บทความทั่วไป

24/08/2564

ธปท.ซื้อทองคำสำรองเพิ่มกว่า 90 ตัน


มีรายงานว่าในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ซื้อทองคำสำรองเพิ่มขึ้นกว่า 90 ตัน มาติดอันดับโลกในปีนี้ เช่นเดียวกับธนาคารกลางของฮังการี ที่ประกาศซื้อทองคำมากถึง 63 ตันในช่วงเวลาเดียวกันทำให้ทองคำสำรองของฮังการีเพิ่มขึ้นสามเท่าจาก 31.5 ตันเป็น 94.5 ตันในขณะที่การซื้อทองคำจำนวน 63.5 ตันของฮังการีถือเป็นการซื้อทองคำล็อตใหญ่ที่สุด ที่สร้างความสนใจให้ตลาดทองคำได้ไม่น้อย การเปิดเผยต่อสาธารณชนถึงการสำรองทองคำเพิ่มขึ้นกว่า 90 ตันของนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะการซื้อทองคำสำรอง 90 ตันของไทย (เพิ่มขึ้น 43.5 ตัน ในเดือนเมษายน และเพิ่มขึ้นอีก 46.5 ตันในเดือนพฤษภาคม) ทำให้ไทยมีทองคำสำรองรวมจาก 154 ตันเป็น 244 ตัน เพิ่มขึ้นถึง 58.4%มูลค่าทองคำของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2564 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมกราคม มีทองคำรวมมูลค่า 273,869.68 ล้านบาทกุมภาพันธ์ มีทองคำรวมมูลค่า 257,649.29 ล้านบาทมีนาคม มีทองคำรวมมูลค่า 264,808.71 ล้านบาทเมษายน มีทองคำรวมมูลค่า 350,293.43 ล้านบาท พฤษภาคม มีทองคำรวมมูลค่า 467,614.67 ล้านบาทและล่าสุดเดือนมิถุนายน มีทองคำรวมมูลค่า 445,226.54 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา การซื้อทองคำของธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นการสะสมทองคำระยะสั้นที่สูงที่สุด นับตั้งแต่โปแลนด์ ซื้อทองคำ 100 ตัน ในช่วงครึ่งแรกของปี 2019 สันนิษฐานว่าการซื้อทองคำจำนวนมากของธปท.ในเวลานี้ อาจเป็นเหตุผลเดียวกับที่ฮังการีและโปแลนด์ที่ว่าทองคำ “เป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย” และ“ยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ปลอดภัยที่สุดในโลก”ทั้งนี้ธนาคารกลางของโปแลนด์กล่าว ไว้ว่า “ได้ซื้อทองคำเนื่องจากเป็นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเป็นจุดยึดความเชื่อมั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาของความตึงเครียดและวิกฤต” และเป็น“การเพิ่มความมั่นคงทางการเงินเชิงกลยุทธ์ของประเทศ ”.นอกจากนี้เชื่อว่าแรงจูงใจในการซื้อทองคำของธนาคารกลางน่าจะมาจากเหตุผลเหล่านี้ •ป้องกันในช่วงวิกฤต•เป็นเครื่องเก็บมูลค่าระยะยาว•เป็นตัวกระจายพอร์ตการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ•ขาดความเสี่ยงในการผิดนัดและความเสี่ยงทางการเมือง•มีสภาพคล่องสูงและในขั้นวิกฤต ทองคำคือ “ความคาดหมายของการเปลี่ยนแปลงในระบบการเงินระหว่างประเทศ ”โดยธนาคารกลาง

Read More

23/08/2564

ตลาดเครื่องประดับเงินส่งสัญญาณฟื้นตัวในปีนี้


รายงาน World Silver Survey 2021 ระบุว่าความต้องการโลหะเงินเพื่อการผลิตเครื่องประดับจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 24 ในปีนี้ เหตุผลมาจากการเพิ่มสต็อกของร้านค้าปลีกเครื่องประดับ มาตรการควบคุม Covid-19 ที่ผ่อนคลายลง และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ในปี 2020 การผลิตเครื่องประดับเงินลดลงร้อยละ 26 จาก 200.3 ล้านออนซ์เมื่อปี 2019 มาอยู่ที่ 148.6 ล้านออนซ์ในปี 2020 โดยมีสาเหตุมาจากผลกระทบของ Covid-19 ต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้จ่ายของผู้บริโภค อีกทั้งผู้บริโภคราบใหญ่อย่างอินเดียนั้นมีปริมาณการผลิตลดลง ส่วนการผลิตเครื่องประดับเงินของไทยลดลงต่ำสุดในรอบ 8 ปีเนื่องจากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และยุโรปนั้นได้รับผลกระทบจาก Covid-19 หากแต่ไทยก็ยังเป็นผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินในอันดับ 1 ของโลก ด้วยมูลค่าการส่งออกมากกว่า 1,300ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การผลิตเครื่องประดับเงินของจีนก็ลดต่ำลงมากเช่นกันในปี 2020 เนื่องจาก Covid-19 ส่งผลต่อธุรกิจในช่วงเทศกาลจับจ่ายซื้อสินค้าระหว่างไตรมาสที่หนึ่งของปีที่ผ่านมา และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็ยังไม่มากนักตลอดทั้งปี แต่ในปีนี้สถานการณ์การระบาดคลี่คลายลง ตลาดเครื่องประดับจีนจึงกลับมาฟื้นตัวขึ้นจากอุปสงค์ของผู้บริโภคในตลาดที่เพิ่มมากขึ้นสำหรับประเทศในยุโรปและอเมริกาเหนือก็ได้รับความสูญเสียอย่างหนักจากการบริโภคที่ลดลงและการที่ร้านค้าปลีกเครื่องประดับลดปริมาณสินค้าคงคลังค่อนข้างมากกันทุกร้าน ตามรายงาน World Silver Survey 2021 คาดการว่าปริมาณการผลิตเครื่องประดับเงินในปี 2021 จะขยายดัวขึ้นโดยอินเดียผู้ผลิตรายสำคัญจะเติบโตถึงร้อยละ 50 ส่วนประเทศในเอเชียตะวันออกอย่างไทยและจีน คาดว่าจะมีปริมาณการผลิตเครื่องประดับเงินเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 ขณะที่ประเทศยุโรปจะเติบโตถึงร้อยละ 20 สำหรับอเมริกาเหนือคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 12 ซึ่งปริมาณการผลิตเครื่องประดับเงินของประเทศต่างๆ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความต้องของผู้บริโภคในตลาดที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง นอกจากนี้ยังคาดว่าราคาโลหะเงินจะเพิ่มขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่ 32 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในช่วงหลังของปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาเฉลี่ยโดยรวมตลอดปี 2021 อยู่ที่ 27.30 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 33 จากราคาเงินเฉลี่ยในปี 2020 ที่ 20.55 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ที่มา:ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

Read More

22/08/2564

การลงทุนอัญมณีและเครื่องประดับที่น่าสนใจ ในปี 2021 (2)


(ต่อ) 5. แซปไฟร์แคชเมียร์ จากประเทศอินเดียเป็นแซปไฟร์ที่ตลาดให้ความนิยมและสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน มีความนิยมใช้แหวนหมั้นประดับด้วยแซปไฟร์กันอย่างกว้างขวาง เมื่อ 50 ปีก่อนแซฟไฟร์แคชเมียร์ 1 กะรัต ราคาราว 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันราคาสูงถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 กะรัต 6. มรกตโคลอมเบีย เป็นอัญมณีอีกชนิดหนึ่งที่นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้ามาลงทุนได้ด้วยเงินลงทุนไม่ ราคาเฉลี่ยของมรกตโคลอมเบียคุณภาพดีต่อ 1 กะรัต อยู่ที่ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ 7. สปิเนลสีแดง จากเหมืองโมกก ในเมียนมา ซีลอน ศรีลังกา หรือจากแทนซาเนีย จึงคุ้มค่าการลงทุน อีกทั้งราคาของสปิเนลยังไม่สูงมากทำให้นักลงทุนไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมากเหมือนอัญมณีหรือเครื่องประดับอื่นๆ ในปี 2021 ราคาโดยเฉลี่ยต่อ 1 กะรัต อยู่ที่ 600-1,800 ดอลลาร์สหรัฐ 8. ทองคำและแพลทินัม เป็นโลหะมีค่าที่เป็นทั้งสินค้าโภคภัณฑ์และเครื่องประดับ ซึ่งมีราคาขึ้น-ลงตามการเก็งกำไรจากนักลงทุน แต่มักให้ผลตอบแทนที่ดีและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่โลหะมีค่าทั้งสองนี้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุน โดยปีนี้ผู้เชี่ยวชาญให้น้ำหนักความน่าสนใจที่แพลทินัมมากกว่าทองคำ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในแอฟริกาใต้ที่เป็นประเทศผู้ผลิตแพลทินัมรายใหญ่ของโลก คิดเป็นสัดส่วนราว 73% ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแพลทินัม ขณะที่มีแรงซื้อจากหลายอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แพลทินัมในการผลิตกลับคืนมา 9. เครื่องประดับที่ประทับตราแบรนด์ชื่อดัง อย่าง Bvlgari หรือ Cartier สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้นับพันดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปัจจัยที่สร้างคุณค่านี้มาจากการออกแบบที่โดดเด่น มีลักษณะเฉพาะตัว และความหายากของเครื่องประดับในคอลเลคชั่นที่ผ่านการออกแบบจากดีไซเนอร์ที่มีชื่อเสียง เมื่อเวลาผ่านไปเครื่องประดับเหล่านี้จะมีคุณค่าและราคาสูงขึ้นตามลำดับ 10. แหวนวินเทจหายาก เป็นอีกหนึ่งความชื่นชอบของนักสะสมเช่นเดียวกับเครื่องประดับแนววินเทจอื่นๆ แหวนแนวนี้มีราคาเพิ่มสูงขึ้นถึง 80% ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การลงทุนต้องไม่ลืมว่ามีความเสี่ยงตามมาด้วย การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอาจมีผลตอบแทนที่สูงและน่าสนใจ ก็ต้องยอมรับในความเสี่ยงทีอาจเกิดขึ้นได้

Read More

21/08/2564

การลงทุนอัญมณีและเครื่องประดับที่น่าสนใจ ในปี 2021 (1)


สินทรัพย์อย่างอัญมณีและเครื่องประดับนั้น นอกจากสวยงามชวนหลงใหลแล้ว ยังสามารถให้ผลตอบแทนการลงทุนที่สูงกว่าสินทรัพย์อื่นๆ โดยเฉพาะการลงทุนในระยะยาว ในปี 2021 นี้บริษัท Estate Diamond Jewelry บริษัทอัญมณีและเครื่องประดับ ได้มีการรวบรวมเครื่องประดับที่น่าลงทุนที่สุด 10 อันดับ (เรียงตามพิกัดศุลกากร 71) ไว้ดังนี้ 1. ไข่มุกธรรมชาติน้ำเค็ม ไข่มุกน้ำเค็มที่มีอยู่ในธรรมชาตินั้นนอกจากความหายากและเสี่ยงอันตรายในการงมหาแล้ว ยังมีเพียง 1 ในหมื่นของหอยมุกในธรรรมชาติที่มีคุณภาพเพียงพอมาทำเครื่องประดับ จึงทำให้ราคาของไข่มุกน้ำเค็มตามธรรมชาติมีราคาสูงกว่าไข่มุกน้ำจืดและไข่มุกเลี้ยง สิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ ควรเลือกเครื่องประดับมุกประเภทนี้ที่เป็นงานของเก่าโบราณและมาจากงานออกแบบของดีไซน์เนอร์มีชื่อ จะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นไปอีกในอนาคต ข้อมูลจาก www.gemsociety.org ระบุว่า ราคาของไข่มุกธรรมชาติน้ำเค็มแพงกว่าไข่มุกเลี้ยงอะโกย่า 10-20 เท่า (ปัจจุบัน สร้อยไข่มุกอะโกย่า ราคาประมาณ 300-10,000 ดอลลาร์สหรัฐ) 2. เพชร Type II 1 เพชรที่ขุดพบส่วนใหญ่ราว 98% ของเพชรทั้งหมดจะมีการเจือปนของมลทินในเพชร ทำให้ถูกจัดในประเภทเพชร Type Ia และ Ib ขณะที่อีก 2% เป็นเพชรที่มีความสะอาดมากกว่า ถูกจัดไว้ในประเภท Type II ที่มีความสะอาดของเพชรสูงมีมลทินน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย โดยราคาของเพชรประเภทนี้จะสูงกว่าเพชร Type I ประมาณ 2-3% ดังนั้น ด้วยความหายากและความสะอาดของเพชร ที่สูงจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการลงทุน 3. เพชรสีแฟนซี เพชรสีนั้นสามารถพบได้ยากกว่าเพชรใสไม่มีสี ในเพชรที่ขุดพบหมื่นเม็ดมีเพชรสีเพียง 1 เม็ดเท่านั้น ขณะที่ราคาเพชรสีขยับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดในเอเชียที่มีเทรนด์จากคนรุ่นใหม่ซึ่งต้องการเครื่องประดับที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีรูปแบบและสีสันที่แตกต่างไปจากแบบเดิมๆ เพชรสีจึงตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว โดยสีที่นิยมได้แก่ สีน้ำเงิน สีเหลือง สีส้ม สีแดง สีชมพู และสีเขียว 4. ทับทิมเมียนมาที่ไม่ผ่านการเผา ทับทิมจากเมียนมา มีคุณภาพดีที่ทั่วโลกให้การยอมรับ เป็นที่ต้องการของนักสะสม มีจุดเด่นที่มีสีแดงสดเสมือนสีของเลือดนกพิราบ ทำให้ทับทิมจากเมียนมามีราคาสูงและหากเป็นทับทิมที่ไม่ผ่านการเผาเพื่อปรับปรุงคุณภาพแล้ว ยิ่งสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นและเป็นที่ต้องการของตลาดอีกด้วย

Read More

20/08/2564

อัญมณีและเครื่องประดับ การลงทุนที่ยั่งยืน


อัญมณีและเครื่องประดับอยู่คู่กับมนุษย์มาอย่างยาวนาน ในสมัยอารยธรรมกรีกและโรมัน มีการใช้เครื่องประดับแทนเงินตราและการลงทุนหากำไร ในขณะที่ปัจจุบันมีการนำเครื่องประดับมาใช้ในหลายรูปแบบทั้งเพื่อสวมใส่และเพื่อการลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ จึงอาจกล่าวได้ว่าเครื่องประดับและของมีค่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งจากอดีตจนถึงปัจจุบัน การลงทุนในอัญมณีและเครื่องประดับนั้นแตกต่างจากสินทรัพย์ทางการเงินอื่นๆ เพราะความสวยงามของแต่ละชิ้นงานสามารถสร้างความหลงใหลให้แก่ผู้พบเห็น ทั้งยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นด้วย โดยความคุ้มค่าที่เกิดขึ้นจากการลงทุน แบ่งออกเป็น 3 ประการ คือ 1. อัญมณีและโลหะมีค่า มีความเสถียรมากกว่า เมื่อเทียบกับมูลค่าของเงินตราที่มีความผันผวน ทองคำ เพชร หรือโลหะมีค่า ค่อนข้างมีเสถียรภาพในมูลค่ามากกว่า แม้ว่าการซื้อ-ขายทองคำที่นักลงทุนนิยม ราคาจะขึ้นลงตามปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แต่ทองคำยังคงความน่าเชื่อถือมายาวนานยิ่งกว่าสกุลเงินตราของแต่ละประเทศ สำหรับเพชรและโลหะมีค่านั้นก็มีการกำหนดราคากลางที่ทั่วโลกสามารถใช้อ้างอิงเพื่อการลงทุนได้จากหลายองค์กรที่มี 2. การลงทุนในอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุด ในสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจพบว่า การเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์หรือตลาดทุนมีความผันผวนสูงและแปรผันไปในทิศทางเดียวกันกับสภาพเศรษฐกิจ ข้อมูลจาก บริษัทให้บริการทางการเงินชี้ว่า สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสวนกระแสดีที่สุดในช่วงวิกฤต 3 อันดับแรก คือ กองทุน Hedge Fund พันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ และทองคำ โดยให้ผลตอบแทน 25%, 18% และ 11% ตามลำดับ ไม่เพียงแต่ทองคำเท่านั้น การถือครองอัญมณีและสินทรัพย์มีค่าในระยะยาวก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพมากกว่าสินทรัพย์อื่นเช่นกัน 3. อัญมณีและเครื่องประดับเป็นการลงทุนทางใจ เมื่อเราพูดถึงอัญมณีและเครื่องประดับ คนส่วนมากมักนึกถึงช่วงเวลาที่สำคัญ ความทรงจำดีๆ คนที่เรารัก หรือวันครบรอบเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งไม่มีสินทรัพย์อื่นสามารถทำได้อย่างอัญมณีและเครื่องประดับ เพราะนี่เป็นการลงทุนทางใจให้กับครอบครัว คำสัญญา ความสัมพันธ์ และสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตการลงทุนในเครื่องประดับและอัญมณีจึงยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนมาทุกยุคสมัยและไม่เคยตกจากกระแสแม้โลกจะเจอกับวิกฤติจากเศรษฐกิจก็ตาม

Read More

19/08/2564

4 สินทรัพย์ทางเลือกในการลงทุนของไทย


การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกของไทยพบว่า ในปี 2021 นอกจากสินทรัพย์พื้นฐานที่เราคุ้นเคยกันอย่างพันธบัตร และตลาดหุ้น ยังมีข้อมูลสินทรัพย์ทางเลือกอีก 4 ประเภทที่นักลงทุนไทยให้ความสนใจ จากรายงานของธนาคารออมสินคือ 1. อสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโด โดยพิจารณาปัจจัยจากทำเลที่ตั้ง มีการคมนาคม ไม่ว่าจะซื้อเพื่อให้เช่าหรือรอขาย ทั้งนี้เพราะที่ดินที่ทำเลดีจะมีการขยับของราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว 2. ทองคำ เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มเรื่อยๆ สามารถเก็บออมไว้สร้างผลตอบแทนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้ แม้ราคาในปัจจุบันจะปรับตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าแต่ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมเสมอ 3. อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นสินทรัพย์ที่นอกจากมีความสวยงามให้คุณค่าทางจิตใจ ยังเก็บไว้ให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้สำหรับคอลเลคชั่นหายากหากมาจากแบรนด์ดังชั้นนำด้วยแล้ว ย่อมเป็นที่ต้องการของนักสะสมทั่วโลก 4. ของเก่าหายาก ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ วัตถุโบราณ พระเครื่อง และของสะสมอื่นๆ ล้วนเป็นที่ต้องการในหมู่นักสะสมและผู้ชื่นชอบ การเก็บรักษาไว้นอกจากความสวยงามแล้วยังสร้างกำไรจากการขายได้อีกด้วย บริษัทผู้ให้คำปรึกษาและบริการด้านการลงทุนในประเทศไทย รายงานผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ในประเทศไทยไว้ว่า สินทรัพย์ประเภทของสะสมให้ผลตอบแทนต่อปีสูงที่สุดถึง 11% ตามมาด้วยอสังหาริมทรัพย์ให้ผลตอบแทนประมาณ 7-10% ขณะที่สินทรัพย์ทางการเงินอย่างหุ้นกู้ พันธบัตร หุ้น หรืออนุพันธ์ ให้ผลตอบแทนค่อนข้างผันผวนอยู่ในช่วง 3%-12%

Read More

18/08/2564

ทางเลือกทางรอดของนักลงทุน ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ


ในปีที่ผ่านมา(2020) นักลงทุนต้องปรับตัวอย่างมากเนื่องจากความผันผันทางเศรษฐกิจ การลงทุนในสินทรัพย์แบบเดิมอย่างตลาดหุ้น ตลาดเงินไม่ปลอดภัยอีกต่อไป นักลงทุนส่วนใหญ่จึงหันไปลงทุนกับ ทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า ทำให้มีแรงซื้อจากนักลงทุนรายย่อยและสถาบันทางการเงินจากทั่วโลกต่อเนื่องตลอดทั้งปี นอกจากนี้สินทรัพย์ทางเลือกอย่างอัญมณีและเครื่องประดับ งานศิลปะ หรือสินค้าหรู ก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเพิ่มขึ้น ในฐานะที่เป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีและเป็นการกระจายความเสี่ยงได้อีกทางหนึ่ง การลงทุนในสินทรัพย์หรูแตกต่างจากการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิมที่เรารู้จักอย่างเงินฝากธนาคาร พันธบัตร หุ้น หรือแม้แต่ทองคำ ที่มักอยู่ในรูปแบบของเอกสารสัญญา แต่สินทรัพย์ทางเลือกที่จับต้องได้อย่างเช่นงานศิลปะ อาจไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดให้เกิดขึ้นได้ในทันที แต่มีคุณค่าและมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณสำหรับตลาดที่มีความต้องการเหมือนกัน ข้อมูลจากบริษัทให้คำปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินเพื่อการลงทุน (Knight Frank)ระบุว่า งานศิลปะเป็นสินทรัพย์ทางเลือกยอดนิยมในเกือบทุกภูมิภาคของโลก ยกเว้นในเอเชียและแอฟริกา ที่นาฬิกาหรู เป็นสินทรัพย์ยอดนิยมอันดับ 1 โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคชาวจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดในตลาด ปีที่ผ่านมาการนำเข้านาฬิกาหรูจากสวิตเซอร์แลนด์เพิ่มขึ้น 17.1% เมื่อเทียบกับปี 2019 ขณะที่ภูมิภาคแอฟริกาก็มีอัตราการเติบโตของการบริโภคสินค้าหรูเพิ่มขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า นาฬิกา และกระเป๋าแบรนด์เนม เป็นต้น ทั้งนี้หากพิจารณาอันดับความนิยมการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกของทุกภูมิภาคทั่วโลกโดยรวม ปรากฏว่า 5 อันดับแรก ได้แก่ งานศิลปะ รถยนต์คลาสสิก นาฬิกาหรู ไวน์ และเครื่องประดับ ซึ่งให้ผลตอบแทนเมื่อถือครองเป็นระยะเวลา 10 ปี เท่ากับ 71%, 193%, 89%, 127% และ 67% ตามลำดับอย่างไรก็ตามสินค้าที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดเมื่อถือครองเป็นระยะเวลา 10 ปี คือกระเป๋าแบรนด์เนมและวิสกี้หายาก ที่ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นถึง108% และ 478% ตามลำดับ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมในอันดับ 6 และ10

Read More

17/08/2564

ตลาดเครื่องประดับในจีนฟื้นก่อนใคร ภายใต้สถานการณ์โควิด


ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (National Bureau of Statistics) ของจีนรางานยอดขายปลีกเครื่องประดับจากบริษัทที่มีรายได้ต่อปีสูงกว่า 5 ล้านหยวน (770,000 เหรียญสหรัฐ) ว่าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 98.7 เป็น 54,500 ล้านหยวน (8.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2021 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอัตราการเติบโตเฉลี่ยของช่วงเดือนเดียวกันในช่วงสองปีที่ผ่านมานั้นอยู่ที่ร้อยละ 8.2 แสดงให้เห็นว่าตลาดเครื่องประดับจีนกำลังฟื้นตัวจากจากโรคระบาดแล้ว การระบาดของ Covid-19 ในช่วงแรกส่งผลกระทบอย่างรุนแรงแก่ผู้ขายเครื่องประดับในปี 2020 แต่ยอดขายที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคมปีที่ผ่านมา ก็ช่วยชดเชยยอดขายที่ลดลงตอนต้นปีได้ให้ตัวเลขรวมของรายได้ลดลงไม่มากนัก เป็นที่น่าสังเกตุว่า การจำกัดการเดินทางออกนอกประเทศช่วยกระตุ้นธุรกิจแบรนด์เครื่องประดับหรูหราระดับสากลย่าง Tiffany & Co ให้มียอดขายในจีนแผ่นดินใหญ่เติบโตขึ้นกว่าร้อยละ 70 ในช่วงไตรมาสที่สามของปี 2020 หรือเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2019 แสดงให้เห็นว่า การซื้อทางออนไลน์ในจีนซึ่งแข็งแกร่งอยู่แล้วมาตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาดของโคโรนาไวรัส ยิ่งขยายตัวมากขึ้นในช่วงปิดเมืองและยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีรายงานจาก บริษัทวิจัยระบุว่า ในปี 2020 ยอดขายอีคอมเมิร์ซผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ในจีนอยู่ที่ 1.18 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่าสามเท่าของยอดเดียวกันในสหรัฐ บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์คิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งของการชำระเงินภายในร้าน ขณะที่การชำระเงินผ่านบัตรเดบิตและบัตรเครดิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 ต่อปี และคาดว่าภายในปี 2024 น่าจะมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 16 และร้อยละ 15 ตามลำดับจากการชำระเงินภายในร้านทั้งหมด ส่วนการใช้เงินสดซึ่งเริ่มมีแนวโน้มลดลงแล้วนั้นคาดว่าจะเหลือน้อยกว่าร้อยละ 6 ภายในปี 2024 แบรนด์เครื่องประดับจึงหันมาเน้นการนำเสนอผ่านโซเชียลมีเดีย ช่องทางบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ และช่องทางดิจิทัลเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมและเจาะตลาดในจีน อาทิ Tiffany & Co, Bulgari, Cartier และ Louis Vuitton เป็นหนึ่งในบรรดาแบรนด์ต่างประเทศที่นำเสนอเครื่องประดับและสินค้าหรูหราอื่นๆ ผ่านมินิโปรแกรมในภาษาจีนของ WeChat ซึ่งรองรับการชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมนี้ส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกเครื่องประดับของจีนเปลี่ยนโฉมหน้าไปโดยสิ้นเชิงในแง่ของความนิยมในผลิตภัณฑ์เครื่องประดับ ผู้บริโภคจีนยังคงชื่นชอบเครื่องประดับทองล้วน ซึ่งเป็นสินค้าคงคลังที่มีสัดส่วนกว่าร้อยละ 60 ในร้านเครื่องประดับหลายแห่ง ตลาดจีนมองว่าเครื่องประดับทองเป็นการลงทุนที่สร้างผลกำไรจากสิ่งที่มีมูลค่าอยู่แล้วในตัวเอง เครื่องประดับกลุ่มนี้ไม่เพียงเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคอายุมาก แต่ยังรวมถึงกลุ่มคนหนุ่มสาวซึ่งมีความคาดหวังสูงกว่าในแง่ฝีมือช่างและการออกแบบ โดยเปลี่ยนจากเครื่องประดับทองล้วนน้ำหนักมากไปเป็นเครื่องประดับทองที่มีความหลากหลายมากขึ้น มีน้ำหนักเบา เน้นงานออกแบบที่ละเอียดประณีต และแสดงให้เห็นนวัตกรรมด้านวัสดุและเทคโนโลยีมากกว่าน้ำหนัก ทั้งนี้ผู้บริโภคชาวจีนจะเริ่มออกเดินทางอีกครั้งในปี 2022 หรือ 2023 จนกว่าจะถึงเวลานั้น แบรนด์สินค้าหรูและธุรกิจเครื่องประดับ จะยังคงได้รับประโยชน์จากการซื้อสินค้าภายในประเทศผ่านออนไลน์ออนไลน์ต่อไป ซึ่งจะทำให้ตลาดเครื่องประดับของจีนเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์โควิด19 ทั่วโลก

Read More

16/08/2564

เอื้องเข็มทอง


เอื้องเข็มทอง หรือ เอื้องผีเสื้อทอง เป็นกล้วยไม้ป่าสกุลหวายที่อยู่ในกลุ่มพืชอนุรักษ์บัญชีที่ 2 ของอนุสัญญาไซเตส เป็นพืชที่ถูกรุกรานและพบเห็นได้ยากในธรรมชาติ การกระจายพันธุ์อยู่ในมาเลเซียและภาคใต้ของไทยเอื้องเข็มทอง มีชื่อวิทยาศาสตร์Pennilabium struthio Carr ลักษณะลำต้นสั้นมาก ใบรูปรีขนาด 2.5 x 10 เซนติเมตร จำนวน 3-4 ใบ แผ่นใบเกลี้ยง ก้านช่อดอกยาว 2-3 เซนติเมตร มีดอกที่ปลายช่อของแต่ละช่อ ดอกน้อย ทยอยบานทีละดอกเท่านั้น ก้านดอกยาว 1.5 เซนติเมตร ดอกสีเหลือง ขนาด 1.2 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงเป็นรูปไข่แกมรูปรีงุ้ม ที่ปลายมีสัน ขอบกลีบหยักและมีจุดสีน้ำตาลแดง กลีบปากสั้น มีหูกลีบขนาดใหญ่รูปพัด ยาวประมาณ 0.6 เซนติเมตร สีขาว และปลายหยักเป็นครุย เดือยดอกสีเหลืองครีม ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ปลายเดือยโป่งพองประมาณครึ่งหนึ่งของความยาว เส้าเกสรสั้นไม่มีคาง ออกดอกช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคมเอื้องเข็มทอง เป็นกล้วยไม้อิงอาศัย พบในป่าดิบชื้นระดับต่ำ มักพบใกล้ลำธารบนไม้ พุ่มเตี้ยแสงแดดน้อย มีการสำรวจพบเอื้องผีเสื้อทองจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ขึ้นอยู่บนต้นชมพู่น้ำบริเวณริมเขาหินปูนผาเทวดา บริเวณภูเขียวน่าจะเป็นจุดสูงสุดที่เอื้องเข็มทองกระจายพันธุ์มาถึง ในพื้นที่ป่าภาคใต้ พบกล้วยไม้ป่าจำนวน 97 ชนิด 42 สกุล ในจำนวนนี้สกุลหวาย (Dendrobium) พบมากที่สุด จำนวน 23 ชนิด สกุลที่พบรองลงมา คือสกุลสิงโต (Bulbophyllum) จำนวน 20 ชนิด สกุลที่พบเพียง 1 ชนิด มี 31 สกุล บางชนิดเป็นกล้วยไม้ป่าหายาก หลงเหลือในธรรมชาติน้อยมาก เช่น รองเท้านารีม่วงสงขลา กะเรกะร่อน ซิมบิเดียมคลอแรนทัม เอื้องปากนกแก้ว และอีกหลายชนิด

Read More

15/08/2564

เอื้องแมลงปอทอง


เอื้องแมลงปอทอง หรือ หวายเข็ม เป็นกล้วยไม้ในสกุลหวาย ซึ่งเป็นสกุลใหญ่ที่สุด มีการแพร่กระจายพันธุ์ออกไปในบริเวณกว้างทั้งในทวีปเอเชียและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก นักพฤกษศาสตร์ได้จำแนกออกเป็นหมู่ประมาณ 20 หมู่ และรวบรวมกล้วยไม้ชนิดนี้ที่ค้นพบแล้วได้ประมาณ 1,000 ชนิดพันธุ์เอื้องแมลงปอทอง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Micropera pallida (Roxb.) Lindl. มี ลักษณะลำต้นยาวเรียว ใบรูปแถบ กว้าง 0.8-1.2 ซม. ยาว 5-8 ซม. ปลายใบเว้า ดอกช่อแบบกระจะ ออกตามข้อ ช่อดอกยาว 4-7 ซม. ดอกในช่อ 2-6 ดอก เกิดค่อนไปทางปลายช่อ ทยอยบานครั้งละ 1-2 ดอก ดอกขนาด 0.5-0.6 เซนติเมตร สีเหลืองสด ด้านหลังกลีบเลี้ยงมีแถบสีน้ำตาลแดง กลีบปากมีลักษณะเป็นโพรง ช่วงออกดอกราวเดือน กรกฎาคม – กันยายน เป็นกล้วยไม้ลักษณะอิงอาศัยพบทั้งในป่าผลัดใบและป่าไม่ผลัดใบแถบอินเดีย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซียและไทยกล้วยไม้สกุลหวาย มีลักษณะการเจริญเติบโตแบบซิมโพเดียล คือ มีลำลูกกล้วย เมื่อลำต้นเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะแตกหน่อเป็นลำต้นใหม่และเป็นกอ ใบแข็งหนาสีเขียว ดอกมีลักษณะทั่วไปของกลีบชั้นนอกคู่บนและคู่ล่างขนาดยาวพอๆ กันโดยกลีบชั้นนอกบนจะอยู่อย่างอิสระเดี่ยวๆ ส่วนกลีบชั้นนอกคู่ล่างจะมีส่วนโคน ซึ่งมีลักษณะยื่นออกไปทางด้านหลังของส่วนล่างของดอกประสานเชื่อมติดกับฐานหรือสันหลังของเส้าเกสร และส่วนโคนของกลีบชั้นนอกคู่ล่างและส่วนฐานของเส้าเกสรซึ่งประกอบกันจะปูดออกมา มีลักษณะคล้ายเดือยที่เรียกว่า “เดือยดอก” สำหรับกลีบชั้นในทั้งสองกลีบมีลักษณะต่างๆ กันแล้วแต่ชนิดพันธุ์ของกล้วยไม้นั้นๆทั้งนี้เอื้องแมลงปอทองเป็นพืชอนุรักษ์บัญชีที่ 2 ของอนุสัญญาไซเตส เป็นกล้วยไม้หวายป่าของไทยที่มีสีสวยงาม เช่นเดียวกับกล้วยไม้สกุล“เอื้อง” ต่างๆ เช่น เอื้องผึ้ง เอื้องม่อนไข่ เหลืองจันทบูร พวงหยก เอื้องช้างน้าว เอื้องมัจฉาณุ เอื้องเงินหลวง เอื้องเงินเป็นต้น

Read More

14/08/2564

วิกฤติโควิด19 ทำช่างทองตกงาน


สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้ตลาดทองคำซบเซาลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น มีกำลังซื้อลดลงส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังร้านค้าทองคำขนาดเล็ก รวมถึงอาชีพที่เกี่ยวเนื่องคือช่างทำทอง ที่หลายคนต้องตกงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ข้อมูลจากสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ทำการสำรวจค่าจ้างของช่างทองส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับลวดลาย น้ำหนัก ความยากง่าย เช่น สร้อยข้อมือ สร้อยคอน้ำหนัก 1 บาท งานไม่ยาก ค่าจ้าง 100 บาทต่อเส้น ถ้างานยาก มีความประณีต ค่าจ้าง 200-300 บาทขึ้นไป หากมีออร์เดอร์จำนวนมากจะมีรายได้มากแต่ในช่วงวิกฤติโควิดนี้ ช่างทำทองจำนวนมากได้รับผลกระทบจาก โรงงานทำทองขนาดกลางขนาดเล็กที่ทยอยปิดตัวลง ตั้งแต่การแพร่ระบาดโควิดรอบแรก รวมถึงปัจจัยจากภาวะราคาทองผันผวน มีทั้งพุ่งขึ้และราคาร่วงลงไม่หยุด เกิดกระแสแห่ขายทองคำแรงซื้อหายเกือบทั้งหมดโดยเฉพาะทองรูปพรรณ เนื่องจากช่างทำทองมีรายได้จากส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์กับหัวหน้างาน ซึ่งจะมีรายได้ก็ต่อเมื่อมีคำสั่งผลิตเท่านั้นอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ หนึ่งในอุตสาหกรรมส่งออกหลักที่ทำรายได้เข้าประเทศมหาศาล กำลังเผชิญสถานการณ์ยากลำบาก จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกำลังซื้อทั่วโลกหดหาย ตลาดทองคำรูปพรรณค่อนข้างซบเซา จากผลกระทบภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวจากโควิด-19 ทั้งระลอกเดิมและระลอกใหม่ ส่งผลให้กำลังซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยหายไป ประกอบกับสถานการณ์ตลาดทองคำผันผวน ขึ้นแรงและร่วงลงแรงจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ระบุว่าธุรกิจทองคำจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ หลังจากช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา กำลังซื้อลดลงจากปีก่อน ไม่มีคนซื้อ มีแต่นำทองมาขาย ส่งผลต่อเนื่องไปยังร้านค้าทองคำขนาดเล็ก รวมถึงอาชีพช่างทำทอง ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 รอบแรก ส่งผลให้โรงงานผลิตทองคำหลายแห่งปิดตัวลง ส่งผลให้ช่างทองตกงานเป็นจำนวนมาก จากจำนวนช่างทำทองในระบบรวมกับกลุ่มจิวเวลรี่ที่มีประมาณ 2 แสนคน ประเมินว่าช่างทองตกงานไปแล้วมากกว่า 50% ที่มา :กรุงเพธุรกิจ

Read More

13/08/2564

สุดยอดพระเครื่องเนื้อทองคำ


สุดยอดพะเครื่องเนื้อทองคำที่ถือว่าเป็นของหายากมีมูลค่าสูง และเป็นที่ต้องการของผู้นิยมพระเครื่องโดยแบ่ออกเป็น ๒ ช่วงคือ ช่วงปีพ.ศ.๒๔๖-๒๔๗๐ ซึ่งเป็นพระเครื่องที่มีราคาสูงเพราะมีคนต้องการมาก อีกช่วงก็เป็นหลังปี พ.ศ.๒๗๐ เป็นต้นมาเหรียญหลวงพ่อโสธร ปี๒๔๖๐ ถือเป็นเหรียญพระเครื่องทองคำที่มีคามเก่าแก่มากที่สุด สร้างในสมัยพระอาจารย์หลิน มีขุนศิรินิพัฒน์เป็นมัคทายกวัด โดยการแต่งตั้งจากกระทรวงธรรมการเป็นผู้ดำเนินการสร้าง ได้มีการสร้างเหรียญขึ้นเป็นจำนวนมากเพื่อให้เพยงพอสำหรับสมนาคุณแก่ผู้บริจาคมทรัพย์ซ่อมแซมชุกชีขององค์หลวงพ่อโสธร มี ๔ ชนิดคือ เหรียญทอคำ เหรียญนวโลหะหรือสำริด เหรียญทองแดง และเหรียญเงินในส่วนของเหรียญทองคำหลวงพ่อโสธร สร้างขึ้นไม่เกิน ๒๐ เหรียญเพราะต้นทุนสูงและวัดยังไม่มีฐานะเหมือนในปัจจุบัน เดิมทีเหรียญทองคำหลวงพ่อโสธรซึ่งเป็นเหรียญแรกที่มีการบันทึกไว้ไม่เป็นที่ยอมรับ แต่หลังจากศึกษาจนเป็นที่ยอมรับจนปัจจุบันกลายเป็นของหายากและได้รับความนิยมค่อนข้างมาก มีมูลค่าอยู่ที่ ๑๕-๒๐ ล้นบาท ที่นับว่าเป็นสุดยอดวัตถุมงคลที่ถือได้เป็นเหรียญพระพุทธที่มีราคาแพงที่สุดในประเทศเหรียญหลวงพ่อธรรมจักร วัดธรรมามูล จ.ชัยนาท หลวงพ่อธรรมจักรเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่ชัยนาทและใกล้เคียงต่างภูมิใจและเคารพเลื่อมใสศรัทธาในอิทธิปาฎิหาริย์เป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วยหรือการขอพรต่างๆ ซึ่งเหรียญที่ได้รับความนิยมแพร่หลายสูงสุดคือ เหรียญหลวงพ่อธรรมจักร ปี๒๔๖๑ ซึ่งเป็นเหรียญที่มีพิธีการสร้างใหญ่โตมากได้รับการปลุกเสกและลงอัครเลขยันต์จากเกจิอาจารย์ ๓ รูปคือ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อคง วัดบางกะพี้ และหลวงพ่ออยู่ วัดคักคะนน ซึ่งมีชื่อเรื่องการอยู่ยงคงกะพัน ร่มเย็นเป็นสุข แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง

Read More

12/08/2564

ทองหยิน เจ๊กบ้า


"วาสนาลื้อสูงมาก ลื้อจะได้เป็นกษัตริย์--"น้ำเสียงเขาขาดเป็นห้วงๆ และเน้นคำว่ากษัตริย์ พร้อมกับพูดซ้ำๆว่า"ลื้อจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครองเมืองนี้" จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่ง ยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัวต่อหน้าสุภาพบุรุษที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ด้วยศรัทธาและบารมีอันแก่กล้าประเทศไทยในสมัยนั้นมีสำนักโหรจีนชื่อดังซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า "จีนทองหยิน" ว่ากันว่าวิธีการดูดวงชะตาของโหรจีนผู้นี้แตกต่างจากโหรทั่วไปในพระนคร คือแทนที่จะใช้วิธีลงเลขคูณหารตรวจปูมชาตาบนกระดานของโหรก็ใช้เพียงแค่สอบถามวันเดือนปีเกิดเท่านั้น และความแม่นยำก็เลื่องลือจนทำให้เจ้าขุนมูลนายไปจนถึงจ้าวนายและเชื้อพระวงศ์จากวังต่างก็พากันยกย่องนิยมนับถือโหรจีนผู้นี้ อยู่มาวันหนึ่งจีนทองหยินได้มีโอกาสต้อนรับอาคันตุกะผู้หนึ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน เป็นบุรุษหนุ่มร่างเล็กแบบบาง หนวดแหย็มประทับเหนือริมฝีปากประปราย ยื่นวันเดือนปีเกิด"วันพุธ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะเส็ง" ให้โหรทองหยินช่วงพิเคราะห์ดวงชะตาให้ เมื่อโหรทองหยินเพ่งดวงหน้านั้นอยู่ชั่วขณะหนึ่ง พลางบอกให้ลุกขึ้นเดินกลับไปกลับมาโหรเอกมองดูท่าทางกิริยาวิธีการเดินของเขาอย่างสนใจ และในทันทีที่สุภาพบุรุษเจ้าของดวงชาตาทรุดตัวลงตามเดิม ฉับพลันนั้นโหรเอกก็เบิกตาโพลง ตลึงและงงงวย เขาลอดสายตาเพ่งออกมานอกแว่น จรดจ้องอยู่กับดวงหน้าของอาคันทุกะแปลกหน้า ผู้ซึ่งไม่เคยเห็นมาเลยนับแต่มาเหยียบเมืองไทย เหมือนกับจะไม่เชื่อตัวเองว่า สุภาพบุรุษที่นั่งอยู่เฉพาะหน้าตนนั้น จะมีดวงชาตากำเนิดสูงละลิ่วอย่างเทพเจ้าที่จุติลงมาเพื่อปกครองแผ่นดินไทย เพื่อเป็นจ้าวชีวิตของคนไทยทั้งชาตินี้ พลางระล่ำระลักว่า "วาสนาลื้อสูงมาก ลื้อจะได้เป็นกษัตริย์--"ชายสุภาพบุรุษเพ่งดูใบหน้าสวนสายตาของทองหยินออกไป พลางหัวเราะอยู่ในลำคอ เป็นการหัวเราะที่แสดงความขบขันคล้ายๆ กับจะตั้งคำถามตัวเองว่า"นี่น่ะหรือ ทองหยิน โหรเอกที่คนเลื่องลือกันทั้งเมือง นี่น่ะหรือที่ใครๆ โจษจรรย์กันว่าทำนายทายทักปูมชาตาแม่นยำนัก"แล้วก็หัวเราะให้กับอาการอันงกงันสั่นเทาของทองหยินอีกครั้ง แล้วชำระค่าตอบแทนเมื่ออำลาจากทองหยิน ขับรถยนต์กลับออกไป สุภาพบุรุษคนนั้นไม่ได้เหลียวกลับมาที่สำนักโหรเอกทองหยินอีก จึงไม่เห็นร่างอันสั่นเทาของทองหยิน ที่แง้มประตูห้องแถวเก่าๆ ตรงสี่แยกมองตามรถยนต์ที่ขับออกไป อาคันตุกะหนุ่มผู้นั้น ต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่๗ แห่งราชวงศ์จักรี นามพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มา: หนังสือเรื่องบุกบรมพิมาน โดย "แหลมสน" จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สหกิจ, ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์-หากสันนิษฐานได้ว่าราวๆ ปี ๒๔๙๒-๒๔๙๓"แหลมสน" จะเป็นนามปากกาของผู้ใดนั้น ไม่อาจระบุได้ ที่มา : อัษฎางค์ ยมนาค

Read More

11/08/2564

“หาดนางทอง” หาดทรายดำแห่งพังงา


“หาดนางทอง” เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าหาดทรายดำ ตั้งอยู่ที่ ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เป็นหนึ่งในชายหาดที่สวยงามในแหล่งท่องเที่ยวย่านเขาหลัก และเป็นแหล่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ อำเภอตะกั่วป่า ในอดีตถือเป็นแหล่งอุตสาหกรรมการทำเหมือแร่ที่สำคัญของไทยแห่งหนึ่งโดยเฉพาะการทำแร่ดีบุก เริ่มตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์เรื่อยมาจนถึงปีพ.ศ.2520 ที่กิจการเหมือแร่เลิกราไป ซึ่งทรายสีดำที่ปรากฏให้เห็นลอดแนวชายหาดนางทองก็มีที่มาจากการทำเหมืองแร่ดีบุกนั่นเองการทำเหมืองแร่ริมชายฝั่ง ทำให้คลื่นซัดแร่ดีบุกขึ้นมาชาวบ้านจะตักมากองรวมกันก่อนจะนำใส่รางและล้างน้ำเพื่อแยกเอาทรายทะเลที่มีน้ำหนักเบากว่าออกให้เหลือเพียงแต่สีดำ ก่อนจะนำไปแยกเอาแร่ดีบุกออกมาขายอีกที หลังจากหมดยุคเหมืองแร่ จังหวัดพังงาก็เริ่มเข้าสู่ยุคท่องเที่ยว แต่คลื่นทะเลตามธรรมชาติก็ยังคงซัดเอาแร่ขึ้นบนชายหาดดังกล่าวอยู่เป็นระยะ และดึงกลับลงไปในทะเล สลับกันไปมาอยู่เรื่อย ๆ จนกลายเป็นหาดทรายสีดำ อย่างที่เราเห็นในปัจจุบันปัจจุบันหาดนางทอง เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่มีความสวยงามแปลกตาจนถูกยกให้เป็นอันซีนพังงา เนื่องจากผืนทรายบนชายหาดนางทองเป็นสีดำละเอียด ที่พบไม่กี่แห่งในโลกยามเมื่อน้ำทะเลลดลงต่ำสุดก็จะมองเห็นหาดทรายสีดำเป็นบริเวณกว้าง ทำให้เป็นที่กล่าวขานถึงความแปลกของหาดทรายที่หาดนางทอง

Read More

10/08/2564

โอกาสของเครื่องประดับไทยในชิลี


ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2021 ชิลีนำเข้าเครื่องประดับและอัญมณีจากไทยมากเป็นอันดับ1 สินค้าสำคัญคือ เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับทอง และเครื่องประดับเทียม เพิ่มขึ้นกว่า 150 % และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ดีมูลค่าการส่งออกของไทยไปชิลีกลับน้อยมากคิดเป็นเพียง 0.02% ของการส่งออกสินค้าในหมวดนี้ จึงเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการของไทยจะเข้าไปขยายตลาดในชิลีเพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกให้มากขึ้น ท่ามกลางความร่วมมือของทั้ง 2 ประเทศไทยและชิลีมีการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันมาต่อเนื่อง ที่สำคัญตือข้อตกลงการค้าเสรีในปี 2015 ผลให้ภายในปี 2023 ภาษีนำเข้าเป็น 0 ทุกรายการ (ยกเว้นทองคำพิกัด 7108 บางพิกัดที่ยังเก็บในอัตรา 6%) จึงถือเป็นข้อได้เปรียบที่ผู้ประกอบการควรใช้สิทธิประโยชน์เพื่อสร้างความได้เปรียบในการเข้าสู่ตลาดชิลี และล่าสุดไทยและชิลีบรรลุข้อตกลงในการเพิ่มประสิทธิภาพในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า Form TC ด้วยการนำระบบการลงลายมือชื่อและตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้ ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการให้บริการด้วยนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อช่วยลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และลดการสัมผัสเอกสาร สอดคล้องกับสถานการณ์ในยุค New Normal ได้เป็นอย่างดีทั้งนี้ไลฟ์สไตล์ของคนชิลีโดยเฉาะในเมืองใหญ่นิยมแต่งกายในลักษณะผ่อนคลาย สบายๆ แต่เน้นความพิถีพิถันกับการแต่งกายให้เข้ากับแต่ละโอกาส สำหรับการสวมใส่เครื่องประดับชาวชิลีนิยมรูปแบบที่เรียบง่าย ดีไซน์ไม่หวือหวา สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน หากเป็นแหวนหมั้นนิยมเลือกซื้อแหวนที่ตัวเรือนทำจากแพลทินัมและประดับด้วยเพชรที่มีขนาดกะรัตไม่มาก แต่เน้นจำนวนเพชรหลายๆ เม็ด และแหวนแต่งงานจะเป็นทองคำเกลี้ยงโดยมักจะแกะสลักชื่อบุคคลลงไปด้วย นอกจากนี้ สตรีชาวชิลีอายุระหว่าง 18-45 ปี มีความนิยมเครื่องประดับเงิน เนื่องจากมีราคาไม่สูงนัก สามารถสวมใส่ได้ทุกวัน ต่างจากผู้มีอายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป มักนิยมเครื่องประดับทองคำ 18-24 กะรัต แต่สีของทองคำที่มีกะรัตสูงมีสีเหลืองมากเกินไปไม่เป็นที่นิยมในชิลี ขณะที่เครื่องประดับที่ทำจากโลหะมีค่าอื่นๆ อย่าง ทองแดง ทองเหลือง หรือเครื่องประดับที่ตกแต่งด้วยลาพิส ลาซูลี ก็เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในชิลี ซึ่งเครื่องประดับตกแต่งด้วยลาพิส ลาซูลี เครื่องประดับเงิน และเครื่องประดับแบบชนพื้นเมืองชาวมาปูเช เป็นของฝากขึ้นชื่อของชิลีสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

Read More

09/08/2564

หัวนะโม...จากความเชื่อสู่เครื่องประดับ


“หัวนะโม” เครื่องรางที่ชาวใต้เชื่อว่าสามารถป้องกันอันตราย หรือป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้ กลายมาเป็นเครื่องประดับหลากหลายรูปแบบที่ให้ทั้งความสวยงามและความเป็นสิริมงคลไปพร้อมๆกัน และจากหัวนะโมที่ทำจากเงินยวง ก็ถูกนำไปประกอบและผสมผสานกับเครื่องทอง หรือเครื่องถม เพื่อทำเป็นสร้อยข้อมือ สร้อยคอ แหวน หรือแม้กระทั่งตุ้มหูจุดเริ่มต้นของหัวนะโม ต้องย้อนไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน ในช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ 18 หัวนะโมเป็นเบี้ยที่ไว้ใช้แทนเงินตราสำหรับแลกเปลี่ยนเปลี่ยนสินค้าของอาณาจักรตามพรลิงค์ หรือจังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน โดยทำจากโลหะ เหตุที่ชื่อว่าหัวนะโมนั้น มาจากการจารึกอักษรปัลลวะหรืออักษรอินเดียโบราณ ที่เรียกว่าตัว “นะ” ไว้บนเม็ดเงินที่มีลักษณะกลม และเมื่อสมัยของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช กษัตริย์แห่งอาณาจักรตามพรลิงค์ เกิดโรคห่าหรืออหิวาตกโรคระบาดขึ้น จึงได้มีการทำพิธีปลุกเสกหัวนะโมขึ้นมาด้วยพิธีกรรมแบบพราหมณ์ โดยอัญเชิญเทพเจ้าสามพระองค์ ซึ่งได้แก่ พระศิวะ พระวิษณุ และพระพรหม มาสถิตในหัวนะโม แล้วนำไปหว่านยังจุดที่มีโรคระบาด และรอบๆ บริเวณเมือง ปรากฎว่าโรคระบาดได้หายไป และอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 4 ของกรุงรัตนโกสินทร์ได้เกิดโรคห่าหรืออหิวาตกโรคระบาดในเมืองนครศรีธรรมราชเช่นกัน จึงได้ทำพิธีปลุกเสกหัวนะโมเพื่อนำไปหว่านแบบกาลก่อน ซึ่งโรคระบาดนั้นก็ได้หายไปเหมือนเดิม จึงเป็นเหตุให้ “หัวนะโม” เป็นของมงคลที่มีความศักดิ์สิทธิ์ของชาวนครศรีธรรมราชที่ส่วนใหญ่จะพกของมงคลนี้ติดตัวการทำหัวนะโมในอดีตเป็นการนำเงินยวง ซึงเป็นโลหะเงินบริสุทธิ์ มีความขาวและนิ่ม มาตอกตรานะโมลงไป และขึ้นรูปเป็นเม็ดกลม ในอดีตมีการใส่ปรอทไว้ด้านในเพราะเชื่อว่าเป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ แต่การทำหัวนะโมในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีต ทั้งเรื่องของโลหะเงินที่นำมาใช้ตอกตราหัวนะโมก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อของผู้จัดทำ โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นโลหะเงินทั่วไป ไม่ได้มีการใส่ปรอทเข้าไปในช่องว่างด้านใน ส่วนในเรื่องของพิธีกรรมก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละบุคคลอีกเช่นกัน บางคนนิยมหัวนะโมที่ผ่านพิธีปลุกเสกมาแล้ว แต่บางคนเชื่อว่าขอแค่เป็นหัวนะโมก็มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องผ่านพิธีปลุกเสกใดๆ หรือบางคนก็นำหัวนะโมที่ยังไม่ได้ปลุกเสกไปร่วมงานร่วมพิธีกรรมทางศาสนาที่เคารพนับถือเพื่อเป็นการปลุกเสกก็มี ดังนั้นการใส่หัวนะโมในปัจจุบันไม่ได้ดูเคร่งขรึมเหมือนในอดีต แต่เป็นความเชื่อที่ผสมสานกับความสวยงามที่สวมใส่เป็นเครื่องประดับได้ด้วย

Read More

06/08/2564

การส่งออกทองคำช่วง 4 เดือนแรกของไทยหดตัวแรง


สถานการณ์การส่งออกทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปหรือทองคำกึ่งสำเร็จรูปของไทยในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ปี 2564 หดตัวสูงถึง ร้อยละ 89.59 ในขณะที่ การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงมีเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 1.05 โดยเฉพาะเมษายน 2564 เพียงเดือนเดียว มูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีก่อนหน้าเกินร้อยเปอร์เซ็น (ร้อยละ 106.57)สาเหตุที่ทำให้การส่งออกทองคำของไทยมีมูลค่าลดลงเนื่องจากราคาทองคำเฉลี่ยในตลาดโลกยังอยู่ในช่วงขาลงอย่างต่อเนื่อง(1,761.68 ดอลลาร์- สหรัฐต่อออนซ์ในเดือนเมษายน 2564) โดยได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์- สหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น และ เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดีทองคำกึ่งสำเร็จรูปยังเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญเป็นอันดับ 2 ในสัดส่วนร้อยละ 27 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยรวมสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุดในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้คือ เครื่องประดับแท้คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 38.56 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.81 โดยสินค้าส่งออกหลักคือ เครื่องประดับเงิน มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 12.51 จากการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักรตลาดอันดับ1,3และ5 ตามลำดับ ขณะที่การส่งออกไปยังเยอรมนีและจีนตลาดในอันดับ 2 และอันดับ 4 หดตัวลงร้อยละ 13.37 และร้อยละ 20.94 การส่งออกเครื่องประดับทองลดลงร้อยละ 9.36 จากการส่งออกไปยังฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และญี่ปุ่น ส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรยังขยายตัวได้ร้อยละ 43.75 และร้อยละ90.63 ตามลำดับ การส่งออกเครื่องประดับแพลทินัมปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 88.08 เนื่องจากการส่งออกไปยังตลาดอย่างสิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และฮ่องกง ต่างขยายตัวสูงขึ้นแม้การส่งออกไปยังญี่ปุ่นตลาดสำคัญอันดับ 2 จะปรับตัวลดลงถึงร้อยละ 14.35ก็ตาม ในส่วนของเพชรสินค้าส่งออกรายการสำคัญในอันดับ 3คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.40 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย มีมูลค่าเติบโตร้อยละ 26.43 โดยเพชรเจียระไนเป็นสินค้าส่งออกหลักในหมวดนี้เติบโตได้ร้อยละ32.78 เนื่องจากการส่งออกไปยังอินเดีย สหรัฐอเมริกาและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นตลาดหลักปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

Read More

01/06/2564

พระแสงดาบทอคำ ของขวัญจากพระพุทธเจ้าหลวงถวายแด่พระจักรพรรดิออสเตรีย-ฮังการี


ในงานแสดงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราช กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีที่จัดแสดงในนิทรรศการ“มหัศจรรย์พรรณภาพ”ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร คนไทยได้มีโอกาสเห็นพระแสงกระบี่สั้นด้ามทองคำที่พระพุทธเจ้าหลวงถวายแด่สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี เมื่อคราวเสด็จเยือนยุโรปครั้งที่1 ในปีพ.ศ.2441ในจดหมายเหตุเสด็จประพาสยุโรป ร.ศ.116 ของ พระยาศรีสหเทพ (เส็ง วิรยศิริ) ปรากฎบันทึกเหตุการณ์สำคัญเมื่อคราวเสด็จพระราชวังเชินบรูนไว้ว่า“วันที่ ๒๔ มิถุนายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๖...พอเวลาจวนทุ่มหนึ่งเสร็จการเลี้ยง [ณ พระราชวังเชินบรูน] พระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับมาทางเดินตามลำดับดังกล่าวมาแล้ว มาพักในห้องแก้วที่ข้าราชการมาพักนั้น มีกาแฟและบุหรี่มาเลี้ยง ซึ่งแปลกกว่าที่อื่น คือโต๊ะหลวงที่แล้ว ๆ มาเลี้ยงแล้วไม่เคยเลี้ยงบุหรี่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนำพระแสงกระบี่สั้น ปรุคร่ำทองฝักทองคำ ด้ามทองคำเป็นหัวนาค ลงยาราชาวดีประดับเพชรพลอย ถวายสมเด็จพระเจ้าเอมเปรอกรุงออสเตรีย ๑ เล่ม และพระราชทานซองพระโอสถลงยาราชาวดีแก่อาชดุ๊กลูวิกวิกตอ สมเด็จพระเจ้าเอมเปรอทรงรับไว้ด้วยทรงยินดี และรับสั่งตอบขอบพระราชหฤทัย...”พระแสงกระบี่ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถวายสมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โยเซฟแห่งจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีในคราวที่เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่1 พ.ศ.2440 โดยเฉพาะในคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนออสเตรียนั้น ได้มีโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนพระราชวังเชินบรูนครั้งนั้นได้ถวายพระแสงกระบี่สั้น ปรุคร่ำทองฝักทองคำ ด้ามทองคำเป็นหัวนาค ลงยาราชาวดีประดับเพชรพลอย แด่สมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โยเซฟแห่งจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีนอกจากพระแสงกระบี่สั้นแล้วยังมี “ตรีศูลทองคำลงยาสี” ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ส่งไปเป็นของทูลพระขวัญตอบแทนที่พระจักรพรรดิฟรันซ์ โจเซฟ แห่งออสเตรีย ส่งของทูลพระขวัญมาถวาย นับเป็นครั้งแรกที่คนไทยส่วนใหญ่ได้เห็นตรีศูลทองคำลงยาพร้อมพระแสงกระบี่ ของขวัญล้ำค่าที่แสดงถึงสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างราชวงศ์ไทยและยุโรป

Read More

01/06/2564

ไพไรต์ เหมือนทองแต่ไม่ใช่ทอง


เมื่อหลายเดือนก่อนมีข่าวน่าตื่นเต้นว่ามีชาวบ้านพบก้อนหินปริศนาระหว่างเข้าไปหาของป่าแถวเชิงเขาในพื้นที่ตำบลพุทธบาท อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งอยู่ห่างจากเหมืองทองอัคราที่อยู่ในเขตอำเภอวังโป่งไม่ถึง 30 กิโลเมตร และเมื่อเอามาทุบดูพบว่าก้อนหินนั้นมีความแวววาว สีคล้ายกับทองคำ จึงมีการตั้งข้อสงสัยว่าใช่ทองคำหรือไม่ในกรณีนี้นักธรณีวิทยา ระบุว่าก้อนหินที่เจอในป่าเรียกว่า แร่ไพไรต์ มีสารทุกอย่างคล้ายทองคำ แต่ไม่ใช่ทองคำ เป็นแร่ของสารประกอบระหว่างเหล็กและกำมะถัน มีลักษณะเด่นเป็นรูปผลึก คล้ายลูกเต๋าสี่เหลี่ยม มีประกายวาวเป็นโลหะ ถ้าสีสด จะออกเป็นสีเหล็ก เป็นเงินขาวๆถ้าสีหมองจะมีความเป็นสีเหลืองคล้ายทองคำสำหรับแร่ไพไรต์ เป็นแร่ที่ไม่มีราคา แต่จะมีมูลค่า ในกลุ่มนักสะสมแร่ และผู้ชอบการสะสมของเก่า ชอบสะสมแร่ในรูปทรงต่าง ๆ หากมีก้อนแร่รูปทรงเป็นที่สนใจ ก็จะมีราคาสูงขึ้นได้ก่อนหน้านั้นกรมทรัพยากรธรณีเคยออกมาชี้แจงครั้งหนึ่งแล้วกรณีชาวบ้านจังหวัดยโสธรพบหินประหลาดซึ่งเชื่อว่าเป็นทองคำหรือเหล็กไหล ซึ่งผลการตรวจสอบก็พบว่าเป็น แร่ไพไรต์เช่นกัน แต่ก็ยังคงมีชาวบ้านพากันไปขุดหาหินประหลาดบริเวณลำห้วยหินลับ อำเภอเลิงนกทาอย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปเก็บไว้ตามความเชื่อว่าอาจเป็นแร่ทองคำหรือเหล็กไหล การพบหินประหลาดในครั้งนั้นสืบเนื่องมาจากการที่เทศบาลตำบลกุดแห่นำเครื่องจักรมาขุดก้นลำห้วยลึก 8 เมตร ซึ่งเป็นหินภูเขาเพื่อทำธนาคารน้ำสำหรับเกษตร พอขุดดินขึ้นมากองริมตลิ่งก็มีชาวบ้านมาพบหินประหลาดจนเกิดการพูดปากต่อปากจนข่าวแพร่สะพัดออกไป

Read More

01/06/2564

เหตุใดแม่น้ำอเมซอนจึง(เหมือน)กลายเป็นทองคำ


เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ องค์การนาซ่า (NASA) เผยแพร่รายงานของ Earth Observatory ปรากฏภาพถ่ายภาพดาวเทียมที่ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2020 โดยนักบินอวกาศ เห็นแม่น้ำอเมซอนที่ไหลพาดผ่าน รัฐมาเดรเดดิโอส ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเปรู มีสีคล้ายทองคำตลอดสาย โดยสัณนิษฐานว่า อาจเป็นหลุมของเหมืองแร่ทองคำที่ถูกคนงานทิ้งไว้โดยปกติแล้วหลุมจะถูกซ่อนไม่ให้มองเห็นได้ โดยเฉพาะจากบนสถานีอวกาศนานาชาติ แต่ครั้งนี้อาจเป็นเพราะแสงแดดที่สะท้อนลงไปยังพื้นน้ำ ซึ่งภาพที่ถ่ายได้ครั้งนี้เป็นช่วงแม่น้ำ Inambari โดยมีหลุมจำนวนหนึ่งที่ล้อมรอบด้วยพื้นที่ที่ถูกตัดไม้ทำลายป่าและมีโคลนเน่าเสีย การขุดทองเป็นไปอย่างเสรี ในรัฐมาเดรเดดิโอส (Madre de Dios) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเปรู มีพรมแดนติดกับบราซิลโบลิเวีย เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่ไม่มีการจดทะเบียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตามรายงานของนาซ่า ซึ่งการขุดแร่เหล่านี้ยังเป็นสาเหตุสำคัญ ของการตัดไม้ทำลายป่า ทำลายสภาพแวดล้อม ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ เช่น การใช้สารปรอทเพื่อสกัดทองคำก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำในปี 2011 อุตสาหกรรมแร่ทองคำในภูมิภาคนี้ ขยายตัวมากขึ้นนับตั้งแต่การเปิดตัว Southern Interoceanic Highway เนื่องจากทำให้พื้นที่นี้สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น การเชื่อมต่อด้วยถนนเพียงสายเดียวระหว่างบราซิลและเปรู มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการค้าและการท่องเที่ยวแต่สิ่งที่เป็นหายนะกว่าคือการทำลายสิ่งแวดล้อมและการตัดไม้ทำลายป่ารัฐมาเดรเดดิโอส (Madre de Dios) เป็นเมืองเก่าแก่แห่งหนึ่งของลุ่มแม่น้ำอเมซอน มีขนาดเท่ากับ เซาท์แคโรไลนา มีนกมาคอว์ ลิง เสือจากัวร์ ผีเสื้อ butterflies thrive อาศัยอยู่ โดยมีเขตอนุรักษ์ Tambopata ซึ่งรอดพ้นจากการขุดแร่ทองคำ รวมทั้งผืนป่าอีกหลายร้อยตารางไมล์ ซึ่งเต็มไปด้วยป่ารกทึบและต้นไม้ที่มีความอันตราย ราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่เหล่านี้ถูกแย่งชิงจากคนนับหมื่นทั่วเปรูที่เข้ามายังอุตสาหกรรมดังกล่าวในเดือน ม.ค. 2019 การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พบว่า การตัดไม้ทำลายป่าจากเหมืองทองคำในเปรูได้ทำลายพื้นที่ป่าไปถึง 22,930 เอเคอร์ หรือเกือบ 60,000 ไร่ ของป่าอเมซอนในเปรู (1 เอเคอร์ เท่ากับ 2.5 ไร่) และ ในปี 2018 จากการสำรวจของโครงการ Andean Amazon หรือที่เรียกว่า MAAP บันทึกข้อมูลย้อนหลังไปถึงปี 1985 ซึ่งจัดทำโดยศูนย์นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ Amazonian ของ Wake Forest University พบว่า ในช่วงสองปีที่ผ่านมา การขุดแร่ทองในในผืนป่าอเมซอนที่ประเทศเปรูเทียบเท่ากับสนามฟุตบอล มากกว่า 34,000 แห่ง

Read More

01/06/2564

นโยบายภาครัฐ ปัจจัยหนุนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของอินเดีย ก้าวสู่ผู้นำการส่งออก


นอกจากผู้ประกอบการอินเดียจะพัฒนาตนเองแล้ว ภาครัฐยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของอินเดียเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมี Gem and Jewellery Export Promotion Council (GJEPC) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานเฉพาะที่รัฐบาลอินเดียจัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เพิ่มขีดความสามารถในการค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งมีช่วยพัฒนาทักษะแรงงานทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับมาตรการด้านภาษีรัฐบาลอีนเดียลดภาษีนำเข้าโลหะทองคำและเงินจากร้อยละ 12.5 เป็นร้อยละ 7.5 ส่วนแพลทินัม และพาลาเดียม ลดภาษีนำเข้าจากร้อยละ 12.5 เหลือร้อยละ 10 และหันไปเพิ่มภาษีนำเข้าเพชรเทียม และอัญมณีสังเคราะห์จากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 15 เพื่อป้องกันการเข้าไปแข่งขันของสินค้าจากจีน ส่วนภาษีนำเข้าเพชรแท้และเพชรสังเคราะห์ ยังคงมีอัตราภาษีนำเข้าอยู่ที่ร้อยละ 7.5 นอจากนี้ยังลดอัตราภาษีนิติบุคคลจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 22 ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ค้าและผู้ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ และให้นักท่องเที่ยวต่างชาติขอคืนภาษีสินค้าและบริการจากการซื้ออัญมณีและเครื่องประดับในอินเดียได้ ซึ่งมีอัตราภาษีอยู่ที่ร้อยละ 0.25 – 3ได้มีการผ่อนปรนกฎระเบียบ โดยอนุญาตให้นักธุรกิจกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับสามารถนำสินค้าติดตัวออกไปร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติหรือเพื่อเดินทางไปทำกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกเพิ่มขึ้นจากเดิมอนุญาตให้ไม่เกิน 1 แสนเหรียญสหรัฐ เปลี่ยนเป็นไม่เกิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษหลายแห่งสำหรับธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับโดยเฉพาะกระจายอยู่ในหลายเมืองสำคัญ อาทิ เมืองมุมไบ ไฮเดอราบัด และจัยปูร์ เป็นต้น เพื่อจูงใจบริษัทของทั้งชาวอินเดียและต่างชาติให้เข้าไปประกอบกิจการอัญมณีและเครื่องประดับในเขตพิเศษ โดยมอบสิทธิพิเศษทั้งด้านภาษีและมิใช่ภาษี และให้สิทธิชาวต่างชาติถือหุ้นในกิจการอัญมณีและเครื่องประดับได้ร้อยละ 100 โดยดำเนินการผ่านช่องทางอัตโนมัติ ซึ่งทำให้การขออนุญาตทำได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เป็นต้นนอกจากนี้ยังทีความตกลงระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เช่นลงนามความร่วมมือ (MOU) กับประเทศคู่ค้าสำคัญเพื่อขยายการค้าและการลงทุนอัญมณีและเครื่องประดับระหว่างกัน อาทิ รัสเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อีกทั้งนโยบาย Make In India ที่รัฐบาลประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2557ก็จะช่วยยกระดับเครื่องประดับอินเดียสู่มาตรฐานการส่งออกซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดการส่งออกได้มากขึ้น โดยอินเดียตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับอินเดียเป็น 75,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเพิ่มการจ้างงานในอุตสาหกรรมอีก 2 ล้านตำแหน่งภายในปี 2565ความสำเร็จของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของอินเดีย มาจากปัจจัยที่หลากหลายจากทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดส่งผลให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับอินเดียเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งจนอย่างในปัจจุบันนี้ข้อมูล :GIT

Read More

01/06/2564

การพัฒนาในอุตสาหกรรมเครื่องประดับทองของอินเดีย


อินเดียเป็นประเทศผู้ผลิตเครื่องประดับเก่าแก่แห่งหนึ่งของโลกด้วยประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 5,000 ปี โดยการผลิตเครื่องประดับ ทอง เครื่องประดับเงิน และเครื่องประดับเพชร เริ่มต้นจากอุตสาหกรรมในครัวเรือนซึ่งอาศัยการผลิตแบบดั้งเดิมและแรงงานฝีมือเป็นหลัก ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบศิลปะอินเดีย ซึ่งจะเป็นเครื่องประดับชิ้นใหญ่ น้ำหนักมาก เน้นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ ต่อมามีการนำเทคโนโลยีการผลิตและเครื่องจักรทันสมัยมาประยุกต์ใช้กับกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม ทำให้ได้เครื่องประดับที่มีรูปแบบทันสมัย น้ำหนักเบา และสามารถผลิตได้ปริมาณมากขึ้น อินเดียจึงสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดโลกได้ จนกลายเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกเครื่องประดับทองและเครื่องประดับเงินรายใหญ่ของโลกในปัจจุบันสำหรับแหล่งผลิตเครื่องประดับเงินสำคัญจะอยู่ในกรุงนิวเดลี (New Delhi) เมืองสุรัต (Surat) โกลกาตา (Kolkata) มุมไบ (Mumbai) และจัยปูร์ (Jaipur) ส่วนแหล่งผลิตเครื่องประดับทองสำคัญจะอยู่ในเมืองโกลกาตา ตฤศศูร (Thrissur) และมุมไบในปี 2555 อินเดียส่งออกเครื่องประดับทองเป็นอันดับ 2 ของโลก มีสัดส่วนส่งออกอยู่ที่ร้อยละ 15.26 ในขณะที่จีนซึ่งเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 มีสัดส่วนร้อยละ 23.94 และสัดส่วนการส่งออกของจีนยิ่งทิ้งห่างอินเดียมากขึ้นในปี 2556 เนื่องจากรัฐบาลอินเดียจำกัดการนำเข้าทองคำเพื่อลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด โดยการเพิ่มภาษีนำเข้าทองคำจากร้อยละ 2 เป็นร้อยละ 8 และในปี 2557 ก็ได้ปรับเพิ่มเป็นร้อยละ 10 จึงทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของอินเดียลดลงเพราะต้นทุนเครื่องประดับทองที่เพิ่มสูงจากการจำกัดการนำเข้าทองคำ ในขณะที่จีนมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างต่ำ และฝีมือการผลิตเครื่องประดับทองที่ตอบสนองต่อตลาดระดับล่างจนถึงบน จึงทำให้ผู้ซื้อหันไปซื้อสินค้าจากจีนเพิ่มสูงขึ้นมากอินเดียเริ่มกลับมาส่งออกเครื่องประดับทองเพิ่มขึ้นในปี 2559 เป็นต้นมา เนื่องจากรัฐบาลออกข้อบังคับให้นำทองคำร้อยละ 20 ของการนำเข้าทั้งหมดไปผลิตเป็นเครื่องประดับเพื่อส่งออก อีกทั้งผู้ประกอบการเริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิต มีการอบรมเพิ่มทักษะการออกแบบสินค้าให้กับช่างฝีมือเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าต่างชาติ นำเทคโนโลยี CAD และ CAM มาช่วยในการออกแบบเพื่อเพิ่มความหลากหลายของรูปแบบเครื่องประดับทองมากขึ้น รวมถึงการเน้นสร้างแบรนด์ส่งออก และการประทับตรา Hallmark บนเครื่องประดับทองเพื่อรับรองค่าความบริสุทธิ์ของทองคำ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังทีแรงงานที่มีฝีมือและราคาไม่สูงมากทำให้ราคาต่อหน่วยของเครื่องประดับทองสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้จากสถิติ Global Trade Atlas พบว่าในปี 2563 อินเดียเป็นผู้ส่งออกเครื่องประดับทองเป็นอันดับ 4 ของโลก แต่หากพิจารณาการส่งออกไปยังตลาดหลักของโลกพบว่า อินเดียเป็นแหล่งนำเข้าเครื่องประดับทองเป็นอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อีกทั้งยังเป็นแหล่งนำเข้าในอันดับที่ 4 ในกลุ่มสหภาพยุโรปด้วย ข้อมูล :GIT

Read More

01/06/2564

อินเดีย...ผู้นำอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเพื่อการส่งออก


ประเทศอินเดียส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากแร่เชื้อเพลิงและสารสกัดจากปิโตรเลียม คิดเป็นสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 12 ของมูลค่าการส่งออกของประเทศโดยรวม มีผู้ประกอบการกว่า 500,000 ราย และมีการจ้างงานทั่วประเทศราว 5 ล้านคน ในธุรกิจการเจียระไนเพชรขนาดเล็ก ธุรกิจเครื่องประดับเงิน เครื่องประดับทอง รวมถึงอัญมณีสังเคราะห์ อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับอินเดียเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา สะท้อนจากมูลค่าส่งออกที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นมาตั้งแต่ปี 2551จากมูลค่า 19,186 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2550 เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 34,000 ล้านเหรียญ-สหรัฐในปี 2553 ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 80 ทั้งนี้ การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับอินดียทำสถิติสูงสุดในปี 2554 ด้วยมูลค่าส่งออกกว่า 5หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2563 อินเดียเป็นผู้ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในอันดับที่ 6 ของโลกการเติบโตของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของอินเดียมาจากหลากปัจจัย เช่น มีทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ โดยอินเดียมีเหมืองแร่ทองคำ เพชร และอัญมณีหลากหลายชนิด กระจายอยู่ในหลายรัฐของประเทศ และทักษะฝีมือแรงงานของอินเดียที่มีความชำนาญสูงในการเจียระไนเพชร พลอยสี และการผลิตเครื่องประดับ รวมถึงการสนับสนุนส่งเสริมจากภาครัฐในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะความชำนาญสูงในการเจียระไนเพชรขนาดเล็ก และพลอยสีระดับราคาปานกลางลงมาจนถึงต่ำ ทำให้อินเดียเป็นศูนย์กลางการเจียระไนและการค้าเพชรขนาดเล็กและพลอยสีที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ศูนย์กลางการเจียระไนเพชรอยู่ที่เมืองสุรัต ซึ่งเป็นแหล่งเจียระไนเพชรราวร้อยละ 80 ของเพชรที่เจียระไนทั้งหมดในประเทศ ส่วนเมืองอื่นๆ ที่มีการเจียระไนเพชร ได้แก่ เมืองบาฟนาการ์ และเมืองอาห์เมดาบัด ในรัฐคุชราต สำหรับการเจียระไนพลอยสีส่วนใหญ่จะอยู่ในเมืองจัยปูร์ รัฐราชสถาน (Rajasthan) ถือเป็นศูนย์กลางการเจียระไนพลอยสีของประเทศ ทั้งนี้ ในปี 2563 อินเดียเป็นประเทศผู้ส่งออกเพชรสำคัญในอันดับที่ 1 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกพลอยสีในอันดับที่ 5 ของโลก พร้อมตั้งเป้าหมายสู่การเป็นผู้เจียระไนเพชรขนาดใหญ่ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลกด้วยข้อมูล :GIT

Read More

01/06/2564

ใครที่ใช้...ทองคำ และส่งผลต่อราคาทองคำอย่างไร


การระบาดของโควิด-19 เศรษฐกิจทั่วโลกพังครืน กำลังซื้อผู้บริโภคลดลงแต่ทำไมราคาทองคำทะยานขึ้นไม่หยุด ทั้งนี้เพราะทองคำถูกใช้ไปในหลายบทบาท โดยการใช้ทองคำ ประกอบไปด้วยความต้องการจาก 4 กลุ่มหลัก คือ ภาคเครื่องประดับ ภาคเทคโนโลยี ภาคธนาคารกลาง และภาคการลงทุน ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สวนทางกันอย่างชัดเจน นั่นคือความต้องการบริโภคทองคำจากจีนและอินเดีย ซึ่งเป็น 2 ประเทศที่ใช้ทองคำมากที่สุดในโลกลดลงในขณะที่ความต้องการเพื่อการลงทุนจากกองทุน ETF ทองคำเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลกในปี 2020 ความต้องการทองคำในภาคเครื่องประดับจากจีนและอินเดียลดลงเหลือ 1,411.6 ตัน ลดลง 34% จากปี 2019 และเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ WGC เริ่มจดบันทึกตัวเลขดังกล่าวแต่ความต้องการทองคำด้านการลงทุนกลับเพิ่มขึ้นอย่างมากโดยการถือครองทองในกองทุน ETF ทองคำทั่วโลกเพิ่มขึ้น 877.1 ตันซึ่งถือเป็นการถือครองสูงสุดที่ 3,751.5 ตัน ขณะที่ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองทั่วโลกเพิ่มขึ้น 3% ไปอยู่ที่ระดับ 896.1 ตันจะเห็นได้ว่าความต้องการลงทุนในปี 2020 มีความโดดเด่นอย่างมาก ซึ่งนอกจากจะช่วยชดเชยการลดลงของอุปสงค์ในภาคเครื่องประดับและภาคธนาคารกลาง ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนราคาทองคำในปีที่แล้วอีกด้วยอย่างไรก็ตามในปีนี้( 2021) ความต้องการลงทุนในภาค ETF ทองคำกลับมาชะลอตัวลง สวนทางกับความต้องการทองจากจีนและอินเดียซึ่งถือเป็นประเทศที่บริโภคทองคำมากที่สุดในโลก โดยบริโภคทองคำรวมกันเกือบ 2,000 ตันต่อปี มีแนวโน้มฟื้นตัวสะท้อนจากยอดนำเข้าทองคำของอินเดียจากต่างประเทศที่ปรับตัวขึ้นกว่า 7 เท่า แตะที่ระดับ 98.6 ตันในเดือนมีนาคม เมื่อเทียบกับระดับของปีก่อนหน้าที่ 13 ตัน แตะระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2019 Reuters ยังมีการรายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวว่า ทางการจีนได้กลับมาอนุญาตให้ธนาคารในประเทศและต่างประเทศนำเข้าทองคำจำนวนมากหลังจากไม่ได้โควตาการนำเข้ามาระยะหนึ่งปริมาณการนำเข้าของจีนและอินเดีย เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการกลับมาของความต้องการทองคำ ซึ่งหากแรงซื้อจากจีนและอินเดียกลับมาฟื้นตัวต่อเนื่อง ก็จะเป็นปัจจัยที่ช่วยชดเชยกระแสเงินทุนที่ไหลออกจากกองทุน ETF ทองคำได้

Read More

01/06/2564

ฤาดอลลาร์จะสิ้นมนต์ขลัง เมื่อธนาคารการทั่วโลกหันมาถือทองคำแทน


กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายงานสัดส่วนการถือครองสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศทั่วโลกพบว่าลดลงอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ 59%ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2020 นับเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 25 ปี และธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ต่างหันไปเพิ่มการถือครองทุนสำรองระหว่างประเทศในรูปของทองคำเพิ่มมากขึ้นข้อมูลนี้ปรากฏอยู่ในรายงาน Currency Composition of Official Foreign Exchange Reserves (COFER)ซึ่งเป็นการสำรวจสกุลเงินต่างๆในฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศของ IMF ระบุว่า สัดส่วนสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่บรรดาแบงก์ชาติถือครองในฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงเฉลี่ย 12% นับตั้งแต่ที่สกุลเงินยูโรเปิดตัวใช้งานอย่างเป็นทางการในปี 1999 โดยในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2020 สัดส่วนของสกุลเงินยูโร ในฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศ อยู่ที่ 20% ขณะที่สกุลเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย ดอลลาร์แคนาดา และเงินหยวนของจีน มีสัดส่วนเฉลี่ยอยู่ที่ 9% นักวิเคราะห์มองว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าบทบาทของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่ทรงอิทธิพลอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลกกำลังลดลง ท่ามกลางการแข่งขันของอีกหลายสกุลเงิน บวกกับได้แรงเสริมจากการที่ธนาคารกลางของหลายประเทศเทขายสกุลเงินดอลลาร์ออก เพื่อหันมาประคองสกุลเงินของประเทศตนเองในช่วงที่จำเป็นต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิด-19 ระบาดขณะเดียวกันในมุมมองระยะยาว IMF ระบุว่า แม้ภาพรวมมูลค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ มากนัก แต่สัดส่วนการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐในตลาดโลกที่ลดลง ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ได้ว่า ธนาคารกลางทั้งหลายเริ่มมองหาทางเลือกอื่นสำหรับการเก็บทุนสำรองระหว่างประเทศนอกเหนือจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Market) และชาติกำลังพัฒนา จะก้าวเข้ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก IMF ให้เหตุผลว่า กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านี้กำลังมองหาทางเลือกในการเก็บทุนสำรองระหว่างประเทศ โดยมีบางประเทศ เช่น รัสเซีย ประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าต้องการลดสัดส่วนการถือครองสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลงไปเรื่อยๆ เพราะความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อและปริมาณหนี้ที่กำลังปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นอกจากจัดสัดส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศด้วยการไปถือครองสกุลเงินชาติอื่น ซึ่งหมายรวมถึงสกุลเงินของประเทศตนเองแล้ว ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ต่างหันไปเพิ่มการถือครองทุนสำรองระหว่างประเทศในรูปของทองคำเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดโลกขยับเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

Read More

01/06/2564

‘บิตคอยน์’ทองคำแห่งโลกดิจิทัล จริงหรือ?


ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมาราคา“บิตคอยน์”คริปโตเคอร์เรนซีใหญ่ที่สุดในตลาดร่วงลงไม่หยุดคิดเป็นมูลค่าเกือบ 50% จากจุดสูงสุด แต่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา ก็ยังคงเชื่อมั่นว่า ‘บิตคอยน์’ยังเป็นทองคำแห่งโลกดิจิทัลและเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ดีอยู่ลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา ในสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตันให้ความเห็นว่า เขายังคงเชื่อมั่นว่าบิตคอยน์ยังคงมีสถานะที่เทียบได้เท่ากับทองคำดิจิทัล ถึงแม้ภาพรวมราคาของในช่วงที่ผ่านมาไม่สู้ดีนัก เนื่องจากความผันผวนของตลาดและกระแสข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลอว์เรนซ์ยอมรับว่าทองคำถือเป็นทรัพย์สินเป็นทางเลือกของการลงทุนที่มีความเสียงน้อยกว่าการเก็บเงินสด ซึ่งคริปโตฯ เองก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นทางเลือกของความปลอดภัยในการสะสมความมั่งคั่งเช่นเดียวกับทองคำ และก็เชื่อว่าคริปโตฯจะยังคงยั่งยืนอยู่ต่อไปจนสามารถมีสถานะเป็นทองคำแห่งโลกดิจิทัลด้วยก็ได้อย่างไรก็ดีมีหลายเสียงที่อาจไม่เห็นด้วยกับอดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เช่นนักวิเคราะห์คริปโตจากกองทุนแห่งหนึ่ง กล่าวไว้ว่า หากทองคำจะมีมูลค่ารวมทั้งตลาดที่ 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐน่าสนใจว่าบิตคอยน์จะสามารถดันตัวเองขึ้นไปที่หลักดังกล่าวได้หรือไม่ในช่วงระยะเวลาอีก 5 ปีต่อจากนี้ โดยที่ปัจจุบันบิตคอยน์มีมูลค่ารวมทั้งตลาดที่ราว 6.97 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นั่นหมายความว่ามูลค่าของมันจะต้องเพิ่มขึ้นกว่า 14 เท่าตัว เพื่อพาตัวเองทะยานขึ้นไปให้อยู่ในระดับเดียวกันกับทองคำ การร่วงลงของบิตคอยน์ในช่วงที่ผ่านมาหลายคนอาจนึกถึงทวีตของ อีลอน มัสก์ ที่ประกาศว่าเทสลาจะไม่รับชำระเงินเป็นบิตคอยน์ เพราะสิ้นเปลืองพลังงานสูงมาก แต่ความจริงแล้ว ปัญหาใหญ่ของบิตคอยน์และคริปโทเคอร์เรนซีทั้งหลาย คือ รัฐบาลหรือหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงิน การธนาคารของหลายประเทศพยายามเข้าควบคุมสกุลเงินดิจิตอลทั้งหลาย หนึ่งในนั้นคือนโยบายการเงินของประเทศจีน อีกทั้งยังปรากฏรายงานข่าวว่าสหรัฐฯจะเรียกเก็บภาษีสำหรับการซื้อขายหรือถ่ายโอนเงินคริปโตใดๆที่มีมูลค่ารวมตั้งแต่ 10,000 ดอลลาร์ขึ้นไปจึงทำให้มูลค่าบิตคอยน์ร่วงลงอย่างที่เห็น

Read More

01/06/2564

เมียนมาวิกฤติหนัก ลักลอบขนเงินและทองคำเข้ามาซ่อนฝั่งไทย


ทองคำ 5 กิโลกรัมและเงินสดอีกกว่า 10 ล้านบาทจากเมียนมาถูกลักลอบนำเข้าไทยด้านฝั่งชายแดนแม่สอด จังหวัดตากคาดว่ามีสาเหตุมาจากสถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมาที่มีคำสั่งห้ามทำธุรกรรมทางการเงินเกินันละ 2 แสนจ๊าดเท่านั้นเมื่อวันนี้ 25 พฤษภาคม 2564 เจ้าหน้าที่ทหารกองร้อยทหารราบที่ 431 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 4 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ร่วมกับเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สอด พบรถยนต์กระบะต้องสงสัยคันหนึ่งขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่บริเวณท่าขนส่งสินค้าที่บ้านวังตะเคียน ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด ลักษณะเป็นรถยนต์กระบะ สีขาวยี่ห้ออีซูซุ ดีแม็กซ์ หมายเลขทะเบียน บร.1089 กำแพงเพชรมีคอกท้าย บรรทุกสินค้าที่มาจากฝั่งเมียนมา จังหวัดเมียวดี ตรงข้ามอำเภอแม่สอด จึงขอเข้าตรวจสอบภายในรถยนต์กระบันดังกล่าว พบว่ามีทองคำแท่งจำนวน 5 แท่ง แท่งละ 1 กิโลกรัม อยู่ในกล่องกระดาษ เงินสดเป็นเงินไทย จำนวน 4.1 ล้านบาท และธนบัตรดอลลาร์สหรัฐอีกจำนวน 1 แสนดอลลาร์ ภายในรถยนต์มีคนขับและผู้โดยสารเป็นชาย ทั้งหมด 3 คน จึงได้สอบถามที่มาและขอตรวจสอบ เนื่องจากไม่ได้ผ่านพิธีทางศุลกากร เบื้องต้นคาดว่าน่าจะทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของนักธุรกิจชาวเมียนมาในจังหวัดเมียวดีรายหนึ่งที่พยายามลักลอบขนเงินและทองคำเข้ามาเก็บไว้ในประเทศไทยเพราะขณะนี้ชาวเมียนมาไม่สามารถเก็บเงินและทรัพย์สินที่เป็นทองคำไว้ในบ้านได้ เนื่องจากเสี่ยงต่อการถูกตรวจค้นและจับกุม และหากนำเงินไปฝากธนาคารก็จะถอนเงินสดได้เพียงครั้งละ 2 แสนจ๊าตเท่านั้น ตามคำสั่งของคณะรัฐประหาร จึงทำให้แบงก์ชาติ นักธุรกิจ พ่อค้า และนักลงทุนได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ในขณะนี้ระบบการเงินการคลังของประเทศเมียนมาถือได้ว่ากำลังอยู่ในภาวะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง จึงมีการักลอบนำเงินและทองคำเข้ามาในประเทศไทยซึ่งปลอดภัยกว่าและคาดว่าน่าจะมีมากกว่านี้ที่ไม่สามารถจับกุมได้

Read More

12/05/2564

เซินเจิ้น…หัวใจอุสาหกรรมเครื่องประดับจีน


อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องประดับจีนกระจุกตัวอยู่ในมณฑลกวางตุ้งเป็นหลัก โดยมีเมืองเซินเจิ้นและเขตปันหยูของเมืองกวางโจวซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลเป็นศูนย์กลางการผลิต เฉพาะที่เมืองเซินเจิ้นเป็นที่ตั้งของธุรกิจเครื่องประดับกว่า 30,000 ราย โดย 8,900 รายตั้งอยู่ในพื้นที่ Shuibei ในเขต Luohu ซึ่งเครื่องประดับจากเซินเจิ้นกว่าร้อยละ 90 ผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดภายในประเทศ ดังนั้นแม้จะเกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลกเช่นปัจจุบัน เซินเจิ้นก็ยังช่วยให้จีนเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องประดับที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ปัจจุบันตลาดผู้บริโภคเครื่องประดับในจีนมีหลายกลุ่มที่มีความต้องการแตกต่างกันไป เช่นผู้บริโภครุ่นใหม่มีความต้องการเครื่องประดับประเภทเพชรสีแฟนซี เพชรรูปทรงแฟนซี และพลอยสีมากกว่าเครื่องประดับทองรูปแบบเดิมๆในขณะที่วัสดุใหม่ๆอย่างเซรามิก ไทเทเนียม และแพลเลเดียม ก็ได้เข้ามามีบทบาทในงานออกแบบเครื่องประดับมากขึ้น ผู้ผลิตจึงพยายามนำเทคโนโลยีและนวตกรรมมาใช้เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดเครื่องประดับรูปแบบใหม่ๆทันสมัยตรงตามความต้องการของตลาด เช่นการใช้ทองคำเนื้อแข็งแบบสามมิติ (3D hard gold) การนำเทคนิคการทำทองแบบจีนโบราณกลับมาใช้ในการผลิตยุคปัจจุบันเป็นต้นหลายปีที่ผ่านมาผู้ผลิตจีนลงทุนด้านนวัตกรรมและการออกแบบอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์เครื่องประดับที่หลากหลาย โดยเฉพาะในเซินเจิ้นที่มีการส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมรวมถึงการวิจัยและพัฒนาโดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี วัสดุ เทคนิค และรูปแบบใหม่ๆเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการผลิต ค้นหาโอกาสใหม่ๆในตลาดรวมถึงการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับในแง่คุณภาพมากขึ้น ในเมืองเซินเจิ้น มีศูนย์กลางการค้าและตลาดขายส่งเครื่องประดับราว 30 แห่ง มีแรงงานกว่า 250,000 คน มูลค่าการผลิตและการค้าเครื่องประดับราว 150,000 ล้านหยวนต่อปี (ราว 21,400 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี) แต่ละปีมีการนำเข้าทองคำและแพลทินัมเข้ามาใช้ในการผลิตกว่าร้อยละ 70 ของปริมาณการซื้อขายทองคำและแพลทินัมในตลาดแลกเปลี่ยนทองคำเซี่ยงไฮ้ จำนวนเพชรร่วงที่ใช้ในเครื่องประดับคิดเป็นร้อยละ 90 ของปริมาณการซื้อขายเพชรร่วงตามปกติในตลาดแลกเปลี่ยนเพชรเซี่ยงไฮ้กระบวนการผลิตของจีนก็กำลังผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีช่วยให้การประสานงานและการทำงานโปร่งใสมากขึ้นตลอดวงจรการผลิต นอกจากนี้ผู้บริโภคยังสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่นำมาใช้ได้ด้วย

Read More

12/05/2564

ปันหยู..ศูนย์กลางการผลิตเครื่องประดับครบวงจรของจีน


ตลอดช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา เขตปันหยูของเมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้งกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องประดับแบบรวมศูนย์อย่างเต็มตัวของจีน โดยมีทั้งโรงงานและบริการด้านการผลิต การฝังอัญมณี การออกแบบ การตลาด รวมถึงเป็นศูนย์ฝึกอบรม ห้องปฏิบัติการ และผู้ให้บริการด้านลอจิสติกส์ โดยมี Da Luo Tang และ Shawan เป็นเมืองศูนย์กลางการผลิตเครื่องประดับสองเมืองในเขตนี้เขตอุตสาหกรรมเครื่องประดับ Shawan เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตเครื่องประดับ 25 แห่ง อาคารสำนักงาน 2 แห่ง สำนักงานศุลกากร คลังสินค้าทัณฑ์บน ศูนย์ตรวจสอบอัญมณีแห่งชาติ (National Gemstone Testing Center) ตลาดแลกเปลี่ยนเพชรกวางโจว (Guangzhou Diamond Exchange) และตลาดแลกเปลี่ยนหยกและอัญมณีกวางตุ้ง (Guangdong Jade & Gems Exchange) บริษัทเครื่องประดับในฮ่องกงหลายบริษัทเช่น Chow Tai Fook Jewellery Group, Chow Sang Sang Group, ล้วนมีฐานการผลิตอยู่ในปันหยูตามข้อมูลจากสมาคม Guangzhou Panyu Jewellery Manufacturers Association การส่งออกเป็นแกนสำคัญของธุรกิจเครื่องประดับในปันหยู การค้าเครื่องประดับโดยใช้ฮ่องกงเป็นแหล่งส่งสินค้าออกไปยังประเทศอื่นอีกต่อหนึ่งนั้นร้อยละ 70 เป็นสินค้าที่มาจากเขตปันหยู ปันหยูส่งออกเครื่องประดับคิดเป็นราวร้อยละ 60 ของการส่งออกเครื่องประดับของจีนทั้งหมด โดยสินค้าจำนวนมากส่งไปยังสหภาพยุโรป ฮ่องกง สหรัฐ สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย และรัสเซียอย่างไรก็ดี ในช่วงไม่กี่ปีมานี้เขตปันหยูหันมาหาตลาดภายในประเทศมากขึ้นเพื่อรับมือกับการส่งออกที่ลดลงนับตั้งแต่วิกฤติการเงินโลกเมื่อปี 2008 จนมาถึงการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้การสั่งซื้อจากต่างประเทศลดลงขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กิจการเครื่องประดับในปันหยูจึงต้องเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจจากที่เน้นการส่งออกมาเป็นกิจการที่สนองความต้องการของตลาดหลายแห่งเพื่อการขายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ปันหยูยังปรับบทบาทไปเป็นฐานการจัดหาสินค้าให้แก่แบรนด์เครื่องประดับทั้งในและต่างประเทศ ด้วยเป้าหมายมูลค่าการผลิตกว่าหนึ่งแสนล้านหยวนต่อปี พร้อมๆกันกับการเปลี่ยนแนวทางอุตสาหกรรมเครื่องประดับจากการ“ผลิตในปันหยู” มาเป็นการ“สร้างสรรค์ในปันหยู”เพื่อมุ่งส่งเสริมให้ปันหยูเป็นแหล่งสร้างสรรค์ชิ้นงานเครื่องประดับที่มีเอกลักษณ์แปลกใหม่ให้แก่ตลาดทั้งในและต่างประเทศปัจจุบันปันหยูเป็นที่ตั้งของบริษัทเครื่องประดับกว่า 400 แห่งจากภูมิภาคและประเทศต่างๆ กว่า 30 ประเทศ กำลังการผลิตเครื่องประดับคิดเป็นรายผลิตภัณฑ์กว่า 700,000 ชิ้นต่อปี ในแต่ละปีมีการฝังพลอยสีกว่า 70 ตันลงในเครื่องประดับ มีโรงงานเจียระไนพลอยสีราว 1,000 แห่ง มีบริษัทในธุรกิจการขายกว่า 2,000 แห่ง มีพนักงานทั้งหมดราว 100,000 คน นักออกแบบเครื่องประดับกว่า 800 คนและแบบผลิตภัณฑ์ที่คิดขึ้นใหม่กว่า 100,000 แบบ

Read More

12/05/2564

มัมมี่ลิ้นทองคำ สุดยอดการค้นพบทางโบราณคดีแห่งปี 2020


ที่วิหาร "ทาโปไซริส แม็กนา" (Taposiris Magna) ในเมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ มีการค้นพบทางโบราณคดีครั้งสำคัญที่ถือเป็นสุดยอดการค้นพบแห่งปี 2020 คือการขุดพบมัมมี่ซึ่งมีอายุเก่าแก่ราว 2,000 ปี ที่มีลักษณะพิเศษต่างจากมัมมี่ทั่วไปที่เคยพบก่อนหน้านี้ เพราะมัมมี่ดังกล่าวมีลิ้นที่ทำจากแผ่นทองคำอยู่ในปาก นักโบราณคดีบางกลุ่มเชื่อกันว่า วิหารซึ่งเป็นสถานที่ฝังร่างมัมมี่แห่งนี้อาจเป็นสุสานเดียวกันกับที่ฝังร่างของพระนางคลีโอพัตราที่ 7 อันโด่งดังด้วยมัมมี่ลิ้นทองคำร่างนี้ฝังอยู่ในช่องเก็บศพซึ่งเจาะเข้าไปในก้อนหินขนาดใหญ่ ร่วมกับมัมมี่อื่น ๆ อีก 15 ร่างที่มีสภาพไม่สมบูรณ์นัก ทีมนักโบราณคดีผู้ค้นพบคาดว่า มัมมี่เหล่านี้เคยมีชีวิตอยู่ในยุคราชวงศ์ทอเลมี (Ptolemy) ซึ่งวัฒนธรรมกรีก-โรมันได้เข้ามามีอิทธิพลอย่างสูงในอียิปต์ หรืออาจมาจากยุคที่จักรวรรดิโรมันเริ่มเข้ามาปกครองอียิปต์อย่างเต็มตัวยังไม่ทราบแน่ชัดว่า การประดิษฐ์เครื่องรางขึ้นเป็นรูปลิ้นจากแผ่นทองคำ แล้วนำเข้าไปไว้แทนที่อวัยวะจริงในช่องปากนั้น ทำไปด้วยสาเหตุใดกันแน่ แต่อาจเป็นได้ว่าผู้ตายมีความพิการหรือความผิดปกติทางการพูด จึงจำเป็นต้องมีลิ้นใหม่เพื่อใช้พูดจากับเทพโอไซริส (Osiris) ผู้พิพากษาตัดสินวิญญาณของคนตายในปรโลกนอกจากมัมมี่ลิ้นทองคำแล้ว ยังพบมัมมี่เพศหญิงที่มีหน้ากากและกล่องบรรจุร่าง ที่ชั้นในของโลง โดยกล่องบรรจุร่างนี้ทำจากปูนปลาสเตอร์ ผ้าลินิน และกาว ปั้นเป็นรูปทรงใบหน้าและลำตัวที่พอดีกับร่างผู้ตาย แล้วประดับตกแต่งด้วยทองคำเปลวเป็นรูปสัญลักษณ์ต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งมงกุฎ เขาสัตว์ งูเห่า รวมทั้งสร้อยคอที่มีจี้รูปหัวนกเหยี่ยว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเทพฮอรัสก่อนหน้านี้มีการค้นพบเหรียญเงินจำนวนมากที่วิหารทาโปไซริส แม็กนา ซึ่งเหรียญเหล่านี้สลักชื่อและภาพใบหน้าของพระนางคลีโอพัตราที่ 7 ฟาโรห์องค์สุดท้ายของอาณาจักรอียิปต์โบราณ อันนับเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่า ยังมีการใช้งานวิหารแห่งนี้บูชาเทพโอไซริสและเทพีไอซิสในสมัยที่พระนางครองอำนาจอยู่ ทำให้น่าสงสัยว่าอาจจะเป็นสถานที่ฝังพระศพซึ่งปัจจุบันก็ยังค้นหาไม่พบราชวงศ์ทอเลมีเป็นชาวกรีกที่ปกครองอียิปต์ระหว่างช่วง 304 - 30 ปีก่อนคริสตกาล โดยหลังจากพระนางคลีโอพัตราพ่ายแพ้ต่อกองทัพของจักรพรรดิออกัสตัส ทำให้อียิปต์ตกไปอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิโรมันอย่างสมบูรณ์ในที่สุดที่มา : เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก

Read More

12/05/2564

ขบวนเสด็จทองคำ


ขบวนราชรถที่ตกแต่งด้วยลวดลายสีทองเหลืองอร่ามงดงาม เคลื่อนไปอย่างช้าๆพร้อมรถม้าศึกจำลองแบบโบราณ บนถนนที่มีการปรับและปูพื้นใหม่ให้ราบเรียบเสมอกัน ขนาบด้วยขบวนรถของเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยเพื่อนำร่างฟาโรห์และราชินี 22 พระองค์ไปยังที่ประทับแห่งใหม่ผู้คนจำนวนมากออกมาที่รอที่สองข้างทางระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร บนถนนสายหลัก ใจกลางกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เพื่อคอยชม"ขบวนเสด็จทองคำของฟาโรห์" แห่ร่างมัมมี่ของฟาโรห์และราชินี 22 พระองค์ จากพิพิธภัณฑ์อียิปต์ (Egyptian Museum) ไปยังพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอารยธรรมอียิปต์ (NMEC) ซึ่งจะเป็นที่ประทับถาวรแห่งใหม่ในขบวนแห่ที่ตกแต่งอย่างหรูหราสมพระเกียรตินี้ ประกอบไปด้วยราชรถขนย้ายพระศพของฟาโรห์ 18 พระองค์ และราชินีอีก 4 พระองค์แห่งยุคราชอาณาจักรใหม่ เรียงตามลำดับช่วงเวลาการขึ้นครองราชย์ในประวัติศาสตร์ เริ่มจากฟาโรห์เซเคเนนเร ทาว ที่ 2 "นักรบผู้กล้า" จากราชวงศ์ที่ 17 ไปจนถึงฟาโรห์รามเสสที่ 9 ซึ่งปกครองอียิปต์ในช่วง 1,200 ปีก่อนคริสตกาลร่างมัมมี่ของฟาโรห์ที่โดดเด่นน่าสนใจในขบวนนี้ คือฟาโรห์รามเสสที่ 2 ซึ่งครองราชย์ยาวนานถึง 67 ปี และได้ชื่อว่าเป็นผู้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพฉบับแรกของโลก รวมทั้งพระนางฮัตเชปซุตซึ่งได้ขึ้นนั่งบัลลังก์เป็นฟาโรห์หญิง ในยุคที่ธรรมเนียมโบราณไม่อนุญาตให้สตรีครองราชย์ได้ร่างมัมมี่ของกษัตริย์เหล่านี้เคยถูกขนย้ายมาแล้วหลายครั้ง นับแต่มีการขุดค้นพบเมื่อปี 1881 และ 1898 ที่เมืองลักซอร์ทางตอนเหนือของอียิปต์ โดยมีการขนส่งลงเรือมาทางแม่น้ำไนล์เพื่อนำมายังกรุงไคโร และในบางครั้งก็ขนย้ายโดยเก็บไว้ในตู้รถไฟชั้นหนึ่งอนึ่ง หอจัดแสดงร่างมัมมี่กษัตริย์ในพิพิธภัณฑ์ NMEC ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของการขนย้ายที่สร้างขึ้นใหม่นี้ มีการจำลองสภาพภายในของสุสานที่ฝังพระศพแบบเหมือนจริงที่หุบเขากษัตริย์ รวมทั้งมีการนำหีบพระศพและสมบัติที่ขุดพบมาจัดแสดงไว้ในที่เดียวกันด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่มีการจัดแสดงมัมมี่ให้ดูสวยงามสมศักดิ์ศรีของผู้วายชนม์ โดยมุ่งรักษาเกียรติของอดีตกษัตริย์ และทำให้เหมือนจริงเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา

Read More

12/05/2564

ของขวัญแห่งมิตรภาพไทย-สหรัฐ


“Great and Good Friend” ถูกใช้เป็นคำขึ้นต้นจดหมายอย่างเป็นทางการที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเขียนกราบบังคมทูลพระกรุณาพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสยาม นับตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มของความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศ เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐ เป็นไปด้วยดีตลอดระยะเวลากว่า ๒๐๐ ปี และมีการแลกเปลี่ยนของขวัญแห่งมิตรภาพระหว่างกันมาเป็นระยะ ของขวัญระหว่างมิตรภาพชุดแรกเริ่มขึ้นเมื่อคราวที่มีการลงพระปรมาภิไธยในสนธิสัญญาแฮร์ริสเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๙ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง ได้พระราชทานของขวัญหลายชิ้นให้แก่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ แห่งสหรับอเมริกา และประชาชนอเมริกัน ทั้งเครื่องถม ผ้า และศาสตราวุธ ซึ่งมีความหมายมิใช่เป็นแต่เพียงของขวัญเท่านั้น หากยังหมายถึงทรงเชื้อเชิญแขกเมืองให้มายังราชสำนักสยามอีกทางหนึ่งด้วยชุดของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ พ.ศ. ๒๓๙๙ • ผ้านุ่งสำหรับขุนนาง ขนาด ๙๖ x ๓๑๙ ซม. • ขันถมทอง ขนาด ๑๑.๒ x ๒๑.๕ ซม. • พานรองถมทอง ขนาด๑๐.๕ x ๒๑.๑ ซม • พานรองถมทอง ขนาด ๑๐.๕ x ๒๑.๑ ซม • กรรไกรเครื่องตัดผมถมทอง ความยาว ๓๕.๓ ซม. • ดาบทำอย่างญี่ปุ่น ฝักไม้แก้วกริชเหล็กไหลมลายู และฝักไม้แก้วของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่ประธานาธิบดีเจมส์ บูแคนัน (ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นเป็นผู้รับ) ดาบทำอย่างญี่ปุ่น ฝักถมทองพ.ศ. ๒๔๐๔ ยาว ๘๖.๔ ซม.ในขณะที่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ ทูลเกล้าฯถวายภาพเหมือนประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ และภาพเหมือนประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตันแด่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๙ ด้วยเช่นกัน ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๔๑๙ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๕ ได้มีการพระราชทานของขวัญอีกหลายชิ้นให้แก่สถาบันสมิธโซเนียน ประกอบด้วย • ชุดเชี่ยนหมากถมตะทองและชุดเครื่องแป้งถมตะทอง กาน้ำ ซองพลู พานรอง ขัน โถปริก และกระโถนปากแตรใหญ่ • ดาบกับกริช สัญลักษณ์แห่งอำนาจที่บ่งบอกถึงฐานันดรศักดิ์ในราชสำนักสยาม อาวุธเหล่านี้เน้นให้เห็นถึงความเป็นพหุสังคมของกรุงเทพมหานคร ที่เปิดรับวัฒนธรรมจากหลายประเทศทั่วเอเชีย รวมถึงญี่ปุ่น และหมู่เกาะแถบคาบสมุทรมลายู • ดาบทำอย่างญี่ปุ่น ฝักไม้แก้วและฝักถมทอง • กริชเหล็กไหลมลายู และฝักไม้แก้ว ฉลองพระองค์ครุย เสื้อคลุมปักทองอันประณีต นอกจากเป็นฉลองพระองค์สำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าตามขัตติยราชประเพณีแล้ว ยังใช้เป็นของขวัญที่มอบให้แก่ผู้ที่มีตำแหน่งสำคัญในต่างประเทศ เพื่อเจริญความสัมพันธ์ทางการทูตอีกด้วย ในการนี้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทานแก่สถาบันสมิธโซเนียน เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๙๐

Read More

12/05/2564

ดาบทองคำสลักรูปนกอินทรีและช้าง ปฐมบทสัมพันธภาพไทย-สหรัฐ


ราชอาณาจักรไทยกับสหรัฐอเมริกา มีการติดต่อกันครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) เมื่อสตีเฟน วิลเลียมส์ กัปตันเรือชาวอเมริกันนำเรือเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือกรุงเทพ ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๖๑ แต่ความสัมพันธ์กระชับแน่นขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีการทำสนธิสัญญาไมตรีและการค้าระหว่างกันและการถวายดาบฝักทองคำจากประธานาธิบดีสหรัฐแด่รัชกาลที่๓ ในในวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ.๒๓๗๖ประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็กสันส่งนายเอ็ดมัน โรเบิร์ตส เป็นเอกอัครราชทูตเดินทางมาทำสนธิสัญญาไมตรีและการค้ากับสยามจุดประสงค์หลักของสนธิสัญญาฉบับนี้คือการกำหนดระบบอากรที่ใช้กำกับการนำเข้าและส่งออกสินค้าโดยพ่อค้าชาวอเมริกัน สนธิสัญญาฉบับดังนี้นับเป็นฉบับแรกที่สหรัฐฯ ลงนามเป็นคู่สัญญากับประเทศในเอเชียในการเจรจาทางการทูตระหว่างทั้งสองฝ่าย ได้มีการแลกเปลี่ยนบรรณาการระหว่างรัฐต่อรัฐ โดยนายโรเบิร์ตส เป็นผู้แทนประธานาธิบดีแจ็กสันถวายดาบฝักทองคำที่มีด้ามสลักเป็นรูปนกอินทรีและช้างศึก สัญลักษณ์ของทั้งสองประเทศแต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะเดียวกันพระองค์ก็ได้พระราชทานดีบุก งาช้าง ไม้ให้แก่ประธานาธิบดีแจ็กสันเป็นการตอบแทน นายโรเบิร์ตส์ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ว่า "เมื่อวาน และวันนี้ได้รับสิ่งของพระราชทาน ผ่านเจ้าพระยาคลัง ดังนี้ งาช้าง น้ำตาล น้ำตาลปึก พริกไทย กระวาน รงทอง ไม้กฤษณา ไม้ฝาง และคราม" หลังจากนั้นในปีพ.ศ.๒๓๙๙ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้ง 2 ประเทศได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดีในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๓๗๔ เป็นต้นมามีคณะหมอสอนศาสนาชาวอเมริกันหลายคนเดินทางเข้ามาในสยามเช่น ดร.เดวิด แอบบีล,ดร.วิลเลี่ยม คลิฟตัน ดอดด์ และ ดร.แดเนี่ยล แบรดเลย์หรือที่คนไทยเรียกกันว่าหมอบรัดเลย์ เป็นต้นชาวอเมริกันได้มาจัดตั้งโรงพยาบาลและโรงเรียนทั้งที่กรุงเทพฯและในหัวเมืองใหญ่ๆในส่วนภูมิภาค เช่นรพ.กรุงเทพคริสเตียน รพ.แมคคอร์มิค รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย รร.วัฒนาวิทยาลัย รร.ปรินซ์รอยัล รร.ดาราวิทยาลัย และมีคนอเมริกันมาตั้งรกรากที่กรุงเทพฯเชียงใหม่ เชียงราย และอีกหลายๆเมืองไม่น้อยหลังจากนั้นในสมัยต่อๆมาพระมหากษัตริย์ไทยได้ทรงมีพระราชสาส์นติดต่อกับประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาหลายคน และประธานาธิบดีสหรัฐก็เดินทางมาเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อพ้นตำแหน่งแล้วในปีพ.ศ.๒๔๒๒ ที่กรุงเทพมหานครอีกด้วยนอกจากนี้พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ได้เสด็จฯทรงเยือนสหรัฐอเมริกาคือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปีพ.ศ.๒๔๔๕ ขณะทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ.๒๔๖๗ และ๒๔๗๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จฯ ในปี ๒๔๖๙ ขณะเป็นพระโอรสของสมเด็จพระราชบิดาเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ส่วนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่๙ ทรงประสูติที่สหรัฐอเมริกาและเมื่อครองราชย์แล้วยังเสด็จฯทรงเยือนสหรัฐอเมริกาพร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ถึง ๒ ครั้ง ในปีพ.ศ.๒๕๐๓ และปี พ.ศ.๒๕๑๐ หลังจากการแลกเปลี่ยนเครื่องบรรณาการในครั้งแรกแล้วพระมหากษัตริย์ไทยยังได้พระราชทานของขวัญให้แก่ชาวอเมริกันอีกหลายครั้ง เช่น ขันถมทอง พานรองถมทอง กาน้ำถมทอง กรรไกรเครื่องตัดผมถมทอง ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ พ.ศ. ๒๓๙๙ ชุดเชี่ยนหมากถมตะทองและชุดเครื่องแป้งถมตะทอง กาน้ำ ซองพลู พานรอง ขัน โถปริก และกระโถนปากแตรใหญ่ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่สถาบันสมิธโซเนียน พ.ศ. ๒๔๑๙ เป็นต้น

Read More

12/05/2564

พระแสงราชศัสตรา ประจำเมืองกำแพงเพชร ๑ เดียวที่สร้างในสมัยร.๑


พระแสงราชศัสตรา ประจำเมืองกำแพงเพชร เป็นพระแสงประจำเมืองหนึ่งเดียวที่สร้างมาตั้งแต่สมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่๑ ในขณะที่พระแสงดาบประจำเมืองของจังหวัดอื่นๆ ล้วนสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมาทั้งสิ้น โดยพระองค์พระราชทานแก่พระยากำแพงเพชร (นุช) เป็นบำเหน็จเมื่อครั้งไปราชการทัพที่เมืองปัตตานีพระแสงศัตราประจำเมืองกำแพงเพชรนี้เป็นพระแสงด้ามทอง ฝักทอง เป็นอาวุธประจำกายมิได้ไว้รบ เป็นพระแสงดาบคู่พระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีลักษณะเหมือนดาบล้านนา คือเรียวยาวและขนาดเล็ก มีความยาว 88.5 เซน ด้ามยาว 39.5 เซน ฝักยาว 49 เซน ใบดาบยาว 45.5 เซน ใบดาบกว้าง 2.4 เซน มีน้ำหนักของด้ามพร้อมใบพระแสงราชศัสตรา 471 กรัม น้ำหนักของฝักพระแสงราชศัสตรา 165.2 กรัม รวมน้ำหนัก 632.2 กรัม พระราชทานแก่ พระยากำแพง(นุช) เมื่อคราวไปรบชนะ "เมืองปัตตานี " พร้อม"แขกปัตตานีเชลย" มาไว้ที่ เกาะแขก จำนวน 100 ครอบครัวและพระราชทานตำแหน่งให้เป็นที่ " พระยารามรณรงค์สงครามรามภักดีอภัยพิริยปรากรมพาหุ" กินเมืองกำแพงเพชร ดาบฝักทอง พระแสงอาญาสิทธิ์เป็นของพระราชทานประจำตระกูลเจ้าเมืองกำแพงเพชรมาหลายชั่วอายุคน คือ พระยากำแพง(นาค) พระยากำแพง(บัว) พระยากำแพง(น้อย) พระยากำแพง(เกิด) พระยากำแพง(อ้น) และตกทอดมาถึงหลวงพิพิธอภัย (หวล ) บุตรพระยากำแพงอ้น ซึ่งมิได้เป็นเจ้าเมืองกำแพงเพชร เมื่อเดือนสิงหาคมพุทธศักราช ๒๔๔๙ พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสต้น เมืองกำแพงเพชร หลวงพิพิธอภัย จึงได้นำดาบฝักทองพระราชทานไปถวายคืนแก่พระพุทธเจ้าหลวง แต่พระองค์พระราชทานกลับคืนมาให้เป็นสมบัติประจำเมืองกำแพงเพชร พระแสงดาบศาสตราเมืองกำแพงเพชร เก็บรักษาไว้ที่ห้องมั่นคง สำนักงานคลังจังหวัดกำแพงเพชร โดยไม่ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชม ยกเว้นทายาทพระยากำแพงเพชร ในสายสกุลต่างๆ ที่มาร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายพระพุทธเจ้าหลวง เนื่องในวันปิยะมหาราช เดือนตุลาคม เท่านั้น หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไม่มีการพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองอีกส่วนพระแสงองค์เก่าก็เก็บรักษาไว้ในคลังของแต่ละจังหวัดในสมัยรัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชนิยมโปรดกล้าฯให้สร้างพระพุทธนวราชบพิตรพระราชทานไปประดิษฐานในจังหวัดต่างๆแทน และยังทรงอนุรักษ์สืบสานโบราณราชประเพณีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับการถวายพระแสงราชศัสตราประจำเมืองคืนขณะพระองค์เสด็จไปประทับ ณ เมืองนั้น และเมื่อจะเสด็จพระราชดำเนินกลับ ก็ได้พระราชทานคืนให้จังหวัดรักษาไว้ดังเดิม

Read More

12/05/2564

พระแสงราชศัสตรา สัญลักษณ์ของพระราชอำนาจที่กษัตริย์มอบให้เจ้าผู้ครองนคร


พระแสงราชศัสตรา หรือเรียกอีกอย่างว่า พระแสงราชาวุธเป็นดาบที่ทำด้วยทองคำหรือวัสดุอื่นที่พระมหากษัตริย์มอบให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด เพื่อให้บุคคลผู้นั้นมีอำนาจราชสิทธิ์เด็ดขาดในการปฏิบัติราชกิจแทนพระองค์บุคคลผู้ที่ได้รับพระราชทานพระแสงราชศัสตราจึงเปรียบเสมือนเป็นผู้แทนพระองค์ในการใช้อำนาจราชสิทธิ์ มีอำนาจเต็มในการออกคำสั่งได้ทุกเรื่องสามารถตัดสินพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดถึงขั้นสูงสุด คือสั่งประหารชีวิตได้โดยไม่ต้องกราบบังคมทูลให้ทรงทราบก่อนในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชดำริที่จะให้ผู้ว่าราชการมณฑลและเจ้าเมืองทั้งหลายที่ทรงแต่งตั้งออกไปบริหารราชการและดูแลทุกข์สุกของราษฎรต่างพระเนตรพระกรรณได้ปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสะดวก และสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วโดยไม่ต้องกราบทูลหรือรายงานมายังส่วนกลางก่อนจึงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานพระแสงราชศัสตรา ไว้ประจำมณฑลและเมืองต่างๆ เป็นเครื่องหมายพระราชอำนาจของพระองค์ในการปกครองแผ่นดินดัง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ในหนังสือ“พระราชหัตถเลขาคราวเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือ” ตอนหนึ่งว่า “...จึงโปรดฯให้สร้างพระแสงราชาวุธขึ้นสำหรับพระราชทานไว้ประจำจังหวัดละองค์ จังหวัดอันเป็นที่ตั้งที่ว่าการมณฑลเป็นพระแสงด้ามทอง ฝักทองลงยาราชาวดีจังหวัดนอกนั้นเป็นพระแสงด้ามทอง ฝักทอง เมื่อเสด็จไปถึงเมืองไหนก็พระราชทานพระแสงสำหรับจังหวัดนั้น และมีพระราชกำหนดว่า ถ้าเสด็จไปประทับในจังหวัดใด เมื่อใดให้ถวายพระแสงราชาวุธสำหรับจังหวัดมาไว้ประจำพระองค์ตลอดเวลาที่เสด็จประทับอยู่ในจังหวัดนั้นอย่างหนึ่ง และให้ชุบน้ำพิพัฒน์สัตยาด้วยพระแสงนั้นด้วยอย่างหนึ่ง...”การพระราชทานพระแสงราชศัสตรานี้ไม่ได้ทำพร้อมกันทุกจังหวัด แต่เมื่อเสด็จไปจังหวัดใดจึงพระราชทานให้เป็นรายๆไปและเมื่อพระองค์เสด็จไปประทับอีก ก็ต้องถวายคืนชั่วระยะที่พระองค์ประทับอยู่และจะพระราชทานคืนให้เมื่อเสด็จกลับในช่วงรัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทานพระแสงราชศัสตรานี้ให้กับ ๑๓ เมือง คือ ๑.มณฑลกรุงเก่า ๒.เมืองอ่างทอง๓.เมืองสิงห์บุรี ๔.เมืองชัยนาท ๕. เมืองอุทัยธานี ๖.มณฑลนครสวรรค์ ๗.เมืองพิจิตร ๘.มณฑลพิษณุโลก๙.เมืองพิชัย ๑๐.เมืองกำแพงเพชร ๑๑.เมืองตราด ๑๒.มณฑลจันทบุรี ๑๓.มณฑลปราจีนบุรีในสมัยรัชกาลที่๖ ได้พระราชทานอีก ๑๓ เมือง คือ ๑.มณฑลราชบุรี ๒. เมืองเพชรบุรี ๓.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ๔.มณฑลปัตตานี ๕.เมืองสายบุรี ๖.เมืองนราธิวาส ๗.มณฑลนครศรีธรรมราช ๘.เมืองตรัง๙.เมืองนครศรีธรรมราช ๑๐.มณฑลชุมพร ๑๑.เมืองระนอง ๑๒.มณฑลภูเก็ต ๑๓.มณฑลนครชัยศรีส่วนสมัยรัชกาลที่ ๗ พระราชทานเพียง ๖ เมือง คือ ๑.เมืองลำปาง ๒.เมืองแพร่ ๓.เมืองเชียงราย๔.เมืองเชียงใหม่ ๕.เมืองลำพูน ๖.เมืองพังงา ต่อมามีการยุบเมืองพิชัยรวมเข้ากับเมืองอุตรดิตถ์ และยุบเมืองสายบุรีเข้ากับเมืองปัตตานี จึงได้ถวายคืนลักษณะของพระแสงราชศัสตราประจำเมือง มีความคล้ายคลึงกันทุกรัชกาลคือเป็นดาบไทยยาวประมาณ ๑๐๐ เซนติเมตร ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และที่ ๖ มีคำจารึกที่ใบดาบ“พระแสงสำหรับมณฑล...”และ“พระแสงสำหรับเมือง...”ส่วนในรัชกาลที่ ๗ ไม่มีจารึก ที่ฝักพระแสงสลักลวดลายที่สะท้อนภาพวิถีชีวิตและภูมิประเทศของเมืองนั้นๆ เช่นฝักพระแสงของหัวเมืองภาคเหนือ จะเป็นป่า เขา ช้าง และสัตว์ป่านานาชนิด ฝักพระแสงทางภาคใต้จะเป็นทะเล เรือ และสัตว์น้ำ ส่วนภาคกลางจะเป็นบ้านเรือน ทะเลและป่ากำแพงเมืองและป้อม ปืนใหญ่ เป็นต้นในจำนวนนี้ พระแสงของเมืองกำแพงเพชรนับว่าพิเศษกว่าทุกเมืองเพราะสร้างมาตั้งแต่สมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่๑ ในขณะที่พระแสงดาบประจำเมืองของจังหวัดอื่นๆ ล้วนสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมาทั้งสิ้นข้อมูล : MGR ONLINE

Read More

12/05/2564

Lost Golden City เมืองแห่งยุคทองที่หายสาบสูญ


สำนักข่าวซินหัวรายงานรายงานการค้นพบ“นครทองคำที่หายสาบสูญ” (Lost Golden City)นครโบราณที่มีอายุกกว่า3,000ปีใต้ผืนทรายในเมืองลักซอร์เมืองที่มีโบราณสถานสำคัญหลายแห่งของอียิปต์ ซึ่งการค้นพบนี้เป็นผลงานจองคณะนักโบราณคดีของอียิปต์ร่วมกับสภาโบราณวัตถุแห่งอียิปต์(SCA)นครทองคำที่หายสายสูญ แห่งนี้มีชื่อว่า“เดอะไรส์ออฟอาเทน” (The Rise of Aten) นายซาฮี ฮาวาสส์ นักโบราณคดีชาวอียิปต์หัวหน้าคณะทำงาน แถลงว่า การขุดค้นในพื้นที่แห่งนี้สืบเนื่องมาจากการค้นหาวิหารที่ใช้ฝังพระศพของตุตันคาเมน ทำให้พบวิหารของฟาโรห์โฮเรมเฮบ(Horemheb)และฟาโรห์ไอย์(Ay) ไปก่อนหน้านั้นจนการทังมาพบนครทองคำที่หายสาบสูญในเวลาต่อมาฮาวาสส์ระบุว่านครทองคำถือเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่สุดที่ขุดพบในอียิปต์ เป็นนครที่สถาปนาขึ้นโดยฟาโรห์แอเมนโฮเทปที่3ฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งของอียิปต์และเป็นฟาโรห์ลำดับที่9ของราชวงศ์ที่18ที่ปกครองอียิปต์ระหว่าง1391-1353ปีก่อนคริสต์ศักราช ฟาโรห์แอเมนโฮเทปที่4หรือแอเคนาเทน(Akhenaten)โอรสของฟาโรห์แอเมนโฮเทปที่3ปกครองเมืองแห่งนี้ร่วมกับพระราชบิดาเป็นเวลา8ปีนครทองคำแห่งนี้มีพื้นที่สิ่งก่อสร้างด้านการปกครองและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดในยุคจักรวรรดิอียิปต์ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของเมืองลักซอร์ มีบ้านเรือนตั้งขนาบสองข้างถนนบางส่วน ห้องหลายห้องเต็มไปด้วยเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของคนสมัยโบราณ มีกำแพงล้อมรอบเมืองสูงถึง3เมตรและอยู่ในสภาพสมบูรณ์ นายเบ็ตซี ไบรอัน ผู้เชี่ยวชาญด้านอียิปต์และโบราณคดีของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ กล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้เป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญเป็นอันดับสองรองจากสุสานแห่งฟาโรห์ตุตันคาเมน เมื่อเกือบร้อยปีก่อนเลยทีเดียว การขุดค้นในครั้งนี้ยังพบเครื่องประดับต่างๆอีกหลายชนิดรวมทั้ง เครื่องปั้นดินเผาลงสี เครื่องรางรูปแมลงปีกแข็ง และแผ่นอิฐสลักพระนามของฟาโรห์แอเมนโฮเทปที่ 3 อีกด้วย

Read More

12/05/2564

สำรวจสมบัติเจ้าพระยาวิชาเยนทร์


ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ถือได้ว่าการค้าระหว่างประเทศรุ่งเรืองถึงขีดสุด ส่วนหนึ่งเป็นฝีมือของชาวต่างชาติที่ชื่อว่า คอนสแตนติน ฟอลคอน ชาวตะวันตกคนแรกที่เข้ามารับราชการในสมัยรุศรีอยุธยา และเป็นที่วางพระราชหฤทัยของสมเด็จพระนารายณ์จนได้อวยยศเป็น เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ตำแหน่งเจ้าพระคลัง (ในปัจจุบันคือตำแหน่งรัฐมนตรีการว่าการกระทรวงคลัง) มีหน้าที่ดูแลการค้าทั้งในและต่างประเทศ และที่สำคัญคือการดูแลท้องพระคลังของพระเจ้าอยู่หัว ทำให้ฟอลคอนมีอำนาจและอภิสิทธิ์เหนือใครเพียงแค่ 10 ปีเศษที่เข้ามารับราชการ ก็สามารถกอบโกยทรัพย์สมบัติและแก้วแหวนเงินทองไว้มากมาย สามารถใช้ชีวิตได้อย่างฟุ่มเฟือยในคฤหาสน์ใหญ่โต ที่มีโบสถ์คาทอลิกอยู่ในเขตที่พัก มีชีวิตเฉกเช่นขุนนางชั้นสูงหรือเจ้านายในยุโรปมีทหารฝรั่งเศสคอยรับใช้ 20 นาย มีเลขานุการเป็นชาวอังกฤษ อาหารแต่ละมื้อเตรียมไว้อย่างดีสำหรับแขกเหรื่อไม่น้อยกว่า 40 คนทุกวัน ไม่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานแน่ชัดว่าเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ มีเงินทองและทรัพย์สินมากน้อยแค่ไหนจากค่าคอมมิชชั่นและของกำนัลจากท้องพระคลังหลวง แต่พอจะมีหลักฐานชี้ว่าเมื่อพระเพทราชายึดอำนาจจากขุนหลวงนารายณ์ได้แล้ว มีการจับฟอลคอนไปประหารชีวิตคฤหาสน์ของเขาโดนยึด โดนรื้อค้น สมบัติมากมายถูกลักขโมยไป บางส่วนนางมารี กลีมาร์ ภรรยาของเขาขนออกไปจากคฤหาสน์ โดยแบ่งเครื่องเพชร เครื่องทองและทรัพย์สินออกเป็น 3 ลัง นำไปฝากไว้กับบาทหลวงเยซูอิต 2 ลัง ส่วนอีกลังมอบให้นายร้อยทหารฝรั่งเศส แต่บาทหลวงเกิดความกลัวจึงฝากลังสมบัติไปกับนายพันโบชองส์เอาไปเก็บไว้ที่ป้อมที่บางกอกส่วนอีกลังที่อยู่กับนายร้อยก็นำลงไปที่ป้อมที่บางกอกเช่นกัน สุดท้ายมีการคืนสมบัติฟอลคอนให้กับออกญาโกษาธิบดี แต่ทรัพย์สินที่คืนไปนั้น มีแค่หนึ่งในสามเท่านั้นทรัพย์สมบัติอีก 1 ใน 3 ถูกนายพลเดส์ฟาร์จ ผู้บัญชาการกองกำลังฝรั่งเศสนำออกนอกประเทศ แต่ต่อมาท่านนายพลเกิดเสียชีวิตระหว่างทาง และกองกำลังฝรั่งเศสถูกพวกฮอลันดาจับกุม พร้อมกับยึดสมบัติฟอลคอน แล้วทรัพย์สมบัติส่วนนั้นก็หายสาบสูญไปจากหลักฐานใหม่ระบุว่า มีทรัพย์สมบัติส่วนน้อยที่ยังตกค้างอยู่ที่ลพบุรี หลังจากนั้นอีกเกือบ 300 ปี มีชาวลพบุรีขุดพบสมบัติบางส่วนที่ข้างพระเจดีย์ในกำแพงวัดพระมหาธาตุ หลังสถานีรถไฟลพบุรี โดยสมบัตินั้นถูกฝั่งอยู่ลึกประมาณ 1 ศอกเศษแล้วนำไปถวายกรมพระนครสวรรค์วรพินิต แล้วพระองค์ประทานต่อไปยังกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เพื่อเก็บไว้เป็นสมบัติของชาติประกอบด้วยศาสนาวัตถุ 5 ชิ้น คือ ถ้วยกาลิศ เงิน กาไหล่ ทอง สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14, ภาชนะเงิน รูปสำเภาจีน,เชิงเทียนเงิน 1 คู่, ฐานทองเหลืองลายกลีบบัว ฝีมือข่างของสมเด็จพระนารายณ์ ต่อมากรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงวินิจฉัยว่า เครื่องบูชานั้นคงอยู่ในวิหารคริสตังที่ลพบุรี 2. คงเอาฝังซ่อนไว้ในที่ลับ จึงมีการนำไปฝังไว้ที่วัดมหาธาตุ และสิ่งของเหล่านั้นฝั่งดินไว้เกือบ 300 ปี แต่ยังมีสภาพดี ซึ่งสันนิษฐานว่าคงเอาใส่ตุ่มดินเผาปิดฝาแล้วฝังไว้ และน่าจะมีเครื่องเงิน เพชร ทอง อีกมากมายฝั่งลงไว้ในตุ่มเช่นกันอนึ่งคอนสแตนติน ฟอลคอน เกิดที่แคว้นเซฟาโลเนีย (ประเทศกรีซ) โดยมีเชื้อสายกรีก-เวนิส ทำงานกับบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษพ.ศ. 2218เดินทางมายังอยุธยาในฐานะพ่อค้า เนื่องจากมีความสามารถพิเศษสามารถพูได้หลายภาษา ทั้งฝรั่งเศส อังกฤษ มลยู จึงเข้ารับราชการในราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในตำแหน่งล่ามนับเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่เข้ามารับราชการในสมัยอยุธยา

Read More

12/05/2564

ราชวงศ์ฮั่น ยุคทองของจีน


ราชวงศ์ฮั่นมีอายุยาวนาน 426 ปี เป็นช่วงที่ประเทศจีนมีความเจริญรุ่งเรื่องทางสังคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก จนกล่าวได้ว่าเป็นยุคทองของจีน เพราะมีการค้าขายกับ โรมัน อาหรับ เปอร์เซีย และอินเดีย ที่เรียกว่าเส้นทางสายไหม เชื่อมต่อกับโลกตะวันตก และดินแดนเอเชียกลาง ในยุคนี้มีการแลกเปลี่ยนสินค้าหลายประเภท ตั้งแต่ผ้าไหมไปถึงทองรูปพรรณ มีการใช้เหรียญกษาปณ์ และระบบชั่งตวงวัด มีการประดิษฐ์ลูกคิด และเครื่อง ตรวจวัดแผ่นดินไหว รวมถึงเริ่มมีการพัฒนาที่ก้าวหน้าขึ้นในเรื่องการขุด การทำเหมืองทองคำ และการทำกระดาษ ในยุคของฮั่นตะวันตกซึ่งเป็นช่วงต้นของราชวงศ์ฮั่นมีการใช้มาตราวัดหน่วยของน้ำหนักทองคำเรียกว่า จิน (Jin)โดย 1 จินในสมัยฮั่นเท่ากับ 248 กรัมในปัจจุบัน แต่ต่อมาในยุคของฮั่นตะวันออก หรือช่วงปลายของราชวงศ์นั้น ทองคำ 1 จินเปลี่ยนไปเท่ากับ 220 กรัม (ในปัจจุบัน 1 จินถูกกำหนดให้เท่ากับ 500 กรัม หรือ 16.1 troy ounces)แม้จะมีข้อโต้แย้งกันว่าช่วงยุคของราชวงศ์ฮั่นนั้นมีทองคำ ประมาณ 248 ตัน ซึ่งประมาณเท่ากับ 40% ของทองคำสำรองของจีนในปีพ.ศ. 2546 ที่มีบันทึกอยู่ประมาณ 600 ตัน แต่เป็นที่ยอมรับว่ายังมากอยู่สำหรับยุคนั้น และฮ่องเต้ราชวงศ์ฮั่นชอบประทานทองคำให้เป็นรางวัลแก่ขุนพลต่างๆ ที่ทำความดีความชอบ เห็นได้จากการค้นพบเหรียญทองจารึก ying yuan จำนวนมากในปี 2015 โดยนักโบราณคดีจีนที่ได้ไปขุดสุสานของฮ่องเต้ราชวงศ์ฮั่นหลังจากสิ้นสุดราชวงศ์ฮั่นก็เป็นยุคของความแตกแยกเข่นฆ่าแย่งชิงอำนาจ เกิดกบฏผ้าเหลืองจนประเทศได้ถูกแบ่งออกเป็นสามอาณาจักรที่เรียกว่า ยุคสามก๊กสู้รบกันเป็นเวลากว่า 60 ปี จึงสามารถกลับมารวมแผ่นดินใหม่อีกครั้ง โดยสุมาเอี๋ยนผู้ ประกาศตั้งราชวงศ์จิ้น ปกครองจีนต่อมา แต่การสงครามกับชนเผ่าต่างๆ ก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อแย่งชิงอำนาจไปจนจบยุคของราชวงศ์เหนือใต้แผ่นดินจีนหาความสงบสุขไม่ได้เลยในช่วง เวลากว่า 400 ปีหลังจากที่สิ้นสุดราชวงศ์ฮั่น การสงครามทำให้การผลิตทองคำในจีนลดลง และมีการเปลี่ยนแปลงให้หน่วยวัดของทองคำให้เล็กลงไปอีกเป็นหน่วย เหลียง (liangXหรือดำลึง (tael)โดย 1 เหลี่ยงทองคำเท่า กับ 50 กรัม (ในฮ่องกงจะกำหนดค่าให้ 1 tael = 37.43 กรัม ซึ่งเป็นมาตรฐานตกทอดมาจากยุคราชวงศ์หมิง และชิง)

Read More

12/05/2564

ประวัติศาสตร์การใช้ทองคำของจีน


ความนิยมทองคำในอดีตนั้นมีให้เห็นจากหลายอารยธรรมเช่น ยุโรป อียิปต์โบราณ เอเชียตะวันตก และอินเดีย เพราะถือว่าเป็นโลหะที่มีค่าสูงและใช้เป็นเครื่องหมายแสดงความมีฐานะความสมบูรณ์พูนสุขและความยิ่งใหญ่ ส่วนอารยธรรมจีนโบราณนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับทองคำมากไปกว่าเพื่อการตกแต่งเครื่องใช้เพื่อความสวยงามเท่านั้น ในวัฒนธรรมจีนหยกหรือสัมฤทธิ์เป็นของมีค่ามากกว่าทองคำเพราะชาวจีนเชื่อว่าหยกหรือสัมฤทธิ์ในเชิงสัญลักษณ์นั้นทำให้เกิดความเป็นสิริมงคลความสุขสงบความกล้าหาญนิยมใช้เป็นเครื่องประดับล้ำค่าของชนชั้นสูงในสังคมจีนรวมถึงเป็นเครื่องใช้สำคัญของจักรพรรดิในแต่ละราชวงศ์ส่วนทองคำนั้นเพียงใช้เป็นแค่เครื่องประดับเพื่อความสวยงามทั่วไปหรือเป็นส่วนประกอบในงานศิลปะเท่านั้น อีกทั้งจีนเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มระบบเงินตราของโลกในอดีตกว่า 2,000 ปีก่อนคริสตกาล โดยใช้หอยที่เรียกว่า ฮั่วเป้ย ในการแลกเปลี่ยนเพื่อชำระค่าสินค้า แตกต่างจากอาณาจักรบาบิโลนที่ใช้โลหะเงินแท่ง และจีนยังใช้เงินกระดาษ (Paper Money) หรือตั๋วแลกเงินเป็นครั้งแรกในโลกเมื่อกว่า 1,000 ปีมาแล้ว อีกด้วย(ตามที่เราได้เห็นมาในนวนิยายกำลังภายในนั้นมีจริง)โดยเกิดขึ้นในยุคสมัยของราชวงศ์ถัง ซึ่งต่อมามีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายในยุโรปโดย มาร์โคโปโล พ่อค้าชาวเมือง เวนิส ประเทศอิตาลีนอกจากนี้ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า มีการหล่อเหรียญทองคำ(Gold Coin) เหรียญแรกขึ้นในประวัติศาสตร์จีนในแคว้นฉู่ของเล่าปี่ เรียกว่าChu Gold Block Moneyมีการใช้ทองคำมากขึ้นในยุคสงครามที่เรียกว่าSix Dynasties of Chinaคือในช่วงของสมัยสามก๊ก จนถึงสมัยราชวงศ์เหนือ-ใต้ เพราะว่ามีการเผยแพร่พุทธศาสนาในจีน จึงใช้ทองคำสร้างเจดีย์ทองคำ พระพุทธรูปทองคำ เพื่อกราบไหว้บูชาในสมัยนั้นเป็นจำนวนมากจีนได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมมานานกว่า 5000 ปี และมีการสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ผ่านยุคที่รุ่งเรืองยิ่งใหญ่และยุคเสื่อมโทรมมานับครั้งไม่ถ้วนดังปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ จนถึงยุคศตวรรษที่ 21 นี้ จีนกำลังพลิกฟื้นประเทศให้กลับมาเป็นพญามังกรอีกครั้ง ด้วยอิทธิพลต่อประชาคมโลกทั้งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การเมือง และการทหาร

Read More

12/05/2564

เครื่องประดับไทยกับการสร้างCountry Brand


อัญมณีและเครื่องประดับไทยนั้น สร้างรายได้ให้กับประเทศคิดเป็นร้อยละ 6 ของ GDP เป็นสินค้าส่งออก 3 อันดับแรกของสินค้าส่งออกของไทย จากสถิติการค้าของ Global Trade Atlas พบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2016-2020) ไทยเป็นผู้ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับมากเป็นอันดับที่ 12 ของโลก มูลค่าการส่งออกเฉลี่ย 14,524.59 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าหลักส่งออกเป็นเครื่องประดับเงิน รองลงมาเป็นเครื่องประดับทอง และพลอยสี โดยไทยเป็นผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินในอันดับที่ 2 ของโลก ส่งออกเครื่องประดับทองเป็นอันดับที่ 11 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกพลอยสีในอันดับที่ 3 ของโลกตลอดหลายปีที่ผ่านมาสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ Made in Thailand ได้รับการยอมรับในคุณภาพจากผู้บริโภคทั่วโลก โดยมีจุดแข็งอยู่ที่ฝีมือ ทักษะ ความชำนาญ และความประณีตในการผลิต เป็นปัจจัยดึงดูดให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย อาทิ Pandora Production Co., Ltd. ซึ่งเลือกไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องประดับเงินเพียงแห่งเดียวที่กระจายสินค้าไปทั่วโลก หรือ Rosy Blue Diamond Co., Ltd. ผู้ผลิตเพชรรายใหญ่ของโลกสัญชาติเบลเยียม ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ในหลายอำเภอในจังหวัดพิษณุโลก เป็นต้น ปัจจุบัน ไทยยังคงเดินหน้าพัฒนาการผลิตสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับให้มีคุณภาพสูง และตรงตามมาตรฐานที่ตลาดโลกต้องการ พร้อมกับการส่งเสริมภาพลักษณ์ Made in Thailand อย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในสินค้าไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการส่งออก และก้าวสู่การเป็นผู้นำการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในตลาดโลกในอนาคตทั้งนี้สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยเป็นที่รู้จักในตลาดโลกมาจากจุดเริ่มต้นของ “ทับทิมสยาม” พลอยสีที่เป็นที่กล่าวขานถึงความสวยงามไร้ที่ติ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดโลกเมื่อหลายสิบปีก่อน แม้ว่าปัจจุบันไทยจะต้องพึ่งพาการนำเข้าพลอยสีจากต่างประเทศ แต่ด้วยฝีมือในการเจียระไนพลอยสีที่ประณีตสวยงาม ความเชี่ยวชาญในการปรับปรุงคุณภาพพลอยด้วยความร้อน และมีตลาดซื้อขายพลอยสีขนาดใหญ่ ตลอดจนแรงงานมีทักษะฝีมือสูงในการผลิตเครื่องประดับ จึงทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกในปัจจุบัน

Read More

12/05/2564

การพัฒนา Country Brand ในธุรกิจเครื่องประดับของอินเดีย


อินเดีย พยายามสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับสินค้าที่ผลิตในประเทศ โดยการสร้าง Country Brand Make in India มาตั้งแต่ปี 2014 เป้าหมายเพื่อการยกระดับสินค้าในเป็นที่ยอมรับและผลักดันให้ประเทศให้เป็นศูนย์กลางการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเฉพาะสินค้าประภทอัญมณีและเครื่องประดับ อัญมณีและเครื่องประดับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอินเดีย สร้างรายได้ให้กับประเทศราวร้อยละ 6-7 ของ GDP โดยในปี 2020 เป็นสินค้าส่งออกในอันดับ 2 รองจากแร่เชื้อเพลิงและแร่น้ำมันดิบ หรือคิดเป็นร้อยละ 12 ของการส่งออกสินค้าโดยรวม อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับอินเดียเริ่มต้นจากการผลิตในครัวเรือนซึ่งอาศัยการผลิตแบบดั้งเดิมในปริมาณน้อยและใช้แรงงานฝีมือจากคนเป็นหลัก จากนั้นได้พัฒนามาใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีทันสมัยในการผลิตมากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับอินเดียมีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบัน ทั้งนี้ อินเดียมีชื่อเสียงในด้านการเจียระไนเพชร ผลิตเครื่องประดับทองและเครื่องประดับเงิน ที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลกจากสถิติการค้าของ Global Trade Atlas พบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2016-2020) พบว่าอินเดียเป็นผู้ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในอันดับ 5 ของโลก มีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ย 37,968.82 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกหลักเป็นเพชร-เจียระไน รองลงมาเป็นเครื่องประดับทอง และเครื่องประดับเงิน ตามลำดับ โดยอินเดียเป็นผู้ส่งออกเพชรเจียระไนและเครื่องประดับเงินเป็นอันดับ 1 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกเครื่องประดับทองในอันดับที่ 3 ของโลก นโยบาย Make In India ที่ภาครัฐฯ มีมาตรการช่วยส่งเสริมผู้ประกอบการให้พัฒนาการผลิตสินค้าได้คุณภาพและมาตรฐานโลก และสนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปตั้งโรงงานผลิตอัญมณีและเครื่องประดับในอินเดีย นอกจากจะสร้างงานและรายได้ให้กับชาวอินเดียแล้ว ยังถือเป็นโอกาสในการเรียนรู้การผลิตที่เป็นมาตรฐานสากลและนำไปต่อยอดพัฒนาการผลิตเครื่องประดับขั้นสูงได้ เมื่อผนวกกับจุดแข็งด้านแรงงานฝีมือที่มีทักษะและความชำนาญสูงแล้ว จะทำให้ภาคการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับของอินเดียเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และนำไปสู่การเป็นสินค้าที่ตลาดโลกต้องการมากขึ้น

Read More

12/05/2564

Country Brand ยกระดับสินค้าเครื่องประดับจีน


ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ระยะเวลา 5 ปี (2016-2021) ของประเทศจีนมีการบรรจุยุทธศาสตร์ Made in China ไว้ในแผนเพื่อกำหนดเป็นนโยบายให้จีนปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากเน้นปริมาณสู่การผลิตที่เน้นคุณภาพ โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิตและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายเป็นมหาอำนาจชั้นนำด้านการผลิตสินค้าของโลกภายใน 10 ปีเรียกว่ายุทธศาสตร์ Made in China 2025 ในสินค้าทุกประเภทรวมถึงินค้าเครื่องประดับ จีนเป็นผู้ผลิตสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับชั้นนำของโลก โดยมีมณฑลกวางตุ้งเป็นฐานการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดในจีน โดยเฉพาะเมืองกวางโจว ซึ่งมีผู้ผลิตรายใหญ่จำนวนมากเป็นชาวฮ่องกง ที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามายังจีนเพื่อลดต้นทุนการผลิต นอกจากเมืองกวางโจวแล้ว ยังมีอีกหลายเมืองที่มีโรงงานผลิตอัญมณีและเครื่องประดับจำนวนมากตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ เช่น เมืองเซินเจิ้น จงซาน ตงกว่าน เป็นต้นในอดีตการผลิตสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของจีนจะใช้แรงงานเป็นหลัก ส่วนใหญ่เป็นการผลิตสินค้าเหมือนกันจำนวนมาก (Mass Product) จำหน่ายกลุ่มกำลังซื้อปานกลางลงมาถึงต่ำทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่เมื่อผู้ประกอบการได้พัฒนาฝีมือแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตมากขึ้น เช่น การนำเทคโนโลยี CNC และ 3D printing มาใช้ในการผลิตเครื่องประดับทำให้มีดีไซน์หลากหลายและทันสมัยมากขึ้น เครื่องประดับจากจีนจึงขยับขึ้นมาจับกลุ่มตลาดระดับกลางถึงระดับบนได้เพิ่มขึ้นจากสถิติการค้าของ Global Trade Atlas พบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2016-2020) จีนเป็นผู้ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในอันดับที่ 11 ของโลก มีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ย 19,727.78 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าหลักส่งออกเป็นเครื่องประดับทอง รองลงมาเป็นเครื่องประดับเทียม และเครื่องประดับเงิน ตามลำดับ โดยจีนเป็นผู้ส่งออกเครื่องประดับทอง และเครื่องประดับเทียมเป็นอันดับ 1 ของโลก และส่งออกเครื่องประดับเงินเป็นอันดับที่ 4 ของโลกการปรับภาพลักษณ์สินค้า Made in China ให้ดูดีในสายตาผู้บริโภคยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ความพยายามในการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิตของจีน ตลอดจนการทำตลาดสร้างภาพลักษณ์อย่างสม่ำเสมอ เชื่อว่าในอนาคตจีนจะสามารถผลิตสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับคุณภาพสูงไปช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดระดับบนได้อย่างไม่น้อยหน้าใครจากเดิมสินค้าจีนมักถูกมองว่าเป็นสินค้าราคาถูกและมีคุณภาพต่ำ แต่จากการส่งเสริมของรัฐบาลจีนให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าคุณภาพดี ได้มาตรฐานสากล และราคาเหมาะสม ทำให้สินค้าจีนยกระดับคุณภาพขึ้นมา อีกทั้งการพยายามทำตลาดและสร้างแบรนด์ของประเทศในรูปแบบต่างๆ ช่วยพลิกโฉมภาพลักษณ์สินค้า Made in China ให้ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วโลกมากขึ้น

Read More

12/05/2564

Tiger’s Eye ความงามและความเชื่อ


Tiger’s Eye หรือพลอยตาเสือ หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า“คดไม้สัก” เป็นอัญมณีในตระกูลควอตซ์เป็นพลอยเนื้อแน่นและทึบแสง มีสีเหลืองอมน้ำตาลไปจนถึงน้ำตาลเข้ม มีลักษณะคลายเส้นไหมเป็นริ้วเรียงตัวไปในทิศทางเดียวกัน สีสันไม่สดใส เหมือนแอเมทิสต์ ซิทริน และโรสควอตซ์ ที่เป็นโทนม่วง เหลือง และชมพู สดใส แต่ Tiger’s Eye จะดูสุขุมในแบบเอิร์ธโทน (Earth Tone)และด้วยลักษณะพิเศษเฉพาะตัวนี้ Tiger’s Eye หรือพลอยตาเสือจึงมักถูกเจียระไนแบบหลังเบี้ย หรือขัดเกลาเป็นลูกปัด เพื่อให้สามารถอวดลวดลายได้อย่างเด่นชัด บริษัทเครื่องประดับชั้นนำนิยมนำมาออกแบบเป็นครื่องประกับคู่กับตัวเรื่อนต่างๆเช่น สร้อยข้อมือลูกปัด แหวนทองชมพูประดับด้วยเพชรและพลอยตาเสือจาก Chopard และ กระดุมข้อมือ (Cufflinks) ตกแต่งด้วยพลอยตาเสือบนตัวเรือนทองคำ 18 กะรัตจากTiffany & Co.เป็นต้นนอกจากจะเป็นเป็นอัญมณีซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมแล้ว พลอยตาเสือยังมีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมความเชื่อต่างๆ ของมนุษย์มายาวนาน เช่นมีการนำมาทำเป็นเครื่องรางด้วยเชื่อกันว่ามันมีพลังในการปกป้องคุ้มครอง สามารถช่วยให้ผู้เป็นเจ้าของแคล้วคลาดจากอันตราย คำสาป และสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ได้ มีตำนานเล่าว่าพระนางคลีโอพัตรา ราชินีผู้เลอโฉมและฉลาดเฉลียวแห่งอียิปต์มักจะมอบพลอยตาเสือให้แก่เหล่าทหารกล้า เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ สร้างความฮึกเหิม และช่วยป้องกันอันตรายเมื่อต้องออกสู่สมรภูมิรบ และด้วยรูปลักษณ์อันน่าเกรงขาม มันถึงถูกยกให้เป็นอัญมณีแห่งความกล้าหาญนอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่าพลอยตาเสือสามารถบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆได้ เช่น ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ ปวดท้อง บรรเทาความเครียด รวมไปถึงโรคที่เกี่ยวความดันโลหิต และด้วยความที่อัญมณีชนิดนี้มีสีน้ำตาลทองจึงมีผู้คนจำนวนมากเชื่อว่ามันเป็นอัญมณีที่จะช่วยบันดาลเงินทอง โชคลาภ และความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ผู้เป็นเจ้าของได้อีกด้วยTiger’s Eye หรือพลอยตาเสือนี้พบมาที่ แอฟริกาใต้ บราซิล อินเดีย ไทย เมียนมา ออสเตรเลีย เป็นต้น

Read More

12/05/2564

ช่างหรีด ผู้สืบสานตำนานหวนกลแห่งเมืองจันท์


ช่างหรีด มีชื่อจริงว่า ชูเกียรติ เนียมทอง เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของช่างทำแหวนกลในจันทบุรี เริ่มต้นฝึกฝนการทำแหวนกลมาตั้งแต่เด็ก อาศัยการถ่ายทอดวิชาจากครูสายัณห์ ภูมิศักดิ์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าเขย เริ่มจากการเรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือช่างประเภทต่างๆ แล้วจึงค่อยๆ พัฒนามาทำแหวนเรียบ แหวนปลอกมีด ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ช่วยช่าง ใช้เวลาฝึกฝนและจดจำเทคนิคนานนับสิบปีจึงสามารถผลิตแหวนกลชิ้นแรกของตนเองได้แหวนกลเมืองจันท์มีอัตลักษณ์ที่บริเวณหัวแหวน ซึ่งประกอบขึ้นจากแหวนวงเล็กๆ ตั้งแต่ 4 วงขึ้นไปนำมาซ้อนไขว้เรียงกันจากเทคนิคและฝีมือช่าง จนออกมาเป็นตัวเรือนแหวนที่มีความสมบูรณ์ โดยรูปแบบของหัวแหวนมักได้แรงบันดาลใจมจากธรรมชาติ เช่น ลายปูทะเล ลายปลา และลายกุ้ง ซึ่งต่อมามีการพัฒนาลวดลายเพิ่มขึ้นตามยุคสมัยเช่น ลายดอกไม้ แมงป่อง ราชสีห์ เต่า และกระต่าย เป็นต้นและช่างหรีดจึงได้หันมาผลิตแหวนกลโดยใช้เงินเป็นวัตถุดิบหลัก แทนที่การใช้ทองคำเหมือนอย่างในอดีต เพื่อต้องการให้แหวนกลเมืองจันท์เข้าถึงผู้บริโภคหลากหลายกลุ่มมากขึ้น นอกจากลวดลายดั้งเดิมแล้ว ยังมีการนำความเชื่อทางด้านโชคลางและความศรัทธามาประยุกต์เป็นลายของหัวแหวนด้วย เช่น ลวดลายสิบสองนักษัตร ลายพญานาค และต่อยอดชิ้นงานให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้นโดยการออกแบบให้เป็นชื่อ หรือนามสกุล มีการตกแต่งด้วยพลอยหรืออัญมณีเพื่อเพิ่มมูลค่า และสร้างความโดดเด่นให้แก่ชิ้นงาน รวมถึงการต่อยอดทำเป็นกำไลกลเมืองจันท์ ในรูปแบบของกำไลนพเก้า กำไลลายพญานาค เป็นต้น ปัจจุบันช่างหรีดยังคงรับผลิตแหวนกลเป็นอาชีพหลักในการเลี้ยงครอบครัว โดยสามารถผลิตชิ้นงานได้ 2 - 3 ชิ้นต่อเดือน ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของชิ้นงาน แหวนกลเมืองจันท์ ถือเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่ล้ำค่า และควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสถึงความงดงามของงานหัตถศิลป์ที่เต็มไปด้วยจินตนาการและภูมิปัญญาที่ควรอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไป

Read More

12/05/2564

ภูเขาทองคำ


เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2564 มีรายงานข่าวจากเว็บไซต์ ABP ว่าที่ภูเขาในหมู่บ้านเซ้าท์ คิวู ในจังหวัดลูฮิฮี ประเทศคองโค มีประชาชนหลายร้อยคนพากันไปขุดดินบนภูเขา หลังจากมีข่าวลือว่าว่า ดินบริเวณนี้เต็มไปด้วยแร่ทองคำ ถึง 60-90% ไม่ว่าจะขุดลงไปตรงไหนก็จะเจอแร่ทอง ซึ่งหลายคนที่ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือก็ใช้มือเปล่าโกยดินใส่ถุง ใส่ตะกร้า เพื่อที่จะเอากลับไปร่อนหาทอง หลังจากมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งล่าสุดรัฐบาลคองโก ประกาศอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่แล้ว โดยมีการส่งทหารเข้าไปป้องกันพื้นที่แล้วปิดพื้นที่ไว้ก่อน โดยประกาศห้ามขุดดินบริเวณดังกล่าว เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจสอบ โดยอ้างความปลอดภัยของประชาชน และเพื่อไม่ให้กระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตทองคำภายใต้กฎหมายการทำเหมืองแร่ของคองโก.อนึ่ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคแอฟริกากลางและเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของทวีป เป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ แต่ก็มีการค้าทองคำในตลาดมืดและการทำเหมืองแร่ทองคำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยมีแก๊งมาเฟียข้ามชาติหลายแก๊งบงการอยู่ เช่นเดียวกับหลายๆประเทศในกาฬทวีป เช่น กานา แทนซาเนีย และแซมเบีย เป็นต้น นอกจากนี้ การทำเหมืองแร่ทองคำแบบผิดกฎหมายในประเทคองโกยังทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งและคร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมากเช่นเมื่อเดือนกันยายนปี 2020 เกิดเหตุเหมืองทองถล่มจากฝนตกหนัก ทำให้บริเวณที่ขุดเจาะไว้ถล่มลง และปากทางเข้าถูกปิดฝังคนงานเหมืองราว 50 คนที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ด้านใน ก่อนหน้านั้น 1 ปีในเดือนตุลาคม มีคนงานเหมืองทองเสียชีวิต 16 คนจากเหตุดินถล่ม และในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน ก็เกิดเหตุดินถล่มที่เหมืองทองแดงและโคบอลต์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 43 คน

Read More

12/05/2564

เครื่องประดับทองยังครอบใจคนรุ่นใหม่ในสหรัฐ


The National Jeweler ได้ทำการสำรวจผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ จำนวน 1,015 ราย ในช่วงอายุระหว่าง 25 – 50 ปี ซึ่งมีรายได้มากกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ และซื้อเครื่องประดับมูลค่ามากกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพบว่าเครื่องประดับทองและเครื่องประดับทองตกแต่งเพชร เป็นสินค้าในกลุ่มเครื่องประดับแท้ที่มีการซื้อมากที่สุด จากการสำรวจพบว่าทั้งผู้ชายและผู้หญิงในสัดส่วนที่เท่ากันคือ 55% มีความชื่นชอบเครื่องประดับทองและเครื่องประดับทองตกแต่งเพชรมากที่สุด รองลงมาเป็นเครื่องประดับเงินตกแต่งเพชร (ผู้ชาย 46% และผู้หญิง 41%) นอกจากนี้ เครื่องประดับทองล้วนไม่ตกแต่งอัญมณีก็ยังเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของผู้ตอบแบบสำรวจชายราว 50% สำหรับปัจจัยหลักอื่นๆที่นำมาประกอบการตัดสินใจซื้อเครื่องประดับของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่าเลือก รูปแบบมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยปัจจัยด้านราคา และโลหะที่ใช้ผลิตเป็นเครื่องประดับ ตามลำดับ โดยผู้หญิง 59% และผู้ชาย 50% จะเลือกซื้อทองขาวเป็นอันดับแรก ตามด้วยทองสีเหลืองจากผลการสำรวจยังพบว่า คนรุ่นใหม่จะคำนึงถึงแหล่งที่มาและประเด็นสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนรุ่นเก่า โดยผู้ตอบแบบสำรวจ 45% จะเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตจากทองคำจากเหมืองที่มีใบรับรองความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และผู้ตอบแบบสำรวจราว 33% ยินดีจ่ายเงินแพงขึ้น 5-10% ส่วนอีก 41% ตอบว่ายินดีจะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นมากกว่า 11% สำหรับสินค้าที่มาจากบริษัทที่ได้รับใบรับรองดังกล่าว นอกจากนี้ ยังพบว่า 25% ของผู้ตอบแบบสำรวจจะซื้อเครื่องประดับรีไซเคิลกระแสสังคมโลกปัจจุบันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวได้ทันก็จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ยาก ฉะนั้น ผู้ประกอบการจะต้องหันมาให้ความสำคัญต่อกระแสดังกล่าวข้างต้น โดยพยายามปรับรูปแบบการผลิตสินค้าให้เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่เอาเปรียบแรงงาน และทำการค้าด้วยจริยธรรม รวมถึงการดำเนินกิจกรรมที่มุ่งเน้นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในรูปแบบต่างๆ เพื่อประโยชน์ต่อธุรกิจ ผู้บริโภค และสังคมในระยะยาว

Read More

12/05/2564

ธุรกิจเครื่องประดับทองในจีน เริ่มสดใสในปี 2021


World Gold Council (WGC)รายงานแนวโน้มความต้องการเครื่องประดับในจีนลดลงร้อยละ 35 เมื่อปีที่แล้ว เนื่องมาจากผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างอื่นๆเช่นการลดปริมาณสินค้าคงคลังของผู้ขาย การควบรวมกิจการซึ่งส่งผลให้จุดวางจำหน่ายเครื่องประดับโดยรวมมีจำนวนลดลง และความนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพากกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีความต้องการเครื่องประดับทองลดลง แต่ในปี2021 นี้ ตลาดเครื่องประดับทองของจีนมีแนวโน้มกลับมาสดใสอีกครั้งแม้ยอดขายเครื่องประดับทองโดยรวมจะลดลง แต่เครื่องประดับแบบดั้งเดิมยังคงทำตลาดได้ในปี 2020 ที่ผ่านมาโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 4 ซึ่งสร้างยอดขายได้เหนือสินค้าหมวดอื่นๆ ด้วยฝีมือช่างอันละเอียดประณีตและการสอดแทรกองค์ประกอบทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมลงไป สินค้าเหล่านี้จึงได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้บริโภคระดับสูงซึ่งไม่ค่อยได้รับผลกระทบด้านรายได้จากการระบาดของโควิด19 เท่าไรนัก นอกจากนี้ ความต้องการในกลุ่มเครื่องประดับแต่งงานที่ผ่านการออกแบบมาเป็นอย่างดีและแฝงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมก็กระเตื้องขึ้นจากความต้องการสะสมจากปีที่ผ่านมา ขณะที่เครื่องประดับทอง 24 กะรัตที่มีการออกแบบให้ทันสมัยก็ได้รับการต้อนรับจากผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีงบประมาณจำกัดเพิ่มขึ้น ทั้งนี้รายงานของ WGC ชี้ว่าแนวโน้มของธุรกิจเครื่องประดับจีนน่าจะเติบโตได้ดีขึ้นในปี 2021 โดยผู้ขายเครื่องประดับรายใหญ่ในจีนยังคงมีความหวัง หลังจากกิจการทำยอดขายได้อย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเหตุผลสำคัญที่สนับสนุนแนวโน้มเชิงบวกสำหรับช่วงหลายเดือนข้างหน้านี้ก็คือ ผู้ขายเครื่องประดับจีนน่าจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนโยบายซึ่งจะเน้นให้ความสำคัญแก่การบริโภคภายในประเทศในช่วงหลายปีข้างหน้า และคาดกันว่าเศรษฐกิจจีนจะแข็งแกร่งต่อเนื่องซึ่งจะทำให้รายได้สุทธิของผู้บริโภคเติบโตอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งการควบรวมกิจการในปี 2020 ก็ส่งผลให้อุตสาหกรรมโดยรวมมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น โดยบริษัทซึ่งมีความแข็งแกร่งทั้งในแง่คุณค่าของแบรนด์และกระแสเงินสดหมุนเวียนก็จะสามารถรอดจากวิกฤตินี้ได้

Read More

05/03/2564

สีเหลืองมาแรง เทรนด์อัญมณีปี 2021


The Pantone Color Institute สถาบันที่คาดการณ์เทรนด์สีในแต่ละปี ประกาศเทรนด์สีที่จะได้รับความนิยมและกลายเป็นสีที่ถูกนำไปใช้ในงานออกแบบ การดีไซน์ และเป็นแรงบันดาลใจในวงการต่างๆ ทั่วโลก สีประจำปี 2021 โดยเลือกให้ คือ สีเหลือง Illuminating และ สีเทา Ultimate Gray เป็น 2 สี สำหรับผู้รักอัญมณีและต้องการตามเทรนด์ก็อาจหาอัญมณีสีเหลืองมาไว้ในครอบครองได้7 อัญมณีโทนสีเหลืองที่ควรหามาครอบครองได้แก่1. Yellow Diamonds หรือที่รู้จักกันอีกชื่อ Canary Yellow Diamonds หรือ Simply Canary Diamonds เป็นเพชรที่มีประกายและสีสวยงาม มีหลายเฉดสีปนกัน ทั้งสีเหลืองอมน้ำตาล เหลืองอมส้ม และเหลืองอมเขียว แต่เพชรที่มีสีเหลืองบริสุทธิ์จะมีมูลค่าสูงที่สุด แหล่งผลิตเพชรสีเหลืองได้แก่ ออสเตรเลีย แอฟริกากลาง แองโกลา เกาะบอร์เนียว บราซิล สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และเซียร์ราลีโอน 2. Yellow Sapphires เป็นแร่คอรันดัม มีค่าความแข็งตามสเกลของโมส์เท่ากับ 9 พบในศรีลังกา แทนซาเนีย มาดากัสการ์ เมียนมา และไทย โดยแซปไฟร์สีเหลืองหรือที่เรียกว่า บุษราคัม จากศรีลังกามีคุณภาพดีที่สุด ทั้งนี้บุษราคัมสีเหลืองตามธรรมชาตินั้นแทบจะหาไม่ได้แล้ว ส่วนใหญ่จำเป็นต้องผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วยความร้อนเพื่อให้มีสีสวยขึ้น ปัจจุบันนิยมนำไพลินสีเข้ม หรือแซฟไฟร์สีเขียว ไปผ่านกระบวนการเผาร่วมกับเบริลเลียม เพื่อให้ได้บุษราคัมสีเหลืองสวยงาม 3. Citrine เป็นแร่ควอตซ์สีเหลือง มีสีเหลืองอ่อน เหลืองเข้ม เหลืองอมน้ำตาล เป็นต้น ซิทรินที่มีสีเหลืองอมส้ม เหลืองเข้มลักษณะดูคล้ายบุษราคัม (Yellow Sapphire)หรือ โทแพซ (Topaz) จะเป็นที่นิยมกว่าสีเหลืองอื่นๆ แหล่งที่พบซิทริน ได้แก่ บราซิล ซึ่งเป็นแหล่งผลิตซิทรินคุณภาพดีและใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ ยังพบได้ในประเทศอาเจนตินา มาดากัสการ์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก นามิเบีย สเปน และรัสเซีย 4. Yellow Topaz เป็นแร่ซิลิเกตที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียม ฟลูออรีน และหมู่ไฮดรอกซิล โทแพซสีเหลืองทอง เรียกว่า Golden Topaz โทแพซสีเหลืองอมส้ม อาจเรียกว่า Imperial Topaz ซึ่ง Yellow Topaz พบมากในประเทศบราซิล รองลงมาคือ เม็กซิโก อเมริกา ศรีลังกา ญี่ปุ่น ไนจีเรีย และรัสเซีย (บริเวณแถบไซบีเรีย และเทือกเขาอูราล)5. Yellow Garnet การ์เนตที่มีสีออกเหลือง เช่น Grossularite พบได้ในรัฐ California, New England region, Eden Mills, Vermont, Washington สหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก ศรีลังกา ออสเตรเลีย เคนย่า แทนซาเนีย ปากีสถาน และบราซิล มาลีการ์เนต (Mali Garnet) เป็นองค์ประกอบผสมกรอสซูลาร์ – แอนดราไดต์การ์เนตส่วนมากพบเป็นสีเหลืองอมเขียว พบที่ประเทศมาลี และทางตะวันออกของแอฟริกา6. Yellow Tourmaline ทัวร์มาลีนสีเหลืองเป็นสีที่หายากที่สุดในตระกูลทัวร์มาลีน ตัวอย่างเช่น Dravite พบได้ในแทนซาเนีย ไนจีเรีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก บราซิล และสหรัฐอเมริกา 7. Yellow Chrysoberyl อยู่ในกลุ่มแร่ออกไซด์ มีโลหะอลูมิเนียมและเบริลเลียมเป็นส่วนประกอบ ส่วนสีเหลืองเกิดจากธาตุเหล็ก คริโซเบริลสีเหลืองทอง (Golden chrysoberyl) พบในบราซิล ศรีลังกา และมาดากัสการ์ สำหรับชนิดของคริโซเบริลที่รู้จักกันดีคือ พลอยตาแมว (Chrysoberyl Cat’s Eye) แหล่งที่พบ ได้แก่ บราซิล อินเดีย จีน ศรีลังกา และซิมบับเว ข้อมูล : สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมีแห่งชาติ

Read More

05/03/2564

พระสยามเทวาธิราช


คนไทยเราแต่โบราณนานมาเชื่อว่า มีเทวดาคุ้มครองเพื่อปกปักรักษาบ้านเมืองไว้ให้อยู่รอดปลอดภัยจากอริราชศัตรู สมัยกรุงสุโขทัยก็มี“พระขพุงผี”เชื่อกันว่า“ถ้าไหว้ดีพลีถูก บ้านเมืองก็เจริญ รุ่งเรือง แต่ถ้าไหว้ดีพลีไม่ถูก บ้านเมืองก็ล่มจม” มาสมัยรัตนโกสินทร์เรามาพระสยามเทวาธิราช เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองไทยพระสยามเทวาธิราช หมายถึง“เทวดาทั้งหมดที่รักษาประเทศสยาม”มีลักษณะเป็นเทวรูปหล่อด้วยทองคำสูง ๘นิ้ว ประทับยืนทรงเครื่องกษัตริยาธิราช ทรงฉลองพระองค์อย่างเครื่องของเทพารักษ์ มีมงกุฎเป็นเครื่องศิราภรณ์ พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นจีบดรรชนีเสมอพระอุระประดิษฐานอยู่ในเรือนแก้วทำด้วยไม้จันทน์ ลักษณะแบบวิมานเก๋งจีน มีคำจารึกเป็นภาษาจีนที่ผนังเบื้องหลัง แปลว่า"ที่สถิตย์แห่งพระสยามเทวาธิราช" เรือนแก้วนี้ประดิษฐานอยู่ในมุขกลางของพระวิมานไม้แกะสลักปิดทอง เรียกว่า พระวิมานไม้แกะสลักปิดทองสามมุข ตั้งอยู่เหนือลับแลบังพระทวารเทวราชมเหศวร์ ตอนกลางพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง ด้านหน้าขององค์พระสยามเทวาธิราชตั้งรูปพระสุรัสวดี หรือพระพราหมี เทพเจ้าแห่งการดนตรีและขับร้องมุขตะวันออกของพระวิมาน ตั้งรูปพระอิศวรและพระอุมา มุขตะวันตกของพระวิมาน ตั้งรูปพระนารายณ์ทรงครุฑพระบาทมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๔สมัยรัชกาลที่ 4 เนื่องมาจากพระราชดำริว่า...“สยามประเทศดำรงความเป็นเอกราช ดำรงความผาสุกยั่งยืนมาตั้งแต่โบราณ แม้หลายครั้งหลายคราวจะมีเหตุที่ทำให้บ้านเมืองเพลี่ยงพล้ำข้าศึกศัตรูหรือมีเหตุจะเสียบ้านเสียเมืองแต่ก็รอดพ้นมาได้ทุกครั้ง ก็น่าจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทพยดาอารักษ์คุ้มครองให้รอดพ้นภัยอันตรายมาได้ทุกครั้ง ...ชะรอยคงจะมี “เทพยดา”ที่“ศักดิ์สิทธิ์”คอยอภิบาลรักษาอยู่สมควรที่จะทำรูปเทพยดาองค์นั้นขึ้นสักการบูชา” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าประดิษฐวรการปั้นรูปสมมติขึ้นแล้วหล่อด้วยทองคำแท่ง และถวายพระนามว่า“พระสยามเทวาธิราช”ล้นเกล้ารัชกาลที่๔พระองค์ทรงเคารพบูชาพระสยามเทวาธิราช เป็นอย่างสูงทรงถวายเครื่องสักการะเป็นประจำทุกวัน...ทรงถวายเครื่องสังเวยทุก“วันอังคาร”และ“วันเสาร์”ก่อนเวลาเพล และโปรดเกล้าฯให้จัดพิธีสังเวยเทวดาในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งตรงกับ“วันขึ้นปีใหม่”ทางจันทรคติแบบโบราณทุกปีด้วย

Read More

05/03/2564

เชื่อปี’64 ราคาทองยังเป็นขาขึ้น


นักวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มราคาทองคำปี 2564 ยังเป็นขาขึ้น ที่ระดับ 2,000 ดอลลาร์ ต่อออนซ์และยังเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดต่อเนื่องจากปี2563 ที่ราคาspot เพิ่มขึ้น 25.1% ขณะที่ราคาทองแท่งในประเทศเพิ่มขึ้น 24.6% ปัจจัยบวกที่จะส่งผลต่อราคาทองคำในปี 2564ได้แก่1) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ2) นโยบายผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางชั้นนำ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ3) แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น4) การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในเอเชีย ทำให้ความต้องการทองคำในปีนี้จะฟื้นตัวขึ้น5) ราคาหุ้นที่แพงและเต็มมูลค่า อาจทำให้ราคาหุ้นเกิดการปรับฐานได้ในบางช่วง และมีเม็ดเงินไหลเข้าลงทุนในทองคำ อย่างไรก็ดียังมีปัจจัยที่ส่งผลลบต่อราคาทองดำอยู่นั่นก็คือ แรงเทขายทองคำในช่วงครึ่งปีหลังของนักลงทุนหลังวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายเนื่องจากมีการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลก ทำให้เศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง และการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐจะคล่องตัวขึ้น ด้วยการครองเสียงข้างมากของเดโมแครตทั้งสภาบนและสภาล่างทำให้มีการคาดการณ์ผ่านกฎหมายต่าง ๆ จะง่ายขึ้น คาดว่ามาตรการเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 อาจจะผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรสได้ก่อนวันที่ 15 มีนาคม ในทางตรงกันข้าม หากมีความล่าช้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะเป็นปัจจัยกดดันต่อราคาทองคำต่อไป เป็นที่น่าสังเกตว่า ความต้องการทองคำภาคเครื่องประดับทั่วโลกในปี 2563 ลดลงต่ำสุดในรอบ 11 ปี เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบ โดยลดลงถึง 34% โดยเฉพาะจีนและอินเดียประเทศที่บริโภคทองคำรายใหญ่อันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลกความต้องการทองคำลดลงถึง 35% และ 42% ตามลำดับ แต่ก็กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 จึงคาดการณ์ว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียโดยเฉพาะจีนและอินเดียจะส่งผลให้ความต้องการทองคำภาคเครื่องประดับปี 2564 ฟื้นตัวขึ้นและช่วยผลักดันให้ความต้องการทองคำโดยรวมเพิ่มขึ้นด้วย

Read More

05/03/2564

สะพานโกลเด้นเกต(Golden Gate Bridge)สิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรม ของโลกยุคปัจจุบัน


สะพานโกลเด้นเกต (Golden Gate Bridge) ทอดยาวข้ามอ่าวตอนเหนือของเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอเนียร์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรม ของโลกยุคปัจจุบัน โครงการก่อสร้างสะพาน ผ่านช่องแคบ ซานฟรานซิสโก ถูกเสนอขึ้นครั้งแรก ในช่วงต้นปี ค.ศ.1872 แต่ไม่ได้รับการอนุมัติ แต่เมื่อมีการตีพิมพ์บทความในหนังสือพิมพ์ "San Francisco Call Bulletin” ในปี ค.ศ.1916 ทำให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก หลังจากนั้นสภานิติบัญญัติแห่งแคลิฟอร์เนีย จึงมีมติอนุมัติให้มีการสร้างสะพานและเขตทางหลวงขึ้น ด้วยงบประมาณ 35 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเริ่มสร้างในปีค.ศ. 1932 เปิดใช้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1937 ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 33 ล้านเหรียญสหรัฐ โกลเด้นเกตเคยเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก (ปัจจุบันสะพานแขวน ที่ยาวที่สุดในโลก คือ Akashi-Kaikyo Bridge ตั้งอยู่ที่ญี่ปุ่น) มีความยาว 2.7 กิโลเมตร สูง 223.5 เมตร ทอดข้ามอ่าวทางตอนเหนือ ของเมืองท่าซานฟรานซิสโกสู่เมืองมาริน ตัวสะพานแขวนโกลเด้นเกททำด้วยเหล็ก ประกอบด้วยหอคอยเหล็กสองข้าง ข้างละ 230 เมตร โดยใช้ลวดเคเบิลสลิง เป็นตัวดึงน้ำหนักสะพาน ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 36 นิ้ว ข้างละ 2 เส้น และยังมีเส้นลวด ที่ยึดสายโยงอีก 27,572 เส้น ตัวสะพานอยู่สูงกว่าระดับทะเล ในอ่าว 61 เมตร ข้างสะพานทั้งสองด้าน มีสะพานช่วงสั้นต่อกัน รวมทั้งหมดเกือบ 7 กิโลเมตร แบ่งเป็นช่องทางรถยนต์โดยสาร 6 ช่องทาง รถบรรทุก 3 ช่องทาง และทางรถไฟ 2 ช่องทาง สะพานนี้ต้องใช้เวลาในการวางแผนก่อนก่อสร้างถึง 10ปี แต่หลังจากนั้นใช้เวลาสร้างจริง 4 ปีมีนายโจเซฟ แบร์มานน์ สเตร๊าซ็ (Joseph Bermann Strauss) เป็นผู้ออกแบบและเป็นหัวหน้าวิศวกร โดยเขาสามารถสร้างสะพานแขวน ที่มีโครงสร้างแข็งแรงในบริเวณที่มีหมอกมากและลมแรงได้แม้ในช่วงแรกจะไม่มีใครคิดว่าจะสร้างสะพานนี้ได้ก็ตามด้วยการออกแบบด้วยความชาญฉลาดสะพานโกลเด้นเกตสามารถต้านทาน พายุเฮอร์ริเคน และได้ทาสีแดงทั่วสะพาน เพื่อป้องกันไม่ไห้เหล็ก ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของสะพานเกิดสนิม เนื่องจากเกลือของลมทะเล ในมหาสมุทรแปซิฟิกนั่นเองอย่างไรก็ดี ภายใต้ความสำเร็จ ของสะพานโกลเด้นเกต กลับมีคนงานที่ต้องเสียชีวิตไปถึง 11 คน จึงได้มี การสร้างตาข่ายไว้ใต้สะพาน เพื่อความปลอดภัยของคนงาน ในกรณีที่เกิดพลัดตกลงมาจากนั่งร้าน ซึ่งหลังจากนั้นก็มีคนงานตกมาอีก 19 คน แต่ก็ปลอดภัย เพราะมีตาข่ายป้องกันนั่นเอง

Read More

Loading...
More