม่ดีเมื่อตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐฯเมื่อปี2018 พุ่งขึ้นไปถึง 621,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 12.5 เปอร์เซ็นต์ หรือสูงสุดในรอบ 10 ปี ตัวเลขการว่างงานที่เพิ่มขึ้นจาก 3.5 เป็น 3.7 ในปีนี้ และอาจถึง 3.8-3.9 ในปีถัดๆ ไป อันเป็นตัวบ่งชี้ถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เสถียรภาพความมั่นคงของโลกก็ยิ่งไม่แน่นอนจากนโยบายที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของประธานาธิบดีทรัมป์ ด้วยเหตุนี้ทองคำจึงน่าจะมั่นคงปลอดภัยกว่าดอลลาร์เป็นไหนๆขอขอบคุณข้อมูลจาก : ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

Read More

11/06/2562

รัสเซีย ขึ้นอันดับหนึ่ง ตุนทองคำมากที่สุดในโลก


รัสเซีย ขึ้นอันดับหนึ่ง ตุนทองคำมากที่สุดในโลก รัสเซียยังคงเคลื่อนไหวต่อเนื่องในตลาดทองคำ ล่าสุดสภาทองคำโลก (World Gold Council) ได้เปิดเผยในรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำ (Gold Demand Trends) ฉบับล่าสุดว่ารัสเซียเป็นผู้ซื้อทองคำมากที่สุดในโลก แซงหน้าจีนไปแล้ว การซื้อทองคำมากที่สุดของรัสเซียนี้ ทำให้จีนตกลงมาอยู่อันดับสอง ตามด้วยอินเดีย ตุรกี และเม็กซิโกตามลำดับ นอกจากนี้ในรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำ (Gold Demand Trends) ฉบับล่าสุดของสภาทองคำโลกยังระบุว่า ความต้องการทองคำทั่วโลกว่าขยายตัวสู่ระดับ 1,053.3 ตันในไตรมาสแรกของปี 2562 เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว สำหรับปัจจัยที่ทำให้ความต้องการทองคำเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่มาจากการที่ธนาคารกลางยังคงเพิ่มการซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนได้แรงหนุนจากกองทุนรวม ETFs ที่อ้างอิงดัชนีราคาทองคำ (ETF : Exchange Traded Fundคือ กองทุนเปิดที่จดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์) ธนาคารกลางซื้อทองคำ 145.5 ตันในไตรมาส 1 เพิ่มขึ้น 68% จากช่วงเดียวกันของปี 2561และถือเป็นการเริ่มต้นปีที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2556 การกระจายการลงทุนและความต้องการสินทรัพย์สภาพคล่องที่ปลอดภัยยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้แบงก์ชาติเข้าซื้อทองคำ ขณะที่ความต้องการทองรูปพรรณในไตรมาส 1 แตะที่ 530.3 ตัน ขยายตัว 1% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยได้แรงหนุนจากอินเดีย นอกจากนี้ราคาทองคำในสกุลเงินรูปีที่ถูกลงในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม ซื้อตรงกับเทศกาลแต่งงานที่ชาวอินเดียนิยมซื้อทองรูปพรรณเป็นสินสอดหรือของขวัญ ได้หนุนให้ความต้องการทองรูปพรรณในประเทศปรับตัวขึ้นเป็น 125.4 ตัน เพิ่มขึ้น 5%ในไตรมาส 1 นับตั้งแต่ปี 2558 สภาทองคำโลก ระบุว่า ความต้องการทองคำยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการเพิ่มการถือครองทองคำของธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ เช่นเดียวกับกองทุน ETFs ที่เพิ่มการลงทุนในทองคำเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2561 โดยการลงทุนในกองทุน ETFs ยุโรปทำสถิติสูงสุด สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจัยการลงทุน ซึ่งได้แก่ อัตราผลตอบแทนติดลบของพันธบัตรรัฐบาลยูโรโซน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดการเงิน จะยังคงสนับสนุนความต้องการลงทุนในทองคำต่อไป

Read More

11/06/2562

“ขุมทองแอฟริกา” กับปัญหาการค้าทองในตลาดมืด


“ขุมทองแอฟริกา” กับปัญหาการค้าทองในตลาดมืดมีการวิเคราะห์กันว่าในแต่ละปี ทองคำมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถูกลักลอบขนออกจากทวีปแอฟริกาผ่านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี ที่เป็นประตูทางผ่านทองคำไปสู่ตลาดในยุโรป อเมริกาเหนือ และประเทศอื่นๆทั่วโลก ข้อมูลด้านศุลกากรระบุว่า ในปี พ.ศ.2559 ยูเออีนำเข้าทองคำจากแอฟริกามีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 446 ตัน มูลค่ากว่า 15,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว473,735 ล้านบาท ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าในช่วง 10 ปี คือเพิ่มขึ้นจาก 67 ตัน มูลค่ารวม 1,300 ล้านดอลลาร์ หรือ40,785 ล้านบาท ในปี 2549 และที่สำคัญ ทองคำจำนวนมากเหล่านี้ไม่ได้ถูกบันทึกในการส่งออกของหลายประเทศในแอฟริกาแสดงให้เห็นว่าทองคำจำนวนมากออกจากทวีปแอฟริกาโดยไม่เสียภาษีให้ประเทศที่ผลิตแต่อย่างใด มีผลการศึกษาระบุออกมาอย่างชัดเจนว่ามีการค้าทองคำในตลาดมืดและการทำเหมืองแร่ทองคำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่ทั่วไปในแอฟริกา ประชาชนจำนวนมากหลายล้านคนทั่วทวีปทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการขุดหรือร่อนทองกันเองโดยไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขนาดใหญ่ และแทบไม่ได้รับการควบคุมดูแลจากเจ้าหน้ารัฐแต่อย่างใด เรียกว่าการทำเหมืองแบบดั้งเดิม (Artisanal mining) ซึ่งมีรายได้ดีกว่าเป็นลูกจ้างในเหมืองที่ถูกกฎหมาย แต่การทำเหมืองแบบดั้งเดิมนี้ก่อให้เกิดปัญหาหนักทางด้านสิ่งแวดล้อม สารเคมีจากแร่หรือโลหะรั่วไหลเข้าสู่หิน ดินและแม่น้ำลำคลอง หลายประเทศในกาฬทวีป เช่น กานา แทนซาเนีย และแซมเบีย กำลังเผชิญกับการทำเหมืองแร่ทองคำแบบผิดกฎหมาย และการลักลอบขนทองคำออกนอกประเทศในปริมาณมหาศาลโดยแก๊งผู้มีอิทธิพลทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ที่รับซื้อทองคำจากชาวบ้านแล้วส่งออกผ่านคนกลาง ซึ่งแน่นอนว่าขบวนการนี้คร่าชีวิตผู้คนจำนวนไม่น้อยจากการขัดผลประโยชน์นอกกฎหมาย และรัฐสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาล นอกเหนือจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) หนึ่งในประเทศผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ ตัวเลขส่งออกทองคำอย่างเป็นทางการน้อยมาก เมื่อเทียบกับปริมาณผลิตตามประเมิน ทองคำจากดีอาร์คองโกส่วนใหญ่ถูกลักลอบขนผ่าน 2 ประเทศเพื่อนบ้านคือ ยูกันดาและรวันดา โดยแก๊งมาเฟียทรงอิทธิพลข้ามชาติหลายแก๊งบงการอยู่เบื้องหลังประธานาธิบดีนานา อากูโฟ-อัดโด ผู้นำกานา ประเทศผู้ผลิตทองคำรายใหญ่อันดับ 2 ของทวีปแอฟริกา (รองจากแอฟริกาใต้ โดยมีแทนซาเนียเป็นผู้ผลิตอันดับ 3) เปิดเผยต่อที่ประชุมเหมืองทองคำ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 62 ที่ผ่านมาว่า “การทำเหมืองแบบดั้งเดิม เริ่มต้นจากการลงทุนขนาดย่อย ก่อนจะเติบโตเป็น "ปฏิบัติการขนาดใหญ่และอันตราย" ควบคุมโดยแก๊งมาเฟียต่างชาติ “ เป็นการสะท้อนภาพการทำธุรกิจเหมืองทองคำของทวีปแอฟริกาได้อย่างชัดเจน

Read More

11/06/2562

อาชีพ “ร่อนทอง”ที่ปากชม


อาชีพ “ร่อนทอง”ที่ปากชม ที่ อ.ปากชม จ.เลย ชาวบ้านที่อยู่ติดลำน้ำโขงกลุ่มหนึ่งยังคงยึดอาชีพ "ร่อนทอง" เป็นอีกอาชีพหนึ่งเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว ใน ยามที่น้ำโขงลดลงจนแห้ง ชาวบ้านก็จะออกร่อนทองขาย โดยมีพ่อค้าไปรับซื้อถึงหมู่บ้าน กรัมละ 950-1,000 บาท แต่ปัจจุบันคนร่อนทองเหลือน้อยลงเพราะร่อนทองได้ยากขึ้น ชาวบ้านคนหนึ่งในหมู่บ้านศรีภูธร ต.ปากชม อ.ปากชม ที่ยังยืนหยัดร่อนทองในลำน้ำโขงเป็นอาชีพ เล่าว่า การร่อนหาทองคำในแม่น้ำโขงทำไม่ได้ง่ายๆ เหมือนแต่ก่อน ในแต่ละวันหาจะร่อนทองได้เท่าหัวเม็ดไม้ขีดไฟ หรือประมาณ 2 มิลลิเมตรเท่านั้น เศษแร่ทองที่ร่อนได้จะรวบรวมไปขายให้ร้านทองในตัวอำเภอ หรือไม่ก็จะรอให้มีคนของร้านทองออกมาหาซื้อถึงบ้าน แต่ไม่ได้ขายทุกวัน ขั้นตอนการร่อนทอง เริ่มจากการนำหินแร่ หรือก้อนหินที่ใช้จอบเล็กๆ ขุดขึ้นมาจากธารน้ำเอามาใส่ถัง และตะกร้า จากนั้นก็นำไปร่อนแยกในน้ำก่อน 1 รอบ และก็นำไปร่อนในน้ำไปเรื่อย ร่อนไปจนกว่าจะได้เศษหินที่มีแร่ทองคำผสมอยู่ จากนั้นก็นำปรอทมาคัดแยก มาจับทองให้เป็นก้อน ภาษาท้องถิ่นจะเรียกว่า การนำบามาล่อหรือมารวมทองกับปรอท นำไปเก็บไว้ในขวดรอขาย โดยพ่อค้าร้านทองจะรับซื้อในราคากรัมละประมาณ 950-1000 บาทแล้วแต่ราคาขึ้นลงของทองคำในตลาด ทั้งนี้ หากเป็นช่วงระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลง ชาวบ้านก็มีโอกาสร่อนทองได้มาก ขายได้วันละหลายพันบาท ซึ่งมีไม่บ่อยนัก แต่หากน้ำขึ้นหรือทางประเทศจีนปล่อยน้ำลงมามากชาวบ้านก็จะขาดรายได้ การร่อนทองมันขึ้นอยู่กับโชควาสนาเช่นกัน จากข้อมูลของชาวบ้านละแวกนี้ระบุว่า ในแต่ละอาทิตย์จะมีพ่อค้าหรือคนของร้านทองในตัวเมืองเข้ามารับซื้อทองคำจากชาวบ้านที่บริเวณบ้านหาดเบี้ย และจุดอื่นๆ ในอำเภอปากชม โดยก่อนจ่ายเงินพ่อค้าจะจุดไฟเผาหลอมเพื่อแยกทองคำออกมาอีกครั้ง ชาวบ้านบอกว่าหากวันไหนโชคดีร่อนได้ทองมากก็เหมือนถูกหวย ขายได้เงินหลายพันบาท ปีไหนน้ำโขงลงมากก็มีโอกาสร่อนทองได้มาก แต่หากน้ำขึ้นหรือทางจีนปล่อยน้ำลงมามาก ชาวบ้านก็จะขาดรายได้ คนเล่นทองคำหรือร่อนทองคำ ต้องอาศัยโชคช่วยเหมือนการเสี่ยงทาย "ร่อนทอง" เป็นอีกอาชีพหนึ่งของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขง หลายสิบปีก่อนมีคนยึดเป็นอาชีพจำนวนมาก แต่ระยะหลังเหลือคนที่ลงน้ำโขงร่อนหาเศษทองแทบจะนับหัวได้ เนื่องจากโอกาสที่จะร่อนได้ทองไม่มากเหมือนแต่ก่อน

Read More

11/06/2562

สหรัฐเข้ม ออกกฎหมายให้ธุรกิจเครื่องประดับเพชร พลอย และทองคำ ต้องระบุแหล่งที่มา


สหรัฐเข้ม ออกกฎหมายให้ธุรกิจเครื่องประดับเพชร พลอย และทองคำ ต้องระบุแหล่งที่มา รัฐบาลสหรัฐฯ เชื่อว่าวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตเครื่องประดับนั้น เป็นแหล่งเงินทุนหนึ่งของกลุ่มนอกกฎหมายทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอิหร่าน เวเนซูเอลา และบางประเทศในทวีปแอฟริกา รัฐบาลสหรัฐจึงส่งสารถึงบรรดากิจการและกลุ่มบริษัทต่างๆ ในธุรกิจเครื่องประดับว่า ต้องเปิดเผยแหล่งที่มาของวัตถุดิบทั้งหมดไม่ใช่แค่อัญมณี เพชรหรือพลอยสีเท่านั้น แต่รวมถึงทองคำและโลหะมีค่าอื่นๆ โดยจะออกเป็นกฎหมายมาบังคับใช้ในเร็วๆนี้ในความเป็นจริงการระบุแหล่งที่มาที่ชัดเจนของวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในเครื่องประดับทุกรายกานั้นเป็นเรื่องยาก เนื่องจากวัสดุหลายชิ้นผ่านการรีไซเคิล การนำกลับมาใช้ใหม่ และการขายผ่านตลาดรอง หรือขายผ่านมือมาหลายทอด แต่รัฐบาลสหรัฐไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นนี้ของภาคอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ และยังคงยืนกรานว่าจะต้องออกกฎหมายบังคับใช้กับผู้ประกอบการ โดยในการประชุมของภาคอุตสาหกรรมที่นิวยอร์กซิตี้ มีการสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับการระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ใช้ทำเครื่องประดับไว้หกข้อคือ- ภาคอุตสาหกรรมจะต้องมี “การประเมินภัยคุกคาม” อย่างจริงจังมากกว่าที่เคยเป็นมา- โครงการ Kimberley Process ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาในปัจจุบัน- รัฐบาลสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการมีเอกสารแสดงลำดับการครอบครองวัตถุดิบทุกชิ้น- รัฐบาลวางแผนให้ผู้จัดซื้อและผู้ซื้อในสหรัฐฯ เป็นผู้รับผิดชอบหน้าที่ดังกล่าว- จะต้องมีการให้ความรู้เพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าวแก่ผู้เกี่ยวข้องในภาคอุตสาหกรรม- รัฐบาลเตรียมบังคับใช้กฎเกณฑ์และกฎระเบียบที่มีอยู่ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยเน้นกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการต่อต้านการฟอกเงินซึ่งหากมีการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ก็จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเครื่องประดับในสหรัฐฯ ที่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศจำนวนมาก และจะกระทบต่อผู้ประกอบการต่างชาติที่นำเข้าวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในการผลิตเครื่องประดับ รวมถึงสินค้าเครื่องประดับที่ส่งมายังสหรัฐฯ ที่ต้องเปิดเผยแหล่งที่มาของวัตถุดิบทุกรายการให้เป็นไปตามกฎหมายดังกล่าวด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการไทยที่จะส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯจึงต้องปรับตัวเตรียมพร้อมรับกฎหมายใหม่ที่จะบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้ โดยสำหรับสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับทุกชิ้นจะต้องสำแดงเอกสารแหล่งที่มาของวัตถุดิบให้ถูกต้องจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือไม่ว่าจะเป็นเพชร พลอยสี และโลหะมีค่าทั้งทองคำหรือเงิน เช่นใบรับรองจาก Responsible Jewellery Council หรือเพชรที่มีใบรับรอง Kimberley Process หรือองค์กรที่ให้การรับรองเหมืองทองคำอย่าง Fairtrade และ Fairmined เป็นต้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยี Blockchain ที่สามารถระบุและติดตามแหล่งที่มาของอัญมณีในทุกๆ ขั้นตอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสในธุรกิจเครื่องประดับด้วย ขอขอบคุณข้อมูลจาก สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

Read More

06/11/2562

อาหาร ที่แพงกว่าทองคำ (1)


อาหาร ที่แพงกว่าทองคำ (1) มีอาหาร และเครื่องปรุงหลายชนิดที่หายากและมีราคาแพง บางชนิดแพงกว่าทองคำ บางชนิดก็แพงที่สุดในโลก และนี่คืออาหาร 8 ชนิดที่จัดอยู่ในประเภทอาหารที่แพงกว่าทองคำ1.หญ้าฝรั่นหญ้าฝรั่นเป็นเครื่องเทศที่มีชื่อเล่นว่า "ทองคำสีแดง" ซึ่งมาจากเกสรเพศเมียของดอกหญ้าฝรั่น สาเหตุที่ทำให้หญ้าฝรั่นมีราคาแพง เพราะในหนึ่งปีมันจะออกดอกเพียง 1-2 สัปดาห์เท่านั้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง และต้องเก็บด้วยมือ ดอกหญ้าฝรั่นแต่ละดอกมีเกสรเพศเมียเพียง 3 เส้นเท่านั้น นั่นจึงหมายความว่าจะต้องใช้พื้นที่ปลูกหญ้าฝรั่นขนาด 3 สนามฟุตบอลหรือใช้ดอกหญ้าฝรั่นมากถึง 300,000 ดอก จึงจะได้หญ้าฝรั่น 1 กก. ด้วยเหตุนี้ทำให้เครื่องเทศชนิดนี้มีราคาอยู่ที่ประมาณ 1,100 ถึง 11,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 36,300-363,000 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสินค้า2.คาเวียร์ คาเวียร์ คือไข่ปลาที่ผ่านกระบวนการแปรรูปด้วยการหมักเกลือ ถือเป็นหนึ่งในอาหารหรูราคาแพงที่สุดชนิดหนึ่งของโลก ทำจากไข่ปลาเบลูกาสเตอร์เจียน หรือปลาสเตอร์เจียนขาว ซึ่งพบในแถบทะเลสาบแคสเปียนและทะเลดำ ปัจจุบันถือเป็นสัตว์ที่ตกอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ทำให้การหาซื้อไข่ของปลาชนิดนี้อย่างถูกต้องตามกฎหมายนั้นเป็นเรื่องยากมาก นอกจากนี้ จะต้องใช้เวลาถึง 20 ปี กว่าที่ปลาเบลูกาสเตอร์เจียนจะถึงวัยเจริญพันธุ์พร้อมออกไข่ที่ใช้ทำคาเวียร์ได้ และการจะเอาไข่มาได้นั้นจะต้องฆ่าปลาก่อนคาเวียร์อีกชนิดที่หายากยิ่งกว่าก็คือคาเวียร์จากไข่ของปลาสเตอร์เจียนเผือก ซึ่งปัจจุบันแทบจะสูญพันธุ์ไปจากถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติแล้ว กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ บันทึกว่า คาเวียร์จากไข่ของปลาเบลูกาสเตอร์เจียนเผือกอายุ 100 ปี มีราคาแพงที่สุดในโลก ที่กิโลกรัมละ 34,500 ดอลลาร์สหรัฐฯหรือราว 1.38 ล้านบาท 3.หอยนางรม ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 หอยนางรมมีราคาถูกพอ ๆกับมันฝรั่งทอด แต่การทำประมงเกินขนาดและปัญหามลพิษส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อจำนวนหอยนางรมตามธรรมชาติ และทำให้อาหารทะเลชนิดนี้มีราคาแพงขึ้นร้านอาหารทะเลหรูในกรุงลอนดอน หอยนางรม 12 ตัวอาจมีราคากว่า 2,000 บาท 4. เห็ดทรัฟเฟิลขาว เห็ดทรัฟเฟิลขาว เป็นเห็ดที่เจริญเติบโตอยู่ใต้ดินและหาได้ยาก พบได้เฉพาะในแคว้นปีเยมอนเต ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี ขึ้นอยู่ตามรากต้นไม้บางชนิดเท่านั้น สาเหตุที่ทำให้ทรัฟเฟิลขาวมีราคาแพง เพราะมีรสชาติเข้มข้นกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ และขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่สามารถเพาะพันธุ์แบบฟาร์มได้ เมื่อปี 2007 เห็ดทรัฟเฟิลขาวหนึ่งหัวน้ำหนัก 1.5 กก.ได้ถูกประมูลไปด้วยราคาสูงถึง 330,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 10.89 ล้านบาท 5. แฮมอิเบอริโค แฮมอิเบอริโค ทำจากเนื้อหมูดำไอบีเรีย ที่มีถิ่นกำเนิดแถบคาบสมุทรไอบีเรีย ที่เลี้ยงโดยปล่อยอิสระในป่าต้นโอ๊ก และกินลูกโอ๊กเป็นอาหารอย่างเดียว สาเหตุที่ทำให้ราคาแพงมาจากกระบวนการผลิตที่ยาวนาน โดยแฮมที่มีราคาสูงจะผ่านการหมักเกลือนาน 36 เดือน หรืออาจนานถึง 48 เดือน ในพื้นที่ที่สภาพอากาศแห้งเป็นพิเศษ กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ บันทึกขาแฮมราคาแพงที่สุดขาละ 4,080 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 135,000 บาท 6. เนื้อวากิวเนื้อวากิว มาจากวัวญี่ปุ่น 4 สายพันธุ์มีเอกลักษณ์ที่เนื้อจะมีไขมันแทรกเหมือนลายหินอ่อน ทำให้เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำแทบจะละลายในปาก สาเหตุที่เนื้อชนิดนี้มีราคาแพงนั้นมาจากการเลี้ยงดูที่พิถีพิถัน และการให้อาหารตามเกณฑ์อย่างเคร่งครัด เนื้อโกเบ มีราคาขายในญี่ปุ่นที่ราวกิโลกรัมละ 640 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 21,000 บาท 7. กาแฟขี้ชะมด กาแฟขี้ชะมด มีราคาประมาณกิโลกรัมละ 700 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ ราว 23,000 บาท มีต้นกำเนิดมาจากเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ที่มีราคาแพงกว่ากาแฟทั่วไปนั้นมาจากขั้นตอนการผลิตที่ยุ่งยากซับซ้อน คอกาแฟบอกว่า กาแฟชนิดนี้มีรสชาติและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ที่เกิดจากกระบวนการหมักในกระเพาะของตัวชะมด แต่บางคนไม่เห็นด้วย และชี้ว่านี่เป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาด อีกทั้งยังเป็นการทรมานสัตว์ เพราะราคากาแฟชี้ชะมดที่สูงทำให้มีการจับชะมดมาเลี้ยงเป็นฟาร์มเพื่อใช้ในการนี้เพิ่มขึ้น8. ฟัวกราส์ฟัวกราส์ ฟัวกราส์ฟัวกราส์ ทำมาจากตับห่านหรือตับเป็ดที่ถูกขุนให้ตับมีขนาดโตกว่าปกติถึง 10 เท่า ทำให้ตับมีรสชาติเข้มข้น มันละมุนลิ้น การเลี้ยงสัตว์ปีกเพื่อใช้ทำฟัวกราส์เช่นนี้มีมาตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณราว 2,500 ปีก่อนคริสตกาล ในปัจจุบันหลายประเทศกำหนดให้การผลิต การนำเข้า และการจำหน่ายฟัวกราส์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพราะถือเป็นการทรมานสัตว์ อย่างไรก็ตามอาหารชนิดนี้ยังคงได้รับความนิยมในหลายประเทศ(วิธีการเลี้ยงคือการที่เป็ดหรือห่านถูกบังคับให้กินอาหารเกินขนาดโดยใช้ท่อกรอกปากเพื่อให้ตับมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ทำให้เป็ดหรือห่านต้องทนทุกข์ทรมานจากการเลี้ยงด้วยวิธีนี้)

Read More

06/11/2562

แซกโซโฟนทองคำ ของในหลวงรัชกาลที่๙


แซกโซโฟนทองคำ ของในหลวงรัชกาลที่๙ ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่นาย Gereon Zimmerman จากนิตยสาร "Look" ในด้านการทรงดนตรีแซกโซโฟน ซึ่งก่อนจะออกเดินทางมาจากสหรัฐอเมริกานั้นบรรณาธิการนิตยสาร Look กำชับหนักแน่นให้ นาย Gereon Zimmerman กราบบังคมทูลถามเรื่อง”แซกโซโฟนทองคำ” ว่าราคาโดยประมาณเท่าใดและ ทำที่สวิตเซอร์แลนด์หรือที่ไหนเมื่อได้มานั่งอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ในวังสวนจิตรฯแล้วนายซิมเมอร์แมนพยายามเลียบเคียงอยู่นานก็ยังไม่ได้จังหวะเหมาะที่จะทูลถามเรื่องที่บรรณาธิการอยากให้ถาม ในที่สุดพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงได้รับสั่งขึ้นมาเองเหมือนรู้ใจว่านายซิมเมอร์แมนต้องการรู้เรื่องใด โดยพระองค์ทรงตรัสว่า"หนังสือพิมพ์ที่อเมริกาพากันลงว่าเป็นกษัตริย์ที่คลั่งดนตรี ซึ่งก็ไม่ว่าอะไร แต่ที่ไปลงจนเลยเถิดกันไปว่า แซกโซโฟนที่เป่าอยู่เป็นประจำนี้เป็นแซกโซโฟนที่ทำด้วยทองคำเนื้อแท้บริสุทธิ์ อันนี้ไม่จริงเลย สมมุติว่าจริงก็จะหนักมาก ยกไม่ไหวหรอก บางฉบับก็เขียนว่าชอบขับรถซิ่งก็เอาเถอะ ยอมให้ ไม่ถือสาหรอกแต่ไม่เชื่อว่าเรื่องพวกนี้จะเป็นการสร้างสรรค์หรือเป็นประโยชน์อันใดแก่ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา"ต่อจากนั้น ผู้แทนนิตยสาร Lookได้กราบบังคมทูลถามว่า ทรงโปรดดนตรีของวง "เดอะ บีเทิลส์" หรือไม่ ? พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงแย้มพระโอษฐ์แล้วรับสั่งว่า"ก็รู้ๆ กันอยู่ว่า แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าออกประเทศอังกฤษ"ทั้งนี้ในบรรดาเครื่องดนตรีหลายชิ้นที่ทรงเล่นได้ ทั้ง แซกโซโฟน, เปียโน, ทรัมเป็ต, กีตาร์, ไวโอลิน, ขลุ่ย, คลาริเนต, แตร ที่ทรงโปรดที่สุด ก็คือ แซกโซโฟนเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงหัดเล่นมาตั้งแต่อายุ ๑๓ พรรษา ขณะประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กับครูชาวอัลซาส ชื่อ นายเวย์เบรชท์ (Wey-brecht) นั่นเองโดยแซกโซโฟนที่ทรงเล่นตัวแรกนั้น ก็หาได้เป็นของใหม่ราคาแพงมีความหรูหราแต่อย่างใด หากแต่เป็นของเก่า หรือที่เรียกกันว่า ของมือสองราคา ๓๐๐ ฟรังค์สวิส ซึ่งสมเด็จพระศรีฯ พระราชทานเงินสนับสนุน ๑๕๐ ฟรังค์ ส่วนอีก ๑๕๐ ฟรังค์ เอาเงินสโมสรออก (เป็นเงินที่พระเจ้าอยู่หัว ๒ พระองค์ทรงเข้าหุ้นกัน)ในส่วนของแนวดนตรีที่โปรดมากก็อย่างที่ทราบคือ ดิกซีแลนด์ แจ๊ส โดยเมื่อสมัยทรงพระเยาว์บางทีทรงซื้อแผ่นเสียงมาฟัง ถ้าเป็นแผ่นเสียงเพลงคลาสสิก "รัฐบาล" ให้ แต่ถ้าเป็นเพลงแจ๊สต้องออกเงินส่วนพระองค์ซื้อเองขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือ พระราชอารมณ์ขัน โดยวิลาศ มณีวัต

Read More

06/11/2562

แบร์ริก โกลด์ บริษัทเหมืองทองคำใหญ่ที่สุดในโลก


แบร์ริก โกลด์ บริษัทเหมืองทองคำใหญ่ที่สุดในโลกบริษัท แบร์ริก โกล์ด ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกาก้าวสู่การบริษัทเหมืองทองคำขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อเข้าซื้อกิจการของบริษัทแรนด์โกลด์ รีซอร์สเซส ด้วยวงเงิน 6.1 พันล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนกันยายน 2561 การซื้อกิจการในครั้งนี้ จะทำให้แบร์ริคหวนกลับไปลงทุนในแอฟริกา หลังจากที่ได้ขายกิจการในภูมิภาคดังกล่าวเมื่อ 8 ปีที่แล้วแบร์ริก โกลด์ ยังคงพยายามควบรวมกิจการต่อไปเมื่อยื่นข้อเสนอซื้อกิจการของบริษัทนิวมอนต์ ไมนิ่ง คอร์ป ด้วยวงเงิน 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อตั้งบริษัทเหมืองทองขนาดใหญ่ ซึ่งมีมูลค่ารวม 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปึ 2562 ซึ่งตามข้อเสนอผู้ถือหุ้นของนิวมอนต์จะได้รับหุ้นแบร์ริกจำนวน 2.5694 หุ้นต่อหุ้นนิวมอนต์ทุกๆ 1 หุ้น และหากการควบรวมกิจการประสบความสำเร็จ บริษัทที่ก่อตั้งใหม่จะมีขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งของแบร์ริคถึง 4 เท่า และจะช่วยลดค่าใช้จ่ายถึง 7 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ผู้ถือหุ้นแบร์ริคจะถือหุ้นในบริษัทใหม่จำนวน 55.9% ส่วนผู้ถือหุ้นนิวมอนต์จะถือหุ้นในบริษัทใหม่ 44.1%อย่างไรก็ตาม การควบรวมกิจการไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่หวังไว้เมื่อฝ่ายบริหารของนิวมอนต์ได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวของแบร์ริก โดยระบุว่าแบร์ริกให้ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นนิวมอนต์ต่ำเกินไป และได้เมินเฉยต่อความเสี่ยงจากข้อตกลงดังกล่าว รวมทั้งประเมินผลบวกจากการควบกิจการมากเกินไป ขณะเดียวกัน นิวมอนต์ได้ยื่นข้อเสนอให้บริษัทแบร์ริกเข้าร่วมลงทุนในรัฐเนวาดา ซึ่งเป็นรัฐที่มีการผลิตทองคำและเงินมากที่สุดในสหรัฐ ขณะที่แบร์ริกเห็นชอบต่อข้อตกลงร่วมลงทุนดังกล่าว โดยได้ถือหุ้น 61.5% ส่วนนิวมอนต์ถือหุ้นในส่วนที่เหลือ แบร์ริก โกลด์ เป็นบริษัททองคำรายใหญ่สุดของโลก มีการทำเหมืองอยู่ใน สหรัฐฯ เปรู ชิลี อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย แคนาดา มาลี ไอเวอรี่โคสท์ คองโก สาธารณรัฐโดมินิกัน ปาปัวนิวกินี ซาอุดิอาระเบีย แทนซาเนีย และแซมเบีย การผลิตทองคำของ แบร์ริก โกลด์ มากกว่า 75% มาจากภูมิภาคอเมริกา ในปี 2559 ผลิตทองคำได้ 5.52 ล้านออนซ์ และทองแดง 415 ล้านปอนด์ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 บริษัท มีปริมาณสำรองทองคำที่ 85.9 ล้านออนซ์ อย่างไรก็ดี แบร์ริก โกลด์ เคยมีเรื่องอื้อฉาวเรื่องการติดสินบนเหมืองทองในประเทศแทนซาเนีย โดยการจ่ายเงินสด 4 แสนเหรียญสหรัฐให้กับเจ้าหน้าที่รัฐบาลเพื่อเดินเรื่องซื้อขายที่ดินบริเวณรอบเหมืองทองนอร์ธมารา จากการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนของหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอนัล มีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้รับเงินถึง 140 คน รับเงินคนละตั้งแต่ 19,000-121,000 เหรียญสหรัฐ โดยเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการได้รับเงินตอบแทน 250 เหรียญต่อวันจำนวน 45 วัน ขณะที่คนแทนซาเนียมีรายได้ต่อหัวปีละ 570 เหรียญต่อปีเท่านั้น แต่บริษัทแบร์ริกโกล์ด บอกว่าเป็นการจ่ายที่ถูกต้องตามกฏหมาย เพราะในพื้นที่ห่างไกล ระบบธนาคารมีข้อจำกัด การจ่ายเงินสดเป็นเพียงหนทางเดียว การจ่ายทุกยอดมีการบันทึก ตรวจสอบ และควบคุมอย่างระมัดระวัง และ สำนักงานกฎหมายแจ้งว่าทำถูกต้องตามกฎหมายของแทนซาเนีย สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรทุกประการการทำเหมืองแร่ทองคำและการคอรัปชั่นดูจะแยกกันไม่ออกในทุกพื้นที่ทั่วโลก

Read More

06/11/2562

สถานการณ์ทองคำโลกเมื่อผ่านไตรมาสแรกของปี 2562


สถานการณ์ทองคำโลกเมื่อผ่านไตรมาสแรกของปี 2562สภาทองคำโลก รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาส 1 ปี 2562 โดยมีข้อมูลที่สำคัญดังนี้- ความต้องการโดยรวมของทองคำทั้งโลก อยู่ที่ 1,053.3 ตัน เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับระดับ 984.2 ตันในไตรมาส 1 ปี 2561- ความต้องการบริโภคทองคำโดยรวม ทรงตัวที่ 788.1 ตัน เทียบกับระดับ 788.6 ตันในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว- ความต้องการลงทุนทองคำโดยรวม เพิ่มขึ้น 3% แตะที่ 298.1 ตัน เทียบกับระดับ 288.4 ตันในไตรมาส 1 ปี 2561- ความต้องการทองรูปพรรณทั่วโลก ขยายตัว 1% แตะที่ 530.3 ตัน เพิ่มขึ้นจาก 527.3 ตันในช่วงเดียวกันของปี 2561- ความต้องการจากธนาคารกลาง เพิ่มขึ้น 68% สู่ระดับ 145.5 ตัน เทียบกับระดับ 86.7 ตันในไตรมาส 1 ปี 2561- ความต้องการทองคำในภาคเทคโนโลยี ลดลง 3% มาอยู่ที่ 79.3 ตัน เทียบกับ 81.8 ตันในไตรมาส 1 ปี 2561- อุปทานรวมแทบไม่เปลี่ยนแปลงที่ระดับ 1,150 ตัน ขยับลงเล็กน้อยจาก 1,153.1 ตันในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว- การรีไซเคิล เพิ่มขึ้น 5% ที่ระดับ 287.6 ตัน เทียบกับ 274.6 ตันในไตรมาส 1 ปี 2561จะเห็นว่าความต้องการทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 68% จากช่วงเดียวกันของปี 2561 และถือเป็นการเริ่มต้นปีที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา ทั้งนี้มีปัจจัยมาจากความต้องการกระจายการลงทุนและความต้องการสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ซึ่งหากรวมกับ 3ไตรมาสหลังของปี 61 การซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกทำสถิติสูงสุดที่ 715.7 ตัน ส่วนความต้องการทองรูปพรรณในไตรมาส 1 แตะที่ 530.3 ตัน ขยายตัว 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วนั้นได้แรงหนุนมาจากอินเดีย เพราะช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคมตรงกับเทศกาลแต่งงานที่ชาวอินเดียนิยมซื้อทองรูปพรรณเป็นสินสอดหรือของขวัญ ทำให้ความต้องการทองรูปพรรณในประเทศปรับตัวขึ้นเป็น 125.4 ตัน เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และเป็นระดับสูงที่สุดสำหรับไตรมาส 1 นับตั้งแต่ปี 2558 นอกจากนี้ การลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำยังลดลงเล็กน้อย โดยลดลง 1% มาอยู่ที่ระดับ 257.8 ตัน การปรับตัวลงนี้มีสาเหตุมาจากความต้องการทองคำแท่งลดลงเพียงอย่างเดียว เนื่องจากการซื้อเหรียญทองยังขยายตัวได้ 12% สู่ระดับ 56.1 ตัน จีนและญี่ปุ่นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การลงทุนดังกล่าวลดลง โดยในญี่ปุ่น การลงทุนสุทธิพลิกติดลบจากแรงขายทำกำไร หลังจากที่ราคาทองในประเทศพุ่งทะยานขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ขณะที่การใช้ทองคำเป็นส่วนประกอบในอุตสาหกรรม เช่น ในผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไร้สาย และไฟ LED ก็ปรับตัวลดลง 3% แตะที่ 79.3 ตัน เนื่องจากความขัดแย้งทางการค้า ยอดขายที่ซบเซาของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และความท้าทายทางเศรษฐกิจทั่วโลก ได้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

Read More

06/11/2562

จีไอที พัฒนาร้านทอง สู่ยุค 4.0


จีไอที พัฒนาร้านทอง สู่ยุค 4.0 เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับร้านทองยุคใหม่ที่จะได้พัฒนาและปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปเมื่อสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือจีไอที มีแผนที่จะพัฒนาผู้ประกอบการร้านทองที่มีอยู่ทั่วประเทศ หรือทายาทร้านทองที่ต้องการจะพัฒนาธุรกิจหรือต้องการจะสร้างแบรนด์ใหม่ เพื่อฉีกหนีจากการจำหน่ายทองในรูปแบบเดิม ด้วยการพัฒนาเครื่องประดับที่ทำจากทองคำในรูปแบบใหม่ๆ ป้อนความต้องการของตลาดที่มีความต้องการเครื่องประดับทองคำที่มีความทันสมัยและหลากหลายมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ยังมีร้านขายทองเป็นจำนวนมาก และมีหลายร้านที่ผลิตเครื่องประดับทองที่มีความเป็นท้องถิ่น มีอัตลักษณ์ของตนเอง ซึ่งบางร้านมีรุ่นลูก รุ่นหลานเข้ามาดำเนินธุรกิจต่อ และต้องการพัฒนารูปแบบร้านทองให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น ในจุดนี้สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือจีไอที จะเข้าไปช่วยเหลือพัฒนาผู้ประกอบการ และให้ความรู้ ทั้งการดีไซน์ การใช้วัสดุ แนวโน้มสินค้าที่ตลาดต้องการ จนถึงการผลิตเป็นสินค้าซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดออกจำหน่าย ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการค้าขาย และเพิ่มรายได้มากขึ้นนอกจากนี้สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ ยังมีแผนที่จะเข้าไปช่วยเหลือให้ใช้ช่องทางออนไลน์ในการจำหน่ายสินค้า ทั้งการขายผ่านเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก หรือช่องทางออนไลน์อื่นๆ รวมถึงการผลักดันให้เข้าไปจำหน่ายในแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่สถาบันฯ ได้เชื่อมโยง เช่น Zilingo จากสิงคโปร์ หรืออาลีบาบา ที่จะใช้ในการเจาะเข้าสู่ตลาดจีน เป็นต้นทั้งนี้ สถาบันฯ ยังจะผลักดันให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการรับรองคุณภาพสินค้า โดยจะดึงให้เข้าร่วมโครงการซื้อด้วยความมั่นใจ (Buy With Confidence : BWC) เพื่อเป็นการการันตีว่าสินค้าที่ผลิตได้ผ่านการตรวจสอบและรับรองโดยสถาบันฯ แล้ว เพื่อให้ผู้ซื้อที่ซื้อสินค้าไปมีความมั่นใจว่าได้สินค้าดี มีคุณภาพ และยิ่งในปัจจุบัน มีการซื้อขายออนไลน์กันมาก จึงจำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับร้านค้า ซึ่งโครงการซื้อด้วยความมั่นใจ (BWC) สามารถตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ ล่าสุด สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ มีแผนที่จะร่วมมือกับผู้ประกอบการร้านค้าทองคำบนถนนเยาวราช เพื่อร่วมมือกันในการผลักดันให้เยาวราชเป็นถนนสายทองคำ ซึ่งที่ผ่านมา ทางผู้ประกอบการและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้มีการหารือพูดคุยแนวคิดในเรื่องนี้ไปบ้างแล้ว สถาบันฯ ต้องการที่จะผลักดันต่อให้เป็นผลสำเร็จ เพราะเชื่อว่าจะช่วยดึงดูดให้ผู้ซื้อทองคำไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือนักท่องเที่ยวเข้ามาซื้อทองคำมากขึ้น และยังผลักดันให้เยาวราชเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ด้วย

Read More

06/11/2562

การชุบทอง


การชุบทองการชุบ ทอง นาก เงิน เป็นการเคลือบผิวเครื่องประดับด้วยไฟฟ้า ที่เกิดขึ้นใน ประเทศไทยเมื่อกว่า 40 ปีมาแล้ว ปัจจุบันสามารถพบเห็นร้านรับชุบเครื่องประดับ เครื่องหมาย และของที่ระลึก ต่างๆ ได้ตามแหล่งชุมชนเป็นร้านขนาดเล็กที่ทํางานไปจนถึงร้านที่ทำเป็นกิจการขนาดกลางที่มีลูกจ้าง 4-5 คน ทํางานในห้องแถวเล็ก ๆ และร้านขนาด ใหญ่ที่ทำเป็นโรงงานสามารถชุบชิ้นงานได้เป็นร้อยชิ้นในครั้งเดียว การชุบโลหะทอง นาก เงิน ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ - การเตรียมชิ้นงาน โดยการขัดและทำความสะอาดผิวให้เรียบมัน ไม่มีคราบ- ชุบทองแดงด่าง เป็นการชุบเพื่อรองพื้นเพื่อให้การเคลือบผิวขั้นต่อไปยึดเกาะผิวได้ดีขึ้น เนื่องจากทองแดงด่างมีการยึดเกาะกับผิวชิ้นงานได้ดีมาก และโลหะมีค่าที่จะนํามาชุบทับสามารถยึดเกาะกับทองแดงด่างได้ดีกว่าเกาะผิวชิ้นงานโดยตรง รวมทั้งเพื่อเพิ่มความหนาของผิว- ชุบทองแดงกรด เป็นการชุบเพื่อให้ผิวเรียบเป็นเงาทําให้โลหะที่ชุบทับต่อไปเรียบเงา- ชุบนิกเกิล เพื่อทําให้ผิวชิ้นงานมีสีขาวอมเหลืองเมื่อนําไปชุบทองหรือโลหะอื่นจะได้ชิ้นงานที่มีผิวชุบที่เงางาม- ขั้นสุดท้ายเป็นการชุบโลหะมีค่า เช่น ทอง เงิน นาก ทองเค ทองคําขาว และโครเมี่ยม และโลหะอื่น ๆ ในการชุบจริงอาจมีการลดขั้นตอนลงตามความเหมาะสมของชิ้นงานด้วย เช่นหากชิ้นงานเป็นเครื่องประดับที่เคยเคลือบมาแล้ว ก็เพียงทําความสะอาดแล้วชุบขั้นสุดท้ายได้เลย ไมต้องชุบรองพื้นก่อน เป็นต้นการชุบโลหะมีค่าเป็นกิจกรรมที่มีสารเคมีเกี่ยวข้องด้วยจำนวนมาก ได้แก่ สารละลายสําหรับล้างทําความสะอาดผิวชิ้นงาน ซึ่งการทําความสะอาดทั่วไปใช้สารละลายโซเดียมไซยาไนด์เข้มข้น 20 – 40 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ถ้าชิ้นงานสกปรกมากอาจต้องทําความสะอาดโดยใช้กรดหรือด่างกัดก่อนน้ำยาชุบทองแดงด่าง สูตรที่ใช้ทั่วไปประกอบด้วยสารโซเดียมไซยาไนดฺโปตัสเซียมโซเดียมทาร์เทรต โซเดียมคาร์บอเนต และคอปเปอร์ไซยาไนด์ผสมรวมกันในน้ำกลั่น น้ำยาชุบทองแดงกรด เป็นส่วนผสมของสารคอปเปอร์ซัลเฟต กรดซัลฟุริกหรือกรดกํามะถันเข้มข้น 96% กรดไฮโดรคลอ ริกหรือกรดเกลือ และน้ำยาเงา (ทองแดง) น้ำกลั่น น้ำยาชุบนิกเกิล มีองค์ประกอบหลักคือ นิกเกิลซัลเฟต นิกเกิลคลอไรด์กรดบอริค น้ำยาพื้นนิกเกิล น้ำยาเงานิกเกิล น้ำกลั่น น้ำยาชุบทอง : มีหลายสูตรแล้วแต่ผู้ผลิตหรือผู้ใช้จะพัฒนาขึ้น สารเคมีที่ใช้ผสมเป็น้ำยาชุบทองได้ กรดไนตริก หรือกรดดินปะสิว กรดไฮโดรคลอริกหรือกรดเกลือ โซเดียมไซยาไนด์ แผ่นทองคํา และน้ำกลั่น น้ำยาชุบทอง 24 เค : สารเคมีที่ใช้ ได้แก่ เกลือโปตัสเซียมไซยาไนด์โปตัสเซียมไซยาไนด์ โปตัสเซียมคาร์บอเนต โปตัสเซียมฟอสเฟต น้ำกลั่นน้ำยาชุบเงิน : ส่วนผสมของน้ำยาชุบเงินประกอบด้วย เม็ดเงินหรือแผ่นเงิน กรดซัลฟุริก โซเดียมคลอไรด์ โซเดียม ไซยาไนด์บางสูตรช์ซิลเวอร์โปตัสเซียมไซยาไนด์ผสมกับโปตัสเซียมไซยาไนด์และโปตัสเซียมคาร์บอเนตเคมีภัณฑ์หรือน้ำยาชุบต่างๆนี้มีจำหน่วยตามร้านเคมีภัณฑ์ทั่วไปและที่ ขายสาร เฉพาะสําหรับการชุบเคลือบ โดยมีขายทั้งในแบบทที่เป็นสารเคมีนำไปผสมเองและเป็นแบบน้ำยาสำเร็จรูป ซึ่งผู้ผลิตคิดสูตรขึ้นมา มีทั้งน้ำยาทําความสะอาดสูตรต่างๆ ไปจนถึงน้ำยาชุบต่างๆ สําหรับกิจการขนาดกลางหรือใหญ่ มักจะผสมน้ำยาชุบใช้เองเพราะประหยัดต้นทุน แต่สําหรับกิจการขนาดเล็กนิยมซื้อน้ำยาชุบสำเร็จรูปมาใช้เพราะสะดวกกว่า

Read More

06/11/2562

กะไหล่ทอง เปียกทอง ชุบทอง


กะไหล่ทอง เปียกทอง ชุบทองกะไหล่ คือกรรมวิธีการเคลือบโลหะด้วย “ทองคำหรือเงิน” โดยการใช้ปรอทมาละลายทองคำหรือเงิน ให้เป็นของเหลว แล้วทาลงบนโลหะที่ต้องการจะเคลือบ จากนั้นก็ไล่ปรอทออกโดยการใช้ความร้อน เราจะพบการกะไหล่ในงานต่างๆเช่น พานกะไหล่เงิน พานกะไหล่ทองคำ สร้อยสังวาลกะไหล่ทองคำ เป็นต้นการกะไหล่ทองคำแตกต่างจากการชุบด้วยทองคำ เพราะการกะไหล่ทองคำจะใช้น้ำหนักทองคำมากกว่า และจะต้องนำทองคำมาผสมกับปรอททำให้ทองคำละลายกลายเป็นของเหลวแล้วจึงนำไปเคลือบบนผิวของโลหะที่จะกะไหล่ ส่วนการชุบทองเป็นการชุบเคลือบผิวโลหะด้วยไฟฟ้า ซึ่งทุกวันนี้ไม่มีช่างทำงานกะไหล่ทองแล้ว เนื่องจากต้องทำงานกับสารปรอทซึ่งเป็นสารพิษที่ร้ายแรง ถ้าสูดดมมากๆจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย งานกะไหล่ทองที่หลงเหลืออยู่จึงเป็นงานเก่าที่สะสมไว้ และไม่สามารถสั่งงานกะไหล่ทองใหม่ๆได้อีกแล้ว นอกจากจะพบในข้าวของเครื่องใช้ต่างๆแล้ว เรายังพบวิธีการทำกระไหล่ทอง อย่างแพร่หลายในวงการพระเครื่อง ร่วมกับการเปียกทอง และการชุบทอง ซึ่งคุ้นเคยกันดีสำหรับนักสะสมพระเครื่องโดยพระเครื่องที่ผ่านกรรมวิธีกะไหล่ทอง จะมีลักษณะผิวทองบางๆ และมักติดไม่ทั่วองค์พระ ส่วนที่ถูกสัมผัสจะเห็นผิวสีขาวจากตะกั่วที่ทาก่อนเป่าแผ่นทองติดลงไปการเปียกทอง เป็นกรรมวิธีการใช้ความร้อนทำให้ตะกั่ว ซึ่งมีจุดหลอมเหลวต่ำละลายผสมกับทองคำที่ตะไบให้เป็นผงละเอียด จากนั้นนำมาทาเข้ากับผิวพระเครื่องที่ต้องการทำผิวให้เป็นทองคำ เมื่อทาเสร็จแล้วใช้ไฟเป่าไล่โลหะตะกั่วออกเหลือแต่เนื้อทองคำติดอยู่ที่ผิวพระ การเปียกทองทองนี้ทำกันมาตั้งแต่ปี 2450แล้วค่อยๆหายไป จนปี 2500 ก็ไม่พบวิธีการเปียกทองอีกเลย พระเปียกทองนั้นจะมีลักษณะของทองคำเข้มข้นและติดแน่นทั่วองค์ มีสีขาวของตะกั่วอยู่น้อยหรือไม่มีปรากฏอยู่เลยตามองค์พระ การทำผิวทองคำพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนถึงยุคที่มีการใช้ไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย จึงมีการนำเทคโนโลยี “การชุบทอง” มาใช้โดยหลักการง่ายๆของฟิสิกส์ คือการนำไฟฟ้าต่างขั้วของโลหะต่างชนิดกัน พระชุบทอง จะมีลักษณะสีทองเคลือบหนา ติดทั่วทุกส่วนขององค์พระ จุดสัมผัสจะไม่มีปรากฏผิวสีขาว และหลุดลอกเป็นแผ่นๆได้ง่ายกว่าการเปียกทอง หรือกะไหล่ทองการมาของเทคโนโลยีการชุบทองทำให้การ“เปียกทอง” และ “กะไหล่ทอง” หายไปโดยสิ้นเชิงเนื่องจากมีความปลอดภัยจากสารตะกั่ว และสารปรอท นั่นเอง

Read More

06/11/2562

หนุ่มออสซี่สุดเฮง พบก้อนแร่ทองคำหนักกว่า 1.4 กก.


หนุ่มออสซี่สุดเฮง พบก้อนแร่ทองคำหนักกว่า 1.4 กก.ยังคงมีการพบแร่ทองคำอย่างต่อเนื่องในประเทศออสเตรเลีย คราวนี้พบที่บริเวณทุ่งทองคำ เมืองแคลกูลี รัฐเวสต์เทิร์นออสเตรเลียเรื่องนี้ถูกเปิดเผยโดยนายแมตต์ คุก เจ้าของร้านที่ขายอุปกรณ์ให้ผู้สำรวจทอง โดยการแชร์ภาพ ก้อนแร่ทองคำขนาดใหญ่ผ่านทางออนไลน์ พร้อมเล่าว่าผู้พบแร่ทองคำก้อนนี้เป็นนักล็อบบี้ยิสต์ท้องถิ่นซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม เขาเดินเข้าร้านและโชว์ก้อนทองที่อยู่ในมือด้วยรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า มันใหญ่กว่าห่อบุหรี่มีความหนาแน่น และหนักมาก ก้อนแร่ทองคำที่พบนี้มีน้ำหนัก 1.4 กิโลกรัม มีราคาตามประเมิน 100,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 2.2ล้านบาท ถูกค้นพบด้วยเครื่องตรวจจับโลหะใต้ดิน ระหว่างการแสวงโชคของหนุ่มออสซี่คนดังกล่าว โดยทองก้อนนี้ถูกฝังอยู่ลึกลงไปจากพื้นผิวดินราว 45 เซนติเมตรบริเวณที่ราบพุ่มไม้ ประมาณ 75 เปอร์เซนต์ของการทำเหมืองแร่ทองคำในออสเตรเลีย อยู่ในและรอบๆ เมืองแคลกูลี รัฐเวสต์เทิร์นออสเตรเลีย ซึ่งการพบทองขนาดเดียวกันนี้มีเพียง 2-3 ครั้งต่อปีเท่านั้น ก้อนแร่ทองคำที่มีคนขุดได้บ่อยจะขนาดเล็กกว่านี้ โดยในช่วงวันหยุดสุสัปดาห์จะมีประชาชนมาหาทองคำในแคลกูรีกันมาก และก็มีหลายคนที่ปักหลักหาเป็นอาชีพ แต่เกือบทั้งหมดพบเพียงแค่ก้อนขนาดเล็กเท่านั้น การค้นพบก้อนแร่ทองคำโดยนักแสวงโชคในออสเตรเลียมีเป็นระยะๆ อย่างเช่นเมื่อปลายเดือนกันยายน 2018 ก็มีการค้นพบทองคำก้อน น้ำหนัก 3.2 กิโลกรัม ซึ่งมีปริมาณทองคำถึง 2.11 กิโลกรัม ที่บริเวณโกลด์ฟิลส์ (Goldfields) ทางเหนือของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เช่นกัน ในเวลาใกล้เคียงกัน คนงานเหมืองของบริษัทอาร์เอ็นซี มิเนอรัลส์ ก็พบก้อนทองคำขนาดมหึมา 2 ก้อน ขนาดน้ำหนัก 95 กิโลกรัม และ 63 กิโลกรัมประเมินมูลค่าหินสองก้อนนี้ประมาณ 165 ล้านบาทเลยทีเดียวรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย หรือ รัฐนออสเตรเลีย ออสเตรเลียตะวันตก ถือเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย และเป็นเขตการปกครองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสาธารณรัฐซาฮา มีประชากร 2.1 ล้านคน (10% ของประเทศ) มีเมืองเพิร์ทเป็นเมืองเหลือง

Read More

06/11/2562

กระเป๋าทองคำแท้ ประดับเพชรแพงที่สุดในโลก


กระเป๋าทองคำแท้ ประดับเพชรแพงที่สุดในโลกผู้หญิงกับกระเป๋า ดูเป็นอะไรที่แยกกันไม่ออก การได้กระเป๋าดีๆแพงๆสักใบมาไว้ในครอบครองเป็นสุดยอดปรารถนาของสุภาพสตรีทุกคน แต่บนโลกนี้ไม่มีกระเป๋าที่ดีที่สุด เพราะกระเป๋าแต่ละแบบมีดีไซน์ต่างกัน รูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังความชอบของผู้ใช้ที่ไม่เหมือนกัน แต่สำหรับกระเป๋าที่ "แพงที่สุดในโลก" นั้นมีอยู่จริง แพงขนาดที่ว่าซื้อบ้านซื้อรถได้หลายหลัง หลายคันเลยทีเดียวMouawad 1001 Nights Diamond คือกระเป๋าที่มีราคาแพงที่สุดในโลกด้วยสนนราคา 3.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 114 ล้านบาท ตัวกระเป๋าที่เป็นทองคำแท้ทั้งใบ ประดับด้วยเพชรแท้น้ำงาม 4,356 เม็ด, เพชรสีเหลืองอีก 105 เม็ด และเพชรสีชมพูอีก 56 เม็ด ใช้ช่างที่มีฝีมือร่วมรังสรรค์ถึง 10 คน จึงไม่แปลกใจที่ Mouawad 1001 Nights Diamond จะกลายเป็นกระเป๋าที่แพงที่สุดในโลก แพงนำหน้ากระเป๋าแบรนด์หรูอย่าง Hermes ไปแล้วด้วยอย่างไรก็ดี กระเป๋าแบรนด์เครื่องหนังชั้นสูงจากประเทศฝรั่งเศส อย่าง Hermes ก็ไม่น้อยหน้า ตามมาติดๆที่อันดับสอง กับกระเป๋าใบที่ทำมากจากทองคำสีชมพูทั้งใบ รวมถึงประดับด้วยเพชรแท้อีก 1,160 เม็ด ที่สำคัญคือเป็นกระเป๋าแฮนด์เมด ทำด้วยมือทั้งใบและทั้งโลกมีแค่ 12 ใบเท่านั้น สนนราคาจึงมาเบาๆที่ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 60 ล้านบาทอันดับที่ 3 ตามมาที่ราคา 1.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 42 ล้านบาท เป็นของแบรนด์ Hermes เช่นกัน ออกแบบโดยชาวญี่ปุ่น ชื่อ Ginza Tanaka ตัวกระเป๋าทำจากแร่แพลตินัมฝังเพชรจำนวน 2,000 เม็ด และยังมีเพชรทรงลูกแพรอีก 8 กะรัต มีลูกเล่นที่สามารถถอดเพชรทรงลูกแพรนี้ออกมาติดเป็นเข็มกลัดได้ อีกทั้งสายกระเป๋าก็ยังสามารถถอดมาเป็นสร้อยคอหรือสร้อยข้อมือเพชรได้ด้วยHermes Chaini’d Ancre Bag ตือกระเป๋าที่แพงเป็นอันดับ 4 ของโลก ที่ราคา 45 ล้านบาท ทำจากเพชร 1,160 เม็ด และมีเพียง 3 ใบในโลกเท่านั้นคลัชรุ่นคลีโอพัตราจากแบรนด์ Lana Marks ตามมาที่อันดับ 5 ราคาเบาๆที่ 12.9 ล้านบาท เป็นกระเป๋าหนังจระเข้แม่น้ำ ที่ปิดทำจากทองคำและเพชร 1,600 เม็ดน้ำหนักรวม 40 กะรัต เป็นกระเป๋ารุ่นที่ทำออกมาปีละ 1 ครั้งเท่านั้นจึงไม่น่าแปลกในว่าทำไมราคาจึงแพงนอกจากนี้ก็มีกระเป๋า Hermes Birkin Niloticus Crocodile Himalaya / Chanel’s Diamond Forever hadbag / Hermes Birkin Funchsia Diamond-Studded / Hermes Birkin Exceptional Collection Shiny Rouge H Porosus / Hermes Birkin Blue Crocodile ที่อยู่ในลิสต์ 10 กระเป๋าที่มีราคาแพงที่สุดในโลกคือ ตั้งแต่ราคา 4.8 ล้านบาท ถึง 12 ล้านบาท อย่างไรก็ดีกระเป๋า ไม่ได้ถูกจำกัดคุณค่าว่าต้องมีราคาแพงเท่านั้น ขึ้นอยู่กับความชอบ ไลฟ์สไตล์การใช้งาน และกำลังทรัพย์ของผู้ใช้มากกว่า สำคัญคือต้องสามารถใช้งานได้อย่างเหมาะสมตามกาลเทศะก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

Read More

06/11/2562

รัสเซียเดินหน้าตุนทองคำต่อเนื่อง


รัสเซียเดินหน้าตุนทองคำต่อเนื่องรัสเซียยังคงเดินหน้าตุนทองคำอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2018 จนถึงไตรมาสแรกของปีนี้ รัสเซียก็ยังคงเป็นประทศที่ซื้อทองคำมากที่สุด คือมากถึง 55.3 ตัน ตามรายงานของสภาทองคำโลก (WGC) ส่งผลให้ปริมาณทองคำสำรองของรัสเซียปัจจุบันอยู่ที่ 2,168.3 ตันปัจจุบัน รัสเซีย เป็นผู้ถือครองทองคำรายใหญ่เป็นอันดับห้าของโลก หากรัสเซียยังคงซื้อทองคำเพิ่มอย่างต่อเนื่อง คาดว่า อาจส่งผลให้รัสเซียแซงหน้าฝรั่งเศสและอิตาลี ซึ่งถือครองทองคำในสามอันดับแรกของโลกได้ภายในปีนี้สภาทองคำโลก (WGC) ยังระบุว่าการที่รัสเซียเป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง ทำให้ปริมาณทองคำสำรองของรัสเซียเพิ่มเป็น 2,168.3 ตัน หรือ 19% ของทุนสำรองทั้งหมด โดยเมื่อปี 2561 รัสเซียซื้อทองคำไป 274.3 ตัน ถือเป็นการซื้อทองคำเพิ่มขึ้นมากกว่า 200 ตันเป็นปีที่4 ติดต่อกันของรัสเซีย ขณะเดียวกันก็ลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดบทบาทค่าเงินดอลลาร์นั่นเองนอกจากรัสเซียแล้วจีน ก็เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดเช่นกัน โดยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ จีนซื้อทองคำไป 33 ตัน โดยจีน เริ่มหวนกลับมาซื้อทองคำอีกครั้งในเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว หลังจากหยุดซื้อไปนานกว่าสองปี และมีอีกหลายประเทศที่เพิ่มปริมาณทองคำสำรอง รวมถึง เอกวาดอร์ ตุรกี อินเดีย และคาซัคสถาน ส่งผลให้การซื้อทองคำสุทธิของธนาคารกลางทั่วโลกทำสถิติสูงสุดของการซื้อทองคำสุทธิในไตรมาสแรกในรอบ 6 ปี โดยเพิ่มขึ้น 68% สภาทองคำโลก (WGC) ระบุว่า ปริมาณทองคำสำรองทั่วโลกเพิ่มขึ้น 145.5 ตัน จากต้นปีจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้น 68% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2561 ถือเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดของปริมาณสำรองทั่วโลกในช่วงเวลานี้ตั้งแต่ปี 2556 ปัจจุบัน หลายประเทศพยายามแสวงหาสินทรัพย์ที่หลากหลาย และลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากความตึงเครียดทางการค้า การเติบโตที่ซบเซา อัตราดอกเบี้ยต่ำ และดอกเบี้ยติดลบ ทองคำจึงเป็นคำตอบเพราะสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด

Read More

06/11/2562

การค้นพบสุดมหัศจรรย์ “เชื้อราดูดทองคำ”


การค้นพบสุดมหัศจรรย์ “เชื้อราดูดทองคำ” ที่เหมือง Boddington ซึ่งเป็นเหมืองแร่ทองคำ และเหมืองทองแดง ขนาดใหญ่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย เกิดปรากฏการสุดแปลกเมื่อนักวิจัยของออสเตรเลียได้ค้นพบเชื้อราที่สามารถดูดซึมแร่ทองจากพื้นที่รอบๆได้จนทำให้รูปร่างของมันมีลายสีทองอย่างน่าอัศจรรย์เชื้อราดูดทองที่ว่านี้เป็นเชื้อราในวงศ์ตระกูล “Fusarium oxysporum” ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป แต่ที่ผ่านมาไม่เคยทราบมาก่อนว่าเชื้อราเหล่านี้มีการดูดซึมแร่ทองมาใช้งานด้วย อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการยืนยันว่าทำไมเชื้อราเหล่านี้จึงต้องมีการดูดซึมแร่ทอง และสามารถดูดซึมแร่ทองคำได้อย่างไร แต่เชื่อว่าเชื้อราที่ดูดซึมแร่ทองมาเก็บไว้จะมีการเจริญเติบโต และการแพร่พันธุ์เร็วกว่าเชื้อราที่ไม่ได้ดูดซับแร่ทอง เหล่านักวิจัยจึงสันนิฐานว่าทองคำอาจจะมีส่วนช่วยในการเติบโตของเชื้อราก็เป็นได้ ผู้เชี่ยวชาญอธิบายเพิ่มเติมว่า เชื้อราดังกล่าวจะรวบรวมทองคำในดิน ผ่านการทำปฏิกิริยาทางเคมีกับแร่ธาตุใต้ดิน โดยมันจะละลายสะเก็ดทองโดยใช้ปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ก่อนที่จะผลิตสารเคมีอื่นๆ เพื่อทำให้ทองคำที่ละลายอยู่ แข็งตัวขึ้นอีกครั้งรอบๆ ใยของเชื้อรา นี่นับเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่บอกว่าเห็ดรามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายทองคำบนโลกของมนุษย์และไม่แน่ว่าการศึกษาเห็ดราเหล่านี้ต่อไปอาจจะทำให้เราสามารถตรวจจับทองคำใต้ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงการค้นพบในครั้งนี้ก็นับว่าเป็นผลดีต่อประเทศออสเตรเลียซึ่งมีอุตสาหกรรมทองคำใหญ่เป็นอันดับสองของโลกเลย เพราะไม่แน่ว่าในพื้นที่ที่มีการค้นพบเห็ดราดูดทองเหล่านี้อาจจะมีสายแร่ขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ใต้ดินอีกก็เป็นได้ความสามารถนี้นับเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก เพราะตามปกติแล้วทองคำจะมีปฏิกิริยากับสายเคมีน้อยชนิดมากๆ ดังนั้นความสามารถในการ “ขนย้ายทอง” ของเชื้อราเหล่านี้ จึงนับเป็นอะไรที่แปลกจนคุณ Tsing Bohu หัวหน้าทีมวิจัยถึงกับออกมาบอกเองเลยว่า หากไม่เห็นด้วยตาตัวเองเขาก็คงไม่เชื่อเหมือนกันสำหรับเหมือง Boddington เป็นเหมืองแร่ทองคำ และเหมืองทองแดง อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเพิร์ธออกไปประมาณ 75 ไมล์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นอาณานิคมเหมืองแร่ขนาดใหญ่ ที่มีการส่งออกทองคำอย่างหนักในช่วง 2009 จนถึงปี 2011 อ้างอิงจากข้อมูลของบริษัทเหมืองแร่ ทางบอดดิงตันมีการผลิตทองคำมากถึง 19.5 ล้านออนซ์ และพวกเขากำลังวางแผนทุ่มเงินกว่า 500 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายกิจการทำเหมืองแร่ของพวกเขา

Read More

06/11/2562

กองทุนรวมทองคำ ( Gold Fund )


กองทุนรวมทองคำ ( Gold Fund )สำหรับคนไทยในปัจจุบัน การซื้อทองคำ ไม่ได้เป็นเพียงการซื้อเครื่องประดับและการแสดงสถานะทางสังคมเท่านั้น แต่การซื้อทองยังหมายถึงการเก็บออมไว้เพื่อความมั่งคั่งในระยะยาว และกลายเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่งไปแล้ว ซึ่งปัจจุบันการลงทุนทองคำมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การลงทุนในทองคำแท่ง การลงทุนในโกลด์ฟิวส์เจอร์ การลงทุนในหุ้นทองคำ ไปจนถึงการลงทุนในกองทุนรวมทองคำ กองทุนรวมทองคำ หรือ Gold Fund คือ การลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในทองคำ การเคลื่อนไหวของมูลค่าหน่วยลงทุนจะเป็นไปตามการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลก เปรียบเสมือนลงทุนในทองคำแท่งทางอ้อมผ่านกองทุนหลักในต่างประเทศ ซึ่งจะนำเงินไปลงทุนในทองคำแท่ง 99.99% หรือ 99.50% อีกทีหนึ่ง มูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนรวมจึงไม่ได้ขึ้นลงตามราคาทองคำในประเทศ แต่จะอิงกับราคาทองคำโลก แต่การที่กองทุนนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ ก็มีความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนมาเกี่ยวข้องด้วย การเลือกซื้อกองทุนรวมทองคำ ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า เช่นหากสนใจเฉพาะผลตอบแทนจากราคาทองคำเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยน ก็อาจเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้เต็มจำนวน (Fully Hedged) แต่ถ้าอยากทำกำไรเพิ่มเติมจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ก็ต้องเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงไว้เลย (Non-hedged) ซึ่งวิธีนี้ก็มีโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เช่นกัน ข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวมทองคำ คือ นักลงทุนใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่มาก ส่วนใหญ่กำหนดเงินลงทุนไว้ต่ำกว่า 10,000 บาท และสามารถทำการซื้อขายได้สะดวกโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปร้านทอง และปลอดภัยเนื่องจากไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญหาย มีมืออาชีพคอยดูแลบริหารจัดการให้ และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างมูลค่าหน่วยลงทุนเมื่อสั่งขายหรือได้รับเงินปันผลจากกองทุน นอกจากนี้ หากต้องการขายทำกำไรหรือทยอยสะสมซื้อ ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องซื้อหรือขายทองคำแท่งทั้งก้อน แต่ข้อเสียคือจะมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาว และไม่มีเวลาติดตามราคาทองคำมากนัก โดยสิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาในการเลือกลงทุนในกองทุนรวมทองคำ ได้แก่ ผลตอบแทนย้อนหลัง ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมของกองทุน และนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย อย่างไรก็ดี การลงทุนทองคำควรเป็นการลงทุนเพื่อการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนมากกว่าการทุ่มเงินลงทุนในทองคำทั้งหมด หากอยากลงทุนในทองคำ แนะนำให้มีทองคำติดพอร์ตการลงทุนไว้ไม่เกิน 10% ของมูลค่าสินทรัพย์เพื่อการลงทุนของทั้งหมด และอย่าลืมพิจารณาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากธนาคารไทยพาณิชย์

Read More

06/11/2562

จีน พร้อมรุกธุรกิจเหมืองทองคำไปทั่วโลก


จีน พร้อมรุกธุรกิจเหมืองทองคำไปทั่วโลก นอกจากกำลังไต่อันดับขึ้นเป็นผู้ผลิตทองทำอันดับต้นๆของโลกแล้ว ขณะนี้บริษัทเหมืองแร่ของจีนก็กำลังสยายปีกธุรกิจไปสู่การทำธุรกิจเหมืองแร่ในพื้นที่ต่างๆทั่วโลกอีกด้วย เริ่มด้วยการเข้าไปถือหุ้น 50 % ในบริษัท Barrick Gold ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตโลหะที่มีค่ารายใหญ่ที่สุดของโลกในกิจการเหมืองแร่ทองคำ Veladero ในประเทศอาร์เจนตินา ของกลุ่มบริษัทซานตงโกลด์ เมื่อ 2 ปีก่อนกลุ่มบริษัทซานตงโกลด์เป็นหนึ่งในผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ของจีน และกำลังขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นหนึ่งใน 10 เหมืองแร่ทองคำรายใหญ่ที่สุดในโลก กลุ่มบริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายสินทรัพย์ในประเทศจีนให้มีสถานภาพที่มั่นคง มีแหล่งทรัพยากรทองคำสำรองที่ดี และต้องการเปิดตลาดสู่นานาประเทศ ในการประชุมบริษัทจีน 100 อันดับแรกที่จัดขึ้น ที่กรุงปักกิ่ง กลุ่มบริษัทซานตงโกลด์กำหมดเป้าหมายหลักไว้ที่การเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และการขนส่งทั้งทางบกและทางทะเลของจีนเข้ากับภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลางเข้าด้วยกันตามโครงการ “One Belt, One Road” เพื่อร่วมสร้างหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ในเส้นทางสายไหมในลักษณะที่จะเสริมสร้างประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย โดยคาดการณ์ว่า ในปี ค.ศ. 2020 กลุ่มบริษัทฯ จะสามารถผลิตทองคำได้มากกว่า 55 เมตริกตันต่อปี โดยมีรายได้รายปีเกินกว่า 100 พันล้านหยวน (15.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทฯ เป็นเจ้าของสิทธิบัตร 228 ฉบับ รวมถึงสิทธิบัตรในการคิดค้น 51 ฉบับ นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยังมีเทคโนโลยีขั้นสูงในการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลและเทคโนโลยีการขุดเจาะสำรวจแร่ทองคำ ซึ่งสามารถขุดเจาะได้ลึกถึง 4,000 เมตร เทคโนโลยีการทำเหมืองแร่อันล้ำสมัยดังกล่าว ทำให้กลุ่มบริษัทฯ ค้นพบพื้นที่เหมืองทองคำ ในมณฑลซานตง โดยคาดว่าจะเป็นแหล่งแร่ทองคำขนาดกว่า 550 ตันและมีมูลค่ากว่า 150 พันล้านหยวน ซึ่งนับเป็นแหล่งแร่ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของจีนด้วย เมื่อเดือนเมษายน 2017 กลุ่มบริษัทฯ ได้ทำข้อตกลงซื้อขาย เพื่อเข้าถือหุ้น 50 % ของบริษัท Barrick Gold ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตโลหะที่มีค่ารายใหญ่ที่สุดของโลก ในกิจการเหมืองแร่ทองคำ Veladero ในประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 960 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ข้อตกลงนี้ยังทำให้ทั้งสองบริษัทมีแผนจะร่วมกันพัฒนาแถบเหมืองทอง El Indio ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างชายแดนประเทศอาร์เจนตินาและสาธารณรัฐชิลี อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่ตั้งของเหมืองแร่ทองคำที่มีชื่อเสียงและโครงการระดับโลกต่าง ๆ เช่น เหมืองแร่ Veladero เหมืองแร่ Alturas และโครงการ Pascua-Lama ทั้งนี้ โครงการต่าง ๆ เป็นการทำเหมืองแร่เปิด โดยการเปิดหน้าดินเป็นบ่อลึกลงไปจนถึงชั้นแร่ แล้วจึงทำการขุดแร่ออกมาใช้งาน(ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก ผู้จัดการ360องศารายสัปดาห์)

Read More

06/11/2562

ทองม้วน ขนมไทยโบราณอายุยาวนานกว่า 300 ปี


ทองม้วน ขนมไทยโบราณอายุยาวนานกว่า 300 ปีทองม้วน เป็นขนมไทยชนิดหนึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นม้วนกลมเป็นวง มีลักษณะกรอบ โดยมีส่วนผสมหลักคือ แป้ง มะพร้าว น้ำตาลปีบ ไข่ไก่ น้ำมันพืช และ งาดำ ต้นกำเนิดมีแรงบันดาลใจจากขนมโปรตุเกส คนไทยมักให้ทองม้วนเป็นของขวัญเนื่องจากชื่อสื่อถึงการมั่งมีทองม้วนเป็นขนมไทยโบราณ ที่ยังได้รับความนิยมทั่วไปมีวิธีการทำไม่ยุ่งยาก เริ่มจากการผสมแป้งมันและแป้งข้าวเจ้าตามอัตราส่วนเข้าด้วยกัน (สูตรดั้งเดิมใช้แป้งมัน 2 กิโลกรัม, แป้งข้าวเจ้า 1 กิโลกรัม, น้ำตาลมะพร้าว 1 กิโลกรัม, ไข่ไก่ 2 ฟอง, กะทิ 1 กิโลกรัม, งาดำ 10 กรัม, น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ รสชาติอื่นๆก็เพิ่มส่วนผสมเข้าไป) จากนั้นใส่น้ำตาลมะพร้าว พร้อมทั้งตอกไข่ใส่ผสมลงไปในแป้ง แล้วค่อย ๆ คนไปเรื่อย ๆ เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีแล้ว ค่อย ๆเทกะทิผสมลงไปในแป้งทีละน้อย ค่อย ๆ คนไปเรื่อย ๆ จนเทกะทิหมด คนแป้งต่อไป จนส่วนผสมทุกอย่างเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้เวลาประมาณ 1/2 ชั่วโมง หรือสังเกตจากแป้งที่จะมีความเหนียวหนืด จากนั้นจึงใส่งาดำก็จะได้แป้งทองม้วนที่พร้อมจะลงเตาแล้ว ก่อนเอาแป้งลงเตาต้องเปิดไฟอุ่นให้เตาร้อนก่อน แล้วตักแป้งราดลงบนพิมพ์ขนม ปิดพิมพ์ให้แน่น ทิ้งไว้สักครู่ ให้แป้งสุกพอเหลือง โดยใช้เวลาราว 30 วินาที จากนั้นเปิดพิมพ์ ใช้ปลายมีดแซะขนมออกมา ม้วนขนมด้วยตะเกียบไม้ในขณะที่ทองม้วนนั้นยังร้อน ๆอย่าปล่อยให้เย็น เพราะทองม้วนจะแข็งกรอบม้วนไม่ได้ ม้วนเสร็จแล้วให้รีบดึงจากตะเกียบตอนยังร้อน แล้วใช้กรรไกรตัดให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำ เท่านี้ก็ได้ทองม้วนแสนอร่อยไว้รับประทาน หรือจะทำขายเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวก็ได้ปัจจุบันขนมทองม้วนถูกดัดแปลงไปมากมายหลากหลายสูตร หลากหลายรส เช่นรสฟักทอง ใบเตย หมูหยอง รสเค็ม งาดำ รสกล้วย รสข้าวโพด รสโกโก้ รสมันม่วง เป็นต้น นอกจากทองม้วนกรอบแล้ว ยังมีขนมทองม้วนอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า ทองม้วนสด ที่เนื้อแป้งจะมีความเหนียว นุ่ม แตกต่างจากทองม้วนกรอบโดยสิ้นเชิงขนมทองม้วน เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมอาหารที่ได้มาจากโปรตุเกส โดย “ท้าวทองกีบม้า” ที่ช่วงชีวิตหนึ่งได้รับราชการ ในตำแหน่ง "หัวหน้าห้องเครื่องต้น" เป็นผู้ดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหลวง เป็นหัวหน้าเก็บพระภูษาฉลองพระองค์ และเก็บผลไม้ของเสวย มีพนักงานอยู่ใต้บังคับบัญชาเป็นหญิงล้วน จำนวน 2,000 คน ซึ่งเธอก็ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตลอดมา จนเป็นที่ชื่นชม ยกย่อง มีเงินคืนทองพระคลังปีละมากๆ ระหว่างที่รับราชการนี่เอง "ท้าวทองกีบม้า" ได้สอนการทำขนมหวานจำพวก ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองพลุ ทองโปร่ง ทองม้วน ขนมฝรั่ง ขนมไข่เต่า ขนมสัมปันนี ขนมหม้อแกง ขนมผิงและอื่นๆ ให้กับผู้ที่ทำงานอยู่กับเธอ และบุคคลเหล่านั้น จึงได้นำวิชาความรู้ในการทำขนมต่างๆมาถ่ายทอดให้กับคนไทยรุ่นสู่รุ่น นับตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน

Read More

06/11/2562

เครื่องนมัสการทองลงยาราชาวดี /พระเต้าเบญจคัพภ์


เครื่องนมัสการทองลงยาราชาวดี /พระเต้าเบญจคัพภ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีเครื่องประกอบพระราชพิธีที่มีความสำคัญจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ เครื่องนมัสการทองคำลงยาราชาวดี หรือเรียกอย่างย่อว่า “เครื่องนมัสการทองลงยาราชาวดี” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้สร้างขึ้น เพื่อทรงใช้สักการบูชาพระพุทธรูปสำคัญในงานพระราชพิธีและการทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย บ้าง พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทบ้างในบางโอกาสในรัชกาลต่อมา ทรงใช้เครื่องนมัสการทองคำลงยาราชาวดีในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระราชพิธีสงกรานต์ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงสักการะพระบรมศพ พระบรมอัฐิเครื่องนมัสการทองคำลงยาราชาวดีสำรับนี้ประกอบด้วยพานทองคำปากกลม ๑๐ พาน วางพุ่มดอกไม้ ๕ พาน พุ่มข้าวตอก ๕ พาน เชิงธูป ๕ เชิง เชิงเทียน ๕ เชิง หุ้มด้วยทองคำ พาน เชิงธูป และเชิงเทียนสลักลวดลายลงยาราชาวดีทั้งสิ้นนอกจากนี้ยังมีเครื่องประกอบพระราชพิธีสำคัญที่ได้ยินตลอดงานพระราชพิธีคือ พระเต้าเบญจคัพภ์ ซึ่งเป็นเครื่องราชูปโภคสำหรับบรรจุน้ำพระพุทธมนต์และน้ำเทพมนตร์ ถวายพระมหากษัตริย์สรงพระมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเต้าเบญจคัพภ์ใช้บรรจุน้ำพระพุทธมนต์ถวายพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาในแต่ละปี มีหลายองค์ ทำด้วยศิลาสีต่าง ๆ พระเต้าเบญจคัพภ์องค์หนึ่งคือ พระเต้าเบญจคัพภ์รัชกาลที่ ๔ ภายในแบ่งเป็น ๕ ห้องตรงกลางทำเป็นดอกไม้ ๕ กลีบทำด้วยทองคำ แต่ละกลีบประดับด้วยอัญมณีสีแดง เหลือง ขาว ดำ และเขียว อย่างที่เรียกว่า “เบญจรงค์” ใต้ดอกไม้มีก้านทองคำ ๕ ก้านแต่ละก้านจารึกพระนามพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ คือ พระกกุ พระโกนาคม พระกัสสปะ พระโคดม และพระศรีอาริยเมตตรัย เสียบลงในพระเต้าแต่ละห้องพระเต้าเบญจคัพภ์อีก ๒ องค์ ได้แก่ พระเต้าเบญจคัพภ์รัชกาลที่ ๑ และพระเต้าเบญจคัพภ์โมราแดงรัชกาลที่ ๕ ภายในไม่แบ่งเป็นห้อง ๆ แต่มีแผ่นทองคำรูปกลม ๕ แผ่น จารึกพระนามพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ บรรจุอยู่ภายในพระเต้าเบญจคัพภ์หลายองค์ ภายในไม่แบ่งเป็นห้อง และไม่มีแผ่นทองคำ เช่น พระเต้าเบญจคัพภ์กลีบบัว พระเต้าเบญจคัพภ์โมราดำ

Read More

06/06/2562

“อำพัน” อัญมณีสีทองคำ


“อำพัน” อัญมณีสีทองคำอำพัน เป็นอัญมณีที่ได้รับความนิยมในหมู่นักสะสมซากพืชซากสัตว์โบราณ เนื่องจากอำพันเป็นอัญมณีที่เกิดจากยางของต้นไม้ยุคโบราณที่มีอายุมากถึง 25 - 50 ล้านปี ซึ่งอำพันบางเม็ดอาจจะพบซากแมลงหรือซากพืชโบราณฝังตัวติดอยู่ภายในอย่างสวยงามอำพันเป็นรัตนชาติชนิดหนึ่งที่มีสีเหลืองทอง ในตำนานของกรีกเชื่อกันว่า เกิดจากน้ำตาของมารดาและพี่สาวของเทพเฟตันที่ต้องสูญเสียลูกและน้องชายไป ซึ่งเมื่อน้ำตาของทั้งสองต้องแสงอาทิตย์จึงแปรเปลี่ยนมาเป็นอำพัน ชาวกรีกเรียกอำพันว่า “electron” หรือ “sun-made” แต่ในความเป็นจริง อำพัน เกิดจากยางของต้นไม้ ซึ่งมีส่วนประกอบไปด้วย Turpentine น้ำ และ Resinous Acid และเมื่อเวลาผ่านไป Turpentine และ น้ำ ได้ระเหยออกไปจนหมด เหลือแต่ Resin ซึ่งมีความทนทานต่อความชื้น ความร้อน และ อากาศ นอกจากนี้ Resin ยังเป็นตัวที่ดึงดูดแมลงได้ดี จึงมักมีพวกแมลงต่างๆ เข้ามาตอม เมื่อแมลงหรือสัตว์มาตอม ก็มักจะติดอยู่กับพื้นผิวของเรซินนั้น เมื่อเวลาผ่านไปเรซินเหล่านี้ก็กลายเป็นอำพันในที่สุด ซึ่งอำพันที่เกิดขึ้นนั้น มักมีรูปร่าง และมีขนาดแตกต่างกัน ตั้งแต่ก้อนขนาดเล็ก จนถึงก้อนขนาดใหญ่หลายๆ กิโลกรัม และในเนื้ออำพันก็มักจะมีแมลง หรือเศษไม้รวมอยู่ในอำพันด้วย มีการนำอำพันมาทำเป็นเครื่องประดับมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีการพบอำพันอยู่ในสุสานมายซีเนียน ในหลุมฝังศพยุคบรอนซ์ และมีการค้นพบลูกปัดทำจากอำพันที่ตกสืบทอดมาจากชนเผ่าแองโกล-แซกซอนทางตอน ใต้ของอังกฤษ อำพันถือเป็นสิ่งมีค่าที่ถือว่าเป็นเครื่องรางและยังเชื่อกันอีกว่ามี สรรพคุณในการเยียวยารักษาโรคด้วย ปัจจุบันเครื่องประดับที่ตกแต่งอำพันยังคงได้รับความนิยมอยู่ โดยนำมาทำเครื่องประดับที่เน้นตัวอำพัน และเครื่องประดับร่วมสมัยที่เน้นการออกแบบ โดยใช้อำพันเป็นส่วนหนึ่งในวัสดุระดับสูงร่วมกับโลหะมีค่า เช่น เงิน หรือเงินชุบทอง โดยเพิ่มความสวยงามและหรูหราด้วยทับทิมและเพชร กลายเป็นเครื่องประดับสุดหรู ที่เหมาะกับการออกงานกลางคืน หรือเหมาะกับผู้ที่นิยมเครื่องประดับแบบหรูหรา แหล่งที่พบอำพันมากที่สุดคือที่ทะเลบอลติค ในแถบตะวันตกของรัสเซีย ลิธัวเนีย ลัตเวีย เอสโตเนีย โปแลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ อังกฤษ พม่า เลบานอน ซิชิลี เม็กซิโก โรมาเนีย เยอรมัน และแคนาดา

Read More

06/06/2562

สุดยอดการพบ “ทองคำ” โดยบังเอิญ


สุดยอดการพบ “ทองคำ” โดยบังเอิญ เมื่อ วันที่ 14 พฤษภาคม 2019 ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวการพบก้อนทองคำโดยบังเอิญของครอบครัวหนึ่ง ในเมืองเบนดิโก รัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย โดยผู้เป็นพ่อและลูกสาว 2 คน พาสุนัขออกไปเดินเล่นบริเวณชานเมืองเมื่อวันที่ 12 พ.ค. และลูกสาวได้เดินสะดุดเข้ากับหินหรืออะไรบางอย่าง ซึ่งภายหลังเมื่อนำไปตรวจสอบแล้วกลายเป็นก้อนทองคำ น้ำหนัก 624 กรัมครอบครัวนี้ตกลงใจว่าจะขายก้อนทองคำนี้ เพรากำลังมีปัญหาด้านการเงิน ซึ่งคาดว่าเบื้องต้นน่าจะได้เงินราว 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 1.1 ล้านบาท นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการพบทองคำโดยบังเอิญและทำให้หลายครอบครัวกลายเป็นเศรษฐีภายในชั่วพริบตา เช่นการพบเหรียญทองคำในสวนหลังบ้านของ สามีภรรยาผู้ไม่เปิดเผยนาม ในเขตชนบทของรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2013 ขณะที่พวกเขาพาสุนัขเดินเล่นในสวนหลังบ้าน ก่อนที่เจ้าสุนัขจะไปขุดดินเล่นบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง และพบกระป๋องเก่าสนิมเขรอะจำนวน 8 กระป๋อง ซึ่งภายในบรรจุเหรียญทองโบราณไว้จำนวนถึง 1,427 เหรียญ เดวิด ฮอลล์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท 'พีซีจีเอส' (Professional Coin Grading Service) ผู้ให้บริการประเมิณคุณภาพเหรียญหายากชั้นนำของสหรัฐฯ คาดว่า เหรียญที่สามีภรรยาคู่นี้พบผลิตขึ้นในช่วงปี 1847-1894 มีสภาพสมบูรณ์มาก และไม่อาจเคยเคลื่อนย้ายออกจากจุดที่มันถูกฝังมาก่อน มีมูลค่าประมาณ 27,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่จากความหายากทำให้อาจขายได้ราคาเหรียญละ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเลยทีเดียว ซึ่งสามีภรรยาคู่นี้วางแผนจะขายเหรียญเหล่านี้ผ่านทางเว็บไซต์ 'อเมซอน' ก่อนหน้านั้น ในปี 2009 มีการพบถุงทองจำนวนมากจากศตวรรษที่ 19 ถูกฝังอยู่ในสวนที่ย่านแฮ็คนีย์ เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีมูลค่ากว่า 113,000 ดอลล่าห์ (3.5 ล้านบาท) ซึ่งภายหลังพบว่าทองเหล่านี้ถูกฝังในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยครอบครัวชาวยิวที่กลัวพวกนาซีบุกประเทศอังกฤษ และสุดท้ายทองเหล่านี้ก็ถูกส่งกลับไปยังผู้สืบทอดของครอบครัวชาวยิวนั้นในปี 2015 มีการค้นพบบ้องกัญชาทองคำอายุกว่า 2,400 ปี ที่ประเมินค่าเป็นเงินไม่ได้และสมบัติอื่นอีกหลายชิ้นที่รัสเซียซึ่งขุมทรัพย์นี้เป็นของชาวไซเธียนที่เคยปกครองพื้นที่ทั้งหมดของทั้งยุโรปและเอเชียมาก่อน ในขณะที่ Eric Lawes ชาวสวนที่เกษียณอายุแล้ว กำลังหาค้อนของเพื่อนที่ทำหายในทุ่งซัฟฟอล์ก ในสหราชอาณาจักร กลับค้นพบขุมทรัพย์ทองโรมัน จำนวน 14,000 รายการ รวมถึงเหรียญ แหวน สร้อยข้อมือ วัตถุเงินอันงดงามและสิ่งมีค่าอื่นๆ ซึ่งในปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 4.3 ล้านเหรียญ เลยทีเดียวนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของขุมทรัพย์ที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เชื่อได้ว่าโลกของเราน่าจะยังมีขุมทรัพย์อีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่เปิดเผยตัว รอเพียงใครจะเป็นผู้โชคดีที่ได้พบและครอบครองเท่านั้น

Read More

06/06/2562

ทองสีดอกบวบ


ทองสีดอกบวบ ทองสีดอกบวบ หรือ ทองดอกบวบ หรือทองเนื้อริน เป็นคำเรียกชื่อทองคุณภาพต่ำ มีสีเหลืองอ่อน ๆ ปนสีเขียวอ่อนเหมือนสีของดอกบวบ เป็นทองที่มีราคาถูกที่สุดในอดีต ทองสีดอกบวบหนัก ๑ บาท มีราคาเท่ากับเงิน ๑ บาทเท่านั้น ทองสีดอกบวบ เป็นทองที่คุณภาพต่ำที่สุดจนเกือบจะหมดสภาพความเป็นทองแล้ว เพราะมีแร่ธาตุอื่นเจือปนอยู่มาก ไม่มีความสวยงาม จึงขายกันราคาเท่ากับราคาเงิน คือ ทองสีดอกบวบหนัก ๑ บาท มีราคาเท่ากับเงิน ๑ บาทเท่านั้น อย่างที่เรียกเป็นสำนวนว่า หนักต่อหนัก แต่ในบางตำราก็บอกว่า ทองสีดอกบวบ เป็นทองเนื้อหก มีสีเหลืองอ่อนคล้ายดอกบวบ อย่างไรก็ตามทองสีดอกบวบ หรือ ทองดอกบวบ ก็ไม่นิยมนำมาใช้ทำเครื่องประดับ คนโบราณนิยมนำมาทำเครื่องรางหรือหล่อพระเครื่องอนึ่งการกำหนดคุณภาพทองคำของคนในสมัยโบราณนั้นจะพิจารณาเนื้อทอง และตั้งราคาทองตามคุณลักษณะของเนื้อทอง ซึ่งมีตั้งแต่ ทองเนื้อสี่ถึงทองเนื้อเก้า ตามประกาศของรัชกาลที่ ๔ เช่น ทองเนื้อหกคือ ทองหนัก ๑ บาท ราคา ๖ บาท ทองเนื้อเก้าคือ ทองหนัก ๑ บาท ราคา ๙ บาท เป็นต้นทั้งนี้ทองเนื้อเก้าเป็นทองที่บริสุทธิ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เนื้อสุกปลั่งมีสีเหลืองอมแดง เป็นทองธรรมชาติ บางครั้งเรียกว่า ทองชมพูนุท หรือ ทองเนื้อแท้ นอกจากนี้ ในรัชกาลที่ ๔ ยังทรงกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้ด้วย คือ - ทองทศ มีค่าเท่ากับ ๑ ใน ๑๐ ของ ชั่ง หรือเท่ากับ ๘ บาท (๑ ชั่ง = ๘๐ บาท) - ทองพิศ มีค่าเท่ากับ ๑ ใน ๒๐ ของชั่ง หรือเท่ากับ ๔ บาท - ทองพัดดึงส์ มีค่าเท่ากับ ๑ ใน ๓๒ ของชั่ง หรือเท่ากับ ๒.๕๐ บาท ปัจจุบัน ทองไทย มีหน่วยเป็นบาท ทองหนึ่งบาทมีน้ำหนัก เท่ากับ 15.16 กรัม ถ้าทองน้ำหนักสองสลึง หรือ ห้าสิบสตางค์ ก็จะได้น้ำหนัก 7.58 กรัม น้ำหนักทองหนึ่งสลึง คือ หนึ่งในสี่ส่วนของหนึ่งบาท หรือเท่ากับ 3.79 กรัม ส่วนราคาขึ้นอยู่กับราคาตลาด

Read More

06/06/2562

ลักษณะของทองคำกับการนำมาใช้ในงานทำทอง


ลักษณะของทองคำกับการนำมาใช้ในงานทำทอง ในสมัยโบราณการพิจารณาคุณภาพของเนื้อทอง และการตั้งราคาทองคำจะคำนวนตามคุณลักษณะของเนื้อทอง ที่มีตั้งแต่ทองเนื้อสี่ไปจนถึงทองเนื้อเก้า ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกันไปตามมูลค่าความบริสุทธิ์ของเนื้อทอง โดยทองเนื้อเก้าจะแพงกว่าทองเนื้อสี่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังกำหนดด้วยคุณสมบัติของเนื้อทองที่นำไปใช้งาน หรือการนำไปแปรรูป โดยมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปได้แก่ ทองดอกบวบ เป็นทองคำที่มีสีเหมือนดอกบวบ นิยมนำมาทำเป็นภาชนะต่างๆและพระพุทธรูป ทองนพคุณ หรือทองเนื้อเก้า เป็นทองคำแท้ ทองคำบริสุทธิ์ ทองแล่ง เป็นทองคำที่นำมาแล่ง หรือทำเป็นเส้นลวดเล็กๆแล้วแต่จะนำไปใช้ในงานต่างๆ เช่น งานสาน งานขัด หรืองานทอ หรือใช้ปักเครื่องนุ่งห่มที่ทำขึ้นพิเศษ หรือทำเป็นเครื่องประดับ เช่น สร้อยคอ สร้อยข้อมือ มงกุฎ อาจใช้เป็นส่วนย่อยของเครื่องประดับชนิดต่างๆ หรือใช้คาดรัดร้อยยอดเจดีย์ที่ห่อหุ้มปลียอดด้วยทองคำ เป็นต้น ทองแป คือ เหรียญทองในสมัยโบราณใช้แลกเปลี่ยนเป็นเงินตรานำมาใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าตามมูลค่าได้ ทองใบ เป็นทองคำที่ตีแผ่เป็นแผ่นบางๆความหนาขึ้นอยู่กับการนำไปใช้งาน จากนั้นนำไปตัดเป็นชิ้นๆเพื่อนำไปพับหรือม้วน บางครั้งก็เรียกว่า “ทองม้วน” ทองเค เดิมเป็นชื่อใช้เรียกทองคำเพื่อเป็นเกณฑ์วัดความบริสุทธิ์ โดยทอง ๒๔ กะรัต หรือ ๒๔ เค ถือเป็นทองคำแท้ ส่วนทอง ๑๔ เค หมายถึง ทองที่มีจำนวนเนื้อทองคำ ๑๔ กะรัต ที่เหลือ ๑๐ กะรัตจะมีเนื้อโลหะอื่นเจือปน ปัจจุบันคำนี้มักหมายถึง ทองที่มีเนื้อโลหะอื่นเจือปนอยู่หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ทองนอก” ทองคำเปลว เป็นทองคำที่ตี เป็นแผ่นบางมากๆ ใช้สำหรับปิดองค์พระพุทธรูปหรือนำไปทำงานหัตถกรรมชั้นสูง เช่น ตู้พระธรรม งานไม้แกะสลักลาย มีการลงรักแล้วนำทองคำเปลวไปปิด ซึ่งเรียกกันว่า “ลงรักปิดทอง” ทองรูปพรรณ คือ ทองคำที่นำมาเป็นเครื่องประดับต่างๆ เช่น สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ต่างหู กำไล และแหวน ทองรูปพรรณนี้เองเป็นที่มาของงานทองโบราณเป็นการทำเครื่องประดับที่มีลวดลายละเอียดอ่อน เป็นงานหัตกรรมที่ไม่ใช้เครื่องจักร ตั้งแต่การคิดลาย การรีดเส้นทอง การขึ้นรูป การทำงานออกมาในแต่ละชิ้นต้องอาศัยความแม่นยำในการสร้างรูปทรงตามที่ได้กำหนดขึ้นมาให้เป็นไปตามนั้นให้ได้ทองโบราณจึงมักมีคุณค่าทางใจ เป็นอย่างมาก

Read More

06/06/2562

ทองคำ กับ ความฝัน


ทองคำ กับ ความฝันคนไทยมีความเชื่อเรื่องความฝันมาแต่โบราณ และมีตำราทำนายความฝันที่สืบทอดต่อๆกันมา เช่นการฝันเห็นทอง ตามความเชื่อของคนโบราณเชื่อว่าจะทำให้โชคดี ร่ำรวย มีความสุข และความสำเร็จ ตามมูลค่าของทองคำ แต่บางตำราก็ว่าจะมีเรื่องที่ทำให้เกิดความเสียใจ ความหึงหวง มีศัตรู เป็นต้น อย่างไรก็ดี นี่คือบางส่วน ของคำทำนายความฝันที่เกี่ยวกับทองคำ ฝันเห็นทอง ถือเป็นความฝันที่ดี เป็นสัญญาณที่บอกว่าจะประสบความสำเร็จจากความพยายาม อนาคตจะร่ำรวยเงินทองเพิ่มขึ้นจากการนำเงินไปลงทุน หากคนฝันเป็นผู้หญิงอาจจะพบเนื้อคู่ที่ร่ำรวยกว่า แต่เขาเป็นแค่ลูกจ้าง แต่ถ้าในฝันมีการเอาทองมาใส่ แต่ใส่ผิดหรือใส่ไม่ได้ หรือทำทองหาย ทำนายว่าจะทำให้สูญเสียโอกาสที่สำคัญนั้นไป ฝันเห็นทองมากมาย เห็นทองเป็นกองๆ หมายความว่ากำลังจะหมดเคราะห์ โชคลาภต่างๆ กำลังจะเข้ามาในชีวิต สำหรับคนมีคู่อาจจะได้จากความรัก คิดหวังอะไรจะสมหวัง ถือเป็นจังหวะชีวิตที่ดีในการจะเริ่มต้น และจะได้ความช่วยเหลือของเพศตรงข้าม ฝันเห็นทองรูปพรรณหรือสร้อยทอง หากคนฝันเป็นผู้หญิงทายว่าจะตั้งครรภ์ แต่ถ้าคุณตั้งท้องอยู่ก็จะได้ลูกสาวแสนน่ารัก พ่อแม่สามารถพึ่งพาได้ ผู้ใหญ่รักและเอ็นดู การงานที่ติดขัดจะคลี่คลาย มีคนคอยช่วยเหลือสนับสนุนทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถผ่านไปได้ด้วยดีฝันว่าทำสร้อยทองขาด ทำนายว่าความรักจะมีปัญหาต้องมีเรื่องผิดใจกันหรือ ต้องสูญเสียของที่รักไป เพราะอาจมีศัตรูหรือคู่แข่งมาทำให้ช่วงชีวิตไม่ราบรื่นได้ ฝันเห็นทองคำแท่ง ทำนายว่า ใครที่มีเรื่องให้เดือดเนื้อร้อนใจจะหมดเคราะห์หมดโศก เป็นจังหวะที่ดีของคนที่ต้องการจะโยกย้ายงานเพราะจะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น ฝันว่าได้จับทอง ทำนายว่า จะประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมายจากความพยายามของตัวเอง ได้เวลาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ได้ลงทุนไป เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการลงทุนใหม่ ฝันว่าได้ใส่ทอง แสดงว่า จะได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ เงินทองไหลจะไหลมาเทมาจากธุรกิจที่ลงทุนไว้ ความเครียดที่เคยมีจะค่อยๆ ลดลง มีโอกาสได้พบเพศตรงข้ามที่ถูกใจ หากคนที่ฝันเป็นผู้หญิงที่กำลังตั้งท้อง จะได้ลูกผู้หญิงน่ารัก ถ้าผู้ชายฝันแสดงว่ากำลังจะมีโชคลาภ ฝันว่าได้ซื้อทอง ทำนายว่าจะได้รับการช่วยเหลือจากคนแปลกหน้าหรือจากเพื่อนสนิท งานเสร็จราบรื่น ได้รับเงินทองโชคลาภมากมาย เป็นโอกาสดีสำหรับคนที่ต้องการเปลี่ยนงาน

Read More

06/06/2562

ภูเขาทองคำแห่งจังหวัดโออิตะ


ภูเขาทองคำแห่งจังหวัดโออิตะ เมื่อประมาณ 100 ปีก่อน ที่ญี่ปุ่นเคยมีการขุดทองคำได้จำนวนมากที่ภูเขา "ไทโอะคินซัง (Taio Kinzan)" ในหมู่บ้านนากะสึเอะ (Nakatsue) เมืองฮิตะ (Hita) จังหวัดโออิตะ (Oita)เริ่มมีการขุดแร่ทองคำในภูเขาไทโอะคินซังตั้งแต่ปี ค.ศ.1894 จนเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 การขุดแร่ทองคำได้หยุดลงชั่วคราว และกลับมาดำเนินการขุดอีกครั้งเมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลงจนมีการปิดภูเขายกเลิกการขุดอย่างถาวรในปี ค.ศ.1972 ปัจจุบันพื้นที่เหมืองเก่าได้ถูกทำเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อแสดงภาพยุครุ่งเรืองของไทโอะคินซังในช่วงที่มีการขุดแร่ทองคำให้ผู้สนใจและนักท่องเที่ยวได้เข้าชมเมื่อเข้าไปด้านในพิพิธภัณฑ์ จะพบส่วนสังเกตการณ์ที่ในอดีตใช้เป็นสำนักงานเพื่อการวางแผนและแจกจ่ายงานในแต่ละวัน มีการจัดทำหุ่นจำลองขนาดเท่าคนจริงในพิพิธภัณฑ์ด้วยนอกเหนือจากสิ่งปลูกสร้างต่างๆ จึงทำให้ผู้ชมสามารถสัมผัสบรรยากาศในสมัยนั้นได้อย่างสมจริง เมื่อเดินต่อไปตามทางเดินจะเจอกับโถงใหญ่ ที่มุมหนึ่งของโถงนี้มีเพลาขนหินแนวดิ่งขนาดใหญ่ ที่เคยใช้ลำเลียงสายแร่ทองคำจากใต้ดินที่ความลึก 510 เมตรที่ขุดได้ขึ้นมาด้านบน ถัดไปเป็นลิฟต์ลำเลียงคน และเมื่อเดินตามทางเดินต่ออีกนิด ก็จะเจอกับแผนที่ของเหมืองระบุตำแหน่งของหลุมขุดสายแร่ทองคำในอดีต พร้อมหุ่นจำลองคนงานที่กำลังเจาะหินด้วยสว่าน และรถรางที่เอาไว้สำหรับบรรทุกสายแร่ทองคำลึกเข้าไปด้านในจะพบ "คลังเก็บโอกงโรมันแห่งที่ 2" ซึ่งก็คือคลังหมักเหล้าโชจู ทำจากข้าวบาร์เลย์ซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของหมู่บ้านนากะสึเอะนั่นแอง ว่ากันว่าจะต้องนำเหล้ามาหมักที่นี่ 3 ปีก่อนถึงจะนำไปขายได้ในชื่อ "โอกงโรมัน (Ougon Roman)" ใกล้ๆ กับไทโอะคินซัง เป็นที่ตั้งของ "Michi-no-Eki Taio Kinzan" ที่เป็นทั้งจุดพักรถและสถานที่ท่องเที่ยวโดยมี "กิจกรรมร่อนทอง" ให้นักท่องเที่ยวได้ร่อนหาเศษทอง เศษแร่เซอร์คอน และหินธรรมชาติต่างๆ ถ้าโชคดีอาจได้แร่มีค่ากลับบ้านเป็นของแถมไปด้วย

Read More

06/06/2562

โรงกษาปณ์เมืองเพิร์ท ผลผลิตจากยุคตื่นทอง


โรงกษาปณ์เมืองเพิร์ท ผลผลิตจากยุคตื่นทองโรงกษาปณ์เมืองเพิร์ทเป็นสถานที่สกัดทองเพียงแห่งเดียวของออสเตรเลีย และทำหน้าที่ผลิตเหรียญมาเป็นเวลานาน ทั้งยังได้รับความเชื่อถือจากประเทศเพื่อนบ้านให้ผลิตเหรียญกษาปณ์และเหรียญตราต่างๆ ด้วย ภายในโรงกษาปณ์ยังมีนิทรรศการจัดแสดง คอลเล็คชั่นเหรียญล้ำค่า ก้อนทองคำ ทองคำแท่ง และเหรียญกษาปณ์ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้ผู้สนใจได้ชมด้วย โรงกษาปณ์เมืองเพิร์ทเดิมเป็นสาขาของโรงกษาปณ์หลวงกรุงลอนดอน ตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1899 ซึ่งเป็นยุคตื่นทองในทะเลทรายอันห่างไกลของเวสเทิร์นออสเตรีเลีย โรงกษาปณ์เมืองเพิร์ทสร้างชื่อจากการการเทหลอมทองคำแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบัน โรงกษาปณ์ยังคงทำการอยู่ แต่อาคารเก่าทางประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว จัดแสดงนิทรรศการเพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมนักท่องเที่ยวสามารถเดินชมโรงกษาปณ์ได้โดยรอบ ชมเหรียญทองคำเหรียญแรกที่ผลิตขึ้นที่นี่ และยังได้ชม โรงงานหลอมทองและห้องนิรภัยที่มีระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวด ได้ทอลองลองชั่งน้ำหนักตัวเองบนตาชั่งแบบพิเศษ ที่จะบอกว่าน้ำหนักตัวของคุณมีค่าเท่าไหร่เมื่อเทียบเป็นทอง เยี่ยมชมที่พักเก่าของนักสำรวจเพื่อฟังเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนยุคตื่นทองที่ยากลำบากและการค้นพบทอง พร้อมชมขั้นตอนการเททอง นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการ Gold Bar ชมทองคำแท่งจากทั่วโลก และก้อนทองคำจากธรรมชาติที่ห้อง Natural Nugget ได้เห็นก้อนทองคำขนาดใหญ่อายุกว่า 40 ล้านปี ซึ่งขุดพบที่เมืองคาลกูรลีในปีค.ศ. 1995 ส่วนไฮไลท์สำคัญน่าจะอยู่ที่การได้ชมเหรียญที่มีค่ามากที่สุดในโลกทำจากทองคำแท้ 99.99 เปอร์เซ็นต์ และมีมูลค่ากว่า 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เป็นเหรียญที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 80 เซนติเมตร ปัจจุบัน เพิร์ธ เป็นเมืองที่ทันสมัยเมืองหนึ่งของออสเตรเลีย มีย่านการค้าใจกลางเมืองขนาดใหญ่อยู่ที่เฮย์สตรีท แหล่งธุระกิจ อาคาร ร้านค้ามากมาย สภาพอากาศโดยทั่วไปค่อนข้างอบอุ่นสบาย หน้าหนาวก็ไม่หนาวและแสงแดดจัดตลอดทั้งปี โรงกษาปณ์เมืองเพิร์ทตั้งอยู่ที่สี่แยกบริเวณที่ถนนฮิลล์และถนนเฮย์ตัดกัน เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ทุกวัน

Read More

06/06/2562

เหรียญทองคำที่ระลึก ในพิธีรับศีลล้างบาปเจ้าชายจอร์จ


เหรียญทองคำที่ระลึก ในพิธีรับศีลล้างบาปเจ้าชายจอร์จ แวดวงนักสะสมเหรียญต้องฮือฮาอีกครั้งเมื่อโรงกษาปณ์อังกฤษ (Royal Mint) ผลิตเหรียญที่ระลึกเนื่องในวโรกาสที่เจ้าชายจอร์จ อเล็กซานเดอร์ หลุยส์ พระโอรสในเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแคทเธอรีน เข้าพิธีรับศีลล้างบาปเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2018 ณ วิหารหลวงภายในพระราชวังเซนต์เจมส์ ถือเป็นครั้งแรกที่อังกฤษได้ออกเหรียญที่ระลึกสำหรับพิธีรับศีลล้างบาปของพระราชวงศ์ โดยเฉพาะการผลิตเหรียญที่ระลึกจากทองคำแท้หนัก 1 กิโลกรัมเหรียญที่ระลึกชุดนี้ผลิตที่โรงกษาปณ์ในเมือง Llantrisant แคว้นเวลส์ใต้ ด้านหน้าเป็นรูปอ่างน้ำพุ Lily Font จากหอคอยแห่งลอนดอน และเทวดาเด็ก 2 องค์กำลังบรรเลงพิณ ส่วนที่ด้านล่างของเหรียญจะมีข้อความว่า “Dieu et Mon Droit” ซึ่งแปลว่า “พระเจ้าและสิทธิของฉัน” เหรียญชุดนี้จะผลิตออกมาหลายราคา ราคาถูกที่สุดคือเหรียญราคา 5 ปอนด์ ซึ่งมีทั้งเหรียญเงินและเหรียญทอง โดยเงินสื่อถึงความมีสุขภาพดีและความเจริญรุ่งเรืองสำหรับทารกเกิดใหม่ ส่วนทองสื่อถึงการเฉลิมฉลองพิธีรับศีลล้างบาปของเจ้าชายน้อย ส่วนเหรียญที่ราคาแพงที่สุดในชุดนี้ผลิตจากทองคำแท้หนัก 1 กิโลกรัมราคาสูงถึงเหรียญละ 50,000 ปอนด์ หรือราว 2.52 ล้านบาท งดร. เควิน แคลนซี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์โรงกษาปณ์อังกฤษ กล่าวชื่นชม จอห์น เบิร์กดาห์ล ซึ่งเป็นผู้ออกแบบเหรียญที่ระลึกว่าได้ผลิตผลงานอันเป็นอมตะและทรงเกียรติ ขณะที่เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแคทเธอรีนก็ทรงมีพระดำริเห็นชอบกับรูปแบบของเหรียญชุดนี้ด้วยเจ้าชาย จอร์จ อเล็กซานเดอร์ หลุยส์ หรือเจ้าชายจอร์จแห่งเคมบริดจ์ เป็นพระโอรสพระองค์แรกในเจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์ กับแคเธอริน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เป็นพระนัดดาของเจ้าฟ้าชายชาลส์ กับเจ้าหญิงไดอานา แห่งเวลส์ผู้ล่วงลับ เป็นพระปนัดดาของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 กับเจ้าชายฟิลิป ประสูติเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม และทรงมีสถานะเป็นองค์รัชทายาทลำดับที่ 3 แห่งอังกฤษโรงกษาปณ์ The Royal Mint แห่งสหราชอาณาจักร (The Technical Cooperation Agreement between Treasury Department and The Royal Mint of the United Kingdom) เป็นหนึ่งในโรงกษาปณ์นานาชาติขนาดใหญ่ นอกเหนือจากโรงกษาปณ์แคนาดา ( Royal Canadian Mint) โรงกษาปณ์ฟินแลนด์ (Finland Mint) โรงกษาปณ์แอฟริกาใต้ (South African Mint) โรงกษาปณ์ฝรั่งเศส (Monnaie de Paris) โรงกษาปณ์เยอรมันนี(Bavarian State Mint)

Read More

06/06/2562

เหรียญทองคำที่ระลึก ในพระราชพิธีเสกสมรสเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน


เหรียญทองคำที่ระลึก ในพระราชพิธีเสกสมรสเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนพระราชพิธีเสกสมรสของเจ้าชายเฮนรี่ ชาร์ลส์ อัลเบิร์ต เดวิด หรือเจ้าชายแฮร์รี่ รัชทายาทลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์อังกฤษ กับพระชายา เมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซ็กส์ เป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึกไว้ว่าเป็นพระราชพิธีที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจ จนโรงกษาปณ์อังกฤษ (The Royal Mint) และ ไปรษณีย์อังกฤษ (Royal Mail) ต้องออกคอลเลกชั่นเหรียญกษาปณ์ เหรียญทองคำที่ระลึก และแสตมป์ออกจำหน่ายทั้งในประเทศและประเทศในเครือจักรภพ ไม่บ่อยนักที่โรงกษาปณ์แห่งอังกฤษจะผลิตและจัดจำหน่ายเหรียญที่ระลึก ซึ่งเหรียญทั้งหมดเป็นพระรูปของเจ้าชายแฮร์รี่และพระชายาในพระอิริยาบถน่ารักๆ ส่วนอีกด้านคือพระพักตร์ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร นายโจดี้ คลาร์ก ศิลปินร่วมสมัยผู้ออกแบบเล่าว่าได้รับแรงบันดาลใจจากการเข้าเฝ้าทั้งสองพระองค์ ณ พระราชวังเคนซิงตัน และได้เห็นพระอิริยาบถสบายๆ ไม่มีพิธีรีตองอะไรมากนัก ไม่แตกต่างจากคู่รักหนุ่มสาวทั่วไป อีกทั้งสถานะทางสังคมของทั้งสองพระองค์ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคของความรัก เหรียญที่ระลึกจึงออกมาในรูปแบบและลวดลายที่ค่อนข้างร่วมสมัย ขณะเดียวกันก็ดูคลาสสิก มีรสนิยม และรู้สึกได้ถึงความรักความห่วงใย ที่ทั้งสองพระองค์ทรงมีต่อกันอย่างมากมายเหรียญที่ผลิตออกมานั้นเป็นคอลเลกชั่นLimited Edition เป็นเหรียญทองคำแท้ 22 กะรัต เป็นทองเนื้อชมพูหรือ Pink Gold น้ำหนัก 39.94 กรัม มีขนาดใหญ่ 38.61 กรัม หรือเกือบ 4 เซนติเมตร ผลิตเพียง 850 เหรียญเท่านั้น จึงเป็นที่ต้องการของนักสะสมและนักลงทุนทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีเหรียญโลหะผสมและเหรียญที่ผลิตจากเงินแท้ ขนาด 1 ออนซ์ หรือ 28.28 กรัม บรรจุในกล่องแคปซูลใสจำนวน 15,000 เหรียญเท่านั้น และเหรียญเงินหนาพิเศษ หรือ Piedfort ที่มีเพียง 2018 เหรียญขณะที่ไปรษณีย์อังกฤษเองผลิตคอลเลกชั่นแสตมป์ที่สามารถใช้ได้จริงๆบรรจุอยู่ในพรีเซนเทชั่นแพ็ก ที่มีบันทึกเรื่องราวความรักของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซ็กส์ ประกอบพระรูปจากพิธีทรงหมั้นเมื่อปีที่ผ่านมานับเป็นบันทึกความรัก ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้สะสม ซึ่งทั้งเหรียญกษาปณ์และแสตมป์เป็นของที่ระลึกที่มีคุณค่าทางจิตใจทั้งสำหรับประชาชนที่ต้องการเก็บความทรงจำอันงดงามของเจ้าชายและพระชายา อีกทั้งยังควรค่าแก่การเก็บสะสมของนักลงทุนและนักสะสมเพราะถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่มีแต่จะเพิ่มมูลค่าขึ้นในอนาคตไม่เพียงประเทศอังกฤษเท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับพระราชพิธีครั้งนี้ โรงกษาปณ์ประเทศแคนาดา(The Royal Canadian Mint) ซึ่งเป็นโรงกษาปณ์ที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตเหรียญเป็นอันดับหนึ่งของโลกยังร่วมผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเพื่อร่วมเฉลิมฉลองกับพระราชพิธีครั้งนี้ด้วย โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากพระธำมรงค์หมั้นที่เจ้าชายแฮร์รี่ทรงออกแบบ ตรงกลางเป็นเพชรจากสาธารณรัฐบอตสวานา สถานที่แห่งความทรงจำของทั้งสองพระองค์ มีเพชรสองเม็ด ล้อมอยู่ และมีการจัดวางคริสตัลแท้จากสวารอฟสกี้อย่างสวยงาม ตัวเหรียญผลิตด้วยเงินแท้ 99.99% และมาพร้อมแพ็กเกจกล่องสวยงามเชื่อว่าเหรียญทองคำที่ระลึก เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก และแสตมป์ที่ระลึกในพระราชพิธีประวัติศาสตร์ครั้งนี้ต้องเป็นที่ต้องการของตลาดและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคตอย่างแน่นอน

Read More

06/06/2562

เหรียญกษาปณ์ใบเมเปิ้ลทองคำ นวัตกรรมล้ำยุคของ โรงกษาปณ์แคนาดา


เหรียญกษาปณ์ใบเมเปิ้ลทองคำ นวัตกรรมล้ำยุคของ โรงกษาปณ์แคนาดาเหรียญกษาปณ์ใบเมเปิ้ลทองคำ คือความภาคภูมิใจของโรงกษาปณ์แคนาดามาตลอด 40 ปี เพราะเป็นเหรียญกษาปณ์ที่ได้รับการยอมรับในระดับมาตรฐานจากอุตสาหกรรมโลหะมีค่า ในการประเมินเหรียญกษาปณ์ทองคำอื่น ๆ ทั้งหมด ทั้งด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมและความสำเร็จเชิงพาณิชย์เหรียญกษาปณ์ใบเมเปิ้ลทองคำ ปรากฏตัวครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1979 ที่เริ่มมีโครงการทดลอง เปลี่ยนทองคำของแคนาดาให้เป็นเหรียญทองคำบริสุทธิ์ ซึ่งในขณะนั้นแทบไม่มีใครคาดคิดเลยว่า เหรียญกษาปณ์ใบเมเปิ้ลทองคำนี้ จะประสบความสำเร็จและยังคงมีอิทธิพลมาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยยอดขายเกือบ 30 ล้านออนซ์ 40 ปีต่อมา (ค.ศ. 2019 )เหรียญนี้ได้กลายเป็นเหรียญกษาปณ์ทองคำที่ทั่วโลกชื่นชอบ ด้วยชื่อเสียงของเหรียญที่ได้รับจากเกณฑ์มาตรฐานต่าง ๆ ทั้งในแง่ความบริสุทธิ์ที่ไม่มีใครเทียบได้ การสลักขนาดเล็กด้วยเลเซอร์ และเทคโนโลยีป้องกันการปลอมแปลงอย่าง Bullion DNA ทั้งนี้ เจนนิเฟอร์ คาเมลอน รักษาการประธานและซีอีโอของโรงกษาปณ์แคนาดา กล่าวว่า "โรงกษาปณ์แคนาดาภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้สร้างชื่อเสียงให้ตนเองในฐานะที่เป็นผู้นำตลาดระดับโลก ด้วยการยกระดับมาตรฐานด้านความบริสุทธิ์และความปลอดภัยของเหรียญกษาปณ์ใบเมเปิ้ลทองคำมาอย่างต่อเนื่อง" นอกจากนี้ เป็นเหรียญรุ่นฉลองครบรอบ 40 ปีแล้ว เหรียญกษาปณ์ใบเมเปิ้ลทองคำยังเป็นเหรียญกษาปณ์ที่ผลิตขึ้นเพื่อระลึกถึงบุคลากรที่มีความสามารถและช่างประดิษฐ์คิดค้น ซึ่งทำให้โรงกษาปณ์แคนนาดาสามารถผลิตเหรียญกษาปณ์ทองคำที่ดีที่สุดในโลกให้แก่ลูกค้าอีกด้วย เหรียญกษาปณ์ใบเมเปิ้ลทองคำรุ่นพิเศษนี้ ทำด้วยทองคำแท้ที่คัดสรรอย่างมีความรับผิดชอบจากเหมืองทองคำในแคนาดา ด้านหนึ่งเป็นลายแกะสลักภาพใบชูการ์เมเปิ้ล ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของวอลเตอร์ อ็อต สอดประสานกับตัวเลข 40 อย่างประณีตงดงาม โดดเด่น อีกด้าน จำลองพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง ผลงานการออกแบบของซูซานนา บลันท์ อย่างที่คุ้นตากันเป็นอย่างดี โดยมีปี 1979-2019 กำกับอยู่เหรียญกษาปณ์รุ่นพิเศษนี้ผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 15,000 ชิ้นทั่วโลก โดยมีราคาหน้าเหรียญอยู่ที่ 50 ดอลลาร์ และจะจัดจำหน่ายแยกเป็นชิ้น ในหลอด 25 เหรียญ และในรูปแบบกล่องขนาดใหญ่ 500 เหรียญ

Read More

06/06/2562

แคนาดาเปิดตัวเหรียญกษาปณ์ทองคำรุ่นใหม่เพื่อนักลงทุน


แคนาดาเปิดตัวเหรียญกษาปณ์ทองคำรุ่นใหม่เพื่อนักลงทุน โรงกษาปณ์แคนาดา เปิดตัวเหรียญรุ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ เหรียญกษาปณ์ใบเมเปิ้ลทองคำและเงินแบบปั๊มสองครั้ง เหรียญกษาปณ์ทองคำแท้ 99.999% ตระกูล"Call of the Wild" สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาเหรียญกษาปณ์ที่โดดเด่นทั้งในแง่ของความบริสุทธิ์ของทองคำ ความปลอดภัยของราคา และนวัตกรรมในการออกแบบและการผลิต การผลิตเหรียญกษาปณ์ทองคำรุ่นใหม่นี้ก็เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 40 ปีของเหรียญกษาปณ์ทองคำตระกูลใบเมเปิ้ลรุ่นยอดนิยมอันดับต้นๆ ของโลก ทางโรงกษาปณ์แคนาดาจึงได้สร้างสรรค์เหรียญกษาปณ์ในตระกูลใบเมเปิ้ลทองคำนี้เป็นแบบปั๊มสองครั้งเป็นรุ่นแรก นั่นหมายความว่าลวดลายใบชูการ์เมเปิ้ลอันเป็นเอกลักษณ์จะถูกปั๊มลงบนเหรียญ ส่วนอีกด้านที่จำลองพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองนั้นจะนูนขึ้น อันเป็นการออกแบบที่น่าทึ่ง เหรียญกษาปณ์ทั้งตระกูลบเมเปิลนี้ มีพื้นผิวที่โดดเด่นด้วยลายเส้นแผ่รัศมีที่ปั๊มเครื่องอย่างแม่นยำ มาพร้อมกับรูปใบเมเปิ้ลแกะสลักระดับไมโครเพื่อความปลอดภัยในการลองเลียนแบบ ภายในนั้นมีตัวเลข 19 เพื่อแสดงถึงปีที่ผลิต นอกจากนี้ เหรียญรุ่นใหม่ยังผสานเทคโนโลยีป้องกันการปลอมแปลงอย่าง Bullion DNA อันเป็นเอกลักษณ์ของทางโรงกษาปณ์ ส่วนเหรียญรุ่น "Moose" สลักปี 2019 นี้เป็นผลงานใหม่ล่าสุดในตระกูลเหรียญทองคำแท้ 99.999% อย่าง "Call of the Wild" โดยมีราคาหน้าเหรียญอยู่ที่ 200 ดอลลาร์ นับเป็นเหรียญที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายที่มีมูลค่าสูงสุดเมื่อเทียบกับเหรียญกษาปณ์ทองคำหนัก 1 ออนซ์รุ่นอื่น ๆ ทั่วโลก ด้านหนึ่งของเหรียญออกแบบโดยศิลปินชาวแคนาดาชื่อปิแอร์ เลอดุก ซึ่งได้เข้ามาสร้างสรรค์ลวดลายกวางมูสอันน่าเกรงขาม ส่วนเส้นโค้งเบื้องหลังสะท้อนถึงเสียงร้องของกวางมูสอันเป็นเอกลักษณ์ เหรียญกษาปณ์ทองคำรุ่นนี้นำเสนอในแพคเกจคล้ายบัตรเครดิตที่ได้รับการออกแบบเป็นอย่างดี พร้อมใบรับรองความบริสุทธิ์และลายเซ็นของหัวหน้านักวิเคราะห์ค่าความบริสุทธิ์ของทางโรงกษาปณ์ ทั้งนี้ ทางโรงกษาปณ์ไม่ได้เปิดขายเหรียญทองคำและเหรียญเงินให้แก่ประชาชนทั่วไปโดยตรง แต่ผู้ซื้อที่สนใจสามารถติดต่อตัวแทนจำหน่ายเหรียญกษาปณ์ที่เชื่อถือได้ เพื่อสั่งซื้อเหรียญทองคำและเหรียญเงินรุ่นใหม่นี้เพื่อให้เป็นไปตามรูปแบบการจัดจำหน่ายที่บรรดาผู้ออกเหรียญกษาปณ์รายใหญ่ของโลกใช้กันโดยทั่วไป โรงกษาปณ์แคนาดาเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (Crown Corporation) ที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องการผลิตเหรียญกษาปณ์และการจำหน่ายเหรียญหมุนเวียนของแคนาดา โรงกษาปณ์ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในโรงกษาปณ์ขนาดใหญ่และมีความหลากหลายมากที่สุดในโลก โดยให้บริการผลิตภัณฑ์เหรียญหลายประเภทที่มีความเฉพาะเจาะจงและมีคุณภาพสูง รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องในระดับนานาชาติด้วย

Read More

06/06/2562

เหรียญที่ระลึก ในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก


เหรียญที่ระลึก ในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4 พฤษภาคม 2562 กรมธนารักษ์ ได้จัดทำเหรียญในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รวม 3 ประเภท ทั้งทำจากแพลทินัม ทองคำ เงิน และทองแดง คือ เหรียญที่ระลึก เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก และเหรียญที่ระลึกประดับแพรแถบ หรือเหรียญเฉลิมพระเกียรติเพื่อเปิดให้ประชาชนสั่งจองเก็บไว้เป็นที่ระลึกและร่วมเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10รังสรรค์ โชติรังสรรค์ นายช่างศิลปกรรมชำนาญการ ผู้ออกแบบลวดลายบนเหรียญที่ระลึก เล่าว่า ใช้เวลากว่า 1 ปี ในการวางรูปแบบและรายละเอียดของเหรียญที่ระลึกให้สวยงามและลงตัว ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ทรงมีพระราชวินิจฉัยเลือกพระบรมรูปและลวดลายทั้งหมดเพื่อสื่อความหมายเป็นมงคล โดยทุกขั้นตอนการผลิตมีความประณีตละเอียดอ่อน โดยเฉพาะช่วงวาดลวดลาย ซึ่งจะขึ้นรูปด้วยดินน้ำมัน ก่อนทำตัวต้นแบบด้วยปูนปลาสเตอร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าเหรียญปกติ 10 เท่า เพื่อเห็นลวดลายละเอียด ก่อนนำไปผลิตเป็นเหรียญ โดยครั้งนี้มีการผลิตเหรียญที่ระลึกซึ่งมีมูลค่าสูงสุดเท่าที่เคยมีการผลิตมาประเภทเหรียญที่ระลึกมี 3 ชนิดราคาคือ เหรียญที่ระลึกแพลทินัม ถือเป็นเหรียญที่ระลึกที่มีมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการผลิตมา ราคาเหรียญละ 1 ล้านบาท ผลิตจากทองคำขาว เส้นผ่านศูนย์กลาง 6 เซนติเมตร ด้านหน้าเป็นพระบรมรูปรัชกาลที่ 10 ด้านหลังเป็นรูปตราพระราชลัญจกร ข้อความว่า พระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4 พฤษภาคม 2562 บรรจุอยู่ในกล่องไม้ 10 เหลี่ยม สื่อถึงรัชกาลที่ 10 กรมธนารักษ์ ผลิตตามจำนวนจอง แต่ไม่เกิน 1,000 เหรียญ นอกจากเหรียญแพลทินัมราคา 1 ล้านบาทแล้ว ยังมีเหรียญที่ระลึกอีก 2 ชนิดคือเหรียญที่ระลึกเงินรมดำพ่นทรายพิเศษ จำหน่ายเหรียญละ 5,000 บาท และเหรียญที่ระลึกทองแดงรมดำพ่นทรายพิเศษ ราคาเหรียญละ 3,000 บาทเหรียญที่ระลึกประดับแพรแถบ เป็นเหรียญทำด้วยเงิน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 เซนติเมตร ด้านหน้ามีพระบรมรูปรัชกาลที่ 10 ผินพระพักตร์ทางเบื้องขวา ด้านหลังมีรูปตราพระราชลัญจกรประจำพระองค์ โดยรอบประดับด้วยลายไทยประดิษฐ์ ด้านบนมีเลข 10 ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ ราคาเหรียญละ 1,600 บาทเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก มี 3 ชนิดราคาคือ เหรียญกษาปณ์ทองคำขัดเงา ชนิดราคาหน้าเหรียญ 19,000 บาท แต่ราคาจำหน่ายเหรียญละ 40,000 บาท เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเงินขัดเงา ชนิดราคา 1,000 บาท ราคาจำหน่ายเหรียญละ 3,000 บาท และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกโลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคา 20 บาท ประเภทธรรมดา จ่ายแลกเหรียญละ 20 บาท รายได้จากการจำหน่ายเหรียญที่ระลึกดังหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัยต่อไป

Read More

06/06/2562

สร้อยสังวาลทองคำฝังเพชร รางวัลพระราชทานแก่ มือปราบนักเลงนางเลิ้ง


สร้อยสังวาลทองคำฝังเพชร รางวัลพระราชทานแก่ มือปราบนักเลงนางเลิ้ง“มือปราบนักเลงนางเลิ้ง”เป็นหนึ่งในพระนามที่ใช้เรียกขาน “พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์” ผู้มีพระปรีชาสามารถรอบด้าน และมีชีวิตที่โลดโผนหลากหลายรสชาติ แตกต่างจากพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์อื่นๆในพระพุทธเจ้าหลวง แม้กระทั่งการทำภารกิจสืบราชการลับจนได้สร้อยสังวาลทองคำฝังเพชร เป็นรางวัล“มือปราบนักเลงนางเลิ้ง” ได้มาจากภารกิจสืบราชการลับของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เมื่อครั้งดำรงพระยศพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ที่ทรงใช้ชีวิตผจญภัยอย่างลูกผู้ชายทั่วไป ในเวลากลางคืนมักจะเสด็จไปตามโรงยาฝิ่น ร้านขายสุรา และโรงบ่อนต่างๆทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี โดยมี นายเล่ นักเลงโตย่านนางเลิ้งและสะพานเหล็ก ซึ่งมีสมุนเป็นนักเลงจำนวนมากเป็นผู้ติดตามรับใช้ บางครั้งทรงนอนคุยกับพวกสูบฝิ่นอยู่ในโรงยาฝิ่นโดยไม่มีใครรู้ว่าพระองค์เป็นใคร ต่อมาเจ้าพี่เจ้าน้องได้นำเรื่องนี้ไปทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดา ว่ากรมหลวงชุมพรฯประพฤติตนไม่เหมาะสม คบนักเลง กินข้างถนน นอนโรงยาฝิ่น ทำให้เสื่อมเสียถึงราชวงศ์ รัชกาลที่ 5 ยังไม่ทรงเชื่อเรื่องนี้นัก จึงออกสืบหาความจริงด้วยพระองค์เอง ทรงปลอมเป็นราษฎร เสด็จด้วยรถม้าคันเล็กๆไปจอดที่หน้าบ่อนต้นมะขาม นางเลิ้ง แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปตามโรงยาฝิ่นและร้านสุราย่านนั้น พอเสด็จมาถึงหน้าโรงยาฝิ่น ทรงทอดพระเนตรเห็นเสด็จในกรมฯพร้อมด้วยนายเล่ข้าติดตาม ออกมาจากโรงยาฝิ่นพอดีรัชกาลที่ 5 ทรงจับได้คาหนังคาเขา จึงชี้พระหัตถ์ไปที่กรมหลวงชุมพรฯ แล้วรับสั่งว่า “นั่นแน่ อาภากร ประพฤติตนแบบที่เขาฟ้องจริงๆ” เมื่อตามเสด็จกลับไปที่รถม้าแล้ว กรมหลวงชุมพรฯก็ก้มลงกราบพระบาทพระราชบิดาแล้วทูลว่า ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อจะสืบหาข่าว ว่าใครคิดร้ายต่อเสด็จพ่อ คิดกบฏต่อบ้านต่อเมือง หรือจะลักขโมยเข้าปล้นกันที่ไหน จะได้ป้องกันได้ทันท่วงที พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดา ได้ฟังดังนั้นจึงทรงลูบหลังพระโอรสองค์โปรด พร้อมกับรับสั่งว่า “อ้อ อย่างนั้นดอกหรือ” รุ่งขึ้นก็รับสั่งให้เสด็จในกรมฯเข้าเฝ้า และพระราชทานสร้อยสังวาลทองคำฝังเพชร ๑ สาย เป็นรางวัลความดีความชอบที่ออกสืบราชการลับ เสด็จในกรมฯเลยถือโอกาสบรรจุนายเล่เข้ารับราชการเป็นทหารเรือ ยศว่าที่นายเรือตรี มีหน้าที่คอยติดตามเสด็จเวลาออก “สืบราชการลับ” โดยเฉพาะ “พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์”เป็นพระเจ้าลูกยาเธอองค์ที่ 28 ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงเป็นต้นราชสกุล "อาภากร" และทรงเป็นผู้วางรากฐานการบริหารงานของกองทัพเรือทรงได้รับการยกย่องให้เป็น "องค์บิดาของทหารเรือไทย”

Read More

06/06/2562

เกิดอะไรขึ้นเมื่อ อิตาลี จะนำทองคำสำรองออกขาย


เกิดอะไรขึ้นเมื่อ อิตาลี จะนำทองคำสำรองออกขายเมื่อต้นปี 2019 มีข่าออกมาว่า รัฐบาลอิตาลีกำลังพิจารณาแนวคิดที่จะนำทองคำสำรองซึ่งอยู่ในความดูแลของธนาคารกลางอิตาลีออกมาขายเพื่อนำเงินช่วยแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลในปี 2019 นี้ และหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในปี 2020 ส่งผลให้ราคาทองคำล่วงลงทันทีรัฐบาลอิตาลีต้องเผชิญกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณจำนวนมหาศาล ท่ามกลางภาระหนี้ที่มียอดรวมถึง 2.35 ล้านล้านยูโร โดยงบประมาณในปี 2019 นั้น รัฐบาลได้ผ่อนคลายการรัดเข็มขัดด้วยการจัดทำงบประมาณที่ขาดดุลสูงถึง 2.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเห็นส่วนใหญ่ของสหภาพยุโรป (EU) ที่กำหนดให้การขาดดุลงบประมาณไม่ควรเกิน 2%ถึงแม้ว่า ข้อกำหนดของ EU ยันให้ประเทศสมาชิกสามารถมีการขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ของ GDP ในภาวะที่เป็นปกติก็ตาม โดยการปรับลดขาดดุลงบประมาณของอิตาลีลงมาเรื่อยๆ จากครั้งแรกที่เคยตั้งไว้ 3.6% จนปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 2.4% และอาจปรับลดลงสู่ 2%อย่างไรก็ตาม พรรครัฐบาลของอิตาลีกำลังพิจารณาปรับลดตัวเลขเป้าหมายขาดดุลงบประมาณ เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการลงโทษของ EU โดยตลอดเวลาที่๋ผ่านมา EU ปฏิเสธที่จะให้การรับรองงบประมาณของอิตาลีดังกล่าว โดย EU ประกาศจะลงโทษอิตาลี เนื่องจากร่างงบประมาณขาดดุลของอิตาลีสูงกว่าข้อกำหนดตามกฎหมายการเงินของคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งเป็นองค์กรบริหารของ EU ทำให้รัฐบาลอิตาลีต้องเปิดเผยมาตรการปรับลดการขาดดุลงบประมาณ รวมทั้งกำหนดเส้นตายในการบรรลุเป้าหมาย ซึ่งหากอิตาลีไม่ดำเนินการให้ถูกต้องก็จะถูกสั่งปรับจาก EC ทันทีทั้งนี้ รัฐบาลอิตาลีได้จัดทำตัวเลขขาดดุลงบประมาณที่ระดับ 2.4% ของ GDP ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าตัวเลขขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลชุดเดิมที่ระดับ 0.8% ของ GDP แต่รัฐบาลอิตาลีก็ยืนยันว่า แผนการเพิ่มงบประมาณการใช้จ่ายที่สูงขึ้นมากนั้น จะไม่สั่นคลอนต่อเสถียรภาพด้านการเงินของ EU อิตาลีเป็นประเทศที่มีการสำรองทองคำเป็นมากอันดับ 3 ของโลก (มิถุนายน 2561) โดยมีจำนวนถึง 2,534 ตัน หรือคิดเป็นมูลค่า 103,000 ล้านดอลลาร์ในราคาปัจจุบัน หรือราว 100,000 ล้านยูโร จากรายงานของ World Gold Council ระบุว่า Top 10 ประเทศที่ถือครองทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศนั้น ประกอบด้วย สหรัฐถือครองทองคำ 8,407 ตัน เป็นอันดับ 1 ส่วนอับดับ 2 คือ เยอรมนี ถือครองทองคำ 3,483 ตัน อันดับ 3 เป็นอิตาลีถือครองทองคำ 2,534 ตันอันดับ 4-10 นั้น ประกอบด้วย ฝรั่งเศสถือครองทองคำ 2,518 ตัน รัสเซัยถือครองทองคำ 2,184 ตัน จีนถือครองทองคำ 1,904 ตัน สวิตเซอร์แลนด์ถือครองทองคำ 1,075 ตัน ญี่ปุ่นถือครองทองคำ 790 ตัน เนเธอร์แลนด์ถือครองทองคำ 633 ตัน และอินเดียถือครองทองคำ 618. ตัน

Read More

06/06/2562

รูปแบบเครื่องประดับทอง ของคนอินเดียใต้


รูปแบบเครื่องประดับทอง ของคนอินเดียใต้อินเดียใต้เป็นดินแดนที่ครอบคลุมเนื้อที่ 1 ใน 3 ของประเทศมีประชากรราว 260 ล้านคน ปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันในฐานะศูนย์กลางทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเมืองท่าที่เชื่อมต่อกับทะเลอันดามัน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ประชากรมีความเป็นอยู่ค่อนข้างดีและมีกำลังซื้อ แม้ปัจจุบันความเจริญจะพลิกโฉมอินเดียไปมากแต่ในแง่มุมของศิลปวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญายังคงได้รับการอนุรักษ์เอาไว้เป็นอย่างดี สัมผัสได้จากงานสถาปัตยกรรมที่ วรรณกรรม การแสดงพื้นเมือง รวมทั้งชิ้นงานเครื่องประดับที่มีรูปแบบแตกต่างจากเครื่องประดับทั่วไปอันสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมอินเดียใต้ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเครื่องประดับทองคำการผลิตเครื่องประดับในอินเดียใต้นั้นมีมานานหลายร้อยปี โดยเริ่มแรกเป็นการผลิตเพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องบรรณาการและผลิตไว้ใช้สอยเฉพาะในหมู่เชื้อพระวงศ์และชนชั้นสูงของรัฐ ต่อมาเมื่อมีการขยายตัวของเมืองและประชากร ทำให้การบริโภคเครื่องประดับเริ่มกระจายตัวสู่ประชาชนทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเต้นพื้นเมืองและบรรดาสุภาพสตรี ที่มักนิยมนำไปสวมใส่ในพิธีแต่งงาน งานมงคล และงานประจำท้องถิ่น ซึ่งวัสดุที่ใช้ผลิตมีทั้ง ทองคำและเงิน โดยตกแต่งตัวเรือนด้วยเพชร พลอย ทับทิม และมรกต การออกแบบเครื่องประดับยังคงเป็นเอกลักษณ์สำคัญทำให้เครื่องประดับของอินเดียใต้แตกต่างจากที่อื่น เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากศาสนาและความเชื่อประจำท้องถิ่น รวมทั้งการนำเอาสัญลักษณ์ทางโหราศาสตร์ ดวงดาว และราศีมาใช้ในการออกแบบเครื่องประดับด้วย ดังนั้นเครื่องประดับของชาวอินเดียใต้จึงมักสอดแทรกลวดลายหรือรูปแกะสลักของเทพเจ้าตามศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเข้าไปในชิ้นงานด้วยเสมอ ขณะที่เครื่องประดับของอินเดียตอนเหนือและตอนกลาง เน้นการเล่นลวดลายทางธรรมชาติ หรือลวดลายประยุกต์ที่มีความอ่อนช้อยใส่ลงไปในเครื่องประดับ ซึ่งเป็นความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ปัจจุบันเครื่องประดับของอินเดียใต้เป็นหนึ่งในสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยความหลากหลายของช่วงวัยทำให้ฐานผู้บริโภคเครื่องประดับในอินเดียกว้างขึ้น ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมของผู้บริโภคที่จากเดิมนิยมซื้อเครื่องประดับครบชุดไว้เป็นทรัพย์สินหรือใช้ในพิธีการสำคัญต่างๆมาเป็นการใส่เพื่อความสวยงามในชีวิตประจำวัน รูปแบบของเครื่องประดับจึงมีขนาดเล็กลง และใช้เทคนิคการฉลุลายเข้าช่วยเพื่อทำให้ตัวเรือนมีน้ำหนักเบาลง ราคาลดลง และสะดวกสบายต่อการสวมใส่มากขึ้น นอกจากนี้ เพื่อให้เป็นการตอบโจทย์ผู้บริโภคในช่วงวัยและฐานะทางเศรษฐกิจที่หลากหลายยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการจึงพยายามใช้วัตถุดิบประเภททองชุบ หรือเงินมาผสานเข้ากับการออกแบบเครื่องประดับให้มีความร่วมสมัย ปรับลดความอลังการของชิ้นงานลง แต่ยังคงไว้ซึ่งความมีเสน่ห์ ดูมีพลัง และแนวคิดความเชื่อของอินเดียใต้เอาไว้อย่างลงตัว โดยที่สินค้ามีราคาถูกลง เข้าถึงได้ง่าย และใช้ประโยชน์ได้ในหลายโอกาส

Read More

06/06/2562

ลงรักปิดทอง งานหัตถศิลป์ร่วมสมัยจากคนรุ่นใหม่


ลงรักปิดทอง งานหัตถศิลป์ร่วมสมัยจากคนรุ่นใหม่เรารู้จักงานลงรักปิดทอง ลายรดน้ำ กันมานานแล้ว เพราะเป็นหนึ่งในงานหัตถกรรมไทยที่สืบทอดตั้งแต่โบราณโดยมักพบเห็นได้ตามวัดวาอาราม และประตูโบสถ์ที่โดดเด่นด้วยสีดำเหลือบทอง แต่ปัจจุบันงานศิลปหัตถกรรมแบบนี้ได้วิวัฒนาการไปอีกขั้น กลายเป็นงานคราฟต์ร่วมสมัย โดยคนรุ่นใหม่ที่นำรูปแบบของการลงรักปิดทองมาเป็นงานหัตถศิลป์ร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจอัจฉราภรณ์ กล่ำเกลื่อน คือคนรุ่นใหม่ หัวใจคราฟต์เจ้าของผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ ภายใต้ แบรนด์ MAMA Style ที่ผันชีวิตตัวเองจากเด็กจิตรกรรมที่ชื่นชอบงานศิลปหัตถกรรมไทย โดยเฉพาะงานลงรัก ปิดทองจึงเกิดเป็นแนวคิดว่า "จะทำอย่างไร ให้งานศิลปหัตถกรรมไทย และลวดลายที่มีเสน่ห์จากงานลงรัก สามารถเข้าไปอยู่ในใจของใครหลายๆ คน ตลอดจนได้ร่วมชื่นชมผลงานไปพร้อมๆ กัน" จึงได้นำสิ่งที่ชอบทั้ง 2 อย่าง รวมเข้าด้วยกัน เกิดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องประดับ ลงรัก ปิดทอง ที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ เกิดเป็นผลงานที่เต็มไปด้วยความประณีต มีเสน่ห์ และมีความทันสมัย เข้าถึงกลุ่มคนรักคราฟต์รุ่นใหม่ๆ ได้ สำหรับเทคนิคการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ เครื่องประดับ ลงรักปิดทอง ภายใต้แบรนด์ MAMA Style คงไว้ซึ่งความประณีตตามแบบฉบับของงานหัตถกรรมไทย เริ่มตั้งแต่ ใช้น้ำยาหรดาลเขียนลายลงบนอะคริลิก โดยลวดลายที่เขียน เน้นเป็น ลายเส้นไทย ลวดลายต่างๆ ผสมผสานลายไทยประยุกต์ ซึ่งการลงลายเป็นขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำคัญ และต้องอาศัยทักษะความชำนาญ เพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความสร้างสรรค์ และ ดึงดูดใจ จากนั้น เมื่อเขียนเสร็จจะใช้ยางรักมาเช็ดและถอนรักตามขั้นตอนแบบโบราณเสร็จแล้วปิดทองคำเปลวลงบนชิ้นงานและรดน้ำในขั้นตอนสุดท้ายก็เป็นอันเสร็จขั้นตอน และเกิดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องประดับประเภทต่างๆ เช่น ต่างหู สร้อยคอ ชุดเครื่องประดับ ลงรัก ปิดทอง ที่มีความน่าสนใจ สามารถดึงดูดใจของกลุ่มคนรักงานคราฟต์ได้เป็นอย่างดี ผลงานผลิตภัณฑ์เครื่องประดับ ลงรักปิดทองนี้ ได้มีโอกาสเข้าร่วมจัดแสดงและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในงาน Crafts Bangkok 2019 ซึ่งจัดโดย ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT และเป็นหน่วยงานหลักที่ให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์และต่อยอดในงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่การใช้งานในชีวิตประจำวัน ทำคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ทรงคุณค่า ส่งต่องาน ลงรักปิดทอง ที่วิจิตรงดงาม ส่งถึงมือผู้รับ และได้มีโอกาสมองเห็นความสุข ความชื่นชมของผู้ที่ได้ครอบครองงานหัตถกรรมไทย เรียกได้ว่า "สุขทั้งผู้เสพงานศิลป์ และผู้รังสรรค์ผลงาน" ซึ่งนับว่าเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

Read More

06/06/2562

นักวิเคราะห์เชื่อ “ทองคำ” จะฟื้นตัวปลายปี62


นักวิเคราะห์เชื่อ “ทองคำ” จะฟื้นตัวปลายปี62 ราคาทองคำที่ดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดของปี 2562 เมื่อผ่านมา 4 เดือน ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่าหลังจากนี้ราคาจะขยับตัวสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกลับมาซื้อขายอีกครั้งหลังจากวันหยุดอีสเตอร์ โดยราคาทองคำปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่ได้ปรับตัวขึ้น และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะหยุดขึ้นดอกเบี้ยไปจนถึงปีหน้า ซูกิ คูเปอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะมีค่าของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด คาดว่าทองคำจะฟื้นตัวในปีนี้ เพราะแรงซื้อทองคำของธนาคารกลางและดีมานด์ทองคำที่เพิ่มขึ้นจากจีนและอินเดีย น่าจะสนับสนุนให้ราคาทองคำไปอยู่ในระดับที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยคิดว่าราคาทองคำจะอยู่ในช่วงขาขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป โดยคาดว่าในช่วงไตรมาสสี่ทองคำจะมีราคาเฉลี่ยที่ 1,325 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะในตอนนั้นดอลลาร์จะอ่อนตัวลงและผลตอบแทนต่างๆ จะเริ่มลดลงทำให้นักลงทุนหันมาเล่นทองคำมากขึ้น นอกจากนี้ ยังคาดว่าทองคำจะขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1,362 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นราคาปิดสูงสุดในช่วงสามเดือนสุดท้ายของปีที่แล้วได้ ในขณะเดียวกันยังคาดการณ์ว่าราคาทองคำจะยิ่งคึกคักมากขึ้นในปี 2563 โดยมีราคาเฉลี่ย 1,375 ดอลลาร์ ต่อออนซ์ทั้งนี้ก่อนวันหยุดอีสเตอร์ ราคาทองคำในตลาดสปอตปรับตัวขึ้น 0.4% อยู่ที่ 1,279.48 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากที่ก่อนหน้านั้นราคาแตะอยู่ที่ระดับ 1,270.63 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2561 โดยทองคำได้ปรับตัวลง เป็นสัปดาห์ที่สี่ติดต่อกัน ส่วนตราสารทองคำในสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 0.5% อยู่ที่ 1,281.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์นักวิเคราะห์ของฟิลิป ฟิวเจอร์ กล่าวว่าราคาทองคำเริ่มขยับตัวสูงขึ้นหลังจากได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง(ก่อนวันหยุดอีสเตอร์) เป็นเพราะมีการซื้อโดยนักลงทุนจำนวนหนึ่งทำให้ราคาสูงขึ้น นอกจากนี้ ราคาทองคำยังปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันหลังจากที่มีความตึงเครียดมากขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยมีการคาดการณ์ว่าสหรัฐฯ จะประกาศห้ามนำเข้าน้ำมันอิหร่านทั่วโลก อย่างไรก็ดีราคาทองคำยังปรับตัวขึ้นได้จำกัดเนื่องจากดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินปอนด์ หลังจากที่ข้อมูลชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจจะโตเพิ่มขึ้น

Read More

06/06/2562

มหัศจรรย์พระพุทธรูปทรงเครื่องทองสำริด วัดหน้าพระเมรุ


มหัศจรรย์พระพุทธรูปทรงเครื่องทองสำริด วัดหน้าพระเมรุวัดหน้าพระเมรุ เป็นเพียงไม่กี่วัดในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่รอดพ้นการถูกทำลายจากพม่า เนื่องด้วยตั้งอยู่ใกล้พระราชวังหลวงและพม่าใช้วัดนี้เป็นที่ตั้งกองทัพ ทำให้วัดหน้าพระเมรุและพระพุทธรูปทรงเครื่องที่ทำจากทองสำริดซึ่งพระประธานในพระอุโบสถนามพ่อพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ ยังมีสภาพสมบูรณ์สวยงามมาจนถึงปัจจุบันพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ทรงเครื่องใหญ่มหาจักรพรรดิ์ หล่อด้วยทองสำริดลงรักปิดทอง หน้าตักกว้างประมาณ 4.5 เมตร สูงประมาณ 6 เมตร พระอิริยาบถประทับนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาวางคว่ำบนพระชานุ (เข่า)ซึ่งเครื่องทรงของพระพุทธรูปนั้นมีลวดลายละเอียดอ่อนช้อย งดงามอย่างหาที่ติไม่ได้ด้วยรูปแบบพุทธศิลป์เป็นการผสมผสานคติความเชื่อแบบเทวราชาของขอมและธรรมราชาของกรุงศรีอยุธยา พระพักตร์ของพระพุทธรูปมีลักษณะค่อนข้างดุดัน พระเนตรยาวเรียว พระนาสิกโด่งงุ้ม และพระโอษฐ์กว้าง เป็นพระพักตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ สันนิษฐานกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น โดยพระองค์อินทร์ ในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (ในรัชการที่ 10) แห่งกรุงศรีอยุธยา และได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และ วัดหน้าพระเมรุแห่งนี้ยังได้รับการบูรณะอีกครั้งในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ มีเรื่องเล่าถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถไว่ว่า เมื่อคราวสมเด็จพระเจ้าอะลองพญาของพม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อพ.ศ.2303 นั้น พม่าได้ยกเอาปืนใหญ่มาตั้งที่วัดพระเมรุราชิการาม กับวัดหัสดาวาส (วัดช้าง) พระเจ้าอะลองพญาทรงจุดปืนใหญ่หมายจะทำลายกรุงศรีอยุธยาด้วยพระองค์เอง แต่บังเกิดความอัศจรรย์ขึ้นในขณะที่พระองค์จุดชนวนนั้น ปืนใหญ่ได้เกิดระเบิดขึ้นจนทำให้ปากกระบอกปืนแตก สะเก็ดระเบิดลุกเป็นไฟต้องพระวรกายบาดเจ็บสาหัส วันรุ่งขึ้นพม่าเห็นท่าไม่ดีจึงยกทัพกลับไปทางเหนือแต่ยังไม่ทันพ้นเมืองตาก พระเจ้าอะลองพญาก็สิ้นพระชนม์ระหว่างทางความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถนี้รับยกย่องให้เป็นพระผู้มีชัยชนะเหนือหมู่มาร ทั้ง 3 โลก และได้รับการบอกเล่าต่อกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้ผู้คนเดินทางไปกราบสักการะขอพรและชื่นชมความงดงามขององค์หลวงพ่อเป็นจำนวนมาก

Read More

06/06/2562

เปิดตำนานพระผุดแห่งวัดพระทอง


เปิดตำนานพระผุดแห่งวัดพระทองวัดพระทอง เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของเกาะภูเก็ต ในตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย แต่เดิมที่ตั้งของวัดพระทอง เป็นทุ่งนากว้างมีลำคลอง ไหลผ่าน มีทุ่งหญ้าให้ชาวเมืองถลางไว้เลี้ยงวัว ควาย เรียกว่า ทุ่งนาใน และเป็นที่ประดิษฐานพระผุดอันโด่งดังของเมืองไทย บางครั้งจึงเรียกวัดพระทอง ว่า วัดพระผุด สำหรับความเป็นมาของพระผุดนั้น ยังไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด มีแต่คำบอกเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ที่เป็นคนไทยและคนจีนที่เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองไทยเป็นเวลานาน และมีนิทานที่เล่าต่อๆ กันมาว่า มีเด็กจูงควายไปกินหญ้ากลางทุ่งนา และเอาเชือกผูกล่ามไว้กับพระเกตุมาลา เพราะคิดว่าเป็นตอไม้ พอกลับถึงบ้านเด็กตาย ควายก็ตาย ต่อมาพ่อของเด็กฝันถึงเหตุที่เด็กและควายตาย เนื่องจากลูกชายเอาเชือกล่ามควายไปผูกกับพระเกตุมาลา รุ่งขึ้นไปดูจึงรู้ว่าเป็นพระพุทธรูป แต่จากบันทึกของท่านพระครูสุวรรณพุทธาภิบาลเจ้าอาวาสวัดพระทอง เมื่อปี พ.ศ.2516 ระบุว่า หลวงพ่อพระทองหรือพระผุดนั้น เป็นพระพุทธรูป ผุดเพียงพระเกตุมาลา สูงประมาณ 1 ศอก คนจีนเรียกว่า "ภู่ปุ๊ค" (พู่ฮุก) เพราะคนจีนเชื่อกันว่า พระผุด มาจากเมืองจีน คนจีนในภูเก็ต พังงา ตะกั่วป่า ท้ายเหมือง และกระบี่ ต่างเคารพนับถือพระพุทธรูปองค์นี้มาก เมื่อถึงเทศกาลตรุษจีนก็พากันมานมัสการ เป็นประเพณีมาจนถึงทุกวันนี้เหตุที่คนจีนอ้างว่า พระผุด มาจาดเมืองจีนก็มาจากเรื่องที่เล่าต่อ ๆ กันมาว่า เมื่อสมัยสองพันปีเศษ เมืองเซี่ยงไฮ้ของจีนมีพระพุทธรูป 3 องค์ โดยตระกูลเจ้าเมืองของจีน 3 พี่น้อง เป็นผู้สร้างพระพุทธรูปทองคำ 3 องค์ เล่ากันว่า พี่องค์แรกครองเมือง 25 ปี ไม่มีมเหสีและโอรสธิดา เมื่อสวรรคตองค์น้องที่สองได้ขึ้นครองราชย์ เก็บทองคำทั้งหมดหล่อเป็นพระพุทธรูป ไว้บูชาแทนองค์แรก องค์ที่ 2 ครองราชย์อยู่ 23 ปี ก็สวรรคต องค์น้องสุดท้องขึ้นครองราชย์ และเก็บเอาทองคำขององค์ที่ 2 ทั้งหมด หล่อเป็นพระพุทธรูป ซึ่งใหญ่กว่าองค์แรกเป็นพระพุทธรูปไว้บูชาแทนองค์กลาง น้ององค์ที่ 3 ครองราชย์ได้ 8 ปี ก็สวรรคต เจ้าต่างเสวยราชย์ต่อจากองค์ที่ 3 ก็เก็บเอาทองของพระเจ้าแผ่นดินมาหล่อเป็นพระพุทธรูป รวมเป็นพระพุทธรูป 3 องค์ เป็นพระพุทธรูปที่สวยงามมาก ต่อมาเซี่ยงไฮ้ได้เสียให้แก่ชนชาวธิเบต ชาวธิเบตได้นำเอาพระพุทธรูป 1 ใน 3 องค์ ลงเรือมาทางทะเลเข้ามาทางมหาสมุทรอินเดียเพื่อไปประเทศธิเบต เรือเกิดล่ม พายุพัดเข้ามาชายฝั่งพังงา เรือจมลงมีการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกบริเวณเรือจม กลายเป็นเกาะในเวลาต่อมา บริเวณใกล้องค์พระพุทธรูป มีลำคลองไหลผ่าน เมื่อฝนตกหนักน้ำท่วมเซาะดินให้ต่ำลง หลวงพ่อก็โผล่ให้เห็นเพียงพระเกตุมาลา ส่วนองค์พระนั้นคงอยู่ใต้ดินยังขุดไม่ได้ ขณะที่ประวัติอีกหนึ่งเล่าว่า เมื่อคราวศึก พระเจ้าปะดุง ยกพลมาตีเมืองถลาง พ.ศ. 2328 ทหารพม่าพยายามขุดพระผุดเพื่อนำกลับไปพม่า แต่ขุดลงไปคราวใดก็มีฝูงแตนไล่ต่อย จนต้องละความพยายาม ต่อมาชาวบ้านได้นำทองหุ้มพระพุทธรูปที่ผุดจากพื้นดินเพียงครึ่งองค์ ดังปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบัน

Read More

06/06/2562

ปิดตำนานเหมืองทองคำในเมืองไทย


ปิดตำนานเหมืองทองคำในเมืองไทยมีบันทึกทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่าประเทศไทยมีการทำเหมืองแร่มาตั้งแต่ สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวของรัชกาลที่ 4แต่เป็นการทำเหมืองดีบุกแทบทั้งหมด จนมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ใน พ.ศ 2544 ได้มีการตราพระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่ ร.ศ.120 ขึ้นซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองการใช้ทรัพยากร หรือ การทำเหมืองแร่ โดยจะต้องได้รับอนุญาตจากทางหลวงเสียก่อน รวมไปถึงกำหนดหลักเกณฑ์การทำเหมือง และ มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ครอบคลุมการทำเหมืองแร่ทุกชนิดทั้ง ดีบุก ถ่านหิน ทรายแก้ว สังกะสี หิน และเหมืองแร่ทองคำ ประเทศไทยมีแหล่งเหมืองแร่อยู่ 9 บริเวณ ได้แก่พื้นที่จังหวัดเลย จนไปถึง จังหวัดหนองคาย โดยบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ดำเนินการเหมืองแร่ทองคำ เงิน และทองแดง บริษัท พรหมมังกร จำกัด ต.จอมศรี อ.เชียงคาน จ.เลย ทำเหมืองเหล็ก พื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ไปจนถึงจังหวัดสระแก้ว บริษัท ผ.เพิ่มพูน จำกัด ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรีทำเหมืองหินปูน และบริษัท พี.ที.เอ.คอนสตรัคชั่น จำกัด ต.ไทยอุดม อ.คลองหาด จ.สระแก้ว ทำเหมืองหิน พื้นที่จังหวัดแพร่ จนไปถึงจังหวัดลำปาง ทำเหมืองถ่านหิน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อเหมืองแม่เมาะพื้นที่จังหวัดเชียงรายโดยบริษัท ภาคยภูมิเชียงราย จำกัด บริษัท เชียงราย เอส.เอส.พี. จำกัด และบริษัท เชียงรายแลนด์แอสโซซิเอทส์ จำกัด ทำเหมืองแร่ และเหมืองหิน พื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จนไปถึง จังหวัดชลบุรี และ จันทบุรี โดยบริษัทสมพงษ์ไมน์นิ่ง ทำเหมืองดีบุกและเหมืองทองคำ พื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนไปถึง จังหวัดชุมพร โดยบริษัท เทพาพร จำกัด ทำเหมืองทรายแก้ว พื้นที่จังหวัดเลย โดยบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลยทำเหมืองทองคำ เงิน และทองแดง พื้นที่จังหวัดนราธิวาส จนไปถึง จังหวัดยะลา โดยบริษัทเหมืองแร่ปิ่นเยาะและถ้ำทะลุ ทำเหมืองดีบุก และบริษัทชลสิน ทำเหมืองทองคำ พื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยเหมืองแร่พลอยไพลินทำเหมืองพลอย พื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จนไปถึง จังหวัดลพบุรี ทำเหมืองแร่ทองคำโดยบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด อย่างไรก็ตามเมื่อหลายปีก่อนเหมืองแร่ทองคำในประเทศไทย เริ่มทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากสารพิษระหว่างการทำงานของเหมืองส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนรอบเหมือง ทำให้รัฐบาลต้องสั่งปิดเหมืองลงเรื่อยๆ และเมื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งระงับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำทั่วประเทศ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2560 ทำให้ตำนานเหมืองแร่ทองคำในประเทศไทยต้องปิดลงอย่างถาวร เมื่อบริษัทบริษัทอัคราฯ ซึ่งทำเหมืองแร่ทองคำรายสุดท้ายของไทยพื้นที่ 3,000 ไร่ที่จังหวัดพิจิตรต้องยุติการดำเนินงานในวันที่ 31 ธ.ค. 2559 ปิดตำนานเหมืองทองคำในเมืองไทยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

Read More

06/06/2562

สร้างพระทองคำ ถวาย ร.10 ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก


สร้างพระทองคำ ถวาย ร.10 ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเททองหล่อพระพุทธรูปทองคำ เมื่อเวลา 15.30 น. ของวันที่ 20 เมษายน 2562 ที่ผ่านมาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้รับพระราชทานพระราชานุญาต ให้จัดสร้างพระพุทธรูปทองคำปางห้ามญาติ ซึ่งเป็นปางประจำวันจันทร์ อันเป็นวันพระราชสมภพ โดยมีความสูงจากพระบาทจรดพระรัศมีรวม 10 นิ้วเท่าเลขรัชกาล สร้างด้วยศิลปะรัตนโกสินทร์ พร้อมฉัตรทองคำ 7 ชั้นกางกั้น น้ำหนักทองคำรวม 5 กิโลกรัมเศษ เพื่อถวายเป็นของเฉลิมพระขวัญในมหามงคลสมัยพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค มาทรงบูชาพระรัตนตรัยและทรงสวมพระรัศมีทองคำลงยาราชาวดี(ฉัพพรรณรังสี) ถวายพระพุทธอังคีรสประธานพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามในวันที่5 พฤษภาคม2562 เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระราชวินิจฉัยแบบพระพุทธรูป พร้อมพระราชทานแผ่นทองคำ ที่ทรงเจิมและทรงตั้งพระราชสัตยาธิษฐานแล้ว เพื่อเชิญมาหล่อพระพุทธรูปดังกล่าวด้วยในสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 9 มีการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาแล้ว 11 ครั้ง พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในวันที่ 4-6 พ.ค.2562 เป็นครั้งที่ 12 ซึงการเตรียมการ ลำดับพระราชพิธี ตลอดจนคติต่างๆ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกได้รับการสืบทอดมายาวนานหลายร้อยปี และแม้ว่าพระราชอำนาจบางอย่างอาจเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคม แต่วัฒนธรรมประเพณีอันเนื่องด้วยพระราชพิธีสำคัญยังคงสืบสานต่อมาตราบเท่าทุกวันนี้ นอกจากการสร้างพระทองคำเพื่อเฉลิมพระขวัญในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ยังมีเหตุการณ์และสิ่งน่าสนใจที่จะเกิดขึ้นอีกหลายสิ่ง เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษกใน พ.ศ. 2562 นี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 69 ปี หลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 พิธีสรงพระมุรธาภิเษก (การรดน้ำที่พระเศียร) เป็นขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ถือเป็นการเปลี่ยนพระราชสถานะสู่ความเป็นพระมหากษัตริย์ และพิธีรับน้ำอภิเษก (การรดน้ำที่พระหัตถ์) โดย- น้ำมุรธาภิเษก มาจากสระน้ำ 4 สระ ในจังหวัดสุพรรณบุรี และน้ำจากแม่น้ำสำคัญทั้งห้า หรือ "เบญจสุทธคงคา" คือ แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำราชบุรี และแม่น้ำเพชรบุรี- น้ำอภิเษก มาจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ของ 76 จังหวัด และน้ำศักดิ์สิทธิ์จากหอศาสตราคม ในพระบรมมหาราชวัง 1 แหล่งน้ำการสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ หนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ (เครื่องหมายแห่งความเป็นพระมหากษัตริย์) ทำด้วยทองลงยาประดับเพชร น้ำหนัก 7.3 กิโลกรัม การแสดงพระปฐมบรมราชโองการ หลังจากทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์และพระแสง ซึ่งตามหมายกำหนดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 10 พิธีถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์จะมีขึ้นในช่วงเช้าวันที่ 4 พ.ค. (ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม") เป็นสิ่งที่พสกนิกรชาวไทยเฝ้ารอฟังและจะได้รับการบันทึกไว้อีกยาวนาน

Read More

06/06/2562

สุดยอดมงกุฎจาก 7 ราชวงศ์ยุโรป


สุดยอดมงกุฎจาก 7 ราชวงศ์ยุโรปมงกุฎของราชวงศ์ต่างๆทั่วโลกเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น นอกจากมีความสำคัญ มีคุณค่าแล้วยังมีแง่มุมทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจและมีความงดงามที่มิอาจประเมินค่าได้เพราะล้วนทำจากของมีค่าไม่ว่าจะเป็นทองคำ เพชร อัญมณีและรัตนชาติต่างๆ และมงกุฎราชวงศ์ที่ทำให้ผู้คนต้องตื่นตะลึงก็น่าจะมาจาก7 ราชวงศ์นี้ราชวงศ์ สวีเดน กับมงกุฎที่ชื่อว่า Empress Josephine’s Cameo Tiara มงกุฎองค์นี้จักรพรรดินโปเลียนแห่งฝรั่งเศสทรงสั่งทำขึ้นเพื่อพระราชทานเป็นของขวัญแด่จักรพรรดินีโจเซฟิน พระมเหสีของพระองค์ในปี 1809 ตัวมงกุฎทำด้วยทองคำ ไข่มุก และหินที่ออกแบบเป็นรูปนูนสูงอยู่ด้านหน้าตรงกลาง โดยแกะเป็นรูปคิวปิด เทพแห่งความรัก และนางไซคี จากตำนานเทพปกรณัมกรีก ทำให้ดูสวยงามแปลกตาไม่เหมือนใคร ปัจจุบันอยู่ในการครอบครองของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน และได้ประทานให้แก่พระราชินีในเวลานี้ราชวงศ์สเปน กับมงกุฏ Mellerio Floral Tiara ทำขึ้นในปี 1879 โดยกษัตริย์อัลฟองโซ่ที่ 12 เพื่อพระราชทานเป็นของขวัญวันอภิเษกสมรสแก่สมเด็จพระราชินีนาถมาเรีย คริสติน่า พระมเหสีองค์ที่ 2 ของพระองค์ ตัวมงกุฎออกแบบเป็นลวดลายดอกไม้และเถาไม้เลื้อย ประดับด้วยเพชร ทองคำ และเงิน สามารถถอดก้านมงกุฎออกเพื่อใส่เป็นสร้อย หรือทำเป็นเข็มกลัดก็ได้ราชวงศ์เดนมาร์ก กับมงกุฏ The Pearl Poire Tiara กษัตริย์เฟรเดอริค วิลเฮล์มที่ 3 แห่งปรัสเซีย ทรงสั่งทำมงกุฎองค์นี้ที่เบอร์ลินในปี 1825 เพื่อพระราชทานเป็นของขวัญวันเสกสมรสแด่พระราชธิดาของพระองค์ตัวมงกุฎถูกออกแบบให้มีลวดลายเป็นเส้นโค้งประดับเพชร มีไข่มุกทรงหยดน้ำห้อยตรงส่วนโค้งทั้งหมด 18 เม็ด ปัจจุบันอยู่ในการครอบครองของสมเด็จพระราชินีนาถมาเกรเธ่ ซึ่งพระองค์ทรงสวมมงกุฎนี้ในเวลาที่เสด็จออกงานพระราชพิธีสำคัญเสมอๆมงกุฎของราชวงศ์เดนมาร์กอีกองค์ชื่อ Danish Ruby Parure Tiara เป็นมงกุฎรูปทรงพวงมาลัยประดับเพชรและทับทิม มาพร้อมเครื่องเพชรเข้าชุดกัน ปัจจุบันเจ้าหญิงแมรี่แห่งเดนมาร์กทรงสวมออกงานเป็นประจำราชวงศ์กรีซ กับRuby Olive Leaf Tiara ตัวมงกุฎมีลวดลายเป็นเถาโอลีฟ ประดับด้วยทับทิมสีแดงเลือดนกพิราบ และใบไม้ประดับด้วยเพชร ปัจจุบันสมเด็จพระราชินีแอน-มารี จะทรงสวมมงกุฎองค์นี้ในงานพิธีสำคัญต่างๆเสมอมงกุฎของราชวงศ์กรีซอีกองค์หนึ่งชื่อ Emerald Parure Tiara เป็นมงกุฎมรกตที่มีประวัติเริ่มต้นในปี 1867 เป็นที่เลื่องลือมากถึงความงดงามอลังการของมรกตแต่ละเม็ดที่ประดับอยู่ ซึ่งสมเด็จพระราชินีแอน-มารีแห่งกรีซคือผู้ทรงครอบครองมงกุฎองค์นี้ในปัจจุบันราชวงศ์อิตาลี กับ Diamond and Pearl Tiara by Musy มงกุฎองค์นี้งดงามด้วยลวดลายเป็นเถาไม้เลื้อยประดับเพชร และมีไข่มุกเม็ดใหญ่ประดับโดยรอบ ทำขึ้นมาในปี 1904 เพื่อเฉลิมฉลองการประสูติของเจ้าชายอัมเบอร์โต พระโอรสในสมเด็จพระราชินีเอเลน่ากับกษัตริย์วิคเตอร์ เอมมานูเอลที่ 3 แห่งอิตาลี ผู้ครอบครองมงกุฎนี้คือ มารีน่า มกุฎราชกุมารีแห่งอิตาลี เจ้าหญิงแห่งเนเปิ้ลส์ราชวงศ์เนเธอร์แลนด์ กับ The Dutch Sapphire Tiara กษัตริย์วิลเล็มที่ 3 แห่งเนเธอร์แลนด์ ทรงสั่งทำเมื่อปี 1881 เพื่อพระราชทานแก่สมเด็จพระราชินีเอ็มม่าพระมเหสีทำด้วยแพลตตินั่ม ประดับแซฟไฟร์สีน้ำเงิน 33 เม็ด และเพชรอีก 655 เม็ด โดยถูกออกแบบให้คล้ายคลึงกับโบสถ์ที่สวยงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบกอธิคที่หน้าต่างบุกระจกสีสันสดใส ทั้งหมดนี้คือมงกุฎ 8 องค์ จาก 7 ราชวงศ์ ที่คนทั่วไปอยากมีโอกาสได้เห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต

Read More

06/06/2562

ทองคำ 13 ตัน กับโครงการผ้าป่าช่วยชาติของหลวงตามหาบัว


ทองคำ 13 ตัน กับโครงการผ้าป่าช่วยชาติของหลวงตามหาบัวเชื่อว่าหลายคนยังจำ โครงการผ้าป่าช่วยชาติ ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน กันได้ โครงการนี้ สืบเนื่องมาจากการที่ประเทศไทยประสบวิกฤติทางการเงินจากการโจมตีค่าเงินบาทหรือวิกฤติต้มยำกุ้ง หลวงตาบัวจึงดำริที่จะช่วยชาติโดยเชิญชวนคนไทย ร่วมกันบริจาคทองคำ เงินดอลลาร์ เงินสกุลต่างประเทศ และเงินบาท เพื่อช่วยชาติบ้านเมืองที่กำลังประสบสภาวะเศรษฐกิจและสังคมตกต่ำให้ฟื้นฟูและผ่านพ้นไปได้ โดยเงินทองที่ได้มาจากการบริจาคทั้งหมด ยกให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อนำเข้าคลังหลวงโครงการผ้าป่าช่วยชาติได้รับเงินบริจาคเป็นปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2541 เป็นเงิน 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ และเริ่มดำเนินโครงการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2541 โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเป็นประธานเปิดโครงการในครั้งนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานว่า การทอดผ้าป่าช่วยชาติมีทั้งสิ้น 16 ครั้ง ตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อปี 2541 จนถึงวันปิดโครงการเมื่อปี 2554 มีทองคำแท่งเข้าสู่คลังหลวงรวมทั้งสิ้น 1,040 แท่งน้ำหนักรวม 13,000.05 กิโลกรัม คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 19,188,413,280 บาท ขณะเดียวกันเมื่อนำไปรวมกับเงินดอลลาร์สหรัฐที่มาจาก โครงการเดียวกัน และมีการนำเข้าสู่คลังหลวงไปก่อนหน้านี้แล้วจำนวน 10,214,600 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยจำนวน 306,965,073.36บาท จะรวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 19,495,378,353 บาท แม้จะมีการปิดโครงการอย่างเป็นทางการไปแล้ว แต่การมอบทองคำเงินและสินทรัพย์อื่นๆเพื่อสมทบเข้าเป็นทุนสำรองเงินตราตามเจตนารมณ์ของหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ยังมีการทำต่อเนื่องกันมาเป็นระยะโดยคณะศิษยานุศิษย์ และผู้เลื่อมใสศรัทธา เป็นจำนวนถึง 23 ครั้งแล้ว (นับถึงวันที่30 เมษายน 2561 ) รวมเป็นเงินและสินทรัพย์ที่รับมอบให้ธนาคารแห่งประเทศไทยแบ่งเป็นทองคำแท่งน้ำหนักรวมประมาณ 13,043 กิโลกรัม และเงินตราต่างประเทศจำนวน 10,457,159.63 ดอลลาร์สหรัฐทั้งนี้ ทองที่มอบให้เป็นทองคำบริสุทธิ์ 99.99 % ตามมาตรฐานสากล แต่ละแท่งมีน้ำหนัก 12.5กก. ซึ่งพระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานีได้พูดถึงความร่วมแรงร่วมใจของคนไทยที่มีต่อโครงการนี้ไว้ว่า "ทองคำที่ทุกอณูของมวลสาร มีพลังแห่งความรักชาติ และมีอานุภาพของพระพุทธศาสนา พระบารมีของพระมหากษัตริย์เจ้า ผสมผสานเกาะกุมยึดเหนี่ยวร่วมกันอยู่ในเนื้อทองคำเหล่านี้ด้วย" ทุนสำรองเงินตรา คือ สินทรัพย์ที่ใช้หนุนหลังธนบัตรออกใช้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องรักษาและกันไว้ต่างหากจากทรัพย์สินอื่นๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในค่าของธนบัตรและเป็นหลักประกันว่าการออกใช้ธนบัตรมีขอบเขตอยู่เท่ากับสินทรัพย์ที่จะมาเป็นทุนสำรองเงินตรา

Read More

06/06/2562

มงกุฎทองคำ หายไปได้คืน


มงกุฎทองคำ หายไปได้คืนมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2019 ที่ผ่านมาเมื่อสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า มงกุฎทองคำของราชวงศ์สวีเดน 2 องค์ และลูกโลกประดับกางเขน ที่ถูกขโมยหายไปจากวิหารในเมืองสแตร็งนาส ประเทศสวีเดน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีก่อน (2018) ถูกพบแล้วในถังขยะ ทางการสวีเดน แถลงเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ว่า พบมงกุฎล้ำค่าในศตวรรษที่ 17 และลูกโลกประดับกางเขน ถูกทิ้งอยู่ในถังขยะใบหนึ่งใกล้กับกรุงสต็อกโฮล์ม หลังจากคนร้ายทุบกระจกเข้าไปบริเวณที่เก็บเครื่องราชกุธภัณฑ์ ของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 9 และพระราชินีคริสตินา พระชายา เมื่อเดือนกันยายน ป2018 แล้ว กวาดเอามงกุฎ 2 องค์กับลูกโลกประดับกางเขนไป 1 ลูก โดยสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 9 เสด็จสวรรคตเมื่อปี ค.ศ.1611 ส่วนสมเด็จราชินีคริสตินา เสด็จสวรรคตเมื่อปี 1625 ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆของพระองค์จึงเป็นสิ่งที่มิอาจประเมินค่าได้หลังเกิดเหตุตำรวจสวีเดนและอินเตอร์โพลร่วมกันไล่ล่าแกงค์คนร้ายที่คาดว่ามีมากกว่าหนึ่งคน โดยส่งเฮลิคอปเตอร์หลายลำ ทีมลาดตระเวน และสุนัขดมกลิ่นออกไล่ล่าจน สามารถการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยวัย 22 ปี ได้ตอนปลายเดือนมกราคมและถูกดำเนินคดี คาดว่าการพบมงกุฎทองคำถูกทิ้งในถังขยะ ก็เนื่องจากการขโมยในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง ภาพถ่ายถูกเผยแพร่ไปทางหน้าสื่อต่างๆ การจะนำของเหล่านี้ออกขายจึงเป็นไปไม่ได้เลย และคนร้ายคงหาผู้ซื้อได้ยาก มงกุฎทองคำเป็นหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่เคยถูกฝังไปพร้อมกับพระบรมศพของพระเจ้าคาร์ลที่ 9 และสมเด็จพระราชินีนาถคริสตีนาแห่งสวีเดน เมื่อปีค.ศ.1611 แต่ภายหลังได้ถูกนำขึ้นมาจัดแสดงไว้ภายในมหาวิหารสแตรงแนส ซึ่งอยู่ในเมืองสแตรงแนส ห่างจากกรุงสตอกโฮล์มไปทางทิศตะวันตก 100 กิโลเมตร โดยมงกุฎของพระเจ้าคาร์ลนั้นทำด้วยทองคำ ประดับคริสตัลและไข่มุก ส่วนมงกุฎของพระราชินีซึ่งมีขนาดเล็กกว่า ทำด้วยทองคำ อัญมณี และไข่มุก ในอดีตเคยเกิดการโจรกรรมสมบัติของราชวงศ์สวีเดนมาแล้ว เมื่อปี 2556 เครื่องราชกกุธภัณฑ์ของพระเจ้าโยฮันที่ 3 ซึ่งฝังรวมกับพระบรมศพ ถูกขโมยไปจากมหาวิหารวาสเตราส แต่หลายวันต่อมาสิ่งของเหล่านี้ถูกพบอยู่ในถุงใส่ขยะวางไว้ข้างถนนในชนบท โดยตำรวจได้รับเบาะแสจากบุคคลนิรนาม ไม่น่าเชื่อว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งหลังเวลาผ่านไปนานกว่า 400 ปี

Read More

06/05/2562

มงกุฎหนามศักดิ์สิทธิแห่งนอเทรอดาม ที่ถูกไถ่ถอนด้วยทองคำ


มงกุฎหนามศักดิ์สิทธิแห่งนอเทรอดาม ที่ถูกไถ่ถอนด้วยทองคำเหตุอัคคีภัยครั้งรุนแรงที่มหาวิหารนอเทรอดามในครั้งนี้ มีเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจเผยแพร่ตามมาเป็นระยะ นอกเหนือจาก สถาปัตยกรรมของมหาวิหารแล้วก็มีเรื่องราวของศิลปวัตถุอีกหลายชิ้น ที่รอดพ้นจากเปลวเพลิงในครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นไม้กางเขนทองคำ ไก่ทองเหลือง ภาพเขียนต่างๆ รวมถึง มงกุฎหนาม ตะปูตรึงกางเขน และเศษไม้กางเขน ที่ถูกไถ่ถอนกลับมาด้วยทองคำจำนวนมากในสมัย พระเจ้าหลุยส์ที่ 9 แห่งฝรั่งเศสเฟสบุกของ ตรีภพ เที่ยวตรง ได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า มงกุฎหนาม นี้เชื่อกันว่าถูกวางไว้บนศีรษะของพระเยซูในขณะที่พระองค์ถูกตรึงกางเขน เปลี่ยนมือผู้เก็บรักษาไปหลายคน ตั้งแต่เยรูซาเล็ม ไปจนถึงดินแดนของจักรวรรดิไบแซนไทน์ ขณะนั้นมงกุฎมีอายุมากกว่า 1,000 ปี และยังคงได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดี แต่หนามบนมงกุฎได้ถูกหักออกแจกจ่าย ให้แก่เหล่ากษัตริย์ในยุคนั้น ด้วยความเชื่อว่าเป็นเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ กระทั่งถึงรัชสมัยของพระเจ้าบอลด์วินที่ 2 จักรวรรดิประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและเป็นหนี้มหาศาล พระองค์จึงนำทรัพย์สินของมีค่าไปจำนำกับพวกพ่อค้าเวนิส เพื่อแลกกับเงิน ต่อมาพระเจ้าหลุยส์ที่ 9 แห่งฝรั่งเศส ทรงรับทราบว่า มงกุฎหนาม ถูกนำไปจำนำรวมกับทรัพย์สินอื่น ๆพระองค์จึงนำทองจำนวนมากมาไถ่เอามงกุฎหนามออกมา และอัญเชิญกลับมาที่ฝรั่งเศส จากนั้นพระองค์ได้ทรงหักหนามบนมงกุฎ แล้วนำออกแจกจ่ายเป็นของกำนัลแก่ผู้นำประเทศพันธมิตรต่าง ๆ ส่วนตัวมงกุฎได้มีการสร้างที่ครอบเอาไว้ และพระองค์ได้ทรงสั่งให้สร้างวิหารเอาไว้เก็บรักษามงกุฎจนกระทั้งคริสต์ศวรรษที่ 19 เมื่อเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส สมบัติของกษัตริย์และราชวงศ์ได้มีการถูกรื้อค้น จนพบมงกุฎหนามชิ้นนี้ จึงตกลงกันให้นำไปเก็บรักษาที่มหาวิหารนอเทรอดาม และอยู่มาจนถึงปัจจุบัน โดยวัตถุชิ้นนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าทั้งทางศาสนาและประวัติศาสตร์ รายงานข่าวระบุว่าในคืนเกิดเหตุอัคคีภัย บาทหลวงผู้ดำรงตำแหน่งอนุศาสนาจารย์ประจำสำนักงานดับเพลิงกรุงปารีส ได้พาเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและเจ้าหน้าที่ตำรวจ เสี่ยงชีวิตฝ่าเปลวไฟบุกเข้าไปในมหาวิหาร เพื่อไปเอามงกุฎหนาม และวัตถุสำคัญอื่นๆอีกหลายชิ้นออกมาได้ การเสี่ยงชีวิตแบบไม่กลัวตาย ของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้ ได้รับความยกย่องชื่นชมเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากพวกเขาไม่บุกเข้าไปในมหาวิหาร วัตถุสำคัญเหล่านั้นก็อาจสูญสลายไปกับเปลวเพลิงก็เป็นได้

Read More

06/05/2562

ไม้กางเขนทองคำ แห่งอาสนวิหารนอเทรอดาม


ไม้กางเขนทองคำ แห่งอาสนวิหารนอเทรอดามเหตุเพลิงไหม้ที่มหาวิหารนอเทรอดามในกรุงปารีสของฝรั่งเศส เมื่อค่ำคืนของวันที่ 15 เมษายน 2562 สร้างความเสียหายต่อมหาวิหารอายุกว่า 850 ปีที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างไม่อาจประเมินค่าได้ แต่ท่ามกลางความสูญเสีย'กางเขนทองคำ' ในมหาวิหารนอเตรอดาม กลับรอดพ้นจากเปลวเพลิงได้ราว'ปาฏิหาริย์'รายงานข่าวระบุว่าช่วงที่เพลิงเริ่มลุกโหมนั้น พนักงานดับเพลิงและเจ้าหน้าที่ได้เรียงแถวเป็นโล่มนุษย์ช่วยกันขนย้ายศิลปะวัตถุออกมาให้ได้มากที่สุด สมบัติที่ประเมินค่ามิได้ทั้งมงกุฎหนามศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่าพระเยซูคริสต์สวมขณะโดนตรึงกางเขน และเสื้อคลุมสมัยศตวรรษที่ 13 ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 9 ถูกเคลื่อนย้ายออกมาได้เช่นกัน ขณะที่กางเขนทองคำ แท่นบูชาพระแม่มารี ที่รายล้อมด้วยเทวดา เชิงเทียน กระจกสี และม้านั่งในโถงของมหาวิหารนอเตรอดามซึ่งมีขนาดใหญ่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ กลับไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด อัคคีภัยครั้งนี้ มีสมบัติล้ำค่าจำนวนมากที่สามารถเก็บรักษามาได้ แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่สามารถระบุชะตากรรมได้ว่าเป็นอย่างไร หรือบางชิ้นก็ได้รับการระบุว่าสูญสลายไปในกองเพลิงแล้วโดยสิ้นเชิง โดยสมบัติที่เก็บรักษาไว้ได้ที่สำคัญนอกจากไม้กางเขนทองคำ และมงกุฎหนามศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ หน้าต่างกุหลาบ (The Rose Windows)หน้าต่างกุหลาบแห่งนอเทรอดามนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 13 สภาพในขณะนี้ดูสมบูรณ์ราวกับว่าไม่ได้โดนไฟเลย แต่ก็ยังมีความวิตกกังวลอยู่เนื่องจากความเปราะบางของอาคารอาจส่งผลกับมันได้ ภาพวาดของนักบุญ Thomas Aquinasสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 17 และถูกมอบให้มาที่อาสนวิหารแห่งนี้ในปี 1974 เป็นภาพที่แสดงถึงนักบุญและผู้คนกำลังดื่มน้ำจากน้ำพุแห่งปัญญา (a fountain of wisdom)รูปปั้นที่ประดับบนดาดฟ้าอาจจะเป็นโชคช่วยที่ รูปปั้น 16 ชิ้นที่แสดงบรรดาอัครสาวกและผู้สอนศาสนาซึ่งประดับอยู่บนดาดฟ้าได้ถูกเคลื่อนย้ายไปยังที่เมือง บอร์กโดซ์ เนื่องจากการบูรณะในช่วงก่อนหน้านี้หอคอยคู่ (Two Tower)หอคอยคู่อันเป็นสัญลักษณ์โดดเด่นของมหาวิหารแห่งนี้สร้างเสร็จในปี 1250 โดยหอคอยทั้งคู่มีความสูง 68 เมตร มีบันได 387 ขั้น ที่สามารถชมภาพมุมกว้างของกรุงปารีสได้ ส่วนสมบัติที่ยังไม่สามารถระบุสถานะความเสียหายได้ ได้แก่ ระฆังที่มีอยู่ 10 ใบ มีน้ำหนักมากกว่า 23 ตัน ถูกนำไปติดตั้งที่หอคอยด้านใต้ตั้งแต่เมื่อปี 1685 ภาพเขียนและสิ่งทอโบราณ บางส่วนที่ประดับอยู่ภายในนอเทรอดาม ซึ่งมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะเคลื่อนย้ายได้ น่าจะได้รับผลกระทบจากควันไฟไม่มากก็น้อย เช่นเดียวกับบรรดาเสื้อผ้าโบราณบางส่วนส่วนสมบัติที่ถูกทำลายโดยสิ้นเชิงคือ ยอดแหลมของอาสนวิหาร สร้างมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 ได้พังทลายลงระหว่างเหตุการณ์เพลิงไหม้ นั่นหมายความว่าวัตถุโบราณหลายชิ้นที่อยู่ในยอดแหลมก็อาจถูกทำลายไปด้วยเช่นกัน

Read More

04/19/2562

ไทยถือครองทองคำแท่งอันดับ 4 ของโลก


เป็นที่ทราบกันดีว่า จีนและอินเดีย คือผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่เชื่อหรือไม่ว่าไทยก็เป็นอีกหนึ่งตลาดหลักของทองคำเช่นกัน คนไทยที่เปลี่ยนการซื้อทองเพื่อแสดงฐานะ เพื่อเป็นเครื่องประดับและเพื่อออมเงินในระยะยาว มาเป็นการลงทุนระยะสั้นและการเก็งกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำมากขึ้น ทำให้ตัวเลขความต้องการบริโภคทองคำของไทยเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วปี 2018 บริโภคทองคำโดยรวมสูงติดอันดับ 1 ใน 3 ของเอเชีย เป็นรองแค่เพียงจีนและอินเดียเท่านั้นและติดอันดับต้นๆ ของโลก แต่ถ้านับเฉพาะการบริโภคทองคำในปี 2018 ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 4 ของโลกที่จำนวน 68.5 ตัน เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อนหน้านี้ เป็นรองเพียงแค่จีน (304.2 ตัน) อินเดีย (162.4 ตัน) และเยอรมนี (96.8 ตัน)เท่านั้น ตามมาด้วยประเทศอิหร่านที่บริโภคทองคำแท่งเพื่อการลงทุนจำนวน 61.8 ตัน อีกหนึ่งตัวเลขที่บ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของตลาดทองคำในไทยได้เป็นอย่างดี คือตัวเลขการนำเข้า-ส่งออกทองคำของไทยจากข้อมูลของกรมศุลกากร พบว่าปี 2017 ไทยนำเข้าทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปรวมทั้งสิ้น 273.8 ตัน ขณะที่ส่งออกทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปรวมทั้งสิ้น 143.3 ตัน สำหรับปี 2018 พบว่าไทยนำเข้าทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปรวมทั้งสิ้น 283.42 ตัน ขณะที่ส่งออกทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปรวมทั้งสิ้น 340.64 ตัน ซึ่งเป็นยอดรวมที่สูงกว่าในปี 2018 ทั้งในแง่ของการนำเข้าและส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกทองคำในปี 2018 เติบโตกว่าปีก่อนหน้ามากกว่า2 เท่าอีกด้วยเชื่อได้ประเทศไทยจะสามารถครองตำแหน่งผู้บริโภคทองคำลำดับต้นๆของโลกต่อไป ทั้งนี้เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน นักลงทุนทองคำสามารถเข้าถึงข้อมูลการลงทุนได้มากขึ้น และมีช่องทางการลงทุนทองคำที่หลากหลายขึ้นอนึ่ง แต่นับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมาการลงทุนทองคำดูเหมือนจะได้รับความนิยมและเติบโตขึ้นทั่วโลก เนื่องจากมีทางเลือกในการลงทุนทองคำในรูปแบบใหม่ๆเพิ่มขึ้น เช่น กองทุน ETFs อีกทั้งยังได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของชนชั้นกลางในเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดหลักของทองคำ ประกอบกับหลังวิกฤติการเงินปี 2008-2009 ในสหรัฐฯและยุโรป นักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น ทำให้ทองคำเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับการบริหารความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลกเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

04/19/2562

เหมืองทองคำเถื่อน ปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกของอินโดฯ


อุบัติเหตุเหมืองทองคำถล่ม เกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศอินโดนีเซีย คร่าชีวิตของคนงานเหมืองไปไม่น้อยและสร้างความเสียหายในแง่รายได้แก่ประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เกิดเหมืองทองคำถล่มอีกครั้งทางตอนเหนือของเกาะสุลาเวสี ทำให้คนงานเหมืองเสียชีวิตอย่างน้อย 16 คน และสูญหายอีกกว่าสิบคนข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้อินโดนีเซีย พบว่า มีเหมืองที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ 8,663 แห่งในประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ 500,000 เฮกตาร์ และ 1 ใน 4 ของเหมืองเหล่านี้เป็นเหมืองทองคำเถื่อน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้จากเหมืองเถื่อนเหล่านี้มากถึง 12 ล้านดอลลาร์ หรือราว 372 ล้านบาทต่อเหมือง ขณะที่การสั่งปิดเหมืองไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้ในระยะยาว ยังไม่มีรายงานตัวเลขที่แน่นอนว่ามีคนอยู่ในเหมืองมากน้อยเท่าไหร่ขณะเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากผู้รอดชีวิตให้ข้อมูลไม่ตรงกัน แต่องค์กรกู้ภัยระบุว่าน่าจะอยู่ที่ระหว่าง 50-100 คน ขณะที่การค้นหาและช่วยชีวิตเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน พื้นดินไม่เสถียร อีกทั้งหลุมที่ขุดทำเหมืองก็มีลักษณะคับแคบประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรธรรมชาติอย่างอินโดนีเซีย มีจำนวนเหมืองเถื่อนที่ไม่มีใบอนุญาตผุดขึ้นมากมาย โดยหลายแห่งไม่มีแม้แต่มาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน และเมื่อเดือนธันวาคม(2561)ที่ผ่านมาก็เพิ่งจะเกิดเหตุเหมืองทองคำเถื่อนอีกแห่งพังถล่มคร่าชีวิตคนงานไป 5 ราย ก่อนหน้านี้นั้นในปี 2559 คนงานเหมือง 11 รายเสียชีวิตจากเหตุโคลนถล่มในเมืองทองเถื่อนในจังหวัดจัมบี บนเกาะสุมาตรา ย้อนไปในปี 2558 มีรายงานจำนวนคนงานเหมืองเสียชีวิตถึง 12 รายหลังเกิดเหตุเหมืองถล่ม หลังจากพวกเขามุดอุโมงค์เข้าไปในเหมืองทองที่ถูกปล่อยทิ้งร้างบนเกาะชวา.ทั้งนี้ แม้ทางการอินโดนีเซียจะห้ามการเปิดเหมืองทองคำขนาดเล็ก เนื่องจากความกังวลด้านมาตรฐานความปลอดภัย แต่เหมืองทองคำเถื่อนลักษณะนี้ ก็ยังคงถูกลักลอบเปิดดำเนินการในหลายพื้นที่แถบชนบทของประเทศ เรื่องนี้ทำให้รัฐบาลอินโดนีเซียต้องดำเนินการปราบปรามธุรกิจเหมืองทองคำเถื่อนอย่างจริงจังเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

04/19/2562

พิพิธภัณฑ์เหมืองทองคำบ่อทอง จังหวัดปราจีนบุรี


ที่บ้านบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรีที่ เมื่อปี พ.ศ.2416 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยมีการทำเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่นี้ โดยพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระปรีชากลการ(สำอาง อมาตยกุล) ซึ่งจบการศึกษาทางวิศวกรรมศาสตร์ จากประเทศอังกฤษ ไปทำเหมืองทองและสร้างโรงเครื่องจักร โดยการทำเหมืองแร่ทองคำแบบเปิด (open cut) พระปรีชากลการ ทำเหมืองทองอยู่ได้เพียง 5 ปีก็ต้องยุติลงเพราะเกิดคดีความฟ้องร้องกันขึ้น ในที่สุดพระปรีชากลการ(สำอาง อมาตยกุล) เจ้าเมืองปราจีนบุรีและผู้ดูแลบ่อทองของรัฐบาลที่เมืองกบินทร์บุรีถูกจับกุม และถูกประหารชีวิตเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2421 ต่อมาบริษัท The Kabin Syndicate of Siam และบริษัท Societedes Mine de Kabin ได้เข้ามาดำเนินการต่อ โดยเปลี่ยนมาทำเหมืองอุโมงค์ โดยการเจาะปล่องลงไปใต้ดินเพื่อหาสายแร่ ปล่องเหล่านี้มีชื่อเรียกต่างๆกันไป เช่น บ่อมะเดื่อ บ่อขี้เหล็ก บ่อพอก เป็นต้น แต่ภายหลังได้หยุดไปโดยไม่ทราบสาเหตุ หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้มีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาดำเนินกิจการตั้งแต่ พ.ศ.2493 เช่น กรมโลหกิจ(กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ในสมัยต่อมา) และกรมทรัพยากรธรณี เป็นต้น แต่ก็ต้องเลิกไปในที่สุด เหลือเพียงพิพิธภัณฑ์เหมืองทองคำบ่อทอง เป็นอนุสรณ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาการทำเหมืองแร่ทองคำในอดีตเท่านั้น ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจำลองฉากขั้นตอนการทำเหมืองทองคำแบบเหมืองปิด การขุดอุโมงค์ลงใต้ดิน แสดงขั้นตอนการขนแร่ การแยกแร่ มีการจัดแสดงแร่ชนิดต่างๆ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับแร่แต่ละชนิด มีการจัดแสดงอุปกรณ์ขุดเจาะทำเหมืองแบบต่างๆ และอุปกรณ์ร่อนแร่ของชาวบ้านที่เรียกว่า เลียง ซึ่งปัจจุบันในพื้นที่ใกล้กับสายแร่ทองคำ ยังมีชาวบ้านใช้เลียง ร่อนหาแร่ทองคำจากตะกอนดินทรายในแหล่งน้ำกันอยู่ ปัจจุบันเป็นพื้นที่ของอบต.บ่อทองและบริเวณใกล้เคียง ยังปรากฏหลักฐานพื้นที่เหมืองทองคำสมัยแรกเมื่อปี พ.ศ.2415 ที่มีชื่อเรียกว่าบ่อสำอาง ตามชื่อพระปรีชากลการอยู่ แต่เนื่องจากมีการขยายพื้นที่เป็นบ่อน้ำเพื่อการชลประทานทำให้แทบไม่เหลือสภาพพื้นที่เหมืองทองคำอีกแล้ว อีกพื้นที่เป็นการทำเหมืองทองโดยกลุ่มชาวต่างชาติ ยังปรากฏร่องรอยหลักฐานส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณอบต.บ่อทอง สันนิษฐานว่าเป็นการทำเหมืองแร่โดยการขุดเจาะบ่อหมากและบ่อกว้านแล้วนำแร่ไปแยกที่โรงตำ แล้วนำทองคำอมัลกัมมาแยกที่โรงหลอม พิพิธภัณฑ์นี้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่เป็นผู้สร้างแล้วส่งมอบให้จังหวัดปราจีนบุรีในวันศุกร์ที่ 14 มกราคม 2548 โดยปัจจุบันอยู่ในการดูแลของอบต.บ่อทอง เจ้าของพื้นที่ในปัจจุบันเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

04/19/2562

ปิดตำนานเหมืองทองคำในเมืองไทย


มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่าประเทศไทยมีการทำเหมืองแร่มาตั้งแต่ สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวของรัชกาลที่ 4แต่เป็นการทำเหมืองดีบุกแทบทั้งหมด จนมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ใน พ.ศ 2544 ได้มีการตราพระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่ ร.ศ.120 ขึ้นซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองการใช้ทรัพยากร หรือ การทำเหมืองแร่ โดยจะต้องได้รับอนุญาตจากทางหลวงเสียก่อน รวมไปถึงกำหนดหลักเกณฑ์การทำเหมือง และ มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ครอบคลุมการทำเหมืองแร่ทุกชนิดทั้ง ดีบุก ถ่านหิน ทรายแก้ว สังกะสี หิน และเหมืองแร่ทองคำ ประเทศไทยมีแหล่งเหมืองแร่อยู่ 9 บริเวณ ได้แก่พื้นที่จังหวัดเลย จนไปถึง จังหวัดหนองคาย โดยบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ดำเนินการเหมืองแร่ทองคำ เงิน และทองแดง บริษัท พรหมมังกร จำกัด ต.จอมศรี อ.เชียงคาน จ.เลย ทำเหมืองเหล็ก พื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ไปจนถึงจังหวัดสระแก้ว บริษัท ผ.เพิ่มพูน จำกัด ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรีทำเหมืองหินปูน และบริษัท พี.ที.เอ.คอนสตรัคชั่น จำกัด ต.ไทยอุดม อ.คลองหาด จ.สระแก้ว ทำเหมืองหิน พื้นที่จังหวัดแพร่ จนไปถึงจังหวัดลำปาง ทำเหมืองถ่านหิน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อเหมืองแม่เมาะพื้นที่จังหวัดเชียงรายโดยบริษัท ภาคยภูมิเชียงราย จำกัด บริษัท เชียงราย เอส.เอส.พี. จำกัด และบริษัท เชียงรายแลนด์แอสโซซิเอทส์ จำกัด ทำเหมืองแร่ และเหมืองหิน พื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จนไปถึง จังหวัดชลบุรี และ จันทบุรี โดยบริษัทสมพงษ์ไมน์นิ่ง ทำเหมืองดีบุกและเหมืองทองคำ พื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนไปถึง จังหวัดชุมพร โดยบริษัท เทพาพร จำกัด ทำเหมืองทรายแก้ว พื้นที่จังหวัดเลย โดยบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลยทำเหมืองทองคำ เงิน และทองแดง พื้นที่จังหวัดนราธิวาส จนไปถึง จังหวัดยะลา โดยบริษัทเหมืองแร่ปิ่นเยาะและถ้ำทะลุ ทำเหมืองดีบุก และบริษัทชลสิน ทำเหมืองทองคำ พื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยเหมืองแร่พลอยไพลินทำเหมืองพลอย พื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จนไปถึง จังหวัดลพบุรี ทำเหมืองแร่ทองคำโดยบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด อย่างไรก็ตามเมื่อหลายปีก่อนเหมืองแร่ทองคำในประเทศไทย เริ่มทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากสารพิษระหว่างการทำงานของเหมืองส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนรอบเหมือง ทำให้รัฐบาลต้องสั่งปิดเหมืองลงเรื่อยๆ และเมื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งระงับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำทั่วประเทศ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2560 ทำให้ตำนานเหมืองแร่ทองคำในประเทศไทยต้องปิดลงอย่างถาวร เมื่อบริษัทบริษัทอัคราฯ ซึ่งทำเหมืองแร่ทองคำรายสุดท้ายของไทยพื้นที่ 3,000 ไร่ที่จังหวัดพิจิตรต้องยุติการดำเนินงานในวันที่ 31 ธ.ค. 2559 ปิดตำนานเหมืองทองคำในเมืองไทยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเช็คราคาทองคำวันนี้และย้อนหลังได้ที่ https://www.aagold-th.com/gold-rate/

Read More

Loading...
More